ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > ศาสนา+วัฒนธรรม + นักปกครอง

ศาสนา+วัฒนธรรม + นักปกครอง




ผู้ตั้งกระทู้ Admin กระทู้ตั้งโดยเว็บมาสเตอร์ :: วันที่ลงประกาศ 2010-04-06 08:31:14


1

ความเห็นที่ 58 (3000964)

สนง.พระพุทธฯกำชับต้องสำรวจ-ตักเตือนกลุ่มพระตุ้งติ้ง ยอมรับระบบยังดูแลไม่ทั่วถึง

วันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2557 เวลา 14:59:34 น.

 

 



 
พฤติกรรมของพระ สงฆ์หลายรูปทั้งในอดีตและปัจจุบันกลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกรณีของ "เณรคำ" หรือล่าสุดอย่างประเด็นของ "นาตาลี ร้อยหน้า" หรือ "พระเจษฎา" ที่ใข้ชื่อเฟซบุ๊ก "นู๋ร๊ากผัวเขา ผัวเขาก้อร๊ากนู๋" ซึ่งถูกวิจารณ์หลังมีภาพระหว่างช่วงที่สวมจีวรในสถานภาพภิกษุกับช่วงที่แต่ง กายเป็นหญิงเผยแพร่ทางโลกออนไลน์และมีการแชร์ข้อความว่าผู้ที่อยู่ในภาพมี พฤติกรรมไม่เหมาะสมจนโดนคนในสังคมวิจารณ์กันอย่างหลากหลาย

แม้ที่ผ่านมาจะมีการอธิบายชี้แจงผ่านสื่อแต่ข้อมูลการชี้แจงก็ยังไม่สามารถคลายข้อสงสัยให้คนในสังคมหายข้องใจได้ สำหรับกรณีนี้ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เปิดเผยว่า ถ้าในที่สุดแล้วได้ข้อสรุปว่าผู้ที่ตกเป็นข่าวมีพฤติกรรมแสดงออกตามที่ถูกกล่าวหาจริงก็ถือว่ามีความผิด มีโทษเข้าข่ายหลอกลวง และผิดธรรมวินัยร้ายแรงก็ต้องให้สึก 

ในกรณีนาตาลี ร้อยหน้า สำนักงานพระพุทธติดตามผู้ที่อ้างว่าเป็นนาตาลี ซึ่งก็ยืนยันว่าไม่ได้มีความประพฤติอย่างที่เป็นข่าว แต่ถูกกลั่นแกล้งและกำลังจะแจ้งความดำเนินคดีผู้โพสต์ ในส่วนพระที่ให้ข่าว ทางสำนักพระพุทธสอบถามแล้ว ท่านยอมรับว่าให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนและได้ขอโทษต่อสังคมแล้ว 

"แต่ โดยทั่วไป ตอนนี้ทางมหาเถรสมาคมกำชับให้เจ้าคณะปกครองตรวจตราผู้มีพฤติกรรมเบี่ยงเบน ทางเพศหรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับสมณะเพศก็ต้องดำเนินการให้เด็ดขาด" นายนพรัตน์กล่าว

จากกรณีนี้ทำให้เกิดข้อสงสัยมากกว่าเดิมว่า ชายไทยที่มีพฤติกรรมลักษณะเบี่ยงเบนทางเพศสามารถบวชได้หรือไม่ ผอ.สำนักพระพุทธศาสนาฯ เปิดเผยว่า กรณี ที่มีพฤติกรรมหรือการแสดงออกเบี่ยงเบนทางเพศชัดเจน พระธรรมวินัยมีระบุชัดเจนว่า กลุ่มบัณเฑาะว์ ไม่สามารถบวชได้หรือถ้าบวชแล้วมาแสดงออกภายหลังก็ต้องสึก กรณีที่มีจริตไปบ้างแต่ไม่ได้แสดงออกในทางเสื่อมเสียอย่างเข้าไปมั่วสุมทาง เพศหรือทำให้เกิดความเสียหายต่อองค์กรสงฆ์โดยตรงก็ต้องดูเจตนาและพฤติกรรม ซึ่งก็อยู่ในขั้นตักเตือนให้เปลี่ยนนิสัย

"ในระเบียบพระอุปัชฌาย์มีความชัดเจนว่าต้องส่งตัวบุคคลที่จะบวชมาตรวจสอบประวัติและมีการทดสอบนิสัย หรือเป็นการดูตัวก่อนบวชอย่างน้อย 15 วัน ในดุลยพินิจของพระอุปัชฌาย์ก็น่าเชื่อถือได้ แต่ช่วงหลังก็ให้มีการตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ ส่วนพฤติกรรมที่ส่อเบี่ยงเบนถ้าไม่แสดงออกต่อหน้าจริงๆ บางทีพระอุปัชฌาย์ก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ แต่ก็มีเงื่อนไขว่าถ้าบวชไปแล้วหากพบเห็นในระยะ 5 ปีก็ต้องมีการดำเนินการไปตามกฎ แต่ถ้าหลังจากนั้นมีพบเห็นก็ต้องตรวจสอบและดำเนินการตามเหตุผล" ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

สำหรับสถิติการสึกที่ผ่านมา นายนพรัตน์ เปิดเผยว่า เบื้องต้นแต่ละปีมีไม่เกิน 10 ราย แต่บางครั้งเมื่อเกิดเป็นข่าว คนส่วนใหญ่จะคิดว่ากลุ่มที่มีพฤติกรรมแบบนี้มีมาก แต่จริงๆแล้วมีไม่มากนัก

ทั้งนี้ ภิกษุ-สามเณรอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติสงฆ์ โดยมีเจ้าคณะปกครองดูแลตามลำดับชั้น มีพระวินยาธิการทำหน้าที่สำรวจตรวจสอบการกระทำที่ไม่เหมาะสม โดยนายนพรัตน์ ยอมรับว่า ปัจจุบันยังมีจำนวนน้อยขณะที่โลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงเร็วและมีสื่อที่เผยแพร่ข้อมูลอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีเครือข่ายที่ดูแลเรื่องนี้ 84 องค์กรและพร้อมช่วยเหลือให้ข้อมูลเบาะแส ซึ่งนายนพรัตน์ ระบุว่า อาจยังไม่สามารถดูแลอย่างทั่วถึงจึงต้องขอความร่วมมือจากประชาชนให้เบาะแสอย่างเช่นกรณีเณรคำ

นอกเหนือจากคำถามต่อพฤติกรรมสงฆ์ในเรื่องเพศแล้ว ที่ผ่านมายังมีคำถามเรื่องพฤติกรรมสงฆ์กับเรื่องทางโลกอย่างการเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งนายนพรัตน์ ระบุว่า ระเบียบมหาเถรสมาคมก็บัญญัติชัดเจน ห้ามพระชุมนุมทางการเมือง หรือไปอภิปรายทางการเมือง โทษสำหรับผู้กระทำผิดก็ต้องแล้วแต่เจตนาและการกระทำนั้นๆ 

อย่างไรก็ตาม นายนพรัตน์ แสดงความคิดเห็นว่า สิ่งที่กระทำนั้นอยู่ที่เจตนาและสิ่งที่แสดงผลจากการกระทำนั้นมากกว่า ถ้าเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความขัดแย้งก็ไม่ควรทำ แต่ถ้าเป็นการให้ความรู้ตามหลักธรรมในลักษณะที่เป็นกลางจริงและยืนยันได้ว่าถูกต้องก็สามารถทำได้
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-04-24 21:09:34


ความเห็นที่ 57 (2994504)

ปลัด วธ.นัดถกอธิบดีปรับโครงสร้างรองอธิบดี

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 22:00:27 น.

 

 

 

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ นายปรีชา กันธิยะ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยว่า จากการที่ได้ดำเนินการโยกย้ายข้าราชการในตำแหน่งอำนวยการระดับสูง (ระดับ 9) วัฒนธรรมจังหวัด 13 จังหวัดแล้วนั้น ขณะที่ได้เปิดให้ข้าราชการตำแหน่งวัฒนธรรมจังหวัด ยื่นเหตุผลและความจำนง ขอย้ายไปในพื้นที่ที่ต้องการไปทำงานอีกรอบ

 

โดย วธ.จะดำเนินการรวบรวมข้อมูล เพื่อดำเนินการโยกย้ายให้เกิดความเหมาะสมให้แล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคมนี้ ในขณะเดียวกันภายในสัปดาห์หน้า ตนจะหารือกับอธิบดีทุกกรมทั้งกรมศิลปากร กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) กรมการศาสนา (ศน.) สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) ถึงการปรับโครงสร้างของรองอธิบดีแต่ละกรมด้วย 

“ผมจะหารือกับอธิบดีทุกกรมถึงการโยกย้ายรองอธิบดีของแต่ละกรมว่า แต่ละกรมจะว่าอย่างไร หากจะให้คงไว้เช่นเดิม ผมก็จะดำเนินการตามความต้องการของอธิบดี โดยไม่เป็นการบังคับหรือโยกย้ายตามอำเภอใจ ต้องดูตามความเหมาะสม ซึ่งก่อนหน้านี้จะต้องดำเนินการโยกย้ายแต่งตั้งในตำแหน่งของผู้ตรวจราชการ ก่อนถึงจะแต่งตั้งโยกย้ายรองอธิบดี แต่เนื่องจากมีการยุบสภาและมีการเลือกตั้ง จึงทำให้กระบวนการแต่งตั้งผู้ตรวจราชการต้องสะดุดลง จำเป็นต้องมีการแต่งตั้งโยกย้ายรองอธิบดีก่อน ส่วนตำแหน่งผู้ตรวจราชการนั้น อาจจะต้องรอเสนอในช่วงที่มีการโยกย้ายใหญ่ของทหารประมาณกลางปี 2557”

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-02-19 06:14:35


ความเห็นที่ 56 (2990308)

′สมเด็จวัดปากน้ำ′ ให้สัตยาบันรับตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชอย่างเป็นทางการ

วันที่ 03 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 17:22:04 น.

 

 



 

เมื่อวันที่ 3 มกราคม เวลา 14.30 น.ที่อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม ในฐานะโฆษกมหาเถรสมาคม (มส.) เปิดเผยภายหลังประชุมมส.นัดพิเศษ ว่า การประชุมมส.นัดพิเศษเพื่อหารือเกี่ยวกับตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และเพื่อให้สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ได้กล่าวสัตยาบรรณในการดำรงตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งที่ประชุมมส.ก็อนุโมทนา พร้อมทั้งรับทราบการเข้ารับตำแหน่งดังกล่าวของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์  

นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2556 ส่งผลให้คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชได้สิ้นสุดลงด้วย รวมถึงยังส่งผลให้การสั่งการโดยประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชหรือการออกพระบัญชาต่างๆ ไม่ถูกต้อง ดังนั้น พศ.จึงเสนอให้ที่ประชุม มส.รับทราบ โดยแจ้งต่อคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชว่าคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชได้สิ้นสุดลง ดังนั้น พศ. ได้แจ้งชื่อสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์ สูงสุด คือสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ต่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อปฏิบัติตามมาตรา 10 ของพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม 2535 

“การที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ได้ให้สัตยาบันว่าการออกพระบัญชา คำสั่งตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา นั้นจะมีผลถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ และส่งผลให้ตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สำหรับหนังสือกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะนี้ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นตามขั้นตอนแล้วถือว่ากระบวนการตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงทำให้สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ สามารถปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชตามกฎหมาย” ผู้อำนวยการ พศ.กล่าว

นายนพรัตน์ กล่าวต่อว่า เมื่อเร็วๆนี้จากการเตรียมงานพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระสังฆราช ได้มีมติตั้งคณะกรรมการอำนวยการงานพระราชทานเพลิงพระศพขึ้นมา 1 ชุด พร้อมวางแผนงานเตรียมการในเบื้องต้นตามโบราณราชประเพณี ซึ่งจะมีการอัญเชิญพระศพ โดยซ่อมราชรถ พร้อมทั้งจะขอกำลังทหารมาร่วมขบวนพระอิสริยยศ ขณะเดียวกันจะมีการปรับปรุงลานพลับพลา บริเวณเมรุหลวงพลับอิสริยยศ วัดเทพศิรินทราวาส อีกทั้งจะมีการสร้างศาลารองรับพระภิกษุสงฆ์ที่คาดว่าจะมีเป็นจำนวนมากด้วย
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-01-05 07:51:46


ความเห็นที่ 55 (2987986)



จัดแผนพัฒนาเกาะเกร็ด ฟื้นฟูอาชีพท้องถิ่น



นายปรีชา กันธิยะ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยภายหลัง เดินทางไปลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเกาะเกร็ดจังหวัดนนทบุรี พร้อมด้วย นางสิรินชญา กันธิยะ วัฒนธรรมจังหวัดนนทบุรี นายอนันต์ ชูโชติ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายวิสิทธิ์ พวงเพชร นายอำเภอปากเกร็ด เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นไปตามยุทธศาสตร์การพัฒนาเกาะเกร็ดเป็นสถานที่ท่อง เที่ยวเชิงวัฒนธรรมตามมติคณะรัฐมนตรีสัญจร เมื่อเดือนกรกฎาคม 2556 จ.พระนครศรีอยุธยา เนื่องจากสภาพปัจจุบันเกาะเกร็ดทรุดโทรมมาก เพราะถูกน้ำท่วม ดังนั้นทุกกรมของกระทรวงวัฒนธรรม จะมาช่วยกันฟื้นฟูให้พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ทั้งเรื่องสภาพแวดล้อม ภูมิทัศน์ วัดสำคัญ จัดทำลานธรรม ลานวิถีไทย การฟื้นฟูอาชีพท้องถิ่น ช่างปั้นดินเผา อาหารมอญ เครื่อง แต่งกาย ประเพณีต่างๆ ซึ่งจากการรับฟังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชาวบ้านพร้อมให้ความร่วมมือจัด ทำโครงการ กิจกรรมเสนอ มาขอรับการสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ บุคลากร งบประมาณจากกระทรวงวัฒนธรรมต่อไป คาดว่าจะใช้งบฯในการพัฒนาเกาะเกร็ดปีงบประมาณ 2557 จำนวน 10 ล้านบาท

ด้าน นายอนันต์กล่าวว่า กรมศิลปากรดูแลเรื่องโบราณสถานเป็นหลัก ปัจจุบันกำลังบูรณะเจดีย์ 2 องค์ ที่ตั้งอยู่ที่วัดเสาธงทอง ซึ่งทรุดโทรมอย่างหนัก องค์แรกเป็นเจดีย์ทรงระฆังกลมสร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ 4 ที่สอบเป็นเจดีย์มอญที่มีรูปทรงแปลกตา ทำเป็น พูคล้ายผลฟักทองและมีปลียอดเป็นแบบเจดีย์มอญ ฐานล่างมีลานประทักษิณถือเป็นเจดีย์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นซึ่งไม่พบในที่ แห่งอื่น โดยขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ ไทย 3.5 ล้านบาท

สำหรับการดูแลแหล่งโบราณสถานบนเกาะเกร็ดในภาพรวม นั้น เน้นเรื่องสถาปัตยกรรม ภูมิทัศน์ ความสะอาด ป้ายชื่อแหล่งท่องเที่ยว ศาสนสถาน ประวัติศาสตร์ อาทิ วัดป่าเลไลยก์ วัดฉิมพลี วัดปริมัยยิกาวาส วัดไผ่ล้อมและวัดเสาธงทอง จะมีการตรวจสอบสภาพและของบประมาณปี 2558 ดำเนินการ

"นอกจากนี้ อยากจะเสนอให้มีการจัดแสดงบ้านโบราณแบบมอญของชาวบ้านซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบ โบราณ ภายในมีโบราณวัตถุที่มีคุณค่าหาดูได้ยากหลายชิ้น พร้อมกับมีการแสดงของชาวไทยมอญ โดยนักเรียน ชาวบ้าน จึงอยากให้ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ปรึกษาหารือกับชาวบ้านว่าพร้อมจะเปิดบ้านโบราณแบบมอญที่มีอยู่หลายหลังให้ เป็นแหล่งท่องเที่ยวหรือไม่ และจะต้องให้เป็นไปตามความสมัครใจ ชาวบ้านเป็นผู้บริหารจัดการรายได้เองในอนาคตด้วย" นายอนันต์กล่าว

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-12-03 07:52:37


ความเห็นที่ 54 (2987691)

โปรดเกล้าฯ สถาปนาเจ้าคุณ 71 รูป

 เมื่อวันที่ 28 พ.ย. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสถาปนา เลื่อนและแต่งตั้งสมณศักดิ์พระเถรานุเถระ ประจำปี 2556 จำนวน 71 รูป เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธ.ค. 2556 ดังนี้ พระธรรมภาวนาวิกรม วัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นพระพรหมมังคลาจารย์, พระเทพวงศาจารย์ วัดหนองแวง จ.ขอนแก่น เป็น พระธรรมวิสุทธาจารย์, พระเทพปริยัติวิธาน วัดคลองโพธิ์ จ.อุตรดิตถ์ เป็นพระธรรมมหาวีรานุวัตร, พระเทพสุธี วัดไตรธรรมาราม จ.สุราษฎร์ธานี เป็นพระธรรมวิมลโมลี
 
 พระ ราชรัตนมุนี วัดพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม เป็นพระเทพมหาเจติยาจารย์, พระราชวิริยาภรณ์ วัดศรีอุโมงค์คำ จ.พะเยา เป็นพระเทพญาณเวที, พระราชสุตาลังการ วัดนิมมานรดี เป็นพระเทพสุธี, พระราชมงคลรังษี วัดโสธรวราราม จ.ฉะเชิงเทรา เป็นพระเทพสิทธิญาณรังษี, พระราชรัตนรังษี วัดไทยพุทธคยา รัฐพิหาร อินเดีย เป็นพระเทพโพธิวิเทศ
 
 พระ เมธีรัตโนดม วัดบึง จ.นครราชสีมา เป็นพระราชสีมาภรณ์, พระเมธีธรรมาลังการ วัดพระบาทมิ่งเมือง จ.แพร่ เป็นพระราชเขมากร, พระวิสุทธิภัทรธาดา วัดประยุรวงศาวาส เป็นพระราชวรเมธี, พระรัตโนภาสวิมล วัดศรีบุญเรือง จ.มุกดาหาร เป็นพระราชรัตนโมลี, พระภาวนาวิสุทธิคุณ วัดพุทธภูมิ จ.ยะลา เป็นพระราชมงคลวุฒาจารย์, พระพิศิษฏ์พัฒนพิธาน วัดหนองหอย จ.ราชบุรี เป็นพระราชวัลภาจารย์, พระปัญญารัตนาภรณ์ วัดศรีเอี่ยม เป็นพระราชรัตนเมธี, พระเมธีวราภรณ์ วัดโมลีโลกยาราม เป็นพระราชปริยัติโมลี, พระศรีสุธรรมมุนี วัดพิชยญาติการาม เป็นพระราชรัตนมุนี, พระภาวนาวิริยคุณ วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี เป็นพระราชภาวนาจารย์
 
 พระครูสันติ ปัญญาภรณ์ วัดเซกาเจติยาราม จ.บึงกาฬ เป็นพระวิชัยธรรมคณี, พระมหาทอง ป.ธ.9 วัดเขาสมโภชน์ จ.ลพบุรี เป็นพระภาวนาสมณคุณ, พระครูศรีจริยาภรณ์ วัดตานีนรสโมสร จ.ปัตตานี เป็นพระสิริจริยาลังการ, พระครูศรีรัตนาลังการ วัดโพนชัย จ.เลย เป็นพระสิริรัตนเมธี, พระครูเขมวงศานุการ วัดนิโรธสังฆาราม จ.ยะลา เป็นพระโสภณธรรมมุนี, พระครูอนุสรธรรมคุณ วัดเหนือ จ.กาฬสินธุ์ เป็นพระสุนทรธรรมประพุทธ์, พระครูเกษมวิริยคุณ วัดแสงเกษม จ.อุบลราชธานี เป็นพระรัตโนภาสวิมล, พระครูสิทธิคีรีรักษ์ วัดเขาทุเรียน จ.นครนายก เป็นพระสิทธิวรนายก , พระมหาสนอง ป.ธ.9 วัดเชิงหวาย จ.อ่างทอง เป็นพระศรีวิสุทธิโสภณ, พระครูวิสิฐนันทวุฒิ วัดพระธาตุแช่แห้ง จ.น่าน เป็นพระชยานันทมุนี
 
 พระ ครูปัญญาวรกิจ วัดโลการาม จ.สงขลา เป็นพระวิสุทธาจารคุณ, พระครูพุทธิญาณโสภณ วัดพระพุทธบาทตากผ้า จ.ลำพูน เป็นพระพุทธบาทพิทักษ์, พระครูพิศาลจริยาภิวัฒน์ วัดชัยมงคล จ.ชลบุรี เป็นพระปัญญารัตนาภรณ์, พระมหามงคล ป.ธ.9 วัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นพระศรีวีรมุนี, พระมหาจำลอง ป.ธ.9 วัดยานนาวา เป็นพระศรีวชิราลังการ, พระมหาศิริ ป.ธ.9 วัดไชยชุมพลชนะสงคราม จ.กาญจนบุรี เป็นพระเมธีปริยัติวิบูล, พระมหาอิทธิยาวุธ ป.ธ.9 วัดสามพระยา เป็นพระปริยัติโศภณ, พระครูปลัดสัมพิพัฒนปัญญาจารย์ (วิศิษฏ์) วัดปากน้ำภาษีเจริญ เป็นพระวิเชียรกวี, พระมหาไสว ป.ธ.7 วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เป็นพระภาวนาวิริยคุณ, พระครูปลัดสุวัฒนวชิรคุณ วัดอรุณราชวราราม เป็นพระโสภณวชิราภรณ์
 
 พระครู ปลัดสัมพิพัฒนธุตาจารย์ (ชาญ) วัดสระเกศ เป็นพระพิทักษ์บรมบรรพต, พระครูปลัดสุวัฒนวิสุทธิคุณ (ประมวล) วัดพระธาตุศรีจอมทอง จ.เชียงใหม่ เป็นพระศรีศิลปาจารย์, พระครูวิมลจันโทภาส วัดใหญ่สว่างอารมณ์ จ.นนทบุรี เป็นพระนันทวิริยาภรณ์, พระครูสุนทรพิพัฒนโกศล วัดศาลาแดง เป็นพระพิพัฒน์วิริยาภรณ์, พระครูไพศาลสาครกิจ วัดเกตุมดีศรีวราราม จ.สมุทรสาคร เป็นพระภาวนาวิสุทธิคุณ, พระครูปลัดวิมลสิทธิวัฒน์ (ไพศาล) วัดแก้วฟ้า จ.นนทบุรี เป็นพระโสภณรัตนาภรณ์
 
 พระ มหาพิมล ป.ธ.9 วัดปากน้ำมิชิแกน รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา เป็นพระศรีญาณวิเทศ, พระมหาพยอม ป.ธ.7 วัดธัมมาราม รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา เป็นพระวรญาณวิเทศ, พระครูศรีวิเทศธรรมคุณ วัดสุทธาวาส รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็นพระวิเทศธรรมคุณ, พระครูวรกิตติโสภณ วัดพุทธสามัคคี นครไครสต์เชิร์ช นิวซีแลนด์ เป็นพระกิตติโสภณวิเทศ, พระครูปลัดสุวัฒนสมาธิคุณ (สิทธิพล) วัดปากน้ำนิวซีแลนด์ เมืองธารังง่า นิวซีแลนด์ เป็นพระมหาสิทธิวิเทศ
 
 พระเทพเมธาภรณ์ วัดสนามพราหมณ์ จ.เพชรบุรี เป็นพระธรรมวราภรณ์, พระราชสารสุธี วัด สิริกาญจนาราม จ.กาญจนบุรี เป็นพระเทพเมธาภรณ์, พระราชมุนี วัดเทพศิรินทราวาส เป็นพระเทพโมลี, พระมหานายก วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นพระราชมุนี, พระวิสุทธินายก วัดสนธิกรประชาราม จ.เพชรบูรณ์ เป็นพระราชปริยัติบัณฑิต, พระรัตนมงคลโมลี วัดธาตุทอง เป็นพระราชวรญาณโสภณ, พระปรีชาญาณวิเทศ วัดธัมมธโร รัฐแคนเบอร์รา ออสเตรเลีย เป็นพระราชสีลาภรณ์
 
 พระ ครูพิศาลวินัยวาท วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นพระมหานายก, พระครูวิสุทธิญาณ วัดหนองหญ้าลาด จ.ศรีสะเกษ เป็นพระญาณวิเศษ, พระครูอรรคธรรมธารี วัดถ้ำพรหมโลก จ.ลพบุรี เป็นพระอุดมศีลคุณ, พระครูกิตติวรคุณ วัดอรัญญวาสี จ.หนองคาย เป็นพระกิตติสารโสภณ, พระครูวิมลศีลโสภณ วัดทุ่งศรีสองเมือง จ.นครพนม เป็นพระวิมลธรรมภาณ, พระครูอาทรธรรมนาถ วัดชุมนุมศรัทธา จ.นครปฐม เป็นพระปฐมคณาจารย์, พระครูสารเนติโกศล วัดตำหนัก จ.นครนายก เป็นพระมุนีนายก
 
 พระครูสุปัญญาโกศล วัดดอนตูมกมลาวาส จ.ชัยนาท เป็นพระวิสุทธินายก, พระครูสุทธิพรหมคุณ วัดป่าวังเลิง จ.มหาสารคาม เป็นพระสุทธิธรรมโสภณ, พระครูอรรถธรรมเมธี วัดควนกะไหล จ.พังงา เป็นพระประสาธน์สารโสภณ, พระมหาชูชาติ ป.ธ.9 วัดนรนาถสุนทริการาม เป็นพระอมรมุนี, พระครูวิสุทธิสีลวัฒน์ วัดโสมนัส เป็นพระกิตติวิมลเมธี, พระครูปลัดสัมพิพัฒนสุตาจารย์ (กาเข่ง) วัดสันติวนาราม ยะโฮบารู มาเลเซีย เป็นพระวินัยธรรมวิเทศ
 
 นอก จากนี้ ยังมีบรรพชิตจีนในประเทศสิงคโปร์ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นิมนต์เข้ารับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ 1 รูป ณ บริเวณหน้าพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง คือ พระอาจารย์จีนวิเทศธรรมานุสิฐ (ด้ายหมิงขวา ฝ่าจ้าว) วัดพระเขี้ยวแก้ววิหาร ประเทศสิงคโปร์ เป็นพระอาจารย์จีนราชธรรมานุสิฐ
 
 ทั้ง นี้ พระเถรานุเถระทั้ง 71 รูป จะเข้ารับพระราชทานเลื่อนและตั้งสมณศักดิ์ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง วันที่ 5 ธ.ค. 2556

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-11-28 21:12:20


ความเห็นที่ 53 (2986971)
ศาสนา-พระเครื่อง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2556

 

โยก34 ผอ.สำนักพุทธฯจังหวัด

โยก34 ผอ.สำนักพุทธฯจังหวัด ตั้งเพิ่ม 2 ผู้ตรวจ เผยมี 15 ประเทศทั่วโลกจัดสอบธรรมศึกษา

              18พ.ย.2556 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ได้ลงนาม แต่งตั้ง โยกย้าย ข้าราชการพศ. ตำแหน่งผู้ตรวจสำนักพุทธฯ 2 ตำแหน่ง และผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด(พศจ.)  34 ตำแหน่ง ดังนี้ น.ส.จงกล ศรีวัดปาน ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นผู้ตรวจราชการพศ. นายสมชาย สุรชาตรี  ผอ.พศจ.ชลบุรี เป็นผู้ตรวจราชกาพศ. นายบุญเชิด กิตติธรางกูร นักวิชาการศาสนา สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม เป็นผอ.พศจ.นนทบุรี ว่าที่ร้อยตรีจุลสัน ทันอินทร์อาจ นักวิชาการศาสนา สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม เป็นผอ.พศจ.อ่างทอง นายพิศาล แช่มโสภา นักวิชาการศาสนา สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม เป็น ผอ.พศจ.สมุทรปราการ นายกิจจา นวลสุวรรณ์ ผอ.พศจ.ตราด เป็นผอ.พศจ.กำแพงเพชร นายสมนึก ดีหะสิงห์ ผอ.พศจ.สมุทรสงคราม เป็นผอ.พศจ.นครพนม นายธงชัย พลพวก ผอ.พศจ.หนองบัวลำภู เป็นผอ.พศจ.หนองคาย น.ส.อังศุมาลิน จุฑาจินดาเขต ผอ.พศจ.สมุทรปราการ เป็นผอ.พศจ.ชลบุรี นางศิริพร เรืองวงษ์ ผอ.พศจ.ชัยนาท เป็นผอ.พศจ.เพชรบูรณ์ นายฉัฏฐ์ปวิชญ์ จินาพงศ์ ผอ.พศจ.ภูเก็ต เป็นผอ.พศจ.เพชรบุรี นายเดชา ก่อเกิด ผอ.พศจ.อ่างทอง เป็นผอ.พศจ.พิจิตร
               
               นายมานะ ลือสวัสดิ์ ผอ.พศจ.นครพนม เป็นผอ.พศจ.นราธิวาส นายเสถียร ดำรงคดีราษฎร์ ผอ.พศจ.นราธิวาส เป็นผอ.พศจ.สงขลา นายไพรัช เสือสิงห์ ผอ.พศจ.พระนครศรีอยุธยา เป็นผอ.พศจ.สุราษฎร์ธานี นายสิปป์บวร แก้วงาม ผอ.พศจ.สุราษฎร์ธานี เป็นผอ.พศจ.สระบุรี นายวิจิตร พุกาธร ผอ.พศจ.หนองคาย เป็นผอ.พศจ.บุรีรัมย์ นายวีระพงษ์ สารบรรณ ผอ.พศจ.มหาสารคาม เป็นผอ.พศจ.อุดรธานี นายณัฐสิทธิ์ วงค์ตลาด ผอ.พศจ.อุดรธานี เป็นผอ.พศจ.ขอนแก่น นายบัญชายุทธ์ นาคมุจลินท์ ผอ.พศจ.ขอนแก่น เป็นผอ.พศจ.ร้อยเอ็ด นายมรกต เทพอ่อน ผอ.พศจ.สกลนคร เป็นผอ.พศจ.ยโสธร นายพงศ์ธนธร ศรีขาว ผอ.พศจ.พิจิตร เป็นผอ.พศจ.มหาสารคาม นางนัทธมน จินดาโชติ ผอ.พศจ.จันทบุรี เป็นผอ.พศจ.ปราจีนบุรี นายธนวัฒน์ แท่นทอง ผอ.พศจ.ปราจีนบุรี เป็นผอ.พศจ.จันทบุรี นายวีระเดช กัณณีย์ ผอ.พศจ.ฉะเชิงเทรา เป็นผอ.พศจ.สกลนคร นายธัญเทพ หมื่นยุทธ ผอ.พศจ.กำแพงเพชร เป็นผอ.พศจ.พระนครศรีอยุธยา  
    
              นายสมเกียรติ เกิดอินทร์ นักวิชาการศาสนา พศจ.อุทัยธานี เป็นผอ.พศจ.ชัยนาท นายเพทาย สดทรงศิลป์ นักวิชาการศาสนา พศจ.สุรินทร์ เป็นผอ.พศจ.ชุมพร นายณฐกร จิรภัคพงศ์ นักวิชาการศาสนา พศจ.แพร่ เป็นผอ.พศจ.สมุทรสงคราม นายเกียรติพงษ์ โรคน้อย นักวิชาการศาสนา พศจ.สกลนคร เป็นผอ.พศจ.ตราด นายสมเดช มะลาขันธ์ นักวิชาการศาสนา พศจ.ร้อยเอ็ด เป็นผอ.พศจ.หนองบัวลำภู นายแสงจันทร์ เสวะกะ นักวิชาการศาสนา พศจ.เชียงใหม่ เป็นผอ.พศจ.ตาก นายจำเริญ ศรีคำมูล นักวิชาการศาสนา พศจ.เชียงใหม่ เป็นผอ.พศจ.ประจวบคีรีขันธ์ นายจรัญ มารัตน์ นักวิชาการศาสนา พศจ.ชุมพร เป็นผอ.พศจ.ยะลา นายสันติ ดินม่วง นักวิชาการศาสนา พศจ.ตราด เป็นผอ.พศจ.ตรัง นายสุริยันต์ สาระบุตร นักวิชาการศาสนา พศจ.ศรีสะเกษ เป็นผอ.พศจ.สิงห์บุรี


เผยมี15ประเทศทั่วโลกจัดสอบธรรมศึกษา


              ที่หอประชุมอาคารพิพิธภัณฑ์  สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) มีการแถลงข่าว โครงการธรรมศึกษา สร้างความดีถวายพ่อหลวง ประจำปี 2556 โดยพระพรหมมุนี  (สุชิน อคฺคชิโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม  ในฐานะรองแม่กองธรรมสนามหลวง กล่าวว่า การจัดสอบธรรมศึกษาเป็นการจัดการศึกษาที่ทางคณะสงฆ์จัดให้กับประชาชนให้ได้ เรียนรู้หลักธรรม โดยไม่จำกัดศาสนา คนทุกศาสนาสามารถเข้ามาเรียนธรรมศึกษาได้ เพราะการเรียนหลักธรรม คือการเรียนเกี่ยวกับการทำความดี ซึ่งการจัดสอบธรรมศึกษาในปีนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 26 พ.ย.นี้ พร้อมกันทั่วประเทศ โดยมีผู้สนใจเข้าสมัครสอบมากกว่า 2 ล้านคน ในสนามสอบกว่า  4,000 แห่ง ซึ่งในการจัดสอบปีนี้จะเป็นปีแรกที่เริ่มใช้วิธีการส่งข้อสอบผ่านระบบ อินเตอร์เน็ต
                
              พระพรหมมุนี กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังมีการจัดสอบธรรมศึกษาในต่างประเทศด้วย ซึ่งจะมีการกำหนดวันสอบในแต่ละประเทศอีกครั้ง โดยขณะนี้มีประมาณ 15 ประเทศทั่วโลก ที่มีการจัดสอบโดยจะใช้ข้อสอบเป็นภาษาอังกฤษ ขณะเดียวกันทางสำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวงกำลังเตรียมที่จะจัดทำข้อสอบธรรม ศึกษาเป็นภาษาจีน เพื่อเตรียมเปิดสนามสอบธรรมศึกษาที่ประเทศจีนด้วย อีกทั้งยังมีแนวคิดที่จะจัดทำแอพพลิเคชั่นเกี่ยวกับธรรมะ เพื่อให้หลักธรรมเข้าถึงประชาชนได้มากขึ้นด้วย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับทาง พศ.
                
