ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > ตำรวจ + นายอำเภอ

ตำรวจ + นายอำเภอ




ผู้ตั้งกระทู้ Admin กระทู้ตั้งโดยเว็บมาสเตอร์ :: วันที่ลงประกาศ 2010-04-05 19:41:21


1

ความเห็นที่ 66 (3006223)

“ผู้ช่วย ผบ.ตร.” กำชับ ผบช. ทุกระดับ ห้ามตำรวจเกี่ยวข้องการเก็บส่วย

วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 เวลา 13:30:52 น.

 

 


พลตำรวจโทเรืองศักดิ์ จริตเอก

 
เมื่อเวลา 10.30 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติพลตำรวจโทเรืองศักดิ์ จริตเอก ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวก่อนการประชุมการปฏิบัติงานจราจรว่า จะมีกำชับให้ ผบช.น.,ผบช. ก. ผบช.ภภ.1-9 และศชต. เร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเกี่ยวกับวิถีชีวิตประจำวันในการใช้ ยานพาหนะเดินทางทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยให้ครอบคลุมทั่วประเทศทั้ง 1,465 สถานี พร้อมสั่งดูแลควบคุมอย่าให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเข้าไปเกี่ยวข้องหรืออยู่ เบื้องหลังการกระทำความผิดเรียกรับเงิน โดยขอให้อย่าปรากฏว่าตำรวจเป็นผู้มีอิทธิพล หรือไปเกี่ยวข้องกับการเรียกร้องผลประโยชน์จากวินจักรยานยนต์ รถตู้สาธารณะและรถแท็กซี่เสียเอง ซึ่งหากตรวจสอบทราบว่า มีใครเข้าไปเกี่ยวข้อง หัวหน้าสถานีตำรวจจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบเป็นลำดับแรก 

นอก จากนี้ ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น โดยเฉพาะผู้บังคับบัญชาที่ใกล้ตัวผู้ใต้บังคับบัญชาดูแลความเป็นอยู่ สิทธิประโยชน์ของผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย ทั้งนี้ จะต้องมีความเข้มแข็งในการปฏิบัติงานให้อยู่ในกรอบระเบียบ วินัย สอดส่อง ควบคุมการทำงานให้เป็นไปตามคำสั่ง ซึ่งหากพบว่า ผู้ใต้บังคับบัญชาทำผิด ผู้บังคับบัญชาที่ใกล้ชิดจะต้องถูกรับโทษด้วย
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-07-25 07:04:34


ความเห็นที่ 65 (3006102)

 

สั่ง'สุธีร์'เลิกนั่งรักษาการผบก.น.1 สตช.ส่ง'จิตติ รอดบางยาง'แทน

วันพุธ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2557, 01.05 น.
 

22 ก.ค.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รอง ผบ.ตร. รักษาราชการแทน ผบ.ตร. ได้ลงนาม คำสั่งตร.ที่ 369/2557 ลง 22 ก.ค. 57 เรื่องให้ข้าราชการตำรวจรักษาราชการแทน โดยยุติการให้ พล.ต.ต.สุธีร์ เนรกัณฐี รอง ผบช.น. รักษาราชการแทนในตำแหน่ง ผบก.น.1 ตามคำสั่ง ตร.ที่263/2557 ลง 27 พ.ค.57 และให้ พล.ต.ต.จิตติ รอดบางยาง รอง ผบช.น. รักษาราชการแทนในตำแหน่ง ผบก.น.1 ทั้งนี้ตั้งแต่ 23 ก.ค.2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-07-23 07:31:42


ความเห็นที่ 64 (3006043)

′วัชรพล′สั่ง′5บิ๊กสีกากี′ส่งผลงานชิงดำเก้าอี้′ผบ.ตร.′ภายใน25ก.ค.

วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 เวลา 23:12:36 น.

 

 


พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ

 

 

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม รายงานข่าวแจ้งว่า พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) รักษาราชการแทน ผบ.ตร. มีหนังสือเวียนถึง พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน จเรตำรวจแห่งชาติ โดยนายตำรวจทั้ง 5 นายมีสิทธิได้รับการพิจารณาเสนอชื่อเป็น ผบ.ตร.คนต่อไป โดยให้จัดทำประวัติ ผลงาน และแสดงวิสัยทัศน์ ในประเด็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนประเทศชาติในการเป็นผู้นำสำนัก งานตำรวจแห่งชาติ เสนอให้กับ รรท.ผบ.ตร.พิจารณาภายในวันที่ 25 กรกฎาคมนี้

 

ข่าวแจ้งว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) เพื่อแต่งตั้ง ผบ.ตร. คาดว่าจะมีขึ้นในช่วงต้นเดือนสิงหาคม โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเป็นประธาน ก.ต.ช.ด้วยตัวเอง โดยคาดว่าคู่ชิงดำว่าที่ ผบ.ตร. มีเพียง 2 คน คือ พล.ต.อ.เอก และ พล.ต.อ.สมยศ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-07-22 07:33:09


ความเห็นที่ 63 (3005711)

"คสช." รื้อระเบียบตำรวจ "ผบ.ตร." ต้องเป็น รองผบ.ตร.หรือ จเรตำรวจแห่งชาติ เท่านั้น

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 เวลา 06:30:00 น.

 

 


กราฟฟิกมติชนทีวี

 


สือเนื่องจากประกาศ คสช.ฉบับที่ 88/2557 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการแต่งตั้งผบ.ตร.ตามกฎหมายเดิมนั้น กำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอชื่อต่อที่ประชุมก.ต.ช. ตามคำสั่งคสช.ฉบับนี้ เป็นการแก้ไขให้ผบ.ตร.คนปัจจุบันเป็นผู้เสนอชื่อผบ.ตร.ใหม่ เท่ากับทำให้ผบ.ตร.คนปัจจุบันมีความศักดิ์ สิทธิ์มากยิ่งขึ้น ส่วนคุณสมบัติผู้จะขึ้นเป็นผบ.ตร.ตามกฎหมายเดิมเขียนกว้างๆ ว่ามาจากข้าราชการตำรวจยศพล.ต.อ.เท่านั้น แต่คำสั่งคสช.แก้ไขใหม่ให้แคบลง เหลือแค่รองผบ.ตร. และจเรตำรวจแห่งชาติ หรือเฉพาะส่วนบริหารเท่านั้น โดยส่วนที่ถูกตัดออกไป ประกอบด้วย ที่ปรึกษา (สบ10) จำนวน 5 คน และหน.นรป
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-07-15 17:51:48


ความเห็นที่ 62 (3005708)

ไปดูชะตากรรมนักข่าวภาคสนาม เมื่อ 2 บิ๊กตำรวจ ช่วงชิงกันแถลงข่าว

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 เวลา 16:40:42 น.

 

 


อ. 1 :พล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผบ.ตร.



อ.2 :พล.ต.อ. เอก อังสนานนท์ รองผบ.ตร.

 


ช่วงสายของวันที่ 15 ก.ค. 2557 เกิดความสับสนวุ่นวายเล็กน้อย ขึ้นกลางห้องแถลงข่าวของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อ 2 บิ๊ก ตำรวจ หรือ 2 อ. โดย อ. 1 พลตำรวจเอก สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือบิ๊กอ๊อด จัดแถลงข่าวจับกุม 4 ผู้ต้องหา ก่อเหตุยิงเอ็ม 79ใส่ห้างบิ๊กซีราชดำริ ซึ่งการแถลงข่าวเริ่มเวลา 10.00 น.

ขณะที่ อ.2 พลตำรวจเอก เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไม่ยอมตกเป็นรอง ชิงประเด็นดังเปิดแถลงข่าวผลปราบพนันฟุตบอล โดยใช้เวลาห่างกันแค่ 30 นาทีโดยทั้ง 2 อ. แบ่งกันใช้ห้องแถลงข่าวชั้น 1ของ สตช.คนละครึ่งห้อง

ความวุ่นวายไม่หยุดเพียงเท่านี้ เมื่อ อ.1 บิ๊กอ๊อด พลตำรวจเอกสมยศ ประกาศจะนำตัวผู้ต้องหาไปทำแผนยังที่เกิดเหตุสะพานข้ามแยกประตูน้ำทันที หลังการแถลงข่าวเสร็จ ทำให้สื่อมวลชน งงเป็นไก่ตาแตก เพราะการแถลงข่าวของ อ.2 พลตำรวจเอก เอก  กำลังจะเกิดขึ้น โดยมีเจ้าหน้าที่สารนิเทศ ป่าวประกาศให้รอแถลงข่าวของ อ.2 ก่อน แต่สื่อมวลชนเห็นว่า ขบวนรถ 191 ที่คุมตัวผู้ต้องหาไม่รอ ใส่กุญแจ สตาร์ทรถ เปิดไซเรน เตรียมออกเดินทางทันที สื่อมวลชนส่วนหนึ่งจึงต้องวิ่งกรูตามขบวนออกมา

ทำให้ผู้สื่อข่าวแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย โดยถึงเวลาต้องเลือก ว่าจะอยู่กับ อ.2 พลตำรวจเอก เอก  หรือจะไป กับ อ.1พลตำรวจเอก สมยศ  แต่สุดท้ายก็มีสื่อมวลชนเข้าประสาน รักษาราชการแทน ผบ.ตร. ขอให้เลื่อนการทำแผนของ อ.1 ออกไปก่อน แต่สื่อมวลชนที่ออกมาแล้ว ก็ต้องตากแดดรออยู่บนสะพานข้ามแยกประตูน้ำนานนับ ครึ่งชั่วโมง

เมื่อย้อนกลับไปมองเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เมื่อใกล้ถึงเวลา ที่จะมีพิทักษ์ 1 คนใหม่ อย่างเช่นเมื่อวานที่ผ่านมา ทาง อ.1 ก็เปิดประเดิมงานแรก เข้าตรวจคลังอาวุธ ร่วมกับ รักษาราชการแทน ผบ.ตร. ก่อนแถลงข่าวหมายจับคดียิงเอ็ม 79 ด้าน อ.2 พลตำรวจเอก เอก ก็ลงพื้นที่ต่างจังหวัดช่วงชิงพื้นที่ข่าวกับความคืบหน้าคดี ล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิงวัย 13 บนรถไฟ
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-07-15 17:47:24


ความเห็นที่ 61 (3005707)

"อดุลย์" ชี้ตั้ง "ผบ.ตร."คนใหม่ อำนาจเสนอชื่ออยู่ที่ "วัชรพล"

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 เวลา 16:05:26 น.

 

 


พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว

 

เมื่อเวลา 14.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกิจการพิเศษ กล่าวถึงประกาศคสช.เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยตำรวจแห่งชาติและ หลักเกณฑ์การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ว่า โดยคำสั่งดังกล่าวแล้วผบ.ตร.จะเป็นผู้มีอำนาจในการเสนอชื่อผบ.ตร.คนใหม่ แต่ในครั้งนี้เนื่องจากตนพ้นมาแล้ว ดังนั้นผู้ที่มีอำนาจในการเสนอชื่อผบ.ตร.คือ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ


ส่วน ตัวมีความเห็นว่าโครงสร้างใหม่นี้ก็เป็นเรื่องดีเพราะหน่วยงานแต่ละหน่วยงาน จะได้เป็นผู้เสนอว่าใครเหมาะสมควรขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน และผู้ที่จะขึ้นมาเป็นผบ.ตร.คนใหม่นั้นคือผู้ที่มีลำดับอาวุโสสูงสุดทั้งรอง ผบ.ตร.และจเรตำรวจ ส่วนรายละเอียดอื่นๆตนไม่ขอแสดงความคิดเห็น

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-07-15 17:44:13


ความเห็นที่ 60 (3005614)

 

พิสูจน์สตช.ยุคผลัดใบกล้าออกหมายจับทักษิณ?

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2557, 06.00 น.

หลายคนตั้งข้อสังเกตุว่าถ้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ไม่ไม่ เข้ามาควบคุมอำนาจการปกครองของประเทศเมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมาก็คงไม่เห็นภาพการกวาดล้างจับกุมขบวนการก่อการร้ายระบอบทักษิณ และยึดอาวุธสงครามจำนวนมหาศาล และป่านนี้ขบวนการก่อการร้ายระบอบทักษิณก็ยังลอยนวลจ้องรอปฏิบัติการป่วน ประเทศรอบใหม่เพื่อชิงอำนาจรัฐฟื้นระบอบทักษิณกลับมายึดครองประเทศอีกครั้ง

                เกือบ 2 เดือนหลังรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. คสช.ได้รุกคืบกวาดล้างจับกุมขบวนการกองโจรระบอบทักษิณได้จำนวนมากและออกหมาย จับตัวการสำคัญซึ่งล้วนเป็นคนใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีคุก โดยเฉพาะ พล.ท.มนัส เปาริก อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 3 เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหารรุ่น 10 (ตท.10) ของ พ.ต.ท.ทักษิณ กับ นายจักรภพ เพ็ญแข ที่ ถูกซัดทอดจากกองโจรเสื้อแดงฮาร์ดคอร์ที่ถูกจับก่อนหน้านี้ว่ามีส่วนพัวพัน กับการวางแผนสั่งการตั้งแต่เหตุการณ์ก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองเมื่อปี 2553 มาจนถึงการชุมนุมของมวลมหาประชาชน กปปส. และเตรียมทำสงครามก่อการร้ายถล่ม คสช.โดยยึดขอนแก่นโมเดลเป็นจุดเริ่มต้นแต่แผนแตกถูกคสช.กวาดล้างเสียก่อน   

                ช่วงหลังรัฐประหารใหม่ๆกำลังทหารบุกจู่โจมเข้าจับกุมกองโจรก่อการร้ายเสื้อ แดงได้กว่า 10 คนพร้อมอาวุธสงครามจำนวนมากที่เตรียมปฏิบัติการตามแผนร้าย “ขอนแก่นโมเดล” โดยมีข่าวว่าบรรดาโจรก่อการร้ายเสื้อแดงสารภาพหมดเปลือกว่าได้รับคำสั่งจาก นายใหญ่  พร้อมกับท่อน้ำเลี้ยงเบื้องต้น  5 ล้านบาทเพื่อลงมือ   

              ด้วยพยานหลักฐานแวดล้อมที่ปรากฏทั้งหมดจีงค่อนข่างชัดเจนว่าขบวนการก่อการร้ายกลุ่มนี้สั่งการและได้รับการสนับสนุนจาก พ.ต.ท.ทักษิณ แต่น่าแปลกใจที่กลับไม่มีการออกหมายจับหรือดำเนินการใดๆกับ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยตัดตอนจัดการเฉพาะกับคนใกล้ชิดเท่านั้น      

            ที่สำคัญ พ.ต.ท.ทักษิณ ดูเหมือนจะส่งสัญญาณท้าทายคสช.โดยก่อนหน้านี้ น.ส.แพรทองธาร ชินวัตร หรือ “อุ๊งอิ๊ง” บุตรสาวคนเล็กของ พ.ต.ท.ทักษิณ เผยแพร่ภาพของ พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะที่ชี้บนป้ายจราจรที่มีข้อความว่า “คอย” พร้อมกับข้อความประกอบภาพด้วยว่า “ ผมไม่รีบร้อนอะไร”

เหมือนต้องการจะบอกว่า แม้ขณะนี้ระบอบทักษิณจะเพลี่ยงพล้ำจากการยึดอำนาจโดย คสช. แต่ก็ รอได้ไม่รีบร้อนสำหรับการฟื้นอำนาจระบอบทักษิณไม่ว่าจะด้วยแผนบนดินหรือใต้ ดิน

               เพราะฉะนั้นคงต้องจับตาดูผลงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)โดยเฉพาะพล.ต.อ.สม ยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.)ที่รับผิดชอบคดีกองโจรก่อการร้ายระบอบ ทักษิณว่าจะขยายผลและกล้าออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่เพื่อล้างภาพองค์กรตำรวจซึ่งที่ผ่านถูกมองว่าเป็นทาสรับ ใช้ระบอบทักษิณ และที่หลายคนกังขาก็คือแม้แต่เรื่องถอดยศพ.ต.ท.ทักษิณสตช.ก็ยังไม่กล้า จัดการโดยเตะถ่วงมาหลายปีทั้งๆที่ผิดกฏหมายชัดเจน

ทีมข่าวการเมือง

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-07-14 09:27:29


ความเห็นที่ 59 (3005595)

ก.ตร.นัดถกล้มมติโยก′คำรณวิทย์′นั่งผบช.ภ.5สลับ′สุเทพ′เข้ากรุงคุมนครบาล

วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 เวลา 19:20:56 น.

 

 

 
วัน ที่13กรกฎาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) มีรายงานว่า ในวันที่ 16กรกฎาคม เวลา 13.30 น.จะมีการประชุม คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.) ครั้งที่ 7/2557 ที่ห้องประชุมศรียานนท์ อาคารตร.โดยมีวาระสำคัญคือการยกเลิกมติก.ตร.ที่เห็นชอบแต่งตั้งโยกย้าย พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(ผบช.น.) เป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค5 (ผบช.ภ.5)และโยกย้าย พล.ต.ท.สุเทพ เดชรักษา ผบช.ภ.5เป็นผบช.น.ซึ่งก.ตร.มีมติก่อนการรัฐประหาร วาระการเลือกผู้แทนองค์กรกลางบริหารงานบุคคลเป็นกรรมการสวัสอิการข้าราชการ แจ้งผลหารือกรรมการกฤษฎีกา และแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบก.ตร.ว่าด้วยการรายงานการดำเนินการดำเนินการทาง วินัย และการลาออกจากราชการ ของข้าราชกาาตำรวจ พ.ศ.2547
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-07-13 21:54:23


ความเห็นที่ 58 (3005134)
อาชญากรรม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 2 กรกฎาคม 2557

 

คำตอบสุดท้าย...ต้องแยกการเมืองออกจากตำรวจ!

คำตอบสุดท้าย...ต้องแยกการเมืองออกจากตำรวจ! : โลกตำรวจ โดยผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข

                "คม ชัด ลึก" สามารถแย่งชิงพื้นที่สื่อได้อีกครั้ง ภายหลังจากตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ของพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในประเด็น "ปฏิรูปสีกากี...ต้องเอานักการเมืองออกจากตำรวจ"

                นี่คือแก่น หรือ หัวใจสำคัญ ซึ่งเป็นรากเหง้าที่แท้จริงของปัญหาความประพฤติที่มิชอบทั้งหลายทั้งปวง ของวงการตำรวจไทย ซึ่งคนที่เข้าใจวัฒนธรรมการทำงานขององค์กรตำรวจอย่างแท้จริงต่างรู้กันเป็น อย่างดีว่า นักการเมืองไทยทุกระดับ...คือต้นกำเนิดของความล้มเหลวในระบบการบริหารงาน บุคคลที่แผ่ซ่านทั่วทั้งองค์กรตำรวจ ไม่ว่าในระดับสูงสุดหรือระดับต่ำสุด

                “เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ตำรวจระดับสัญญาบัตรนะที่ต้องวิ่งเข้าหานักการเมืองเพื่อ วิ่งเต้น ระดับชั้นประทวนก็วิ่งเต้นอย่างมากมาย ตำรวจที่มุ่งมั่นทำงานโดยไม่วิ่งเต้นเข้าหานักการเมือง หรือผู้มีอำนาจหายากเต็มทีในโลกของตำรวจปัจจุบัน” นายตำรวจทั้งระดับชั้นประทวนและระดับสัญญาบัตรพูดทำนองเดียวกัน

                “ใช่เลย ท่านรอง ผบ.ตร.พูดในสิ่งที่ตำรวจทุกคนอยากพูด ผมขอย้ำและยืนยันว่า ตำรวจทุกคน" นายตำรวจหัวหน้าสถานีพูดถึงคำให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.อ.สมยศที่ว่า "นักการเมืองใช้ประโยชน์จากตำรวจ เอามาสนองความต้องการของตัวเอง ขณะที่ตำรวจก็วิ่งเต้นกับนักการเมืองด้วย ทั้งหมดนี้มันเป็นเพราะกฎหมายหรือโครงสร้างตำรวจถูกกำหนดให้นักการเมืองเข้า มามีอำนาจเหนือตำรวจ...นักการเมืองมีบทบาทต่อการแต่งตั้งโยกย้าย...ทุกคน ต้องการความเจริญก้าวหน้าในอาชีพราชการ เมื่อรู้ว่านักการเมืองทำให้ได้ ก็ไปรับใช้ เพราะฉะนั้นถ้าอยากแก้ตรงจุดนี้ก็ต้องแก้กฎหมาย” ถูกต้องและตรงประเด็น ชัดเจนอย่างที่สุด!!

                “ทุกวันนี้ ตำรวจไม่เชื่อฟังผู้บังคับบัญชา เพราะรู้ว่าให้คุณให้โทษเขาไม่ได้ ถ้าเอานักการเมืองออกไปเสีย ทุกอย่างก็จะเข้าระบบ ตำรวจก็จะมีวินัย มีระเบียบ ปฏิบัติตามกฎหมาย กลับสู่ประเพณีที่ดี ให้เกียรติและเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง พูดความจริงที่ตำรวจมีความหวังอย่างยิ่งว่า ความจริงนี้จะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังในห้วงเวลาและบริบทที่เหมาะสมอย่าง ที่สุดในเวลาเช่นนี้

                เรื่องราวที่รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติพูดนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกสำหรับวงการตำรวจ แต่เป็นความจริงแท้ สิ่งที่สามารถสร้างพลังได้อย่างมากคือ การที่นายของพวกเขาเหล่านั้นออกมาพูด ออกมาส่งเสียงเรียกร้องและต่อสู้แทนพวกเขาเหล่านั้นโดนใจสุดๆ ด้วยการตอกย้ำที่ว่า...การปฏิรูปตำรวจเป็นเรื่องที่ต้องทำโดยตำรวจหรือผู้ ที่เข้าใจระบบงานตำรวจเท่านั้น และไม่ควรเร่งรัดจนเกินไปด้วย

                “เป็นหมอแต่ไม่รู้จักโรค จะแก้ได้อย่างไร ตำรวจอยู่ กิน นอน อย่างไร ความรู้สึกเป็นอย่างไร ถ้าไม่รู้หรือเอาคนอื่นมามันก็แก้ไม่ได้ ตำรวจกว่าสองแสนนาย ต้องถามคนในองค์กรว่ารู้สึกอย่างไร ต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป หาจุดที่เป็นปัญหาจริงๆ แล้วค่อยๆเปลี่ยน ให้ตำรวจยอมรับก่อน ไม่อย่างนั้นเป็นปัญหาแน่” คำกล่าวย้ำของนายตำรวจใหญ่ ทำให้นายตำรวจใหญ่กลายเป็นขวัญใจของไพร่พลสีกากีไปในบัดดล

                นานแล้วที่พวกเขาไม่เคยได้รับประสบการณ์ของการต่อสู้ของนายเพื่อองค์กร เพื่อไพร่พลกว่าสองแสนนาย ซึ่งทุกคนมั่นใจว่า การที่นายเป็นหัวในการนำการต่อสู้เรียกร้องเช่นนี้ จะนำไปสู่การทำงานที่ทุ่มเทมีขวัญกำลังใจ และท้ายที่สุด...ตำรวจจะกลายเป็นตำรวจของประชาชนอย่างแท้จริง

                "สิ่งแรกที่ควรทำคือ การสร้างความรักใคร่สามัคคีปรองดองในหมู่ข้าราชการตำรวจ และทำให้ตำรวจกับประชาชนเข้าใจกัน" นายตำรวจใหญ่พูดถึงบทบาทของ ผบ.ตร.คนต่อไปที่ควรทำ

                ลองคิดดูเถิดว่า เมื่อตำรวจถูกสลายสี สลายขั้วการเมือง ทุกคนล้วนมีเลือดสีเดียวกัน คือ สีกากีอย่างแท้จริง องค์กรนี้จะส่งพลังขนาดไหน!!

                “ผมไม่เก่งเหมือนท่าน...ฉะนั้นเวลาผมพูดหรือผมสั่งอะไรแล้วคิดว่าผมสั่งไม่ ถูก...บอกผม อย่าเก็บเงียบไว้...รู้อยู่แล้วว่าสั่งผิด แต่ไม่กล้าเตือน อย่างนี้ผมเกลียดที่สุด” นายตำรวจใหญ่ปิดท้ายได้สวยงามกับบทสัมภาษณ์ที่สร้างความประทับใจและทำให้ หัวใจของไพร่พลที่เหี่ยวเฉากลับมาสดชื่นพองโตขึ้นอีกครั้ง

                “เสียงคืออำนาจ” พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เคยกล่าวไว้ และสอนให้ผู้นำตำรวจทุกระดับได้นำไปใช้ในการปฏิบัติเพื่อกระตุ้น ส่งเสริมให้ตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชาได้ทุ่มเทเสียสละในการทำงาน รวมถึงการส่งเสียงเพื่อชื่นชม ยกย่องให้กำลังใจแก่ลูกน้องที่ทุ่มเทอดทนในการทำงานท่ามกลางข้อจำกัดต่างๆ มากมายที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้งในโลกของตำรวจ

                ดังนั้นเสียงของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ครั้งนี้ จึงมีอำนาจอย่างมหาศาลต่อขวัญและกำลังใจต่อเหล่าบรรดาตำรวจกว่าสองแสนชีวิต

                “ผมขอร้อง โปรดกรุณาส่งเสียงแทนพวกผมถึงท่านว่า พวกผมกราบขอบคุณและขอให้ท่านนำพาให้ความคิด ความฝันนี้เป็นความจริงด้วยเถิด หากท่านหรือผู้มีอำนาจใดในประเทศนี้สามารถทำให้องค์กรตำรวจหลุดพ้นจากการ ครอบงำหรือแทรกแซงทางการเมืองได้จริง...นั่นคือคุณูปการที่ยิ่งใหญ่ที่ท่าน ทำให้แก่แผ่นดินมิใช่เพียงแค่คุณูปการต่อองค์กรตำรวจแต่เพียงเท่านั้น”

                คิดถูก พูดถูกแล้วค่ะท่าน ขั้นต่อไปลุย...ลงมือทำเลย

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-07-02 08:38:57


ความเห็นที่ 57 (3005052)

ดันแพทย์ใหญ่ขึ้น ผู้ช่วยผบ.ตร.

 เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) โดยพล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รรท.ผบ.ตร. ลงนามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 324/2557 ให้พล.ต.ท.จงเจตน์ อาวเจนพงษ์ นายแพทย์ใหญ่ (สบ8) ไปรักษาราชการแทนในตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และให้ พล.ต.ต.ณรงศักดิ์ เสาวคนธ์ รองนายแพทย์ใหญ่ (สบ7) รักษาราชการแทนในตำแหน่งนายแพทย์ใหญ่ (สบ8) ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2557 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีพระบรมราชการโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งหลัง ก.ตร. มีมติเห็นชอบแต่งตั้งไปเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2557 ที่ผ่านมา

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-06-30 16:23:09


ความเห็นที่ 56 (3004214)

 

เด้งฟ้าผ่า'ผกก.หัวหิน'หลานชัจจ์ เซ่นรับส่วย!หลังทำงานแค่3เดือน

วันจันทร์ ที่ 09 มิถุนายน พ.ศ. 2557, 17.00 น.

9 มิ.ย.57 ผู้สื่อข่าว จ.ประจวบคีรีขันธ์ รายงานว่า ที่ สภ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้รับคำสั่งที่ 663/2557 ลงนามโดย พล.ต.ท.สมบูรณ์ ฮวบบางยาง รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 เรื่องให้ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติราชการ ด้วยผู้ประกอบการในเขตพื้นที่ อ.หัวหิน ได้มีหนังสือร้องขอความเป็นธรรมกรณีถูกกดขี่รังแก จากการปฏิบัติหน้าที่ของ พ.ต.อ.วรัญญู กุลดิลก ผกก.สภ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ อาศัยอำนาจตามความในระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2552 จึงให้ พ.ต.อ.วรัญญู  กุลดิลก ผกก.สภ.หัวหิน ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติตำรวจภูธรภาค 7 โดยขาดจากตำแหน่งเดิม ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

สำหรับ พ.ต.อ.วรัญญู กุลดิลก ผกก.สภ.หัวหิน เพิ่งย้ายจาก ผกก.(สส.) จ.ประจวบคีรีขันธ์ มาดำรงตำแหน่ง ผกก.สภ.หัวหิน ได้เพียง 3 เดือน และก่อนหน้านี้ไม่กี่วันได้มีมืดมืดโปรยใบปลิวทั่วเมืองหัวหิน โดยอ้างว่ามีผู้ประกอบการร้องเรียนขอความเป็นธรรม มีข้อความโจมตีการปฏิบัติหน้าที่ของ พ.ต.อ.วรัญญู ซึ่งเป็นหลานของ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม แกนนำพรรคเพื่อไทย กรณีมีตำรวจเรียกเก็บผลประโยชน์จากสถานบริการบาร์เบียร์กว่า 100 ร้าน ในซอยบิณฑบาต บ่อนการพนัน และคิวรถรับจ้างเถื่อน ฯลฯ ซึ่งหลังจากนั้นเพียงไม่กี่วันทาง ภ.7 ก็ได้มีคำสั่งย้ายดังกล่าว พร้อมกันนี้ ก็ได้แต่งตั้งให้ พ.ต.อ.ดำรงศักดิ์ ทองงามตระกูล รอง ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ รักษาราชการแทน ผกก.หัวหิน ตั้งแต่วันที่ 9 มิ.ย.นี้ เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-06-14 13:52:43


ความเห็นที่ 55 (3003360)

‘วัชรพล’เก็บตกย้าย 16 ผบช.-ผกก. ผบช.ภ.3-ผบก.เชียงใหม่ไม่รอด ผกก.พัทยา-นนท์ด้วย

 เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำนวจแห่งชาติ(รรท.ผบ.ตร.) ลงนามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 262/2557 เรื่องให้ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติราชการ โดย คำสั่งย้ายระดับ ผู้บัญชาการ (ผบช.)ถึงผู้กำกับการ(ผกก.) 16 ราย ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยขาดจากตำแหน่งเดิม และมีคำสั่ง 263/2557 ให้ข้าราชการตำรวจรักษาราชการแทน 10 ราย โดยระบุเหตุผลเพื่อให้การปฏิบัติราชการของตร.และการสนับสนุนภารกิจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ

 ดังมีรายชื่อต่อไปนี้พล.ต.ท.ธีระศักดิ์กลิ่นพงษา ผบช.ภ.3 ช่วยราชการศปก.ตร.ให้พล.ต.ท.พิสันฑ์ จุลดิลก ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร.รักษาราชการแทน(รรท)ผบช.ภ.3 พล.ต.ต.กริช กิติลือ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ ช่วยราชการศปก.ตร.ให้ พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รองผบช.ภ.5รรท.ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ พล.ต.ต.คัชชา ธาตุศาสตร์ ผบก.ภ.จว.ขลบุรี ช่วยราชการศปก.ตร. ให้ พล.ต.ต.ธเนตร์ พิณเมืองงาม รองผบช.ภ.2 รรท.ผบก.ชลบุรี พล.ต.ต.ชอบ คิสาลัง ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น ช่วยราชการศปก.ตร. ให้ พล.ต.ต.จตุพล ปานรักษา รองผบช.ภ.4 รรท.ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น

 พล.ต.ต.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำงรงค์ ผบก.ภ.จว.นนทบุรี ช่วยราชการศปก.ตร. ให้ พล.ต.ต.วิรุฬ เอี่ยมไพจิตร์ รองผบช.ภ.1 รรท.ผบก.ภ.จว.นนทบุรี พล.ต.ต.ธัชชัย หงษ์ทอง ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการช่วยราชการศปก.ตร.  และให้ พล.ต.ต.ทวิชชาติ พละศักดิ์  รองผบช.ภ.1 รรท.ภ.จว.สมุทรปราการ  พล.ต.ต.บุญลือ กอบบางยาง ผบก.ภ.จว.อุดรธานี ช่วยราชการศปก.ตร.  ให้ พล.ต.ต. วีระพงษ์ ชื่นภักดี รองผบช.ภ.4 รรท.ผบก.ภ.จว.อุดรธานี   พล.ต.ต.ประยนต์ ลาเสือ ผบก.สืบสวนสอบสวน บช.น.ช่วยราชการศปก.ตร.  ให้ พล.ต.ต.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รองผบช.สนง.ยุทธศาสตร์ตำรวจ รรท.ผบก.สส.บช.น.  พล.ต.ต.วัลลภ ประทุมเมือง ผบก.น.6  ช่วยราชการศปก.ตร. ให้ พล.ต.ต.ชาญเทพ เสสะเวช รองผบช.น. รรท.ผบก.น.6  พล.ต.ต.วิชาญญ์วัชร์  บริรักษ์กุล  ผบก.น.1.ช่วยราชการศปก.ตร.  ให้พล.ต.ต.สุธีร์ เนรกัณฐี รองผบช.น. รรท.ผบก.น.1

 พ.ต.อ.วิวัฒน์ คำชำนาญ รองผบก.น.5 พ.ต.อ.กฤตัชญ์ บำรุงรัตนยศ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น พ.ต.อ.กิตติสินธุ์ คงทวีพันธ์ ผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่ พ.ต.อ.โกวิท เจริญวัฒนศักดิ์  ผกก.สภ.เมืองอุดรธานี พ.ต.อ.ศุภชัย ผุยแก้วคำ ผกก.สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี และ พ.ต.อ.สมพล วงศ์ศรีสุนทร ผกก.สภ.เมืองนนทบุรี ช่วยราชการศปก.ตร.
ทั้งนี้ให้ ผบช.ถึงผกก.ทั้ง 16 นายให้รายงานตัวที่ศปก.ตร.ภายในวันที่ 28พฤษภาคม เวลา 16.00 น.  และให้ข้าราชการตำรวจทั้ง 10 รายตามคำสั้งที่ 263/2557 รรท.นับแต่วันที่ 28 พ.ค.จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

 ขณะที่มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา พล.ต.ท.วันชัย ถนัดกิจ รรท.ผบช.ภ.5 มีคำสั่งย้ายพล.ต.ต.กริช กิติลือ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ ช่วยราชการบช.ภ.5 ตามคำแนะนำของแม่ทัพภาค 3 ก่อนมีคำสั่งถอนคำสั่งย้ายในเวลาต่อมา ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่ได้แจ้งตร.ทราบและร่วมพิจารณาก่อนมีคำสั่ง กระทั่งพล.ต.อ.วัชรพล ลงนามคำสั่งย้ายเองในครั้งนี้ ซึ่งผบช.-ผกก.ที่มีรายชื่อโยกย้ายครั้งนี้ล้วนมีสายสัมพันธ์อันดีกับคนสำคัญ รัฐบาลก่อนหน้านี้และดูแลพื้นที่ซึ่งเป็นพื้นที่เคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อ แดง

 

 
 
 
 
 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-05-29 06:33:11


ความเห็นที่ 54 (3003359)

คสช.ปรับใหม่โฉมหน้ากองทัพ-ตำรวจ เผยเหตุจำเป็นต้องเด้ง"อดุลย์"พ้น ผบ.ตร.

วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 เวลา 14:04:27 น.

 

 



 




หลัง บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ประกาศยึดอำนาจ เมื่อเย็นวันที่ 22 พฤษภาคม ภายใต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี "บิ๊กตู่" เป็นหัวหน้า คสช. และผู้บัญชาการเหล่าทัพ ทั้ง ผบ.สส.-ผบ.ทอ.-ผบ.ทร. และ ผบ.ตร. เป็นรองหัวหน้า

งานในอันดับต้นๆ ที่ คสช.ต้องดำเนินการ นั่นคือการจัดทัพข้าราชการระดับสูงใหม่ โดยเฉพาะงานด้านความมั่นคงทั้งทหารและตำรวจ ด้วยเหตุเพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปตามเหมาะสมกับสถานการณ์ (ความไว้วางใจ)

ดังนั้น วันที่ 24 พฤษภาคม คำสั่ง คสช. ฉบับที่ 9/2557 เรื่องการแต่งตั้งให้ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่และให้รักษาราชการแทน จึงออกมา

คำสั่งระบุว่า "เพื่อให้การปฏิบัติงานของส่วนราชการต่างๆ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเหมาะสมยิ่งขึ้น หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้ 1.ให้ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม มาปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้ได้รับเงินเดือนทางสังกัดเดิมไปพลางก่อน โดยให้ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงกลาโหม"

เป็นที่รู้กันว่า "บิ๊กแป๊ะ-พล.อ.นิพัทธ์" นั้น ขึ้นเป็นปลัดกลาโหม ในรัฐบาลของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ด้วยความสัมพันธ์ที่แนบแน่น

ในห้วงที่ "ยิ่งลักษณ์" ถูกม็อบ กปปส.ไล่ล่า ก็ยังมีสำนักงานปลัดกลาโหมเป็นที่ทำงานให้อุ่นใจได้

จึงเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่ คสช.อาจไม่วางใจและเกรงว่าจะกระทบต่อการปฏิบัติการด้านต่างๆ จึงต้องเด้ง "บิ๊กแป๊ะ" พ้นจากเก้าอี้ไป

24 พฤษภาคม วันเดียวกัน ก็มีคำสั่งให้ "บิ๊กอู๋-พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว" ผบ.ตร. ไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกฯ และให้ "บิ๊กกุ้ย-พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ" รอง ผบ.ตร.รักษาราชการแทน ผบ.ตร. (รรท.ผบ.ตร.)