              พระพรหมมุนี กล่าวด้วยว่า อยากให้ทุกโรงเรียนส่งนักเรียนเข้าสอบธรรมศึกษา เพราะเมื่อเด็กได้เรียนธรรมศึกษาจะได้นำหลักธรรมไปใช้ในชีวิตประจำวัน เบื้องต้นอยากให้โรงเรียนวัด และโรงเรียนการกุศลของวัดเป็นแบบอย่างในเรื่องนี้ โดยจะมีการนำแนวทางดังกล่าวเข้าหารือในที่ประชุมมหาเถรสมาคม(มส.) เพื่อออกเป็นมติ มส. ในการขอความร่วมมือไปยังเจ้าคณะผู้ปกครองในพื้นที่ต่างๆต่อไป
                
              นายอำนาจ บัวศิริ รองผอ.พศ. รักษาราชการแทน ผอ.พศ. กล่าวว่า ปัญหาที่น่าห่วงในขณะนี้คือ เด็กนักเรียนในปัจจุบันสวดมนต์ไม่ได้ รวมทั้งยังไม่ชอบสวดมนต์ ซึ่งการเรียนธรรมศึกษาจะมีส่วนช่วยให้เด็กสนใจที่จะสวดมนต์มากขึ้น

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-11-19 08:17:48


ความเห็นที่ 52 (2986665)

ปลัด วธ.สั่งวัฒนธรรมจังหวัดสนอง 17 ยุทธศาสตร์-ปรับเป็นกระทรวงกึ่ง ศก.

วันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 เวลา 15:40:02 น.

 

 

 

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน นายปรีชา กันธิยะ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ประชุมร่วมกับวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อมอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตามนโยบายนายสนธยา คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการ วธ. ซึ่งมียุทธศาสตร์ทั้งหมด 17 ยุทธศาสตร์ รวมถึงแนวทางการปรับบทบาท วธ.ไปสู่กระทรวงสังคมกึ่งเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมในปีงบประมาณ 2557 ได้ชี้แจงรายละเอียดของโครงการต่างๆ ตามยุทธศาสตร์ดังกล่าว อาทิ โครงการรากวัฒนธรรม โครงการภัณฑ์ภูมิปัญญา โครงการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม โครงการส่งเสริมเทศกาลสำคัญ ประเพณีสำคัญ เป็นต้น และสั่งการให้วัฒนธรรมจังหวัดแต่ละจังหวัดนำยุทธศาสตร์ทั้ง 17 ข้อ กลับไปศึกษาดูว่ามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรกับจังหวัดตนเอง จากนั้นให้ทำแผนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แต่ละด้านออกมารองรับแต่ละ ยุทธศาสตร์ นอกจากนี้ ในการประชุมดังกล่าว ได้มอบหมายให้วัฒนธรรมจังหวัดสรุปปัญหาและอุปสรรคในการทำงานของแต่ละจังหวัด เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมผู้บริหาร ในการช่วยแก้ปัญหาเพื่อให้สามารถขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมต่อไปได้


นายปรีชากล่าวต่อว่า ได้แจ้งให้วัฒนธรรมจังหวัดทราบว่า หลังจากนี้จะมีการประเมินการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของกระทรวงทุกๆ 3 เดือน และให้ทุกจังหวัดรายงานความคืบหน้ามายังส่วนกลางเป็นระยะๆ ที่สำคัญได้สั่งการให้ผู้ตรวจราชการ วธ.ทุกเขตตรวจปรับวิธีการตรวจราชการ โดยให้เน้นผลสำเร็จของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทั้ง 17 ข้อว่า ในแต่ละจังหวัดว่าทำได้ตามแผนที่วางไว้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนงานยุทธศาสตร์ครั้งนี้ ถือเป็นงานสำคัญ เพราะจะพลิกโฉมของ วธ.ที่จะให้สังคมมองภาพลักษณ์ใหม่ของกระทรวงว่าเป็นหน่วยงานอนุรักษ์และส่ง เสริมเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดและวัฒนธรรมจังหวัดนำแผนยุทธศาสตร์วางไว้ไป สู่การปฏิบัติให้บรรลุผลสำเร็จ ในการนำคุณค่าทางมรดกวัฒนธรรมมาเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-11-14 19:48:48


ความเห็นที่ 51 (2986520)

"15 วัฒนธรรมจังหวัด" แห่ขอย้าย หลังปลัด วธ.ไฟเขียว

วันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 เวลา 14:24:44 น.

 

 

 

เมื่อ วันที่ 12 พฤศจิกายน นายปรีชา กันธิยะ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ได้ประชุมคณะกรรมการคัดเลือกเพื่อเลื่อนขั้นแต่งตั้งให้ ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และกำหนดปฏิทินการสรรหาแต่งตั้งผู้บริหาร วธ. ในส่วนผู้ตรวจราชการ วธ. ทดแทนตำแหน่งว่างลงทั้งหมด  4 ตำแหน่ง โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ออกประกาศกำหนดให้หน่วยงานและกรมต่างๆ เสนอชื่อผู้บริหารในสังกัด ที่มีคุณสมบัติครบตามที่กำหนดเข้าคัดเลือกเป็นผู้ตรวจราชการ วธ. โดยเสนอชื่อผู้บริหารเข้าคัดเลือกได้ 1 ชื่อหรือ 2 ชื่อมายังสำนักปลัด วธ. ภายในวันที่ 21 พฤศจิกายนนี้  จากนั้นในวันที่ 22 พฤศจิกายน คณะกรรมการคัดเลือกฯ จะมีการสอบสัมภาษณ์และนำเสนอวิสัยทัศน์ หลังจากนั้นจะเสนอชื่อผู้บริหาร วธ.ที่ได้รับคัดเลือกต่อนายสนธยา คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการ วธ. เพื่อเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบต่อไป  

นาย ปรีชา กล่าวว่า ขณะนี้ตนได้ลงนามในประกาศคณะกรรมการคัดเลือกข้าราชการพลเรือนสามัญ เพื่อเลื่อนขั้นแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ อาทิ ต้องดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับต้นไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือว่าดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับต้นและประเภทอำนวยการ รวมกันไม่น้อยกว่า 3 ปี  และคาดว่าการคัดเลือกผู้ตรวจฯ จะแล้วเสร็จภายใน 20 วัน จากนั้นจะสรรหารองอธิบดีทดแทนตำแหน่งที่ว่างจึงจะแต่งตั้งวัฒนธรรมจังหวัด 7 จังหวัดทดแทนผู้บริหารที่เกษียณอายุราชการ ปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยคาดว่าการดำเนินการทั้งหมดใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือน

แหล่ง ข่าวจาก วธ. เปิดเผยว่า หลังจากปลัด วธ. เปิดโอกาสให้วัฒนธรรมจังหวัด ที่มีความจำเป็นหรือว่าได้มีการโยกย้ายมานานแล้วสามารถแจ้งความจำนง เพื่อขอโยกย้ายก่อนที่จะมีการสรรหาวัฒนธรรมจังหวัด 7 จังหวัดทดแทนตำแหน่งที่ว่างนั้น ขณะนี้ล่าสุดมีวัฒนธรรมจังหวัด 15 จังหวัด ได้ส่งคำร้องขอโยกย้ายมายังนายปรีชาแล้ว โดยหลังจากนี้ต้องรอดูว่านายปรีชา จะพิจารณาคำร้องของจังหวัดใดบ้างและอนุมัติให้มีการโยกย้ายกี่จังหวัด
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-11-12 17:52:53


ความเห็นที่ 50 (2986293)

งามหน้า!!สงฆ์ห้อยสร้อยสีกา'ปู' ชาวพุทธถามหาต่อมสามัญสำนึก

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556, 22.43 น.

วันนี้ 10 พ.ย. 56 แนวหน้าออนไลน์ได้รายงานและภาพจากพลดีเมือง ปรากฏเป็นภาพของพระภิกษุสงฆ์จำนวนหลายสิบรูป สวมสร้อยคอสีแดง โดยมีภาพของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ติดอยู่ที่หน้าอก ขณะเข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง
 
ทั้งนี้รูปภาพดังกล่าวยังถูกแชร์ไปในโลกอินเทอร์เน็ต สร้างความไม่พอใจให้กับพุทธศาสนิกชนชาวไทยเป็นอย่างมาก พร้อมประณามการกระทำดังกล่าวว่า เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม เพราะนอกจากจะไม่ใช่กิจของสงฆ์ และยังผิดศีลเนื่องจากนำรูปสีกามาคล้องคอ

ติดตามเฟซบุ๊กร่วมเป็นแฟนเพจแนวหน้าออนไลน์ได้ที่
www.facebook.com/naewnaonline

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-11-10 23:37:37


ความเห็นที่ 49 (2986078)

กระทรวง วธ.ไฟเขียววัฒนธรรมจังหวัดขอย้าย

วันที่ 07 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 เวลา 15:03:27 น.

 

 

 

เมื่อ วันที่ 7 พฤศจิกายน นายปรีชา กันธิยะ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยว่า วธ.เร่งดำเนินการสรรหาแต่งตั้งผู้บริหาร วธ. ในส่วนของผู้ตรวจราชการ วธ. เพื่อทดแทนตำแหน่งว่างลงทั้งหมด 4 ตำแหน่ง โดยภายในสัปดาห์นี้ตนจะมีการประชุมคณะกรรมการสรรหา เพื่อกำหนดคุณสมบัติและกรอบระยะเวลาการเปิดรับสมัคร อย่างไรก็ตามการดำเนินการสรรหาผู้ตรวจราชการ วธ.นั้นในเบื้องต้นวางกรอบเวลาไว้ว่าจะให้แล้วเสร็จภายใน 20 วัน หลังจากสรรหาผู้ตรวจราชการ วธ.เสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น ก็จะเริ่มกระบวนการสรรหาของอธิบดีกรมต่างๆ ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจราชการ วธ. และหลังจากสรรหารองอธิบดีทดแทนตำแหน่งที่ว่างครบแล้วก็จะเริ่มการสรรหาแต่ง ตั้งผู้บริหาร วธ. ในส่วนผู้อำนวยการสำนักต่างๆที่ว่างลง รวมถึงการสรรหาแต่งตั้งวัฒนธรรมจังหวัด 7 จังหวัดทดแทนผู้บริหารที่เกษียณอายุราชการ เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ได้แก่ วัฒนธรรมจังหวัดพะเยา วัฒนธรรมจังหวัดปทุมธานี วัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง วัฒนธรรมจังหวัดมหาสารคาม วัฒนธรรมจังหวัดสมุทรสงคราม วัฒนธรรมจังหวัดสระบุรีและวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี อย่างไรก็ตามก่อนการสรรหาวัฒนธรรมจังหวัดนั้นจะเปิดโอกาสให้วัฒนธรรมจังหวัด ต่างๆ สามารถแสดงความจำนงขอย้ายมาลงใน 7 จังหวัดที่ว่างได้ เพราะบางรายอาจจะมีความจำเป็นเพื่อขอกลับมาใกล้บ้านหรือว่ามีความจำเป็น อื่นๆ ซึ่งตนก็พิจารณาถึงความจำเป็น เหตุผลและความอาวุโสว่าสมควรที่ต้องมีการโยกย้ายหรือไม่ 
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-11-08 01:42:31


ความเห็นที่ 48 (2985542)
ศาสนา-พระเครื่อง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2556

 

มรณภาพ-สิ้นพระชนม์

มรณภาพ สิ้นพระชนม์ : คำวัด โดยพระธรรมกิตติวงศ์

               สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) เป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงดำรงตำแหน่งเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๒ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ถือเป็นสมเด็จพระสังฆราชที่มีพระชันษามากกว่าสมเด็จพระสังฆราชทุกพระองค์ใน อดีตและเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์แรกของไทยที่มีพระชันษา ๑๐๐ ปี (๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๖-๒๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๖) สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๖ เวลา ๑๙.๓๐ น. ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เนื่องจากพระอาการติดเชื้อในกระแสพระโลหิต

               ทั้งนี้ พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙ ราชบัณฑิต) เจ้าอาวาสวัดราชโอรสาราม ได้อธิบายความหมายของคำว่า "มรณภาพ" อ่านว่า “มอ-ระ-นะ-ภาพ” ไว้ว่า ตาย หรือความตาย

               มรณภาพ เป็นกัปปิยโวหารที่ใช้แก่ภิกษุ สามเณรโดยเฉพาะ เว้นสมเด็จพระสังฆราช เมื่อพระภิกษุสามเณรทุกระดับชั้นตาย ไม่ใช้ว่าตาย มรณะ ถึงแก่กรรม หรือสิ้นลมหายใจ เป็นต้น อันเป็นคำสาธารณะทั่วไป แต่ใช้ว่า มรณภาพ หรือถึงแก่มรณภาพ เหมือนกันหมด เช่นใช้ว่า

               “พระขาวมรณภาพ”

               “มหาเขียวถึงแก่มรณภาพ”

               “สมเด็จฯ มรณภาพในปีนั้นพอดี”

               ในกรณีสมเด็จพระสังฆราช ใช้ว่า สิ้นพระชนม์

               อย่างไรก็ตามในภาษาไทยมีการกำหนดใช้คำราชาศัพท์ให้เหมาะกับบุคคลในฐานะต่างๆ จึงมีการใช้คำอื่นแทนความหมายของคำว่า "ตาย" ไว้หลายระดับเฉพาะคำว่า "สิ้นพระชนม์" ใช้กับบุคคล ๓ ระดับ คือ   

               ๑.พระราชวงศ์ตั้งแต่ชั้นสมเด็จเจ้าฟ้าลงมาถึงพระองค์เจ้า

               ๒.สมเด็จพระสังฆราชเจ้า

               ๓.สมเด็จพระสังฆราช

               ส่วนคำว่า "สวรรคต และเสด็จสวรรคต" ใช้กับบุคคล ๙ ระดับ คือ

               ๑.พระมหากษัตริย์

               ๒.สมเด็จพระบรมราชินีนาถ

               ๓.สมเด็จพระบรมราชินี

               ๔.สมเด็จพระบรมราชชนก

               ๕.สมเด็จพระบรมราชชนนี

               ๖.สมเด็จพระยุพราช

               ๗.สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร

               ๘.สมเด็จพระบรมราชกุมารี

               ๙.เจ้าฟ้าที่ได้รับการเฉลิมพระยศพิเศษให้ทรงฉัตร ๗ ชั้น

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-11-01 08:33:53


ความเห็นที่ 47 (2985169)

ประวัติ′ธรรม′-อาวุโส 7 พระราชาคณะ

วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 19:00:59 น.

 

 



 



หลังจากการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จะต้องมีการแต่งตั้งตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ในหมวด 1 มาตรา 10 ระบุว่า...

"เมื่อไม่มี สมเด็จพระสังฆราช ให้สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ถ้าสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ที่เหลืออยู่ เลือกสมเด็จพระราชาคณะรูปหนึ่ง ผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช"...

หากดูลำดับอาวุโสของสมเด็จพระราชาคณะแล้ว "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญโญ)" มหานิกาย วัดปากน้ำภาษีเจริญ เป็นสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสทางสมณศักดิ์สูงที่สุดในบรรดาสมเด็จพระราชาคณะทั้งหมด

หลังจากการตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชแล้ว ในขั้นตอนต่อไปจะต้องมีการพิจารณาตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่

ทั้ง นี้ ในหมวดที่ 1 สมเด็จพระสังฆราช มาตรา 7 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ระบุว่า มาตรา 7 พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่งกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระ สังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะ ผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติ หน้าที่ได้ ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะรูป อื่นผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

หากย้อนดูรายชื่อสมเด็จพระ สังฆราช 19 พระองค์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์แล้ว สมเด็จพระสังฆราชมาจากสังกัดธรรมยุติกนิกายหรือธรรมยุต และมหานิกาย แต่สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 15-19 ทรงสังกัดธรรมยุตถึง 3 พระองค์ ได้แก่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (จวน อุฏฺฐายี) เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 16 สถิต ณ วัดมกุฏกษัตริยารามวรวิหาร ทรงดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ.2508, สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (วาสน์ วาสโน) เป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 18 สถิต ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) เป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19 สถิต ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงดำรงตำแหน่งเมื่อ พ.ศ.2532

ส่วนอีก 2 พระองค์ทรงสังกัดมหานิกาย ได้แก่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อยู่ ญาโณทโย) เป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 15 สถิต ณ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ.2506 และสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (ปุ่น ปุณฺณสิริมหาเถร) เป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 17 สถิต ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ทรงดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ.2515

ในการ เสนอชื่อสมเด็จพระราชาคณะที่มีความเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์นั้น นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ฉบับแก้ไข 2535 ระบุว่า ให้เป็นอำนาจของกรรมการมหาเถรสมาคม ที่จะพิจารณาเลือกสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสสมณศักดิ์สูงสุด และมีความพร้อมทั้งหน้าที่ ความรู้ และสุขภาพ ซึ่งเมื่อที่ประชุม มส.พิจารณาว่าจะเสนอชื่อสมเด็จพระราชาคณะรูปใด ก็จะเสนอชื่อผ่านทางสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป

"ในการพิจารณาของที่ประชุม มส.นั้น จะไม่เฉพาะเจาะจงว่าจะต้องเป็นสมเด็จพระราชาคณะจากนิกายใด เพราะที่ผ่านมาในอดีตก็มีสมเด็จพระราชาคณะจากทั้งมหานิกาย และธรรมยุต ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช"

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาพระราชาคณะที่มีอาวุโสสมณศักดิ์สูงสุดแล้ว สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญโญ) มหานิกาย เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ มีความอาวุโสสูงสุด เป็นลำดับที่ 1 เกิดวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2468 อายุ 88 ปี 68 พรรษา ดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม, แม่กองงานพระธรรมทูต, ประธานคณะพระธรรมจาริก และเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ (พระอารามหลวง) เจ้าคณะใหญ่หนเหนือและแม่กองบาลีสนามหลวง ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ ปี 2538

ลำดับที่ 2 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร) ธรรมยุต เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร เกิดวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ.2460 อายุ 95 ปี 76 พรรษา เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ได้รับโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อปี 2544

ลำดับที่ 3 สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) ธรรมยุต เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เกิดเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2470 อายุ 86 ปี 65 พรรษา เป็นคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ได้รับโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อปี 2552

ลำดับที่ 4 สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) ธรรมยุต รักษาการเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร เกิดเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2479 อายุ 77 ปี 57 พรรษา เป็นกรรมการ มส. คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ได้โปรดเกล้าฯสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อปี 2552

ลำดับที่ 5 สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (วีระ ภทฺทจารี ) มหานิกาย เจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร เกิดวันที่ 26 มกราคม 2473 อายุ 83 ปี เป็นคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช, กรรมการ มส. ได้รับโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระราชคณะเมื่อปี 2553

ลำดับที่ 6 สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย วรชาโย) ธรรมยุต เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส เกิดวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2490 อายุ 66 ปี 46 พรรษา ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1-2-3-12 และ 13 (ธรรมยุต), คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช, กรรมการ มส.และรองแม่กองธรรมสนามหลวง ได้รับโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อปี 2553

และลำดับที่ 7 สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) มหานิกาย เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการามวรวิหาร เกิดวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2484 อายุ 72 ปี 52 พรรษา เป็นกรรมการ มส. คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เจ้าคณะหนใหญ่กลาง ได้รับโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อปี 2554

 

 

ที่มา:มติชนรายวัน 28 ต.ค.2556)

 

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-10-28 20:43:49


ความเห็นที่ 46 (2985017)

ความเป็นมา "พระสังฆราช"ประเทศไทย และ ลำดับอาวุโสพระเถระ


ในความหมายของคำว่า"สังฆราช" แปลว่า ราชาของสงฆ์ ราชาของหมู่คณะ หมายถึง พระมหาเถระผู้เป็นใหญ่สูงสุดในสังฆมณฑล มักเรียกกันสั้นๆ ว่า"สมเด็จพระสังฆราช" ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช มีมานานแล้วตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย ตามที่มีหลักฐานปรากฏบนศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ว่า "สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก" เป็น ตำแหน่งสมณศักดิ์สูงสุดฝ่ายพุทธจักรของคณะสงฆ์ไทย ทรงเป็นประธานการปกครองคณะสงฆ์ ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชนั้นนำแบบอย่างมาจากลัทธิลังกาวงศ์

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้เพิ่มตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช เป็น"สกลมหาสังฆปริณายก" มี อำนาจว่ากล่าวออกไปถึงหัวเมือง มีพระสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เจ้าคณะใหญ่ฝ่ายคามวาสี เป็นสังฆราชขวา และสมเด็จพระวันรัต เจ้าคณะใหญ่ฝ่ายอรัญวาสี เป็นสังฆราชซ้าย องค์ใดมีพรรษายุกาลมากกว่าก็ได้เป็นพระสังฆราช 

ต่อ มาปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา พระอริยมุนี ได้ไปสืบอายุพระพุทธศาสนาที่ลังกาทวีป จนมีความชอบ เมื่อกลับมาได้รับสมณศักดิ์สูงขึ้นตามลำดับจนเป็นสมเด็จพระสังฆราช พระเจ้าเอกทัศน์มีพระราชดำริให้คงราชทินนามนี้ไว้ จึงทรงตั้งราชทินนามสมเด็จพระสังฆราชเป็น "สมเด็จพระอริยวงศาสังฆราชาธิบดี" และมาเป็น "สมเด็จพระอริยวงษญาณ" ในสมัยกรุงธนบุรี และใช้ต่อมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงเปลี่ยนเป็น "สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ" ใช้พระนามนี้จนถึงปัจจุบัน

เมื่อ ย้อนกลับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 9 รัชกาลปัจจุบัน มีพระมหาเถระได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช แล้ว 19 พระองค์ ประกอบด้วย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า 3 พระองค์, สมเด็จพระสังฆราชเจ้า 2 พระองค์ และสมเด็จพระสังฆราช 14 พระองค์ โดยจะมีพระนามสองอย่าง หากเป็นเจ้านายเชื้อพระวงศ์จะมีคำนำหน้าพระนามว่า "สมเด็จพระสังฆราชเจ้า" หรือ "สมเด็จพระมหาสมณเจ้า" หากเป็นสามัญชนมีคำนำหน้าว่า "สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ" ดังรายละเอียดดังนี้

1.สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) วัดระฆังโฆสิตาราม ปี 2325-2337 ดำรงสมณศักดิ์ 12 ปี

2.สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ศุข) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ฯ ปี 2337-2359 ดำรงสมณศักดิ์ 23 ปี 



3.สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (มี) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ฯ ปี 2359-2362 ดำรงสมณศักดิ์ 3 ปีเศษ 

4.สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สุก ญาณสังวร) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ฯ ปี 2363-2365 ดำรงสมณศักดิ์ 1 ปีเศษ 

5.สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ฯ ปี 2365-2385 ดำรงสมณศักดิ์ 19 ปีเศษ 

6.สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (นาค) วัดราชบูรณะ (วัดเลียบ) ปี 2386-2392 ดำรงสมณศักดิ์ 5 ปีเศษ 

7.สมเด็จ พระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส (พระองค์เจ้าวาสุกรี สุวณฺณรํสี) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ปี 2394-2396 ดำรงสมณศักดิ์ 1 ปีเศษ 

8.สมเด็จ พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ (พระองค์เจ้าฤกษ์ ปญฺญาอคฺคโต) วัดบวรนิเวศวิหาร ปี 2434-2435 ดำรงสมณศักดิ์ 11 เดือนเศษ 

9.สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม ปี 2436-2442 ดำรงสมณศักดิ์ 6 ปีเศษ 

10.สมเด็จ พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ มนุสฺสนาโค) วัดบวรนิเวศวิหาร ปี 2453-2464 ดำรงสมณศักดิ์ 10 ปีเศษ 

11.สมเด็จ พระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ (หม่อมเจ้าภุชงค์ ชมพูนุท สิริวฑฺฒโน) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ปี 2464-2480 ดำรงสมณศักดิ์ 16 ปีเศษ 

12.สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทโว) วัดสุทัศนเทพวราราม ปี 2481-2487 ดำรงสมณศักดิ์ 6 ปีเศษ 

13.สมเด็จ พระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (หม่อมราชวงศ์ชื่น นภวงศ์ สุจิตฺโต) วัดบวรนิเวศวิหาร ปี 2488-2501 ดำรงสมณศักดิ์ 13 ปีเศษ 

14.สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปลด กิตฺติโสภโณ) วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ปี 2503-2505 ดำรงสมณศักดิ์ 2 ปีเศษ 

15.สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทโย) วัดสระเกศฯ ปี 2506-2508 ดำรงสมณศักดิ์ 2 ปีเศษ 

16.สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฐายี) วัดมกุฏกษัตริยาราม ปี 2508-2514 ดำรงสมณศักดิ์ 6 ปีเศษ



17.สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริ) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ปี 2515-2516 ดำรงสมณศักดิ์ 1 ปีเศษ 

18.สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ปี 2517-2531 ดำรงสมณศักดิ์ 14 ปีเศษ และ 

19.สมเด็จ พระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร ปี 2532-2556 นอกจากทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช ที่มีพระชนมายุยาวนานที่สุด และดำรงสมณศักดิ์ยาวนานในประวัติศาสตร์แล้วนั้น 

เมื่อครั้งสมเด็จ พระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) สิ้นพระชนม์ เมื่อปี 2531 ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในราชทินนามเดิม "สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก"

โดยราชทินนามดังกล่าวนับเป็นราชทินนามพิเศษ เนื่องจากสมเด็จพระสังฆราชที่มิได้เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ ตามปกติจะใช้ราชทินนามว่า สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ 

ดังนั้น นับเป็นอีกหนึ่งครั้งที่มีการใช้ราชทินนาม สมเด็จพระญาณสังวร สำหรับสมเด็จพระสังฆราช เพื่อเป็นพระเกียรติคุณทางวิปัสสนาธุระของพระองค์ และเป็นสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชพระองค์แรกของประเทศไทย


ลำดับอาวุโสพระเถระ

พระ พรหมเมธี กรรมการและโฆษกมหาเถรสมาคม (มส.) กล่าวถึงการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ว่า "การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่ เป็นพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง จนกว่าจะเสร็จสิ้นพิธีพระศพสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก อย่างไรก็ตาม ตามราชประเพณี เมื่อตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะ ผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช และในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะรูป อื่น ผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช"

ปัจจุบัน ตำแหน่งสมเด็จพระราชาคณะ มี 7 รูป แบ่งเป็นฝ่ายมหานิกาย 3 รูป คือ 1.สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ อายุ 88 ปี ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อปี 2538 2.สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสุทัศน์เทพวราราม อายุ 83 ปี ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะเมื่อปี 2553 และ 3.สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ วัดพิชยญาติการาม อายุ 72 ปี ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อปี 2554 

ฝ่ายธรรมยุต 4 รูป คือ 1.สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดสัมพันธ์วงศ์ อายุ 95 ปี ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อปี 2544 2.สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ วัดราชบพิธฯ อายุ 86 ปี ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อปี 2552 3.สมเด็จพระวันรัต วัดบวรฯ อายุ 77 ปี ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อปี 2552 กับสมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดเทพศิรินทราวาส อายุ 66 ปี ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อปี 2553 

เพราะฉะนั้น สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ คือ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ จากฝ่ายมหานิกาย ปัจจุบันทำหน้าที่ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เนื่องจากได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะตั้งแต่ปี 2538

นอกจาก นั้น การที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สิ้นพระชนม์ ทำให้ตำแหน่งสมเด็จพระราชาคณะว่างลงอีก 1 ตำแหน่ง ก่อนหน้านี้ก็ว่างลง 1 ตำแหน่งหลังการมรณภาพของสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ เท่ากับว่าขณะนี้ ตำแหน่งสมเด็จพระราชาคณะว่างลงถึง 2 ตำแหน่ง โดยเป็นของฝ่ายมหานิกาย 1 ตำแหน่ง ส่วนอีก 1 ตำแหน่ง หากมีการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชจากฝ่ายมหานิกาย จะทำให้ตำแหน่งสมเด็จพระราชาคณะของฝ่ายมหานิกายว่างลงอีก 1 ตำแหน่งด้วย เช่นเดียวกัน หากมีการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชจากฝ่ายธรรมยุต ก็จะทำให้ตำแหน่งสมเด็จพระราชาคณะของฝ่ายธรรมยุตว่างลงอีก 1 ตำแหน่ง

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-10-27 08:42:49


ความเห็นที่ 45 (2984814)

รัฐบาลแจ้งให้ ขรก.แต่งชุดดำถวาย 15 วัน ลดธงครึ่งเสา 3 วัน

วันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 22:22:47 น.

 

 

 

 

หลังแถลงการณ์การสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้กำหนดการในวันที่ 25 ต.ค.อยู่ระหว่างรอพระกรุณาโปรดเกล้าฯ โดยคาดว่าจะมีการเคลื่อนพระศพจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในเวลา 12.00 น. และอัญเชิญพระศพประดิษฐานยังตำหนักเพ็ชร ภายในวัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งคาดว่าจะมีพิธีพระราชทานน้ำหลวงสรงพระศพ ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน


นอกจากนี้ จะออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี แจ้งให้ข้าราชการทั่วประเทศแต่งชุดไว้ทุกข์ถวายความอาลัยเป็นเวลา 15 วัน ส่วนสถานที่ราชการลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 3 วัน


สำหรับประชาชนที่ต้องการไปร่วมพิธีถวายน้ำสรงพระศพ ต่อหน้าพระรูป สามารถเดินทางไปได้ที่อาคารมนุษยนาควิทยาทาน ภายในวัดบวรนิเวศวิหาร ตั้งแต่เวลา 13.00 น.เป็นต้นไป

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-10-24 22:57:34


ความเห็นที่ 44 (2984643)

"สมเด็จวัดปากน้ำ"มอบประกาศ พระราชทานวิสุงคามสีมา260วัดทั่วประเทศ



สมเด็จ พระมหารัชมังคลาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เป็นประธานในพิธีมอบประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานวิสุงคามสีมา ซึ่งมีวัดที่ได้รับพระราชทานประจำปี 2556 จำนวน 260 แห่ง อาทิ วัดเตย จ.นนทบุรี วัดบุญชื่นชู จ.ปทุมธานี วัดลาดประทุมคงคาราม จ.พระนครศรีอยุธยา วัดพัฒนา จ.อ่างทอง วัดโคกสะอาด จ.สระบุรี วัดมงคลนิมิต จ.ลพบุรี วัดสามัคคีธรรม จ.สิงห์บุรี วัดสระใหญ่ จ.ชัยนาท วัดเทพนิมิต จ.อุทัยธานี วัดหนองตกกล้า จ.นครสวรรค์ วัดไร่หลักขวัญ กำแพงเพชร วัดเขาดิน พิจิตร วัดซับบอน เพชรบูรณ์ วัดปากครองชุมแสง จ.พิษณุโลก วัดเด่นกระต่าย จ.สุโขทัย วัดหนองน้ำเขียว (ธ) จ.ตาก วัดแสนขัน จ.อุตรดิตถ์ วัดทุ่งปิ้ง จ.ลำปาง วัดปทุมทอง จ.พะเยา วัดดอนแก้ว จ.เชียงราย วัดนาสวรรค์ จ.แพร่ วัดพระธาตุศรีคีรีชัย จ.น่าน วัดเมืองสารทน้อย จ.เชียงใหม่ วัดป่าตึง จ.ลำพูน วัดขุ่ม จ.แม่ฮ่องสอน วัดกลางแหลมทอง จ.อุดรธานี วัดป่าภูน้อย (ธ) จ.หนองบัวลำภู วัดพุทธไสยาสน์ จ.หนองคาย, วัดหนองข่า จ.เลย วัดคามวาสี จ.สกลนคร, วัดสังขลิการาม จ.บึงกาฬ, วัดป่าอุดมประชาธรรม (ธ) จ.มหาสารคาม เป็นต้น

ด้าน นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า วัดที่ได้พิจารณารับพระราชทานวิสุงคามสีมาในปีนี้ล้วนเป็นวัดที่มีความมั่น คงถาวร เจ้าอาวาสเป็นผู้มีศักยภาพในการบูรณปฏิสังขรณ์ และพัฒนาวัดให้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กฎกระทรวงฉบับที่ 1 (พ.ศ.2507) ใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ข้อ 11 ซึ่งระบุว่า วัดที่สมควรได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ต้องมีพระ 5 รูป ติดต่อกันเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี และต้องสร้างอุโบสถเสร็จเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นทุกวัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาแสดงว่าวัดนั้นมีความพร้อมทุก ด้าน สามารถทำสังฆกรรมได้ทุกอย่าง อาทิ อุปสมบท รับกฐิน กิจกรรมของประชาชน วิสุงคามสีมานี้ ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณของผู้ทรงเป็นองค์ศาสนูปถัมภ์พระพุทธศาสนา การที่วัดได้พระราชทานวิสุงคามสีมาแสดงว่าพระราชทานพื้นที่วัดแห่งนี้ให้ เป็นที่ของศาสนา

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-10-23 12:49:54


ความเห็นที่ 43 (2983834)

ครม.อนุมัติหลักการปรับเงินเดือนครูพระปริยัติธรรม ป.ตรี15,000

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 17:36:21 น.

 

 

 

เมื่อ วันที่ 15 ตุลาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุม ครม.ว่า ครม.มีมติอนุมัติในหลักการให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2556 เพื่อสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นทั้งสิ้น 82,019,600 บาท เพื่ออุดหนุนปรับเพิ่มเงินเดือนครูและบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนพระ ปริยัติธรรม แผนสามัญศึกษา ที่เป็นคฤหัสถ์และมีวุฒิศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี ให้ได้รับเงินเดือน เดือนละ 15,000 บาท ในปีงบประมาณ 2556 โดยจะปรับเพิ่มเงินเดือนครูและบุคลากร ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2555-กันยายน 2556 (12 เดือน) 1,346 คน เป็นเงิน 41,710,600 บาท


ทั้ง นี้ ในปีงบประมาณ 2557 สำนักงบประมาณได้ตั้งงบประมาณรองรับในส่วนของการปรับเพิ่มเงินเดือนและเงิน เพิ่มการครองชีพชั่วคราวแก่ครูบุคลากรโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาดังกล่าวไว้แล้ว
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-10-15 18:13:59


ความเห็นที่ 42 (2983579)
ศาสนา-พระเครื่อง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 10 ตุลาคม 2556

 

พศ.ทูลเกล้าฯสัปดาห์หน้าสมณศักดิ์71รูปปี56

พศ.ทูลเกล้าฯสัปดาห์หน้าสมณศักดิ์71รูปปี56

                เมื่อวันที่ 10 ต.ค.นายนพรัตน์  เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมมหาเถรสมาคม(มส.) ณ หอประชุมสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐมว่า การประชุมมส.ในครั้งนี้  ได้มีการรับรองมติเรื่องขอพระราชทานสถาปนา เลื่อน และตั้งสมณศักดิ์ พระราชาคณะ ประจำปี 2556 ตามที่คณะอนุกรรมการพิจารณาสมณศักดิ์ของคณะธรรมยุตและมหานิกายเสนอ จำนวน 71 รูป ดังนี้   พระราชาคณะเจ้าคณะรอง ชั้นหิรัญบัฏ หรือรองสมเด็จพระราชาคณะ พร้อมราชทินนามและนามสร้อย จำนวน 2 รูป แบ่งเป็น ธรรมยุต 1 รูป และมหานิกาย 1 รูป พระราชาคณะชั้นธรรม จำนวน 4 รูป แบ่งเป็น ธรรมยุต 1 รูป มหานิกาย 3 รูป พระราชาคณะชั้นเทพ จำนวน 6 รูป แบ่งเป็น ธรรมยุต 2 รูป มหานิกาย 4 รูป

                นายนพรัตน์ กล่าวต่อไปว่า  พระราชาคณะชั้นราช จำนวน  13 รูป แบ่งเป็น ธรรมยุต 3 รูป มหานิกาย10 รูป พระราชาคณะชั้นสามัญ จำนวน 38 รูป แบ่งเป็น ธรรมยุต 12 รูป มหานิกาย 26 รูป  นอกจากนี้ ยังเสนอขอพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ พระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุต ที่ปฏิบัติศาสนกิจในออสเตรเลีย เป็นพระราชาคณะชั้นราช จำนวน 1 รูป และชั้นสามัญ จำนวน 1 รูป ส่วนพระสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ที่ปฏิบัติศาสนกิจในสาธารณรัฐอินเดีย เป็นพระราชาคณะชั้น เทพ จำนวน 1 รูป  ในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ จำนวน 3 รูป และในนิวซีแลนด์ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ จำนวน 2 รูป อย่างไรก็ตาม พศ.จะนำรายชื่อ เพื่อเสนอทูลเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คาดว่าภายในสัปดาห์หน้า

                “ที่ประชุม มส. ยังมีมติเห็นชอบแต่งตั้งพระเทพมุนี (เก็ง อาสโภ) อายุ 72 ปี พรรษา 52 วิทยาฐานะป.ธ.9 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม รองเจ้าคณะภาค 8 ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 8 แทนพระพรหมเวที กรรมการ มส. เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม ซึ่งได้รับพระบัญชาให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก เนื่องจาก พระเทพมุนี มีคุณสมบัติพร้อมตามกฎมส. ฉบับที่ 24 ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ กำหนดไว้” ผอ.พศ.กล่าว

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-10-11 20:50:17


ความเห็นที่ 41 (2982225)

ตร.ภาค 5 แฉพฤติกรรมกลุ่มพระดัง วิ่งเต้นจนไม่ต้องสึกแม้โดนคดีทางเพศ

เวลา 09.30  น.วันที่  29 ก.ย.  พ.ต.อ.วีระชน บุญทวี ผกก.สส.3 บก.สส.ภ.5 นำสำนวนและเอกสารบันทึกการจับกุมและการสอบปากคำดำเนินคดีกับกลุ่มคณะสงฆ์ของ วัดชื่อดังในเชียงใหม่ ที่มีพฤติกรรมในการล่วงละเมิดทางเพศกับเด็ก โดยคดีนั้นอยู่ระหว่างการดำเนินการ และกลุ่มพระสงฆ์กลุ่มนี้ อาศัยลูกศิษย์ที่ศรัทธา และพรรคพวกที่เป็นกลุ่มเดียวกันวิ่งเต้นประกันตัวแบบไม่ต้องสึก และกลับไปอยู่วัด ยังคงหลอกลวงประชาชน ทำให้ประชาชนที่ไม่รู้ยังคงหลงไปกราบไหว้และบริจาค เหมือนกับไปสนับสนุนพวกที่กระทำผิด โดยที่ประชาชนนั้นไม่รู้ว่าพระกลุ่มนี้ต้องคดีดังกล่าว 

พ.ต.อ.วีระชน ระบุว่า ทาง นายตำรวจระดับสูงของภาค 5 แจ้งให้ตนนำสำนวนต่าง ๆ ออกมาเผยความคืบหน้าให้กับสื่อมวลชนได้รับทราบเพื่อเผยแพร่ต่อไปให้ประชาชน ได้รับรู้ และหูตาสว่างขึ้น ซึ่งพระสงฆ์กลุ่มนี้ล้วนแต่เป็นพระชื่อดัง มีประชาชนศรัทธามาก และจำวัดตามวัดต่าง ๆ ในเชียงใหม่
 
พ.ต.อ. วีระชน บุญทวี ผกก.สส.3 บก.สส.ภ.5  พระสงฆ์กลุ่มดังกล่าวที่ทางตำรวจภาค 5 ตามจับกุมตัวและส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีและเรื่องทั้งหมดทางตำรวจได้ส่ง สำนวนสั่งฟ้องไปยังอัยการแล้ว โดยพระสงฆ์กลุ่มนี้ได้อาศัยลูกศิษย์และผู้ศรัทธา รวมทั้งไปหลอกพระระดับผู้ใหญ่เพื่อบีบให้ได้ประกันตัวโดยไม่ต้องสึกและย้อน กลับไปที่วัดเดิม หลอกลวงประชาชน เหมือนเดิมและยังมีพฤติกรรมเหมือนเดิมอีก ทางตำรวจภาค 5 จึงต้องออกมาเผยแพร่เรื่องนี้อีกครั้งเพื่อให้ประชาชนหูตาสว่าง และได้ล่วงรู้พฤติกรรมพระกลุ่มนี้

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-09-29 13:07:20


ความเห็นที่ 40 (2981169)

ปปง.ยึดทรัพย์ "สมีคำ" 24 ล้าน ส่วนใหญ่เป็นรถยนต์ คืน 400,000 บาทเป็นทรัพย์ที่ได้มาก่อนทำผิด

วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 19:22:37 น.

 

 

 

 

เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 19 กันยายน ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการ ปปง. แถลงผลการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ว่า มีคำสั่งยึดอายัดทรัพย์สินรวม 4 คดี มูลค่ากว่า 900 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.คดีอดีตพระเณรคำ หรือพระวิรพล ฉัตติโก มีมติยึดทรัพย์ 31 รายการ มูลค่า 24 ล้านบาท โดยทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นรถยนต์และที่ดินของอดีตพระเณรคำและคนที่เกี่ยวข้อง แต่ในส่วนทรัพย์สินอีก 14 รายการ มูลค่า 400,000 บาท เป็นที่ดินและทรัพย์ที่ได้มาก่อนกระทำความผิด สามารถชี้แจงที่มาได้ มีมติให้คืนทรัพย์สินแก่เจ้าของ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-09-20 07:47:22


ความเห็นที่ 39 (2980807)

เมืองกรุงเก่าสานความสัมพันธ์ เผยแพร่วัฒนธรรม 10 ประเทศอาเซียน

วันอังคาร ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556, 06.00 น.

นายวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยนางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พระนครศรีอยุธยา น.ส.อัจฉรา อ่อนจันทร์ วัฒนธรรม จ.พระนครศรีอยุธยา และหัวหน้าส่วนราชการ ร่วมกันเปิดงาน สานความสัมพันธ์อยุธยา – อาเซียน ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 13 – 15 ก.ย. ที่ผ่านมา ที่ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์ อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

น.ส.อัจฉรา เปิดเผยว่า งานดังกล่าวจัดขึ้น เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวัฒนธรรมและความสัมพันธ์ในกลุ่ม ประเทศอาเซียน เพื่อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ประกอบกับ จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นศูนย์กลางการค้าและมีความสัมพันธไมตรีต่อประเทศต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประเทศดังกล่าวได้รวมตัวกันเป็นสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้  และจะรวมตัวให้เป็นประชาคมเดียวกันให้สำเร็จในปี 2558

โดยในงานรวม 3 วันมีกิจกรรมใหญ่ๆ  เช่น ศิลปวัฒนธรรมในกลุ่มอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ และจะมีเรื่องของนิทรรศการอาเซียน ความเป็นมา วัฒนธรรมของแต่ละประเทศเป็นองค์รวม มีอาหารอาเซียน 10 ประเทศ อาหารเด่นๆ ของที่ระลึกของแต่ละประเทศ เสนอให้ชาวอยุธยาได้เรียนรู้ได้ศึกษา และหลังจากนั้น   กิจกรรมจะแสดงโชว์อยู่ที่ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา เป็นนิทรรศการถาวร หาความรู้ได้ เป็นกิจกรรมต่อเนื่องจนถึงปี 2558 โดยในปี 2557 ทาง จ.พระนครศรีอยุธยา ได้จัดปฏิทินการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวไว้เรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับนานาชาติ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-09-17 07:51:37


ความเห็นที่ 38 (2980660)
ศาสนา-พระเครื่อง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 14 กันยายน 2556

 

เนปาลฮือฮา!ตีแผ่ข่าวพระไทยบิณฑบาต

เนปาลฮือฮา!ตีแผ่ข่าวพระไทยบิณฑบาต กรุงกบิลพัสดุ์เมืองเจ้าชายสิทธัตถะ : สำราญ สมพงษ์รายงาน(FB-samran sompong)

               หนังสือพิมพ์ Katmandu Post  ของประเทศเนปาล เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา ได้ตีแผ่ข่าวที่พระสงฆ์ไทย จากสถาบันโพธิคยาวิชชาลัยและจากวัดไทยลุมพินี วัดไทยกบิลพัสดุ์ วัดไทยนิโครธาราม  จำนวนกว่าสี่สิบรูป  เดินออกรับอาหารบิณฑบาต ที่เมืองเตาลิฮาวา กรุงกบิลพัสดุ์  อดีตวังของพระเจ้าสุทโธทนะ ที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงประทับในช่วงทรงพระเยาว์และครองเรื่องจนพระชนมายุ 29 จึงเสด็จออกบวช

               การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของพระสงฆ์ไทยเป็นนิมิตบอกว่า พระพุทธศาสนากำลังกลับคืนสู่แดนดินถิ่นแห่งหิมวันตประเทศ หลังจากที่เงียบหายไปนานแสนนาน และประชาชนชาวเนปาล ท้องถิ่นต่างก็ออกมาใส่บาตรพระสงฆ์ไทยเป็นจำนวนมาก แม้พวกเขาส่วนใหญ่จะเป็นชาวฮินดู ไม่ใช่ชาวพุทธ ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนาก็ตาม แต่เมื่อได้เห็นภาพอันน่าศรัทธาเลื่อมใสในจริยาวัตรอันงดงามนี้ ของเหล่าพระสงฆ์ไทย ประชาชนชาวเนปาลต่างก็ตื่นเต้นที่จักได้มีส่วนร่วมในการถวายอาหารบิณฑบาตร แก่พระสงฆ์สมณศากยบุตร จากประเทศไทย  นับเป็นภาพที่น่าชื่นชมยิ่งนัก

               ข้อความข้างต้นนี้เฟซบุ๊กนามท่านคมสรณ์ของพระธรรมทูตอินเดียคือพระครู ปริยัติโพธิวิเทศ ภายใต้การนำของพระราชรัตนรังษี หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล ได้รายงานเมื่อวันที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา พร้อมกันนี้ได้รายงานการปฏิบัติศาสนกิจของพระธรรมทูตอินเดีย-เนปาลอย่างต่อ เนื่อง

               พร้อมกันนี้ได้โพสต์บทความเรื่องพระธรรมทูตไทยในอินเดียและเนปาลช่วยสร้าง “ความนิยมไทย” เขียนโดย ไพฑูรย์ สงค์แก้ว สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี วันที่ 27 สิงหาคมความว่า

               "เมื่อวันที่ 14-16 สิงหาคม 2556 ที่ผ่านมา พระธรรมทูตไทยสายประเทศอินเดียและเนปาลได้จัดงาน "ทำบุญบูรพาจารย์และประชุมพระธรรมทูตพุทธภูมิ" ที่วัดไทยพุทธคยา อำเภอคยา รัฐพิหาร พระภิกษุไทยประมาณ 120 รูปจากวัดไทยในอินเดียจำนวน 26 วัดและวัดไทยในเนปาล 1 วัด รวมทั้งพระภิกษุไทยที่ได้รับนิมนต์ให้จำพรรษาในวัดนานาชาติในอินเดียจำนวน 5 วัด และในเนปาลอีก 4 วัด ทั้งสังกัดมหานิกายและธรรมยุติกนิกาย รวมจำนวน 36 วัด ได้เดินทางมาร่วมงานดังกล่าว นอกจากนี้ พระภิกษุชาวเนปาล จำนวน 2 รูป ได้มาร่วมประชุมด้วย

               พระธรรมสุธี เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ซึ่งได้เดินทางจากประเทศไทยมาเป็นประธานการประชุมพระธรรมทูตครั้งนี้ ได้ให้โอวาท และแนวทางการทำงานแก่พระธรรมทูต ที่นอกจากมุ่งเน้นการทำงานเผยแพร่พระพุทธศาสนาเพื่อประโยชน์สุข และเกื้อกูลต่อชาวอินเดียและชาวไทยที่มานมัสการสังเวชนียสถาน ในอินเดียและเนปาลแล้ว ก็ควรเป็นพี่เลี้ยงพระภิกษุอินเดีย (All India Bhikkhu Sangha) เพื่อให้ฝ่ายหลังเติบโตแข็งแรงด้วย หลังจากนั้น ทั้งพระธรรมทูตและพระภิกษุไทย ที่มาปฏิบัติพุทธศาสนกิจ รวมทั้งพระภิกษุนักศึกษาในอินเดียทั้ง 120 รูปได้แลกเปลี่ยนทัศนะและประสบการณ์การทำงานในฐานะพระธรรมทูต ส่วนผู้แทนสมาคมอธิการบดีแห่งประเทศไทยได้กล่าวต่อที่ประชุมถึงความพร้อมโดย เฉพาะของสถานเอกอัคร-ราชทูต ณ กรุงนิวเดลี และสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองกัลกัตตา ที่จะสนับสนุนอุปถัมภ์การดำเนินงานของพระธรรมทูตอย่างดีที่สุด

               ในงานมีการทำพิธีเชิญธงอินเดียขึ้นสู่ยอดเสาในวัดไทยพุทธคยา โดยนักเรียนโรงเรียนปัญจศีล ซึ่งเป็นเด็กชาวพุทธใหม่โดยมีพระภิกษุชาวอินเดียเป็นผู้นำและพระภิกษุไทย ที่เข้าร่วมงานครั้งนี้เข้าร่วมพิธีด้วย เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2556 ซึ่งเป็นวันฉลองวันเอกราชของอินเดียด้วย

               ส่วนการประกอบพิธีทำบุญบุรพาจารย์ก็จัดขึ้นในพระอุโบสถวัดไทยพุทธคยา เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่อดีตเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาสามรูปที่ได้มรณภาพไป แล้ว และแก่อดีตเอกอัครราชทูต  ณ กรุงนิวเดลี ตลอดทั้งแก่ กงสุลใหญ่ ณ เมืองกัลกัตตาที่ล่วงลับไปแล้ว

               นอกจากนี้ ก็มีการมอบทุนการศึกษาแก่พระภิกษุไทย สามเณรอินเดีย และเยาวชนอินเดีย จำนวน 33 ทุน รวมเป็นเงิน 159,000 รูปี รวมทั้งการมอบทุนการศึกษาจำนวน 1 แสนรูปี (ผ่านตัวแทนสมาคมอธิการบดีแห่งประเทศไทย) ให้แก่นักศึกษาไทยมุสลิมของมหาวิทยาลัยอลีครห์ (Aligarh University) ในรัฐอุตตรประเทศด้วย

               งานดังกล่าวนอกจากเพื่อการส่งเสริมพระพุทธศาสนาในอินเดียแล้ว ยังเป็นการสร้าง “ความนิยมไทย” ได้อย่างดีด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากการมอบทุนการศึกษาโดยเฉพาะแก่เยาวชนชาวอินเดียที่เรียนดี แต่ยากจนน่าจะสามารถช่วย
ยกระดับคุณภาพชีวิตได้ในระยะยาว

               จากบทความนี้พอจะเป็นการสะท้อนภารกิจของพระธรรทูตอินเดีย-เนปาลได้ชัดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมที่จาริกไปพื้นที่ที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมและสถาน ที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาอินเดีย-เนปาล และควรจะขยายภาพไปที่รัฐอัสสัม ปากีสถาน อัฟกานิสถาน บังคลาเทศก็มีประโยชน์ยิ่ง หากนำภาพดังกล่าวมาประกอนการเรียนการสอนวิชาพระพุทธประวัติแล้วคงจะทำให้ผู้ เรียนมีความเข้าใจมากขึ้นและรวดเร็วนิ่งยิ่งขึ้นแทนที่จะให้เรียนในตำราเป็น ตัวหนังสือเท่านั้น เพราะยุคปัจจุบันนี้มีสื่อการเรียนการสอนมากมายที่จะนำมาประกอบ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-09-15 13:58:46


ความเห็นที่ 37 (2980587)
ศาสนา-พระเครื่อง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 14 กันยายน 2556

 

ชาวลาวสูญเสีย!รองประมุขสงฆ์พระนักเผยแผ่

ชาวลาวสูญเสีย!'ดร.พระมหาชาลี กันตสีโล' รองประมุขสงฆ์พระนักเผยแผ่ : สำราญ สมพงษ์รายงาน(FB-samran sompong)

               ช่วงระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านชาวพุทธได้ทราบข่าวการสุญเสียครั้งใหญ่ของวงการคณะสงฆ์อาเซียน ถึง 2 ครั้งด้วยกัน คือเมื่อ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา เป็นวันที่สมเด็จพระพุฒาจารย์(เกี่ยว อุปเสโณ) เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร  อดีตประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช มรณภาพ ด้วยอาการติดเชื้อในกระแสเลือด ชาวพุทธทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศต่างเศร้าโศกเสียใจ  และได้มีการบำเพ็ญกุศลฟังสวดพระอภิธรรมเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

               ขณะเดียวกันวันที่ 10 ก.ย.ที่เพิ่งผ่านไปนี้ พี่น้องชาวลาวก็ได้สูญเสียพระนักปกครอง พระวิปัสสนาจารย์ พระนักแผ่ศีลธรรมและด้านการสั่งสอนประชาชนที่ยิ่งใหญ่ของคณะสงฆ์ประเทศ สปป.ลาว นั้นก็คือดร.พระมหาชาลี กันตสีโล รองประธานองค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์แห่งประเทศลาว (อพส.) หรือรองประมุขสงฆ์ลาว หัวหน้ากรรมาธิการใหญ่ เผยแผ่ศีลธรรมและวิปัสสนากัมมัฏฐานทั่วประเทศลาว

               ทั้งนี้ดร.พระมหาชาลีเกิดที่จังหวัดยโสธร ปี 2476  และเดินทางไปจำพรรษาที่สปป.ลาวเพื่อสอนอภิธรรมปี 2498 และได้ พธ.ด.กิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ปี 2551

               ทั้งนี้เว็บไซต์ Lao Buddhismได้รายงานว่าดร.พระมหาชาลี กันตสีโลได้มรณภาพเมื่อคืนวันที่ 10 ก.ย.ได้อาการสงบที่วัดป่านาคูนน้อย เมืองนาชายทอง นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ด้วยโรคมะเร็งตับ รวมอายุได้ 81 ปี 60 พรรษา

               ดร.พระมหาชาลี กันตสีโลนั้นเป็นรองประธานศูนย์กลางองค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์ลาวและเป็น ประธานโครงการพุทธศาสนาเพื่อการพัฒนาทั้งเป็นประธานโครงการแปลประไตรปิฎก ฉบับภาษาลาว เป็นอาจารย์ใหญ่สายวิปัสสนากัมมัฏฐานสืบสานมาจากพระอาจารย์ใหญ่มหาอานันโท ที่วัดพุทธวงสาป่าหลวงในเมืองก่อน

               การจากไปของพระอาจารย์ใหญ่ดร.พระมหาชาลีในครั้งนี้ถือว่าคณะสงฆ์ลาวได้สูญ เสียบุคลากรสงฆ์และบูชนียบุคคลสงฆ์สำคัญไป เป็นการสูญเสียเพชรเม็ดงามแห่งแดนดินลาวไปอีกผู้หนึ่ง

               ยาท่านใหญ่(เป็นคำสรรพนามเรียกพระเถระด้วยความเคารพ) เป็นผู้มีจริยวัตรอันงดงามและเป็นอุทิศชีวิตเพื่อเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนใน ทางพระพุทธศาสนาตลอดมา เป็นผู้สืบสานปฏิปทาของพระอาจารย์ใหญ่มหาปาน อานันโท เพื่อวางรากฐานแห่งการเผยแผ่พระธรรมในดินแดนลาวให้แผ่หลายดังที่สามารถเห็น ได้ในโครงการที่ยาท่านใหญ่ได้ดำเนินการมาดังที่ได้กล่าวไว้ก่อนแล้วนั้น