แม้ "บิ๊กอู๋" จะเป็นรองหัวหน้า คสช. แต่หาใช่หลักประกันว่า ตำแหน่ง ผบ.ตร.จะมั่นคง

"บิ๊กอู๋" เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่นที่ 29 แม้ไม่ได้เป็นนักเรียนเตรียมทหาร (ตท.) แต่ได้รับเกียรติให้ร่วมรุ่น ตท.13 และเคยเป็นประธานรุ่น ตท.13 เป็นนายตำรวจครบเครื่อง สมัยรับตำแหน่ง ผบช.ภ.9 บัญชาการภารกิจดับไฟใต้ มีคอนเน็กชั่นอันดีกับคนในพรรคประชาธิปัตย์ แต่ถูกเลือกเป็น ผบ.ตร.ในสมัยรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

เมื่อมีม็อบ กปปส.ออกมาต่อต้านรัฐบาล "บิ๊กอู๋" ต้องนำทัพตำรวจดูแลสถานการณ์ แต่ก็ถูกมองว่าตำรวจปกป้องรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" อย่างเต็มที่ แม้ "บิ๊กอู๋" จะวางตัวเป็นกลาง แต่ก็ไม่อาจคุมบิ๊กสีกากีระดับ ผบช.ได้ คสช.จึงเกรงว่า บิ๊กสีกากีบางคนอาจเป็นอุปสรรคในการปฏิบัติงาน จึงจำเป็นต้องเด้ง "บิ๊กอู๋" พ้นจากเก้าอี้ ผบ.ตร.

เหตุที่ คสช.เลือก "บิ๊กกุ้ย" เพื่อนร่วมรุ่น นรต.29 ของ "บิ๊กอู๋" มาคุมแทน ไม่เพียงเพราะเป็น รอง ผบ.ตร.อาวุโส ลำดับที่ 1 แต่ยังมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับขั้วอำนาจตรงข้ามรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์"

"บิ๊กกุ้ย" เป็นโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สมัย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เป็น ผบ.ตร. ซึ่ง พล.ต.อ.พัชรวาทเป็นน้องชาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ทบ. และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ "บิ๊กตู่" และกองทัพให้ความเคารพเกรงใจ

"บิ๊กกุ้ย" เป็น พล.ต.อ.ดีกรี ดร. โดดเด่นในด้านบริหาร ด้านวิชาการ เป็นมือขับเคลื่อนปฏิรูปตำรวจหลายสมัย เคยมีชื่อเป็นแคนดิเดตว่าที่ ผบ.ตร.หลายครั้ง กระทั่งรัฐประหารครั้งนี้ ได้รับความไว้วางใจจาก คสช.ให้นั่ง รรท.ผบ.ตร. เพื่อจัดทัพสีกากีใหม่

หลัง คสช.ย้าย "บิ๊กอู๋" ไม่กี่ชั่วโมง "บิ๊กกุ้ย" ในฐานะ รรท.ผบ.ตร. ก็ออกคำสั่งย้ายผู้บัญชาการหน่วยหลัก 8 นายที่เติบโตในยุครัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" มาช่วยราชการที่ ศปก.ตร. เพื่อไม่ให้เกิดคลื่นใต้น้ำ

เช็กชื่อ 8 บิ๊กสีกากีที่ถูกเด้ง คนแรก "บิ๊กแจ๊ด-พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง" ผบช.น. สายตรงคนแดนไกล และน้องเลิฟของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง คีย์แมนในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เป็นกุนซือสายบู๊ในห้วงรัฐบาลเผชิญวิกฤตม็อบ กปปส.

คนที่ 2 พล.ต.ท.ภาณุ เกิดลาภผล ผบช.สตม. สายตรงคนแดนไกลเช่นกัน ที่ถูกกากบาทไว้เพราะคุมตรวจคนเข้าเมืองทุกทางเข้าออกประเทศ ในห้วงเปลี่ยนอำนาจ จึงถูกเปลี่ยน คนที่ 3 พล.ต.ท.นเรศ นันทโชติ ผบช.ภ.1 สายสัมพันธ์รัฐบาลแน่นปึ้ก เป็นเพื่อนรุ่นพี่ของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คนที่ 4 พล.ต.ท.กวี สุภานันท์ ผบช.ภ.2 สายตรง เจ๊แดง-นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายก

คนที่ 5 พล.ต.ท.อนุชัย เล็กบำรุง ผบช.ภ.4 สายสัมพันธ์ใกล้ชิดคนแดนไกลเช่นกัน คนที่ 6 พล.ต.ท.สุเทพ เดชรักษา ผบช.ภ.5 สายตรง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง และ "เจ๊แดง" คนที่ 7 พล.ต.ท.หาญพล นิตย์วิบูลย์ ผบช.ภ.7 สายตรง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ และสุดท้าย พล.ต.ท.สฤษฎ์ชัย เอนกเวียง ผบช.สันติบาล สายตรง "บิ๊กอู๋" ที่คุมการข่าว เมื่อหัวเปลี่ยนจึงถูกเปลี่ยน

 

 

ฟากที่ถูกวางตัวรับตำแหน่งแทน คนแรก "บิ๊กแป๊ะ-พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา" ผู้ช่วย ผบ.ตร. ควบ รรท.ผบช.น. สายสัมพันธ์ไม่ธรรมดากับบิ๊กในกองทัพ พล.ต.ท.วันชัย ถนัดกิจ ผู้ช่วย ผบ.ตร.นั่ง รรท.ผบช.ภ.5 พล.ต.ท.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา ผบช.สำนักงานประมาณและการเงิน นั่ง รรท.ผบช.ภ.4 พล.ต.ต.ศานิตย์ มหาถาวร รอง ผบช.ก.ตร.นั่ง รรท.ผบช.ภ.2 พล.ต.ท.สมบูรณ์ ฮวบบางยาง จเรตำรวจ (สบ 8) นั่ง รรท.ผบช.ภ.7 พล.ต.ท.ศักดา ชื่นภักดี จเรตำรวจ (สบ 8) เป็น รรท.ผบช.สตม. พล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบช.ก. นั่งรรท ผบช.ภ.1 และ พล.ต.ต.เรวัช กลิ่นเกสร รองจเรตำรวจ (สบ 7) นั่ง รรท.ผบช.ส.

เช็กโปรไฟล์สายสัมพันธ์ เหล่า รรท.ผบช. ล้วนมีสายสัมพันธ์อันดีกับขั้วตรงข้ามรัฐบาล และกองทัพไว้ใจ

นอกจากนี้ วันที่ 25 พฤษภาคม มีคำสั่ง จาก รรท.ผบช.ภ.5 เด้ง พล.ต.ต.กริช กิตติลือ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ ตามออเดอร์ของแม่ทัพภาค 3 ชี้ความผิดให้การช่วยเหลือ "โอ๊ค-พานทองแท้ ชินวัตร" แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมงก็มีคำสั่งยกเลิก แว่วว่าเพราะไม่รายงานระดับ ตร.ก่อนลงดาบ ความทราบถึง รรท.ผบ.ตร.จึงถูกติดเบรก

นอกจากการปรับทัพทหารและตำรวจแล้ว คสช.ยังมีคำสั่งให้ ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี และโยก พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ รอง ผบ.ตร.ไปนั่ง รรท.อธิบดีดีเอสไอ แทน

เป็นที่คาดกันอยู่แล้ว "ธาริต" คงอยู่ตำแหน่งเดิมยาก ด้วยความชัดเจนถึงความแนบแน่นกับคนในรัฐบาล ที่ออกตัวแทนมาตลอดในการจัดการกับม็อบ กปปส.

ส่วน พล.ต.อ.ชัชวาลย์นั้นถือเป็นนายตำรวจมือดี เป็นครูสอบสวน เก่งด้านกฎหมาย กองทัพไว้ใจ ห้วงนี้รัศมีโดดเด่นวงการสีกากีเริ่มจับตาว่า เมื่อลุกจาก รรท.อธิบดีดีเอสไอ อาจมีลุ้นกลับมานั่งเก้าอี้ใหญ่ ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

การปรับทัพบิ๊กข้าราชการดังกล่าว พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก (ทบ.) ในฐานะรองโฆษก คสช. ชี้แจงว่า เรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ ในฐานะหัวหน้า คสช. ยืนยันว่าการปรับย้ายการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการพลเรือน ตำรวจและทหารนั้นมิได้เป็นการลดทอนในเกียรติยศศักดิ์ศรีของบุคคลหรือหน่วยงานใด แต่จำเป็นต้องลดความกดดันที่มีต่อกลุ่มบุคคลดังกล่าว

"เพื่อให้เกิดความไว้วางใจจากสังคมและประชาชน อยากให้เห็นใจผู้ที่ถูกปรับย้ายการปฏิบัติหน้าที่ และงดที่จะแสดงออกถึงการดูถูกเกลียดชังกัน เพราะท่านเหล่านั้นไม่ได้มีความผิดใดๆ ขอให้ถือว่าเป็นการปรับย้ายเพื่อให้เกิดความเหมาะสมต่อสถานการณ์ในห้วงปัจจุบัน"

โปรดฟังอีกครั้ง..."เป็นการปรับย้ายเพื่อความเหมาะสมต่อสถานการณ์ในห้วงปัจจุบัน"

 

.............

 

 

 

(ที่มา:มติชนรายวัน27พ.ค.2557)

 

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-05-29 06:31:18


ความเห็นที่ 53 (3003358)

"ประยุทธ์" สั่งปรับลดขนาดโครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สกัดการเมืองแทรก

วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 เวลา 17:46:09 น.

 

 



 
วันที่ 28 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้า คสช. ให้กำกับดูแลส่วนราชการที่ขึ้นตรงต่อหัวหน้า คสช. ประกอบด้วย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สนข.) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในแห่งราชอาณาจักร (กอ.รมน.) สำนักงบประมาณและสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รอง ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบเรียบร้อย (คสช.) เป็นประธานการประชุมส่วนราชการที่ขึ้นตรงต่อหัวหน้า คสช. เพื่อชี้แจงแนวทางการกำกับดูแลและขับเคลื่อนการปฎิบัติงาน ให้เป็นไปตามนโยบายของ หัวหน้า คสช. โดยในภาพรวมยังคงยึดถือแนวทางการบริหารราชการแผ่นดินที่มีอยู่

โดยในที่ประชุม ได้มีการหารือถึงการปรับโครงสร้างของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้มีขนาดเล็กและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งลดการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ส่วนสำนักงานข่าวกรอง ให้พิจารณาบรรจุกำลังพลเพิ่มเติม เพื่อรองรับงานด้านการข่าว พร้อมทั้งแก้ไขกฎหมายบางฉบับ ของ กอ.รมน. รองรับการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรและการบริหารจัดการกำลังพล

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ให้ยึดกลไกศูนย์ปฎิบัติการอำเภอ ในการบูรณาการ เพื่อเชื่อมโยงกับงานด้านการพัฒนาและความมั่นคง ตามระดับของพื้นที่ จากการประเมินการทำงานที่ผ่านมาจำเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งให้ศูนย์ปฎิบัติการอำเภอ เช่น การเพิ่มปลัดอำเภอและชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) รวมทั้งการเพิ่มบทบาทกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน

ส่วนสำนักงบประมาณ ให้จัดทำร่างงบประมาณประจำปี 2558 เสนอ คณะคสช. รวมทั้งจะหารือส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อนำเสนอมาตราการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี 2557 เพื่อให้สามารถเบิกจ่ายได้ตามเป้าร้อยละ 95 ในเดือน ก.ย.นี้ พร้อมทั้งปรับปรุงกฎหมายวิธีการงบประมาณ ให้มีความชัดเจนและครอบคลุมสามารถรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้

ทั้งนี้ในส่วนสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จะรวบรวมแผนงานหรือ โรดแมป ของ หัวหน้า คสช. จัดทำยุทธศาสตร์ หากเกิดความซ้ำซ้อนให้เสนอให้ หัวหน้า คสช.พิจารณาอีกครั้ง นอกจากนี้สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จะพิจารณาและนำเสนอความเป็นไปได้และความเร่งด่วนในการจัดเขตเศรษฐกิจพิเศษ ตามนโยบายหัวหน้า คสช. รวมทั้งจะติดตาม วิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์ด้านเสรษฐกิจ เพื่อเสนอแนวทางสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในช่วงเวลาที่เหลือของปีงบประมาณ 2557
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-05-29 06:29:09


ความเห็นที่ 52 (3003209)

รู้จัก "บิ๊กกุ้ย วัชรพล ประสารราชกิจ"รักษาการ ผบ.ตร. ในยุค คสช.

วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 เวลา 15:06:00 น.

 

 









 

 
ภายหลังจาก คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ คสช. ควบคุมอำนาจ ได้มีการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายข้าราชการทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางในการรักษาความสงบเรียบร้อยแก่บ้านเมือง  โดยในคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 7 ที่ออกเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 มีคำสั่งให้ พลตำรวจเอกวัชรพล ประสารราชกิจ ปฏิบัติหน้าที่รักษาราชการแทน พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่มาปฏิบัติราชการประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยขึ้นว่า พลตำรวจเอกวัชรพล ประสารราชกิจ ท่านนี้เป็นใครมาจากไหน 
 
มติชนออนไลน์ พาไปเปิดชีวิต พลตำรวจเอก วัชรพล ประสารราชกิจ
 
พลตำรวจเอก ดร. วัชรพล ประสารราชกิจ หรือ บิ๊กกุ้ย   รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  เกิดเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2497   เป็นชาวกรุงเทพมหานครโดยกำเนิด  สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมต้นและมัธยมปลายจากโรงเรียนวิมุตยาพิทยากร
  

 

บิ๊กกุ้ย เริ่มเข้าสู่เส้นทางตำรวจโดยเข้าศึกษาต่อ ณ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เป็นนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 29(นรต.29)  ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกันกับพลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว โดยจบปริญญาตรีด้านรัฐประศาสนศาสตร์จากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ หลังจากนั้นเข้าศึกษาต่อปริญญาโทด้านการบริหารงานกระบวนการยุติธรรมจาก มหาวิทยาลัยแอละบามา และ ปริญญาเอกด้านอาชญาวิทยาจากมหาวิทยาลัยฟลอริดาสเตท สหรัฐอเมริกา

 
บิ๊กกุ้ย เริ่มรับราชการครั้งแรกในตำแหน่งผู้ช่วยนายเวรรองอธิบดีกรมตำรวจ ฝ่ายกิจการพิเศษ ติดยศ ว่าที่ร้อยตำรวจตรี และต่อมารับตำแหน่งรองสารวัตรปราบปราม(สวป.) สน.พญาไท เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2528    หลังจากนั้นได้เลื่อนตำแหน่งมาเรื่อยๆ  และเริ่มมีบทบาทใกล้ชิดกับวงการการเมืองมากขึ้นด้วยการเป็นนายเวรอธิบดีกรม ตำรวจ (สำนักงานตำรวจแห่งชาติในปัจจุบัน) ในขณะนั้นคือ พลตำรวจเอก เภา สารสิน   หลังจากนั้นได้เปลี่ยนหน้าที่มาดูแลด้านการปราบปรามยาเสพติด  และเข้าสู่วงการการเมืองอีกครั้งด้วยการเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง สมัยรัฐบาล นายอานันท์ ปันยารชุน เมื่อปี 2534  จากนั้นได้กลับรับหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดอีกครั้งพร้อมทั้งดูแลกิจการต่าง ประเทศ จนกระทั่งได้รับตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2546 
 
ภายหลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549  บิ๊กกุ้ย ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและได้รับแต่ง ตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติด้านกิจการพิเศษ
 
ต่อมาในปี2551ได้รับตำแหน่งโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติแทนที่ พลตำรวจโท พงศพัศ พงษ์เจริญ  ตามคำสั่งของ พลตำรวจเอกพัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในขณะนั้น ด้วยเหตุผลว่ามีความเป็นนักวิชาการมากกว่า และในปี 2552 ได้รับเลื่อนยศเป็น พลตำรวจเอก ดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
 
ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้ พลตำรวจเอก ปทีป ตันประเสริฐ เป็นรักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในวันที่ 29 กันยายน   พลตำรวจเอกวัชรพล ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติและเลขานุการคณะ กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ด้วย โดยให้เหตุผลว่าเป็นมารยาทที่ตำแหน่งเดิมนั้นแต่งตั้งโดย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนเก่า เมื่อท่านเกษียณออกไปแล้วก็ควรลาออก เพื่อเปิดทางให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ได้แต่งตั้งใหม่
 

 
ในช่วงกลางปี 2553 ชื่อของบิ๊กกุ้ย กลับมาเป็นข่าวอีกครั้งเมื่อมีการคาดหมายรายชื่อที่ถูกคาดหมายจะมาเป็นผู้ บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ หลังจาก พลตำรวจเอกปทีป ได้เกษียณอายุไป โดยตกเป็นที่คาดหมายคู่กับ พลตำรวจเอก วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่ในท้ายที่สุด พลตำรวจเอกวิเชียร ได้ตำแหน่งนี้ไป
 
และเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมาภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม   บิ๊กกุ้ยได้รับการแต่งตั้งจากคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.)  ให้ปฏิบัติหน้าที่รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แทนพลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว ที่ย้ายไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  โดยบิ๊กกุ้ยมีกำหนดเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายนปี 2557 ที่จะถึงนี้
 
ในด้านครอบครัว พลตำรวจเอกวัชรพลสมรสกับ รศ.ปิยานันท์ ประสารราชกิจ บุตรสาวของศาสตราจารย์ อนันต์ กรุแก้ว อดีตอธิการบดีวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา มีบุตร 2 คน ได้แก่บุตรชาย 1 คน และบุตรสาวอีก 1 คน
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-05-27 07:18:10


ความเห็นที่ 51 (3003206)

รรท.ผบ.ตร.ปรามขัดคำสั่งเจอย้าย ลั่นลุยปรับโครงสร้าง ตร.

วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 เวลา 23:01:02 น.

 

 

 
วันที่ 26 พฤษภาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)พล.ต.ต.อนุชา รมยะนันทน์ รองโฆษก ตร. กล่าวว่า ช่วงเช้าที่ผ่านมาพล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รรท.ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมคอนเฟอร์เรนซ์ ไปยังกองบัญชาการต่าง ๆ ทั่วประเทศ  ชี้แจงให้ทุกหน่วยทราบแนวทางการปฏิบัติราชการร่วมกัน สั่งการให้ทุกหน่วยเคร่งครัดการดูแลพื้นที่ให้ความสงบเรียบร้อย และการชุมนุมต่าง ๆ นั้นต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย และคำสั่ง 

พล.ต.ต.อนุชา กล่าวต่อว่า รักษาการแทน ผบ.ตร. ได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องความจำเป็นในการบริหาร โดยเฉพาะในเรื่องของการปรับเปลี่ยนตัวบุคคล ยืนยันว่า ผู้บริหารของสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะร่วมมือให้การสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของทุกบช. มีนโยบายจะดูในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงองค์กรให้สามารถเคลื่อนตัวไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ขอให้หน่วยงานในพื้นที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนรับชอบอยู่อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องสนใจข่าวลือต่างๆ เรื่องการปรับย้าย เพราะยังไม่มีนโยบาย หากมีการปรับเปลี่ยน ก็เพราะว่า พื้นที่นั้นไม่มีการเอาใจใส่ถึงข้อสั่งการต่าง ๆ ที่ได้กำชับไป ที่สำคัญคำสั่งจะออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถ้ามีการเสนอแนะการปรับเปลี่ยนอย่างไร ผู้บังคับบัญชาจะพูดคุยกันอย่างยุติธรรม
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-05-27 07:07:14


ความเห็นที่ 50 (3003202)

ปลัดฯกิตติพงษ์ เตรียมเสนอคสช.ปรับโครงสร้างดีเอสไอ

วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 เวลา 06:30:30 น.

 

 



 
วันที่ 26 พ.ค. ที่กระทรวงยุติธรรม นายกิตติพงษ์  กิตยารักษ์  ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวภายหลังการเรียกประชุมคณะผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม ภายหลังจากคณะรักษาความสงบ(คสช.) เข้ายึดอำนาจการปกครอง ว่า. ที่ประชุมผู้บริหารกระทรวงได้มีการหารือเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติงานของส่วนราชการต่าง ๆ เพื่อเสนอเป็นนโยบายเร่งด่วนให้คสช.พิจารณาในช่วงบ่าย. 

กระทรวง ยุติธรรมได้สรุป3เรื่องเร่งด่วน เพื่อเสนอ ให้คสช.รับทราบ 1.การให้ประชาชนที่ด้อยโอกาสหรือยากจนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมมากขึ้นและ ให้ชุมนุมเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการไกล่เกลี่ยปัญหาและข้อพิพาทในชุมนุม เช่นในรูปแบบของยุติธรรมชุมนุม รวมถึงการตั้งกองทุนยุติธรรมเพื่อเยียวยา ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน 

2.การ เสนอให้มีการปรับการทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)เพื่อให้มีความโปร่ง ใส ไม่ถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะตำแหน่งของอธิบดีดีเอสไอต้องสร้าง หลักประกันการทำงาน เริ่มจากระบบการได้มาของอธิบดีควรปรับให้มีมาตรฐานคล้ายกับการคัดเลือกของ คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ(ก.ต.ช.)ที่ต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมแต่ง ตั้งด้วยไม่ใช่มีแต่นักการเมือง 

อย่าง ไรก็ตามเบื้องต้นเป็นการคุยกันถึงหลักปฏิบัติเท่านั้น  เพราะเชื่อว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความต้องการของประชาชน ส่วนรูปแบบใดเป็นเรื่องของรายละเอียดแต่ยืนยันว่าจะปรับปรุงให้ไม่น้อยกว่า มาตรฐานของ ก.ต.ช. แต่งคงไม่ใช่การปรับปรุงเพื่อให้ดีเอสไอเป็นซุปเปอร์กรม เพราะกรณีดังกล่าวเป็นประโยชน์เฉพาะหน่วยงานไม่ใช่ประชาชนพร้อมจะเสนอเรื่อง การพัฒนาระบบปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง 

ส่วนของการปฏิรูปเชื่อว่าพล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา  ผบ.ทบ.ในฐานะหัวหน้าคสช. จะให้ความสำคัญกับการปฏิรูปแต่รอจังหวะที่ลงตัวก่อนจึงจะมีความชัดเจนออกมา โดยเห็นว่าคสช.จะให้ความสำคัญกับการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับการปฏิรูป อย่างไรก็ตาม เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูปยังไม่ได้รับการประสานจากคสช.ในการนำเสนอเรื่องการปฏิรูป  และส่วนตัวยังยืนยันว่าไม่ได้รับการทาบทามให้เป็นนายกรัฐมนตรี
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-05-27 06:53:15


ความเห็นที่ 49 (3003106)

"พล.ต.อ.วัชรพล"รักษาการผบ.ตร.ยืนยันย้าย"8ผบช."ไม่เกี่ยวอยู่ตรงข้าม"คสช."

วัน ที่ 25 พ.ค. เวลา 09.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พลตำรวจเอกวัชรพล ประสารราชกิจ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่มีคำสั่งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ระดับผู้บัญชาการ8นาย โดยกล่าวว่าเป็นการ ไปตามความเหมาะสมของสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ และเป็นไปตามภารกิจในการดูแลความสงบเรียบ้อย โดยยืนยันว่า ทั้ง 8 นายไม่มีความบกพร่องต่อหน้าที่ แต่เป็นการให้มาช่วยราขการเพียงชั่วคราวตามความเหมาะสมของสถานการณ์เท่านั้น พร้อมปฏิเสธว่าไม่ได้มีการกดดันให้พลตำรวจโทคำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ลาออก

ซึ่ง พลตำรวจเอกวัชรพลยอมรับว่าได้มีการหารือกับ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก่อนที่จะมีคำสั่งโยกย้ายในครั้งนี้ พร้อมปฏิเสธว่า ตำรวจทั้ง 8นาย ที่ถูกโยกย้ายไม่ได้เป็นฝ่ายตรงข้ามกับ คสช. โดยย้ำว่าตำรวจมีหน้าที่ในการดูแลประชาชน รับเงินเดือนจากประชาชน ทั้งนี้ได้กล่าวว่าทางพลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว ไม่ได้ฝากเรื่องอะไรเป็นพิเศษซึ่งจะต้องทำหน้าที่ดูแลประชาชน และปฏิเสธว่าไม่ได้มีความขัดแย้งกับพลตำรวจเอกอดุลย์ เนื่องจากยังเป็นผู้บังคับบัญชาอยู่ ซึ่งที่ผ่านมาพลตำรวจเอกอดุลย์ได้สร้างคุณูปการต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติไว้ ในทุกด้าน

ส่วน จะมีการโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับผู้บังคับการอีกไม่นั้นขึ้นอยู่กับความจำ เป็นและเหมาะสมโดยขอเวลาให้ระดับผู้บังคับบัญชาได้ปฏิบัติหน้าที่ก่อน พร้อมเชื่อว่าการโยกย้ายข้าราขการตำรวจระดับสูงครั้งนี้จะไม่กระทบต่อขวัญ กำลังใจข้าราชการตำรวจ เนื่องจากเป็นธรรมดาที่จะต้องมีการโยกย้าย โดยเชื่อว่าตำรวจจะยึดความสามัคคี ในการทำหน้าที่ดูแลประชาชน

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-05-25 11:59:05


ความเห็นที่ 48 (3002248)

ศาลปค.ระอุ ตุลาการเข้าชื่อ เร่งสอบ ปมฉาว ฝากตร.

ศาลปกครองระอุ ตุลาการศาลปกครองชั้นต้นทั่วประเทศ 75 คน ลงชื่อแนบท้ายหนังสือถึงคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง (ก.ศป.) ให้เร่งสอบสวนกรณีเลขาธิการสำนักงานศาลปกครองทำหนังสือฝากเลื่อนตำแหน่งให้ ตำรวจ โดยขอให้สอบไปถึงประธานศาล ปค.สูงสุดว่ารู้เห็นหรือไม่ เพราะทำให้เสียหายและเสื่อมเสียต่อศาลปค. รองเลขาฯศาล ปค.ชี้ตั้งกก.สอบข้อเท็จจริงแล้ว เมื่อได้ข้อสรุปจะส่งเรื่องให้ ก.ศป.พิจารณาต่อไป

วันที่ 8 พ.ค. นายอติโชค ผลดี รองเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวว่าตุลาการศาลปกครองชั้นต้นจากศาลปกครองทั่วประเทศ จำนวน 75 คน ลงชื่อในหนังสือถึงคณะกรรมการข้าราชการตุลาการศาลปกครอง (ก.ศป.) ที่มีประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นประธานให้นัดประชุม ก.ศป. เป็นการด่วน เพื่อพิจารณาตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนนายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด ว่ามีส่วนรู้เห็นและเห็นชอบในการกระทำของนายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ที่ทำหนังสือไปยังนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ เพื่อสนับสนุนพ.ต.ท.ชูธเรศ ยิ่งยงดำรงกุล รอง ผกก.ป.สน.หัวหมาก ขึ้นเป็นผู้กำกับการ (ผกก.) ว่า ยังไม่แน่ใจว่ามีคณะตุลาการหรือผู้บริหารคนใดร่วมลงชื่อเพื่อให้ดำเนินการ ดังกล่าว แต่ขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกับนายดิเรกฤทธิ์ เพราะถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นผลกระทบต่อศาลปกครอง ซึ่งต้องดำเนินการสอบสวนว่าข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร

นายอติโชค กล่าวว่า ขณะนี้นายดิเรกฤทธิ์อยู่ระหว่างเดินทางไปต่างประเทศ คาดว่ากระบวนการสอบสวนจะเริ่มขึ้นในสัปดาห์หน้าเมื่อเดินทางกลับมา อีกทั้งเชื่อว่าน่าจะสอบสวนไปถึงนายหัสวุฒิ เพราะไม่ว่าใครที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวก็น่าจะมีการสอบสวนทั้ง หมด และเมื่อคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงสอบสวนเรื่องดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว คงส่งเรื่องไปยังก.ศป.ต่อไป เพราะถือ ก.ศป.เป็นคณะกรรมการใหญ่ที่มีอำนาจในการแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง

ด้าน นายไพโรจน์ มินเด็น ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองชั้นต้น ประจำศาลปกครองสูงสุด ในฐานะโฆษกศาลปกครอง กล่าวว่า ยังไม่ได้เห็นหนังสือฉบับดังกล่าว แต่พอได้ยินกระแสข่าวมาบ้าง ยังไม่ทราบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร มองว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องปกติ เนื่องจาก ก.ศป.มีหน้าที่ควบคุมดูแลความประพฤติและการปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการศาล ปกครองอยู่แล้ว และจะต้องทำให้ข้อเท็จจริงปรากฏชัดเจนก่อน เช่นว่า ใคร ทำอะไร อย่างไร ซึ่งถือว่าเป็นการทำตามอำนาจหน้าที่ของ ก.ศป.ถูกต้องแล้ว

นาย ไพโรจน์กล่าวถึงกรณีที่นายหัสวุฒิ มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงว่า เพื่อทำให้ข้อเท็จจริงปรากฏกระจ่างชัดเจนมากขึ้นและไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เมื่อได้ข้อเท็จจริงเป็นที่ชัดเจนแล้วจึงค่อยพิจารณาข้อกฎหมายด้านจริยธรรม และด้านวินัย รวมทั้งเปิดโอกาสให้นายดิเรกฤทธิ์ชี้แจงแก้ต่างด้วย

รายงาน ข่าวจากศาลปกครองแจ้งว่า มีการแจกจ่ายหนังสือเวียนดังกล่าวในศาลปกครองชั้นต้นจริง แต่ไม่มีปรากฏหนังสือเวียนดังกล่าวในศาลปกครองสูงสุด และเรื่องนี้ตุลาการในศาลชั้นต้นมีท่าทีเอาจริงเอาจังมาก แต่ก็มีตุลาการส่วนหนึ่งยังไม่ปักใจเชื่อว่าประธานศาลปกครองจะมีส่วนเกี่ยว ข้อง อีกทั้งมองว่าเรื่องนี้ไม่ว่าจะจริงหรือไม่จริงก็ควรทำให้กระจ่างแจ้งออกมา ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-05-09 13:03:25


ความเห็นที่ 47 (3001043)

ผบ.ตร.ลงนาม​เด้งผบก.น.8 ตบยุง ศปก.ตร.แล้ว

วันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2557 เวลา 16:20:59 น.

 

 

 
วัน ที่ 25 เมษายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษก ตร. เปิดเผยว่า ตามที่   พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. มีนโยบายให้สถานีตำรวจทั่วประเทศปราบปรามบ่อนการพนัน และแหล่งอบายมุข ที่มอมเมาประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชน หากพบว่าพื้นที่ใดมีการปล่อยปละละเลยนโยบายดังกล่าว จะพิจารณาข้อบกพร่องผู้บังคับบัญชาในพื้นที่นั้นๆ 

วัน ที่ 23 เมษายน ชุดสืบสวน กก.1 บก.1 ป. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลหลายท้องที่ ออกกวาดล้างแหล่งอบายมุขที่ลักลอบติดตั้งตู้จักรกลไฟฟ้าเล่นการพนัน ได้แก่ ตู้ม้า และ        ตู้ลูกแก้ว สามารถตรวจค้นจับกุมผู้ต้องหาได้หลายรายและตรวจยึดของกลางได้จำนวนมาก ในพื้นที่   5 จุด ภายในท้องที่ สน.บางยี่เรือ, สน.ตลาดพลู, สน.สำเหร่, สน.สมเด็จเจ้าพระยา และ สน.ทุ่งครุ ซึ่งอยู่ในเขตรับผิดชอบของ บก.น.8 ต่อมา ผบ.ตร. จึงได้มอบหมาย พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร. ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาดำเนินการ

"วัน ที่ 23 เมษายน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ลงนามในคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ที่ 201/2557 เรื่องให้ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติราชการ โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 พ.ร.บ.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 และข้อ 8 (1) แห่งระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ พล.ต.ต.รัษฎากร ยิ่งยง ผบก.น.8 ไปปฏิบัติราชการที่ ศปก.ตร. โดยขาดจากการบังคับบัญชาทางตำแหน่งเดิม ตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย.เป็นต้นไป"
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-04-25 22:31:10


ความเห็นที่ 46 (3000961)

โยก"บิ๊กแจ๊ด"นั่ง"ผบช.ภ.5" สลับ"ผบช.น."!! จับตาประชุมบอร์ดกลั่นกรองสีกากีพรุ่งนี้

วันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2557 เวลา 15:12:33 น.

 

 


พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น.



พล.ต.ท.สุเทพ เดชรักษา ผบช.ภ.5

 

 


เมื่อ วันที่ 23 เมษายน รายงานข่าวระดับสูงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ พล.ต.ท.เอกรัตน์ มีปรีชา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) ที่จะเกษียนอายุราชการในวันที่ 30 กันยายนนี้ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากราชการ เมื่อวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา และมีผลให้ตำแหน่งผู้ช่วย ผบ.ตร.ว่างลงนั้น ทาง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) จึงเสนอแต่งตั้งตำแหน่งผู้ช่วย ผบ.ตร.แทนตำแหน่งที่ว่างทันที โดยจะมีการแต่งตั้งโยกสลับหมุนเวียนระดับผู้บัญชาการ (ผบช.) อีกจำนวนหนึ่ง

รายงาน ข่าวแจ้งว่า สำหรับรายชื่อผู้ที่จะถูกเสนอในการโยกย้ายครั้งนี้มี พล.ต.ท.จงเจตน์ อาวเจนพงษ์ นายแพทย์ใหญ่ ขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. แทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ของ พล.ต.ท.เอกรัตน์ และแต่งตั้งให้ พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ เสาวคนธ์ รองนายแพทย์ใหญ่ (สบ7) ขึ้น เป็นแพทย์ใหญ่ (สบ8) เนื่องจาก พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์เคยร้องต่อคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) หลัง พล.ต.ท.จงเจตน์อาวุโส แต่ไม่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นผู้ช่วย ผบ.ตร.ครั้งที่ผ่านมา ก.ตร.จึงมีมติให้เยียวยาแก่ พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์

นอก จากนี้ยังมีการย้ายสลับ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ไปเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 (ผบช.ภ.5) และให้ พล.ต.ท.สุเทพ เดชรักษา ผบช.ภ.5 สไลด์เป็น ผบช.น. โดยกำหนดนัดประชุมคณะกรรมการคัดเลือกผู้เหมาะสมในวันศุกร์ที่ 25 เมษายนนี้ เวลา 09.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีนายนนทิกร กาญจนะจิตรา เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เป็นประธาน ก่อนจะนำรายชื่อที่ผ่านการเห็นชอบเสนอบรรจุเข้าเป็นวาระการแต่งตั้งข้า ราชการตำรวจ ในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ที่มี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ปฏิบัติหน้าที่รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในวันที่ 30 เมษายนนี้

ทั้ง นี้ เดิมจะมีการโยกย้ายสลับ 3 เส้า ระหว่าง พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ไปเป็น ผบช.ภ.1 และให้ พล.ต.ท.นเรศ นันทโชติ ผบช.ภ.1 ไปเป็น ผบช.ภ.5 และให้ พล.ต.ท.สุเทพ โยกมาเป็น ผบช.น. แต่เนื่องจาก พล.ต.ท.นเรศทำงานเข้าตา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กระทั่งขึ้นเป็น ผบช.ภ.1 จึงได้นั่งในตำแหน่งเดิมไปพรางๆ

แหล่งข่าว ระบุอีกว่า การโยกสลับระหว่าง พล.ต.ท.คำรณวิทย์ และ พล.ต.ท.สุเทพนั้น เนื่องจากรัฐบาลมองว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายนนี้ และอาจเกิดสุญญากาศในตำแหน่ง ผบช.น. จึงโยก พล.ต.ท.สุเทพเข้ามารับตำแหน่ง ผบช.น. ซึ่งถือเป็นตำแหน่งสำคัญในการดูแลด้านคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการชุมนุมของกลุ่ม กปปส.

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-04-24 21:02:47


ความเห็นที่ 45 (2998776)

ใครอยากเป็นตำรวจ! สตช.เตรียมรับบุคคลภายนอก7,000อัตรา-"ชั้นประทวน"เป็นสัญญาบัตร5,000อัตรา

วันที่ 04 เมษายน พ.ศ. 2557 เวลา 05:45:34 น.

 

 



 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดสอบตำรวจ 2557 สำหรับข้าราชการตำรวจชั้นประทวนสอบเป็นข้าราชการตำรวจสัญญาบัตร (ชั้นประทวนคือ ยศ ส.ต.ต ถึง ดาบตำรวจ เพื่อปรับให้เป็น สัญญาบัตร สัญญาบัตร คือ ร้อยตำรวจตรีขึ้นไป) จำนวน 5,000 อัตราการรับสมัครและคัดเลือกข้าราชการตำรวจชั้นประทวน เข้ารับการฝึกอบรมเพื่อแต่งตั้งเลื่อนชั้นเป็น ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร 

      

ประกาศรับสมัคร 1 มิ.ย. 57
      

เปิดรับสมัครทาง Internet 3 - 13 มิ.ย. 57
      

สอบข้อเขียน               13 ก.ค. 57
      

ทดสอบความเหมาะสมของร่างกาย 21 - 26 ก.ค. 57
      

ประกาศผลสอบรอบสุดท้าย                    30ก.ค.57
      

 รายงานตัวเข้ารับการฝึกอบรม     3 ส.ค. 57

      

ดูรายละเอียด  http://rcm.edupol.org/

 

นอกจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตรียมเปิดรับสมัครบุคคลภายนอก 7,000 อัตรา เข้าเป็นตำรวจชั้นประทวน ประมาณเดือนกรกฎาคม 2557

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-04-04 06:26:23


ความเห็นที่ 44 (2993719)

น้อยใจโดนย้ายเข้ากรุ มือปราบ "จอมโจรไข่หมูก" ประกาศลาออกจากตำรวจ

วันที่ 05 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 12:43:04 น.

 

 



 


 เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 5 กุมภาพันธ์   ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  พ.ต.อ.ธรรมนูญ ไฝจู ผกก.สภ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ได้เก็บข้าวของที่บ้านพักเพื่อจะย้ายออกไปหลังจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ มีคำสั่งโยกย้ายจากตำแหน่ง ผกก.ไปดำรงตำแหน่งใหม่เป็น ผกก.วิเคราะห์ข่าวที่กองบังคับการตำรวจภูธรภาค 8 เตรียมที่จะยื่นหนังสือลาออกจากตำรวจในวันที่ 6 ก.พ. ต่อ พล.ต.ท.ปัญญา มาเม่น ผบช.ภ.8

 

ทั้งนี้  พ.ต.อ.ธรรมนูญ   กล่าวถึงการลาออกในครั้งนี้ว่า หลังจากมีหนังสือแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจทั้งประเทศพบว่า ตนเป็น 1 ในผู้ที่จะได้รับการโยกย้ายให้ไปรับตำแหน่ง ผกก.วิเคราะห์ข่าว บก.ภ.8 ซึ่งคำสั่งนั้นมีผลตั้งแต่วันนี้ ตนจึงขอลาออก เพราะเป็นตำรวจทำงานอย่างหนักเพื่อบ้านเมืองแต่สิ่งที่ได้รับกลับไม่ได้รับ ความเป็นธรรมจากผู้บังคับบัญชา ถูกย้ายให้ไปอยู่กองประจำการ  โดยจะเข้าพบ ผบช.ภ.8 ในวันที่ 6 ก.พ. เพื่อยื่นหนังสือลาออกต่อไป ซึ่งตนทำงานเป็นตำรวจมานาน ทำงานเพื่อสังคมอย่างหนักมาตลอด เป็น ผกก.สภ.ทุ่งสง มา 2 ปีเศษ ควบคุมปัญหาอาชญากรรมมาอย่างต่อเนื่องจนคดีลดลงอย่างชัดเจน และยังสามารถเข้ากับมวลชนได้ดี ทั้งประชาชน พร้อมประสานงานกับหน่วยราชการมาตลอด ทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องดูแลความสงบเรียบร้อยให้กับชาวบ้านในเขตพื้นที่รับ ผิดชอบ

 


 “แต่ผลที่ได้รับกลับถูกโยกย้ายให้ไปประจำอยู่ในกองประจำการ ซึ่งหลายฝ่ายถูกมองว่า “ถูกย้ายเข้ากรุ” ซึ่งไม่ได้มีความน้อยใจอะไร แต่คิดว่าทำงานเต็มที่แต่ไม่มีความก้าวหน้า ไม่รู้จะอยู่ไปเพื่ออะไร จึงขอลาไปทำประโยชน์รับใช้สังคมในด้านอื่นดีกว่า ซึ่งยังมีอะไรที่เรายังสามารถทำให้กับสังคมได้มากกว่านี้” พ.ต.อ.ธรรมนูญฯ กล่าว

 


 สำหรับ พ.ต.อ.ธรรมนูญ ไฝจู ผกก.สภ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เป็นตำรวจมือปราบที่มีชื่อเสียงอย่างกว้างขวาง จนได้รับขนานนามว่า “มือปราบจอมโจรไข่หมูก” ซึ่งเป็นตำรวจที่จับนายเจิม เซ้งเอียด หรือ “ไข่หมูก” จอมโจรเรียกค่าไถ่ชื่อดังในภาคใต้มาเข้าคุกได้เมื่อหลายสิบปีก่อน รับราชการตำรวจครั้งแรกยศ ร.ต.ต.ประจำการอยู่ตาม สภ.ต่างๆ ในภาคใต้ และมีประวัติปราบปรามอาชญากรรมดังๆ มาแล้วมากกมาย

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-02-06 07:00:00


ความเห็นที่ 43 (2993478)

พ.ต.ท.ดีเอสไอระเบิดขมับดับ พบซองอั่งเปาหลายหมื่นบาทวางใกล้ศพ

วันที่ 02 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 16:00:32 น.

 

 

 

เมื่อเวลา 07.05 น. วันที่ 2 กุมภาพันธ์ ร.ต.อ.คณาธิป จันทนาเวช ร้อยเวร สภ.เมืองเพชรบุรี อ.เมือง จ.เพชรบุรี ได้รับแจ้งเหตุมีผู้เสียชีวิตด้วยอาวุธปืน ภายในบ้านเลขที่ 111/104 หมู่บ้านกลางเมือง หมู่ 2 ต.บ้านกุ่ม อ.เมือง จ.เพชรบุรี จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยแพทย์เวร จากโรงพยาบาลพระจอมเกล้าจังหวัดเพชรบุรี และเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างสรรเพชญธรรมสถานจังหวัดเพชรบุรี


ที่เกิดเหตุเป็นบ้านเดี่ยวชั้นเดียว บริเวณลานจอดรถหน้าบ้าน พบรถยนต์ฟอร์จูนเนอร์ สีดำ หมายเลขทะเบียน ชก 3262 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่ ประตูทางเข้าบ้านเปิดโล่งด้านใน ซึ่งเป็นห้องโถงรับแขกพบศพ พ.ต.ท.เมธี ปรีชา อายุ 46 ปี พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สวมเสื้อยืดแขนสั้นสีน้ำเงิน กางเกงยีนส์ นอนหงายอยู่บนโซฟา บริเวณโต๊ะกลางชุดรับแขกพบซองอั่งเปาสีแดงบรรจุเงินภายในหลายหมื่นบาท วางอยู่ 2 ซอง และสลากกินแบ่งรัฐบาลวางอยู่ 2 ปึก ห่างจากศพบริเวณหน้าประตูพบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. ตกอยู่ 1 ปลอก


พลิกศพพบปืนพกสั้น ยี่ห้อกล็อก รุ่น 19 ขนาด 9 มม. ของผู้ตายตกอยู่ข้างตัวด้านซ้าย แพทย์ชันสูตรพบบาดแผลมีรอยกระสุนปืนเข้าที่ขมับซ้ายทะลุขมับขวา ตรวจสอบบริเวณโดยรอบไม่พบร่องรอยการต่อสู้


จากการสอบถามเพื่อนบ้านใกล้เคียงทราบว่า ช่วงบ่ายของวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันก่อนพบศพ 1 วันได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด แต่ไม่ได้สงสัย เนื่องจากบริเวณดังกล่าวอยู่ติดกับค่ายเพชรบุรีราชสิรินธร (ร.11 พัน 3 รอ.) ที่มีการซ้อมยิงปืนทุกวัน แต่ผิดสังเกตเนื่องจากในช่วงกลางดึกพบว่า ประตูบ้านยังคงเปิดอ้าไม่ได้ปิด กระทั่งช่วงเช้าพบว่าประตูยังคงเปิดอ้าอยู่ จึงเดินไปดูที่รั้วบ้านเกิดเหตุ ตะโกนเรียกและเดินเข้าไปดู จึงพบว่า พ.ต.ท.เมธีเสียชีวิต


เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่าผู้ตายอาจเครียดจากงานหรือเรื่องส่วนตัว จึงตัดสินใจยิงตัวตาย ได้ส่งศพไปผ่าตรวจพิสูจน์ที่สถาบันนิติเวชต่อไป

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-02-02 17:04:33


ความเห็นที่ 42 (2989813)

ผบช.น.เซ็นคำสั่งด่วนย้าย ′พล.ต.ต.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต′ ผบก.น.4

วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2556 เวลา 14:07:41 น.

 

 

 

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. เซ็นคำสั่งที่ 0015.112/4488 ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2556 เรื่องข้าราชการตำรวจปฏิบัติราชการแทนและรักษาราชการแทน เนื่องด้วย บช.น.มีเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วนที่จะมอบหมายภารกิจให้ข้าราชการตำรวจ ปฏิบัติราชการเป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย เพื่อให้การปฏิบัติราชการในสังกัด บช.น.เป็นไปด้วยความเรียบร้อยมีประสิทธิภาพ


ดังนั้น อาศัยอำนาจตาม ม.72, 75 แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ระเบียบ ก.ต.ช.ว่า ด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติราชการของรอง ผบช.ในฐานะเป็นอธิบดี หรือแทน ผบ.ตร. พ.ศ.2551 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2552 และระเบียบ ตร.ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติราชการภายในสำนักงานตำรวจแห่ง ชาติ พ.ศ.2552 จึงให้ข้าราชการตำรวจปฏิบัติราชการและรักษาราชการแทนในตำแหน่ง ดังนี้ พล.ต.ต.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ผบก.น.4 ปฏิบัติราชการประจำกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) เพื่อทำหน้าที่ผู้ช่วย ผบ.กกล.รส. (ฝ่ายยุทธการ) ที่ บช.น. โดยขาดจากต้นสังกัด พล.ต.ต.อดุลย์ รัตนภิรมย์ ผบก.อก.บช.น. รักษาราชการแทนในตำแหน่ง ผบก.น.4 และ พ.ต.อ.อนุชา อ่วมเจริญ รอง ผบก.น.9 รักษาราชการแทนในตำแหน่ง ผบก.อก.บช.น. ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปมีกำหนด 30 วัน

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-12-27 05:55:42


ความเห็นที่ 41 (2989213)

จับตาตั้ง“นายพันสีกากี” ช่วยโกงเลือกตั้ง 2 ก.พ.

โดย ทีมข่าวอาชญากรรม 16 ธันวาคม 2556 07:35 น.
 
 
 
 
 
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
จับตาตั้ง“นายพันสีกากี” ช่วยโกงเลือกตั้ง 2 ก.พ.

สน.พระอาทิตย์ / สามยอด
       
       แม้จะยังไม่ประกาศเลื่อนการแต่งตั้งสีกากีระดับ“นายพัน”อย่างเป็นทาง การ แต่แนวโน้มการแต่งตั้งตำรวจระดับสารวัตร(สว.) ถึงรองผู้บังคับการ(รองผบก.) วาระประจำปี 2556ที่เดิมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.)ขยับกรอบเวลาให้ถึงวันที่ 31 ธ.ค.2556 ก็น่าจะขยายออกไปอีกหนึ่งเดือนหรือถึงวันที่ 31 ม.ค.2557

       
       หลังจากพล.ต.ท.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล(ผบช.สกพ.) ทำหนังสือเตรียมเสนอพล.ต.อ.อดุลย์แสงสิงแก้ว แม่ทัพใหญ่ นำเรื่องขออนุมัติ ก.ตร. ขยายเวลาการแต่งตั้งออกไปด้วยเหตุผลตำรวจจากหลายกองบัญชาการต่างๆ มีภารกิจรักษาความสงบเรียบร้อยรวมทั้งสถานการณ์บ้านเมืองยังคงมีความวุ่นวาย
       
       พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ อธิบายเหตุผลขออนุมัติขยายเวลาการแต่งตั้งเพิ่มเติมเอาไว้ว่า จากเดิมก.ตร.อนุมัติกรอบเวลาไว้ถึงวันที่ 31 ธ.ค.2556 เท่านั้นแต่ตอนนี้ยังไม่มีคำสั่งให้ดำเนินการทำบัญชีแต่งตั้งซึ่งหากสั่งการ คาดว่าจะต้องใช้เวลาในการดำเนินการประมาณ 20 วันซึ่งนับจากวันนี้ก็ไม่สามารถทำได้ทัน
       
       “ในเบื้องต้นจะขยายเวลาออกไปถึงสิ้นเดือนมกราคมปีหน้าแต่อาจทำการ แต่งตั้งเสร็จก่อนก็ได้หรือหากมีเหตุจำเป็นการขยายเวลาออกไปอีกก็เป็นไปได้ เช่นกัน”
       
       มิหนำซ้ำพล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ยังรีบออกตัวไว้ก่อนว่า แม้อยู่ในห้วงยุบสภาและมีรัฐบาลรักษาการแต่การแต่งตั้งระดับสว.-รองผบก. สามารถทำได้เนื่องจากการแต่งตั้งระดับนี้เป็นอำนาจของผู้บัญชาการ(ผบช.)-ผู้ บังคับการ(ผบก.)ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ไม่เกี่ยวกับอำนาจรัฐมนตรีแต่การดำเนินการแต่งตั้งในช่วงนี้หรือไม่ต้องขึ้น อยู่กับความพร้อมของหน่วยกองบัญชาการต่างๆ
       
       เปิดช่องส่งสัญญาณแทงกั๊กกันอย่างชัดเจนแบบมีนัยยะขนาดนี้ แม้การแต่งตั้งตำรวจระดับนายพันจะขยายออกไปถึง 31 ม.ค.ปีหน้าเพราะไม่ทันปีนี้ตามเงื่อนเวลาที่ผู้บัญชาการสำนักงากำลังพลอ้าง ไว้ต้องใช้เวลาดำเนินการ20 วัน
       
       แต่ไม่น่าเกินวันที่15 ม.ค. การแต่งตั้งสว.-รองผบก.ทุกอย่างคงเสร็จสิ้นเรียบร้อย
       
       เหตุผลที่เชื่อว่าทุกอย่างจะเสร็จสิ้นไม่เกินครึ่งเดือนแรกของปีหน้า เงื่อนหนึ่งและน่าจะเป็นเงื่อนสำคัญ คือ การเลือกตั้งใหญ่ ส.ส.ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศวันเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. 2557หลังจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยุบสภาลงไป
       
       ต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งไม่ว่าระดับใด ประเภทไหน ยิ่งโดยเฉพาะการเลือกตั้ง ส.ส.หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญระดับประเทศ เนื่องจากจำนวนส.ส.จะมีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาล กำหนดนโยบายการบริหารประเทศ
       
       ตำรวจถือเป็นกลไกลสำคัญที่ถูกมองว่าเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียในการ เลือกตั้งเกือบทุกพื้นที่เพราะตำรวจมีอยู่ทั่วทุกพื้นที่ในประเทศไทยหาก ตำรวจใช้กฎหมายที่อยู่ในมือดำเนินการสิ่งหนึ่งสิ่งใดต่อหัวคะแนนต่อผู้นำ ท้องถิ่นความได้เปรียบก็จะตกอยู่อีกฝ่ายหนึ่ง
       
       เช่นในอดีตที่ผ่านมามีข่าวเรื่องการบล็อกหัวคะแนนไม่ให้ขยับหัวคะแนน ก็ไม่สามารถเคลื่อนไหวในพื้นที่ได้ถนัด การชักจูงการระดมเสียงให้เลือกผู้สมัครที่ตัวเองสนับสนุนก็จะลดน้อยถอยลง
       
       ดังนั้น เชื่อว่าเมื่อการเลือกตั้งถูกกำหนดขึ้นในวันที่2 ก.พ.การแต่งตั้งโยกย้ายยตำรวจก็ต้องใหเสร็จสิ้นก่อนอย่างน้อย 15 วันเพื่อให้ตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งลงไปในพื้นที่สามารถลงไปดำเนินนการ สร้างความได้เปรียบให้กับฝ่ายที่ตัวเองสนับสนุนหรือตอบแทนผุ้ที่สนับสนุนให้ มาดำรงตำหน่ง
       
       การแต่งตั้งระดับ “นายพัน” ตำแหน่ง “สว.-รองผบก.”ทั่ว ประเทศประจำปีครั้งนี้ จึงเป็นที่น่าจับตาอย่างมาก โดยเฉพาะเก้าอี้ผกก. หรือผู้กำกับการ ซึ่งถือเป็นตำแหน่งระดับหัวหน้าหน่วยงานหัวหน้าโรงพักที่จะมีอำนาจในแต่ละ พื้นที่เพราะหากได้รับการแต่งตั้งลงพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง หรือพื้นที่ความมั่นคงแล้ว ความได้เปรียบทางการเมืองของบางกลุ่ม บางฝ่ายก็มีสูงขึ้น
       
       และเชื่อว่ารัฐบาลที่แม้จะอยู่ในฐานะรัฐบาลรักษาการ แต่ก็ยังคงกุมอำนาจรัฐอยู่น่าจะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อชิงความได้ เปรียบการเลือกตั้งในการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจครั้งนี้อย่างแน่นอน
       
       ก่อนหน้านี้ในระดับผู้บริหารที่ใกล้ชิดประชาชน ผู้บัญชาการ(ผบช.)แต่ละพื้นที่ก็ล้วนมีสสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับขั้วรัฐบาลไล่ เรียงตังแต่ กรุงเทพมหานคร(กทม.) มีพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นั่งเก้าอี้ผบช.น. ซึ่งสายสัมพันธ์ระดับได้ฉายา “มีวันนี้เพราะพี่ให้”คงไม่ต้องอธิบายอะไรให้มากความ
       
       บช.ภ.1 รับผิดชอบพื้นที่ปริมณฑลและภาคกลางมีพล.ต.ท.นเรศ นันทโชติ นั่งเก้าอี้ ผบช.ภ.1เป็นเพื่อนร่วมรุ่นในการอบรมหลักสูตรผู้บริหารกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ บช.ภ.2 รับผิดชอบพื้นที่ภาคตะวันออกมีพล.ต.ท.กวี สุภานันท์ นั่งเก้าอี้ ผบช.ภ.2ดีกรีสายตรงพ.ต.ท.ทักษิณ บช.ภ.3รับผิดชอบพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง มีพล.ต.ท.ธีระศักดิ์ กลิ่นพงษา นั่งเก้าอี้ผบช.ภ.3 เคยเป็นอดีตนายเวรพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี บช.ภ.4รับผิดชอบพื้นที่ภาคอีสานตอนบน มีพล.ต.ท.อนุชัย เล็กบำรุง นั่งเก้าอี้ ผบช.ภ.4เคยทำคดีคนเสื้อแดงจนเป็นที่ได้รับความไว้วางใจให้มาคุมถิ่นคนเสื้อ แดง
       
       บช.ภ.5 รับผิดชอบพื้นที่ภาคเหนือมีพล.ต.ท.สุเทพ เดชรักษา นั่งผบช.ภ.5สนิทสนมกับพ.ต.ท.ทักษิณ และเจ๊แดง เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.เพื่อไทยพี่สายพ.ต.ท.ทักษิณ จนได้รับความไว้วางใจให้คุมภาคเหนือมาแล้ว 2 ปี บช.ภ.6รับผิดชอบภาคกลางตอนบนและภาคเหนือตอนล่าง มีพล.ต.ท.วรศักดิ์ นพสิทธิพร นั่งเก้าอี้ผบช.ภ.6เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.
       
       บช.ภ.7 รับผิดชอบพื้นที่ภาคตะวันตกมีพล.ต.ท.หาญพล นิตย์วิบูลย์ นั่งเก้าอี้ ผบช.ภ.7เป็นลูกน้องใกล้ชิดพล.ต.อเพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ อดีต ผบ.ตร. บช.ภ.8 รับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ตอนบนมีพล.ต.ท.ปัญญา มาเม่น นั่งเก้าอี้ผบช.ภ.8ได้รับการชื่นชมจากพ.ต.ท.ทักษิณอย่างมมาก บช.ภ.9รับผิดอบพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง มีพล.ต.ท.พิสิฏฐ์ พิสุทธิ์ศักดิ์ นั่งเก้าอี้ ผบช.ภ.9 เป็นนรต. 32 รุ่นเดียวกับพล.ต.ท.วินัย ทองสองผู้ช่วย ผบ.ตร.หลานเขยคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพ็ชร อดีตภรรยาพ.ต.ท.ทักษิณ และศชต.รับผิดชอบพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีพล.ต.ท.ยงยุทธ เจริญวานิช นั่งเก้าอี้ ผบช.ศชต.เป็นตำรวจที่ได้รับความไว้วางใจจากพล.ต.อ.อดุลย์อย่างมาก
       
       ทุกเก้าอี้ทุกขุมกำลังระดับผู้บังคับบัญชาหน่วย ล้วนใกล้ชิดกับขั้วการเมืองฝ่ายทักษิณอย่างแนบแน่นในทุกพื้นที่และถูกกระจาย คลอบคลุม ดังนั้นในการแต่งตั้งระดับสว.-รองผบก.ที่ถือเป็นฝ่ายปฏิบัติหากการเมืองส่ง คนใกล้ชิดลงมาคุมกำลังอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้ว
       
       ความได้เปรียบในการเลือกตั้งส.ส.ที่จะเกิดขึ้น ก็ง่ายกว่าปอกกล้วยเข้าปาก
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-12-18 07:02:09


ความเห็นที่ 40 (2987907)

"แจ๊ด" สั่งเด้ง "ปิยะ ต๊ะวิชัย" เข้ากรุ บช.น.หลังไปบวช อินเดียช่วงม็อบ ตั้ง"ทักษิณ" นั่งน.7 แทน

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2556 เวลา 12:46:37 น.

 

 


พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย

 

 

 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ   เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม  มีรายงานว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง  ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) มีคำสั่งให้ พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย  ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 7(ผบก.น.7)  ไปปฏิบัติหน้าที่ ผู้บังคับการประจำ บช.น. และให้พล.ต.ต.ทักษิณ พ่วงเงิน  ผบก.ประจำบช.น.ไปปฏิบัติหน้าที่ ผบก.น. 7 แทน โดยทำหน้าที่ผู้บังคับการดูแลเหตุการณ์การชุมนุมที่ที่ทำการทางยุทธการวัด เบญจมบพิตร แทนด้วยหลังจากเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา พล.ต.ต.ปิยะ เดินทางไปอุปสมบท ที่ประเทศอินเดีย โดยก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยม ทก. ดังกล่าว และพบว่า ผบก. ที่ทำหน้าที่ผู้นำบัญชาการเหตุการณ์ในจุดดังกล่าวไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่  ได้รับรายงานว่าลาไปอุปสมบท ผบ.ตร.จึงมีคำสั่งให้ ผบช.น.ดำเนินการโยกย้ายเพื่อให้มีผู้มาทำหน้าที่นำหน่วยในช่วงสถานการณ์ วิกฤต แทน

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-12-01 16:19:41


ความเห็นที่ 39 (2986844)

เปิดใจ "พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว" นำทัพฝ่าก้อนอิฐ บนเก้าอี้"ผอ.ศอ.รส."

วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 เวลา 17:30:27 น.

 

 



 

รายงาน โดย จันทรพร กุลโชติ


จาก ยุคเสียงระรัวของมือตบเท้าตบ สู่เสียงหวีดก้องของนกหวีด และแผดลั่นของแตรและหวูด จากการฟาดฟันด้วยมวลชนหน้าเวทีและคำปราศรัยผ่านไมโครโฟน สู่การต่อสู้ด้วยมวลชนในโลกออนไลน์ การแชร์และแพร่ข้อมูลในโซเซียลมีเดีย จากชูป้ายคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม สู่การขับไล่รัฐบาล

เหล่านี้คือ ปรากฏการณ์การชุมนุมทางการเมืองบนถนนราชดำเนิน เวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เวทีกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) สะพานผ่านฟ้าฯ และเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประ

เทศไทย (คปท.) ใกล้สะพานมัฆวานรังสรรค์

การ ประกาศใช้ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร รวมถึงการวางกำลังตำรวจเฉียดหลักหมื่นของศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบ ร้อย (ศอ.รส.) ตรึงจุดยุทธศาสตร์สำคัญหัวใจของรัฐบาล ทำให้มวลชนสนับสนุนการชุมนุมจำนวนไม่น้อย ผลักตำรวจไปอยู่ฝ่ายตรงข้าม

ตำรวจ ไม่ใช่คู่ต่อสู้กับม็อบ ม็อบคือประชาชน เรามีหน้าที่รักษากฎหมาย รักษากติกาให้บ้านเมืองเรียบร้อยŽ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ ผอ.ศอ.รส. บอกกับ มติชนŽ ถึงจุดยืนและบทบาทของตำรวจในวาระการชุมนุมทางการเมืองครั้งนี้

ผอ.ศอ.รส. กล่าวถึงสถานการณ์การชุมนุมทั้ง 3 เวทีว่า มีเป้าหมายขับเคลื่อนต่างกัน กปท.ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ไปสู่การเมืองใหม่ ปฏิวัติกองทัพประชาชน ส่วนที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป้าหมายแรกไม่เห็นด้วย พ.ร.บ.นิรโทษกรรม คปท.คล้ายกลุ่มแรก วันนี้เขาแยกกันเดิน แต่พบความเชื่อมโยงระดับแกนนำมีการคุยกัน เป้าหมายต่างกัน สุดท้ายคือต้องการให้เปลี่ยนแปลงรัฐบาล เปลี่ยนแปลงการบริหารประเทศ

หลัก การการชุมนุมเริ่มจากระดมมวลชน ขั้นที่ 2 คือแสดงให้เห็นการไร้ระเบียบ ปิดถนน ยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบิน นี่มองย้อนอดีตไป เป็นการสร้างความไร้ระเบียบในสังคมที่รัฐไม่สามารถแก้ไขได้ ขั้นที่ 3 คือการสร้างความรุนแรง และขั้นที่ 4 คือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แพทเทิร์นที่เราเห็นภาพตอนนี้อยู่ระหว่าง ขั้น 1 กับ 2 แต่ตอนนี้ขั้นที่ 1 กระแสเริ่มลดการระดมมวลชนทำได้น้อยลง ตอนแรกระดมมวลชนมาเพื่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แต่เมื่อรัฐบาลถอยกลับไป คนที่ออกมาช่วงแรกก็ถอยกลับ เรื่องปราสาทพระวิหารโชคดีที่คำพิพากษาเป็นบวก กระแสความรุนแรงจึงน้อยลงไป

การ ทำงานของ ศอ.รส.การข่าวสำคัญมาก เพราะเป็นการชุมนุมทางการเมือง มีองค์ประกอบเกี่ยวข้องเยอะมาก มีแกนนำ มีการจัดการที่ดี ถอยไปดูหลายๆม็อบจะมีเครือข่าย ปลุกระดมโดยสื่อทุกช่อง ทางโทรทัศน์ทั่วประเทศ ทุกวันนี้มีโซเชียลมีเดีย มีการปฏิบัติการข่าวสาร มีองค์ประกอบของกฎหมาย ม็อบประเทศไทยน่าศึกษามาก มียุทธศาสตร์ ยุทธวิธีในการต่อสู้ มีกฎหมายแบ๊กอัพ มีการต่อสู้ทางกฎหมาย

ตำรวจมี บทเรียนมาหลายครั้ง จากประสบการณ์ผมก็ปรับหลายอย่าง จุดยืนของเราคือรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ชุมนุมได้ตามสิทธิ แต่ต้องไม่เกิดความรุนแรง ตำรวจดูแลให้มาชุมนุมได้อย่างสะดวกปลอดภัยที่สุด เพราะความรุนแรงคือการยกระดับการชุมนุมสู่อีกขั้น จึงมีมือที่ 3 เข้ามา

สร้าง สถานการณ์ จริงๆ แล้วเราต้องระวังมือที่ 3 มากเพราะเป็นความละเอียดอ่อนของสถานการณ์ จะทำให้เปลี่ยนขั้น เรียกคนเพิ่ม ปลุกระดม สร้างความชอบธรรมในการยกระดับ การชุมนุมอภิปรายตามกรอบกฎหมาย ไม่ปิดถนน ผมว่าเป็นอะไรที่ดีมาก เป็นประเทศที่

อารยะจริงๆ แต่ของเราปิดถนนสาธารณะแล้ว ถ้าไปชุมนุมสนามหลวงดีมากเลย ไม่ปิดถนน แต่ในกลยุทธ์ของม็อบคนอาจไม่สนใจ ไม่สามารถกดดันรัฐได้Ž พล.ต.อ.อดุลย์อธิบาย ก่อนบอกว่า ตั้งแต่เป็น ผบ.ตร.ขอประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง รับม็อบมา 3 ครั้ง แต่ครั้งนี้หนักสุดเพราะมีหลายเงื่อนปัญหา

ประเทศไทยเรายังขาด กฎหมายรองรับ ถ้ามาบนถนนในขั้นต้นผิด พ.ร.บ.จราจร สร้างความเดือดร้อนเสียหายมากก็ผิดกฎหมายอาญา แต่ไม่เข้มข้นพอที่จะดูแลได้ จึงจำเป็นต้องประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง เป็นเครื่องมือของเจ้าหน้าที่ในการดูแล จุดสำคัญของรัฐบาล คือทำเนียบรัฐบาล รัฐสภาม็อบ ส่วนใหญ่ก็จะมา 2 ที่นี้ บางทีไม่ให้ ส.ส.เข้าสภาประชุมได้ เราออก พ.ร.บ.ความมั่นคง มา 3 ครั้ง เพื่อดูแลการชุมนุม เพื่อให้ประเทศบริหารงานได้ ย้อนไปการชุมนุมที่ผ่านมา รัฐไม่สามารถควบคุมได้โดยมีกฎหมาย สมมุติผู้ชุมนุมเข้าในทำเนียบรัฐสภา หรือไปท่าอากาศยาน ผมว่าเสียหายมากกว่า ตอนนี้มีแผนรองรับการดูแลความสงบปลอดภัยอยู่ จุดที่เป็นสัญลักษณ์การบริหารประเทศ คมนาคมสำคัญ เรายอมไม่ได้

วันนี้ จุดที่ยอมได้เพราะไม่กระทบมาก แต่หากวันหนึ่งกระทบมากจนประชาชนส่วนใหญ่บอกว่าหมดเวลาแล้ว ผมก็ต้องเข้าไปทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายตามขั้นตอนด้วยความชอบธรรมและสังคม ต้องยอมรับได้ ตอนนี้ยังดูไปก่อน ขณะนี้สังคมยังให้โอกาสในการชุมนุมอยู่ มีเงื่อนไขเพียงพอ แต่พอเงื่อนไขจบแล้วยังอยู่ ชาวบ้านเดือดร้อน ต้องใช้กฎหมายบังคับ เราเจรจาทุกวัน เพื่อขอให้เปิดพื้นที่ ผมใช้กฎหมายทุกวัน ตอนนี้เขายังไม่ฟัง แต่เราถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน

ตั้งแต่ ผมขึ้นจากชายแดนใต้ปี 2552 มาทำเรื่องม็อบ เป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. ดูตรงนี้มาตลอด ม็อบเป็นอะไรที่ ผบ.ตร.หรือ ผบช.หรือ ผบก.ต้องลงมาเอง สมัยที่โรงแรมรอยัลคลิป พัทยา จ.ชลบุรี ผมถูกขอให้ช่วยไปเซตระบบศูนย์ปฏิบัติการ แต่เรื่องการดูแลม็อบใช้องคาพยพทั้งหมดของ ตร. จะให้ระดับผู้ช่วย ผบ.ตร.ดูคงไม่ได้ จริงๆ รากลึกคือการฝึกกำลังพล แต่สมัยนั้นตำรวจมีความพร้อมน้อยมาก

เห็นปัญหาตอนนั้นจึงมาปรับแผน กรกฎ 52 มาฝึกกำลังพล เชตกำลัง ปรับแผน ทำตำรา รวบรวมบทเรียน และทำระบบบัญชาการเหตุการณ์ จนถึงวันนี้ใช้เวลา 4 ปี ตำรวจมีระบบแบบนี้ ต่อมาสมัยปี 2553 ที่ราชประสงค์ ผมเป็นที่ปรึกษา (สบ 10) บทบาทเป็นเพียงคนกำกับ เรื่องนี้คนกำกับต้องเป็น ผบ.ตร. ม็อบต้องใช้ทุกฝ่าย กฎหมาย ส่งกำลังบำรุง ข่าวสาร ฝึกกำลัง ความพร้อม ความมั่นใจ ตอนนี้ตำรวจยังมีข้อจำกัด แต่ผมได้ทีมงานดี ทุกคนให้ความร่วมมือ พอผู้นำนั่งหัวโต๊ะ ทั้งระบบ ทุกคนจะมาช่วย ทุกคำสั่งผ่านการตัดสินใจของผม ยุคนี้การทำงานตำรวจจึงต่างไป

ตำรวจทำหน้าที่แบบนี้กับทุกม็อบ ผมให้ความสำคัญกับทุกภารกิจ เน้นเรื่องผู้นำ บางที ผบ.ตร.ต้องมองภาพใหญ่ แต่สำหรับผมอะไรชิ้นเล็กก็ลงไป เป็นการสร้างขวัญกำลังใจ ถ้าผู้นำขับเคลื่อนจากบนไปล่าง การทำงานจะเข้มแข็งขึ้น เด็กๆ มีกำลังใจ มั่นใจ ถ้ามีปัญหาคนที่รับผิดชอบมีแต่ผมกับ ผบ.กองกำลัง (พล.ต.ท.คำรณวิทย์

ธูป กระจ่าง ผบช.น.) เท่านั้นเอง ผมประกาศเลย เกิดอะไรผมรับผิดชอบเองŽ พล.ต.อ.อดุลย์กล่าวเปิดใจ ก่อนพูดถึงเสียงตำหนิจากกลุ่มผู้ชุมนุม

ที่มองตำรวจเป็นฝ่ายตรงข้าม และกล่าวหาว่าตำรวจปกป้องรัฐบาล ว่า

เรา เป็นผู้รักษากฎหมาย มีหน้าที่ทำทุกวิถีทางให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อยนี่คือจุดยืน ถ้าตำรวจไม่รักษากฎหมาย ม็อบยึดทำเนียบได้ ยึดสนามบินได้ จะเกิดอะไรขึ้นŽ

เมื่อถามว่ามีการปลุกกระแสตลอดว่าตำรวจจะปกป้องรัฐบาล และสลายชุมนุม

พล.ต.อ. อดุลย์ตอบว่า ไม่ใช่แล้ว ประชาชนมีสิทธิชุมนุมตามกฎหมาย เพียงแต่นี่คือการชุมนุมทางการเมืองจึงลึกซึ้ง การพูดว่าตำรวจจะใช้ความรุนแรงเป็นวิธีปลุกระดมมวลชน เป็นการปฏิบัติการข่าวสารเพื่อทำลายตำรวจ ทุกวันนี้มีการต่อสู้ในโซเชียลมีเดีย เพื่อทำลายความเชื่อมั่น ทำลายความชอบธรรม แม้แต่รูปผมทานข้าวกล่อง ยังเอาไปเปรียบเทียบว่าของผมกับข้าวเยอะกว่าของผู้ใต้บังคับบัญชา แต่อะไรคือข้อเท็จจริงตำรวจรู้ดี ชี้แจงกันไปในโซเชียลมีเดียเป็นการใส่ร้ายป้ายสีมาก

หากไม่ทำตาม หน้าที่ก็ไม่ใช่ตำรวจ หน้าที่เราคือรักษากติกา ผิดก็ต้องว่าไปตามกฎหมาย ผ่อนปรนพอสมควรให้สังคมอยู่ได้ ไม่ว่าสถานการณ์จะยกระดับมากขนาดไหนจุดยืนของตำรวจคือทำให้บ้านเมืองเรียบ ร้อยที่สุด ภายใต้กฎหมายตำรวจอยู่ข้างประชาชน แต่นั่นคือประชาชนต้องช่วยทำให้บ้านเมืองเรียบร้อย ผมว่ารัฐบาลไหนก็เหมือนกัน ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลก็อยากเห็นบ้านเมืองเรียบร้อย ไม่ว่ารัฐบาลไหนมาตำรวจก็มีภารกิจแบบนี้ คือบังคับใช้กฎหมายให้การชุมนุมสงบ ไม่ให้มีมือที่ 3 ไปตูมตามได้

ม็อบเสื้อแดงเราก็ควบคุมอาวุธ ดูแลให้เดินทางสะดวกชุมนุมได้ตามสิทธิ ตำรวจตั้งกองอำนวยการเหมือนกัน มีการโพสต์ภาพรถตำรวจไปอยู่ข้างเวทีชุมนุมเสื้อแดง ผมก็สอบถามนะไปทำไมเขาบอกว่าไปดูความเรียบร้อยด้านหลังเวที จุดยืนเรารักษาความเรียบร้อย หากเสื้อแดงไม่เรียบร้อยก็มีมาตรการทางกฎหมายเหมือนกัน เราพยายามที่สุดไม่ให้ 2 กลุ่มเผชิญหน้ากัน

เรารักษากฎหมายไม่ใช่ คู่ต่อสู้ เรากำลังพยายามเป็นอย่างที่สังคมต้องการ แต่หลีกหนีไม่พ้นโยงเรื่องการเมือง เพราะรัฐบาลคือการเมือง เราเป็นกลไกบ้านเมืองที่ต้องทำให้สังคมเรียบร้อย ถ้าเราไม่ทำหน้าที่ของเรา กฎหมายบังคับไม่ได้บ้านเมืองแย่ ตำรวจไม่ได้สู้กับประชาชน ประชาชนคือประชาชน ไม่มีใครเอาชนะประชาชน ไม่มีกำลังอะไรสู้ประชาชนที่มาด้วยใจบริสุทธิ์ ไม่ได้ถูกปลุกปั่น หรือมีกองกำลังมาเสริมได้ ตำรวจแค่ทำหน้าที่ทุกมาตรการให้เรียบร้อยที่สุด

สิ่ง ที่ผมทำได้คือให้ความมั่นใจกับลูกน้องว่าเราเป็นผู้บังคับบัญชาที่ยืนกับเขา พยายามไปเยี่ยมทุกวัน เพื่อบอกว่าผมยืนอยู่และรับผิดชอบ การเมืองก็ว่ากันไป แต่รัฐต้องยืนอยู่ ตำรวจมีหน้าที่ควบคุมไม่ให้ลุกลาม จุดยืนของผมทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ทำเต็มที่ จะทำหน้าที่ด้วยอุดมการณ์ตำรวจมีประสิทธิภาพ ดูแลประชาชน เคร่งครัดในการบังคับใช้กฎหมายŽ พล.ต.อ.อดุลย์กล่าวทิ้งท้าย
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-11-17 22:43:36


ความเห็นที่ 38 (2985011)

"ป๋าลอ"พ้นคุกบางขวาง ลูกสาวรอรับ เข้าเกณฑ์พักโทษ หลังยื่นขอคำรบสาม

วันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 18:00:36 น.