               ต่อมาเมื่อวันที่ 11 ก.ย.ทางคณะสงฆ์จากศูนย์กลางและท้องถิ่น ตลอดจนพ่อแม่ประชาชน บรรดาศิษยานุศิษย์ได้พากันมาที่วัดป่านาคูนน้อย เพื่อประชุมจัดตั้งคณะกรรมการรับผิดชอบงานจนกว่าจะได้มีการแต่งตั้งคณะ กรรมการอย่างเป็นทางการคือคระกรรมการรับผิดชอบจากด้านบนประสานกับท้องถิ่น

               มติของที่ประชุมให้บรรจุพระศพของยาท่านใหญ่ไว้ในโกศแก้ว(หีบแก้ว)และกำหนด การบำเพ็ญกุศลไปจนกระทั้ง 50 วันและ 100 วัน หลังจากนั้นจึงจะได้พิจารณาต่อไปว่าจะกำหนดวันถวายพระเพลิงศพหรือจะรักษาไว้ ในโกศแก้ว  และสร้างโรงไว้เหมือนกับพระอาจารย์มหาปาน อานันโท ดังที่เคยทำมาที่วัดโศกป่าหลวงเมืองก่อน แต่ก็ยังไม่ได้ตกลงกันชัดเจน แต่ตามเจตนารมณ์ของลูกศิษย์ญาติโยมต้องการให้รักษาไว้ในโกศแก้วเพื่อกราบ ไหว้บูชาต่อไปตามแต่อัตภาพและกาลเวลาจะอำนวย

               ดังนั้นการกำหนดการถวายพระเพลิงศพของยาท่านใหญ่นั้นยังไม่ได้กำหนดและจะ รักษาไว้จึงขอให้ได้ติดตามข่าวต่อไปและขอให้ศิษยานุศิษย์ได้มีโอกาสบำเพ็ญ กุศลเพื่อแสดงถึงความไว้อาลัยถึงคุณงานความดีและคำสอนของอาจารย์ใหญ่ตาม ปรกติจนกว่าจะรู้กำหนดการที่แน่นอน

               ทั้งๆที่ยาท่านใหญ่ดร.พระมหาชาลีเป็นคนไทย แต่คงต้องยอมรับกันว่าคนไทยรับทราบคุณูปการของท่านน้อยมาก อย่างไรก็ตามในสารมิตรภาพไทย-ลาวปี2555 ของสมาคมไทย-ลาวเพื่อมิตรภาพที่มีดร.วีรพงษ์ รามางกูรเป็นนายกสมาคม ได้เผยแพร่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับลาวในด้านต่างๆ ร่วมถึงด้านศาสนาและวัฒนธรรมที่รายงานถึงคณะกรรมการ องค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์ลาว (อ.พ.ส.) 2554-ปัจจุบัน สังคม วัฒนธรรม ลาว โดย หอมหวล บัวระภา bhomhu@kku.ac.th ความโดยสรุปว่า

               องค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์ลาว (อ.พ.ส.)เป็นองค์การสงฆ์ที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นด้วยความเห็นพร้องต้องกัน ของคณะสงฆ์และรัฐบาล แห่ง สปป.ลาว ด้วยเห็นว่า พระพุทธศาสนาเข้ามาประดิษฐานอย่างมั่นคง ผ่านวิวัฒนาการของชาติลาวมาเป็นเวลาหลายร้อยปี ดังปรากฏในธรรมนูญปกครองสงฆ์ลาว พ.ศ.2541 ว่าพฤติกรรมอันแท้จริงยืนยันให้พวกเราเข้าใจว่า“พุทธศาสนาจะตัดแยกออกจาก ชาติไม่ได้และพระสงฆ์สามเณรจะตัดแยกออกจากญาติโยมทุกชนเผ่าไม่ได้”

               ประวัติศาสตร์ของชาติลาวที่ผ่านมาได้บ่งชี้ว่า พระสงฆ์ลาวในทุกยุคสมัยล้วนถือธงชาติเป็นชีวิตจิตใจและถือศีลธรรมเป็นปัจจัย เป็นส่วนประกอบในการกอบกู้เอกราชทั่วผืนแผ่นดินลาวและสนับสนุนพรรค-รัฐ สร้างบ้านแปงเมือง เพื่อความสุขของญาติโยมลาวทุกชนเผ่าและความ ศิวิไลซ์ของประเทศชาติเหนือจิตใจแห่งความเป็นเอกราชของชาติองค์การพุทธศาสนา สัมพันธ์ลาว ได้รับการสถาปนาขึ้น เพื่อความเป็นเอกภาพทางหลักศีลธรรมและการปฏิบัติให้สอดคล้องกับสภาพเปลี่ยน แปลงใหม่ของบ้านเมือง จึงได้ปรับปรุงกฎระเบียบที่กองประชุมใหญ่ผู้แทนพระสงฆ์ทั่วประเทศ ครั้งที่ 3 รับรองมาเป็น
“ธรรมนูญปกครองสงฆ์” ฉบับปัจจุบัน (ฉบับ พ.ศ.2541)

               ดังปรากฏในธรรมนูญปกครองสงฆ์ หมวดที่ 4 การจัดตั้งคณะบริหารสงฆ์ในมาตรา 11 ที่ว่า ให้มีการจัดตั้งคณะบริหารศาสนกิจ เป็นองค์การนําพาของพระสงฆ์ลาวขึ้น เรียกว่า “องค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์ลาว เรียกและเขียนคําาย่อว่า อ.พ.ส.” ให้ถือเอาตราพระธรรมจักรเป็นเครื่องหมาย และมีตราประทับประจําตำแหน่งการจัดตั้งตามระเบียบ อ.พ.ส. ครั้งที่ 3 มีตัวหนังสือเขียนอยู่ข้างบนว่า องค์พุทธศาสนาสัมพันธ์ลาว ขอบข้างล่างเขียนชื่อตําแหน่งและตรงกลางมีตราธรรมจักรสำนักงานของคณะบริหาร งานสงฆ์ ศูนย์กลางตั้งอยู่เมืองหลวงของประเทศหรือตามที่สนักงานศูนย์กลางพรรคและรัฐ ตั้งอยู่

               มาตรา 12 องค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์ลาวมีการจัดตั้งขึ้นตามการรวมศูนย์ประชาธิปไตยร่วม กันเป็นคณะรับผิดชอบเป็นบุคคล ทุกคนขึ้นอยู่กับการจัดตั้ง เสียงส่วนน้อยขึ้นอยู่กับเสียงส่วนมากชั้นล่างขึ้นสู่ชั้นบน ทั้งหมดขึ้นอยู่กับกองประชุมใหญ่กองประชุมใหญ่ผู้แทนสงฆ์ทั่วประเทศเลือก ตั้งคณะผู้บริหารงานสงฆ์ศูนย์กลาง ส่วนการประชุมใหญ่ระดับท้องถิ่นเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสงฆ์ในระดับเดียว กัน โดยวิธีเปิดเผยหรือวิธีปิดลับแล้วแต่ความเหมาะสม

               มาตรา 13 อ.พ.ส. ปกครองสงฆ์มีการจัดตั้งเป็น 4 ระดับ ดังนี้ 1. อ.พ.ส. ระดับศูนย์กลาง 2. อ.พ.ส. ระดับแขวง กำแพงนคร เขตพิเศษหรือเทศบาลแขวง, นครหลวงเวียงจันทน์ เขตพิเศษ 3. อ.พ.ส. ระดับเมือง หรือระดับ เทศบาลเมือง 4. อ.พ.ส. ระดับวัด 13.1 อ.พ.ส. ระดับศูนย์กลางประกอบด้วยผู้แทนพระสงฆ์ทั่วประเทศอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 30 องค์ อย่างมากไม่เกิน 45 องค์ ในนั้นเป็นคณะประจํา 11 องค์ ประกอบด้วยประธาน 1 องค์ รองประธาน 4 องค์ นอกนั้นเป็นคณะ

               13.2 อ.พ.ส. ระดับแขวง กำแพงนครหรือเขตพิเศษ ประกอบด้วย กรรมการ อย่างน้อย 11 องค์ อย่างมากไม่เกิน 25 องค์ ในนั้น 3 ถึง 7 องค์เป็นคณะประจำประกอบด้วยประธาน 1 องค์ รวมทั้งเป็นผู้ประจำการ รองประธาน 4 องค์ นอกนั้นเป็นคณะ ทุก 3 เดือนต้องรายงานให้ระดับสูงถัดจากตนขึ้นไประดับหนึ่ง ทุกหนึ่งปีประชุมสามัญครั้งหนึ่ง เพื่อสรุปงานในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา และวางแนวทางข้างหน้าการจัดตั้งในชั้นแขวงหรือเมือง ให้จัดตั้งเป็นกรรมการรับผิดชอบงานต่าง ๆ ตามความเหมาะสมกับท้องถิ่น

               13.3 อ.พ.ส. ปกครองเมืองหรือเทศบาลเมืองประกอบด้วยกรรมการ 7 – 15 องค์ ในนั้น 3 – 5องค์ เป็นคณะประจําหนึ่งองค์เป็นประธานทั้งเป็นประจําการ 3-4 องค์เป็นรองประธาน นอกนั้นเป็นคณะกรรมการ หนึ่งปีประชุมกันหนึ่งครั้ง เพื่อสรุปผลงานประเมินผลดีผลเสียและบทเรียนทุกสามเดือนรายงานสภาพการให้ ระดับสูงถัดจากตน ในกรณีรีบด่วนต้องรายงานทันที

               มาตรา 14 กงจักรบริหารของ อ.พ.ส. ระดับศูนย์กลางมี 4 กรรมาธิการ 14.1 กรรมาธิการฝ่ายปกครองสงฆ์ 14.2
กรรมาธิการฝ่ายศึกษาสงฆ์ 14.3 กรรมาธิการฝ่ายเผยแพร่ศีลธรรม และปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน 14.4 กรรมาธิการฝ่ายสาธารณูปการให้ประธานแต่งตั้ง 1 องค์เป็นหัวหน้าห้องการศูนย์กลาง อ.พ.ส. และเลือกเอาคณะพระวินัยธร 3 – 5 องค์พระคณะธรรมธร 3 – 5 องค์

               ในหมวดที่ 7 ที่ว่าด้วยกองประชุมอ.พ.ส.ในมาตรา 26 พระสงฆ์ทั่วประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ต้องเข้าร่วมกองประชุมใหญ่สามัญประจําาปี ตามการกําาหนดของประธานศูนย์กลาง อ.พ.ส. เพื่อรับฟังรายงานการสรุปศาสนกิจประจําปี ประเมินจุดดีจุดอ่อน และถอดถอนบทเรียนพิจารณารับเอาแผนต่อไปและปัญหาอื่นๆ เพื่อปฏิบัติต่อไป

               มาตรา 27 กองประชุมใหญ่พระสงฆ์ทั่วประเทศ 5 ปี เปิดครั้งหนึ่งเพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารงานสงฆ์ศูนย์กลางชุดใหม่ และกองประชุมใหญ่ระดับล่างเลือกตั้งคณะบริหารงานสงฆ์ระดับท้องถิ่นชุดใหม่ใน กองประชุมใหญ่ หลังจากได้รับฟังรายงานในรอบ 5 ปีผ่านมาของ อ.พ.ส. ชุดเก่าแล้วให้พระสงฆ์อาวุโสมีคุณธรรม สุขภาพดีสมัครรับเลือกตั้งหรือเสนอชื่อในเมื่อไม่มีผู้สมัคร ศูนย์กลาง อ.พ.ส. ต้องดําเนินการเลือกตั้ง ใน 2 วิธี

               คือ 1.เสนอชื่อตามจํานวนคาดหมาย 30 องค์หรือ 45 องค์ ครั้งเดียวแล้วให้เลือกแบบปิดลับ หรือเปิดเผยแบบใดก็ได้แล้วแต่ความเหมาะสมองค์ที่ได้คะแนนสูงสุด ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานศูนย์กลาง อ.พ.ส. แล้วให้ผู้ถูกเลือกเป็นประธานคัดเลือกเอา 4 องค์ ตามความพอใจเพื่อแต่งตั้งเป็นรองประธาน

               2. ให้ประธานศูนย์กลาง อ.พ.ส. ในจําานวน30 องค์ หรือ 45 องค์ สมัครเลือกตั้งเป็นประธานตามแบบปิดลับหรือเปิดเผย ในแบบที่หนึ่ง องค์ใดคะแนนสูงเป็นประธาน องค์ใดมีคะแนนรองลงมาเป็นรองประธาน 4 องค์ เพื่อรับผิดชอบ กรรมาธิการ แล้วให้ประธานและรองประธานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแต่งตั้งพระหัวหน้าสําา นักงาน 1 องค์ คณะพระวินัยธร 3 หรือ 5 องค์ และคณะพระธรรมธร 3-5 องค์

               มาตรา 28 ให้ประธานศูนย์กลาง อ.พ.ส. องค์เก่าประสานกับคณะประจําาศูนย์กลางแนวลาวสร้างชาติ เสนอชื่อประธาน อ.พ.ส. องค์ใหม่ รับทราบแล้วให้ลงลายเซ็นใบแต่งตั้ง ถวายประธานกรรมาธิการกล่าวคือ รองประธานทั้ง 4 องค์ หัวหน้าสําานักงานอ.พ.ส. 1 องค์ คณะพระวินัยธร และคณะพระธรรมธรตามลําดับ

               3.คณะกรรมการองค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์ลาว(อ.พ.ส.)ชุดใหม่ 2554-ปัจจุบันในที่ประชุม พระอาจารย์เหวด มะเสไน เจ้าอาวาสวัดสีสะเกด เวียงจันทน์ได้เสนอมติต่อกองประชุมใหญ่ผู้แทนพระสงฆ์ทั่วประเทศ สมัยที่ 6 เพื่อตกลงแต่งตั้งพร้อมกับรับรองคณะกรรมการบริหารงานประจําาศูนย์กลาง องค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์ลาวจํานวน 18 รูปคือ 1.พระอาจารย์มหาผ่อง สมาเลิก 2.พระอาจารย์มหางอน ดํารงบุน 3.พระอาจารย์มหาจะรุน วชิรรังสี

               4.พระอาจารย์มหาชาลี กันตสีโล 5.พระอาจารย์มหาบัวคํา สารีบุด 6.พระอาจารย์มหาบุนมา สิมมาพม 7.พระอาจารย์เหวด มะเสไน 8.พระอาจารย์บุนสี วงพูมี 9.พระอาจารย์คำมา  ปันยาวิจิด 10.พระอาจารย์พูมสะหวัน พันทะบัวลี 11.พระอาจารย์สุขี เฮือนมุงคุน 12.พระอาจารย์ดาวเฮือง คำปะเสิด 13.พระอาจารย์สีทน ไซยวงสอน 14.พระอาจารย์บุนทะวี ประสิดทิสัก 15.พระอาจารย์บุนส่วน แก้วพิลม 16.พระอาจารย์ถาวอน พอนปะเสิด 17.พระอาจารย์วันนา สุริยะวง18.พระอาจารย์บุนส่วน พันทะวง

               ที่ประชุมได้แต่งตั้งและรับรองประธานคณะกรรมการศูนย์กลาง องค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์ลาวสมัยกองประชุมใหญ่ ครั้งที่ 6 ประกอบด้วยพระเถระชั้นผู้ใหญ่ดังนี้ 1.พระอาจารย์มหาผ่อง สมาเลิก ประธานคณะกรรมการศูนย์กลาง องค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์ลาว มีหน้าที่รับผิดชอบชี้นํารวม ปฎิบัติงานกิจการต่างประเทศ 2.พระอาจารย์มหางอน ดำรงบุน เป็นรองประธานรูปที่ 1 รับผิดชอบกิจกรรมงาน อ.ส.พ. ใน 5 แขวงภาคใต้ 3.พระอาจารย์มหาจะรุน วชิรรังสี เป็นรองประธานรูปที่ 2 รับผิดชอบกรรมาธิการสาธารณูปโภคสาธารณูปการ

               4.พระอาจารย์มหาชาลี กันตสีโล เป็นรองประธานรูปที่ 3 รับผิดชอบกรรมาธิการเผยแผ่ศีลธรรมและปฏิบัติวิปัสสนากัมมฐาน 5.พระอาจารย์มหาบัวคำ สารีบุด เป็นรองประธานรูปที่ 4 รับผิดชอบกรรมาธิการศึกษาสงฆ์ 6.พระอาจารย์มหาบุนมา สิมมาพม เป็นรองประธานรูปที่ 5 รับผิดชอบกรรมาธิการปกครองสงฆ์ 7.พระอาจารย์เหวด มะเสไน เป็นรองประธานรูปที่ 6 เป็นผู้ประจําการสํานักงาน นอกจากนี้ยังได้แต่งตั้งให้พระอาจารย์พูมสะหวัน พันทะบัวลีเป็นหัวหน้าห้องการศูนย์กลาง อ.พ.ส.

               3.ในธรรมนูญปกครองสงฆ์ลาว ได้ระบุสิทธิหน้าที่ของผู้ดําารงตําาแหน่งใน อ.พ.ส.ไว้ในหมวดที่ 5 ดังนี้มาตรา 17 หน้าที่ อ.พ.ส. ศึกษาสงฆ์ 1.ปรับปรุงการศึกษาสงฆ์ ให้ได้ศึกษาพระธรรมวินัย, ภาษาบาลี, สันสกฤต, ภาษาสากลและการศึกษาประสมประสานกับวิชาการทางโลก ที่เกี่ยวข้องกับสังคมอย่างพอเหมาะและก้าวหน้า 2.จัดให้มีกองวิชาการแต่งแบบเรียนธรรมวินัย, ภาษาบาลี, สันสกฤตแบบง่ายๆ รับรู้ได้เร็วและนําาไปใช้อย่างถูกต้องและแบบเรียนวิชาอื่นๆ 3.ให้มีห้องสมุดค้นคว้าไปพร้อมๆ กับการขยายเครือข่ายการศึกษาให้ได้อย่างน้อยแขวงละ 1 - 2แห่ง และในทุกเมืองใหญ่ 4.ให้มีการจัดตั้งโรงเรียนพุทธยุวชนวันอาทิตย์ เน้นการปลูกฝังศีลธรรมประสานกับวิชารับใช้สังคมและภาษาสากล 5.สร้างครูสงฆ์ให้มากขึ้น ทั้งปริมาณและคุณภาพ โดยจัดให้มีขึ้นทั่ว สปป. ลาว 6.จัดส่งพระเณรที่เรียนจบมัธยม หรือจบมหาวิทยาลัยสงฆ์ ทุกๆ ปี ไปประจําการอยู่ตามแขวงหรือเมือง หรือวัดที่ขาดพระเณรทั่วประเทศ เพื่อบริหารศาสนกิจตามกฎระเบียบของโรงเรียนสงฆ์อย่าง
เข้มงวด

               มาตรา 18 หน้าที่ อ.พ.ส. เผยแพร่ศีลธรรมและปฏิบัติกรรมฐาน 1.จัดตั้งสังฆบัญญัติ, สังฆาณัติกฎระเบียบสงฆ์ ในการดําาเนินการเผยแพร่ศีลธรรม ฝึกอบรมพระธรรมกถึกในหลายรูปแบบ และปฏิบัติกรรมฐานให้กว้างขวางทั่วประเทศ
2.ฝึกอบรมพระวิทยากร, วิปัสสนากร ให้ได้ทั้งปริมาณและคุณภาพ แต่ละปีไม่ต่ำกว่า 10 องค์เมื่อถึงปี 2000 ต้องให้ทุกแขวง และเขตพิเศษ อย่างน้อย 2 – 3 องค์ขึ้นไป 3.ใช้วิทยากรผู้มีประสบการณ์สูงทั้งฝ่ายสงฆ์และคฤหัสถ์อย่างเหมาะสม ตามคำ
ชี้แนะของศูนย์กลาง อ.พ.ส. เพื่อให้มีวิชาการทั้งภาคปฏิบัติและการเผยแผ่ศีลธรรมและวิชาอื่นๆ ดําเนินไปพร้อมๆ กัน

               สรุปความ บทความนี้ได้แสดงที่มาขององค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์ลาว พร้อมกับคณะกรรมการชุดใหม่พร้อมกับสิทธิบทบาทหน้าที่ ที่ปรากฏในธรรมนูญปกครองสงฆ์ พ.ศ. 2541 ซึ่งจะทําาให้มองเห็นโครงสร้างการบริหารงานของคณะ
สงฆ์ลาว ในการบริหารปกครองสงฆ์ให้ก้าวทันโลกสมัยใหม่ เป็นการปฏิบัติศาสนกิจช่วยเหลือรัฐบาลภายใต้ระบอบสังคมนิยมที่เคร่งครัดพอ ประมาณระบอบการเมืองมิใช่อุปสรรคในการบริหารจัดองค์กรสงฆ์ สิ่งที่สําคัญและเป็นอุปสรรคสำคัญก็คือการบริหารกิจการสงฆ์จะฝ่าวิกฤตจากการ ไหลบ่าท่วมทับของกระแสโลกาภิวัตน์ที่มีแรงเหวี่ยงของทุนนิยมที่แรงและเร็ว ได้อย่างเข้มแข็งเพียงไร เหมือนกับคณะสงฆ์ไทยเจอปัญหาอุปสรรคในการบริหารกิจการสงฆ์ในภาวการณ์ ปัจจุบัน

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-09-14 16:23:19


ความเห็นที่ 36 (2980585)
ศาสนา-พระเครื่อง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 14 กันยายน 2556

 

๗๗ปีพรรษา๕๗‘สมเด็จพระวันรัต(จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต)’

๗๗ ปี พรรษา ๕๗‘สมเด็จพระวันรัต(จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต)’

               สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต ป.ธ.๙) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร กทม. นามเดิม “จุนท์ พราหมณ์พิทักษ์” นามฉายา “พฺรหฺมคุตฺโต” อายุ ๗๗ ปี พรรษา ๕๗ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๗ กันยายน ๒๔๗๙ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีชวด ณ บ้านเกาะเกตุ ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด บิดาชื่อ “จันทร์” มารดาชื่อ “เหล็ย”

               บรรพชา เมื่อวันพุธที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๔๙๑ ณ วัดคิรีวิหาร ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด โดยมี พระวินัยบัณฑิต (ถาวร ฐานุตฺตโร ป.ธ.๗) เจ้าอาวาสวัดคิรีวิหาร เป็นพระอุปัชฌายะ 

               อุปสมบทเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๘ กรกฎาคม ๒๔๙๙ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร โดยมี สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (สุจิตฺตมหาเถร) เป็นพระอุปัชฌายะ (ต่อมาทรงได้รับพระราชทานสถาปนาพระอิสริยยศ และพระฐานันดรศักดิ์เป็น “สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์”) 

               วิทยฐานะ พ.ศ.๒๔๙๑ สอบได้นักธรรมชั้นตรี, พ.ศ.๒๔๙๒ สอบได้นักธรรมชั้นโท, พ.ศ.๒๔๙๕ สอบได้นักธรรมชั้นเอก พ.ศ.๒๕๑๕ สอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค 

               งานปกครอง เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร, กรรมการมหาเถรสมาคม, กรรมการบริหารคณะธรรมยุต, รักษาการแทนเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต, แม่กองธรรมสนามหลวง และหน้าที่พิเศษต่างๆ อาทิ ประธานโครงการบูรณปฏิสังขรณ์วัดบวรนิเวศวิหาร (ประมาณ ๘๐๐ ล้านบาท) จัดหาทุนทรัพย์ตั้งมูลนิธิ และงานก่อสร้างบูรณะวัดคิรีวิหาร เป็นต้น

               สมณศักดิ์ พ.ศ.๒๕๑๗ รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ “พระอมรโมลี” พ.ศ.๒๕๓๑ รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ “พระราชสุมนต์มุนี” พ.ศ.๒๕๓๕ รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ “พระเทพกวี” พ.ศ.๒๕๔๑ รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ “พระธรรมกวี” พ.ศ.๒๕๔๓ รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองที่ “พระพรหมมุนี” พ.ศ.๒๕๕๒ รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์ เป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ “สมเด็จพระวันรัต”

               พุทธศาสนิกชนและศิษยานุศิษย์ที่จะร่วมแสดงมุทิตาสักการะ ขอเชิญได้ที่กุฏิคณะขาบบวร วัดบวรนิเวศวิหาร ในวันอาทิตย์ที่ ๑๕ และวันจันทร์ที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๕๖ ส่วนวันอังคารที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๖ เจ้าประคุณสมเด็จจะเดินทางไปบำเพ็ญกุศล ณ วัดคิรีวิหาร จ.ตราด

               สำหรับตำแหน่งงานสำคัญล่าสุดของเจ้าประคุณสมเด็จ คือ ประธานอำนวยการจัดงานฉลองพระชันษา ๑๐๐ ปี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วันพฤหัสที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๖

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-09-14 16:20:48


ความเห็นที่ 35 (2978787)

"ในหลวง" โปรดเกล้าฯ จัดฉลองพระชันษา 100 ปี สมเด็จพระสังฆราชฯ 1-7 ต.ค.นี้

วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2556 เวลา 06:00:38 น.

 

 

 

 


เมื่อวันที่ 29 ส.ค.ที่ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร สมเด็จพระวันรัต รักษาการเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต ประธานคณะกรรมการมูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นประธานพิธีมอบทุนแก่ผู้แทนโรงพยาบาล 17 แห่ง โดยนายอภัย จันทนจุลกะ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการมูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ กล่าวว่า เนื่องในปีนี้ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระชันษา 100 ปี ในวันที่ 3 ต.ค.นี้ ทางคณะกรรมการมูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ มีมติเห็นมอบทุนในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระสังฆราช ประทานให้ผู้ป่วยที่รักษาตัวในโรงพยาบาลที่ทรงสร้างอาคารไว้ทั้งหมด 17 แห่งๆ ละ 19 ทุนๆ ละ 5,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,615,000 บาท ได้แก่ รพ.สมเด็จพระยุพราชกุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ รพ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ รพ.สมเด็จพระยุพราชจอมบึง จ.ราชบุรี รพ,เพ็ญ จ.อุดรธานี รพ.แม่จัน จ.เชียงราย รพ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี รพ.ชลบุรี จ.ชลบุรี โรงพยาบาลนิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร รพ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ รพ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน รพ.สมเด็จพระญาณสังวร จ.เชียงราย รพ.อ่าวลึก จ.กระบี่ รพ.ตราด จ.ตราด รพ.ภูกระดึง จ.เลย รพ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช โรงพยาบาลไชยา จ.สุราษฏร์ธานี และรพ.สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 19 (ท่าม่วง) จ.กาญจนบุรี
 
 
อีก ด้านที่กรมประชาสัมพันธ์ มีการแถลงข่าวพิธีมอบตราสัญลักษณ์งานฉลองพระชันษา 100 ปี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ โดยจะมีการมอบธงตราสัญลักษณ์งานดังกล่าวให้ตัวแทนจาก 89 หน่วยงาน พร้อมทั้งยังมีการติดธงดังกล่าวไปยังรถเมล์สายต่างๆ รวมทั้งรถโดยสารระหว่างจังหวัด เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงานด้วย ทั้งนี้นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ กล่าวว่า รัฐบาลกำหนดจัดงานฉลองพระชันษา 100 ปี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกวันที่ 3 ต.ค.2556 โดยเริ่มจัดกิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่วันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา พร้อมกันนี้จะมีการจัดสร้างอาคาร 100 ปี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และจัดสร้างหอจดหมายเหตุวชิรญาณ ขึ้นที่วัดบวรฯ เนื่องในโอกาสดังกล่าวด้วย
  
 
นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณให้การจัดงานฉลอง พระชันษา 100 ปี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ระหว่างวันที่ 1-7 ต.ค. ที่วัดบวรฯ และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ ขณะเดียวกันสำนักนายกรัฐมนตรียังได้จัดทำเข็มที่ระลึกงานฉลองพระชันษา 100 ปี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ เพื่อเป็นที่ระลึกในงานดังกล่าวด้วย โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จฯ ไปทรงประกอบพิธีมังคลาภิเษกเข็มที่ระลึกดังกล่าว ในวันที่ 9 ก.ย.ที่วัดบวรฯ
 
 
พระเทพปริยัติวิมล ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรฯ ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการงานฉลองพระชันษา 100 ปี กล่าวว่า การจัดกิจกรรมพิเศษฉลองพระชันษา 100 ปี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ จะจัดระหว่างวันที่ 1-7 ต.ค. ซึ่งคณะสงฆ์จะมีการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์บำเพ็ญพระกุศลในวันที่ 1-4 ต.ค. โดยวันที่ 1และ 4 ต.ค.จัดที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ส่วนวันที่ 2-3 ต.ค.จัดที่พระอุโบสถวัดบวรฯ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-08-31 07:31:37


ความเห็นที่ 34 (2976576)
ศาสนา-พระเครื่อง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม 2556

 

เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใน'คณะสงฆ์'

'สมเด็จเกี่ยว'มรณภาพ เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใน'คณะสงฆ์' เรื่อง ไตรเทพ ไกรงูรายงาน

              การมรณภาพของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช แน่นอนที่สุดว่า เป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ในวงการสงฆ์ ขณะเดียวกันอีกมุมหนึ่งถือว่าเป็นการยุติความขัดแย้งของฝ่ายฆราวาส ที่ลากโยงเอาพระเถระชั้นผู้ใหญ่เข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่าย กล่าวคือ เมื่อครั้งที่มหาเถรสมาคมแต่งตั้งให้สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช เมื่อต้นปี พ.ศ.2547 ต่อมาการแต่งตั้งนั้นได้สิ้นสุดลงเพราะครบระยะเวลาที่กำหนด มหาเถรสมาคมจึงมีมติให้แต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เพื่อบริหารกิจการคณะสงฆ์แทนสมเด็จพระญาณสังวรฯ โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ในฐานะมีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ที่สามารถปฏิบัติ หน้าที่ได้ในขณะนั้นทำหน้าที่เป็นประธาน

              การแต่งตั้งทั้งสองครั้ง มีกระแสต่อต้านค่อนข้างรุนแรงจากกลุ่มลูกศิษย์ของพระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน) นำโดยนายทองก้อน วงศ์สมุทร และชาวคณะ ซึ่งต่อมายังมีความเคลื่อนไหวแสดงความเป็นปฏิปักษ์กับสมเด็จเกี่ยวอีกเป็น ระลอก