 

 

 

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า กระทรวงยุติธรรม โดยกรมราชทัณฑ์ ได้พิจารณาหลักเกณฑ์คำร้องการพักโทษของนายชลอ เกิดเทศ ผู้ต้องขังคดีจ้างวานฆ่า 2 แม่ลูกตระกูลศรีธนะขัณฑ์ หลังจากได้ยื่นเรื่องให้คณะกรรมการพิจารณาพักการลงโทษของเรือนจำ และส่งเรื่องไปยังกรมราชทัณฑ์กลั่นกรองตรวจสอบคุณสมบัติ จากนั้นจึงส่งเรื่องมายังคณะกรรมการพักการลงโทษ ที่มีกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน ร่วมกับผู้แทนอีกกว่า 10 หน่วยงาน ร่วมกันพิจารณา เพื่อส่งเรื่องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พิจารณาอีกครั้ง สำหรับนายชลอนั้นได้ยื่นเรื่องมาแล้ว 2 ครั้ง แต่คณะกรรมการเห็นว่ายังไม่เหมาะสมและเป็นคดีที่มีความรุนแรงและสะเทือนขวัญ สังคม เป็นการพิจารณา ครั้งที่ 3

 

"นายชลอมีคุณสมบัติพักการลงโทษตรงตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์ คือเป็นนักโทษชั้นเยี่ยม จำคุกมาแล้ว 1 ใน 3 ของโทษ หรือ 18 ปี ในโทษจำคุกตลอดชีวิต และนายชลอยังเข้าเงื่อนพิเศษ คือเป็นนักโทษชราอายุเกิน 70 ปี และมีอาการป่วย ที่ระเบียบระบุว่าสามารถพักการลงโทษได้ตามเงื่อนไข อีกทั้งคดีจบสิ้นแล้ว คณะกรรมการจึงมีความเห็นสมควรให้พักการลงโทษ" 

นายวสันต์ สิงคเสลิต ผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง กล่าวว่า นายชลอได้ออกจากเรือนจำกลางบางขวางช่วงบ่าย วันที่ 25 ตุลาคม มีลูกสาวมารอรับ แต่ต้องไปรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่คุมประพฤติในเขตพื้นที่ที่แจ้งความจำนงไว้ ทุกๆ 1 เดือน จนกว่าจะครบตามเงื่อนไข โดยปกติแล้วก็ประมาณ 3-5 ปี

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-10-27 08:23:12


ความเห็นที่ 37 (2984815)


ผบ.ตร.มอบนโยบายปี 2557

 เมื่อวันที่ 24 ต.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. เป็นประธานประชุมมอบนโยบายการบริหารงาน ประจำปีงบประมาณ 2557 ในที่ประชุมมีการประเมินสถานกาณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในปี 2557 อาทิ เรื่องสถานการณ์การชุมนุม ปัญหาอาชญากรรม การชิงทรัพย์ร้านทอง โจรกรรมรถ แรงงานต่างด้าว อาชญากรรมข้ามชาติ อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ และปัญหาชายแดนใต้ ว่ามีแนวโน้มที่เกิดสูงขึ้น นอกจากนี้ที่ผ่านมาข้าราชการตำรวจถูกตรวจสอบพฤติกรรมมากขึ้นโดยเฉพาะจากระบบ โซเชี่ยลฯ ตำรวจจึงต้องเน้นทำงานเชิงรุก และเป็นตำรวจมืออาชีพ

 โดย มีการสรุปเป็นนโยบายหลัก ในปี 2557 เป็นข้อๆ ดังนี้ 1.เทิดทูนปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ 2.เสริมสร้างการมีส่วนร่วมของ ปชช.ในการปฏิบัติงานของตำรวจในทุกมิติ ตามหลักการประชาชนเป็นศูนย์กลาง 3.ควบคุมและลดความรุนแรงของอาชญากรรมให้ ปชช. เกิดความเชื่อมั่นการปฏิบัติงานของตำรวจ 4.ป้องกันและปราบปรามยาเสติดอย่างเข้มข้นทั้งผู้ผลิต ผู้ค้า ผู้จำหน่าย รายใหญ่รายย่อย 5.มุ่งเน้นการรักษาความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ อาชญากรรมทางเทคโนโลยี การคุ้มครองสิทธิเด็กและสตรี การปราบปรามการค้ามนุษย์ให้บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

 6.ปฏิบัติงาน โดยยึดหลักธรรมมาภิบาลบังคับใช้กฎหมายอย่างโปรงใส เสมอภาค และเป็นธรรม 7.พัฒนาสถานีตำรวจให้มีความพร้อม 8.พัฒนาศูนย์รับแจ้งเหตุ 191 ให้ครอบคลุมทุกจังหวัด 9.การแก้ไขปัญหาการชุมนุมเรียกร้อง และเหตุวิกฤต ต้องถือปฏิบัติภายใต้กฎหมาย หลักสากล 10.แก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 11.การสร้างความพร้อมด้านบุคลากรระบบงานการเชื่อมโยงฐานข้อมูลอาชญากรรมให้ เป็นมาตรฐานเพื่อรองรับเข้าสู่ประชาคมอาเชียน

 12.เตรียมการและช่วย เหลือผู้ประสบภัยรวมถึงนักท่องเที่ยวที่ได้รับความเดือดร้อนจากสาธารณภัย อย่างต่อเนื่อง 13.บังคับใช้กฎหมายและพัฒนาระบบจราจรให้มีความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ลดอุบัติเหตุจราจร และสร้างค่านิยมของตำรวจจราจรเป็น สุภาพบุรุษจราจรŽ 14.พัฒนาข้าราชการตำรวจทุกสายงานโดยเน้นภาวะผู้นำทุกระดับ 15.พัฒนาศูนย์ปฏิบัติการ ศปก.191 ให้มีประสิทธิภาพ 16.จัดระบบสวัสดิการให้กับข้าราชการและครอบครัว ด้านที่พักอาศัย สุขภาพ การรักษาพยาบาล

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-10-24 23:02:25


ความเห็นที่ 36 (2984350)

เด้งฟ้าผ่า! 2 ผกก. "สภ.สะเดา-สภ.ควนโดน" เซ่น 3 ข้อหาหนัก "โรงพักสกปรก-โรฮิงญาแหกคุก-น้ำมันเถื่อน"

วันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 16:59:08 น.

 

 






 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พล.ต.ต.วีระสิทธิ์ เพชรคล้าย รองผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 9 ได้มีคำสั่งด่วนให้ พ.ต.อ.ไผ่พนา เพชรเย็น ผู้กำกับการ สภ.สะเดา จ.สงขลา ไปช่วยราชการที่กองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 9 อย่างไม่มีกำหนด จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงและได้แต่งตั้งให้ พ.ต.อ.ไวยวิทย์ นพรัตน์ ผู้กำกับการสืบสวนสอบสวน สภ.สะเดา จ.สงขลา รักษาการแทน


สำหรับการย้าย พ.ต.อ.ไผ่พนา เพชรเย็นในครั้งนี้ ในคำสั่งระบุว่า มีความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ 3 ข้อหาด้วยกัน คือ 1.ปล่อยให้ผู้ต้องหาชาวโรฮิงญาที่ถูกควบคุมตัวในห้องขัง สภ.สะดาหลบหนีออกจากห้องควบคุมผู้ต้องหา 30 คน 2.ปล่อยให้บริเวณสถานีตำรวจและห้องน้ำสกปรก ไม่มีการปรับปรุง และ 3.ปล่อยประละเลยให้มีการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนจากประเทศมาเลเซียเข้ามาในราชอาณาจักร และปล่อยให้มีการจำหน่ายน้ำมันเถื่อนในพื้นที่รับผิดชอบ สร้างความแตกแยกให้กับข้าราชการตำรวจใน สภ.สะเดา เกิดขึ้น


ทั้งนี้ ในพื้นที่ สภ.สะเดา จ.สงขลา นั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการปล่อยปละละเลยให้ขบวนการขนน้ำมันเถื่อนจากประเทศมาเลเซียผ่านทางด่านพรมแดน อ.สะเดา จ.สงขลา วันละนับแสนลิตร โดยขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนจะใช้รถกระบะและรถเก๋งดัดแปลงสามารถบรรทุกน้ำมันเถื่อนจากฝั่งมาเลเซียได้ตั้งแต่ 500 ลิตร ไปจนถึง 2,000 ลิตร ต่อคัน รวมทั้งมีการขนน้ำมันเถื่อนด้วยรถบรรทุก 18 ล้อ ที่วิ่งระหว่าง จ.สงขลา กับประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีการประมาณการว่า มีการนำน้ำมันเถื่อนผ่านพื้นที่ สภ.สะเดา วันละไม่ต่ำว่า 1 ล้านลิตร และในรอบๆพื้นที่รับผิดชอบของ สภ.สะดา ยังมีการเปิดปั้มจำหน่ายน้ำมันเถื่อน โดยที่เจ้าหน้าที่ไม่เคยจับกุมผู้ผู้ค้าน้ำมันเถื่อน ซึ่งเจ้าของปั้มน้ำมันเถื่อน เปิดเผยว่า มีการจ่ายส่วยให้กับเจ้าหน้าที่ เพื่อแลกกับการไม่ถูกจับกุมอีกด้วย



ผู้ สื่อข่าวรายงานอีกว่า นอกเหนือจากการสั่งย้าย พ.ต.อ.ไผ่พนา เพชรเย็น ผู้กำกับการ สภ.สะเดา ไปช่วยราชการที่กองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 9 แล้ว พล.ต.ต.วีระสิทธิ์ เพชรคล้าย รองผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 9 ยังได้มีคำสั่งเดียวกันให้ พ.ต.อ.เธียร บาลทิพย์ ผู้กำกับการ สภ.ควนโดน จ.สตูล ไปช่วยราชการที่กองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 9 อย่างไม่มีกำหนด จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน ในโทษฐานที่ปล่อยปละละเลยให้มีการค้าน้ำมันเถื่อนโดยไม่มีการควบคุม และได้แต่งตั้งให้ พ.ต.อ.อดิพัฒน์ กรึงไกร ผู้กำกับการ สภ.ท่าแพ จ.สตูล มารักษาการแทน 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-10-19 20:34:14


ความเห็นที่ 35 (2983426)

ศาลชี้ขาดแต่งตั้งรองผบ.ตร.ปี52ไม่ชอบกม.

  • 09 ตุลาคม 2556 เวลา 19:09 น. |

ศาลชี้ขาดแต่งตั้งรองผบ.ตร.ปี52ไม่ชอบกม.

ศาลปกครองสูงสุด เพิกถอนคำสั่งนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งรองผบ.ตร. ปี 2552 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

นายวิษณุ วรัญญู ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด ซึ่งเป็นตุลาการเจ้าของสำนวน ได้อ่านคำพิพากษายืนตามศาลปกครองกลาง ที่สั่งเพิกถอน ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ลงวันที่ 7 เม.ย. 2552 ที่แต่งตั้งให้ พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมีอาวุโสเป็นลำดับที่ 2 ให้ดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากเห็นว่าคำสั่งแต่งตั้งดังกล่าวเป็นการใช้ดุลพินิจไม่ชอบด้วยกฎหมาย จริง

ทั้งนี้ คดีดังกล่าว พล.ต.อ.ชลอ ชูวงษ์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาสบ 10 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ยื่นฟ้อง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 คณะกรรมการคัดเลือกเพื่อแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งระดับรองผู้บัญชาการตำรวจ แห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 เพื่อขอให้ศาลปกครองกลางมีคำสั่งเพิกถอนประกาศดังกล่าวฯ โดยอ้างว่า ตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่ว่างลงขณะนั้น ตนเองเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่มีอาวุโส ลำดับที่ 1 แต่กลับไม่ได้รับการเสนอชื่อ โดยมีการเสนอชื่อ พล.ต.ท.วัชรพล ซึ่งมีอาวุโสเป็นลำดับที่ 2 แทน และผบ.ตร.กับพวกทั้ง 4 ก็ได้มีมติเห็นชอบจึงเป็นการแต่งตั้งโดยไม่ชอบ ซึ่งศาลปกครองกลางก็ได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24 ส.ค. 53 ว่าประกาศสำนักนากยรัฐมนตรีฯดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้เพิกถอน ทางผู้ถูกฟ้องคดีจึงได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองกลางต่อศาลปกครองสูง สุด

ศาลปกครองสูงสุด เห็นว่า การคัดเลือกแต่งตั้ง พล.ต.ท.วัชรพล ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มาดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทั้งที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้จัดลำดับอาวุโสของข้าราชการตำรวจในการรักษาราชการแทน ระดับผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยพล.ต.อ.ชลอ ได้รับการจัดให้เป็นผู้มีอาวุโส ลำดับที่ 1 และ พล.ต.ท.วัชรพลฯ เป็นผู้มีอาวุโส ลำดับที่ 2 เมื่อไม่ปรากฏว่า พล.ต.อ.ชลอ มีความบกพร่องในเรื่องประวัติการรับราชการ ความประพฤติ และผลการปฏิบัติงาน อีกทั้ง พล.ต.อ.ชลอ ก็ได้รับการยอมรับในความรู้ความสามารถ ฉะนั้น จึงต้องแต่งตั้งพล.ต.อ.ชลอ ซึ่งมีอาวุโส เป็นลำดับที่ 1 ให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นตำแหน่งแรก แต่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คณะกรรมการคัดเลือกเพื่อแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งระดับรองผู้บัญชาการตำรวจ แห่งชาติ และคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ไม่ได้ดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษา ให้เพิกถอนประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 7 เม.ย. 2552 ที่แต่งตั้งให้พล.ต.ท.วัชรพล ประสารกิจ ให้ดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย. 2552 เป็นต้นไป ซึ่งศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-10-10 17:09:27


ความเห็นที่ 34 (2983110)

ตร.ชงรัฐห้ามรถอายุเกิน7-10ปีวิ่งในกทม.

  • 07 ตุลาคม 2556 เวลา 18:44 น.

ตร.ชงรัฐห้ามรถอายุเกิน7-10ปีวิ่งในกทม.

รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลเผยเตรียมเสนอรัฐบาลห้ามรถอายุเกิน7-10ปีวิ่งในพื้นที่กทม. หากนำเข้ามาวิ่งต้องเสียภาษีเท่ารถใหม่

พล.ต.ต. อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า เตรียมการเสนอโครงการจำกัดอายุการใช้งานรถยนต์ต่อรัฐบาล อาทิ รถอายุเกิน 7-10 ปี ห้ามนำเข้ามาวิ่งในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งหากนำเข้ามาวิ่งจะต้องเสียภาษีเทียบเท่ารถใหม่ โดยดครงการดังกล่าวได้แนวคิดมาจากประเทศญี่ปุ่น

นอกจากนี้ยังมี16 โครงการเร่งด่วนงานจราจรที่ต้องรีบดำเนินการประกอบด้วย 1.โครงการบังคับใช้กฎหมายสำหรับรถจอดผิดกฎ จะไม่ล๊อกล้อแต่จะยกรถไปที่ สน.แทนโดยผู้ทำผิดต้องเสียค่าปรับ และเสียค่ายกรถด้วย เช่น ห้ามจอดในที่ห้ามฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท รวมทั้งเสียค่าเคลื่อนย้าย 500 บาท และค่าดูแลอีกวันละ 200 บาท 2.โครงการผู้พิทักษ์ถนน โดยจัดระบบอาสาสมัคร มาคอยดูแลถนน และจัดชุดตำรวจประจำถนนคอยดูแลถนนให้ปลอดการการะทำความผิดจราจร 3.โครงการระดมแก้ปัญหาจราจรในถนนสายหลัก 10 สายที่มีปัญหารถติดขัด โดยจัดระบบเฝ้าระวังการกระทำผิด และกำชับให้ผู้ขับขี่ไม่ทำผิดจราจรและบังคับใช้กฎหายเด็ดขาดจะทำให้การจราจร ไม่ติดขัด

4.โครงการจัดการปัญหาน้ำท่วงขัง โดยจัดชุดแก้ไขน้ำท่วมขังมีเครื่องสูบน้ำระดมสูบ แก้ไขปัญหาทันทีโดยสั่งการให้มี สน.ละ1 ชุดแก้ใขปัญหารถติดขัด 5.โครงการเมาไม่ขับภาค 2 ตอนเมาไม่ขับกลับบ้านปลอดภัยจราจรจะปฏิบัติเชิงรุกจะออกไปตรวจบริการ หน้าสถานบริการ ถ้าเมาเกินจะแนะนำไม่ต้องขับขี่รถแต่จัดหารถสาธารณะให้กลับบ้านปลอดภัยจะ สามารถลดอุบัติเหตุได้มาก ส่วนการตรวจเมาไม่ขับ (ภาค1) ยังมีบนท้องถนนอย่างเข้มข้น

6. โครงการสัมนาแก้ไขปัญหารถติดใน กทม.จัดสัมนาตำรวจจราจร ผู้ขับขี่ รถสาธารณะ เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องแล้วนำผลมาแก้ไขปัญหาจราจรติดขัด โดยจัดให้เต็มรูปแบบนำภาคประชาชนและผู้ขับขี่รถรวมผู้เกี่ยวข้องมาสัมนา 7. โครงการบังคับใช้กฏหมายโดยเทคโนโลยีวงจรปิด และเปรียบเทียบปรับทางอิเล็กทรอนิคจะใช้ระบบบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็น รูปธรรม 8. โครงการจัดตั้งศาลจราจรในกรุงเทพมหานคร (นำเสนอรัฐบาล) จะสามารถบังคับใช้กฎหมายจราจรได้อย่างเป็นระบบเพื่อสอดรับกับโครงการข้างต้น

9.โครงการปรับปรุงพัฒนาศูนย์ควบคุมสั่งการบก.02 ให้ทันสมัยเพิ่มประสิทธิภาพ ในการทำงานศูนย์ควบคุมสั่งการอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากของเก่าใช้มา 30 ปี ชำรุดและล้าสมัย 10. โครงการจัดตั้งกองทุนพัฒนาจราจรเพื่อสนับสนุนการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ 11. โครงการเหลื่อมเวลาทำงานภาครัฐ-เอกชน (นำเสนอรัฐบาล) เนื่องจากการวิเคราะห์เวลาเด็กนักเรียนกทม.ส่วนมาก ตื่นตี 5 มาถึงโรงเรียน 6 โมงต้องรอ 2 ชั่วโมงเข้าเรียนจึงควรปรับเวาลาเรียนขึ้นมา 07.00, ราชการ 08.00 เอกชน 10.00

12. โครงการนำทุกภาคส่วนมาร่วมแก้ไขปัญหาจราจรภาครัฐ เอกชน กระทรวงคมนาคม สนข. กทม ขนส่ง กรมทาง การทางพิเศษ ร้านค้ารถ ร้านค้าสุรา ร้านค้า บริษัทก่อสร้าง  ฯลฯ มาร่วมแก้ไขปัญหาจราจร 13. โครงการประชาสัมพันธ์ จราจร นำงานปชส. มานำการจราจร วารสารจราจร เว็บไซต์ สื่อมวลชนทุกแขนง ฯลฯ

14. โครงการป้องกัน รถติด และอุบัติเหตุ ในท่วงเทศกาลสำคัญ เช่น ปีใหม่ สงกรานต์ ลอยกระทง 15. โครงการปรับปรุงกฎหมาย และระเบียบรองรับ การปรับอิเล็กทรอนิค เพื่อรองรับศาลจราจร 16.โครงการถวายปลอดภัย และโครงการพระราชดำริ ฯลฯ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-10-07 21:27:24


ความเห็นที่ 33 (2982251)

"บิ๊กอู๋" ติวเข้ม"ผบช."ใหม่ มุ่งพัฒนา บก.สืบสวน ขับเคลื่อน ศปก.ภาค

วันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 13:14:48 น.

 

 



 

เข้า สู่ปีที่ 2 ของ "บิ๊กอู๋" พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว บนเก้าอี้ "เบอร์ 1 สีกากี" ที่ฝากผลงานโดดเด่นไว้หลายด้าน โดยเฉพาะการบริหาร ขับเคลื่อนองค์กรตำรวจ อาทิ การจัดวางระบบศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) ที่สามารถประชุมทางไกลผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์แบบเรียลไทม์กับกองบัญชาการ (บช.) ต่างๆ ในทุกๆ วัน เป็นการขับเคลื่อน 1,500 สถานีทั่วประเทศ แก้ปัญหาวิกฤตการก่อสร้างโรงพักทดแทน 396 แห่ง รับมือกับการชุมนุมได้อย่างเป็นระบบและเป็นสากล ตลอดจนเสริมภาพลักษณ์หน่วยปราบจลาจลของตำรวจให้เข้มแข็งขึ้น

และใน ห้วงเวลานี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กำลังจัดกระบวนแม่ทัพแต่ละจังหวัด แต่งตั้งระดับรองผู้บัญชาการ (รอง ผบช.) ถึงผู้บังคับการ (ผบก.) ที่มีการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา เพื่อเคาะรายชื่อนายพลเล็ก เป็นการจัดทัพสีกากีรอบปีที่ 2 ของ "บิ๊กอู๋" บนเก้าอี้เบอร์ 1 สีกากี

แม้ เหล่าสีกากีต่างใจจดจ่อกับการจัดทัพปรับโผประจำปี 2556 ซึ่งบางปีหลายหน่วยตกอยู่ในภาวะสุญญากาศของการทำงานไปโดยปริยาย แต่ในช่วงรอยต่อปีนี้ พล.ต.อ.อดุลย์ยังคงเดินหน้าสานต่อภารกิจบนเก้าอี้ผู้นำอย่างต่อเนื่อง โดยการมอบนโยบายเบื้องต้นให้กับเหล่านายพลใหญ่ ระดับ ผบช. เพื่อให้การบริหารงานบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับประชาชนดำเนินไปอย่างต่อ เนื่อง

กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา พล.ต.อ.อดุลย์เปิดศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) ที่ชั้น 20



ตร. ติวเข้ม พล.ต.ท.หน้าใหม่ รับตำแหน่ง ผบช.ใหม่ 23 นาย เป็นการกำหนดทิศทางเพื่อให้เหล่า ผบช.ใหม่ จับทางบริหาร เดินตามแนวที่ "พล.ต.อ.อดุลย์" วางไว้ และพลันที่เริ่มงานในตำแหน่งใหม่ วันที่ 1 ตุลาคม จะได้สานต่อภารกิจจากคนเก่าและเริ่มภารกิจใหม่ได้ทันที

 


เป็นการวอร์มอัพขับเคลื่อนองค์กรตำรวจ ก่อนที่ "บิ๊กอู๋" จะแถลงนโยบายปี 2 บนเก้าอี้ ผบ.ตร.อย่างเป็นทางการอีกครั้งในวันที่ 3 ตุลาคม ที่จะถึงนี้

พล.ต.อ.อดุลย์บอกว่า นโยบายปีงบประมาณใหม่ คล้ายกับปีที่แล้ว แต่ปีนี้ในด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน พัฒนาโรงพัก ให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง

"ผบช.ย้ายไปหน่วยใหม่ ให้เน้นทำความเข้าใจสภาพพื้นที่ก่อน ต้องทราบพื้นที่รับผิดชอบ ให้ทำการบ้านจริงๆ รู้พื้นที่จริงๆ ลักษณะประชากร อาชญากรรมในพื้นที่ งบประมาณ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ฝากทาง ผบช.ทุกท่านทำการบ้าน รู้ก่อนจะทำงานได้ เมื่อรู้พื้นที่รู้นโยบาย เอานโยบาย 11 ข้อปีก่อนมาเป็นตัวตั้งเน้นการปกป้องดูแลสถาบัน ปราบปรามยาเสพติดแก้ปัญหาภาคใต้ ยังให้ความสำคัญโรงพักเป็นจุดแตกหัก เน้นภาวะผู้นำของหัวหน้าหน่วย จัดทำ ศปก.ภาค ต้องพัฒนาบุคลากร" พล.ต.อ.อดุลย์รีวายน์นโยบายการบริหารงานปีที่ผ่านมา

พล.ต.อ.อดุลย์ ฝาก ผบช.ภาคด้วยว่า ในส่วนของภาคควรทำอะไรบ้างต้องไปคิด ภาคต้องทำระบบงานที่ ศปก.ภาคให้เป็นศูนย์กลางบริหาร สร้างส่วนบนให้เข้มแข็งก่อน มีเครื่องมือในการทำงาน ทำระบบบังคับบัญชาให้เป็นเอกภาพ ทำงานง่าย ต้องขับเคลื่อนต่อจาก ผบช.คนเก่า

"ปีนี้อยากให้ภาคให้ความสนใจระบบสืบสวน เพราะภาคจะต้องแฮนเดิลได้ ต้องมีนักสืบ ทีมสืบสวนจะเป็นเครื่องมือการแก้ปัญหา หากระบบสืบสวนภาคไม่แข็ง ช่วยข้างล่างไม่ได้ บก.สืบสวนต้องได้รับการพัฒนา ต้องมีหน่วยปฏิบัติการพิเศษ 3 กองร้อย สำหรับควบคุมฝูงชน ปราบจลาจล เซิร์ฟภาค เป็นชุดเคลื่อนที่เร็ว ศูนย์ฝึกอบรมภาคต้องได้รับการพัฒนา"

ด้านสถานที่อบรม บ่มเพาะ เบ้าหลอมนายตำรวจ อย่างโรงเรียนนายร้อยตำรวจ (รร.นรต.) พล.ต.อ.อดุลย์ให้ความสำคัญเช่นกัน

โดย พล.ต.อ.อดุลย์บอกว่า จะเน้นกระบวนการสร้างคน ปีที่ผ่านมาทุ่มงบประมาณให้ รร.นรต. 100 กว่าล้านบาท ผบช.รร.นรต.คนใหม่ต้องทำต่อ ทำให้ดี เทงบประมาณให้ ทำให้นักเรียนภาคภูมิใจที่อยู่สถาบันนี้ ในส่วนโรงเรียนทำแผนการคัดครูฝึก ฝ่ายปกครอง เข้าไปในโรงเรียน ในส่วนของนักเรียนตนจะเน้นให้ทุนการศึกษา ให้น้ำหนักทำการพัฒนาอาคารสถานที่ เน้นเอาโมเดล คนดีคนเด่นเข้าไปในโรงเรียนให้เป็นตัวอย่างที่ดี

ในส่วนจังหวัดชาย แดนภาคใต้ พล.ต.อ.อดุลย์บอกว่า ให้เพิ่มความแกร่งให้ ศปก.ตร.สน. เติมฝ่ายอำนวยการ นักสืบลงไป และต้องสร้างความพร้อมด้านกำลังพล

"นอก จากนี้ ในปีนี้มีการทำโครงสร้างใหม่ เป็นโครงสร้างเฉพาะกิจ ฝึกด้านยุทธการในการคุมฝูงชนปราบจลาจล มอบหมาย พล.ต.ต.ปริญญา จันทร์ สุริยา ว่าที่ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. ดูแล ด้านการควบคุมฝูงชนโดยตรง หน่วยนี้จะรวมองค์ความรู้บทเรียนและผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ ต่อไปมีการชุมนุม

ที่ไหนชุดนี้จะเดินทางไปให้คำปรึกษา" พล.ต.อ.อดุลย์เผย

นอก จากนี้ พล.ต.อ.อดุลย์ยังเน้นย้ำถึงหลักการเป็นผู้นำที่ให้ความสำคัญมาตลอดว่า การเป็นผู้นำหน่วย เป็น ผบช. หลักสำคัญนอกจากแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้า ทำภารกิจประจำวันแล้ว ต้องพัฒนาหน่วยด้วย

"ตอนนี้แม่ทัพภาคมีทั้งคน ทั้งเงินต้องพัฒนา พัฒนากำลังพล ระบบงาน สถานที่ สวัสดิการ หลักง่ายๆ ต้องสร้างระบบให้เกิดขึ้น ต้องติดตามความคิดลูกน้อง ประเมิน ตอบแทน ตอนนี้ในการแต่งตั้งหลาย ผบก.ภ.จว. ผมตอบแทนนักสู้ หลายคนได้ เพราะตอบแทนในความสู้ ภาวะผู้นำสำคัญที่สุด แต่ยอมรับกระบวนการตอบแทนไม่สามารถทำได้ชัด มีปัจจัยอื่นๆ มาเกี่ยวด้วย"

เป็น สปีชของ พล.ต.อ.อดุลย์ ที่ลงลึกถึงการบริหารงานของ ผบช. โดยให้เน้นด้านสืบสวน การศึกษาทำความเข้าใจพื้นที่ พัฒนา ศปก.ภาค ศปก.ตร.สน. ระบบและกำลังพล ตลอดจนเน้นย้ำถึงภาวะผู้นำ พร้อมทิ้งท้ายถึงการแต่งตั้งในส่วนของ ผบก.ภ.จว.ที่อยู่ในห้วงจัดทัพปรับโผอย่างน่าสนใจ

เป็นไกด์ไลน์ให้เหล่า ผบช.ใหม่ จับทิศทางการบริหาร ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจใหม่ได้ทันที ไม่ต้องใช้เวลาคลำทางให้เยิ่นเย้อ ยืดเยื้อ

หน้า 8 มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน 2556

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-09-29 14:22:01


ความเห็นที่ 32 (2982220)

"อดุลย์" เผยตั้งนายพลใหม่ รักษาการ 1 ต.ค. ชี้พิจารณาตามเหมาะสม ตบรางวัล ผบก.จชต.

วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 16:24:52 น.

 

 

 

 

 
เมื่อวันที่ 28 กันยายน พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว  ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เปิดเผยว่า จะออกคำสั่งให้ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้ง เป็นรองผู้บัญชาการ (รองผบช.) และผู้บังคับการ (ผบก.)  ซึ่งผ่านมติ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เมื่อวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา ไปรักษาราชการในตำแหน่งนั้น ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม เพื่อให้ทำงานต่อเนื่อง


ทั้งนี้ สำหรับการแต่งตั้งที่ผ่านมา ทำบัญชีเสนอชื่อบุคคลไปดำรงตำแหน่งต่างๆ โดยมีการพิจารณาตามความเหมาะสม กลุ่มที่เป็นรองผบก.ได้เพียง 4 ปี แล้วเลื่อนขึ้น ก็เลือกคนที่มีความรู้ความสามารถ และก็เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ไม่ผิดอะไร บางคนเห็นว่า ขึ้นใหม่ แล้วขึ้นไปเป็นผู้บังคับการจังหวัดคุมหน่วยปฏิบัติหลัก คนเหล่านี้เป็นกลุ่มที่แก่กล้า มีความสามารถจริง ต้องเอามาทำงาน  แต่ส่วนใหญ่หลักการบริหารคนของตนก็ให้เลื่อนตำแหน่งขึ้นในฝ่ายอำนวยการก่อน  แล้วค่อยโยกย้ายไปหน่วยปฏิบัติภายหลัง ส่วนการโยกสลับ สับเปลี่ยนหน่วยกันนั้นก็พิจารณาจากความเหมาะสมแล้ว


พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า กรณีผู้บังคับการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือว่าทำงานหนักมาก แต่งตั้งครั้งนี้จึงให้สิทธิเลือกว่าจะย้ายไปอยู่ที่ไหน เช่น จากจ.ปัตตานี ย้ายไป จ.สงขลา หรือในพื้นที่อื่น ผบก.ภ.จว.บางคนทำงานเก่งมาก ตอนมาปฏิบัติหน้าที่คุมฝูงชนก็นำหน่วยได้ดี แต่งตั้งครั้งนี้ก็โยกย้ายไปอยู่จังหวัดที่ใหญ่ขึ้น

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-09-29 12:49:10


ความเห็นที่ 31 (2978790)

ประเวศน์ มูลประมุข เลขาฯป.ป.ท.คนใหม่

ไม่มีรายการพลิกโผ สำหรับตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)

ครม.ไฟเขียวตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ

ตั้ง พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข ขึ้นเป็นเลขาธิการป.ป.ท.คนใหม่

มีผลงานเข้าตารัฐบาลเพื่อไทย ทั้งการเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีการสลายการชุมนุมปี 2553

การสั่งไม่ฟ้องคดีผังล้มเจ้าและคดีการปราศรัยจาบจ้วงถึงที่มากระสุนของ นาย จตุพร พรหมพันธุ์

รวมถึงการคืนความเป็นธรรมให้กลุ่มคนเสื้อแดง

บุตรของ นายพิมาน มูลประมุข ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประติ มากรรม)

นรต.รุ่น 34 และวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เคยดำรงตำแหน่ง รองสารวัตรสืบสวนสอบสวน สน.บางซื่อ

เป็น รองผกก.ป้องกันปราบปราม สภ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี รอง ผกก.สืบสวนสอบสวน สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ผกก.สภ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา

ย้ายโอนมาอยู่ดีเอสไอในปี 2547 ในตำแหน่ง ผอ.ส่วนคดีทรัพย์สินทางปัญญา 3 รับผิดชอบคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมด

ขึ้นเป็นผู้บัญชาการสำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา

ขยับเป็นรองอธิบดีดีเอสไอ และหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ

ก่อนหน้านี้ เพิ่งเลื่อนขึ้นระดับ 10 ในตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม

ล่าสุด ครม.เห็นชอบนั่งเลขาธิการป.ป.ท. คนใหม่

 

 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-08-31 07:39:06


ความเห็นที่ 30 (2977886)

มือปืนกราดอาวุธสงคราม 60 นัด ดับกำนันดังวัดจันทร์พร้อมคนติดตามดับสยอง

เมื่อเวลา 16.30 น.วันที่ 23 ส.ค. พ.ต.ต.นริษฐ์ สุวรรณสะอาด สารวัตรเวร สภ.สิงหนคร จ.สงขลาได้รับแจ้งว่าเหตุยิงกันตายที่ถนนสายสงขลา-ระโนด ม.1 ต.ชิงโค อ.สิงหนคร รายงานให้ พ.ต.อ.นิพล เหมสลาหมาด ผกก.สภ.สิงหนคร ได้รุดไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วยแพทย์เวร รพ.สิงหนคร พบรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ สีบรอนเงิน หมายเลขทะเบียน ผต 368 สงขลา จอดเสียหลักกลางถนน  ปลอกกระสุนปืนเอ็ม 16 และอาก้าตกกลางถนนประมาณ 50 กว่านัด ตำรวจเก็บไว้เป็นหลักฐาน

สภาพกระจอกรถด้านคนขับถูกกระสุนแตกละเอียดและที่กะบะรถหลายสิบนัด ภายในรถพบศพนายสิทธิชัย ชุมอินทร์ อายุ 39 ปี กำนัน ต.วัดจันทร์ อ.สทิงพระ จ.สงขลา และนายประสิทธิ ลิ่มจู  อายุ 42 ปี ชาว ต.วัดจันทร์ผู้ติดตาม ถูกกระสุนอาวุธสงครามที่บริเวณลำตัวและศีรษะหลายสิบนัดเสียชีวิตในรถ

จากการสอบสวนทราบว่านายสิทธิชัยฯพร้อมคนติดตามได้ขับรถยนต์จากทำธุระ อ.เมืองสงขลา และขณะขับรถกลับบ้านถึงที่เกิดเหตุได้มีคนร้ายประมาณ 3 คน ได้ขับรถยนต์กะบะสีดำ ยี่ห้อมิตชูบิซิไทตัน 4 ประตู ไม่ทราบหมายเลขทะเบียนประกบทางขวามือคนขับ คนร้ายที่นั่งในรถลดกระจก ใช้อาวุธสงครามยิงกราดมายังคนขับรถประมาณ 60 นัด จนรถเสียหลักมาจอดกลางถนน คนร้ายได้ขับรถหนีไปทาง อ.สทิงพระอย่างรวดเร็ว ตำรวจตั้งปมการสังหารมาจากเรื่องส่วนตัว เพราะเมื่อปี 2553 เคยถูกคนร้ายดักยิงได้รับบาดเจ็บมาแล้ว 1 ครั้ง

 

 
 
 
 
 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-08-23 21:58:06


ความเห็นที่ 29 (2977314)

ก.ตร.เห็นชอบแต่งตั้ง"ศักดา"นั่งผบช.รร.นรต.คนใหม่

วันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2556 เวลา 19:51:37 น.

 

 

 

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 19 สิงหาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) โดยมีวาระสำคัญ คือ วาระที่ 4 เรื่องที่ 7 การแต่งตั้งผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ (ผบช.รร.นรต.) ซึ่งมีการเสนอชื่อ พล.ต.ต.ศักดา เตชะเกรียงไกร รองผูับัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 เป็น ผบช.รร.นรต.ตามที่สภาการศึกษา รร.นรต.เสนอชื่อ วาระที่ 4 เรื่องที่ 6 แต่งตั้งตำแหน่งในสำนักนายตำรวจราชสำนักประจำ

 

นอกจากนี้ในวาระที่ 4 เรื่องที่ 5 เรื่องเสนอเพื่อพิจารณาขออนุมัติกำหนดตำแหน่งนายเวรผู้บัญชาการตำรวจแห่ง ชาติ (สบ 6) (นว.ผบ.ตร.) เทียบเท่านายตำรวจระดับผู้บังคับการ (ผบก.) และวาระที่ 4 เรื่องที่ 8 การขออนุมัติขยายเวลาในการแต่งตั้งโยกย้ายระดับ ผบก.-รอง ผบช.วาระประจำปี 2556 ออกไปถึงเดือนกันยายนด้วย โดยตามกฎ ก.ตร.การแต่งตั้งระดับนี้ต้องแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ 

พล.ต.อ.อดุลย์กล่าวภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแต่งตั้งให้ พล.ต.ต.ศักดา เตชะเกรียงไกร รอง ผบช.ภ.4 เป็น ผบช.รร.นรต. ตามที่คณะกรรมการสภาการศึกษา ร.ร.นายร้อยตำรวจเสนอ ส่วนการขออนุมัติกำหนดตำแหน่งนายเวร (สบ 6) ผบ.ตร. ซึ่งเป็นตำแหน่งเทียบเท่า ผบก. ยศพล.ต.ต. จากเดิมที่นายเวร ผบ.ตร.เป็นตำแหน่งเทียบเท่ารอง ผบก. ยศ พ.ต.อ.เท่านั้น เนื่องจากตำแหน่งนายเวร ผบ.ตร. ต้องประสานงานกับนายตำรวจระดับ ผบก. จึงต้องมีการยกระดับ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเรื่องการประสานงาน ซึ่งในอดีตนายเวร อธิบดีกรมตำรวจยศ พ.ต.อ. ขณะที่ ผบก.ภ.จว.ในสมัยนั้นก็มียศ พ.ต.อ.เท่านั้น แต่ปัจจุบัน ผบก.ภ.จว.ยศ พล.ต.ต.แล้ว

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ให้ข้อพิจารณาว่าควรจะมีการยกระดับนายเวร รอง ผบ.ตร.และผู้ช่วย ผบ.ตร.ทั้งระบบด้วย ซึ่งทางสำนักงานกำลังพลจะนำไปพิจารณาอย่างรอบคอบต่อไป 

นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้อนุมัติขยายระยะเวลาการแต่งตั้งโยกย้ายระดับรอง ผบช.-ผบก.ออกไปถึงวันที่ 30 กันยายนนี้ เนื่องจากการเตรียมการต่างๆ ยังไม่เรียบร้อย

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-08-20 05:10:18


ความเห็นที่ 28 (2977131)

ลืออาถรรพ์!! ผกก.สภ.เมืองแพร่ดับกะทันหัน ทั้งที่สุขภาพแข็งแรง

 เมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 17 ส.ค. ผู้สื่อข่าว ข่าวสด รายงานว่า ศูนย์วิทยุสื่อสาร สภ.เมืองแพร่ ได้เผยแพร่ข่าวว่า พ.ต.อ.บัญญัติ เนตรสุวรรณ์ ผกก.สภ.เมืองแพร่ ได้เสียชีวิตลงด้วยอาการป่วยอย่างกะทันหัน ศพอยู่ที่ร.พ.ลำพูน

 โดยพ.ต.ท.มานพ ใจอุ่น สวป.สภ.เมืองแพร่ กล่าวว่า ยังไม่ทราบว่า ผกก.สภ.เมืองแพร่ เสียชีวิตด้วยสาเหตุใด ซึ่งปกติ ผกก.เป็นคนแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวอะไร เมื่อวันก่อนยังทำการฝึกซ้อมป้องกันภัย ที่ สภ.เมืองแพร่ และเวลา 20.00 น.คืนนี้ ตำรวจ สภ.เมืองแพร่จะเดินทางไปรับศพ ผกก.สภ.เมืองแพร่ ที่ร.พ.ลำพูน

 สำหรับ พ.ต.อ.บัญญัติ เนตรสุวรรณ์ ผกก.สภ.เมืองแพร่ เกิดเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2496 อายุ 60 ปี และจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2556 มีบ้านพักอยู่ใน สภ.เมืองแพร่ ซึ่งเมื่อปี 2552 พ.ต.อ.สมเกียรติ ปราดเปรียว ผกก.สภ.เมืองแพร่ ได้อาศัยบ้านพักหลังนี้และได้เสียชีวิตลงทั้งที่สุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรงสมบูรณ์ ทำให้ตำรวจ สภ.เมืองแพร่ เกรงว่าจะเป็นอาถรรพ์

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-08-18 06:52:42


ความเห็นที่ 27 (2977028)

ปักธงยกระดับนายเวร ผบ.ตร.ติดยศ “พล.ต.ต.”

โดย ทีมข่าวอาชญากรรม 16 สิงหาคม 2556 17:10 น.    
 
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.)

“ประชา” จ่อยกระดับนายเวร ผบ.ตร.ดันเด็กในคาถา ยศ “พ.ต.อ.” ขึ้นเป็น “พล.ต.ต.”
       
       เมื่อวันที่ 16 ส.ค.ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) มีรายงานว่า พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) นัดประชุม ก.ตร.ในวันที่ 19 ส.ค.เวลา 13.30 น.ที่ห้องประชุม 1 อาคาร 1 สตช.โดยมีวาระสำคัญ คือ วาระที่ 4 เรื่องที่ 7 การแต่งตั้งผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ (ผบช.รร.นรต.) ซึ่งมีการเสนอชื่อ พล.ต.ต.ศักดา เตชะเกรียงไกร รองผูับัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 เป็น ผบช.รร.นรต.ตามที่สภาการศึกษา รร.นรต.เสนอชื่อ วาระที่ 4 เรื่องที่ 6 แต่งตั้งตำแหน่งในสำนักนายตำรวจราชสำนักประจำ นอกจากนี้ในวาระที่ 4 เรื่องที่ 5 เรื่องเสนอเพื่อพิจารณาขออนุมัติกำหนดตำแหน่งนายเวรผู้บัญชาการตำรวจแห่ง ชาติ (สบ6) (นว.ผบ.ตร.) เทียบเท่านายตำรวจระดับผู้บังคับการ (ผบก.) และวาระที่ 4 เรื่องที่ 8 การขออนุมัติขยายเวลาในการแต่งตั้งโยกย้ายระดับ ผบก.-รอง ผบช.วาระประจำปี 2556 ออกไปถึงเดือน ก.ย.ด้วย โดยตามกฎ ก.ตร.การแต่งตั้งระดับนี้ต้องแล้วเสร็จภายในสิ้นสุดเดือน ส.ค.นี้
       
       รายงานข่าวแจ้งอีกว่า สำหรับการขออนุมัติเปิดตำแหน่ง นว.ผบ.ตร.(สบ6) นั้น มีชื่อของ พ.ต.อ.อาทิชา เปาอินทร์ รอง ผบก.น.6 นรต.รุ่น 44 ซึ่งไม่ครบหลักเกณฑ์ตามกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการแต่งตั้ง ต้องเป็นรอง ผบก.ไม่น้อยกว่า 4 ปี ขึ้นมาติดยศ พล.ต.ต.ซึ่งหากเปิดตำแหน่งผ่านใน ก.ตร.ครั้งนี้ จะมีการเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ครั้งที่ 3/2556 ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งได้มีการนัดประชุมในวันที่ 26 ส.ค.เวลา 10.00 น.ที่ห้องประชุมสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยมีการตั้งเรื่องรอไว้แล้ว ในวาระที่ 4.1 ชื่อเรื่องการให้ความเห็นชอบการกำหนดตำแหน่งนายเวร (สบ6) จำนวน 1 ตำแหน่ง ถ้าหาก ก.ต.ช.เปิดตำแหน่งดังกล่าว ก.ตร.จะเสนอชื่อแต่งตั้งต่อไป
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-08-16 20:11:12


ความเห็นที่ 26 (2977020)

เปิดเว็บไซต์ให้ตร.จับคู่โยกย้าย



เมื่อ วันที่ 15 ส.ค. พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า เปิดตัวเว็บไซต์จับคู่ย้าย (www.จับคู่ย้าย.com) สำหรับข้าราชการตำรวจทุกระดับที่มีความประสงค์จะโยกย้ายสลับตำแหน่ง โดยเว็บไซต์ดังกล่าวจะเป็นช่องทางให้บริการกับข้าราชการตำรวจสื่อสารถึงกัน เท่านั้น ไม่มีส่วนเข้าไปผลักดันให้การโยกย้ายประสบความสำเร็จได้ เพราะต้องดำเนินการภายใต้กฎกติกา และเงื่อนไขการโยกย้ายที่กำหนด

พล.ต.อ. สมยศกล่าวอีกว่า เชื่อว่าเว็บไซต์นี้จะช่วยแก้ปัญหาการจัดการกำลังพลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจากข้อมูลพบว่าตำรวจในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาลมีความประสงค์จะโยก ย้ายออกนอกหน่วยมากที่สุด

สำหรับตำรวจที่ต้องการเข้าไปใช้งานใน เว็บไซต์จับคู่ย้าย ให้เข้าเว็บ กรอกข้อมูลและส่งเอกสารให้ครบถ้วน ซึ่งจะมีทีมงานตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร หากครบถ้วนก็จะลงประกาศในเว็บไซต์ และมีอีเมล์ตอบกลับไปยังผู้ขอลงประกาศต่อไป

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-08-16 19:30:34


ความเห็นที่ 25 (2976809)

ผบ.ตร.ติวเข้ม 540 หัวหน้าโรงพักบริหารลดอาชญากรรม

วันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2556 เวลา 17:55:44 น.

 

 

 

เมื่อเวลา 08.40 น. วันที่ 14 สิงหาคม ที่โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน จ.ชลบุรี พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร. ร่วมเปิดงานสัมมนาผู้นำหน่วยระดับสถานีตำรวจในเขตพื้นที่ นครบาล บช.ภ.1, 2, 7 โดยมีหัวหน้าสถานีตำรวจทุกหน่วยงานที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เข้าสัมมนากว่า 540 คน
 
พล.ต.อ.อดุลย์กล่าวว่า การฝึกอบรมเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องทำเพื่อพัฒนาคนไม่ให้เกิดภาวะตายซาก ยุคนี้ตำรวจทำงานยากขึ้นกว่าในอดีต เป็นโลกไร้พรมแดน เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสาร คนร้ายสั่งการก่อเหตุได้ทั่วประเทศทั่วโลก หากตำรวจไม่เท่าทัน ไม่มีองค์ความรู้ก็รับมือไม่ได้ จะกลายเป็นหน่วยที่ประชาชนไม่ต้องการ ดังนั้นต้องเป็นมืออาชีพ ทำงานโดยมีกฎหมายรองรับ เกิดคดีขึ้นสืบสวนสอบสวนจับได้จึงเรียกว่ามืออาชีพ แล้วประชาชนก็จะยอมรับ ขณะเดียวกันต้องยึดหลักเป็นธรรม คุ้มค่า โปร่งใส มีธรรมาภิบาล

 

สำหรับการปราบปรามยาเสพติด ทั้งรายสำคัญ รายย่อย ยึดทรัพย์ ต้องทำอย่างหนักขึ้นจริงจัง ที่ผ่านมาแม้มีการจับกุมจำนวนมากแต่ราคายาในตลาดก็ไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นต้องปรับการทำงาน การควบคุมลดความรุนแรงอาชญากรรม เป็นสิ่งที่หัวหน้าสถานีทุกคนต้องบริหารให้ได้ ต้องควบคุมปัจจัยอาชญากรรมต่างๆ ที่เป็นเหตุอาชญากรรมให้ดี 

 

ขณะที่โรงพักต้องมีระบบ สะอาดเป็นระเบียบ ตำรวจคอตกไม่ได้ ผู้ต้องหาหนีอย่างนี้ใช้ไม่ได้ ในสถานีต้องมีศูนย์วิทยุ มีระบบรับแจ้งรับข้อมูลที่ดี หัวหน้าโรงพักต้องสร้างโรงพักให้ประชาชนยอมรับ ตำรวจขวัญกำลังใจดี จะเก่งเพียงงานสืบสวน สอบสวน ไม่ได้ ต้องบริหารดีด้วย ต้องทำตำรวจในโรงพักให้ประชาชนรัก

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-08-14 18:40:13


ความเห็นที่ 24 (2976487)

ผบ.ตร.สั่งลุยมาเฟียภูเก็ต -ล้างคดี ฟอกเงิน-จัดระเบียบจราจร ฮึ่ม!ผกก.ถ้าผลงานไม่ดี ต.ค.นี้ มีเด้ง!

วันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2556 เวลา 19:00:40 น.

 

 



 

 เมื่อเวลา 09.45 น.วันที่ 10 สิงหาคม ที่ห้องประชุมกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต (บก.ภ.จว.ภูเก็ต) พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.เป็นประธานประชุมร่วมระหว่างตำรวจกับภาครัฐและเอกชน โดยมี นายไมตรี อินทุสุต ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต   นายเรวัติ อารีรอบ สส.จ.ภูเก็ตและสมาคมผู้ประกอบการท่องเที่ยวเข้าร่วม

 

ทั้งนี้ ผู้ว่าฯ ภูเก็ต ระบุ เห็นด้วยกับแนวคิดตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแลบริหารจัดการปัญหาการท่องเที่ยวและ นักท่องเที่ยวในภูเก็ตและสมุย จ.สุราษฎร์ธานีเป็นการเฉพาะ โดยรวมทุกหน่วยงานภาครัฐเข้ามา ซึ่งหน่วยที่ตั้งขึ้นต้องสามารถลดขั้นตอนการประสานระหว่างหน่วยงานได้ เป็นศูนย์ที่คุมอาชญากรรมแก้ไขจัดการเบ็ดเสร็จ   นอกจากนี้ ยังเห็นด้วยที่ควรเพิ่มสมรรถนะการทำงานบุคคลกร เสนอให้นำกล้องวงจรปิดที่มีประสิทธิภาพมาใช้ในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว ต้องสามารถรองรับและจัดการปัญหาที่เกิดจากแรงงานต่างด้าวที่มีนับแสนคนใน พื้นที่ให้ได้ ขณะที่มองว่าอยากให้จัดการปัญหาการจราจรและกวดขันวินัยจราจรสำหรับนักท่อง เที่ยวเพราะมีบ่อยครั้งนักท่องเที่ยวรับอันตรายจากอุบัติเหตุเพราะไม่สวม หมวกกันน็อค


 
 ด้านตัวแทนสมาคมผู้ประกอบการการท่องเที่ยว ระบุว่า อัตราการท่องเที่ยวขยายตัวทุกด้านแต่พบว่าจำนวนตำรวจที่ทำหน้าที่ดูแลความ ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมีเพียง 1,097 นายซึ่งเทียบกับประชากรและนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในพื้นที่แล้วตำรวจ 1 นายต้องดูแลประชากรถึง 7,000 คน เป็นสัดส่วนที่ไม่สมดุลย์ ขณะที่มีผสำรวจความคิดเห็นนักท่องเที่ยวในจ.ภูเก็ตต้องการจราจรที่สะดวกและ ความปลอดภัย

 

   ด้าน พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า จากการประชุมรับทราบปัญหาและรับทำแผนเพื่อขับเคลื่อนงานตำรวจรองรับการท่อง เที่ยว เน้นว่านักท่องเที่ยวต้องได้รับความสะดวก เที่ยวอย่างปลอดภัยไม่ต้องหวาดระแวง ต่อกลุ่มแก๊งอาชญากรรม และเมื่อเกิดปัญหาได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว  ตนมอบหมาย พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ ที่ปรึกษา (สบ10) เข้ามาคุมเรื่องแก้ปัญหาและจัดกาดูแลนักท่องเที่ยว ใน 3พื้นที่ คือ จ.ภูเก็ต เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และพัทยา จ.ชลบุรี  บูรณาการทุกส่วนระดับตร.กับตำรวจในพื้นที่ เพื่อดำเนินการทุกด้านรองรับนักท่อเที่ยวให้เกิดประสิทธิภาพ เชื่อมโยงเอกชนและท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันชุดนี้จะดำเนินการสืบสวนปราบปรามแก๊งอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด ผูัมีอิทธิพล ตลอดจนตรวจการฟอกเงินในพื้นที่ด้วย

 

 ผบ.ตร.กล่าวว่า จากนี้ตร.จะพิจารณาออกแผนการเพิ่มกำลังพลให้สอดคล้องประชากรปรับภาพลักษณ์ ตำรวจพร้อมบริการประชาชน รถสายตรวจ ป้ายแสดงต่างๆ สถานที่ทำงาน ป้อมตำรวจ เครื่องแบบ ลักษณะท่าทีของตำรวจต้องปรับภาพลักษณ์ให้ดีขึ้นเข้ากับสากลรับนักท่องเที่ยว จะสรรหางบประมาณพัฒนาตรงนี้ก่อนเป็นจุดเปลี่ยนแรก ขณะที่ต้องใช้มาตรการตามกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองจัดการประชากรแฝงให้อยู่อย่าง ถูกกฎหมาย

 

 "ด้านจราจรอำนวยสะดวกลดอุบัติเหตุนำวิศวะจราจรมาใช้เพื่อให้การเดินทาง สะดวกไม่เกิดอุบัติเหตุ เข้าจัดการดูแลการขับขี่นักท่องเที่ยวด้วย"พล.ต.อ.อดุลย์กล่าวและว่า จุดประสงค์ต้องดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวต่อ ตำรวจพื้นที่ต้องทำการบ้าน บช.ภ.8 ต้องมีพอยท์จัดการปัญหาในจังหวัดภูเก็ต พล.ต.ต.โชติ ชวาลวิวัฒน์ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต ต้องเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์การแก้ปัญหาของนักท่องเที่ยว แต่เนื่องจากพล.ต.ต.โชติจะเกษียณอายุฯในปีนี้ ก็ต้องมอบหมายรองผู้บังคับการคนหนึ่งมารองรับงานนี้ ภายใต้การขับเคลื่อนของพล.ต.อ.วุฒิ

 

 "สำหรับ ผกก.สถานีตำรวจในจ.ภูเก็ต ต้องพัฒนาสถานีตำรวจให้ดีสมกับเป็นเมืองท่องเที่ยว ผมจะประเมินใช้พิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายเดือนตุลาคมนี้จะดูว่าพร้อมหรือไม่ มือไม่ถึงไม่ต้องอยู่ภูเก็ตเมืองใหญ่ อย่ากินบุญเก่าไปทำโรงพักให้ดี ฝากภาคประชาชนประเมินให้ตำรวจมีประสิทธิภาพการทำงานด้วย"ผบ.ตร.กล่าว

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-08-10 19:15:44


ความเห็นที่ 23 (2976437)

ผบ.ตร.มอบนโยบายหัวหน้าสถานีตำรวจ ย้ำต้องเป็นมืออาชีพ เป็นที่พึ่งปชช.

วันที่ 09 สิงหาคม พ.ศ. 2556 เวลา 22:23:33 น.

 

 

 


  เมื่อเวลา 15.50 น.วันที่ 9สิงหาคม ที่โรงแรมไดมอนด์พลาซ่า จ.สุราษฎร์ธานี พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.)บรรยายพิเศษ และมอบนโยบายในงานสัมมนาผู้นำหน่วยระดับหัวหน้าสถานีตำรวจ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)ประจำปีงบประมาณ 2556  แก่หัวหน้าสถานีตำรวจในสังกัดบช.ภ.8 บช.ภ.9 ศชต. สตม. และบช.ก.ในพื้นที่ภาคใต้ โดยมีหัวหน้าสถานีเข้าร่วมรับฟัง 260นาย

 

ทั้งนี้ พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า ยุคนี้ตำรวจทำงานยากเพราะโลกไอที ไร้พรมแดน ยุคข้อมูลข่าวสาร การมีสิทธิเสรีภาพ มีหลักสิทธิมนุษยชน และกลไกตรวจสอบ ทั้งจากรัฐ ประชาชน และองค์กรเอกชนที่ง่ายและมากขึ้นตำรวจจึงทำงานแบบเดิมๆไม่ได้


  "หลักสำคัญตำรวจต้องเป็นตำรวจมืออาชีพเพื่อความผาสุขของประชาชน ต้องมีองค์ความรู้ในการเป็นตำรวจ โบกรถจราจร ตั้งด่าน จู่โจมตรวจค้นต้องทำให้ถูก ดังนั้นต้องมีองค์ความรู้ให้ประชาชนเชื่อมั่น ยกตัวอย่างการควบคุมฝูงชน 2วันที่ผ่านมา นี่คือมืออาชีพ มีการทำขั้นตอนออกแผน รู้พื้นที่ การให้ข่าว วางกำลัง ทำอย่างเป็นขั้นตอน  ต้องมีความรู้เป็นมืออาชีพให้ประชาชนมีความสุข ย้ำเจตนารมณ์3ข้อ 1.ปกป้องเทิดทูนสถาบันฯ งานสำคัญคือถวายความปลอดภัย วันนี้ผมได้ไปตรวจเยี่ยมกองอำนวยการถวายความปลอดภัยฯที่อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ไปดูความพร้อมของตำรวจ เพราะภารกิจนี้สำคัญที่สุด และต้องสานต่อโครงการในพระราชดำริ ยึดพระราชดำรัส  2.เป็นตำรวจมืออาชีพ อย่าเป็นมวยสมัครเล่นยึดมั่นในธรรมาภิบาลและพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน  และ3.เป็นตำรวจที่ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา และเป็นที่พึ่งได้อย่างแท้จริง"ผบ.ตร.กล่าว

 

  ผบ.ตร.กล่าวต่อว่า ตนเน้นหนักนโยบายที่ให้ไว้ตั้งแต่รับตำแหน่ง 11ข้อ  คือ การปราบปรามยาเสพติดในชุมนุม แก้ไขปัญชาชายแดนภาคใต้ สถานีตำรวจหรือโรงพักเป็นจุดแตกหักที่ต้องควบคุมอาชญากรรมให้ได้ ลัก วิ่ง ชิงปล้นต้องดูแลป้องกันแก้ไขได้ มีระบบในการวิเคราะห์แก้ไขปัญหาอาชญากรรม ทุกวันนี้ปัญหารถหายยังมีมาก นอกจากนี้ต้องพัฒนาสถานีตำรวจให้มีความพร้อมในการบริการประชาชน หัวหน้าสถานีต้องเป็นนักบริหาร เป็นตำรวจต้องคึกคัก มีวินัย เดินเหิรต้องดี ประชาชนเป็นศูนย์กลาง วางตัวอย่างเหมาะสม สุภาพ นิ่มนวลแต่แข็งแกร่งในตัวเอง มองแง่บวกเพื่อให้ประชาชนมีความรู้สึกที่ดี แม้มีคนเกลียดตำรวจถึงขั้นตั้งชมรมในโซเชียลมีเดีย แต่ก็มีคนที่รัก เพราะฉะนั้นยิ่งต้องทำให้คนรัก ต้องมีการฝึกฝน ยกตัวอย่างกรณีคุมฝูงชน ที่ทำได้เพราะมีการฝึก ลูกน้องต้องดูแลให้ขวัญกำลังใจดี สถานที่ต้องดี สะอาดน่าอยู่ ให้ทุกสถานีกลับไปทำเปลี่ยนแปลงให้ได้ การเปลี่ยนแปลงทำได้เพราะผู้นำหน่วย

 


  ผบ.ตร.กล่าวด้วยว่า ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ต้องทำตำรวจให้เข้มแข็งก่อน ในสงครามประชาชนคนจะอยู่ข้างผู้ชนะเสมอ  ตำรวจต้องทำอย่าให้ถูกโจมตี ต้องจู่โจม เพื่อแสดงความเข้มแข็ง ต้องทำตามกฎหมายไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน และต้องทำมวลชนให้คนรัก ตอนนี้กำลังตำรวจลงในพื้นที่เป็นหมื่นนาย แต่ตนบอกเลยต่อให้ลงอีก 4หมื่นนาย หากทำไม่เป็นก็ไม่ได้ผล

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-08-10 09:01:25


ความเห็นที่ 22 (2975373)

แม่ฟ้าหลวง-ปะทะแก๊งยาบ้า

 เมื่อ 31 ก.ค. พ.อ.วัชรพงศ์ แก้วแจ้ง ผบ.ฉก.ทพ.31 กองกำลังผาเมือง พ.ต.อ.บุญวาศน์ บังคราช ผกก.สภ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย นายวรญาณ บุณราช นายอำเภอแม่ฟ้าหลวง วางกำลังสกัดยาเสพติด ต่อมาทหารพราน(ทพ.31)ลาดตระเวนมาตามเดินเท้าลัดเลาะป่าเขา เขตหมู่บ้านป่าคา ม.3 ต.แม่ฟ้าหลวง พบกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 5 คน ถืออาวุธครบมือเดินลัดเลาะลงจากเขา เจ้าหน้าที่จึงให้สัญญาณหยุดตรวจแต่กลุ่มชายฉกรรจ์กลับพยายามหลบหนีและใช้ อาวุธปืนอาก้ายิงต่อสู้เปิดทางหนีจึงเกิดยิงปะทะนานกว่า 5 นาที

 หลัง สิ้นเสียงปืนทหารพรานเข้าเคลียร์พื้นที่แต่ไม่พบตัวคนร้ายคาดอาศัยความชำนาญ พื้นที่วิ่งหลบหนีเข้าป่าไปได้ อย่างไรก็ตามพบว่าพงหญ้าและพุ่มไม้พบรอยหยดเลือดอยู่เป็นทางคาดว่าเป็นของคน ร้ายถูกกระสุนเจ้าหน้าที่บาดเจ็บจากการปะทะกัน นอกจากนี้ใกล้จุดปะทะพบกระเป๋าเป้ตกอยู่ 1 ใบภายในบรรจุถุงชาสุญญากาศจำนวน 4 ใบเมื่อแกะดูพบซุกซ่อนยาบ้า จำนวน 4,000 เม็ด และยาไอซ์อีก 4 กิโลกรัม และกระสุนกับปลอกกระสุนตกกระจายเกลื่อนจำนวน 30 นัด-ปลอกและอุปกรณ์เสพติด รองเท้า เสื้อ กางเกง ฯลฯ จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน เบื้องต้นสันนิษฐานว่ายาเสพติดและกลุ่มกองกำลังเป็นของเผ่าว้าที่ขนยาเสพติด เข้ามาแบบกองทัพมดโดยสะสมไว้ตามหมู่บ้านชายแดนเมื่อได้ตามจำนวนจึงลักลอบส่ง ให้คนรับซื้อเพื่อเข้าสู่ชั้นในของประเทศต่อไป

 

 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-07-31 18:43:03


ความเห็นที่ 21 (2975284)

การแต่งตั้งตำรวจ : กรณีตัวอย่าง

วันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 เวลา 21:32:44 น.

 

 


วสิษฐ เดชกุญชร

 

โดย วสิษฐ เดชกุญชร
 

(ที่มา:มติชนรายวัน 30 ก.ค.2556)



เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ปีนี้ (2556) ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาคดีที่ พล.ต.ต.สุวีระ ทรงเมตตา ฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) และกองกำลังพล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และพิพากษาให้เพิกถอนกฎ ก.ตร.ว่า ด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการโยกย้ายข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2549 ที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์

คุณสุวีระในปัจจุบัน นี้ มียศเป็น พล.ต.ท.และดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการศึกษา แต่ได้ฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครองขอนแก่นอันเป็นศาลปกครองชั้นต้น ในปี 2550 ขณะที่ตนดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4

คำฟ้องของคุณสุวี ระนั้นระบุว่า กฎ ก.ตร.ฉบับที่กล่าวออกโดยไม่สอดคล้องกับหลักการบริหารงานบุคคล มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่ชอบธรรม ขัดต่อหลักความเสมอภาค และไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้คุณสุวีระไม่ได้รับการพิจารณาให้เลื่อนตำแหน่งจากรองผู้บัญชาการขึ้น เป็นผู้บัญชาการ ศาลปกครองขอนแก่นยกฟ้อง คุณสุวีระจึงยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ในที่สุดศาลปกครองสูงสุดจึงได้พิพากษาให้เพิกถอนกฎ ก.ตร.ฉบับที่กล่าว

ราย ละเอียดของคำฟ้องของคุณสุวีระและคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดในคดีนี้ ผมจะไม่ขอเขียนถึง เพราะยาวมาก และไม่เหมาะกับเนื้อที่ของหน้ากระดาษ แต่ผมอยากจะยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นกรณีตัวอย่างที่แสดงว่า ข้าราชการ (ไม่เฉพาะแต่ตำรวจ) ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่งนั้น ยังมีที่พึ่งซึ่งช่วยปัดเป่าแก้ไขปัญหาของตนได้ คือศาลปกครอง

การ แต่งตั้งข้าราชการหลายกระทรวงทบวงกรมมีปัญหาเสมอ เพราะกฎเกณฑ์วางไว้ไม่รัดกุม เปิดช่องให้ผู้บังคับบัญชาที่มีอคติสามารถกีดกันผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และอาวุโสมิให้ได้รับการแต่งตั้ง และทำให้ผู้บังคับบัญชาสามารถแต่งตั้งผู้ที่มีความรู้สามารถและอาวุโสต่ำ กว่าให้ดำรงตำแหน่งนั้นๆ ได้ โดยเฉพาะการแต่งตั้งนายตำรวจนั้น แทบจะไม่มีครั้งใดเลยที่พ้นการติฉินนินทาได้ แต่ก็ปรากฏว่าผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรมส่วนใหญ่เลือกที่จะหวานอมขมกลืนและ ยอมก้มหน้ารับสภาพโดยดุษณี เพราะไม่อยากฟ้องนาย ด้วยกลัวว่าไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ลงท้ายก็จะต้องเป็นไม้เบื่อไม้เมากับผู้บังคับบัญชา และจะหมดอนาคตไม่ก้าวหน้า

เพราะยอมจำนนเช่นนี้ ระบบคุณธรรมในวงการตำรวจจึงเสื่อม และระบบอุปถัมภ์จึงเฟื่องฟู ใครอยากจะก้าวหน้าในราชการก็วิ่งเต้นเข้าหาผู้มีอำนาจมีบารมีขอให้ช่วยผลัก ดัน โดยไม่ต้องคำนึงถึงความรู้ ความสามารถหรืออาวุโส การวิ่งเต้นกระทำถึงขนาดเดินทางไปหาผู้มีอำนาจมีบารมีในต่างประเทศ บางรายเมื่อได้เลื่อนตำแหน่งโดยระบบอุปถัมภ์แล้ว ยังถึงกับกล้าประกาศออกมาอย่างไม่อับอายว่า "มีวันนี้ เพราะพี่ให้"

กรณี ของ พล.ต.ท.สุวีระ ทรงเมตตา นี้ เมื่อศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้เพิกถอนกฎ ก.ตร.ฉบับ ที่ไม่เป็นธรรมแล้วเช่นนี้ ผู้ได้รับประโยชน์จากคำพิพากษาก็คงจะมิใช่แต่ พล.ต.ท.สุวีระเพียงผู้เดียว เพราะในการแต่งตั้งเมื่อปี 2550 นั้น คงจะมีนายตำรวจอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมเพราะกฎ ก.ตร.ฉบับเดียวกัน เพราะฉะนั้น ในอนาคตอันไม่ไกลนักนี้ นายตำรวจเหล่านั้นก็คงจะลุกขึ้นร้องขอความ เป็นธรรมจากศาลปกครองเช่นเดียวกัน

ถ้าผมเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่ง ชาติ ผมจะสั่งการให้ผู้เกี่ยวข้องรีบพิจารณา และดำเนินการปัดเป่าให้ความเป็นธรรมแก่นายตำรวจเหล่านั้นโดยด่วน ก่อนที่จะกลายเป็นคดีอีกหลายสิบคดีในศาลปกครอง

สำหรับข้าราชการ ตำรวจและข้าราชการที่สังกัดกระทรวงทบวงกรมอื่นๆ ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายนั้น ผมไม่อยากจะให้สิ้นหวังหรือยอมจำนน แต่อยากจะให้สำเหนียกว่า ความเป็นธรรมยังมีอยู่ในบ้านเมือง โดยมีศาลเป็นประกันความเป็นธรรมนั้น

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-07-31 07:04:09


ความเห็นที่ 20 (2975241)

ตามคาด! สภาการศึกษาโรงนายร้อยตำรวจ .เลือก "ปิยะ อุทาโย" นั่งผบช.นรต.

วันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 เวลา 09:00:39 น.

 

 


พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย

 


เมื่อเวลา  10.30 น.วันที่ 29 ก.ค.ที่ห้องประชุม 4 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) คณะกรรมการสภาการศึกษาโรงนายร้อยตำรวจ (รร.นรต.) ได้จัดประชุมให้ผู้สมัครขอเป็น ผบช.รร.นรต.เพื่อทดแทนตำแหน่ง พล.ต.ท.อารีย์ อ่อนชิต ที่เลื่อนขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.เข้ามาแสดงวิสัยทัศน์ โดยมีนายตำรวจระดับรอง ผบช.เข้าแสดงวิทัศน์จำนวน 6 คน คือ พล.ต.ต.วิศิษฐ์ เอมประณีตร์ รอง ผบช.รร.นรต. พล.ต.ต.ณัฐธร เพราะสุทร รอง ผบช.สตม.พล.ต.ต.ศุภกิจ ศรีจันทรนนท์ รอง ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.ศักดา เตชะเกรียงไกร รอง ผบช.ภ.4 พล.ต.ต.พรหมธร ภาคอัต รอง ผบช.ศ.และ พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย รอง ผบช.สกพ.และโฆษก ตร.

 


รายงานข่าวแจ้งว่า ภายหลังการแสดงวิสัยทัศน์ที่นานกว่า 7 ชั่วโมง ทางคณะกรรมการสภาการศึกษา รร.นรต.ได้มีการประชุมลับ ก่อนมีมติให้ พล.ต.ต.ปิยะ ที่มีความเหมาะสมเลื่อนขึ้นเป็น ผบช.รร.นรต.ตามที่มีการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ หลังจากนี้จะมีการนำมติดังกล่าวเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) รับรองต่อไป

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-07-30 17:17:58


ความเห็นที่ 19 (2975195)

พิษตรวจ"ผับเทอร์มินอล" ผบช.น.สั่งเด้ง"ผกก.สุทธิสาร" ช่วยราชการ 30 วัน!

วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 เวลา 15:16:01 น.

 

 

 

จากกรณีนายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมชุดเฉพาะกิจมหาดไทย “ชุดลดอบายมุขสร้างสุขสังคม” กว่า 120 นาย ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานบันเทิง 2 แห่ง ในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ผับเซฟเฮ้าส์ เลขที่ 219 ซอยเอกมัย 7 ถนนเอกมัย แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ท้องที่สน.ทองหล่อ และผับเทอร์มินอล บาย แพน ภายในซอยรัชดาภิเษก 16 แขวง-เขตห้วยขวางกรุงเทพมหานคร ท้องที่ สน.สุทธิสาร โดยผลการตรวจสอบผับเซฟเฮ้าส์พบว่าเปิดเกินเวลา โดยผับเทอร์มินอล บาย แพน นอกจากจะเปิดเกินเวลาแล้วยังพบยาเค 20 ห่อ และเศษคล้ายกับเห็ดเมาถูกติดด้วยสก๊อตเทปใสไว้ใต้โต๊ะทุกตัว นอกจากนี้ยังพบตู้สล็อตหยอดเหรียญอีกจำนวน 3 ตู้ เมื่อเวลา 03.00 น.วันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมานั้น


เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 29 กรกฎาคม ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. เปิดเผยว่า สำหรับเรื่องอบายมุขต่างๆ ได้กำชับมาตั้งแต่ต้นและเข้มงวดมาโดยตลอด เรื่องสถานบันเทิงเปิดเกินเวลาและจำหน่ายสุราเกินเวลาที่กำหนดในพื้นที่ สน.ทองหล่อ ได้สั่งการให้ บก.น.5 ทำรายงานชี้แจงข้อเท็จจริงขึ้นมา แต่ในพื้นที่ สน.สุทธิสาร ซึ่งมีการตรวจสอบพบยาเสพติดและตู้สล็อตเป็นสิ่งที่ยอมไม่ได้ ไม่ควรปล่อยให้มี ทั้งนี้ ได้สั่งการให้ บก.น.2 รายงานข้อเท็จจริงขึ้นมาทั้งหมด และให้ พ.ต.อ.สำเริง สวนทอง ผกก.สน.สุทธิสาร มาช่วยราชการที่ บช.น. เป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ได้เซ็นลงนามหนังสือบันทึกข้อความด่วนที่สุด คำสั่งที่ 316/2556 ลงวันที่ 29 ก.ค. สั่งการให้ พ.ต.อ.สำเริง สวนทอง ผกก.สุทธิสาร ปฏิบัติราชการ บช.น. เพื่อปฏิบัติหน้าที่ที่ ศปก.น. และให้ พ.ต.อ.กฤตธาพล ยี่สาคร รองผบก.น.2 รักษาราชการแทน ผกก.สน.สุทธิสาร อีกหน้าที่หนึ่ง โดยมีกำหนด 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ 29 ก.ค. เป็นต้น หรือจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-07-30 07:04:09


ความเห็นที่ 18 (2974872)

 

จัดทัพนายพลสีกากี วางขุมกำลังการเมือง

  • 26 กรกฎาคม 2556 

จัดทัพนายพลสีกากี วางขุมกำลังการเมือง

โดย...ธนก บังผล

การจัดหัวขบวนนายพลตำรวจระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) จนถึงผู้บัญชาการ (ผบช.) โดยมี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ผ่านไปเรียบร้อย ตำแหน่งสำคัญล้วนไม่ผิดพลาดไปจากบัญชีที่มาจากคณะกรรมการกลั่นกรอง ซึ่งหัวขบวนเหล่านี้คือขุมกำลังที่จะดูแลพื้นที่และรับผิดชอบงานสำคัญต่างๆ

ข้อสังเกตสำคัญของการแต่งตั้งนายพลตำรวจครั้งนี้ คือ เป็นไปอย่างรวดเร็ว เพราะเพิ่งเปลี่ยนผู้รับผิดชอบจาก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง มาเป็น พล.ต.อ.ประชา เพียงไม่ถึงเดือน อีกทั้งเป็นการแต่งตั้งที่เร็วกว่าทุกปี ซึ่งปกติจะมีการพิจารณากันในช่วงเดือน ส.ค. ซึ่งอาจเป็นผลมาจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่น่าไว้วางใจ

แน่นอนว่า ในจังหวะเช่นนี้ฝ่ายการเมืองย่อมต้องวางคนที่ไว้ใจในตำแหน่งหลักๆ ที่สำคัญ

หัวแถวสุดในระดับรอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.รชต เย็นทรวง สายตรง “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย และ พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ขยับจากที่ปรึกษา สบ 10 เข้าตำแหน่งหลักเป็นรอง ผบ.ตร. ส่วน พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน ที่ปรึกษา (สบ 10) บุตรเขย พล.ต.อ.ประชา ก็ขยับเข้าตำแหน่งหลักโดยเป็นจเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) ซึ่งถือว่าน่าจับตาอย่างมาก เพราะอายุราชการของ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ นั้น ยาวไกลถึงปี 2564

ที่เหลือคือ พล.ต.ท.ไตรรัตน์ อมาตยกุล รองหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ (หน.นรป.) ขึ้นเป็น หน.นรป. ติดยศ พล.ต.อ. เทียบเท่า รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.พีระ พุ่มพิเชฏฐ์ มือไม้ของ พล.ต.อ.อดุลย์ พร้อมด้วย พล.ต.ท.จรัมพร สุระมณี พล.ต.ท.อุดม รักศิลธรรม และ พล.ต.ท.ชนินทร์ ปรีชาหาญ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ติดยศ พล.ต.อ. ขึ้นเป็นที่ปรึกษา (สบ 10) เทียบเท่า รอง ผบ.ตร.