              อย่างไรก็ตาม เมื่อตำแหน่งประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชของสมเด็จพระพุฒา จารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) สิ้นสุดลง อำนาจการตัดสินใจสูงสุดของคณะสงฆ์ไทย โดยเฉพาะมหานิกายจะไหลไปที่วัดปากน้ำภาษีเจริญโดยอัตโนมัติ เพราะพระเถระที่มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์สูงสุดของมหาเถรสมาคมขณะนี้ คือ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญโญ ป.ธ.9) จะต้องมารับ "เป็นประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เพื่อบริหารกิจการคณะสงฆ์" ทั้งนี้จะไม่มีกระแสคัดค้านจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะท่านเป็นต้นแบบแห่งการเสียสละ ส่งเสริมการศึกษา
 
              สำหรับความเปลี่ยนแปลง และหลายสิ่งที่จะตามมาตามแนวนโยบายของประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชรูปใหม่ คือ

              ประการแรก แนวความคิดในการเปลี่ยนแปลงการจัดการคณะสงฆ์ครั้งยิ่งใหญ่ในฝ่ายของมหานิกาย โดยเฉพาะในด้านการศึกษา

              ประการต่อมาก็คือ บุคลากรใหม่จะต้องมีการปรับเปลี่ยน ตั้งแต่ระดับบนสุดถึงล่างสุด แม้จะเปลี่ยนตัวบุคคลไม่ได้ แต่ก็จะเปลี่ยนแปลงนโยบายและอำนาจ เช่นเดียวกับการแต่งตั้งโยกย้ายในระบบข้าราชการ

              ทั้งนี้ หลังจากพระราชทานเพลิงศพ สมณศักดิ์สมเด็จพระพุฒาจารย์ที่ว่างลง 1 ตำแหน่ง ก็ต้องมีการสถาปนาขึ้นมาแทน มีพระเถระผู้ใหญ่ที่โดดเด่น 5 รูปด้วยกัน คือ 1.พระพรหมเวที วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร 2.พระพรหมวชิรญาณ วัดยานนาวา 3.พระพรหมจริยาจารย์ วัดกระพังสุรินทร์ จ.ตรัง เพราะเป็นเจ้าคณะใหญ่หนใต้ 4.พระธรรมปัญญาบดี วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) กทม. และ 5.พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต) วัดญาณเวศกวัน จ.นครปฐม มีการตั้งข้อสังเกตว่า หากพระท่านนี้ได้รับการแต่งตั้งขึ้นมาแทน และท่านยอมรับ ก็จะเป็นการสร้างและกอบกู้ภาพลักษณ์ของคณะสงฆ์ไทยเลยทีเดียว

              เมื่อสถาปนาสมเด็จแล้ว ตำแหน่งรองสมเด็จต้องว่างอีก 1 ตำแหน่ง พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ที่มีความพร้อมทั้งคุณวุฒิและวัยวุฒิ คือ พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.9) ราชบัณฑิต และเจ้าอาวาสวัดราชโอรสาราม ซึ่งท่านถูกดองสมณศักดิ์มานาน ทั้งที่สมควรจะได้เป็นสมเด็จพระราชาคณะก่อนสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ วัดพิชยญาติการาม

              ขณะเดียวกันยังมีตำแหน่งสำคัญที่ว่างอีก 2 ตำแหน่ง คือ เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก ซึ่งเดิมเป็นของสมเด็จเกี่ยว โดยมีพระ 2 รูป ที่เป็นเจ้าคณะภาพและเป็นรองสมเด็จมีอาวุโสสูง คือ พระพรหมเวที วัดไตรมิตร และพระพรหมสุธี วัดสระเกศ แต่อาจมีการตั้งตำแหน่งนี้ข้ามห้วยมาจากวัดปากน้ำโดยตรง คือ พระวิสุทธิวงศาจารย์ ซึ่งเป็นตำแหน่งรองสมเด็จ และมีความอาวุโสเช่นกัน

              อย่างไรก็ตาม หากสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (วีระ ภัททจารีมหาเถระ) กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม ไม่อาพาธ ตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออกจะเป็นของท่านโดยอัตโนมัติ

              นอกจากนี้ยังมีความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับสถานที่ประชุมกรรมการมหาเถรสมาคม เดิมที่อยู่ที่ตำหนักเพ็ชร วัดบวรฯ ภายหลังสมเด็จเกี่ยวเป็นประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ได้ย้ายไปที่วัดสระเกศ และจะมีการย้ายอีกครั้งหนึ่งแน่นอน โดยย้ายไปที่พุทธมณฑล เพราะสมเด็จวัดปากน้ำได้สร้างตำหนักที่พักรับรองสมเด็จพระสังฆราช พร้อมห้องประชุมไว้ แต่ไม่เคยถูกเปิดใช้เลยสักครั้งเดียว เมื่อสมเด็จวัดปากน้ำเป็นประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชจึงชอบ ธรรมที่ท่านจะใช้สถานที่ดังกล่าวเป็นที่ประชุมกรรมการมหาเถรสมาคม

              ประเด็นหนึ่งที่น่าจับตา คือ การแต่งตั้งเลื่อนสมณศักดิ์ตั้งแค่ระดับบนถึงล่างที่จะประกาศในเดือนธันวาคม ซึ่งขณะมีการประชุมการเลือกนำเสนอลำดับเป็นขั้นตอนมาแล้ว อาจจะต้องมีการนำเสนอใหม่ในการประชุม มส. เดือนกันยายน เพราะอำนาจชี้ขาดขณะนี้เปลี่ยนไปอยู่ที่วัดปากน้ำแทนวัดสระเกศ ภาคที่ได้รับอานิสงส์โดยตรง คือ พระจากภาคเหนือ เช่น วัดตากฟ้า จ.นครสวรรค์ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม กทม.

 

เย็นหิมะในรอยธรรม

              หนังสือ "เย็นหิมะในรอยธรรม" รวบรวมขึ้นจากโอวาท เกี่ยวกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ ที่เจ้าประคุณสมเด็จเกี่ยวแสดงธรรมในโอกาสต่างๆ ซึ่งจะทำให้ชาวพุทธเกิดความเข้าใจว่า เหตุใด ที่ประชุมสุดยอดผู้นำชาวพุทธทั่วโลก เป็นหนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา จนได้รับการยอมรับว่า เป็นสุดยอดหนังสือที่ผู้นำชาวพุทธทุกคนต้องอ่าน

              บางส่วนของโอวาทจาก หนังสือ "เย็นหิมะในรอยธรรม" ที่สมเด็จเกี่ยวเคยแสดงไว้ คือ

              ในโลกปัจจุบัน การจะรักษาพระพุทธศาสนาเอาไว้ให้ได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้พระเณรได้มีความรู้ มีการศึกษาทั้งธรรมะและวิชาการทางโลก ความรู้อย่างพระก็ต้องรู้ เพราะเป็นเรื่องพระศาสนา แต่ก็ต้องรู้ความรู้ชาวบ้านเขาด้วย ในขณะเดียวกันก็ต้องมีการวางแผน เพื่อให้พระพุทธศาสนาไปอยู่ตามประเทศต่างๆ ทั่วโลก

              ผู้ที่จะรับภาระหน้าที่อันหนักหน่วงนี้ได้ก็คือ พระเณรนั่นเอง จึงจำเป็นจะต้องให้พระเณรมีการศึกษา รู้เท่าทันสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอายุยังน้อยต้องเรียน เรียนอะไรก็ได้ ที่ไม่ขัดต่อพระธรรมวินัย อย่าอยู่เฉยๆ เพราะพระเณรจะต้องรับภาระธุระพระศาสนา แต่หลวงพ่อแก่แล้ว คนแก่จะทำอะไรได้ แค่ให้หายใจอยู่เฉยๆ ก็ยังแย่แล้ว

              พระพุทธศาสนาในเมืองไทยมีภัยรอบด้าน ซึ่งกำลังแทรกเข้ามาทุกรูปแบบ พระพุทธศาสนาอาจจะล้มครืนลงวันใดก็ได้ แต่พระก็ยังเหมือนปลาอยู่ในน้ำเย็น จึงตายใจว่า พระพุทธศาสนาตั้งมั่นเจริญรุ่งเรืองในเมืองไทย เลยไม่รู้สึกถึงความล่มสลาย ซึ่งกำลังใกล้เข้ามา  

              ให้มองไปข้างหน้าอีก 50 ปี โดยกำหนดดูผลแห่งความเปลี่ยนแปลงครั้งละ 10 ปี และในทุก 10 ปีนั้น ก็ยังต้องดูความเปลี่ยนแปลงในแต่ละปีด้วย จนกว่าจะถึง 50 ปี เพื่อให้คาดการณ์ว่า อีก 50 ปีข้างหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนาอย่างที่เคยขึ้นในอดีตแล้ว เราจะทำอย่างไร มองให้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในอดีต ความเปลี่ยนแปลงของชีวิต ของสังคม และของโลก ความเปลี่ยนแปลงมีอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งกับพระพุทธศาสนา มิเช่นนั้นแล้ว พระพุทธศาสนาในอินเดีย ในปากีสถาน บังกลาเทศ และในอัฟกานิสถาน เป็นตัวอย่าง ก็คงไม่ล่มสลาย ถ้าสามารถมองเห็นความเปลี่ยนแปลงของชีวิต ของสังคม และของโลก ที่จะเกิดขึ้นในอีก 50 ปีข้างหน้า ก็จะทำให้สามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-08-11 12:03:23


ความเห็นที่ 33 (2976438)

ตำรวจกระบี่ บุกจับพระปลอมออกเรี่ยไรเงินชาวบ้านชวนให้ทำพิธีแก้กรรม

9 ส.ค. พ.ต.ท.จักพันธ์ สุขเจริญ รอง ผกก.ป.สภ.เหนือคลอง จ.กระบี่ ร.ต.อ.อนันต์ ณ นรงค์ รอง สวป. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ร่วมกันจับกุมตัว นายณรงค์ชัย วานิชย์ปกรณ์ อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 68 ม.1 ต.ตลาดไชยา อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ในข้อหาแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นภิกษุสามเณรโดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นบุคคลเช่นว่านั้น พร้อมด้วยของกลาง จีวร สบง รัดประคต ย่าม จำนวน 1 ชุด กางเกงกีฬาขาสั้น 1 ตัว เสื้อยืดแขนสั้นคอปก 1 ตัว    

สำหรับการจับกุมครั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่รับแจ้งจากเจ้าของร้านทองแห่งหนึ่งที่หมู่ 2 ต.เหนือคลอง (ภายในตลาดเหนือคลอง) อ.เหนือคลอง ว่า ได้มีพระภิกษุมาเรี่ยไรเงินเพื่อทำบุญ และได้ชักชวนตนให้ทำพิธีแก้กรรมที่บ้านภายในตลาด ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าเป็นพระจริง เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงเข้าพรรษาด้วย หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ พร้อมทั้งขอตรวจใบสุทธิพระสงฆ์ แต่นายณรงชัย ไม่มีให้จึงได้ควบคุมตัวมาสอบสวนที่ สภ.เหนือคลอง

พ.ต.ท.จักพันธ์ สุขเจริญ รอง ผกก.ป.สภ.เหนือคลอง จ.กระบี่ เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากร้านทองมีพระภิกษุมาเดินเรี่ยไรเงินก็ให้ไปตรวจสอบ เนื่องจากเป็นช่วงเข้าพรรษาไม่น่ามีพระออกมาเรี่ยไรเงิน จึงเดินทางไปตรวจสอบพบ นายณรงค์ชัย ผู้ต้องหา กำลังยืนคุยอยู่กับเจ้าของร้าน จึงได้ทำการตรวจสอบผู้ต้องหาได้รับสารภาพว่าไม่ได้เป็นพระจริง และได้ตระเวนเรี่ยไรเงินมาแล้วหลายจังหวัด

หลังจากที่ปลอมเป็นพระ เสร็จก็ได้เดินทางด้วยรถตู้ ซึ่งเป็นรถประจำทาง จาก จ.นครศรีธรรมราช มาลงที่ อ.เหนือคลอง แล้วใช้อุบายทำทีเป็นพระเดินเรี่ยไรเงินตามร้านค้า และร้านทองดังกล่าว แต่เจ้าของเอะใจแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบ และจับกุมตัวในที่สุด พร้อมส่งนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-08-10 09:03:56


ความเห็นที่ 32 (2976056)

"สมีเณร" ขอเลื่อนมอบ อ้างป่วย "ดีเอสไอ" ชง พศ.จับสึก เตรียมจัดสัมมนาปรับปรุงข้อบังคับสงฆ์

วันที่ 06 สิงหาคม พ.ศ. 2556 เวลา 16:40:06 น.

 

 

 

 


นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เปิดเผยวันที่ 6 สิงหาคม ว่า เมื่อช่วงบ่ายได้รับการติดต่อจากนายสุกิจ พูนศรีเกษม ทนายความของนายวิรพล สุขผล หรืออดีตหลวงปู่เณรคำ ได้ติดต่อมายังตนว่าจะขอเลื่อนการเข้ามอบตัวของนายวิรพล ออกไปอีก  1-2 วัน โดยให้เหตุผลว่านายวิรพลไม่ค่อยสบาย ป่วย และกำลังรวบรวมหลักทรัพย์ในการขอประกันตัว  ซึ่งตนเห็นว่าเป็นการตัดสินใจของทนายของผู้ต้องหา และดีเอสไอยังไม่ได้จับกุมก็เป็นสิทธิ์


วันเดียวกัน เมื่อเวลา 11.30 น. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ แถลงหลังการประชุมร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เพื่อหารือแนวทางป้องกันไม่ให้พระสงฆ์ปฏิบัติในทางไม่เหมาะสมว่า ผอ.พศ.และตนพร้อมคณะทำงานของดีเอสไอได้ประชุมหารือโดยยกกรณีอดีตพระเณรคำ โมเดล เป็นกรณีศึกษาเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ แนวปฏิบัติ การกำกับตรวจสอบควบคุมให้สงฆ์ ที่ปฏิบัติไม่เหมาะสมเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเรื่องทำนองนี้อีก ได้นำกรณีศึกษาพูดกันหลายเรื่อง ดีเอสไอได้นำเรื่องอดีตพระเณรคำ และเรื่องเสี่ยอู๊ด ที่เคยถูกดีเอสไอดำเนินคดีกรณีสร้างพระเข้าหารือ เบื้องต้นได้ข้อสรุปว่า จะจัดสัมมนาระดับประเทศโดยมี พศ.และดีเอสไอเป็นเจ้าภาพ หาแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขข้อปฏิบัติต่างๆ เกี่ยวกับสงฆ์ที่ปฏิบัติไม่เหมาะสม มีจุดประสงค์หลักเพื่อรักษาไว้ซึ่งพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นสถาบันหลักของชาติ
 

“ดีเอสไอจะเชิญ 14 หน่วยงานมาหารือ ประกอบด้วย พศ.มหาเถรสมาคม ดีเอสไอ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กระทรวงการต่างประเทศ (กรมการกงสุล) กรมป่าไม้ กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมโยธาธิการ ปปง. ป.ป.ส. กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กรมสรรพากร กระทรวงไอซีที และภาคสื่อมวลชนและประชาชน โดยจะร่วมทำงานอย่างจริงจังเพื่อให้เกิดผลในภาพร่วม ไม่ใช่จบคดีอดีตพระเณรคำแล้วก็ลืมไป”
 

อธิบดีดีเอสไอกล่าวอีกว่า ส่วนการติดต่อเข้ามอบตัวของอดีตพระเณรคำ ทางทนายความได้ยืนยันว่าอดีตพระเณรคำจะเข้ามอบตัวในวันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม แต่ยังมีข้อเท็จจริงที่ไม่ชัดเจนว่ามีการสึกจากสมณเพศหรือยัง ถ้าสึกแล้วก็ไม่มีปัญหา ถ้ายังไม่สึกตนได้ประชุมร่วมกับคณะพนักงานสอบสวนของดีเอสไอ และ พศ.สรุปว่าการให้สึกไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของดีเอสไอแต่เป็นอำนาจหน้าที่ของ พศ.ดังนั้น เพื่อให้เกิดความพร้อมในการปฏิบัติในวันที่มีการนัดหมายวันเวลารับมอบตัว ชัดเจนที่ด่าน ไม่ว่าจะเป็นด่านตรวจคนเข้าเมืองของหนองคาย หรือด่านสุวรรณภูมิ หรือด่านดอนเมือง หรือด่านอื่นก็ตาม


นายธาริตกล่าวต่อว่า ดีเอสไอจะแจ้งให้เจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายของ พศ.ไปปฏิบัติการร่วมกับดีเอสไอเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการสึกจากสมณเพศ ซึ่งดีเอสไอจะไม่ก้าวล่วงจะสึกไม่สึกเพราะไม่ใช่หน้าที่ แต่จะให้ พศ.ดำเนินการว่ากันเอง


ส่วนดีเอสไอจะรับมอบตัว แจ้งข้อหา พิมพ์นิ้วมือ และปล่อยตัวชั่วคราวซึ่งมีหลักให้ปล่อยตัวหากผู้ถูกกล่าวหาเข้ามอบตัวพร้อม กำหนดหลักทรัพย์ที่เหมาะสมตามแนวปฏิบัติของศาลอาญาตามที่ประธานศาลฎีกาได้ กำหนดไว้

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-08-06 17:46:02


ความเห็นที่ 31 (2975457)


ศน.ใช้ศาสนาเชื่อมสัมพันธ์อาเซียน




นาย ปรีชา กันธิยะ อธิบดีกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่าในปี 2558 ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งกรมการศาสนาในฐานะหน่วยงานที่ทำหน้าที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่าง ศาสนา คือ พุทธ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์-ฮินดู และซิกข์ จึงนำแนวทางศาสนิกสัมพันธ์มาเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำศาสนาและประชาชน ในกลุ่มประเทศอาเซียน เร็วๆ นี้ได้มอบหมายให้นายกฤษฎา คงคะจันทร์ รองอธิบดีกรมการศาสนา เดินทางไปประเทศฟิลิปปินส์เป็นแห่งแรก เพื่อหารือกับผู้นำศาสนาทุกศาสนา ในการจัดกิจกรรมร่วมกัน รวมทั้งไปศึกษาแนวทางการส่งเสริมศาสนิกสัมพันธ์ของประเทศนี้ โดยเฉพาะเรื่องศาสนาคริสต์ พร้อมเยี่ยมศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ที่มีอยู่ในฟิลิปปินส์ด้วย


นาย ปรีชากล่าวต่อว่า ในส่วนของประเทศไทย กรมการศาสนาจัดกิจกรรมโดยให้ประชาชนในกลุ่มอาเซียนมาร่วมกันเรียนรู้ด้าน ศาสนิกสัมพันธ์ เช่น ให้ผู้นำศาสนามาเรียนรู้ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ เพื่อเป็นต้นแบบให้ประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาในกลุ่มอาเซียนนำไปเป็นแนว ทางสู่การขยายศูนย์ดังกล่าวในประเทศของตนเอง เป็นต้น รวมทั้งจะมีการจัดค่ายเยาวชนอาเซียนในช่วงเดือนกันยายนนี้ โดยนำเด็กระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในกลุ่มประเทศอาเซียน มาเรียนรู้ด้านศาสนา ศิลปวัฒนธรรม เช่น การเข้าพบนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย การไปเยี่ยมชมวัดพระแก้ว การเข้าพบผู้นำศาสนา เป็นต้น เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างศาสนา ในการเป็นเครือข่ายร่วมกันทำงานด้านศาสนาในอนาคต

"ในปี 2557 กรมการศาสนามีแผนปฏิบัติการเกี่ยวกับงานศาสนิกสัมพันธ์อาเซียน โดยจะมีการประชุมหารือร่วมกันว่า กิจกรรมใดบ้างที่กลุ่มอาเซียนจะทำร่วมกันได้ และมีการหารือผู้นำศาสนาและองค์กรทางศาสนาว่า จะมีแผนงานใดที่จะเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันบ้าง ผมคาดหวังว่าทุกประเทศมีศาสนาเป็นสื่อในการสร้างคน ก่อให้เกิดความสามัคคี ถึงแม้จะอยู่ต่างศาสนาก็อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข หากเรามีการเชื่อมกันด้วยมิตรภาพทางศาสนา ทำให้คนรู้จักกันแล้ว เชื่อว่าเรื่องของเศรษฐกิจก็จะส่งผลตามมาด้วย" อธิบดีกรมการศาสนากล่าว

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-08-01 14:22:06


ความเห็นที่ 30 (2974820)

ฮือฮา พระภิกษุอายุยืน 123 ปี

เมื่อวันที่ 25 ก.ค.56 ผู้สื่อข่าว จ.อุดรธานี ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีพระภิกษุที่บ้านป่าบ้านถ่อน ต.บ้านเลื่อม อ.เมือง จ.อุดรธานี มีอายุยืนถึง 123 ปี จึงเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงพบกับหลวงปู่พุธ วรวุตโท บ้านเดิมอยู่ อ.ศรีขรภูมิ จ.สุรินทร์ จำพรรษาอยู่ในกุฏิหลังวัดป่าดังกล่าว โดยผู้สื่อข่าวได้เข้าไปสอบถามเกี่ยวกับเรื่องอายุถึง 123 ปี โดยหลวงปู่พุทธ เล่าให้กับผู้สื่อข่าวว่า เกิดสมัยรัชกาลที่ 4 หรือ 5 เมื่อปี พ.ศ.2433 ตอนเกิดครั้งแรกจะต้องเสียค่าหัว 6 สตางค์ และสมัยเป็นเด็กใช้เงินฮาง เงินเบี้ย ส่วนที่ทำให้มีสุขภาพแข็งแรงและเหมือนคนอายุ 80 ปีคือจะชอบกินอาหารหวานนิด กินผัก หากเป็นเนื้อสัตว์จะต้องทำให้สุกเท่านั้น โดยหลวงปู่พุธเดินยังแข็งแรงเหมือนคนอายุ 80 ปีเลยทีเดียว ขณะที่มีลูกศิษย์ทราบข่าวต่างพากันเดินทางไปชื่นชมบารมีของหลวงปู่เป็นระยะๆ

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวขอดูใบสูติบัตร บัตรประจำตัว เพื่อดูอายุว่าอายุ 123 ปีจริงหรือไม่ หลวงปู่พุธบอกว่าวันหลังจะหาให้ดูเ พราะเอกสารเยอะต้องค้นหาในตู้ แต่ยืนยันว่าอาตมาอายุ 123 ปีจริงๆ จนลูกศิษย์พากันทำเหรียญอายุยืนและเขียนประวัติให้ด้วย

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-07-26 12:33:14


ความเห็นที่ 29 (2967069)

มูลนิธิมายาโคตมี ยืนยันแล้ว "พระมิตซูโอะ คเวสโก" สึกจริง "พศ." สุดช็อค!

วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2556 เวลา 19:24:42 น.

 

 






 

 

               
เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยถึงกรณีพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก เจ้าอาวาสวัดสุนันทวนาราม จ.กาญจนบุรี พระชื่อดังลูกศิษย์พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี) ลาสิกขาบท ว่า หลังทราบข่าวตนรู้สึกงงๆ และตกใจมาก เนื่องจากท่านมิตซูโอะได้บรรพชามานานหลายสิบปี ทำคุณประโยชน์ด้านพระพุทธศาสนามากมาย โดยเฉพาะการสอนและเผยแผ่การปฏิบัติธรรมที่มีความชัดเจน เข้าใจง่าย มีการปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสอนให้ทั้งชาวพุทธที่เป็นคนไทยและต่างชาติและเดินทางไปเผยแผ่ทั่ว ประเทศ นอกจากนี้ท่านเขียนหนังสือเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติธรรม ทำการกุศลต่อสาธารณะนำสิ่งของที่ได้รับการถวายมาไปบริจาคช่วยเหลือพี่น้องใน พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้รับการยืนยันจากทางมูลนิธิมายาโคตมี ถนนกรุงเทพกรีฑา ซอย 20 แยก7 ของพระอาจารย์มิตซูโอะว่าพระอาจารย์มิตซูโอะได้ลาสิกขาบทไปจริงตั้งแต่เมื่อ วันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่าน

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-06-11 08:54:58


ความเห็นที่ 28 (2964165)

ชุบชีวิต"นาลันทา"มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของโลก

วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 เวลา 08:02:10 น.

 

 



 

 


มหาวิทยาลัยนาลันทา ถือเป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาที่เก่าแก่ของโลก เริ่มสร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ประมาณพุทธศตวรรษที่ 3

 

 

 

 


นาลันทาถือเป็นศูนย์กลางการศึกษาพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ที่มีนักศึกษาเดินทางมาจากต่างประเทศในเอเชียหลายแห่ง ก่อนที่จะถูกเผาทำลายโดยกองทัพมุสลิมเติร์ก ในปี 1193


แนวคิดการฟื้นฟูมหาวิทยาลัยนาลันทาให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ระดับนานา ชาติเกิดขึ้นโดยกลุ่มนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญที่นำโดยอมาตยาเซนเจ้าของ รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ที่ต้องการให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นแหล่งวิชาการ ที่เต็มไปด้วยนักศึกษาและนักวิจัยจากนานาชาติ ที่มาแสวงหาความรู้ ในพื้นที่เมืองนาลันทาในรัฐพิหาร โดยมหาวิทยาลัยแห่งใหม่นี้ จะเน้นสอนด้านมนุษยศาสตร์ เศรษฐศาสตร์และการจัดการ การพัฒนาแบบยั่งยืน และภาษาตะวันออก


อย่างไรก็ดี ยังคงมีข้อสงสัยจากบางฝ่ายว่า มหาวิทยาลัยนานาชาติแห่งนี้ จะสามารถสร้างขึ้นได้ในพื้นที่ด้อยพัฒนาได้จริงหรือไม่ นายฟิลิป อัลต์บาค ผู้อำนวยการศูนย์อุดมศึกษานานาชาติจากบอสตัน คอลเลจ สหรัฐฯ กล่าวว่า เขาไม่แน่ใจว่านักศึกษาระดับหัวกะทิและนักวิชาการจะให้ความสนใจที่จะไปศึกษา ในพื้นที่ชนบทของรัฐพิหารหรือไม่


ขณะที่อมาตยาเซนในฐานะว่าที่อธิการบดี กล่าวว่า งานของเขาคือการทำให้โครงการมหาวิทยาลัยนาลันดาแห่งใหม่เดินต่อไปได้ และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เนื่องจากนาลันดาแห่งเดิม กว่าที่จะเฟื่องฟูถึงขีดสุดต้องใช้เวลากว่า 200 ปี แต่นาลันดาแห่งใหม่นี้อาจต้องใช้เวลาหลายสิบปี โดยหลังจากที่ถูกทำลายลง ยังคงพบว่ามีการแอบเรียนและแอบสอนอยู่บ้างในช่วงเวลาราว 200 ปี แต่ก็ไม่ได้เป็นรูปแบบมหาวิทยาลัยอย่างที่เคยเป็นไปเสียทีเดียว กระทั่งปัจจุบันที่ทุกอย่างเป็นศูนย์ ดังนั้น ทุกอย่างจึงต้องเริ่มจากเศษซากทางประวัติศาสตร์

 

 

 


เมื่อปี 2006 อินเดีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และไทย ประกาศแผนการฟื้นฟูมหาวิทยาลัยกลับขึ้นมาใหม่โดยอาศัยแนวคิดเดิม และได้รับการสนับสนุนจากที่ประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก ที่ประกอบด้วยกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รัสเซีย และสหรัฐฯ


มหาวิทยาลัยแห่งใหม่ จะตั้งอยู่ที่เมืองราชคฤห์ ห่างจากมหาวิทยาลัยแห่งเก่าราว 10 กม.ไปทางใต้ การออกแบบกลุ่มอาคารจะเน้นรูปแบบตามแนวคิดศาสนาพุทธเป็นหลัก ปัจจุบันมีการยื่นขอจัดตั้งมหาวิทยาลัยแล้วเป็นการชั่วคราว และได้มีการส่งคำเชิญไปยังนักวิชาการและนักศึกษาจากทั่วโลกแล้ว โดยสองคณะแรกที่มีการจัดตั้งคือ ประวัติศาสตร์ และนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อม  และพร้อมที่จะเปิดรับนักศึกษากลุ่มแรกได้ในปีหน้า


ศ.อมาตยา เซน กล่าวว่า ในอนาคตมหาวิทยาลัยจะเปิดความร่วมมือกับสภาบันหลายแห่งทั่วโลก อาทิ ภาควิชาวนศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเยล ของสหรัฐฯ, ภาควิชาประวัติศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยของไทย, มหาวิทยาลัยโซลจากเกาหลีใต้ และมหาวิทยาลัยปักกิ่งของจีน ซึ่งจะช่วยยกระดับภาคการศึกษาในระดับอุดมศึกษาของอินเดีย ให้ทัดเทียมกับประเทศอื่นๆในเอเชีย

 

 

 


ศ.เซน กล่าวว่า มหาวิทยาลัยนาลันดาแห่งใหม่ จะยังทำหน้าที่เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรงบันดาลใจและแรงจูงใจ มิใช่ในแง่ความรู้หรือขอบข่ายด้านวิชาการ หรือบุคลากรที่เกี่ยวข้อง หากความรู้เช่นนี้ใช้ได้ผลในเอเชีย ก็คาดว่าจะได้ผลดีในแอฟริกาหรือลาตินอเมริกาเช่นกัน เขากล่าวว่า ถ้าทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี มันจะนำชื่อเสียงและความภูมิใจที่หายไปกว่า 800 ปี กลับมาอีกครั้ง


ในยุคที่รุ่งเรืองที่สุด มหาวิทยาลัยนาลันทา มีนักศึกษามีประมาณ 10,000 คน และมีอาจารย์ประมาณ 1,500 คน ส่วนใหญ่เป็นพระสงฆ์ที่เดินทางมาจาก จีน ญี่ปุ่น เกาหลี เอเชียกลาง สุมาตรา ชวา ทิเบต มองโกเลีย โดยพระถังซำจั๋ง ซึ่งจาริกมาสืบพระศาสนาในอินเดียในช่วง พ.ศ. 1172-1187 ได้มาศึกษาที่นาลันทามหาวิหาร และได้เขียนบันทึกบรรยายอาคารสถานที่ที่ใหญ่โตและศิลปกรรมที่วิจิตรงดงาม พร้อมเล่าถึงกิจกรรมทางการศึกษา และอาคารหอสมุดของนาลันทาใหญ่โตที่สูงเสียดฟ้าถึง 9 ชั้น


นายจอร์จ เยียว อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ และประธานคณะกรรมการที่ปรึกษามหาวิทยาลัยนาลันทา เปิดเผยว่า นาลันทามหาวิหาร ไม่เพียงมีชื่อเสียงด้านการศึกษาพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ยังมีการเปิดการศึกษาในหลากหลายสาขา อาทิ พุทธปรัชญา ไวยากรณ์ วรรณคดี แพทยศาสตร์ ตรรกศาสตร์ และนิติศาสตร์


อย่างไรก็ดี ศ.อัลต์บาค ผู้เชี่ยวชาญด้านสถาบันอุดมศึกษานานาชาติ ได้แสดงข้อสงสัยถึงทำเลที่ตั้งของมหาวิทยาลัยแห่งใหม่ เขากล่าวว่า ทำเลที่ตั้งของสถาบันการศึกษาถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ นาลันทาอาจดึงดูดนักวิชาการได้ แต่วิชาการก็ต้องเกิดขึ้นควบคู่กับโครงสร้างพื้้นฐานด้วย นักศึกษาต้องการวัฒนธรรมและเครื่องอำนวยความสะดวก ร้านกาแฟ รวมถึงชุมชนแห่งปัญญาชน  ขณะที่การสร้างมหาวิทยาลัยระดับโลกอาจต้องใช้เงินมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล แม้จะได้รับเงินบริจาคจากต่างชาติและรัฐบาลกลาง แต่ก็อาจไม่เพียงพอ


อย่างไรก็ดี พบว่า รัฐพิหารถือเป็นรัฐที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจเร็วที่สุดในอินเดียถึงร้อยละ 12 เมื่อปี 2012

 

 

 

 


นายเยียวกล่าวว่าในอดีตพื้นที่ดังกล่าวเต็มไปด้วยความแห้งแล้งกันดาร และขาดการพัฒนาแต่ปัจจุบันได้รับการพัฒนาให้มีความเขียวชอุ่มชุมชนขยายตัว และประชาชนมีการศึกษามากขึ้น


ด้านนายนันด์ คิชอร์ ซิงห์ สมาชิกสภารัฐพิหาร กล่าวว่า ตัวมหาวิทยาลัยเองมีศักยภาพในการช่วยพัฒนาชุมชน โดยการทำงานร่วมกับหมู่บ้านกว่า 60 แห่งโดยรอบ เพื่อพํฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งในด้านเกษตรกรรมและการท่องเที่ยว


ศ.เซน กล่าวว่า มหาวิทยาลัยจะเตรียมสร้างคณะเพิ่มอีก 2 แห่ง คือคณะสารสนเทศ และการจัดการและเศรษฐศาสตร์ ที่จะช่วยพัฒนาการสร้างอาชีพที่ทำให้รัฐพิหารสามารถก้าวทันรัฐอื่นๆของ อินเดีย


นอกจากนั้น ยังมีแผนการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน อาทิ ถนนสายใหม่ และสนามบินนานาชาติที่เมืองกายา ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ขณะที่ทางการรัฐพิหารได้ให้คำมั่นที่จะร่วมในโครงการสร้างมหาวิทยาลัยแห่ง นี้ด้วย


ขณะที่ทางการรัฐพิหารให้ความช่วยเหลือในการจัดหาที่ดินแต่ มหาวิทยาลัยก็ยังจำเป็นต้องได้รับเงินสนับสนุนกว่า1,000ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้จะเป็นเงินไม่มากนัก เมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศบางแห่ง


ทั้งนี้ ออสเตรเลียจะให้ความช่วยเหลือในการจัดหาตำแหน่งคณบดีคณะสิ่งแวดล้อมและ นิเวศวิทยา สิงคโปร์ให้ความช่วยเหลือด้านการออกแบบ และสร้างห้องสมุดเป็นเงินราว 7 ล้านดอลลาร์ ฝ่ายไทยร่วมบริจาคเงิน 100,000 ดอลลาร์ และจีนประกาศให้เงินช่วยเหลือด้านการก่อสร้างเป็นเงิน 1 ล้านดอลลาร์

 

 

 


แม้ศ.เซนจะกล่าวตำหนิความล่าช้าแบบราชการของอินเดียในด้านการจัดสรร งบประมาณ แต่เขาแน่ใจว่ามหาวิทยาลัยนาลันดาจะค่อยๆก่อตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทีละคณะ มากกว่าที่จะสร้างทุกอย่างให้เสร็จสมบูรณ์ภายในคราวเดียว 


ด้านนายเยียวกล่าวว่า เขาหวังโครงการมหาวิทยาลัยนาลันทา จะสามารถเชื่อมอินเดียและจีนให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ประเทศมหาอำนาจสองประเทศ ที่เป็นตัวแทนของวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ของเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้ แม้เขาจะยอมรับว่า การฟื้นคืนนาลันดากลับมาอีกครั้งเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง และไม่มีเครื่องรับประกันใดๆว่ามันจะประสบความสำเร็จ  พร้อมให้ข้อคิดว่า "แนวคิดยิ่งใหญ่ แต่การนำไปปฏิบัติให้เห็นผลนั้นยากเข็ญยิ่งกว่า"

 

 

 

แปลและเรียบเรียงจาก"India′sancientuniversity returns to life"
โดย Yojana Sharma

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-05-30 12:54:59


ความเห็นที่ 27 (2950782)

ศรีลังกาฉลอง260ปี พุทธ"สยามวงศ์"

เกศศินีย์ นุชประมูล



1.พระประธานในโบสถ์วัดคงคาราม

2.วิหารวัดกัลยาณี

3.ผู้คนหลั่งไหลมาสักการะพระเขี้ยวแก้ว

4.เจดีย์วัดกัลยาณี

5.เจดีย์เชตวนาราม ที่อนุราธปุระ

6.สวดมนต์ข้างเจดีย์

การท่องเที่ยวศรีลังกา ภายใต้กระทรวงการพัฒนาเศรษฐกิจ สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ถือโอกาสดีในปีนี้ จัดงานเนื่องในวาระฉลองครบรอบ 260 ปี สยามวงศ์ หรือสยามนิกาย ประดิษฐานในศรีลังกา



อีกทั้งเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ ของ 2 ประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และเพื่อระลึกเมื่อครั้งสยามประเทศเคยมีส่วนช่วยเหลือไม่ให้พระพุทธศาสนาใน ศรีลังกาเสื่อมสูญ

โดยประธานาธิบดี มหินทรา ราชปักษา แห่งศรีลังกา ทูลเชิญ สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเยือนศรีลังกาในโอกาสการจัดงาน "260 ปี การก่อตั้งสยามวงศ์ในศรีลังกา" จะมีขึ้นในวันที่ 19-22 ส.ค. 2556 ที่เมืองแคนดี้ของศรีลังกา

ย้อน ถึงความสัมพันธ์ทางพระพุทธศาสนาระหว่างไทยกับ ศรีลังกา มีเรื่องราวที่สัมพันธ์กันมาอย่างยาวนาน หากย้อนกลับไปเมื่อกว่า 700 ปีก่อน พุทธศาสนานิกายเถรวาทแบบลังกาวงศ์ เผยแผ่มายังประเทศไทย

แต่ ในทางกลับกันศรีลังกาก็ถูกจักรวรรดินิยมนักล่าเมืองขึ้น จากตะวันตกรุกราน และพยายามนำศาสนาอื่นมาเผยแผ่ในประเทศ ส่งผลให้ศาสนาพุทธขาดการอุปถัมภ์ค้ำชู

ซ้ำยังเกิด วิกฤตการณ์ข้าวยากหมากแพงอย่างรุนแรง จนพระภิกษุสงฆ์ต้องทิ้งวัดวาอาราม กระทั่งไม่มีพระสงฆ์หลงเหลืออยู่มีเพียงสามเณรเหลืออยู่บ้าง โดยมีสามเณรสรณังกร เป็นหัวหน้า

ในปีพ.ศ.2295 สามเณรสรณังกร ทูลขอให้พระเจ้ากิตติราชสิงหะ กษัตริย์ลังกาในขณะนั้น ส่งพระสมณทูตมากรุงศรีอยุธยา เพื่อนิมนต์พระสงฆ์ให้ไปช่วยฟื้นฟูพุทธศาสนาที่ศรีลังกา

สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ แห่งกรุงศรีอยุธยา จึงส่งพระสมณทูตไทย จำนวน 10 รูป มีพระอุบาลี เป็นหัวหน้าคณะเดินทางมายังศรีลังกา ใช้เวลาเดินทางนานถึง 5 เดือน 5 วัน

ต่อมาพระอุบาลีทำพิธีอุปสมบทแก่กุลบุตรชาวลังกา เป็นพระสงฆ์จำนวน 700 รูป และสามเณร 3,000 รูป ทำให้ ศรีลังกาที่ขาดแคลนพระสงฆ์มานาน มีพระสงฆ์สำหรับ ประกอบพิธีกรรมต่างๆ

ส่วน สามเณรสรณังกร ที่ได้รับการอุปสมบทในครั้งนั้นด้วย ได้รับการสถาปนาจากพระมหากษัตริย์ลังกาให้เป็นสมเด็จพระสังฆราช จึงเกิดคณะสงฆ์ "นิกายสยามวงศ์" ขึ้นในลังกา

ในสมัยเดียวกัน นั้น มีสามเณรคณะหนึ่งเดินทางไปขอรับการอุปสมบทในประเทศพม่า แล้วกลับมาตั้งนิกาย "อมรปุรนิกาย" ส่วนอีกคณะเดินทางไปขออุปสมบทจากคณะสงฆ์เมืองมอญ กลับมาตั้งนิกาย "รามัญนิกาย"

จึงมีนิกายพุทธศาสนาเกิดขึ้นในลังกา 3 นิกาย คือ 1.สยามวงศ์ หรืออุบาลีวงศ์ 2.อมรปุรนิกาย 3.รามัญนิกาย ทั้ง 3 นิกาย ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน และเป็นศาสนาประจำชาติของศรีลังกา

ด้วย เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ดังกล่าว ทางศรีลังกาจึงถือโอกาสให้ปีนี้ เป็นปีทองของความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ สถานทูตศรีลังกาจึงเชิญคณะสื่อมวลชนไทยร่วมเดินทางตามรอยเส้นทางธรรมในศรี ลังกา

นายพลเดช วรฉัตร เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโคลอมโบ ประเทศศรีลังกา ร่วมกล่าวว่ามีความตั้งใจมากที่จะร่วมจัดงานฉลอง 260 ปี สยามวงศ์

เมื่อ เข้ามารับตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยในศรีลังกา ได้มีโอกาสเดินบนเส้นทางธรรมในดินแดนพุทธภูมิอันศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง และเมื่อมาถึงโอกาสฉลอง 260 ปี สยามวงศ์ ก็มีความตั้งใจที่จะทำให้คนรุ่นปัจจุบันตระหนักถึงคุณค่า และความดีงามของพระอุบาลี และพระสงฆ์ที่เป็นผู้นำสืบทอดพระพุทธศาสนาให้คงอยู่จนถึงปัจจุบัน

คณะ ตามรอยเส้นทางธรรมในศรีลังกา เริ่มต้นที่ "วัดคงคาราม" เป็นวัดขนาดใหญ่ของนิกายสยามวงศ์ มีความสำคัญตรงที่เป็นที่ตั้งโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์แห่งแรกของ ศรีลังกา

อย่างแรกที่แตกต่างกับการเดินเข้าวัดในไทย เห็นจะเป็นเรื่องการถอดรองเท้า ที่ศรีลังกาเมื่อต้อง เข้าวัดจะต้องถอดรองเท้าไว้ตั้งแต่ประตูทางเข้า ต้องเดินเท้าเปล่าเข้าไปในวัดเท่านั้น ขณะที่การ เข้าวัดในไทย จะถอดรองเท้าก็ต่อเมื่อเข้าไปภายในพระอุโบสถ  ที่สำคัญอีก ประการหากต้องการถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ห้ามหันหลังให้พระพุทธรูป เจดีย์ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ในวัด เพราะชาวพุทธศรีลังกาถือว่าไม่ให้ความเคารพ

แต่หากใครเผลอยืนถ่ายรูปหันหลังให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ จะมีเจ้าหน้าที่ของวัดทำหน้าเข้มเดินมาสะกิดเตือนทันที

ภาย ในพระอุโบสถวัดคงคาราม เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย สีส้มเรืองแสงองค์โต พร้อมกับเทพผู้รับใช้และพระสาวก อีกด้านหนึ่งของวัดเป็นลานหญ้าเงียบสงบ ปลูกต้นโพธิ์ไว้บนแท่นยกสูง

1.พิพิธภัณฑ์ภายในวัดคงคาราม

2.วิหารภายในวัดพระเขี้ยวแก้ว

3.เด็กๆ มาทัศนศึกษาและไหว้พระเขี้ยวแก้ว

4.พระพุทธรูปในอุโบสถวัดพระเขี้ยวแก้ว

5.สักการะพระเขี้ยวแก้ว

6.ต้นพระศรีมหาโพธิอายุกว่า 2,300 ปี

7.ชาวศรีลังกานั่งสมาธิใต้ต้นโพธิ์ในวัดกัลยาณี

8.พนักงานเป่าปี่ตีกลองถวายเพล





เมื่อเดินมาถึงบริเวณนี้ สัมผัสได้ถึงความสงบร่มเย็นอย่างแท้จริง พบชาวศรีลังกาไม่น้อยนั่งสวดมนต์ บางคนก็เดินสวดมนต์วนรอบต้นโพธิ์

บังเอิญ ช่วงที่ไปถึงตรงกับเวลา 11.00 น. เจ้าหน้าที่ของวัดเดินมาหยุดหน้าต้นโพธิ์ ก่อนบรรเลงปี่ ตีกลอง สอบถามไกด์ได้ข้อมูลว่า เป็นการแสดงความเคารพต่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในช่วงเวลาเพลและช่วงทำวัตรเย็นจะบรรเลงปี่กลอง

จุดเด่นอีกจุดของวัดคงคาราม อยู่ที่พิพิธภัณฑ์ของแปลก มีวัตถุโบราณที่ทางวัดได้รับบริจาคตลอดช่วงหลายร้อยปีจัดแสดงไว้

ห่าง วัดคงคารามออกไปเล็กน้อย เป็นที่ตั้งของ "วัดกัลยาณีราชมหาวิหาร" วัดนี้มีความสำคัญตรงที่พระพุทธเจ้าเสด็จเยือนเป็นครั้งสุดท้าย ตามตำนานของศรีลังกาว่าไว้อย่างนั้น

ในวัดนี้มีวิหารขนาด ใหญ่ ตระหง่าน เคียงคู่กับเจดีย์องค์ใหญ่สีขาว ภายในวิหารมีจิตรกรรมฝาผนังที่สวยงาม ทั้งในเรื่องการ ใช้สี การจัดวางเรื่องราวในพุทธประวัติ ชาดก และตำนานต่างๆ

อาทิ ภาพเจ้าชายทันตกุมาร กับเจ้าหญิงเหมมาลา อัญเชิญพระทันตธาตุ หรือพระเขี้ยวแก้ว จากอินเดียมาลังกา หรือภาพพระเจ้ากิตติราชสิงหะ ทรงแต่งตั้งพระเวลิวิตะ ศรีสรณังกร เป็นพระสังฆราชแห่งสยามนิกาย

ส่วน ทางด้านข้างวิหารทางทิศใต้ มีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ เป็น 1 ใน 13 ต้น ที่แยกหน่อมาจากต้นพระศรีมหาโพธิ ที่อนุราธปุระ มีชาวพุทธมารดน้ำบูชากันมิขาดสาย บ้างก็มานั่งสมาธิทำจิตใจให้สงบท่ามกลางบรรยากาศร่มเย็น

ผ่าน มา 2 วัด เริ่มสังเกตเห็นแผ่นศิลาครึ่งวงกลมสลักลายบริเวณทางเข้าศาสนสถาน เกิดความสงสัยว่าแผ่นศิลามีความหมาย หรือความสำคัญอย่างไร กระทั่งได้คำตอบว่า แผ่นศิลาที่เห็นเรียกว่า "อัฒจันทร์" ถือว่าเป็นขั้นบันไดทางจิตวิญญาณอย่างหนึ่ง ผู้สักการะที่เดินข้ามขณะเข้าวิหาร จะได้ตั้งสมาธิก้าวล่วงจากโลกมายาสู่นิพพาน

นอกจากวัดในกรุง โคลอมโบแล้ว ตามเมืองต่างๆ ยังมีวัดและศาสนสถานสำคัญที่น่าสนใจอื่นอีก เช่นที่เมืองอนุราธปุระ มีต้นพระศรีมหาโพธิ อายุกว่า 2,300 ปี ที่พระเจ้าอโศกแห่งเมืองอนุราธปุระ นำหน่อพันธุ์มาจากต้นพระศรีมหาโพธิที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ที่เมืองพุทธคยา ประเทศอินเดีย มาปลูกไว้ที่นี่

โดยได้รับการเคารพนับถือ และปฏิบัติบูชาด้วยความเคารพอย่างสูงจากชาวศรีลังกามาตลอด ไม่ว่าใครที่มีโอกาสมาสักการะต้น พระศรีมหาโพธิ จะต้องเก็บเอาใบที่ร่วงหล่นจากต้นติดตัวกลับบ้านไปด้วย จึงไม่น่าแปลกใจที่เราเห็นต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ แต่กลับไม่เห็นใบโพธิ์หล่นร่วงตามพื้นเลย

อีกทั้งที่อนุราธปุระ ยังเป็นที่ตั้งของเจดีย์เชตวนาราม เป็นเจดีย์ สีขาวตั้งสูงตระหง่านมีขนาดใหญ่ที่สุดในอนุราธปุระ

ไฮไลต์ สำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับการตามรอยพุทธศาสนาที่ศรีลังกา คือการเดินทางมายังเมืองแคนดี้ ที่ในอดีตเคยเป็นเมืองหลวง แต่ปัจจุบันเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ

เป็นที่ตั้ง ของ "วัดพระเขี้ยวแก้ว" วัดพุทธที่สำคัญที่สุดในศรีลังกา เนื่องจากเป็นที่ประดิษฐาน "พระเขี้ยวแก้ว" วัตถุบูชาที่ชาวพุทธเคารพ จึงเป็นที่ดึงดูดผู้จาริกแสวงบุญทั่วศรีลังกา และชาวพุทธจากหลายประเทศทั่วโลก

เมื่อย่างเข้าวัด สัมผัสได้ถึงความศรัทธาของพุทธศาสนิกชน ศรีลังกา ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไปในวิหารอันเป็นที่ประดิษฐานของ พระเขี้ยวแก้ว ผู้ที่จะเข้าไปสักการะต้องสวมใส่ชุดสีขาวเท่านั้น

แม้จะได้เห็นพระเขี้ยวแก้วเพียงไม่กี่วินาที แต่สำหรับชาวพุทธแล้ว นี่คือมงคลสูงสุดในชีวิตที่มีโอกาสได้มาสักการะ

พล.อ.สุ วันทะ แหนนะทิ เคศานตะ โกฏเฏโกฑะ เอกอัครราชทูตศรีลังกา ประจำประเทศไทย เล่าให้ฟังว่าคนทั่วไปจะเห็นเพียงส่วนที่ครอบพระเขี้ยวแก้วไว้เท่านั้น แม้แต่ประธานาธิบดียังไม่เคยเห็นเลย เพราะด้วยความศักดิ์สิทธิ์จึงไม่อนุญาตให้ใครเห็น

ทูตศรี ลังกาบอกว่า คนที่เคยเห็นจริงๆ มีเพียงคนที่ถือกุญแจ 3 คนเท่านั้น คือ พระสังฆราชของสยามนิกาย ทั้ง 2 องค์ คือฝ่ายอรัญวาสี กับคามวาสี และฝ่ายฆราวาสที่ได้รับการคัดเลือกเท่านั้น

ถือโอกาสฉลองครบรอบ 260 ปีสยามวงศ์ หาโอกาสมาเดินตามรอยเส้นทางธรรมในศรีลังกา รับรองไม่เสียเที่ยว

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-04-24 07:06:52


ความเห็นที่ 26 (2950307)

"จีนกวางตุ้ง"ฮิตแต่งงานล้านนา



ททท.สำนัก งานฮ่องกง (ศูนย์กว่างโจว) รายงานว่าเมื่อวันที่ 13-17 เม.ย.ที่ผ่านมา ร่วมมือกับบริษัทนำเที่ยวในมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน และจ.เชียงใหม่ กระตุ้นการขายแพ็กเกจฮันนีมูนและคู่แต่งงาน โดยมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาจัดพิธีสมรสหมู่แบบล้านนา ณ บ้านสิงห์คำรีสอร์ต จ.เชียงใหม่ มากกว่า 20 คู่ และมีนักท่องเที่ยวในมณฑลกวางตุ้ง ให้ความสนใจพิธีแต่งงานแบบล้านนา ตามโครงการ "อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ ล้านนา เวดดิ้ง สไตล์" มากกว่า 500 คน

สำหรับปีนี้ประเทศไทยได้ต้อนรับนัก ท่องเที่ยวจากมณฑลกวางตุ้ง มากกว่า 900,000 คน จากนักท่องเที่ยวชาวจีนมณฑลกวางตุ้ง ที่เดินทางออกท่องเที่ยวต่างประเทศปีละ 10 ล้านคน จากการสำรวจพบว่าหากแยกเป็นมณฑลแล้ว มณฑลกวางตุ้งมีนักท่องเที่ยวเดินทางออกเป็นอันดับ 1 ของประเทศจีน และยังนิยมการเดินทางท่องเที่ยวด้วยตนเองเป็นอย่างมาก

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-04-20 19:47:26


ความเห็นที่ 25 (2947669)

ผลสอบป.ธ.9ปีนี้ผ่านได้65รูป-สามเณร5รูป

 เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 1 เม.ย. ที่วัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพฯ สำนักงานแม่กองบาลีสนามหลวง ได้ตรวจผลสอบประโยคบาลีสนามหลวง ปี พ.ศ.2556 ตั้งแต่ระดับเปรียญธรรม (ป.ธ.)1-2 ถึงระดับ ป.ธ.9 และประกาศผลสอบประโยคบาลีสนามหลวงอย่างเป็นทางการ มีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ กรรมการมหาเถรสมาคม ในฐานะแม่กองบาลีสนามหลวง เป็นประธาน และพระภิกษุและสามเณรจากวัดต่างๆ รวมถึงญาติพี่น้องและคณะศิษยานุศิษย์ ต่างเดินทางมาร่วมรอรับฟังผลสอบเป็นจำนวนมาก ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว หลังคณะกรรมการตรวจผลสอบประโยคบาลีสนามหลวง ตรวจทานความถูกต้องจนเสร็จเรียบร้อย สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ได้ประกอบพิธีสวดมนต์ 
 
 ต่อจากนั้น พระพรหมดิลก รองเลขานุการแม่กองบาลีสนามหลวง ได้กล่าวรายงานจำนวนสถิติผู้เข้าสอบเปรียญธรรมต่อแม่กองบาลีสนามหลวง จากนั้น สมเด็จพระพุฒาจารย์ ได้กล่าวสัมโมทนียกถาปิดการตรวจผลสอบประโยคบาลีสนามหลวงอย่างเป็นทางการ 
 
 พระพรหมโมลี เลขานุการแม่กองบาลีสนามหลวง ได้อ่านรายชื่อผู้สอบประโยคบาลีสนามหลวง ป.ธ.9 ประจำปี พ.ศ.2556 ผลปรากฏว่า มีพระภิกษุ-สามเณร สอบได้ประโยคบาลีสนามหลวง ป.ธ.9 ได้จำนวน 65 รูป เป็นสามเณร 5 รูป เทียบกับผลสอบเมื่อปี 2555 ที่มีผู้สอบได้ ป.ธ.9 จำนวน 63 รูป มากกว่าปีก่อน 2 รูป ขณะเดียวกัน วัดหรือสำนักเรียนที่มีพระภิกษุ-สามเณร สอบได้ ป.ธ.9 มากที่สุด ได้แก่ อันดับ 1 วัดเทพลีลา สอบได้ 6 รูป อันดับ 2 วัดโมลีโลกยาราม สอบได้ 4 รูป อันดับ 3 สอบได้ 2 รูป ประกอบด้วย วัดชนะสงคราม, วัดธาตุทอง, วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม, วัดสามพระยา, วัดอาวุธวิกสิตาราม, วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี, วัดพนัญเชิง จ.พระนครศรีอยุธยา, วัดพระพุทธบาท จ.สระบุรี, วัดจองคำ จ.ลำปาง, วัดชัยมงคล จ.ชลบุรี และวัดพระประโทณเจดีย์ จ.นครปฐม    
 
 ส่วนรายชื่อผู้สอบประโยคบาลี สนามหลวง ป.ธ.9 ประจำปี 2556 มีดังนี้ 1.พระมหาจำนงค์ อินทปัญโญ วัดชนะสงคราม 2.พระมหาจงยุทธ กิตติยุตโต วัดชนะสงคราม 3.พระมหากำพล ฐานเปโม วัดเทพธิดาราม 4.พระมหาปรีชา วัฑฒนชโย วัดเทพศิรินทราวาส 5.พระมหาวิรัตน์ สุมังคโล วัดเทพลีลา 6.พระมหาบุญกว้าง คุตตวัณโณ วัดเทพลีลา 7.พระมหาสุแพง กันตจาโร วัดเทพลีลา 8.พระมหาสุขุม อุตตโม วัดเทพลีลา 9.พระมหายุทธพงษ์ ธีรปัญญวา วัดเทพลีลา 10.สามเณรไกรสิทธิ์ ลีปัสสา วัดเทพลีลา 
 
 11.พระมหานิยม ญาณวีโร วัดธาตุทอง 12.สามเณรอนุวัฒน์ คำโพนรัตน์ วัดธาตุทอง 13.พระมหาไพโรจน์ ปภัสสโร วัดบพิตรพิมุข 14.พระมหาทองสืบ เขมปัญโญ วัดบรมนิวาส 15.พระมหาพิชิต รตินธโร วัดบางนาใน 16.พระมหาสุเนตร์ จัตตมโล วัดปทุมคงคา 17.พระมหาหยัด จันโทภาโส วัดพรหมวงศาราม 18.พระมหาอดิศักดิ์ อุปวัฑฒโน วัดพระเชตุพนฯ 19.พระมหาดวง โชติญาโณ วัดพระเชตุพนฯ 20.พระมหาสัญญา ขันติธัมโม วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ 
 
 21.พระมหาสมจิตร สุทธาชีวี วัดสร้อยทอง 22.พระมหาอภิชัย ญาณวิชโย วัดสระเกศ 23.พระมหาบรรยงค์ จันทเมธี วัดสามพระยา 24.สามเณรอรรณพ ใจอารีย์ วัดสามพระยา 25.พระมหาจำเริญ สิริจันโท วัดสังเวชวิศยาราม 26.พระมหาทินกร ทีปนันโท วัดเสมียนนารี 27.พระมหาสัญชัย เตชสีโล วัดบางนานอก 28.พระมหาสมบูรณ์ ธัมมทีโป วัดนวลจันทร์ 29.พระมหาไพรัช วิรโช วัดปากน้ำภาษีเจริญ 30.พระมหาสำรวญ สีลสังวโร วัดโมลีโลกยาราม  
 
 31.พระมหาจำลอง ธัมมวโร วัดโมลีโลกยาราม 32.พระมหาโอภาส วรรังสี วัดโมลีโลกยาราม 33.พระมหาสนธยา วรรัตติ วัดโมลีโลกยาราม 34.พระมหาชูชาติ จิรสุทโธ วัดอรุณราชวราราม 35.พระมหาณัฐศักดิ์ เขมปัญโญ วัดอาวุธวิกสิตาราม 36.พระมหาสราวุธ ญาณโสภโณ วัดอาวุธวิกสิตาราม 37.พระมหาปิยณัฐ ปิยชโย วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี 38.พระมหาอรรถชัย วรัตถชโย วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี 39.พระมหาทวิช ธีรชาโต วัดเขียนเขต จ.ปทุมธานี 40.พระมหาวิเชฎ อนุตตโร วัดศรีวารีน้อย จ.สมุทรปราการ 
 
 41.พระมหาปกรณ์ ฐานุตตโม วัดพนัญเชิง จ.พระนครศรีอยุธยา 42.พระมหานิยม หิริธัมโม วัดพนัญเชิง จ.พระนครศรีอยุธยา 43.พระมหาอังคณา อินทวังโส วัดศาลาปูน จ.พระนครศรีอยุธยา 44.พระมหาสุภาพ ธัมมเตโช วัดพระพุทธบาท จ.สระบุรี 45.พระมหาอดิศักด์ กตปุญโญ วัดพระพุทธบาท จ.สระบุรี 46.พระมหายุทธนา โสภณาจาโร วัดจองคำ จ.ลำปาง 47.สามเณรทนงศักดิ์ ตาดี วัดจองคำ จ.ลำปาง 48.พระมหาสมลักษณ์ คันธสาโร วัดท่ามะโอ จ.ลำปาง 49.สามเณรธนวัฒน์ พุฒหอม วัดพระธาตุศรีจอมทอง จ.เชียงใหม่ 50.พระมหาพรพล พัทธธัมโม วัดชัยมงคล จ.ชลบุรี 
 
 51.พระมหาณัฐพงศ์ ญาณาวุโธ วัดชัยมงคล จ.ชลบุรี 52.พระมหาสัญชัย สันตจิตโต วัดสุทธิวารี จ.จันทบุรี 53.พระมหาสมคิด ยสพโล วัดพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม 54.พระมหาณรงค์ ปัญญาวชิโร วัดพระประโทณเจดีย์ จ.นครปฐม 55.พระมหาอรรถพงษ์ สิริโสภโณ วัดพระประโทณเจดีย์ จ.นครปฐม 56.พระมหาธเนศ จันทปัญโญ วัดปรีดาราม จ.นครปฐม 57.พระมหาสุธี อาสโภ วัดเทียนดัด จ.นครปฐม 58.พระมหาภูวนาท สุชาโต วัดลานคา จ.สุพรรณบุรี 59.พระมหาสันติ โชติกโร วัดราษฎร์ประชุมชนาราม จ.กาญจนบุรี 60.พระมหาสายชล สันติกโร วัดป้อมวิเชียรโชติการาม สมุทรสาคร 
 
 61.พระมหาอธิโชค สุโชโต วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม จ.ราชบุรี 62.พระมหาปรีชา ปริปุณโณ วัดเกตการาม จ.สมุทรสงคราม 63.พระมหาวินัย จันทวังโส จงรักษ์ วัดขันเงิน จ.ชุมพร 64.พระมหากิตติศักดิ์ โอภาโส วัดบ้านส้อง จ.สุราษฎร์ธานี 65.พระมหาจารัญ พุทธัปปิโย วัดหาดใหญ่สิตาราม จ.สงขลา
 
 ทั้งนี้ บัญชีรายชื่อผู้สอบประโยคบาลีสนามหลวงทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ประจำปี 2556 มีสถิติที่น่าสนใจ คือ ป.ธ.9 จำนวนผู้สอบ 322 รูป สอบได้ 65 รูป, ป.ธ.8 มีผู้เข้าสอบ 380 รูป สอบได้ 50 รูป, ป.ธ.7 มีผู้เข้าสอบ 514 รูป สอบได้ 166 รูป, ป.ธ.6 มีผู้เข้าสอบ 558 รูป สอบได้ 158 รูป, ป.ธ.5 มีผู้เข้าสอบ 911 รูป สอบได้ 148 รูป, ป.ธ.4 มีผู้เข้าสอบ 1,656 รูป สอบได้ 418 รูป, ป.ธ.3 มีผู้เข้าสอบ 3,637 รูป สอบได้ 530 รูป และ ป.ธ.1-2 มีผู้เข้าสอบ 14,876 รูป สอบได้ 1,885 รูป คิดเป็น รวมผู้เข้าสอบทั้งหมด 22,853 รูป สอบได้ทั้งหมด 3,420 รูป สำหรับสามเณรที่สอบได้ ป.ธ.9 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เป็นนาคหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ 
 

 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-04-01 20:56:06


ความเห็นที่ 24 (2941436)

ครม.ตั้ง"เอนก-วิไล"นั่งผู้ตรวจราชการ ก.วัฒนธรรม

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 เวลา 16:05:55 น.