ส่วนระดับ ผบช. ที่ขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. รวม 11 ตำแหน่ง แต่ที่น่าจับตาคือ พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผบช.ภ.2 คุมพื้นที่ภาคตะวันออก หลานเขยคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร ซึ่งการขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.ครั้งนี้ เรียกได้ว่าเป็นการช่วงชิงลำดับอาวุโส เพราะอายุราชการที่มีไปถึงปี 2561 ขณะที่ พล.ต.ท.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล จตร. ซึ่งใกล้ชิด สนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ขึ้นเป็นรอง จตช. (สบ 9) เทียบเท่า ผู้ช่วย ผบ.ตร.เช่นกัน

ขณะที่ตำแหน่งสำคัญคือระดับ ผบช. ซึ่งคุมพื้นที่และงานสำคัญ โดยเฉพาะ 2 ตำแหน่งหลัก คือ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) และ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ยังยึดตำแหน่งเดิมไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

พล.ต.ท.คำรณวิทย์ นั้น แม้จะถูกผู้ตรวจการแผ่นดินสรุปผลสอบสวนส่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณา ว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กรณีให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีคดีติดยศให้ แต่อายุราชการที่เหลืออีกเพียง 1 ปี กับบทบาทการกำราบม็อบต้านรัฐบาล ทำให้ได้รับความไว้วางใจให้รับผิดชอบพื้นที่นครบาลต่อไป

เช่นเดียวกับ พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รอง ผบช.น. ซึ่งเหลืออายุราชการเพียง 1 ปีเช่นกัน แต่ผลงานการทำสำนวนคดีคนเสื้อแดงเสียชีวิต 98 ราย จากการชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ ปี 2553 ก็ทำให้ได้ติดยศ พล.ต.ท. เป็น ผบช.ภ.4 คุมพื้นที่อีสานเหนือ

นอกจากนี้ บรรดา ผบช.คุมพื้นที่ อาทิ พล.ต.ท.นเรศ นันทโชติ ผบช.ภ.1 คุมพื้นที่ภาคกลาง พล.ต.ท.สุเทพ เดชรักษา ผบช.ภ.5 คุมพื้นที่ภาคเหนือตอนบน พล.ต.ท.หาญพล นิตย์วิบูลย์ ผบช.ภ.7 คุมพื้นที่ภาคตะวันตก ซึ่งมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับฟากรัฐบาล ก็ยังเหนียวแน่นกับตำแหน่งเดิม

ขณะที่ พล.ต.ท.ธีระศักดิ์ กลิ่นพงษา ผบช.ประจำ สนง.ผบ.ตร. อดีตนายเวร พล.ต.อ.ประชา ได้ขึ้นเป็น ผบช.ภ.3 คุมอีสานใต้ พล.ต.ท.วรศักดิ์ นพสิทธิพร จตร. เพื่อนร่วมรุ่น ผบ.ตร. ขยับไปเป็น ผบช.ภ.6 คุมพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง พล.ต.ท.ปัญญา มาเม่น ผบช.สำนักงานพิสูจน์หลักฐาน ดีกรีดอกเตอร์สายสัมพันธ์แนบแน่นกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็น ผบช.ภ.8 ดูแลพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ฐานเสียงที่เหนียวแน่นที่สุดของพรรคประชาธิปัตย์ ส่วน พล.ต.ท.กวี สุภานันท์ ผบช.ภ.4 ได้รับแรงหนุนจาก สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ไปเป็น ผบช.ภ.2 คุมพื้นที่ภาคตะวันออกแทน พล.ต.ท.วินัย

ตำแหน่งอื่นๆ พล.ต.ท.ยงยุทธ เจริญวานิช ผบช.ภ.8 ไปเป็น ผบช.ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) ดูแลจังหวัดชายแดนใต้ และ พล.ต.ท.สุชีพ หนูนาง ผบช.สำนักงานตรวจสอบภายใน เป็น ผบช.สำนักงานส่งกำลังบำรุง เพื่อดูแลโครงการจัดการสร้างสถานีตำรวจ (ทดแทน) 396 แห่ง ที่ฉาวโฉ่ พล.ต.ต.วิศิษฐ์ เอมประณีตร์ รอง ผบช.โรงเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) ขึ้นเป็น ผบช.โรงเรียนนายร้อยตำรวจ

นอกจากนี้ พล.ต.ต.อรรถชัย เกิดมงคล รอง ผบช.ตชด. สายตรง พล.ต.อ.ประชา อีกคนหนึ่ง ได้ขึ้นเลื่อนขึ้นเป็น ผบช.ตชด. พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รอง ผบช.ปราบปรามยาเสพติด (ปส.) ที่เคยทำงานใกล้ชิดกับ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ อดีต ผบ.ตร. ก็ได้ขึ้นเป็น ผบช.ปส.

ไล่เรียงตำแหน่งสำคัญ ไม่น่าแปลกใจที่ล้วนเป็นผู้ที่มีสายสัมพันธ์กับรัฐบาลในระดับที่ไว้ใจได้ ในภาวะที่สถานการณ์การเมืองไม่น่าไว้ใจ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวางคนที่ไว้ใจได้มากที่สุด

แต่ถึงกระนั้น แม้รายการคุณขอมาตามที่ฝ่ายการเมืองต้องการจะยังมีสัดส่วนสูง แต่ในสัดส่วนที่ยึดตามหลักอาวุโสก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ทุกคนพอใจ อย่างน้อยก็ยังไม่มีเสียงวิจารณ์ตามมา

การวางขุมกำลังสนองนโยบายการเมืองอย่างมีนัยที่ลงลึก ยังไม่หยุดแค่นี้ คงต้องติดตามการแต่งตั้งนายพลสีกากีระลอกสอง ระดับรอง ผบช. ถึงผู้บังคับการ (ผบก.) ซึ่งล้วนแต่แตกย่อยในเนื้องานและพื้นที่อีกระดับหนึ่ง รวมทั้งในช่วงปลายปีที่จะมีการแต่งตั้งระดับผู้กำกับการและสารวัตร ซึ่งจะทำให้เห็นถึงโครงการการจัดวางขุมกำลัง เพื่อหนุนเสริมและสนองนโยบายฝ่ายการเมืองอย่างชัดเจนมากขึ้น

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-07-26 19:43:06


ความเห็นที่ 17 (2974664)

ผู้สร้างวัฒนธรรมใหม่

วงค์ ตาวัน

ใน ช่วงเดียวกันนี้เมื่อปีที่แล้ว นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติหรือก.ต.ช. ต้อทำหน้าที่เลือกเฟ้นผู้มาดำรงตำแหน่งผบ.ตร.แทนพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ซึ่งเกษียณอายุ

ผู้เข้ารอบสุดท้ายที่ต้องคิดหนัก คือ พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต และพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว

คนแรกอาวุโสสุด ผลงานดีตลอด โดยเฉพาะด้านสำนวนคดีความ ทำคดีใหญ่ๆ มาเยอะแยะ ประวัติสะอาด ความรู้สูง

คนหลังอาวุโสน้อยกว่า บุคลิกโดดเด่นด้านการเป็นผู้นำหน่วย เข้มแข็งหนักแน่น

ผ่านงานด้านปราบยาเสพติดและ 3 จังหวัดชายแดนใต้

อีกทั้งยังเข้มด้านการฝึกฝนตำรวจในงานควบคุมฝูงชนอย่างจริงจังด้วย ซึ่งสอดคล้องกับสภาพการเมืองปัจจุบันอย่างมาก

สุดท้ายชี้ขาดตรงที่พล.ต.อ.อดุลย์มีอายุราชการเหลืออีก 2 ปี

นายกฯยิ่งลักษณ์มองว่า การเลือกพล.ต.อ.อดุลย์ ยังจะได้มีเวลามากพอในการพัฒนาตำรวจ

ยกระดับตำรวจไทยเพื่อเตรียมรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอีกด้วย

ส่วนพล.ต.อ.ปานศิรินั้น พลาดไปเพราะเวลาในราชการเหลือน้อย และไม่ใช่มือหลักในสถานการณ์ม็อบ

แต่เพื่อตอบแทนคนทำงานดี จึงเตรียมจะให้ไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการป.ป.ส. ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาองค์กรใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญ

กระนั้นก็ตามพล.ต.อ.ปานศิริไม่ขอรับตำแหน่งอื่นใด

ขอทำหน้าที่เป็นรองผบ.ตร.อย่างจริงจังต่อไป

ตลอดเวลา 10 เดือนที่ผ่านมา พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เคารพในคำสั่งผู้บังคับบัญชา

ทำงานอย่างเต็มที่ ไม่มีขัดแย้ง ไม่มีตีรวน

จนพล.ต.อ.อดุลย์ยกย่องว่า เป็นผู้สร้างวัฒนธรรมใหม่ ที่ควรยึดเป็นแบบอย่าง!

อีก 2 เดือน พล.ต.อ.ปานศิริ จะถึงวาระเกษียณอายุ แต่เชื่อว่าความรู้ความสามารถและประสบการณ์ด้านการทำคดีความต่างๆ อันมหาศาล

น่าจะนำมาใช้ได้ต่อไป ในรูปแบบอื่นๆ

เป็นบุคคลทรงคุณค่าที่ไม่ควรปล่อยให้กลับบ้านไปพักผ่อนเฉยๆ

สำหรับปีนี้ การแต่งตั้งโยกย้าย ว่างเฉพาะรองผบ.ตร.ลงไป

โดยผบ.ตร.ยังไม่ครบเกษียณและพล.ต.อ.อดุลย์ยังเหมาะสมกับสถานการณ์

นี่จะปลุกม็อบฉุดการเมืองให้ถอยหลังเข้าถ้ำ จะแช่แข็งประเทศกันอีกแล้ว!

 

 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-07-25 13:05:56


ความเห็นที่ 16 (2974646)

เช็กชื่อ"ผบช."เก้าอี้ปึ้ก จับตาก.ตร.ถกแต่งตั้ง

วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 เวลา 20:08:39 น.

 

 



 

(ที่มา:มติชนรายวัน 24 ก.ค.2556)

 

 

 


พิจารณา บัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายนายพลสีกากีวาระประจำปี 2556 ที่ผ่านการพิจารณาตีตราประทับโดยคณะกรรมการคัดเลือก หรือบอร์ดกลั่นกรองแล้วเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ดูแล้วไม่ฉูดฉาดเฉกเช่นปีก่อนๆ

ตำแหน่งใหญ่ในกองบัญชาการสำคัญๆ ส่วนใหญ่เจ้าของเก้าอี้เดิม ยังคงยึดหัวหาดล็อกกุญแจตรึงเก้าอี้ไว้ได้ มีการโยกสลับบ้าง แต่ไม่เหนือความคาดหมาย ล้วนเป็นคนวงในขั้วอำนาจปัจจุบันที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเลื่อนขึ้นใน 1-2 วาระแต่งตั้งที่ผ่านมา คนใหม่ที่ขึ้นแท่นจ่อตำแหน่งระดับชั้นผู้บัญชาการ (ผบช.) ในครั้งนี้ก็คนกันเอง ที่ล้วนมีบทบาทในห้วงรัฐบาลนี้แทบทั้งสิ้น

ไม่ มีการล้างบาง กวาดบ้าน พลิกขั้ว เฉกเช่นการแต่งตั้งครั้งก่อนๆ เนื่องจากเป็นการแต่งตั้งโยกย้ายที่ต่อเนื่องในห้วงรัฐบาลเดียวกัน ขั้วอำนาจไม่เปลี่ยน มือไม้กลไกจึงไม่ต้องเปลี่ยน ตำแหน่งสำคัญก็ยังเป็นคนที่รัฐบาลไว้วางใจได้เช่นเดิม !?

เช็กราย ชื่อบิ๊กสีกากีที่เก้าอี้เหนียวแน่น เริ่มที่ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) "เดอะกิ๊ก" พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 31 (นรต.31) นั่งเก้าอี้นี้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2553 ถือเป็น ผบช.ที่มีอาวุโสอันดับ 9 หากตีความว่ากันตามกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการแต่งตั้ง วาระนี้ "เดอะกิ๊ก" ต้องเลื่อนขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) แต่เจ้าตัวแสดงเจตจำนงขอนั่งเก้าอี้เดิมไม่เปลี่ยนแปลงเป็นปีที่ 4

ผู้ บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) "บิ๊กแจ๊ด" พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง (นรต.30) เจ้าของวลีเด็ด "มีวันนี้เพราะพี่ให้" ถือ "ตั๋วใบใหญ่" นั่งเก้าอี้เดิม แม้เผชิญมรสุมก้อนอิฐมากมาย นั่งเก้าอี้จนเกษียณปีหน้า

เช่น เดียวกับ "เจ้าพ่อสวนพลู" พล.ต.ท.ภาณุ เกิดลาภผล (นรต.30) ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) สายตรงรัฐบาลได้วีซ่าถาวร เวิร์กเพอร์มิตให้ทำงาน "คุมด่าน" อีกวาระ

ด้านเก้าอี้การข่าว "เดอะโก้" พล.ต.ท.สฤษฎ์ชัย เอนกเวียง (นรต.30) ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล (ผบช.ส.) ยังเป็นคนที่ "บิ๊กอู๋" พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ไว้วางใจให้กุมงานการข่าว

ส่วนกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค (บช.ภ.) ต่างๆ หลาย บช. เจ้าของเก้าอี้ล้วนสายแข็ง ตั้งแต่ บช.ภ.1 พล.ต.ท.นเรศ นันทโชติ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1) นรต.37 เพื่อน "สร.1" น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยังคงปึ้ก ได้รับความไว้วางใจคุมพื้นที่รอบกรุงเทพฯ

พล.ต.ท.สุเทพ เดชรักษา ผบช.ภ.5 ก็ยังเหนียวแน่น ยึดเก้าอี้แม่ทัพภาคเหนือ คุมพื้นที่ฐานเสียงรัฐบาลไว้ได้ และรับงานถนัดปราบปรามยาเสพติดแนวชายแดนภาคเหนือต่อเนื่อง

เช่นเดียว กับ พล.ต.ท.หาญพล นิตย์วิบูลย์ ผบช.7 มือทำงานของ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ อดีต ผบ.ตร. ที่ปรึกษา สร.1 ยังเป็นสายแข็งให้คุมพื้นที่ปริมณฑลและเขตภาคกลางต่อเนื่อง

ขณะที่ "เดอะต้อย" พล.ต.ท.พิสิฏฐ์ พิสุทธิ์ศักดิ์ ผบช.ภ.9 เหนียวหนึบยังคุมพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง รอยต่อ 3 จังหวัดชายแดนใต้ได้ปีที่ 2

ทั้ง นี้ มีเสียงเล่าลือว่า เหล่า ผบช. เก้าอี้ใหญ่บางคนที่ยังเหนียวแน่น ใช่ว่า "ไม่อยากเปลี่ยน" แต่เมื่อดีลไม่ลงล็อกจึงต้องยึด "ที่เดิม" ไว้ก่อน

ส่วน บช.ใหญ่ ที่เปลี่ยนในการแต่งตั้งวาระนี้ เช็กจากบัญชีตีตราบอร์ดกลั่นกรองแล้ว ดังนี้

บช.ภ.2 สลับเก้าอี้ เอา พล.ต.ท.กวี สุภานันท์ ผบช.ภ.4 (นรต.33) สายคนไกล ย้ายถิ่นคุมภาคตะวันออกพื้นที่ระดับไฮคลาส เปิดเก้าอี้ ผบช.ภ.4 ว่าง วางตัว พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รอง ผบช.น. (นรต.28) มือทำคดีเสื้อแดง ไปนั่งเป็นใหญ่บัญชาการคุมภาคอีสานแทน ก่อนเกษียณ

บช.ภ.3 ที่เจ้าของเก้าอี้เดิมเกษียณวาระนี้ วางตัว พล.ต.ท.ธีระศักดิ์ กลิ่นพงษา ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. นรต.32 มือไม้ พล.ต.อ.อดุลย์ อดีตหน้าห้อง "ประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.)" พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ไปนั่งบัญชาการพื้นที่อีสานล่าง

ส่วน บช.ภ.6 เจ้าของเดิมเลื่อนเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. เก้าอี้ว่างคราวนี้มีชื่อ พล.ต.ท.วรศักดิ์ นพสิทธิพร (นรต.29) จเรตำรวจ (สบ 8) หมาดๆ สไลด์เสียบแทน

บช.ภ.8 พล.ต.ท.ยงยุทธ เจริญวานิช (นรต.30) เจ้าของเก้าอี้ ผบช.ภ.8 คนเดิม วาระนี้ถูกวางตำแหน่งใหม่ย้ายไปคุมชายแดนใต้พื้นที่รบพิเศษ เป็น ผบช.ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ผบช.ศชต.) และมีชื่อ พล.ต.ท.ปัญญา มาเม่น ผบช.สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (สพฐ.ตร.) นรต.32 รับไม้ต่อเป็น ผบช.ภ.8 เปิดเก้าอี้ ผบช.สพฐ.ตร. ให้ พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว จเรตำรวจ (สบ 8) สไลด์มาแทน หลังจากพลาดดีลตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ที่ "เดอะโช้ค" พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง (นรต.30) มีชื่อขึ้นแท่น

เหล่านี้เป็นเก้าอี้สำคัญ ที่เหล่าสีกากีสายแข็งตีตราจอง คาดว่าเมื่อเข้า ก.ตร.ก็คงไม่มีการสลับปรับเปลี่ยนแต่อย่างใด!?

อย่าง ไรก็ตาม การประชุม ก.ตร.วาระแต่งตั้งนายพล 56 ที่จะมีขึ้นในวันนี้ (24 กรกฎาคม) เวลา 10.30 น. ก็ยังมีประเด็นที่น่าจับตา ทั้งการพิจารณากรณี พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ ที่ปรึกษา (สบ 10) ร้องค้านเรื่องจัดลำดับอาวุโส ซึ่งส่งผลกระทบต่อการแต่งตั้งครั้งนี้

นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่คาด ว่าจะมีการตั้งคำถามในบอร์ดใหญ่ นั่นคือกรณี มีรองแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งจะเกษียณในปีหน้า ร่อนหนังสือถึงเหล่า ก.ตร.ในปมที่ พล.ต.ท.จงเจตน์ อาวน์เจนพงศ์ นายแพทย์ใหญ่ รพ.ตร.คนปัจจุบัน ยังคงแสดงความต้องการยึดเก้าอี้เดิมไม่ไปไหนมาหลายปี ทั้งที่มีอาวุโสสูง สมควรต้องลุกเป็นผู้ช่วยผบ.ตร.ตั้งแต่ปีก่อน กระทั่งปีนี้ก็อาวุโสสูงสุดแต่ยังยึดเก้าอี้เดิม ปิดหัวสนิท ทำให้บิ๊กใน รพ.ตร.คนอื่นๆ เลื่อนตำแหน่งขึ้นไม่ได้

ปมนี้น่าจะถูกตั้งคำ ถามอย่างจริงจังในวง ก.ตร. เหมือนที่ นายนนทิกร กาญจนจิตร เลขาธิการสำนักงานข้าราชการพลเรือน หรือเลขาฯ ก.พ. ประธานบอร์ดกลั่นกรองตั้งคำถามถึงประเด็นตำแหน่งนี้อย่างหนักในที่ประชุม เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ไม่แต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญ รพ.ตร.(สบ 8) เทียบเท่า ผบช.ที่กำหนดผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางไว้ คือ การแพทย์ผ่าตัด และการแพทย์ทางยา

เหล่านี้เป็นคำถามที่ผู้มีอำนาจเสนอบัญชีต้องเตรียมคำตอบให้ชัดเจน ??!!

จับตา ก.ตร.นัดสำคัญวันนี้ แม้จะแทบไม่ต้องลุ้นเปลี่ยนแปลง?

ถือเป็นการแต่งตั้งนายพลครั้งแรกของ พล.ต.อ.ประชา ในบทบาทประธาน ก.ตร.!!
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-07-25 11:56:59


ความเห็นที่ 15 (2968406)

เอกซเรย์1,460โรงพัก เฟ้นหาตำรวจสีขาว ติดดาว-เชิดชูคนดี

วันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2556 เวลา 22:03:43 น.

 

 



 

โดย จันทรพร กุลโชติ
 


"ตำรวจคนเดียวสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้ แต่ตำรวจคนเดียวทำลายสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้" วรรคทองในโลกออนไลน์เมื่อมีข่าวตำรวจเป็นโจรเสียเอง หรือตำรวจทุจริตผิดต่อหน้าที่

ต้น สัปดาห์ที่ผ่านมา ตำรวจตกเป็นข่าวฉาวบนหน้าหนังสือพิมพ์อีกแล้ว เมื่อ พ.ต.ท.ในราชการ สมคบกับ ว่าที่ ร.ต.ต.นอกราชการ ตั้งแก๊งค้ายาเสพติดให้เยาวชน งานนี้ตำรวจจับตำรวจ ได้กลิ่นพิกล จับพิรุธ ขยายผลนำมาซึ่งการจับกุม

ย้อนไปเพียงห้วง 1 เดือนที่ผ่านมา สีกากีนอกรีตถูกจับได้กลายเป็นข่าวไม่น้อยทีเดียว มุมหนึ่งเป็นเรื่องน่าชื่นชมที่ตำรวจไม่ละเว้นตำรวจด้วยกันเองหากนอกรีต แต่กระนั้นก็บ่งบอกว่าการปัดกวาดขจัดคนนอกลู่นอกทาง เป็นการบ้านสำคัญของผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ยุคนี้

กอง วินัย ตร. รายงานตัวเลขตำรวจถูกดำเนินการทางวินัยระหว่างเดือนตุลาคม 2555 ถึงธันวาคม 2555 รวม 956 ราย ผิดฐานละทิ้งหน้าที่มากที่สุด 249 ราย เกี่ยวกับยาเสพติด 26 ราย ทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ 47 ราย ฯลฯ

พล.ต.อ. อมรินทร์ อัครวงษ์ จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) หัวเรือใหญ่ขับเคลื่อนสีกากีด้านพฤติกรรมและจริยธรรม ชี้ว่า ตร. เป็นองค์กรใหญ่ มีกำลังพลกว่า 2 แสนนาย ทุกนายผ่านการขัดเกลา ตามหลักสูตร ฝึกอบรม ทบทวน เสริมสร้างจริยธรรมในสถาบัน เพื่อปลูกฝังให้เป็นตำรวจสีขาว แต่เมื่อเข้ารับราชการผ่านประสบการณ์แตกต่าง ทั้งดีและไม่ดี ทั้งจากคนในและนอกองค์กร วัฒนธรรมองค์กร หรือวัฒนธรรมสังคม ทำให้ตำรวจส่วนหนึ่ง เปลี่ยนจิตสำนึกไปจากเดิม ที่เคยเป็นตำรวจสีขาว กลายเป็นสีเทาหรือถึงขั้นสีดำ เห็นได้ชัดจากข่าวที่ปรากฏในสื่อ พบตำรวจทำผิดกฎหมายเสียเอง

"จำเป็นอย่างมากที่ต้องเร่งปลุกจิตสำนึก ตำรวจให้ตื่นขึ้นมา ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จากดำให้เทา เทาแล้วต้องขาว และประกาศเชิดชูเกียรติให้ตำรวจสีขาว ตำรวจน้ำดีมีที่ยืน มีกำลังใจแน่วแน่ในการทำความดี ยึดมั่นในอุดมการณ์เป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรมตลอดไป สำนักงานจเรตำรวจจึงทำโครงการตำรวจสีขาวดาวคุณธรรมขึ้น" พล.ต.อ.อมรินทร์เผยที่มาโครงการขัดสีตำรวจไทย

จเรตำรวจแห่งชาติเผย ว่า ตำรวจยุค พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว เป็น ผบ.ตร. กำลังขับเคลื่อนการทำงานไปได้ดีผ่านระบบ ศปก.ตร. แต่ทุกวันนี้มีเรื่องตำรวจอื้อฉาวไม่เว้นวัน จึงเรียน ผบ.ตร.ว่าตำรวจไม่ดีจะบดบังตำรวจทำดีเสียหมด จึงต้องป้องกัน สังเกตได้ว่าผู้บริหาร ตร.ขับเคลื่อนเชิงรุก เมื่อพบตำรวจทำไม่ดีมีคลิปไม่ดีเราให้ออกราชการไว้ก่อนทันที ตรวจสอบลงโทษรวดเร็ว ในการควบคุมป้องกันมีการประชุมกำชับผู้บังคับบัญชาให้ควบคุมผู้ใต้บังคับ บัญชาให้ดี

"เราแยกการแก้ปัญหาเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกไม้อ่อนคือตำรวจจบใหม่ ปลูกฝังขัดเกลากันไม่ยาก แต่กลุ่มไม้แก่คือตำรวจเข้าสู่วงการมานาน ดัดกันยากหน่อย จึงใช้โครงการตำรวจสีขาวไปดำเนินการ เจาะไปที่ตำรวจโรงพัก 1,460 สถานี ทั่วประเทศ

"ที่เน้นกลุ่มนี้เพราะใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด จากสถิติการร้องเรียนพบว่าตำรวจโรงพักถูกร้องเรียนมากที่สุด โครงการตำรวจสีขาวติดดาวคุณธรรม ให้ตำรวจโรงพักคัดเลือกให้คะแนนตำรวจในโรงพักเดียวกันเอง เลือกเอาคนสีขาวเข้ามา โดยมีภาคประชาชนในพื้นที่ร่วมคัดเลือก ประเมินให้คะแนน สเปกของตำรวจสีขาวเน้นว่าต้องซื่อสัตย์สุจริต มีจิตสำนึกบริการประชาชน เสียสละเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ มีการครองตน ครองคน ครองงานที่ดี นี่คือคุณสมบัติสำคัญ มีเกณฑ์การให้คะแนน ถ้าเต็ม 100 คะแนน ได้ 91 คะแนน ขึ้นไปนี่ดีเยี่ยม 81 คะแนน อยู่ในกลุ่มดีเด่น แต่ถ้าได้ 71 คะแนน อยู่ในกลุ่มดี

"ในวันที่ 15 มิถุนายน ถึงกำหนดที่ทุกโรงพักจะส่งรายชื่อตำรวจสีขาวมายัง ตร. โรงพักหนึ่งอาจมากถึง 10 คนก็ได้ แต่ขอให้เป็นสีขาวจริงๆ เมื่อได้รายชื่อมาจะประกาศเกียรติคุณ ยกย่องเป็นสัญลักษณ์ประกาศไว้ทุกโรงพักเลย ผมจะไปมอบรางวัลให้ด้วยตัวเอง" จเรตำรวจแห่งชาติกล่าว และบอกถึงความคาดหวังว่า

ต่อไปตำรวจสีขาวจะ ยิ่งดูแลประชาชนที่มาใช้บริการที่โรงพักอย่างดี ต่อไปตำรวจกลุ่มนี้จะยิ่งเอาใจใส่ประชาชนแบบเท่าเทียม เพื่อขจัดทัศนคติที่ว่าขึ้นโรงพักต้องมีคนฝากไม่อย่างนั้นตำรวจไม่สนใจ แต่ต่อไปตำรวจสีขาวจะดูแลประชาชนเอง เราหวังว่าโครงการติดดาวคุณธรรมให้ตำรวจสีขาว จะทำให้คนสีขาวภูมิใจในความดีของตัวเอง และทำดีต่อเนื่อง ในปีต่อๆ ไป ปัญหาทุจริตประพฤติมิชอบจะน้อยลง เปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรเป็นองค์กรสีขาวได้ในอนาคต และที่สำคัญตำรวจจะได้รับความเชื่อมั่นศรัทธาจากประชนมากยิ่งขึ้น

โดย พล.ต.อ.อมรินทร์ทิ้งท้ายว่า ตำรวจดียังมีอยู่ และหัวใจสำคัญของโครงการนี้คือให้ตำรวจดีได้มีที่ยืนอย่างภาคภูมิใจ และหวังว่าความภาคภูมิใจนั้นจะดึงดูดให้ตำรวจคนอื่นๆ เอาเป็นตัวอย่างล้างตำรวจไทยให้สะอาดสมกับเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์นั่นเอง

หน้า 11,มติชนรายวัน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน 2556
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-06-14 06:53:43


ความเห็นที่ 14 (2949659)

เจาะเบื้องลึกโผ"บิ๊กสีกากี" ทำไมบาง"นายพล"ชื่อหลุด?

วันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2556 เวลา 14:33:00 น.

 

 



 

รายงานพิเศษ มติชน


บอร์ด ใหญ่สีกากี "คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร." ประทับตราผ่านตลอด ในวาระพิจารณาแต่งตั้งนายพลล็อตเล็ก เก็บตกกลางปี 2556 ไปแล้ว เมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา

ใช้เวลาเพียง 15นาที สำหรับการพิจารณารายชื่อ 11 นายพลตำรวจ ตามที่ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เสนอบัญชีเข้ามา บอร์ดพิจารณากดสัญญาณผ่านตลอด ตามบัญชีที่เสนอในแฟ้มประชุม ก.ตร.

เช็ก 11 รายชื่อ ที่ ก.ตร.อนุมัติแต่งตั้ง ดังนี้ พล.ต.ต.ศตวรรษ หิรัญบูรณะ นายตำรวจราชสำนักประจำ (นรป.) (สบ 7) ขึ้นในสาย ติดยศ พล.ต.ท.เป็น นรป.(สบ 8) เป็นตำแหน่งชั้นยศ พล.ต.ท.เทียบเท่าผู้บัญชาการ (ผบช.) เพียงตำแหน่งเดียวที่แต่งตั้งกันในครานี้ !?

ในไลน์ นรป.ที่เปิดตำแหน่งใหม่พิจารณาแต่งตั้งครบทุกตำแหน่งในคราวเดียว ระดับเทียบเท่ารอง ผบช. ก.ตร.อนุมัติแต่งตั้ง พล.ต.ต.สมรัตน์ โกษากุล นรป. (สบ 6) ขยับขึ้นเป็น นรป.(สบ 7) พ.ต.อ.วรรฏมณฑ์ อัฎฐ์วารี นรป. (สบ 5) และ พ.ต.อ.วาสิทธิ์ บางท่าไม้ นรป. (สบ 5) ขึ้นเป็น นรป. (สบ 6)

ใน ตำแหน่งระดับรอง ผบช. มีการแต่งตั้งทดแทนตำแหน่งว่างในกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.) ซึ่งมีตำแหน่งผู้บังคับการประจำ บช.ตชด.ว่างอีกตำแหน่งด้วย โดยการพิจารณาแต่งตั้งขยับในหน่วยตามอาวุโส พล.ต.ต.เทพ อมรโสภิต ผบก.สอ.ตชด. ขึ้นเป็นรอง ผบช.ตชด. ขยับ พ.ต.อ.อำนวย พวกสนิท รอง ผบก.ตชด.ภ.4 ขึ้นเป็น ผบก.สอ.ตชด.แทน พร้อมขยับ พ.ต.อ.ทรงยศ เดชจบ รอง ผบก.ตชด.ภ.3 ขึ้นเป็น ผบก.ประจำ ตชด.

ตำแหน่ง ผบก.กองบินตำรวจที่ยังว่างอยู่ แต่งตั้งให้ พ.ต.อ.พรวิสุทธิ์ งามปัญญา รรท.ผบก.กองบินตำรวจ เป็นตัวจริง ขึ้นเป็น ผบก.กองบินตำรวจ ขณะที่ตำแหน่ง ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการเดินเรือ ที่กำหนดสเปกผ่านหลักสูตรนายเรือ พ.ต.อ.ประกิจฐ์ ศรียิ่งยง รอง ผบก.ภ.จว.ระนอง อดีตคนในตำรวจน้ำได้รับการแต่งตั้งในครั้งนี้

ส่วนตำแหน่ง ผบก.ศฝร.ใน ศชต. แต่งตั้ง พ.ต.อ.พัฒนวุฒิ อังคะนาวิน รอง ผบก.สส.ศชต. ขึ้นติดยศนายพลนอกวาระ และ พ.ต.อ.คณนา อัมพรภักดิ์ รอง ผบก.วิทยาลัยการตำรวจ บช.ศ. ขึ้นเป็น อาจาจารย์ (สบ 6) กลุ่มงานอาจารย์

เช็กครบทั้ง 11 รายชื่อ ไม่ตกหล่น เปลี่ยนแปลงจากในแฟ้มการประชุม กตร.ครั้งนี้ แต่ตกหล่นจากบอร์ดเล็ก!!

ชื่อ ของหลายคนหายไป ทั้งที่การประชุมบอร์ดกลั่นกรอง หรือคณะกรรมการคัดเลือกทั้งชุดเลขาธิการ ก.พ.เป็นประธาน และชุดรอง ผบ.ตร.เป็นประธาน เมื่อวันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา อนุมัติเห็นชอบแล้ว!?

น่าสนใจว่าเหล่าบิ๊ก ตร.ที่ร่วมพิจารณากันมาแล้ว ยอมให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ?!!

เช็ก ชื่อหาย อย่างน้อย 4 รายชื่อ กรณีแต่งตั้งแทนตำแหน่งรองจเรตำรวจ (สบ 7) ตำแหน่งของ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ลาออกไปลงสนามการเมืองทีมงานพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งบอร์ดกลั่นกรองอนุมัติให้ พล.ต.ต.ติณภัทร ภุมรินทร์ ผบก.กองตรวจสอบภายใน (ตส.) 2 ขึ้นเป็นรองจเรตำรวจ (สบ 7) และให้ พ.ต.อ.อนุศักดิ์ โกมลศาสตร์ รอง ผบก.กองสวัสดิการ ขึ้นเป็น ผบก.ตส.2 แทน

มี เสียงแทรกในวงสีกากีว่าเหตุที่ถอนกลับการแต่งตั้งในล็อกนี้ เนื่องจากเกิดความไม่ลงตัวทั้งตำแหน่งที่มีคนต้องการมากกว่าหนึ่ง หลายสำนักงานบิ๊ก ตร.หมายมั่นส่งคนในคาถาเข้าประกวด งานนี้จึงเลือกวิธีสมานฉันท์ รั้งการแต่งตั้งในล็อกนี้ออกไป รอว่าหลังจากนี้จะมีรอง ผบช.ในหน่วยขึ้นตรงที่ประสงค์จะยื่นใบลาออกก่อนกำหนด 1 ตำแหน่ง

เท่า กับว่าเปิดเก้าอี้ว่างทั้งรอง ผบช.และ ผบก. ทำให้การแต่งตั้งที่คาดว่าจะเป็นล็อตนอกวาระพร้อมกับตำแหน่ง ผบก.กองบังคับการสกัดกั้นยาเสพติด บช.ปส. ที่ยังแต่งตั้งไม่ได้ในครั้งนี้ สามารถขยับหมุนได้อีกหลายล็อก

ชื่อหายที่น่าสนใจ ไม่พ้นกรณีสลับเก้าอี้ พล.ต.ท.สุพร พันธุ์เสือ ผู้บัญชาการสำนักงานส่งกำลังบำรุง (ผบช.สกบ.) กับ พล.ต.ท.สุชีพ หนูนาง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจสอบภายใน (ผบช.สตส.) ที่บอร์ดกลั่นกรองชุดใหญ่ให้ผ่านแล้ว

แต่ว่ากันว่า "คนใหญ่" ไม่ให้ผ่าน

มี รายงานออกมาว่า เหตุที่ ผบ.ตร.เสนอเปลี่ยนตัว พล.ต.ท.สุพร นรต.รุ่นที่ 30 ออกมา เกี่ยวข้องกับการบริหารสัญญาในโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ (ทดแทน) 396 แห่ง ที่การส่งมอบงานก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามสัญญา ทั้งนี้ เพื่อให้การบริหารสัญญามีประสิทธิภาพ กำกับโดย ตร.ได้มากขึ้น เพราะต้องไม่ลืมว่า แม้กรณีเบี้ยวสัญญาสร้างโรงพัก จะดูคล้ายมีการวางธง ปูทางความผิดไปที่นักการเมือง แต่กระนั้น ตำแหน่ง ผบช.สกบ.ที่ต้องทำหน้าที่บริหารสัญญาโดยตำแหน่ง ก็ติดร่างแหได้ด้วยเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ พล.ต.อ.อดุลย์ จึงตัดสินใจเปลี่ยนตัว ขอให้ พล.ต.ท.สุชีพ ที่เป็นเพื่อน นรต.รุ่น 29 มาบริหารแทน

แต่ จะด้วยมูลเหตุการเปลี่ยนตัว ผบช.สกบ.หรือไม่ ไม่ทราบได้ ก็ทำให้เกิดกรณีโรคเลื่อนใน ก.ตร. หรืออาจจะเป็นเหตุจากกรณีพิจารณาการพ้นสภาพของ พล.ต.อ.วุฑฒิชัย ศรีรัตนวุฑฒิ ที่หาจุดร่วมยังไม่ได้ก็ได้ แต่ที่แน่ๆ ก.ตร.วาระแต่งตั้งเลื่อนจากวันที่ 4 เมษายน มาเป็นวันที่ 9 เมษายน โดยก่อนหน้านี้เลื่อนไปไกลถึงวันที่ 17 เมษายนด้วยซ้ำ

ปฏิเสธไม่ได้ ว่าหน่วยสำนักงานส่งกำลังบำรุง แม้ไม่ใช่หน่วยพื้นที่ หน่วยปฏิบัติที่นับว่าเป็นตำแหน่งเกรดเอ แต่ด้วยหน้างานฝ่ายอำนวยการ สกบ.ที่ต้องบริหารจัดการงบประมาณมหาศาล ทำให้หน่วยนี้เป็นฝ่ายอำนวยการเกรดเอบวก คนที่จะมานั่งได้ จึงต้องเป็นคนที่วางใจได้ และเข้ากันได้กับผู้มีอำนาจ !!