 

 

 

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ นายสนธยา คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าที่ประชุม ครม.มีมติแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง 2 ตำแหน่งตามที่ วธ.เสนอ ดังนี้ นายอเนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากรและนางวิไล วิทยานารถไพศาล รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ วธ. นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม.ยังมีมติแต่งตั้งข้าราชการการเมือง 2 ตำแหน่ง ได้แก่ นายพิพัฒน์ เลิศกิตติสุข เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการ วธ. และนายสุระ เตชะทัต เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี ส่วนการแต่งตั้งผู้บริหารระดับรองอธิบดี ที่ว่าง 3 ตำแหน่ง ได้แก่ รองอธิบดี สวธ. รองอธิบดีกรมศิลปากร และรองผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) นั้น ต้องเปิดรับสมัครตามคุณสมบัติและแสดงวิสัยทัศน์ตามขั้นตอนคาดว่าแล้วเสร็จ ภายในเดือนมีนาคมนี้


แหล่งข่าวระดับสูง วธ.เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการคัดเลือกข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อเลื่อนขึ้นแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงและตำแหน่งประเภทอำนวยการระดับสูงได้ พิจารณาคัดเลือกผู้บริหาร วธ. เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้ น.ส.ดารุณี ธรรมโพธิ์ดล นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ เป็นผู้อำนวยการสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ และนายพิสิทธิ์ นิรัตติวงศกรณ์ เลขานุการกรมการศาสนา (ศน.) เป็นผู้อำนวยการกองศาสนูปถัมภ์ ศน.


นางปริศนา พงษ์ทัดศิริกุล ปลัด วธ. กล่าวว่า วันที่ 28 กุมภาพันธ์ จะดำเนินการคัดเลือกและแต่งตั้งผู้บริหาร วธ.ในส่วนของกรมศิลปากร 3 ตำแหน่ง ได้แก่ ผู้อำนวยการสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ, ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 15 ภูเก็ต, ผู้อำนวยการสำนักสถาปัตยกรรม อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะต้องเร่งดำเนินการคัดเลือกตำแหน่งรองอธิบดีที่ว่างลงรวม 3 ตำแหน่งด้วย ส่วนตำแหน่งวัฒนธรรมจังหวัด 9 จังหวัดที่ว่างอยู่ ได้แก่ ยะลา, ชุมพร, สุราษฎร์ธานี, ตรัง, แม่ฮ่องสอน, กำแพงเพชร, หนองบัวลําภู, สกลนคร และตราด คาดว่าจะดำเนินการสรรหาได้ปลายเดือนมีนาคม

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-02-27 17:04:59


ความเห็นที่ 23 (2940691)

ตร.ลั่นจับจริง “มาฆบูชา”วันพระใหญ่ ห้ามขายน้ำเมา ฝ่าฝืนคุก 6 เดือน ปรับ 1 หมื่น

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 เวลา 14:20:25 น.

 

 



 


วัน ที่ 23 ก.พ. นพ.สมาน ฟูตระกูล ผอ.สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวว่า สำหรับวันมาฆบูชาที่จะถึงนี้ ตามกฎหมายพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551จะเริ่มควบคุมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลังเที่ยงคืนของวันที่ 24 ก.พ.ไปจนถึงเวลา 24.00 น. ของวันที่ 25 ก.พ. หากตรวจสอบพบการฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดีทันที โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 6เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อย่างไรก็ตาม วันพระดังกล่าวสถานบันเทิง เช่น ร้านเหล้า ผับ บาร์ คาราโอเกะ ส่วนใหญ่จะถือโอกาสปิดร้าน ส่วนร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้าใหญ่ ถือว่าให้ความร่วมมือไม่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บางแห่งใช้วิธีการติดป้ายบอกลูกค้า แต่ที่น่าเป็นห่วงคือร้านค้าปลีกในชุมชน หรือประเภทร้านชำตามหมู่บ้าน ยังพบว่าไม่ค่อยปฏิบัติตามเท่าที่ควร

  

“ฝากไปถึงเจ้าของร้านค้าปลีก ในชุมชนให้งดการขายเหล้าเบียร์ ในวันพระใหญ่ เนื่องจากมีความผิดตามกฎหมาย และขอให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยเข้มงวดสอดส่องดูแลไม่ให้มีการฝ่าฝืนกฎหมาย ด้วย ทั้งนี้ขอเชิญชวนทุกคนร่วมกันงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในวันพระใหญ่ เพราะปีหนึ่งมีแค่4 วัน ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับสิ่งมึนเมา ซึ่งเป็นวันที่มีความสำคัญกับชาวพุทธ และจะช่วยลดผลกระทบอันตรายที่เกิดจากคนดื่มเหล้าเบียร์อย่างเห็นได้ ชัด”นพ.สมาน กล่าว

 

ด้าน พล.ต.ต.อุทัยวรรณ แก้วสอาด รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า จากการเฝ้าระวังมาตรการห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันพระใหญ่ที่ผ่าน มาพบว่าผู้ประกอบการต่างรับรู้และปฏิบัติตามกฎหมายเป็นอย่างดี โดยในวันมาฆบูชานี้ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีคำสั่งให้ทุกพื้นที่จัดส่งกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสายสืบ เข้าช่วยในการสอดส่องเฝ้าระวังผู้กระทำผิด หากพบว่ายังมีการลักลอบจำหน่ายสุราจะดำเนินคดีทันที ซึ่งต้องยอมรับว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีความรู้ในเรื่องกฎหมายและให้ความร่วมมือปฏิบัติตาม เป็นอย่างดี

  

“สิ่งที่เป็นห่วงคือเรื่องของอุบัติเหตุ เนื่องจากอาทิตย์นี้มีวันหยุดยาวติดต่อกันหลายวัน ผู้ใช้รถใช้ถนนอาจยังกระทำผิดตามกฎหมายมีการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเราได้รณรงค์และเข้มงวดมาตรการห้ามดื่มบนรถผ่านสื่อต่างๆเช่น สื่อสิ่งพิมพ์ ใบปลิว โทรทัศน์ เพื่อให้ประชาชนตระหนักรับทราบเรื่องของกฎหมาย ซึ่งทุกฝ่าย ทุกหน่วยงานที่ทำงานเรื่องรณรงค์ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ต้องร่วมมือกันประชา สัมพันธ์ เพื่อให้ประชาชนมีการรับรู้เรื่องของกฎหมายให้มากขึ้นเช่นกัน”พล.ต.ต.อุทัย วรรณกล่าว

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-02-23 21:39:49


ความเห็นที่ 22 (2940166)

 

เปิดเกณฑ์ตั้งสมณศักดิ์พระสงฆ์ไทย

เปิดเกณฑ์ตั้งสมณศักดิ์พระสงฆ์ไทย 'พระพายัพ'เป็นพระครูปลัดเหมาะสม? : สำราญ สมพงษ์รายงาน

              ต่อกรณีที่สมเด็จพระธีรญาณมุนี เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส ได้เสนอแต่งตั้งพระพายัพ เขมคุโณ หรือนามเดิมนายพายัพ ชินวัตร น้องชายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นพระฐานานุกรมในตำแหน่ง "พระครูปลัดสัมพิพัฒน์ญาณจารย์" ทั้งๆที่เพิ่งจะอุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อวันที่ ๑๐  กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ที่วัดป่าพุทธคยา ประเทศอินเดีย และจะมีกำหนดลาสิกขาวันที่ ๑๑  มีนาคมนี้ หลายฝ่ายมองว่าไม่เหมาะสม เนื่องจากตามธรรมเนียมปฏิบัติพระสงฆ์ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นพระ ฐานานุกรมต้องอุปสมบทมาแล้วไม่น้อยกว่า ๑๐ พรรษา

              ขณะเดียวกันผู้บริหารของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้ออกมาชี้แจงต่อเรื่องนี้ แต่ก็ยังไม่ชัดเจนและมีการโยนให้สมเด็จพระธีรญาณมุนีเป็นผู้ชี้แจงเอง ขณะเดียวกันก็ผิดบ้างถูกบ้าง อย่างเช่นนายปรีชา กันธิยะ อธิบดีกรมการศาสนา ชี้แจงว่า ชื่อ “พระครูปลัดฯ” ของพระพายัพเป็นเพียงฉายา โดยชื่อของพระพายัพขึ้นต้นด้วยตัว “พ.” สมมุติว่าตนบวชเป็นพระ ชื่อขึ้นต้นด้วย “ป.” ก็อาจจะมีฉายาเป็น “ปัทธโร” ดังนั้น พระครูปลัดฯของพระพายัพไม่ใช่สมณศักดิ์ของพระ

              จุดตรงดูเหมือนว่านายปรีชาจะชี้แจงคลาดเคลื่อนไป เพราะหากจะบอกคำว่า พระครูปลัดสัมพิพัฒน์ญาณจารย์ ไม่ใช่สมณศักดิ์ของพระพายัพแต่เป็นฉายาแล้วทำไมพระอุปัชฌาย์ถึงไม่ตั้งคำนี้ มาตั้งแต่ตอนบวช แต่ได้ตั้งคำว่า  "เขมคุโณ" ให้เป็นฉายาตั้งแต่ต้น   


              ทีนี้ลองมาดูรายละเอียดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การพิจารณาแต่งตั้งสมณศักดิ์พระ สงฆ์ไทย ที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์ ที่มา... www.web-pra.com ดูบ้างเป็นอย่างไร

              ประเพณีการพระราชทานสมณศักดิ์ เกิดขึ้นในประเทศไทยมาช้านานแล้ว แต่แม้จะเป็นเช่นนั้น หลักเกณฑ์ในการพิจารณาสมณศักดิ์ก็มิได้วางไว้เป็นกฎระเบียบอย่างชัดเจน  ทั้งนี้ อาจเนื่องมาจากการพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ การที่ทางคณะสงฆ์มิได้กำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนแน่นอนอาจจะเป็นการเหมาะสม กว่า นอกจากนี้การวางหลักเกณฑ์ไว้อย่างหลวมๆไม่รัดตัวจนเกินไป ทำให้ผู้มีอำนาจในการพิจารณาอาจจะเน้นหลักในทางใดทางหนึ่งได้ เช่น ด้านการศึกษาพระปริยัติธรรม การเผยแผ่พระศาสนา การสาธารณสงเคราะห์  ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์บ้านเมืองและการพระศาสนาในขณะนั้นๆ

              อย่างไรก็ตาม ทางคณะสงฆ์ก็มีหลักเกณฑ์ปฏิบัติตามที่พระเดชพระคุณ พระธรรมาโรดม(บุญมา ป.ธ. ๙) เจ้าคณะภาค ๖ กรรมการมหาเถรสมาคม วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพมหานคร ได้รวบรวมไว้ปฏิบัติงานในฐานะที่พระเดชพระคุณทำหน้าที่เป็นเลขานุการคณะ อนุกรรมการพิจารณาสมณศักดิ์ประจำปีของมหาเถรสมาคม ซึ่งพอจะเห็นเป็นรูปธรรมและถือปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน ดังจะกล่าวต่อไป

หลักเกณฑ์การพิจารณาแต่งตั้งสมณศักดิ์

พระสังฆาธิการ** ผู้สมควรได้รับการพิจารณาแต่งตั้งสมณศักดิ์ ต้องประกอบด้วยคุณลักษณะดังต่อไปนี้

 

คุณสมบัติส่วนตัวและส่วนวัด

๑. ต้องเป็นพระสังฆาธิการตั้งแต่ระดับผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ขึ้นไป และมีพรรษาตั้งแต่ ๑๐ ขึ้นไป เว้นแต่มีกรณีพิเศษ

๒. ถ้าเป็นเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ ต้องดำรงตำแหน่งมาแล้วไม่ต่ำกว่า ๕ ปีบริบูรณ์โดยให้นับตั้งแต่วันเป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ หรือเป็นรองเจ้าอาวาสวัดราษฎร์มารวมด้วยหรือถ้าเป็นพระครูประทวนสมณศักดิ์ ต้องเป็นมาเกิน ๓ ปีแล้ว

ทั้งนี้ เว้นแต่มีกรณีที่ควรยกย่องเป็นพิเศษ และเว้นแต่เป็นเจ้าอาวาสพระอารามหลวง

๓. ถ้าเป็นเจ้าคณะตำบล ต้องดำรงตำแหน่งมาแล้วไม่ต่ำกว่า ๕ ปีบริบูรณ์ โดยให้นับตั้งแต่วันเป็นเจ้าอาวาสพระอารามหลวง รองเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ รองเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ หรือเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราษฎร์มารวมด้วย แต่อย่างมากต้องไม่เกิน ๔ ปี ถ้ามิได้เป็นเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ให้แจ้งด้วยว่าเจ้าอาวาสวัดราษฎร์นั้นเป็น สัญญาบัตรแล้วหรือยัง

๔. ถ้าเป็นรองเจ้าอาวาสวัดราษฎร์หรือเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ให้นำความใน ข้อ ๒.และข้อ ๓. มาใช้โดยอนุโลมตามควรแก่กรณี แต่ต้องได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งนั้นๆ ถูกต้องแล้วและต้องมีพระภิกษุสามเณร (เฉพาะในวัดของตน) อยู่จำพรรษามาพอสมควร หรือปฏิบัติหน้าที่แทนเจ้าอาวาสผู้ทุพพลภาพ หรือชราภาพ

๕. ถ้าเป็นเจ้าคณะอำเภอ หรือเป็นเจ้าคณะจังหวัด หรือเป็นที่ปรึกษาให้พิจารณาตามความเหมาะสมในการปกครอง แต่ต้องดำรงตำแหน่งมาเกิน ๑ ปีแล้ว และมีผลงานในหน้าที่ดีพอสมควร

๖. ถ้าเป็นรองเจ้าอาวาสพระอารามหลวงหรือเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงต้อง ดำรงตำแหน่งมาเกิน ๑ ปีแล้ว และมีผลงานช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงตามที่ระบุไว้ในการเสนอขอแต่งตั้ง หรือตามที่เจ้าอาวาสวัดราษฎร์มอบหมายและในวัดนั้น มีสัญญาบัตรกี่รูป มีราชทินนามอะไรบ้าง

๗. ถ้าเป็นรองเจ้าคณะอำเภอ หรือเป็นรองเจ้าคณะจังหวัดให้พิจารณาตามความเหมาะสมในการปกครอง

๘. ในเขตอำเภอหนึ่ง ให้พิจารณาแต่งตั้งสมณศักดิ์พระครูสัญญาบัตรได้ ๑ รูป เว้นแต่มีกรณีพิเศษ (คือมีพระสังฆาธิการตำแหน่งเจ้าอาวาสพระอารามหลวง รองเจ้าอาวาสพระอารามหลวงผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง) หรือในเขตอำเภอที่มีวัดเกินกว่า ๕๐ วัดขึ้นไป ให้พิจารณาแต่งตั้งได้ ๒ รูป หรือในเขตอำเภอที่มีวัดเกินกว่า ๑๐๐ วัดขึ้นไป ให้พิจารณาแต่งตั้งได้ ๓ รูปเป็นกรณีพิเศษ

๙. มีพระภิกษุ (เฉพาะในวัดของตน) อยู่จำพรรษาครบคณะสงฆ์ขึ้นไป หรือมีพระภิกษุอยู่จำพรรษาไม่ครบคณะสงฆ์ แต่มีสามเณรอยู่จำพรรษามากพอสมควร โดยให้นับจากปีปัจจุบันย้อนหลังไป ๓ พ.ศ.

๑๐. มีพระภิกษุสามเณร (เฉพาะในวัดของตน) ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมและสมัครสอบในสนามหลวงจำนวนมากพอสมควร โดยให้นับจากปีปัจจุบันย้อนหลังไป ๓ พ.ศ.

คุณสมบัติด้านสาธาณูปการ

สำหรับการพิจารณาแต่งตั้งสมณศักดิ์ ต้องมีผลงานสาธาณูปการ ได้แก่ การก่อสร้างและบูรณะปฏิสังขรณ์ศาสนสถาน หรือถาวรวัตถุมาประกอบการพิจารณาด้วย ถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งบ่งบอกถึงแรงศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระสงฆ์รูปนั้นๆ แต่การรายงานให้บอกจำนวนเงินค่าก่อสร้างค่าบูรณะปฏิสังขรณ์ และรายละเอียดของสิ่งก่อสร้างและการบูรณะปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุโดยให้เริ่มนับ ตั้งแต่เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส หรือถ้าเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส หรือถ้าเป็นรองเจ้าอาวาสที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าอาวาสเป็นต้นไปจนถึง ปัจจุบันว่า มีจำนวนมากพอสมควร ดังต่อไปนี้

๑๑. ในเขตปกครองหนกลาง ต้องมีจำนวนเงินที่ได้ใช้จ่ายในการก่อสร้าง และปฏิสังขรณ์แล้ว จำนวนตั้งแต่ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งล้านบาท) ขึ้นไป

๑๒. ในเขตปกครองหนเหนือ หนตะวันออก และหนใต้ ต้องมีจำนวนเงินที่ได้ใช้ในการก่อสร้างและปฏิสังขรณ์แล้ว จำนวนตั้งแต่ ๑๕๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นบาท) ขึ้นไป

๑๓. เฉพาะในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค ๔ และภาค ๕ ต้องมีจำนวนเงินที่ได้ใช้จ่ายในการก่อสร้างและปฏิสังขรณ์แล้ว จำนวนตั้งแต่ ๕๐๐,๐๐๐ บาท (ห้าแสนบาท) ขึ้นไป

๑๔. สำหรับผลงานสาธารณูปการตามข้อ ๑๑, ๑๒ และข้อ ๑๓ ข้างต้นนั้น ไม่นับผลงานที่เป็นประธานในการก่อสร้างโรงเรียนของรัฐบาล ที่ใช้งบประมาณแผ่นดิน หรือการก่อสร้างในวัดอื่น

๑๕. แม้จำนวนเงินจะครบตามหลักเกณฑ์ในข้อ ๑๑, ๑๒ หรือข้อ ๑๓ แล้วก็ตามแต่ถ้าการก่อสร้างโรงอุโบสถ หรือศาลาการเปรียญอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่างยังไม่แล้วเสร็จ ให้รอไว้ก่อน

๑๖. การรายงานผลงานสาธารณูปการนั้น ต้องแยกออกเป็น ๒ ส่วน คือ

(๑) ผลงานการก่อสร้างถาวรวัตถุต่างๆ (เฉพาะภายในวัด)

(๒) ผลงานการบูรณะปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุต่างๆ (เฉพาะภายในวัด)

๑๗. การรายงานผลงานการก่อสร้างถาวรวัตถุต่างๆ ตามข้อ ๑๖ (๑) จะต้องแจ้งรายละเอียดที่ทำการก่อสร้างทุกรายการ ดังต่อไปนี้

(๑) แจ้งวัน เดือน ปีไปตามลำดับแต่ละ พ.ศ. ที่ได้ทำการก่อสร้างแล้วเสร็จจนถึง พ.ศ. ปัจจุบัน

(๒) แจ้งลักษณะอาคาร กว้าง-ยาว-สูงเท่าไร บอกวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างและสร้างเสร็จแล้วหรือยัง

(๓) แจ้งค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างไปว่าเป็นจำนวนเงินเท่าไรเป็นตัวเลขพร้อมทั้งวงเล็บตัวหนังสือกำกับไว้ด้วยทุกรายการ

(๔) เมื่อรายงานผลงานสาธารณูปการก่อสร้างครบทุกรายการ ทุก พ.ศ. แล้วต้องรวมเงินที่ได้ใช้จ่ายไปในการก่อสร้างทั้งสิ้น เป็นจำนวนเงินเท่าไร เป็นตัวเลข พร้อมทั้งวงเล็บตัวหนังสือกำกับไว้ด้วย

๑๘. การรายงานผลงานการบูรณะปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุต่างๆ ตามข้อ ๑๖. (๒)จะต้องแจ้งรายละเอียดที่ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์ทุกรายการดังต่อไปนี้

(๑) แจ้งวัน เดือน ปีไปตามลำดับแต่ละ พ.ศ. ที่ได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จจนถึง พ.ศ. ปัจจุบัน

(๒) แจ้งลักษณะอาคารกว้าง-ยาว-สูงเท่าไร บอกวัสดุที่ใช้ในการบูรณะปฏิสังขรณ์และบูรณะปฏิสังขรณ์เสร็จแล้วหรือยัง

(๓) แจ้งค่าใช้จ่ายในการบูรณะปฏิสังขรณ์ไปว่าเป็นจำนวนเงินเท่าไร เป็นตัวเลขพร้อมทั้งวงเล็บตัวหนังสือกำกับไว้ด้วยทุกรายการ

(๔) เมื่อรายงานผลสาธารณูปการบูรณะปฏิสังขรณ์ครบทุกรายการแล้วต้องรวมเงินที่ได้ ใช้จ่ายไปในการบูรณะปฏิสังขรณ์ทั้งสิ้น เป็นจำนวนเงินเท่าไร เป็นตัวเลข พร้อมทั้งวงเล็บตัวหนังสือกำกับไว้ด้วย

๑๙. เมื่อรายงานผลงานสาธารณูปการตามข้อ ๑๗ และข้อ ๑๘ ครบทุกรายการแล้วจะต้องนำยอดเงินที่ได้ใช้จ่ายไปในการก่อสร้าง และในการบูรณะปฏิสังขรณ์ทั้งสิ้นตามข้อ ๑๗ (๔)และข้อ ๑๘ (๔) มารวมกันอีกครั้งหนึ่งว่า เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้นเท่าไรเป็นตัวเลข พร้อมทั้งวงเล็บเป็นตัวหนังสือกำกับไว้ด้วย

การพิจารณาให้ชั้นสมณศักดิ์ พระราชาคณะ

๒๐. พระสังฆาธิการผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดและรองเจ้าคณะจังหวัด ให้เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ พระราชาคณะชั้นสามัญเปรียญ หรือพระราชาคณะชั้นสามัญยก ตามควรแก่กรณี

๒๑. พระสังฆาธิการตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอ, เจ้าอาวาสพระอารามหลวง รองเจ้าอาวาสพระอารามหลวง หรือผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง

(๑) ผู้มีวิทยฐานะเป็นเปรียญเอก (เปรียญธรรม ๗-๘-๙) ให้เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ พระราชาคณะชั้นสามัญเปรียญ

(๒) พระครูสัญญาบัตรตำแหน่งดังกล่าวข้างต้นผู้สอบไล่ได้เป็นเปรียญเอกมีสิทธิ เสนอขอปรับวุฒิเปรียญธรรมได้แม้เวลาที่ได้รับสมณศักดิ์แล้วนั้นยังไม่ครบ เวลา ๕ ปีก็ตาม และปรับให้เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ พระราชาคณะชั้นสามัญเปรียญทุกตำแหน่ง

๒๒. พระสังฆาธิการตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอ รองเจ้าอาวาสพระอารามหลวง หรือผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ผู้เป็นฐานานุกรมตำแหน่งพระครูปลัดสมเด็จพระราชาคณะ และพระครูปลัดพระราชาคณะเจ้าคณะรอง ชั้นหิรัณยบัฏ ทุกตำแหน่ง ให้เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญพระราชาคณะชั้นสามัญเปรียญ หรือพระราชาคณะชั้นสามัญยก ตามควรแก่กรณี

๒๓. พระสังฆาธิการตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอ รองเจ้าอาวาสพระอารามหลวง หรือผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอารามหลวง ผู้เป็นพระครูฐานานุกรมชั้นเอก ในสมเด็จพระสังฆราช ตำแหน่งพระครูธรรมกถาสุนทร พระครูวินัยกรณ์โสภณ พระครูวินยาภิวุฒิ พระครูสุตตาภิรม พระครูวิสุทธิธรรมภาณและพระครูพิศาลวินัยวาท ให้เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ พระราชาคณะชั้นสามัญเปรียญหรือพระราชาคณะชั้นสามัญยก ตามควรแก่กรณี

๒๔. พระสังฆาธิการตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอ ชั้นพิเศษ ผู้มีผลงานดีเด่นทางคันถธุระหรือวิปัสสนาธุระ สมควรได้รับการพิจารณายกย่องเป็นกรณีพิเศษ ดังต่อไปนี้

(๑) เป็นผู้เอาใจใส่และเป็นกำลังสำคัญในฝ่ายคันถธุระ จัดตั้งสำนักศาสนศึกษาแผนกบาลี มีนักเรียนศึกษาเล่าเรียน และสอบได้ในสนามหลวงจำนวนมาก สมควรพิจารณายกย่องเป็นกรณีพิเศษ ให้เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ พระราชาคณะชั้นสามัญเปรียญ หรือพระราชาคณะชั้นสามัญยกตามควรแก่กรณี หรือ

(๒) เป็นผู้เอาใจใส่และเป็นกำลังสำคัญในฝ่ายวิปัสสนาธุระ จัดตั้งสำนักปฏิบัติภาวนาสมถกรรมฐาน หรือวิปัสสนากรรมฐาน และเป็นอาจารย์สอนด้วยตนเอง มีพุทธบริษัทศรัทธาเลื่อมใสเข้ารับการศึกษาอบรมปฏิบัติเป็นจำนวนมาก สมควรพิจารณายกย่องเป็นกรณีพิเศษให้เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ พระราชาคณะชั้นสามัญยกฝ่ายวิปัสสนาธุระ หรือพระราชาคณะชั้นสามัญยกฝ่ายวิปัสสนาธุระ ตามควรแก่กรณี

๒๕. พระสังฆาธิการผู้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ขึ้นไป ผู้มีผลงานดีเด่นในประเภทต่างๆ สมควรได้รับการยกย่องเป็นกรณีพิเศษ ดังต่อไปนี้

(๑) เป็นผู้เอาใจใส่และเป็นกำลังสำคัญในฝ่ายคันถธุระ จัดตั้งสำนักศาสนศึกษาแผนกบาลี มีนักเรียนศึกษาเล่าเรียนและสอบได้ในสนามหลวงจำนวนมาก หรือ

(๒) เป็นผู้เอาใจใส่และเป็นกำลังสำคัญในฝ่ายวิปัสสนาธุระ จัดตั้งสำนักปฏิบัติภาวนาสมถกรรมฐาน หรือวิปัสสนากรรมฐาน และเป็นอาจารย์สอนด้วยตนเองมีพุทธบริษัทศรัทธาเลื่อมใสเข้ารับการศึกษาอบรม ปฏิบัติเป็นจำนวนมาก หรือ

(๓) เป็นผู้เอาใจใส่และเป็นกำลังสำคัญในฝ่ายศึกษาสงเคราะห์ ได้ดำเนินการก่อสร้างสถานศึกษาเล่าเรียนสำหรับเยาวชนของชาติ โดยไม่ต้องใช้งบประมาณจากทางราชการ แต่อาศัยการบริจาคของประชาชนผู้เลื่อมใส และได้เสียสละสงเคราะห์ อนุเคราะห์ ช่วยทุกวิถีทางจนสถานศึกษาเล่าเรียนเจริญรุ่งเรือง อำนวยประโยชน์แก่เยาวชนจำนวนมากจนเป็นที่ยอมรับนับถือ ยกย่องของประชาชนทั่วไป หรือ

(๔) เป็นผู้เอาใจใส่และเป็นกำลังสำคัญในฝ่ายสาธารณะสงเคราะห์ ได้ดำเนินการก่อสร้างสาธารณะสถาน อันเป็นสถานที่อำนวยประโยชน์แก่ประชาชนทั้งหลายทั่วไป เช่น การก่อสร้างโรงพยาบาล เป็นต้น โดยไม่ต้องใช้งบประมาณจากทางราชการ แต่อาศัยการบริจาคของประชาชนทั้งหลายผู้ศรัทธาเลื่อมใส หรือ