เมื่ออำนาจ ตามกฎหมายในการบริหารเป็นของ ผบ.ตร. ซึ่งมีข่าวออกมาว่า ต้องการเปลี่ยนแปลงเพื่อความเหมาะสม และบอร์ดกลั่นกรองที่ประกอบด้วยรอง ผบ.ตร. ก็อนุมัติ การเปลี่ยนตัวเพื่อความเหมาะสมก็น่าจะทำได้

แต่ ไม่ทันไร ก็สะพัดในกรมปทุมวัน ว่า "คนใหญ่ เสียงดัง" รับรู้ถึงการเปลี่ยนคนมักคุ้น ก็ออกอาการไม่พอใจ ผสมปนเป กับมาตรการตึงเปรี๊ยะ ที่ไปกระแทกกล่องดวงใจ ยิ่งเพิ่มระดับความไม่พอใจ ให้คนใหญ่ จึงไปจับมือน้องรักใกล้ชิด เดินเกมแรงจนเกิดการพลิกโผตำแหน่งสำคัญ จากให้เปลี่ยนเป็นไม่เปลี่ยน พร้อมๆ กับการปล่อยข่าวให้ระส่ำ!?

เหล่านี้เกิดขึ้นในสำนักงานตำรวจแห่ง ชาติ ซึ่งยังฉายให้เห็นว่าถึงอย่างไร จะแข็ง จะเก่ง จะดี เช่นไร ก็หนีอำนาจสีด่างที่ยังเงื้อมมือเข้ามาขย้ำ ขยับ ปรับเกมในองค์กรตำรวจได้ทุกเมื่อไม่พ้นอยู่ดี

เป็นคำตอบว่าชื่อนายพลตกหล่นไปไหน?!!
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-04-14 11:56:42


ความเห็นที่ 13 (2949272)

"ก.ตร." มีมติรับ "พงศพัศ" กลับนั่งรองผบ.ตร. พร้อมแต่งตั้ง 11นายพลตำรวจ

 เวลา 14.30 น. วันที่ 9 เม.ย. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.) เป็นประธานการประชุมก.ตร. 
 
 ร.ต.อ.เฉลิม ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุมก.ตร.ว่า วันนี้มีการโยกย้ายระดับรองผบช.-ผบก.หลายตำแหน่ง ยังไม่เห็นเรื่องการย้ายระดับผู้บัญชาการ และ ยังไม่มีการเปลี่ยนตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(ผบช.น.) พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น.ยังมีความเหมาะสม ตั้งใจทำงาน ตนเองในฐานะประธานก.ตร.ไม่ยุ่งเรื่องการแต่งตั้งใครมาเป็นอะไรก็ได้มองตำรวจทุกคนเป็นพี่เป็นน้อง 
 
เมื่อถามว่ามีข่าวย้ายผบช.สกบ.ที่มีปัญหาเรื่อง 396 โรงพัก ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ยังไม่เห็นเรื่อง และ เรื่องโรงพักปัญหาเกิดจากฝ่ายการเมือง ยังไม่พบว่าข้าราชการประจำบกพร่อง ทางดีเอสไอก็สรุปแล้ว แต่หากผบ.ตร.เสนอเปลี่ยนโดยมีเหตุผลเรื่องความเหมาะสมตนเองก็ไม่ขัดข้อง ผบ.ตร.เอาไงก็เอาอย่างนั้นเพราะท่านเป็นคนเก่งขยัน 
 
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า สำหรับวาระการรับพล.ต.อ.พงศพัศ พงศ์เจริญ อดีตรองผบ.ตร.กลับเข้ารับราชการก็น่าจะมีในวาระวันนี้ซึ่งก.ตร.ก็ต้องรับ กลับไม่มีปัญหาอะไรเป็นไปตามตัวบทกฎหมายที่ต้องให้สิทธิเขากลับมา
 
พล.ต.อ.อดุลย์ ผบ.ตร. กล่าวว่า การแต่งตั้งวันนี้เป็นการแต่งตั้งเฉพาะทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ตามที่เสนอเข้าที่ประชุม ไม่มีการสับเปลี่ยนตำแหน่งแต่อย่างใด โดยครั้งนี้ยังไม่มีการเปลี่ยน ผบช.สกบ.ด้วย ทั้งนี้มีการพิจารณาแต่งตั้งพล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เป็นรองผบ.ตร.ซึ่งจะนำเสนอโปรดเกล้าฯให้มีผลต่อไป
 
ด้านพล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกตร.แถลงภายหลังประชุมว่า ก.ตร.ว่าที่ประชุมมีมติรับ พล.ต.อ.พงศพัศ กลับเป็นรองผบ.ตร.และดำเนินการเสนอโปรดเกล้าฯ พร้อมกับการพิจารณาแต่งตั้งระดับผบช. ถึง ผบก. ที่ก.ตร.มีมติเห็นชอบวันนี้ 11 ตำแหน่ง ประกอบด้วยระดับผบช.ในตำแหน่งนรป.(สบ8) 1ตำแหน่ง เทียบเท่ารองผบช.2 ตำแหน่ง และผบก. 8 ตำแหน่ง 
 
ขณะที่มีรายงานว่า ก.ตร.มีมติ พิจารณาแต่งตั้งให้ พล.ต.ต.ศตวรรษ หิรัญบูรณะ นายตำรวจราชสำนักประจำ(นรป.)(สบ7) ขึ้นเป็นนรป.(สบ.8) พล.ต.ต.สมรัตน์ โกษากุล นรป(สบ6) เป็นนรป.(สบ7) พ.ต.อ.วรรฏมณฑ์ อัฎฐ์วารี นรป(สบ5)และพ.ต.อ.วาสิทธิ์ บางท่าไม้ นรป(สบ5) เป็นนรป.(สบ6) พ.ต.อ.พรวิสุทธิ์ งามปัญญา รรท.ผบก.กองบินตำรวจ เป็นผบก.กองบินตำรวจ พล.ต.ต.เทพ อมรโสภิต ผบก.สอ.ตชด. ขึ้นเป็นรองผบช.ตชด. พ.ต.อ.อำนวย พวกสนิท รองผบก.ตชด.ภ.4 ขึ้นเป็นผบก.สอ.ตชด.พ.ต.อ.ทรงยศ เดชจบ รองผบก.ตชด.ภ.3 เป็นผบก.ประจำ ตชด. พ.ต.อ.ประกิจฐ์ ศรียิ่งยง รองผบก.จ.ระนอง เป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการเดินเรือ พ.ต.อ.พัฒนวุฒิ อังคะนาวิน รองผบก.สส.ศชต.ขึ้นเป็น ผบก.ศฝร.ศชต. พ.ต.อ.คณนา อัมพรภักดิ์รอง ผบก.วิทยาลัยการตำรวจ บช.ศ.ตำรวจขึ้นเป็น อาจาจารย์(สบ.6)กลุ่มงานอาจารย์ 

 

 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-04-10 09:19:58


ความเห็นที่ 12 (2949271)

ช็อก! ผกก.เขาชัยสน พัทลุง ยิงตัวตายอาการสาหัส - คาดเครียดเรื่องงาน

เมื่อเวลา 07.00  น. วันที่ 9 เม.ย. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานว่า  ร.ต.ต.อัครา  แก้วสกุล พนักงานสอบสวน  สภ.เขาชัยสน   จ.พัทลุง  ได้รับแจ้ง ว่ามีเหตุ  พ.ต.อ.ธวัชชัย จงหวัง ผกก.สภ.เขาชัยสน จ.พัทลุง ใช้อาวุธประจำกายยิงตัวเองได้รับบาดเจ็บสาหัส 
 
โดยเหตุเกิดบนห้องนอนชั้นบนของบ้านพักตำรวจ สภ.เขาชัยสน   จึงรุดไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วยพ.ต.ท.เจริญพร    สอนสังข์    รองผกก.(ป) และตำรวจจำนวนหนึ่ง
 
ในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่พบ พ.ต.อ.ธวัชชัย นอนจมกอง นอนจมกองเลือดอยู่ในห้องภายในบ้านพักดังกล่าว โดยมีร่องรอยการใช้อาวุธปืนยิงเข้าบริเวณแก้มด้านขวา กระสุนปืนทะลุงแก้มซ้าย และถูกบริเวณไหล่ซ้าย แต่ยังมีลมหายใจเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลเขาชัยสน ทีมแพทย์รีบช่วยเหลือพร้อมส่งตัวต่อมายัง โรงพยาบาลพัทลุง และทำการผ่าตัดหลังจากเอกซเรย์แล้วพบอาการสาหัส ทีมแพทย์โรงพยาบาลพัทลุงและญาติพร้อมให้ส่งตัว พ.ต.อ.ธวัชชัย  ทำการผ่าตัดรักษาที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์
 
จากการสอบสวนเบี้องต้นที่เหตุของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่า พ.ต.อ.ธวัชชัย  จงหวัง ได้ใช้อาวุธปืนพกสั้นประจำตัวขนาด.38 จ่อยิงตัวเองที่ห้องนอนชั้น 2 ของบ้านพักสถานีตำรวจเขาชัยสน กระสุนปืนเข้าบริเวณแก้มด้านขวา กระสุนปืนทะลุงแก้มซ้าย และถูกบริเวณไหล่ซ้าย ขณะเกิดเหตุ พ.ต.อ.ธวัชชัย  จงหวัง อาศัยอยู่ในบ้านพักเพียงคนเดียว และจากการสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่พักอยู่บ้านใกล้เคียง ทราบว่าเมื่อเวลา 04.00 น. ได้ยินปืนดังเบาๆจากบ้านพักดังกล่าวแต่ไม่นึกว่า พ.ต.อ.ธวัชชัย  จงหวัง จะใช้อาวุธปืนยิงตัวเอง จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นลูกเข้าพบเหตุการณ์ดังกล่าว
 
อย่างไรก็ตาม สำหรับสาเหตุในเบื้องต้นสันนิษฐานว่า พ.ต.อ.ธวัชชัย  น่าจะมีความเครียดจากเรื่องหน้าที่การงาน เนื่องจาก พ.ต.อ.ธวัชชัย เป็นตำรวจมือดีขยันทำงานจนกระทั้งได้แต่งตั้งให้เป็น ผกก.สภ.เขาชัยสน เมื่อปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว งานไม่ได้ดังใจจึงเกิดเครียดจนกระทั้งใช้อาวุธปืนยิงตัวเอง ล่าสุดอาการยังสาหัส
 
พล.ต.ต.ศักดิ์สมหมาย  พุทธกูล  ผบก.ภ.จว.พัทลุง  กล่าวขณะเข้าเยี่ยมอาการของนายตำรวจมือปราบรายนี้ว่า  สาเหตุการยิงตัวตายของพ.ต.อ.ธวัชชัยน่าจะมาจากความเครียดจากการปฏิบัติหน้าที่   เนื่องจากนายตำรวจคนนี้เป็นคนจริงจังกับหน้าที่การงานจนมีผลงานโดดเด่นมาโดยตลอด  จนทำให้สภ.เขาชัยสน  มีผลงานการป้องกันปราบปรามในคดีต่างๆยอดเยี่ยมมาโดยตลอด  และจะโทรศัพท์มาหาตนเพื่อขอคำปรึกษาในการปฏิบีติหน้าที่กับตนอย่างต่อเนื่อง  มีคดีสำคัญๆก็จะรายงานผลความคืบหน้าให้ตนรับทราบอย่างต่อเนื่อง  อย่างไรก็ตามเมื่อ  2   วันที่ผ่านมา  พ.ต.อ.ธวัชชัยฯ  ได้เดินทางมาพบตนที่บ้านพักและระบายความในใจเกี่ยวกับปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่การงาน  ซึ่งตนก็ได้ให้กำลังว่าอย่าไปเครียดกับปัญหาดังกล่าวให้มากนัก  ผลงานที่ออกมาในขณะนี้ก็ดีเยี่ยมอยู่แล้วปัญหาต่างๆขอให้ปล่อยวางไปบ้าง  และจากปัญหาการเอาจริงเอาจังกับการปฏิบัติหน้าที่จนทำให้เกิดอาการเครียดหนักจนใช้อาวุธปืนประจำกายยิงตัวตายดังกล่าว   แต่โชคดีที่กระสุน พลาดเป้าที่สำคัญจนรอดตายอย่างหวุดหวิด ขณะนี้ตนได้ประสานงานไป  ตร.ภ.9  เพื่อนำตัวพ.ต.อ.ธวัชชัยไปรักษาตัวใน  รพ.สงขลานครินทร์ (มอ.) อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา แล้ว
 

 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-04-10 09:12:03


ความเห็นที่ 11 (2948523)

ขึ้นบัญชีดำแก๊งทวงหนี้ 5,000 ราย สั่งล้างบาง โหดเกิน

วันที่ 06 เมษายน พ.ศ. 2556 เวลา 14:54:43 น.

 

 



 


เมื่อวัน ที่ 5 เมษายน พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาแก๊งปล่อยเงินกู้นอกระบบทวงหนี้โหดว่า พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. สั่งตั้งศูนย์ปราบปรามอย่างจริงจัง โดยให้กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เป็นหน่วยงานหลัก ในส่วนของ ตร.มอบหมายให้ พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้ช่วย ผบ.ตร.ไปกำกับดูแลการแก้ไขปัญหา

พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า ข้อมูลของ บก.ป.พบว่าขบวนการเหล่านี้ประกอบด้วยกลุ่มนายทุนปล่อยเงินกู้เรียกดอกเบี้ย เกินกว่ากฎหมายกำหนด กลุ่มผู้สนับสนุน และกลุ่มบุคคลรับทวงหนี้ กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มสร้างปัญหา เพราะส่วนใหญ่มีพฤติกรรมทวงหนี้โดยใช้ความรุนแรง ตั้งแต่เบาไปหาหนัก ทาง บก.ป.ขึ้นบัญชีแก๊งทวงหนี้ทั่วประเทศไว้แล้ว 5,000 ราย โดยรวมเอากลุ่มนายทุนไว้ด้วย การข่าวพบว่ากลุ่มนายทุนใหญ่ปล่อยกู้นอกระบบในประเทศมี 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งตั้งอยู่พื้นที่ภาคกลางตอนบน อีกกลุ่มอยู่ภาคตะวันออก

โฆษก ตร.กล่าวอีกว่า ผบ.ตร.กำชับให้ปราบปรามอย่างจริงจัง โดยการนำกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาบังคับใช้ อาทิ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด พ.ร.บ.โรงรับจำนำ มีโทษทั้งจำทั้งปรับ และที่สำคัญตำรวจต้องไม่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดดังกล่าวอย่าง เด็ดขาด อย่างไรก็ตามยอมรับว่าแก๊งทวงหนี้และปล่อยเงินกู้นอกระบบมีมานานแล้ว จำเป็นต้องป้องกันไม่ให้ปัญหาบานปลาย จากนี้ให้ตำรวจทุกจังหวัดดีเดย์ปราบปรามแก๊งทวงหนี้โหด เงินกู้นอกระบบในพื้นที่ตัวเองอย่างจริงจัง และหากพื้นที่ไหนพบปัญหารุนแรง ตร.จะส่งกำลัง บก.ป.ไปดำเนินการจับกุมกวาดล้าง โดยมี บก.ปคบ.ทำหน้าที่สอบสวน

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-04-07 07:18:08


ความเห็นที่ 10 (2946907)

"หิ้ว"กราวรูดฉบับ"บิ๊กอู๋" เด้ง4ผบก.-4ผกก.เข้าคอร์ส"ผู้นำ" "พิษบ่อน-ฝึกปจ."หนังโศก

วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2556 เวลา 10:00:27 น.

 

 



 



วงการสีกากีสะเทือน เมื่อ "พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว" ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีวิทยุในราชการด่วนที่สุด สั่งเด้งด่วน พล.ต.ต.กฤษฏิ์ เปียแก้ว ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 (ผบก.น.5) พ.ต.อ.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผู้กำกับการ (ผกก.) สน.คลองตัน พ.ต.อ.กัญชล อินทราราม ผกก.สน.บางนา และ พ.ต.อ.ชัชชาย คล้ายคลึง ผกก.สภ.โพธิ์แก้ว จ.นครปฐม มาปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) โดยขาดจากต้นสังกัดเดิมอย่างไม่มีกำหนด และสั่งการให้จเรตำรวจดำเนินการตรวจสอบและตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย หลังจากกลางดึกวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา กำลังคอมมานโดกองบังคับการปราบปราบ (บก.ป.) เข้าทลายบ่อนการพนันในพื้นที่ จับกุมนักพนันนับร้อย และมีคำสั่งให้กองบัญชาการต้นสังกัด ทั้งกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 (บช.ภ.7) ออกคำสั่งดำเนินการทางปกครอง เด้งกราวรูด 5 เสือโรงพัก

พล.ต.อ. อดุลย์กล่าวยอมรับว่าปฏิบัติการทลายบ่อน 3 แห่งครั้งนี้ ผบ.ตร.ชี้เป้าด้วยตนเอง หลังจากที่ผ่านมามอบนโยบายและสั่งการให้กวดขันปราบปรามเรื่องบ่อนการพนัน อบายมุข มาหลายครั้ง พูดในทุกเวทีให้นโยบายตำรวจ และล่าสุดในการมอบนโยบายแก่ผู้บังคับการขึ้นไปเมื่อต้นสัปดาห์ก่อน ก็ย้ำชัดเจนว่า อย่าให้มีบ่อน อบายมุข อย่างเช่น ตู้ม้า จับยี่กี ในพื้นที่เด็ดขาด หากท้องที่ใดละเลย ปล่อยปละ จนมีหน่วยจากส่วนกลางเข้าไปจับกุม ผบ.ตร.จะสั่ง "หิ้ว" หัวหน้าหน่วยทันที

"เน้น กวดขันอบายมุข ผมติดตามรับฟังมาตลอด บ่อน อุปกรณ์เล่นไฟฟ้า จับยี่กี ตู้ม้า หมดเวลาแล้วจากนี้ต้องเคร่งครัดหากเกิดซ้ำในพื้นที่ผมเอากำลังส่วนกลางลงไป จับ ไม่มีใครช่วยท่านได้ อย่าเชื่อใคร เอาให้รอด" ผบ.ตร.สั่งการ

คำ ว่า "หิ้ว" มีความหมายว่า "เด้ง หรือ ย้าย" ซึ่งตั้งแต่ พล.ต.อ.อดุลย์รับตำแหน่ง ผบ.ตร. ก็มักใช้คำว่า "หิ้ว" ในการให้นโยบาย เชิงปราม และขู่ ทำนองว่า หากไม่ทำตามนโยบาย ละเลยบทบาทหน้าที่ตำรวจ ก็พร้อมหิ้วทันที โดยเฉพาะผู้นำหน่วยจะเป็นคนแรกที่ถูก "หิ้ว" และ ผบ.ตร.จะสั่ง "หิ้ว" ด้วยตนเเอง

ตั้งแต่รับตำแหน่ง พล.ต.อ.อดุลย์ได้ประกาศนโยบายว่า ให้ความสำคัญเรื่องการนำหน่วยมาก โดย เน้นหัวหน้าหน่วย ทุกระดับต้องมีความเป็นผู้นำ คิด ทำและรับผิดชอบ เพื่อขับเคลื่อนงานตำรวจให้เดินหน้าไปได้อย่างที่สังคมยอมรับนับถือ โดยกำหนดผู้นำไว้ 4 ระดับ คือ 1.ผบ.ตร. ที่เป็นผู้นำสูงสุดในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 2.ผู้บัญชาการหน่วย 3.ผู้บังคับการหน่วย และ 4.หัวหน้าสถานี ดังนั้น หากเกิดความผิดพลาดบกพร่องในหน่วย ผู้นำต้องรับผิดชอบไปตามลำดับชั้น ขณะที่ที่ผ่านมา พล.ต.อ.อดุลย์ก็เปิดเวทีสัมมนา จับผู้นำแต่ละระดับเข้าคอร์สติวเข้มแบบคณะใหญ่หลายครั้ง

เฉพาะใน เดือนมีนาคม ซึ่งเป็นเดือนที่ 6 ที่ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. พล.ต.อ.อดุลย์ก็สั่งหิ้วผู้ใต้บังคับบัญชาไปหลายรายอย่างเป็นปรากฏการณ์

หลังจากให้เวลาตำรวจทั่วประเทศ ทำงาน จัดระเบียบ ปรับจังหวะให้เข้ากับนโยบายของ ผบ.ตร.นาน 5 เดือน

ราย แรกจากกรณีละเลยการปราบปรามการค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นนโยบายเน้นหนัก โดยเมื่อวันที่ 13 มีนาคม มีคำสั่งให้ พ.ต.อ.ประภัสร์ ประยูรหงษ์ ผกก.สภ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ช่วยราชการที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 (บช.ภ.7) เป็นเวลา 30 วัน และสั่งการให้ดำเนินการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง สืบเนื่องจากกรณีกำลังตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการค้า มนุษย์ (บก.ปคม.) จับกุมนายสุดใจ รัตน์วรรณ์ อายุ 56 ปี ที่ห้องพักสุดใจ ใน อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี โดยมีผู้เสียหายเป็นหญิงชาวพม่า อายุไม่ถึง 18 ปี 8 คน

รายต่อมา เด้ง ผบก. 3 รายในคราวเดียว จากกรณีไม่เป็นผู้นำในการฝึกควบคุมฝูงชนด้วยตนเอง แต่กลับมอบหมายรอง ผบก.ทำแทน ทั้งที่การฝึกตำรวจเพื่อเตรียมความพร้อมด้านควบคุมฝูงชนและปราบจลาจล นั้นเป็นหนึ่งในนโยบายที่ พล.ต.อ.อดุลย์ให้ความสำคัญมาก และย้้ำเสมอว่า "ผู้นำหน่วย" ต้องนำเอง แต่เมื่อได้รับรายงานจาก พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รอง ผบ.ตร.ว่า ในการตรวจการฝึกของกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.) มี 3 กองบังคับการ ที่เบอร์ 1 ไม่ได้นำเอง ทำให้ภาพการฝึกของหน่วย ออกมาเป็น "หนังโศก" แทนที่จะเป็น "หนังแอ๊กชั่น" สมราคาหน่วย ตชด. พล.ต.อ.อดุลย์จึงมีคำสั่งให้ พล.ต.ต.ประพันธ์ จันทร์เอม ผบก.ตชด.ภาค 1 พล.ต.ต.โชติ ไทยยิ่ง ผบก.ตชด.ภาค 2 และ พล.ต.ต.เสรี สามดาว ผบก.ตชด.ภาค 3 ช่วยราชการที่ ศปก.ตร.

กรณีนี้ พล.ต.อ.อดุลย์ระบุว่า ไม่ได้เป็นการเด้งเสียทีเดียว แต่เป็นการหิ้วมาเข้าคอร์ส เรียนรู้การเป็นผู้นำกับ ผบ.ตร. แบบใกล้ชิด ตัวต่อตัว

และรายล่าสุดกรณี จับบ่อน 3 พื้นที่ ผบ.ตร. สั่งหิ้วเอง 4 นาย

จาก ปรากฏการณ์ "หิ้วจริง" ของ พล.ต.อ.อดุลย์ แน่นอนว่าทำให้เหล่าสีกากีออกอาการหวั่นเกรงไม่น้อย เพราะนอกจากจะหิ้วแล้วยังมีการสั่งตั้งกรรมการลงดาบฟันฉับแบบไม่ไว้หน้าอีก ต่างหาก

อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาว่า ท่าทีขึงขัง มาตรการเอาจริงเอาจังของ พล.ต.อ.อดุลย์ ที่ขับเคลื่อนผ่าน "ผู้นำหน่วย" แบบชกจริง ฟันจริง ถึงลูกถึงคนเช่นนี้ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นแก่องค์กรตำรวจได้หรือไม่เพียงใด

รวม ทั้งจะยึดมาตรฐานเดียวกันทุกคน โดยไม่ไว้หน้าใคร ไม่ว่าจะเป็นเด็กใคร สายใคร คนของใคร เพราะอาจถูกตั้งคำถามกลับมาที่ผู้นำสีกากีได้?!!

หน้า 11,มติชนรายวัน ฉบับวันพุธที่ 27 มีนาคม 2556
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-03-27 10:42:51


ความเห็นที่ 9 (2938366)

ปฐมบท "396 โรงพัก" เชื่อม-โยง-แตะ "ใคร" บ้าง?

วันที่ 09 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 เวลา 10:30:30 น.

 

 



 


ทิ้งร่องรอยไว้เพียบสำหรับโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ (ทดแทน) 396 หลัง ที่จวนเจียนจะครบกำหนดก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามสัญญา ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ยืดอายุ ขยายระยะเวลา 3 รอบ ด้วยเหตุภัยพิบัติและอุทกภัย โดยขีดเส้นตายไว้วันที่ 14 มีนาคม 2556

การแยกประมูลเป็นรายกอง บัญชาการตำรวจภูธรภาค (บช.ภ.) 1-9 และศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) ถูกเปลี่ยนเป็นการรวบประมูลไว้ที่ส่วนกลาง เป็นประเด็นหลักที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ และกำลังถูกตรวจสอบโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) 

มี การตั้งข้อสังเกตว่าบริษัทผู้ชนะการประมูลเพียงรายเดียว ไม่น่าจะก่อสร้างเสร็จพร้อมกันในคราวเดียวได้ โดยบริษัทที่ได้โครงการยักษ์ใหญ่นี้ไป คือ บริษัทพีซีซี ดีเวลล็อปเม้นท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด

โครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ (ทดแทน) เดิมทีสำนักงบประมาณกำหนดให้ก่อสร้างตามที่ ครม.อนุมัติไว้ ในวงเงิน 6,672,000,000 บาท ต่อมากำหนดราคากลางไว้ 6,388,000,000 บาท ซึ่งบริษัทพีซีซีฯเสนอราคาต่ำที่สุด 5,848,000,000 บาท จึงชนะการประมูลไป 

จุด เริ่มต้นของโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ (ทดแทน) อาคารที่พักอาศัย และอาคารผู้ป่วยให้กับทางราชการตำรวจ มาจากเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2552 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ขออนุมัติก่อสร้าง ไปยังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) เพื่อเสนอ ครม.พิจารณาและอนุมัติหลักการดำเนินการ กระทั่งวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 ครม.อนุมัติหลักการโครงการก่อสร้าง 

ต่อ มาสำนักงบประมาณมีความเห็นให้ ตร.ดำเนินโครงการก่อสร้างอาคารที่มีอายุการใช้งานกว่า 30 ปีขึ้นไป จำนวน 396 หลัง ประกอบด้วย อาคารสถานีตำรวจขนาดใหญ่ 88 หลัง อาคารสถานีตำรวจขนาดกลาง 136 หลัง และอาคารสถานีตำรวจขนาดเล็ก 172 หลัง ภายในวงเงิน 6,672,000,000 บาท ลักษณะก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ ระยะเวลา 3 ปี (พ.ศ.2552-2554)

30 มีนาคม 2552 กองพลาธิการและสรรพาวุธมีหนังสือถึง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ในขณะนั้น) เสนอข้อพิจารณา เกี่ยวกับแนวทางจัดจ้างโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ (ทดแทน)

1.จัด จ้างโดยส่วนกลาง ตร. แบบรวมการในครั้งเดียว สัญญาเดียว 2.จัดจ้างโดยส่วนกลาง ตร. แบบรวมการในครั้งเดียว โดยแยกการเสนอราคาเป็นรายภาค และทำสัญญา 9 สัญญา และ 3.จัดจ้างโดยตำรวจภูธรจังหวัด พร้อมเห็นว่าควรแต่งตั้งคณะกรรมการระดับ ตร. เพื่อพิจารณาและเลือกแนวทางดำเนินการจัดจ้างโครงการ 

วัน ที่ 24 เมษายน 2552 พล.ต.อ.พัชรวาทแต่งตั้งคณะกรรมการระดับ ตร. โดยมอบให้ พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้ช่วย ผบ.ตร. (ในขณะนั้น) เป็นประธานกรรมการ 

ต่อ มาวันที่ 18 พฤษภาคม 2552 พล.ต.ท.พงศพัศนั่งหัวโต๊ะประชุมพิจารณาแนวทางการดำเนินการจัดจ้างและการก่อ สร้าง โดยพิจารณาถึงข้อดี-ข้อเสีย ตามที่กองพลาธิการและสรรพาวุธเสนอ 

"ที่ ประชุมมีมติเห็นควรดำเนินการจัดจ้างโดยส่วนกลางและแยกการเสนอราคาเป็นรายภาค ซึ่งสามารถดำเนินการได้ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธี การทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2549 มีความรวดเร็วในการดำเนินการจัดจ้างและน่าจะเป็นผลดีต่อการดำเนินโครงการก่อ สร้างอาคารดังกล่าว โดย ตร. จะได้รับอาคารที่ทำการสำหรับไว้ใช้ในราชการในระยะเวลาใกล้เคียงกันทุก จังหวัดในการประกวดราคาเพียงครั้งเดียว

"ทั้งนี้ จะให้แต่ละภาคช่วยประกาศเชิญชวนผู้รับจ้างในพื้นที่ทราบ เพื่อให้การดำเนินการประกวดราคาเปิดกว้าง อีกทั้งเป็นการเปิดโอกาสผู้รับจ้างในทุกส่วนภูมิภาคเข้าร่วมการเสนอราคา ส่วนการดำเนินการประกวดราคา การทำสัญญา และการบริหารสัญญา รวมทั้งการเบิกจ่ายเงิน กองพลาธิการและสรรพาวุธจะเป็นผู้ดำเนินการให้ทั้งหมด" รายงานการประชุมระบุ

วัน ที่ 29 พฤษภาคม 2552 พล.ต.อ.พัชวาทเสนอความเห็นชอบไปยังนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแล ตร.(ในขณะนั้น) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ระบุว่า โครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ (ทดแทน) เป็นโครงการที่รัฐบาลให้ความอนุเคราะห์เป็นกรณีพิเศษ โดยผูกพันงบประมาณปี 2552-2554 และยังสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกด้วย 

"ดัง นั้น เพื่อให้การดำเนินการประกวดราคาเปิดกว้าง และเปิดโอกาสผู้รับจ้างในส่วนกลางและภูมิภาคเข้าร่วมแข่งขันราคาด้วยความ เป็นธรรม เห็นควรดำเนินการจัดจ้างโดยส่วนกลางแบบรวมการครั้งเดียว โดยแยกการเสนอราคาเป็นรายภาค (ภาค1-9) ทั้งนี้ จะให้ตำรวจภูธรภาคช่วยประกาศเชิญชวนผู้รับจ้างในพื้นที่ให้เข้ามาร่วมในการ เสนอราคาด้วย ส่วนการดำเนินการประกวดราคา การทำสัญญา และการบริหารสัญญา รวมทั้งการเบิกจ่ายเงินค่าก่อสร้าง ตร. โดยกองพลาธิการและสรรพาวุธจะเป็นผู้ดำเนินการ" หนังสือระบุ 

กระทั่งวันที่ 9 มิถุนายน 2552 นายสุเทพปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ ในครั้งแรก 

อย่างไรก็ตาม ชีวิตข้าราชการตำรวจของ พล.ต.อ.พัชรวาท เมื่อก้าวขึ้นมาตำแหน่งสูงสุด ก็มีอันต้องถูกบีบให้ต้องหลุดจากเก้าอี้ 

วาระ ปกติในการดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. ของ พล.ต.อ.พัชรวาทเริ่มวันที่ 8 เมษายน 2551 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2552 แต่เป็นห้วงเวลาที่ไม่ราบรื่น

สุดท้าย พล.ต.อ.พัชรวาทถูกเด้งไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2552 จนถึงเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2552 

โดย มี พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร.(ในขณะนั้น) รักษาราชการแทน ผบ.ตร. ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2552 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2552 

ทำให้ พล.ต.อ.พัชรวาทไม่มีโอกาสสานต่อโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ (ทดแทน)

พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ มารักษาราชการในตำแหน่ง ผบ.ตร. ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 จนถึงวันที่ 2 กันยายน 2553

ย้อน กลับไป นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พยายามเสนอชื่อ พล.ต.อ.ปทีป เป็น ผบ.ตร.ตัวจริง ต่อ ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) แต่เสียงสนับสนุนไม่เพียงพอ 

ป็นเหตุให้ชื่อของ พล.ต.อ.ปทีปถูกตีตกไป และรั้งตำแหน่งรักษาราชการ ผบ.ตร. จนเกษียณอายุราชการ

และ ช่วงนี้เอง พล.ต.อ.ปทีปมีหนังสือลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 ถึงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแล ตร.(ขณะนั้น) เพื่อให้พิจารณา 

หนังสือ ระบุว่า ตร.พิจารณาแล้ว เพื่อให้การดำเนินการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ (ทดแทน) จำนวน 396 แห่ง และการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยข้าราชการตำรวจ สามารถดำเนินการไปได้ด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว ถูกต้องตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทาง อิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2549 และไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 และระเบียบที่เกี่ยวข้อง 

จึง เห็นสมควรเสนอขออนุมัติให้ ตร.ยกเลิกการดำเนินการจัดจ้างโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ (ทดแทน) จำนวน 396 แห่ง วงเงิน 6,672,000,000 บาท ด้วยวิธีการจัดจ้างโดยส่วนกลาง แบบรวมการครั้งเดียว โดยแยกการเสนอราคาเป็นรายภาค (ภาค 1-9) ตามหนังสือ ตร.ด่วนที่สุด ที่ 0009.24/03428 ลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2552 

และ ยกเลิกการเสนอขออนุมัติหลักการในการจัดจ้างโครงการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัย (แฟลต) 163 แห่ง วงเงิน 3,709,880,000 บาท ตามหนังสือ ตร. ด่วนที่สุด ที่ 0009.24/05312 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2552 และอาคารเรือนแถวตำรวจชั้นประทวน 227 แห่ง ในวงเงิน 771,800,000 บาท ด้วยวิธีการจัดจ้างโดยส่วนกลาง แบบรวมการครั้งเดียว โดยแยกการเสนอราคาเป็นรายภาค (ภาค 1-9, ศชต.และ บช.น.) และให้ดำเนินการ ดังนี้

1.ให้ ตร.ดำเนินการประกาศประกวดราคาจัดจ้างก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ (ทดแทน) 396 แห่ง ภายในวงเงิน 6,298,000,000 บาท ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยกองโยธาธิการ สำนักงานส่งกำลังบำรุง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นหน่วยงานจัดจ้างก่อสร้างทุกอาคารรวมเป็นครั้งเดียว 

2.ให้ ตร.ประกาศประกวดราคาจัดจ้างอาคารที่พักอาศัย (แฟลต) 163 แห่ง ภายในวงเงิน 3,709,880,000 บาท ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยกองโยธาธิการ สำนักงานส่งกำลังบำรุง เป็นหน่วยงานจัดจ้างก่อสร้างทุกอาคารรวมกันในครั้งเดียว 

และ 3.ให้ ตร.โอนงบประมาณค่าก่อสร้างอาคารเรือนแถวตำรวจชั้นประทวน 227 แห่ง ในวงเงิน 771,880,000 บาท ให้กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (บก.ภ.จว.) เป็นผู้ดำเนินการจัดจ้างตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุฯ

โดย นายสุเทพอนุมัติตามที่ ตร.เสนอ พร้อมกำชับห้ามรื้อ ทุบทิ้งอาคารเดิม ให้เก็บไว้เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป เพราะในอนาคตของบสร้างใหม่ยาก

และนั่นคือ "ปฐมบท" ของ 396 โรงพักที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ

 


หน้า 9 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 9 ก.พ. 2556

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-02-10 09:11:20


ความเห็นที่ 8 (2937837)

พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ วางแผนจับ"กำนันเป๊าะ"

พล.ต.ท. พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. นำทีมจับกุม นายสมชาย คุณปลื้ม หรือ กำนันเป๊าะ เจ้าพ่อและผู้ทรงอิทธิพลแห่งภาคตะวันออก ที่หลบหนีคดีไป 6-7 ปี

แต่สุดท้ายก็หนีมือตำรวจไม่พ้น

หลังสืบเสาะข้อมูลทั้งจากอินเตอร์ เน็ต พยานแวดล้อม การวิเคราะห์พฤติกรรม

โดยเฉพาะคลิปจากงานวันเกิดกำนันเป๊าะ

นำมาซึ่งการจับกุม กลายเป็นผลงานชิ้นโบแดง

ชาวต.บ้านบ่อ สมุทรสาคร เกิดเมื่อ 22 เม.ย. 2499

ตท.15 ปริญญาตรี รัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต จากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ นรต.31 รุ่นเดียวกับพล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ อดีตรองผบ.ตร., พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผบ.ตร. 

ปริญญาโท รัฐศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลง กรณ์มหาวิทยาลัย

ผ่านการอบรมหลักสูตรต่างๆ อาทิ การบริหารงานตำรวจ จากวิทยาลัยตำรวจแคนาดา การสืบสวนจากวิทยาลัยหน่วยสืบราชการลับสหรัฐ 

เคย เป็นสารวัตรใหญ่สน.ท่าพระ สารวัตรใหญ่สน.ยานนาวา รองผกก.หัวหน้าสน.บางขุน นนท์ ผกก.1 กองปราบปราม ผกก.2 กองปราบปราม ผู้กำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองปราบปราม 

รองผู้บังคับการกองปราบปราม ผู้การกองปราบปราม และรองผบช.ก. 

ต.ค. 2553 ผงาดนั่ง เก้าอี้ผบช.ก.

ลูกหม้อสายตรงในหน่วยสอบสวนกลาง

ผล งานสำคัญ อาทิ คดีปลอมแปลงเงินตรา คดีเครือข่ายการค้ายาเสพติดรายใหญ่ของโลก จับกุมโรงงานผลิตยาบ้ารายใหญ่ 7 แห่ง คดีนายวิกเตอร์ บูท พ่อค้าอาวุธชาวรัสเซีย

ก่อตั้งหน่วย "วิเคราะห์พฤติกรรมศาสตร์" เมื่อครั้งเป็นผกก.2 กองปราบปราม นำหลักวิชาการมาใช้สืบสวน

ล่าสุดนำทฤษฎีพฤติกรรมศาสตร์มาใช้ในการสืบสวน จนสามารถจับกุม กำนัน เป๊าะ ได้สำเร็จ

 

 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-02-06 06:54:14


ความเห็นที่ 7 (2937264)

ตร.จับมือมท. เช็กบิล396สภ.

เก็บข้อมูลฟันซ้ำ ฟ้องค่าเสียหาย



ฉาวโฉ่ - สภาพสภ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ ในโครงการก่อสร้างอาคารสถานีตำรวจทดแทน 396 แห่งของรัฐบาลชุดที่แล้ว มีแต่เพียงเสาโด่เด่สนิมเขรอะ เนื่องจากผู้รับเหมาทิ้งงานไปดื้อๆ ทั้งตำรวจและประชาชนที่มาติดต่อราชการเดือดร้อนกันถ้วนหน้า เมื่อวันที่ 2 ก.พ.

ตร.จับมือมหาดไทย ลุยตรวจสอบซากโรงพัก 396 แห่งทั่วปท.สางปมงบกับงานที่ก่อสร้างเหลือสมดุล-เสร็จทันกรอบเวลา 14 มี.ค.หรือไม่ พร้อมรอผู้รับเหมารายเดิมเข้าชี้แจง 4 ก.พ. โรงพักต่างจังหวัดโวยอีก ตร.พิจิตรเซ็งใช้แฟลตที่พักเป็นที่ทำงาน-รับแจ้งความ แถมต้องใช้รถควบคุมขังผู้ต้องหา-ฝากไปขังโรงพักอื่น "ศรีสะเกษ" ถูกทิ้งงานกว่า 10 โรงพัก บางแห่งมีเพียงเสาอย่างเดียว



เมื่อ วันที่ 2 ก.พ. พ.ต.อ.ธวัธชัย มวลนรา รอง ผบก.ภ.จว.พิจิตร กล่าวถึงการก่อสร้างสถานีตำรวจในพื้นที่ว่า สำหรับ จ.พิจิตร มีสถานีตำรวจที่ผู้รับเหมาทิ้งงาน 4 แห่ง ประกอบด้วย สภ.ตะพานหิน สภ.สามง่าม สภ.ดงป่าคำ สภ.บางลาย และแฟลตตำรวจอีก 2 แห่ง

ส่วน ที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างมากคือ สภ.บางลาย และ สภ.ดงป่าคำ เนื่องจากสถานีตำรวจแห่งเก่าถูกรื้อทิ้งไปแล้ว ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องย้ายไปทำงานตามบ้านพัก ที่สำคัญยังไม่มีห้องขัง โดยในช่วงกลางวันจะนำตัวผู้ต้องหามาขังที่รถควบคุม จากนั้นในช่วงกลางคืนจะนำไปฝากขังไว้ที่โรงพักอื่นในพื้นที่ใกล้เคียง จึงอยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการก่อสร้างให้เสร็จโดยเร็ว ไม่ว่าจะประมูลใหม่หรือหาผู้รับเหมามาดำเนินการ เพราะขณะนี้ตำรวจอยู่กันอย่างยากลำบาก

สำหรับ จ.พิษณุโลก พ.ต.อ.เฉลิม สุวรรณรัตน์โอสถ รอง ผบก.ภ.จว.พิษณุโลก กล่าวว่า ขณะนี้สถานีตำรวจในสังกัด จ.พิษณุโลก ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จและถูกปล่อยทิ้งงานทั้งหมด 6 แห่ง ประกอบด้วย สภ.เมืองพิษณุโลก สภ.บ้านแยง อ.นครไทย สภ. ไทรย้อย อ.เนินมะปราง สภ.ดงประคำ อ.พรหมพิราม สภ.เนินมะปราง และ สภ.นครชุม อ.นครไทย โดยมี 3 สถานีตำรวจที่ถูกรื้ออาคารทิ้งไปแล้ว ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่มีสถานที่ทำงาน

พ.ต.อ. เฉลิมกล่าวอีกว่า ตำรวจในพื้นที่ไม่มีส่วนในการทำสัญญากับผู้รับเหมา แต่ผู้รับเหมารายใหญ่ทำสัญญากับสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยตรง ตอนนี้สถานีตำรวจแต่ละแห่งที่มีการก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จและถูกปล่อย ทิ้งร้างไว้ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังผู้รับเหมาให้มาดำเนินการก่อสร้าง พร้อมรายงานให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติรับทราบปัญหาดังกล่าว

ส่วน ใน จ.ขอนแก่น พ.ต.อ.ชัยพร พานิชอัตรา รอง ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น กล่าวว่า จากสัญญาในการก่อสร้างสถานีตำรวจพบว่าเหลืออีกเพียงไม่กี่วันก็จะครบกำหนด แต่สภาพสถานีตำรวจกลับยังไม่เรียบร้อย บางแห่งมีแค่เสาและบางแห่งผู้รับเหมาทิ้งงาน เรื่องนี้จะต้องมีผู้รับผิดชอบ เพราะจากการตรวจสอบเมื่อปี 2554 หลายสถานีตำรวจมีปัญหาการก่อสร้างไม่คืบหน้า ผกก.แต่ละสถานีได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชารับทราบแล้ว รวมทั้งสมุห์บัญชีได้ตรวจสอบและระบุข้อสงสัยหลายประเด็น ทั้งบริษัทผู้รับเหมาประสบปัญหาทางการเงิน และน่าจะส่ง ผลกระทบต่อการดำเนินงาน อีกทั้งยังนำเงินจากโครงการไปหมุนใช้ในโครงการก่อสร้างอื่นๆ ของบริษัท

พ.ต.อ. ชัยพรกล่าวอีกว่าในจ.ขอนแก่น มีสถานีตำรวจที่ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ 5 แห่ง โดยบางแห่งมีแต่ฐานราก ประกอบด้วย สภ.อุบลรัตน์ สภ.แวงใหญ่ สภ.แวงน้อย สภ.สีชมพู และ สภ.มัญจาคีรี ซึ่งก่อสร้างไปได้แค่ชั้นที่ 3 แล้วเสร็จไปบางส่วน เมื่อลงพื้นที่ตรวจสอบรับทราบข้อมูลจากผู้รับเหมาที่รับช่วงมาว่าได้รับเงิน ไม่ตรงกับจำนวนงวดที่ส่งงานล่าช้า หรือได้รับไม่ครบตามจำนวนที่เสนอไป ทำให้การก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานตามที่กำหนด

ขณะที่ จ.ศรีสะเกษ พบมีผู้รับเหมาทิ้งงานก่อสร้างสถานีตำรวจกว่า 10 แห่ง ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ประสบปัญหาด้านอาคารสถานที่ในการทำงาน เพราะได้มีการรื้อถอนอาคารเก่าไปหมดแล้ว ซึ่งบางแห่งพบว่ามีเพียงแค่การเทเสาปูนและทำโครงเสาเหล็กไว้เท่านั้น โดยทิ้งการก่อสร้างมานานกว่า 2 ปีและไม่ก่อสร้างต่อ โดยเฉพาะที่ สภ.ขุขันธ์ พบมีการก่อเสาปูนไว้เพียง 20 ต้น และถูกปล่อยทิ้งไว้จนสนิมเริ่มมาเกาะ

พ.ต.อ.ปรีชา คณาคร ผกก.สภ.ขุขันธ์ กล่าวว่า ย้ายมาดำรงตำแหน่งเป็นผกก.สภ.ขุขันธ์ ประมาณ 2 เดือน และไม่พบผู้รับเหมามาก่อสร้างสถานีตำรวจแห่งใหม่ให้แล้วเสร็จ จึงต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการใช้ห้องประชุมที่ค่อนข้างคับแคบมาแบ่งเป็น สัดส่วน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ใช้ปฏิบัติงาน ทำให้บริการประชาชนไม่สะดวกเท่าที่ควร

ที่ จ.กระบี่ พ.ต.อ.สนธยา แสงเภา ประธานคณะอนุกรรมาธิการ เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบและติดตามการบริหารงบประมาณสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ วุฒิสภา พร้อมคณะ เดินทางมาติดตามการบริหารงบประมาณในพื้นที่ โดยมีพล.ต.ต.นันทเดช ย้อยนวล ผบก.ภ.จว.กระบี่ และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมชี้แจง ทั้งนี้ คณะอนุกรรมาธิการสอบถามถึงปัญหาในด้านต่างๆ จากนั้นเข้าตรวจสภาพแฟลตตำรวจ สภ.เมืองกระบี่ ที่กำลังก่อสร้าง

พ.ต.อ.สนธยากล่าวว่า จากการตรวจสอบพบเป็นการทิ้งงานเหมือนทั้งประเทศ หลังจากนี้จะนำปัญหาที่เกิดขึ้นไปอภิปรายและเร่งหาแนวทางแก้ไข โดยจัดงบประมาณมาก่อสร้างให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด เพื่อช่วยเหลือตำรวจที่ไม่มีที่พักและเป็นการลดรายจ่าย ส่วนแนวทางการจัดการในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องดำเนินการตรวจสอบตาม กฎหมาย เพราะถือว่าทำผิดสัญญาจ้าง

ด้านพล.ต.ท.สุพร พันธุ์เสือ ผู้บัญชาการสำนักงานส่งกำลังบำรุง (ผบช.สกบ.) กล่าวว่า หลังจากประชุมร่วมกันแล้วทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สั่งการให้สำรวจข้อมูล เกี่ยวกับเนื้องานสิ่งก่อสร้างและงบประมาณต่างๆ โดยลงพื้นที่ตระเวนตรวจสอบและขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่โยธาธิการและผัง เมือง กระทรวงมหาดไทย ให้เข้ามาช่วยตรวจสอบว่ามีความสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด และสามารถดำเนินการในส่วนที่เหลือให้เสร็จสิ้นทันภายในวันที่ 14 มี.ค.หรือไม่ โดยกำหนดระยะเวลาในการสำรวจ 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา ส่วนจะสำรวจเสร็จทันตามเวลาหรือไม่นั้นคาดว่าอาจต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก เนื่องจากจำเป็นต้องให้ผู้ที่มีความรู้และเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาช่วยตรวจสอบ อีกทั้งต้องลงพื้นที่เกือบทั่วประเทศกว่า 396 โรงพัก แต่ยืนยันว่าจะดำเนินการตรวจสอบให้ได้มากที่สุด

พล.ต.ท.สุพร กล่าวอีกว่า สำหรับวิธีการสำรวจนั้น พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รองผบ.ตร. ฐานะประธานคณะกรรมการดังกล่าว สั่งการผู้บังคับการแต่ละจังหวัดทำหน้าที่ประสานกับเจ้าหน้าที่สำนักงานกรม โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดเดียวกันที่ยังคงมีโรงพักสร้างไม่เสร็จค้างอยู่ เพื่อตรวจสอบว่าปริมาณงานที่ทำและเงินที่คงเหลือมีความเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งถือเป็นวิธีที่ประหยัดเวลา

หากภายหลังการพิจารณากำหนด ให้ยกเลิกสัญญากับผู้ว่าจ้างเดิม ผู้ว่าจ้างรายใหม่ที่เข้ามาจะสามารถดำเนินงานต่อได้ รวมทั้งกรณีที่มีการฟ้องร้องทางคดีกันอีกหรือการโต้แย้ง สามารถดำเนินการตรวจสอบได้ว่าจะทราบจำนวนค่าเสียหายที่สำนักงานตำรวจแห่ง ชาติสูญเสียไปได้ทันที โดยจะทำงานควบคู่กันระหว่างพิจารณารอผลสรุปการประชุม เพื่อให้ผู้รับเหมารายเดิมเข้ามาชี้แจงในวันที่ 4 ก.พ. ทั้งนี้ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. จะเป็นผู้กำหนดแนวทางการดำเนินการเรื่องนี้ต่อไป

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-02-03 15:41:44


ความเห็นที่ 6 (2922696)

แมว9ชีวิต? "วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี" ชีวิตไม่เคยขอตำแหน่ง ตำนานตำรวจวัง สู่ม็อบ 2 สี และคดีแดง-เหลือง !

วันที่ 08 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เวลา 16:12:08 น.

 

 



 



100 ปีที่กระทรวงมหาดไทย การเมืองเรื่องอำนาจ เปลี่ยนขั้ว สลับข้าง 1 ปีในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมยกกระทรวง 1 ในคนการเมืองที่เข้าดำรงตำแหน่ง และไปต่อพร้อมกับรัฐมนตรีใหม่ใน "ยิ่งลักษณ์ 3" คือ "พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี" ปฏิบัติหน้าที่ปลัดกระทรวงคมนาคม เมื่อ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา

ชีวิต เขาเคยขึ้นสูงสุดในสายงานสีกากี เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ในยุคที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล แต่ก็ถูกเด้งพ้นตำแหน่งไปเป็นเลขาธิการสภา

ความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เมื่ออำนาจอยู่ในมือของพรรคเพื่อไทย อยู่บนเก้าอี้เลขาฯ สมช.เพียง 1 ปี ก็ถูกย้ายรอบที่ 2 ให้ไปเป็นปลัดกระทรวงถูกเปลี่ยนเก้าอี้ 3 ครั้งภายในปีเดียว

"ประชาชาติธุรกิจ" สนทนากับ "พล.ต.อ.วิเชียร" ในห้องทำงานที่กระทรวงรหัส "ราชรถ" เขายอมรับว่าพ่อบ้านกระทรวงคมนาคม เป็นตำแหน่งที่ได้มาด้วยความเซอร์ไพรส์

 

บ้างเปรียบเทียบว่า ท่านวิเชียรเป็น"แมวเก้าชีวิต"

 

คลิกอ่านบทสัมภาษณ์นับจากบรรทัดนี้ได้

 

 

 

ล้อมกรอบ ................

 

 

ตำนานตำรวจวัง สู่ม็อบ 2 สี และคดีแดง-เหลือง

อาจกล่าว ได้ว่า พล.ต.อ.วิเชียร เป็นอดีต ผบ.ตร.เพียงคนเดียวที่ข้ามห้วยไปเกษียณอายุราชการในตำแหน่ง "ปลัด" กระทรวงคมนาคม ในรอบ 100 ปี

พล.ต.อ.วิเชียรบอกว่าไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ตำแหน่งของเขาผันผวนเช่นนี้

เพราะเขา "ขึ้นเร็ว" มาตั้งแต่วัยหนุ่ม

"เมื่อ ผมอายุ 29 ปี เป็นพันตำรวจเอก เป็นผู้กำกับที่อายุน้อยที่สุดในประเทศไทย ผมก็คิดว่า พูดโอ้อวดไปไม่มีประโยชน์ มีแต่จะพูดให้เป็นประโยชน์ต่อเพื่อนข้าราชการ หรือเรามีดีตรงไหน ที่เราได้เป็นผู้กำกับอายุน้อยที่สุด ผมก็คิดไม่ออก"

เขาคิดว่า ถ้าย้อนเวลาไปได้ เขาจะพูดแต่เพียงว่า "ผมอาจเสียสละมากกว่าคนบางคน นี่ผมไม่ได้โอ้อวดนะครับ และถามว่า จำเป็นไหม ว่าจะต้องอยู่ในตำแหน่งเดิมเป็น ผบ.ตร.จนเกษียณ"

ในช่วงที่ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในฝ่ายสีกากี พล.ต.อ.วิเชียรคุมทั้งม็อบเหลือง ม็อบแดง

"ผม เป็นผู้คุมม็อบ ทั้งเสื้อแดง เสื้อเหลือง ทั้งสองฝ่ายยอมรับการดูแลของผม พอเขาเปลี่ยนหน้าที่ผม กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน เกิดเหตุ 7 ตุลาคม 2551 ผบ.ตร.ก่อนผม 2 ท่าน ไม่มีใครสั่งฟ้อง ทั้ง ๆ ที่พนักงานสอบสวนบอกว่าผิด พ.ร.บ.เดินอากาศ ผิด พ.ร.บ.ก่อการร้าย"

"แต่ หลังจากผมเป็น ผบ.ตร.ได้ 2 เดือน ผมสั่งฟ้อง รวมถึงคุณกษิต (ภิรมย์ อดีต รมว.ต่างประเทศ) หมายความว่า ผบ.ตร.ก่อนผม 2 ท่าน เขามีหน้าที่ เขาทำอะไรอยู่ ผมไม่ได้ว่าคนเก่า แต่อธิบายให้ฟังว่า นั่นคือการทำหน้าที่ของเรา ถึงเป็นเรื่องใหญ่ ที่เราต้องตัดสินใจ ก็ต้องทำ"

ดังนั้น ตำแหน่งสุดท้ายที่เขาเกษียณ เขาคิดว่า "สิ่งไหนคือหน้าที่ของปลัด ก็ต้องรวบรวมข้อมูลที่ถูกต้องแล้วตัดสินใจ ไม่ใช่ลอยไปลอยมาเพื่อให้ได้เป็น"

พล.ต.อ.วิเชียรเล่าชีวิตก่อนผันผวนเพราะฤดูกาลการเมือง

"ผม เข้าไปอยู่ในวัง (เป็นนายตำรวจราชสำนักประจำ) ประมาณปี พ.ศ. 2524 ท่าน พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร (อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ) เลือกผมเข้าไป จนได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นจุลจอมเกล้า ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้ผมตอนเป็น พ.ต.อ. เมื่อปี 2529 ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่คนได้รับมีจำนวนน้อย คนที่ได้รับชั้นนี้ เช่น ท่านนายกฯชวน (หลีกภัย) ส่วนตำรวจ เช่น พล.ต.อ.วสิษฐ, พล.ต.อ.เสริม จารุรัตน์ (อดีตหัวหน้านายตำรวจราชสำนัก)

"ภายใต้ดวงอาทิตย์ ไม่มีสิ่งใดที่ตำรวจไทยทำไม่ได้" คำนี้ถูกพิสูจน์แล้ว ในยุค ผบ.ตร. พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-11-09 07:05:35


ความเห็นที่ 5 (1531267)

สถาพร หลาวทอง "ป.ป.ช."คนใหม่

คอลัมน์ ข่าวทะลุคน


เกษียณจากราชการตำรวจในตำแหน่งจเรตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง รับงานใหม่ทันที

วุฒิสภาลงมติเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือป.ป.ช.

แม้ เจอวิบากบ้าง ข้อที่ว่าคุณสมบัติอาจขัดกับรัฐธรรมนูญที่บัญญัติว่ากรรมการป.ป.ช. ต้องเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดี หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางบริหารในหน่วยราชการที่มีอำนาจบริหารเทียบเท่าอธิบดี

โดยที่ตำแหน่งจเรตำรวจแห่งชาติอาจไม่เทียบเท่าอธิบดี

ถกนาน 5 ชั่วโมง ที่สุดผ่านความเห็นชอบด้วยมติ 76 ต่อ 43

กรรมการป.ป.ช.คนใหม่ เกิด 22 พ.ย. 2494

นรต.รุ่น 28 ปริญญาตรีรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต ปริญญาโทสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ผ่านหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร หลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชา ธิปไตย สำหรับนักบริหารระดับสูง และหลักสูตรการบริหารงานภาครัฐและกฎ หมายมหาชน สถาบันพระปกเกล้า

เริ่มงานที่สน. บางซื่อ จากนั้นเป็นรองสว.แผนก 3 กก.สส. บก.น. พระนครเหนือ และรองสว.แผนกธุรการ กก.อก. บก.น.พระนครเหนือ

เลื่อนเป็นสว.แผนกกำลังพล กก.อก. บก.น.พระนครเหนือ

ก่อนเป็นรองผกก.นโยบายและแผน บก.อก. บช.น. และรองผกก.2 กองอำนวยการศึกษา

ต่อมาเป็นผกก.1 กองอำนวยการศึกษา ตามด้วยผกก.กองวิจัยและวางแผน และรองผบก.กองวิจัยและวางแผน

ขึ้นเป็นผบก.กองทะเบียนพล แล้วเป็น ผู้ช่วยผบช.ศ. รองผบช.ศ. กระทั่งเป็นผบช.ศ. และผบช.ภ.3

เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผบ.ตร.

ตำแหน่งสุดท้ายคือจเรตำรวจแห่งชาติ

เกษียณเมื่อ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา *

รุ่งขึ้นวันที่ 1 ต.ค. 2555 สวมหมวก กรรมการป.ป.ช.แล้ว

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-10-06 10:01:12


ความเห็นที่ 4 (1528844)

รู้จัก"พงศพัศ พงษ์เจริญ" ว่าที่ เลขาธิการ ป.ป.ส.

วันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2555 เวลา 12:59:00 น.

 




 

มติชน 26 ก.ย. 2555 คอลัมน์ คนตามข่าว โดย ดุษฎี สนเทศ



 


แต่งตัวรอดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดหรือเลขาฯ ป.ป.ส.อีกตำแหน่ง ตามมติ ครม. แทนที่ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้วผู้ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. วันที่ 1 ตุลาคมนี้

เกิดวันที่ 9 ธันวาคม 2498 ชาวจันทบุรี การศึกษา ร.ร.เตรียมทหารรุ่นที่ 15 แยกเหล่า เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 31 ได้ทุน ก.พ.ไปศึกษาต่อประเทศสหรัฐอเมริกา จบปริญญาโท สาขาการบริหารงากระบวนการยุติธรรม จากมหาวิทยาลัย อลาบามาและปริญญาเอกสาขาเดียวกันจากมหาวิทยาลัยแซมฮิวสตันสเตท มลรัฐเท็กซัส

รับราชการครั้งแรกในตำแหน่ง รองสารวัตร สน.มักกะสัน ขึ้นเป็น พล.ต.ต.ในตำแหน่ง ผบก.ศูนย์ข้อมูลข้อสนเทศ พร้อมกับวางรากฐานงานด้านเทคโนโลยีของตำรวจและมีการต่อยอดใช้งานมาจนถึงทุกวันนี้

จากนั้นเป็น พล.ต.ท.ในตำแหน่ง ผบช.โรงเรียนนายร้อยตำรวจ และ พล.ต.อ.เป็นที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคง ปัจจุบันเป็น รอง ผบ.ตร.อาวุโสลำดับถัดจาก พล.ต.อ.อดุลย์เป็นที่รู้จักคุ้นหน้าค่าตาสมัยทำหน้าที่โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากการเน้นช่วยเหลือดูแลประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนในเรื่องต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ยุคประกาศสงครามกับยาเสพติด เข้าไปดูแลชุมชนคลองเตย

ด้านการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้เสพพร้อมกับเปิดตู้ ปณ.1234 รับแจ้งเบาะแสจากประชาชนทั่วประเทศ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-09-26 13:05:02


ความเห็นที่ 3 (1523037)

 

วสิษฐ เดชกุญชร "การแต่งตั้งตำรวจ : อัปยศไม่รู้จบ"

วันที่ 04 กันยายน พ.ศ. 2555 เวลา 20:30:34 น.

 

 




 

(ที่มา : มติชนรายวัน 4 กันยายน 2555)




ถึงแม้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ผู้ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการ ข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) แทนนายกรัฐมนตรี จะออกมาแถลงยืนยันว่า การประชุม ก.ตร. เพื่อพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตำรวจเมื่อวันพุธที่ 29 สิงหาคมนี้ เป็นการแต่งตั้งที่ "เรียบร้อย ถูกต้อง ชอบธรรม" และที่สำคัญที่สุดตั้งแต่ตนมาอยู่ (ในฐานะประธาน ก.ตร.) ตำรวจไม่ต้องเสียเงิน เสียทอง และตำรวจยุคนี้เป็นตำรวจที่มีฝีมือจริง ฯลฯ แต่ก็คงไม่มีใครเชื่อถ้อยแถลงของรองนายกฯ รัฐมนตรีผู้นี้นัก

เพราะข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในการประชุม ก.ตร.นัดที่กล่าว ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนถึง 6 นาย ไม่ยอมร่วมและเดินออกจากที่ประชุม คนหนึ่งคือ พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช ได้เปิดเผยเหตุผลแก่ผู้สื่อข่าวว่า การเสนอชื่อนายตำรวจเพื่อให้ที่ประชุม ก.ตร.พิจารณา หลายรายมีคุณสมบัติ ไม่เหมาะสม และไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ บางรายมีการปรับเปลี่ยนชื่อ "แบบกะทันหัน" ในที่ประชุม และแม้ตนจะอภิปราย (ไม่เห็นด้วย) แล้วก็ไม่ได้ผล จึงออกจากที่ประชุม

นอกจาก ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 6 นายแล้ว ยังมีก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิอีก 3 นาย ขาดประชุม แต่ก็ยังเหลือกรรมการโดยตำแหน่งและผู้ทรงคุณวุฒิอีกครบองค์ประชุม การประชุมจึงดำเนินต่อไปได้จนถึงที่สุด

เกี่ยวกับเรื่องการแต่งตั้งตำรวจนี้ ผมได้เคยเขียนแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์มาแล้ว หลายครั้งหลายหน และในสมัยที่ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรี ก็เคยได้รับมอบหมาย ให้เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจที่ไม่เป็นธรรม ทั้งยังเคยเสนอและนายกรัฐมนตรีเห็นชอบให้วางหลักเกณฑ์การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมด้วย

แต่ปัญหาเกี่ยวกับการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจก็ยังมีอยู่ ที่น่าสังเกตสำหรับคราวนี้ก็คือ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ 6 นาย ที่ไม่ร่วมประชุมและเดินออกจากที่ประชุมนั้น 5 นาย เป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ยศ พล.ต.อ.และ พล.ต.ท. เคยดำรงตำแหน่งสูงและสำคัญในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนอีกผู้หนึ่ง (รศ.ร.ต.อ.สรพลจ์ สุขทรรศนีย์) ก็เคยรับราชการตำรวจเช่นเดียวกัน

นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่อยู่ในราชการมาหลายสิบปีนั้น ย่อมยังมีผู้ที่เคยอยู่ใต้บังคับบัญชาและยังอยู่ในราชการไม่มากก็น้อย เพราะฉะนั้น ก็คงจะพอมีข้อมูลส่วนตัว รู้ว่าใครเป็นใคร มีหรือไม่มี ฝีไม้ลายมือมากน้อยเพียงไหน

และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ บางคนคงมีอคติเข้าข้างลูกน้องเก่าของตนอยู่บ้างเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น จึงอาจไม่เห็นด้วยกับการที่ลูกน้องเก่าของตน ไม่ได้รับการเสนอชื่อและพิจารณาแต่งตั้ง

การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจจึงกลายเป็นผลของการต่อสู้ และต่อรองกันระหว่างปลอกคอ ที่ตำรวจใหญ่น้อยรู้ดี ทำให้ในการแต่งตั้งทุกครั้ง แม้ตำรวจที่มีฝีมือก็วางใจไม่ได้ ต้องใช้ฝีตีน (วิ่งเต้น) หาปลอกคอหรือผู้สนับสนุนทุกรายแทบไม่มีข้อยกเว้น

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ผลของการแต่งตั้งแบบนี้เสียหายร้ายแรงแก่ขวัญกำลังใจและเกียรติภูมิของตำรวจดีๆ เพียงใด ตำรวจบางคนถึงกับไม่สนใจหรือทิ้งงานประจำในหน้าที่ แล้วเอาเวลาราชการ ไปเกาะขารับใช้นาย (หรือเมียนาย) แล้วก็มักจะได้ผล คือพอถึงฤดูการแต่งตั้งเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ก็ได้รับการพิจารณาก่อนหรือเหนือคนอื่น

ส่วนที่รองนายกรัฐมนตรีคุยว่าตำรวจไม่ต้องเสียเงินเสียทองในการแต่งตั้งนั้น ก็อาจเป็นความจริงในกรณีของท่าน แต่ใครจะไปรู้ว่าคนอื่นที่มีอำนาจหน้าที่ในการเลือก และเสนอชื่อตำรวจเพื่อรับการแต่งตั้งนั้น จะไม่แบมือรับเงินใต้โต๊ะหรือบนโต๊ะ หน้าบ้านและหลังบ้าน เพื่อแลกกับการใส่ชื่อของตำรวจลงในบัญชีที่ไปสู่การพิจารณาของ ก.ตร.

การแต่งตั้งตำรวจทุกยุคทุกสมัยจึงไม่พ้นครหาว่าไม่โปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ (หรือไม่มีใคร คิดจะตรวจสอบ) และน่าเชื่อว่ามีทุจริตหรือคอร์รัปชั่น

ที่จริง ก.ตร.วางหลักเกณฑ์ในการพิจารณาแต่งตั้งเอาไว้นานแล้ว แต่ดูเหมือนว่านอกจาก ก.ตร.เองจะไม่สนใจในหลักเกณฑ์แล้ว ในหลายกรณีที่ผ่านมา ก.ตร.ยังยอมอนุมัติให้ยกเว้นไม่ใช้ หลักเกณฑ์เสียด้วย

ผมเชื่อว่าในการพิจารณาแต่งตั้งคราวล่าสุดนี้คงมีข้าราชการตำรวจที่คิดว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรมอยู่ไม่น้อย ในฐานะที่เป็นตำรวจนอกราชการ ผมไม่สามารถจะช่วยเหลืออะไรได้ นอกจากเห็นใจ แต่ในฐานะที่เป็นนักเขียนและได้รับโอกาสให้พูด ผมก็จะยังเขียนและพูดให้อ่าน และให้ฟัง เผื่อผู้อ่านหรือผู้ฟังที่มีอำนาจและมีใจเป็นธรรมจะรับเอาไปช่วยเหลือแก้ไขได้

ผมบอกแล้วว่าในสมัยที่ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรี ผมได้รับแต่งตั้งให้เป็น ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในการแต่งตั้งตำรวจ ในโอกาสนั้น ท่านอาจารย์ เดชอุดม ไกรฤทธิ์ อดีตนายกสภาทนายความ ซึ่งเป็นกรรมการตรวจสอบผู้หนึ่ง ได้เขียนหนังสือขึ้นเล่มหนึ่ง เสนอคณะกรรมการ โดยรวบรวมประมวลกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งกรณีตัวอย่างมาไว้ในหนังสือเล่มนี้ สะดวกแก่การที่จะตรวจสอบการแต่งตั้งของผู้บังคับบัญชาตำรวจ ว่าเป็นไปโดยถูกต้องเป็นธรรมหรือไม่ และหากประสงค์จะทราบข้อเท็จจริง เช่น ในการประชุมพิจารณาแต่งตั้ง (ซึ่งที่แล้วมาถือเป็นเรื่องปกปิด) หนังสือเล่มนี้ก็ยังมีคำแนะนำวิธียื่นคำร้องต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้นด้วย

คณะกรรมการตั้งชื่อหนังสือเล่มนี้ว่า "คู่มือการตรวจสอบการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจประจำปี (อนุสรณ์ฯ จ่าเพียร)" และในเดือนกุมภาพันธ์ 2554 นายกรัฐมนตรี (อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ได้อนุมัติให้พิมพ์แจกตำรวจทั่วประเทศเป็นจำนวน 20,000 เล่ม หนังสือเล่มนี้คงถึงมือหรือผ่านตาตำรวจแล้วเป็นจำนวนมาก และหากผู้ใดต้องการที่จะร้องเรียน หรือฟ้องร้องเพื่อขอความเป็นธรรมในการแต่งตั้ง หนังสือเล่มนี้จะใช้เป็นคู่มือได้เป็นอย่างดี

ผมขอแนะนำให้ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม และขอเอาใจช่วยด้วยครับ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-09-05 09:53:21


ความเห็นที่ 2 (1513929)

สุชาติ เหมือนแก้ว บอร์ดคดีพิเศษดีเอสไอ

ครม.ฉลุ ยตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอพล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผบช.น. ได้รับแต่งตั้งเป็น 1 ใน 9 คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการคดีพิเศษ(กคพ.)

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านกระบวนการสืบสวนสอบสวนคดีอาญา

มีผลตั้งแต่วันที่ 7 ก.ย.นี้เป็นต้นไป

มีชื่อเล่นที่เพื่อนร่วมรุ่นเรียกว่า เบื๊อก หรือ บิ๊กเบื๊อก เกิดเมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2494 

ตท.รุ่น 10 นรต.รุ่นที่ 26 รุ่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 

ปริญญาโทรัฐศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2538 และนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ปี 2543 

ผ่านการอบรมหลักสูตรโรงเรียนผู้บัญชา การรุ่นที่ 18 (ร.ร.ผบก.) และวปอ.48

รับราชการครั้งแรกปี 2516 ในกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) 

ผ่านตำแหน่งสำคัญในกองปราบปรามกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เป็นรองผบช.ก. ปี 2547 และเป็นรองผบช.น. เมื่อเดือนพ.ค.2551

ถูกวาง ตัวให้เป็นผบช.ก. แต่เกิดเหตุชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) เมื่อปี 2551 ถูกโยกไปเป็นผบช.น. แทน พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ที่ย้ายไปเป็นผช.ผบ.ตร. เมื่อ 1 ต.ค.2551

ก่อนเกิดเหตุสลายการชุมนุม พธม.หน้าอาคารรัฐสภา 7 ต.ค.2551

ต่อมาในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถูกย้ายไปเป็น ผบช.ภ.4

ปลาย เดือนต.ค.2552 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปลดออกจากราชการ ระบุความผิดร้ายแรงจากเหตุสลายการชุมนุมหน้าอาคารรัฐสภาของกลุ่มพธม.วันที่ 7 ต.ค.2551 หลังถูกป.ป.ช.ชี้มูล ซึ่งขณะนั้นเป็นผบช.น.

ปี 2553 ก.ตร. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้กลับเข้ารับราชการ เพราะการสอบสวนไม่พบความผิด 

เกษียณเมื่อต.ค.2554 กลับมาอีกครั้งในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของกคพ.

 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-08-04 13:21:11


ความเห็นที่ 1 (1512867)

พล.ต.ต.นเรศ นันทโชติ ผงาดนั่ง"ผบช.ภาค 1"

ผลการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) ลงมาถึงผู้บัญชาการ วาระประจำปี 2555 จำนวน 45 ตำแหน่ง

ที่น่าสนใจคือ พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผบช.ภ.1 ย้ายไปเป็น ผบช.ภ.2 พื้นที่บ้านเกิด

ขยับ พล.ต.ต.นเรศ นันทโชติ รองผบช.น. ขึ้นเป็น ผบช.ภ.1

ตามคิวที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ นั่งหัวโต๊ะก.ตร.เคาะชื่อในบ่ายวันนี้

เกิด 16 มิ.ย. ปัจจุบันอายุ 52 ปี 

นรต.รุ่น 37 ปริญญาโทด้านพัฒนาสังคม 

จบหลักสูตร วปอ.2551 รุ่นเดียวกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ

ผ่านสำคัญ สวส.สภ.ต.สำโรงใต้ อ.พระ ประแดง จ.สมุทรปราการ ปี 2535 สว.ทะเบียนพล บช.ภ.1 ปี 2537 

นว.รอง อ.ตร.และนว. พล.ต.อ.พรศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผบ.ตร.ปี 2538-2543 

อยู่ในพื้นที่ภาค 1 มาโดยตลอด

รอง ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา ปี 2544 และผบก.ภ.จว.สมุทรสงคราม, ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา, ภ.จว.นครนายก ตั้งแต่ปี 2548-52 

เลื่อนขึ้นไปเป็น รอง ผบช.ปส. ปี 2552 

รอง ผบช.น. ปี 2554

มีผลงานสำคัญ อาทิ ร่วมกับ พล.ต.อ. จุมพล มั่นหมาย ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติในขณะนั้น บุกจับกุมนายฮัมบาลี ผู้ก่อการร้ายคนสำคัญของโลกได้พร้อมอาวุธสงคราม ที่จ.พระนคร ศรีอยุธยา เมื่อ 11 ส.ค. 2546 

แสดงจุดยืนและปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับพนักงานสอบสวนสภ.วังน้อย กรณีศาลชั้นต้นให้ออกหมายจับนายสุนัย มโนมัยอุดม อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ 

ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งถอนหมายจับโดยมิชอบ จึงยื่นฎีกาคัดค้าน

ในที่สุดศาลฎีกาตัดสินมีคำสั่งให้เป็นไปตามคำร้องของพนักงานสอบสวน (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 479/2555 ลง 31 ม.ค. 2555) 

คุ้นเคยกับนายกฯ และครอบครัว

ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจ ให้กลับไปดูแลพื้นที่บช.ภาค 1


 



 
 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-08-01 09:04:26



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2010 All Rights Reserved.
Wachon Nim

สร้างลิงค์ของโปรไฟล์ในแบบที่เป็นตัวคุณเอง