(๕) เป็นผู้เอาใจใส่และเป็นกำลังสำคัญในฝ่ายสาธารณูปการ และสาธารณะสงเคราะห์ โดยเป็นช่างออกแบบการก่อสร้าง และได้ทำการก่อสร้างหรือปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุทางพระพุทธศาสนา มีผลงานปรากฏดีเด่นเป็นที่ยอมรับยกย่องในวงการคณะสงฆ์เป็นอย่างดี

พระสังฆาธิการผู้มีผลงานดีเด่น ๕ ประเภทนี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างสมควรพิจารณายกย่องเป็นกรณีพิเศษ ให้เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ พระราชาคณะชั้นสามัญเปรียญหรือพระราชาคณะชั้นสามัญยก ตามควรแก่กรณี

การพิจารณาให้ชั้นสมณศักดิ์พระครูสัญญาบัตร

๒๖. พระสังฆาธิการผู้มีวิทยฐานะเป็นเปรียญธรรม ป.ธ. ๕-๖

(๑) ให้เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอกทุกตำแหน่ง และ

(๒) ถ้าสำเร็จปริญญาตรี พธ.บ., ศน.บ., ศษ.บ. (มสธ.) หรือปริญญาโท (M.A.) ให้เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นพิเศษ เฉพาะตำแหน่งที่มีชั้นพิเศษ และ

(๓) เฉพาะพระสังฆาธิการผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ผู้มีวุฒิพิเศษ ตาม (๒) ให้เป็นพระครูสัญญาบัตรเทียบผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นเอก เป็นกรณีพิเศษ

๒๗. พระสังฆาธิการผู้มีวิทยฐานะเป็นเปรียญธรรม ป.ธ. ๓–๔

(๑) ให้เป็นพระครูสัญญาบัตร ชั้นโททุกตำแหน่ง และ

(๒) ถ้าสำเร็จปริญญาตรี พธ.บ., ศน.บ., ศษ.บ. (มสธ.) หรือปริญญาโท (M.A.) ให้เป็นพระครูสัญญาบัตร ชั้นเอกทุกตำแหน่ง และหรือ

(๓) ถ้าสำเร็จปริญญาเอก (Ph.D.) จากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหามกุฎราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ให้เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นพิเศษ เฉพาะตำแหน่งที่มีชั้นพิเศษ

๒๘. พระสังฆาธิการผู้สำเร็จปริญญาตรี โท หรือเอก ตามข้อ ๒๖ (๒) (๓) และ ข้อ ๒๗ (๒) (๓) ดังกล่าวแล้ว จะต้องถ่ายสำเนาปริญญาบัตรแนบไปพร้อมกับประวัติเสนอขอสมณศักดิ์ด้วยทุกครั้ง

 

การพิจารณาปรับชั้นสมณศักดิ์ ตามวุฒิเปรียญธรรม

๒๙. พระสังฆาธิการผู้มีวิทยฐานะเป็นเปรียญธรรมตามข้อ ๒๖ และข้อ ๒๗ แต่ได้รับสมณศักดิ์ต่ำกว่าหลักเกณฑ์นี้ แม้เวลาที่ได้รับสมณศักดิ์แล้วนั้นยังไม่ครบเวลา ๕ ปี ตามที่ได้กำหนดไว้ก็ตาม มีสิทธิเสนอขอปรับชั้นตามวุฒิเปรียญธรรมนี้ได้

การพิจารณาให้ชั้นสมณศักดิ์ ตามตำแหน่งฐานานุกรม

๓๐. พระสังฆาธิการผู้เป็นพระครูปลัด ฐานานุกรมของพระราชาคณะชั้นธรรม

(๑) ถ้าดำรงตำแหน่งรองเจ้าอาวาสพระอารามหลวง หรือผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงให้เป็นพระครูสัญญาบัตร รองเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นเอก หรือผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นเอก ตามควรแก่กรณี

(๒) ถ้าดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบล รองเจ้าคณะอำเภอ หรือเจ้าคณะอำเภอให้เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอกทุกตำแหน่ง

(๓) ถ้าดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ให้เป็นพระครูสัญญาบัตร เทียบผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก

๓๑. พระสังฆาธิการผู้เป็นฐานานุกรมตำแหน่ง

(๑) พระครูปลัดฐานานุกรมของพระราชาคณะชั้นเทพ และชั้นราช หรือ

(๒) พระครูวินัยธร พระครูธรรมธร และพระครูคู่สวด

ให้เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโททุกตำแหน่ง

๓๒. พระสังฆาธิการผู้เป็นพระครูฐานานุกรมทุกตำแหน่งตามข้อ ๓๐ และข้อ ๓๑ ต้องถ่ายสำเนาใบแต่งตั้งฐานานุกรมแนบไปพร้อมกับประวัติเสนอขอแต่งตั้ง สมณศักดิ์ด้วยทุกครั้ง

 

การพิจารณาความดีความชอบ ๒ ขั้น เป็นกรณีพิเศษ

๓๓. พระสังฆาธิการเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ และเจ้าคณะตำบลที่มีผลงานสาธารณูปการจำนวนมากเป็นพิเศษ ตามจำนวนดังนี้

(๑) ในเขตปกครองหนกลาง มีจำนวนเงินตั้งแต่ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สองล้านบาท) ขึ้นไป

(๒) ในเขตปกครองหนเหนือ หนตะวันออก และหนใต้ มีจำนวนเงินตั้งแต่๑,๐๐๐,๐๐๐.- บาท (หนึ่งล้านบาท) ขึ้นไป

พิจารณาความดีความชอบเป็น ๒ ขั้น ให้เป็นพระครูสัญญาบัตร ชั้นโท (เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ ชั้นโท เจ้าคณะตำบล ชั้นโท)

๓๔. พระอารามหลวงแต่ละวัด ในเขตกรุงเทพมหานคร ให้พิจารณาแต่งตั้ง หรือเลื่อนสมณศักดิ์พระราชาคณะได้วัดละ ๑ รูป ในส่วนภูมิภาค ให้พิจารณาแต่งตั้งหรือเลื่อนสมณศักดิ์พระราชาคณะได้จังหวัดละ ๑ รูป เว้นแต่มีกรณีพิเศษ

๓๕. พระสังฆาธิการผู้ซึ่งได้รับพระทานสมณศักดิ์เป็นกรณีพิเศษ ทุกชั้นทุกรูปไม่นับเข้าในหลักเกณฑ์การแบ่งจำนวนสมณศักดิ์พระราชาคณะทุกชั้น ตามมติมหาเถรสมาคมที่ได้กำหนดไว้

...........

(หมายเหตุ : *** พระสังฆาธิการ หมายถึง พระภิกษุผู้ดำรงตำแหน่งปกครองคณะสงฆ์ในตำแหน่งดังต่อไปนี้ คือ เจ้าคณะใหญ่ เจ้าคณะภาค รองเจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด รองเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ รองเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล รองเจ้าคณะตำบล เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส และผู้ช่วยเจ้าอาวาส)

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-02-20 16:17:50


ความเห็นที่ 21 (2939314)

แห่พระอุปคุต"ธาตุพนม"



น.ส.บุ ณยานุช วรรณยิ่ง ผอ.ททท.สำนักงานนครพนม กล่าวว่า ททท.นครพนมจะจัดงานนมัสการพระธาตุพนม โดยมีขบวนแห่พระอุปคุต เริ่มจากบริเวณท่าด่าน อ.ธาตุพนม มาประดิษฐาน ณ บริเวณลานพระธาตุพนม พร้อมชมการรำบูชาองค์พระธาตุอันสวยงามตระการตา ในเช้าวันที่ 18 ก.พ. รวมทั้งพิธีกรรมต่างๆ ได้แก่ ทำบุญถวายข้าวพีชภาค พิธีห่มผ้าพระธาตุ และพิธีเวียนเทียนรอบองค์พระธาตุ โดยเฉพาะในวันมาฆบูชา ซึ่งตรงกับวันที่ 25 ก.พ. จะมีพิธีเวียนเทียนใหญ่ ภายในงานยังออกร้านจำหน่ายสินค้านานาชนิด และมหรสพสมโภชตลอดการจัดงาน ในทุกปีจะมีชาวไทยและลาว มาร่วมงานนมัสการพระธาตุพนมอย่างคับคั่ง

ผอ.ททท.สำนักงานนครพนม กล่าวต่อว่าขอเชิญพุทธศาสนิกชน และนักท่องเที่ยวมาร่วมงานบุญประเพณีนมัสการพระธาตุพนม เกิดมาชาติหนึ่งต้องไปไหว้พระธาตุพนมสักครั้ง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร.0-4251-3490-1

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-02-16 08:20:02


ความเห็นที่ 20 (2938642)

พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่16 เตรียมสละตำแหน่ง 28 ก.พ.นี้

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 เวลา 04:00:40 น.

 

 



 


โฆษกสำนักวาติกันแถลงว่า สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 จะทรงลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน โดยทรงตรัสเพียงว่าพระองค์มีพระชนมายุมากเกินกว่าที่จะดำรงตำแหน่งต่อ


สมเด็จพระสันตะปาปเบเนดิกต์ที่16ทรงขึ้นดำรงตำแหน่งประมุขแห่ง ศาสนจักรโรมันคาทอลิกเมื่อปี 2005  หลังสมเด็จพระสันตปาปาจอห์น ปอลที่ 2 สวรรคต


โดยพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ตรัสชี้แจงในแถลงการณ์ว่า  หลังพระองค์ทรงพิจารณาความรู้สึกผิดชอบชั่วดีต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้าอย่างถี่ ถ้วนแล้ว  พระองค์มั่นใจว่าพระพลานามัยที่ไม่แข็งแรง อันเนื่องมาจากที่พระองค์ทรงมีพระชันษามาก เป็นเหตุให้ปกครองคริสตจักรได้ไม่เต็มที่ จึงตัดสินใจสละตำแหน่งสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้


การสละจากตำแหน่งหรืออำนาจของสันตะปาปายังไม่เคยปรากฏมาก่อนและนี่ ถือเป็นครั้งแรกในช่วงยุคกลางเป็นต้นมา เนื่องจากตามปกติแล้วองค์สันตปาปาจะพ้นจากอำนาจก็ต่อเมื่อเสด็จสวรรคตเท่า นั้น โดยโป๊ปองค์แรกที่ประกาศลาออกก็คือโป๊ปเซเลสตินที่ 5 และเป็นการลาออกด้วยเหตุผลด้านสุขภาพและวัยเหมือนโป๊ปเบเนดิกต์ ส่วนโป๊ปองค์ที่ 2 ที่ลาออกก็คือโป๊ปเกรกอรี่ที่ 12 เมื่อปี 1415 เนื่องจากความแตกแยกภายในศาสนจักร


ด้านบาทหลวงเฟเดอริโก ลอมบาร์ดี โฆษกสำนักวาติกันเปิดเผยว่า แม้แต่ผู้ใกล้ชิดองค์สันตปาปาที่สุด ก็ไม่ทราบว่าพระองค์กำลังวางแผนอะไร และแทบไม่เชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น และเสริมว่าการตัดสินพระทัยครั้งนี้เป็นการกระทำที่กล้าหาญและแน่วแน่


นายจอร์จ รัตซิงเกอร์ พี่ชายขององค์สันตะปาปา ซึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองเรเกนสเบิร์กของเยอรมนีเปิดเผยว่า พระองค์ได้รับคำแนะนำจากแพทย์มิให้เดินทางไกลอีก และทรงพิจารณาการสละตำแหน่งนานหลายเดือน อีกทั้งพระองค์มีปัญหาด้านการเดิน การสละตำแหน่งครั้งนี้ไม่มีจุดประสงค์ใดแอบแฝง พระองค์เพียงต้องการพักผ่อนเท่านั้น


สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16  ประมุขคริสตจักรโรมันคาทอลิกมีพระนามเดิมว่า พระคาร์ดินัล โยเซฟ รัตซิงเกอร์ เป็นชาวเยอรมัน พระองค์ทรงขึ้นดำรงตำแหน่งขณะที่มีพระชันษา 78 ปี ซึ่งถือว่ามากที่สุดนับตั้งแต่มีการเลือกมา


ทั้งนี้ การสละตำแหน่งพระสันตะปาปา จะส่งผลให้ตำแหน่งว่างลงจนกว่าจะมีการเลือกพระสันตะปาปาสืบต่อ แต่แม้การประกาศดังกล่าวจะสร้างความตกตะลึงให้แก่หลายฝ่าย แต่เมื่อมองตามทฤษฎีแล้ว ก็ไม่มีกฎใดที่บัญญัติห้ามมิให้องค์สันตะปาปาสละดำแหน่งขณะที่ทรงมีพระชนม์ ชีพอยู่ ภายใต้กฎหมายศาสนจักร เงื่อนไขเดียวสำหรับความสมเหตุสมผลของการลาออกเช่นนี้คือ มันสามารถทำได้อย่างอิสระและควรมีการประกาศอย่างเหมาะสม


ทั้งนี้ องค์สันตปาปา จะไม่ทรงเข้าร่วมในที่ประชุมเลือกตั้งสันตะปาปาองค์ใหม่ และหลังจากได้องค์ใหม่แล้ว พระองค์จะทรงประทับที่พระตำหนักคาสเทล กานดอลโฟ นอกกรุงโรม

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-02-12 07:39:40


ความเห็นที่ 19 (2937135)

ชาย นครชัย อธิบดีสวธ.คนใหม่

เรียบร้อยแล้ว สำหรับเก้าอี้อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ของกระทรวงวัฒนธรรม สนธยา คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม ชงครม. ไฟเขียวแต่งตั้ง ชาย นครชัย ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) 

มารับตำแหน่ง อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) แทน ปริศนา พงษ์ทัดศิริกุล ที่ก้าวขึ้นเป็นปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ตั้งแต่เดือนพ.ย. 2555 แล้วตั้ง เขมชาติ เทพไชย หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวง มานั่งผอ.สศร.แทน

ด้วยเหตุผลจะทำให้งานด้านศิลปวัฒน ธรรมร่วมสมัยและงานด้านการส่งเสริมวัฒนธรรม เกิดความคล่องตัวมากขึ้น

ชาย นครชัย เกิดเมื่อ 30 ก.ค. 2505

ปริญญาตรี รัฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์

ปริญญาโทบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาการจัดการทั่วไป มหาวิทยาลัยเซาท์อีสเทิร์น สหรัฐอเมริกา

ผ่านการอบรมจิตวิทยาความมั่นคง สถาบันจิตวิทยาความมั่นคง สำนัก งานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)

มี.ค. 2546 เป็นหัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

ย้ายมาเป็นหัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม เมื่อ 18 พ.ย. 2547

พ.ย. 2552 โยกมานั่งรองผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.)

ปีต่อมา ย้ายมาเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม รับผิดชอบเขตภาคใต้ตอนบน เขตอีสานเหนือ เขตศรีสัชนาลัย-สุโขทัย และดูแลงานภาพยนตร์ และศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย


ต.ค. 2554 เป็นผอ.สศร. ก่อนจะขยับมานั่งอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรมร่วมสมัย คนใหม่

 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-02-02 06:50:32


ความเห็นที่ 18 (2936367)

ปลัดวธ.ย้ายฟ้าผ่า3รองอธิบดี!! "สนธยา"ยันไม่แตะ"อธิบดีศิลปากร"!! ตั้งแค่"อธิบดี สวธ."คนใหม่แทน

วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2556 เวลา 19:07:00 น.

 

 

 

 

เมื่อวันที่ 28 มกราคม นายสนธยา คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยถึงกระแสข่าวฝ่ายการเมืองไม่พอใจผลงาน นายสหวัฒน์ แน่นหนา อธิบดีกรมศิลปากร และจะมีการเสนอโยกย้ายพ้นตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 29 มกราคมนี้ ว่าขอยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง จะยังไม่มีการโยกย้ายแต่อย่างใด ต้องให้โอกาสให้นายสหวัฒน์ ทำงานเนื่องจากเพิ่งเข้ามาเป็นอธิบดีกรมศิลปากร เพียง 2-3 เดือนเท่านั้น ต้องรอดูผลงานต่อไปก่อน

 

นายสนธยากล่าวว่า ส่วนกรณีที่นางปริศนา พงษ์ทัดศิริกุล อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งปลัดกระทรวงวัฒนธรรม( วธ. ) ส่งผลให้ตำแหน่งอธิบดี สวธ. ว่างลงนั้น ในการประชุมครม.วันที่ 29 มกราคมนี้ ตนจะเสนอชื่อนายชาย นครชัย ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ( สศร.) ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี สวธ.แทน

 

รายงานข่าวแจ้งว่าวันเดียวกัน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ได้ลงนามคำสั่งย้ายสลับตำแหน่งระดับ รองอธิบดี  ประกอบด้วยตำแหน่ง รองอธิบดีกรมการศาสนา (ศน.)  รองอธิบดีกรมศิลปากร  รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) และรองผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) โดยที่ผู้ที่ถูกโยกย้ายสลับครั้งนี้ไม่รู้ตัวมาก่อน เพียงแต่มีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงให้เหตุผลว่าเพื่อความเหมาะสมและให้ งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-01-29 07:08:30


ความเห็นที่ 17 (2935628)

สถาปนา พระธรรมโกศาจารย์ ขึ้นเป็น พระราชาคณะเจ้าคณะรอง "พระพรหมบัณฑิต"

วันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2556 เวลา 14:45:39 น.

 

 






 

วันนี้ ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ประกาศสถาปนาสมณศักดิ์   ประกาศระบุว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

 

 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดำริว่า พระสงฆ์ซึ่งดำรงในสมณคุณ มีอุปการะยิ่งแก่การพระศาสนา สมควรจะได้เลื่อนอิสริยฐานันดร ในสมณศักดิ์สูงขึ้น มีอยู่ บัดนี้ จวบกาลมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา ควรจะสถาปนาอิสริยยศ พระสงฆ์ขึ้นไว้ เพื่อจักได้บริหารพระศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสถาพรสืบไป  

จึ่งทรงพระราชดำริว่า พระธรรมโกศาจารย์ เป็น พระเถระผู้เจริญในสมณพรหมจรรย์ อนันตปฏิภาณปรีชา ได้ศึกษาแตกฉานในมคธปริวรรตน์ และอรรถธรรมวินัย สอบได้สำเร็จนักธรรมชั้นเอก และเปรียญธรรม ๙ ประโยค ได้รับปริญญาพุทธศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) สาขาปรัชญา จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ปริญญาโทและปริญญาเอก สาขาปรัชญา และ ประกาศนียบัตรภาษาฝรั่งเศส จากมหาวิทยาลัยเดลี สาธารณรัฐอินเดีย ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาปรัชญาการศึกษา จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขาปรัชญาและศาสนา จากมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษ จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และสาขามนุษยศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาเวียดนาม สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ปริญญาศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาพุทธศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย และปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการบริหารองค์กร จากมหาวิทยาลัยศรีปทุม ปริญญาศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ สาขาปรัชญา จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และได้รับพระราชทานรางวัลเสาเสมาธรรมจักร  

ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา รางวัล “ศาสตรเมธี” สาขาศึกษาศาสตร์ ด้านการบริหารการศึกษา จากมูลนิธิศาสตราจารย์หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี รวมทั้งได้รับการเชิดชูเกียรติเป็นปูชนียบุคคลด้านภาษาไทยจากกระทรวง วัฒนธรรม และรางวัลอื่น ๆ อาทิ รางวัลคนดีศรีสังคม จากสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ รางวัลมหิดลวรานุสรณ์ รางวัลกิตติคุณ “เสมาคุณูปการ” จากกระทรวงศึกษาธิการ เข็มกิตติคุณ สถาบันพระปกเกล้า และรางวัลพุทธคุณูปการ วัชรเกียรติคุณ จากคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ทรงพระกรุณาโปรดให้เป็นพระราชาคณะที่ พระเมธีธรรมาภรณ์ ชั้นราชที่พระราชวรมุนี ชั้นเทพที่พระเทพโสภณ ชั้นธรรมที่พระธรรมโกศาจารย์ โดยลำดับ ได้รับภาระ พระพุทธศาสนา และสังวรรักษาสมณวัตร สมควรแก่ตำแหน่งเป็นอย่างดี บำเพ็ญกรณียกิจ เป็นหิตานุหิตประโยชน์แก่พุทธจักรและราชอาณาจักรโดยอเนกประการ  

กล่าวคือ ด้านการบริหาร และปกครองคณะสงฆ์ เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐ เป็นเจ้าคณะภาค ๒ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๑ เป็นพระอุปัชฌาย์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นคณะเลขานุการคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๗ ต่อมาเป็นเจ้าอาวาส วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๘ และเป็น กรรมการมหาเถรสมาคม ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๔ ด้านการศึกษา เป็นราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ประเภทวิชา ปรัชญา เป็นศาสตราจารย์สาขาวิชาปรัชญา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และเป็น อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้จัดการให้มีการตรา พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๐ เพื่อให้มีสถานภาพเป็น มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐและเป็นนิติบุคคล 

ปัจจุบันมีพระนิสิตและนิสิตระดับปริญญาตรีถึงระดับ ปริญญาเอก จำนวน ๒๐,๐๐๐ รูป/คน มีวิทยาเขต วิทยาลัยสงฆ์ ห้องเรียนและหน่วยวิทยบริการ อยู่ทั่วประเทศกว่า ๔๐ จังหวัด และมีสถาบันสมทบอยู่ในต่างประเทศอีก ๕ แห่ง ได้แก่ ไต้หวัน สาธารณรัฐเกาหลี สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา สาธารณรัฐสิงคโปร์ และสาธารณรัฐฮังการี เป็นประธานสมาคมมหาวิทยาลัยพุทธศาสนานานาชาติ เป็นเจ้าสำนักเรียนวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ได้จัดการศึกษาแผนกธรรมศึกษาทำให้มีผู้สอบธรรมศึกษาได้เป็นจำนวนมาก จนได้รับการจัดอันดับอยู่ใน ลำดับต้น ๆ จากแม่กองธรรมสนามหลวง เป็นประธานกรรมการจัดทำรายละเอียดสาระการเรียนรู้  

พระพุทธศาสนา ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๑๒ ปี ของกระทรวงศึกษาธิการ และประธานกรรมการ จัดทำหนังสือเรียนพระพุทธศาสนา หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔ นอกจากนี้ ยังเป็นประธานอำนวยการจัดอบรมบาลีก่อนสอบในภาค ๒ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๑ มีพระภิกษุสามเณร เข้ารับการอบรม จำนวนกว่า ๑๐,๐๐๐ รูป ด้านการศึกษาสงเคราะห์ ได้จัดตั้งกองทุนและ มอบทุนการศึกษาแก่นิสิตของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย รวมทั้งทุนการศึกษาแก่นักเรียน ทุกระดับชั้นเป็นประจำทุกปี ด้านการสาธารณูปการ ได้ให้บูรณปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุมหาเจดีย์ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร โดยได้สำรวจและค้นพบพระบรมสารีริกธาตุ พระบูชาและพระพิมพ์จำนวนมาก ซึ่งได้นำลงมาเก็บรวบรวมไว้ที่หอพรินทรปริยัติธรรมศาลา และเปิดเป็น พิพิธภัณฑ์พระ “ประยูรภัณฑาคาร” ในเวลาต่อมา ส่วนพระบรมธาตุมหาเจดีย์ เมื่อบูรณปฏิสังขรณ์ แล้วเสร็จ ได้รับพระราชทานรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภทปูชนียสถานและ วัดวาอารามจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โดยสมาคมสถาปนิกสยาม เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๔ นอกจากนี้ ยังได้ให้ก่อสร้างท่าเรือวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร และปรับภูมิทัศน์ บริเวณหน้าวัด รวมทั้งสร้างกุฎีเตชะไกรศรี ส่วนการจัดการในส่วนของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย ได้ให้ก่อสร้างสำนักงานใหญ่ที่ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  

รวมทั้งได้จัดหาที่ดินจากการรับบริจาคและซื้อที่ดินเพิ่ม เติม รวมทั้งสิ้น ๓๒๓ ไร่ เพื่อสร้างอาคารต่าง ๆ อาทิ อาคารสำนักงานอธิการบดี อาคารหอสมุดเทคโนโลยีสารสนเทศ อาคารหอฉัน ๗๒ พรรษา พระวิสุทธาธิบดี อาคารรับรองอาคันตุกะ ๙๒ ปี ปัญญานันทะ อาคารพิพิธภัณฑ์พระไตรปิฎก อาคารมหาจุฬาบรรณาคาร ๑๕๐ ปี สมเด็จพระปิยมหาราช อุโบสถกลางน้ำ และหอประชุม “มวก. ๔๘ พรรษา” โดย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมารเสด็จ ฯ ทรงประกอบ พิธีเปิดที่ทำการของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๕๓ ด้านการสาธารณสงเคราะห์ ได้จัดตั้งศูนย์พักพิงเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬา ลงกรณ ราชวิทยาลัย บริจาคปัจจัยช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในเขตปกครองสงฆ์ภาค ๒ บริจาคสิ่งของ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิ รวมทั้งได้จัดส่งพระนิสิตของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ไปช่วยเหลือฟื้นฟูด้านจิตใจแก่ผู้ประสบภัยที่บ้านน้ำเค็ม จังหวัดพังงา ตลอดจนพาคณะไปให้ความช่วยเหลือ บริจาคทรัพย์และสิ่งของแก่ผู้ประสบภัยจากพายุนาร์กิสที่สาธารณรัฐแห่งสหภาพ เมียนมาร์ ด้านการเผยแผ่  

พระพุทธศาสนา ได้แสดงพระธรรมเทศนาในโอกาสต่าง ๆ ที่ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล รวมทั้ง ทางสถานีวิทยุกระจายเสียง สถานีวิทยุโทรทัศน์ นอกจากนี้ ยังได้แสดงพระธรรมเทศนากัณฑ์อุโบสถ ในวันธรรมสวนะที่วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร และจัดอบรมพระภิกษุ ให้เป็นพระนักเทศน์ในช่วงเข้าพรรษาเป็นประจำทุกปี รวม ๒๐ รุ่น จำนวนกว่า ๕,๐๐๐ รูป ส่งผลให้ สำนักเรียนวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ได้รับการคัดเลือกเป็นศูนย์ฝึกอบรมพระนักเทศน์ประจำ กรุงเทพมหานคร ส่งเสริมการปฏิบัติธรรมและพัฒนาพระวิปัสสนาจารย์ จนได้รับประกาศยกย่องเป็น สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดดีเด่น เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๓  

อีกทั้งแสดงปาฐกถาและเป็นวิทยากรบรรยายธรรม ให้ความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินการ จัดประชุมชาวพุทธนานาชาติ เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๘ และเป็นประธานสภาสากลวันวิสาขบูชาโลก ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ นอกจากนี้ ยังให้จัดพิมพ์หนังสือ เผยแพร่อีกเป็นจำนวนมาก อาทิ พุทธศาสนากับปรัชญา ปรัชญากรีก คุณธรรมสำหรับนักบริหาร วิมุตติมรรค ขอบฟ้าแห่งความรู้ ธรรมรักษาใจสู้ภัยสึนามิ มหาราชนักปฏิรูป ธ ทรงครองแผ่นดิน โดยทศพิธราชธรรม พระพุทธศาสนากับความสมานฉันท์แห่งชาติ วิธีบูรณาการพระพุทธศาสนากับ ศาสตร์สมัยใหม่ พระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ 

สรรพกิจที่ พระธรรมโกศาจารย์ ได้ปฏิบัติบำเพ็ญมาโดยตลอดปรากฏผลดีและความเจริญก้าวหน้า แก่พระพุทธศาสนา ประเทศชาติ และประชาชนทั่วไป นับได้ว่าเป็นผู้เสียสละและมุ่งมั่นในงาน บัดนี้ พระธรรมโกศาจารย์ เป็นผู้เจริญด้วยพรรษายุกาลรัตตัญญูเถรกรณธรรม มีจริยาวัตรเป็นที่เคารพ สักการะเลื่อมใส สมควรที่จะได้ยกย่อง ให้ดำรงสมณฐานันดรสูงขึ้น  

จึ่งมีพระบรมราชโองการโปรดสถาปนา พระธรรมโกศาจารย์ ขึ้นเป็น พระราชาคณะเจ้าคณะรอง มีราชทินนามตามที่จารึกในหิรัญบัฏว่า พระพรหมบัณฑิต สิทธิวรธรรมประยุต วิสุทธิศีลาจารนิวิฐ ไพศาลวิเทศศาสนกิจดิลก ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี สถิต ณ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ ๘ รูป คือ พระครูปลัดสุวัฒนบัณฑิตคุณ วิบูลมหาคณานุนายก ตรีปิฎกธรรมรักขิต ๑ พระครูวินัยธร ๑ พระครูธรรมธร ๑ พระครูพิศาลสรวุฒิ พระครูคู่สวด ๑ พระครูพิสุทธิสรคุณ พระครูคู่สวด ๑ พระครูสังฆพิชัย ๑ พระครูสมุห์ ๑ พระครูใบฎีกา ๑  

ขออาราธนาพระคุณผู้ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณฐานันดร เพิ่มอิสริยยศ ในครั้งนี้ จงรับธุระ พระพุทธศาสนา เป็นภาระสั่งสอน ช่วยระงับอธิกรณ์ และอนุเคราะห์พระภิกษุสามเณรในคณะและ ในพระอาราม ตามสมควรแก่กำลัง และอิสริยยศซึ่งพระราชทานนี้ และจงเจริญอายุ วรรณ สุข พล ปฏิภาณ คุณสารสิริสวัสดิ์ จิรัฏฐิติ วิรุฬหิไพบูลย์ ในพระพุทธศาสนาเทอญ  

ประกาศ ณ วันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕ เป็นปีที่ ๖๗ ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

นายกรัฐมนตรี

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-01-23 17:12:07


ความเห็นที่ 16 (2935504)

สำนักพุทธฯแต่งตั้งโยกย้ายใหญ่ 24ผอ.พศจ.-อำนวยการระดับสูง3ตำแหน่ง

ข่าวสด : นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้ลงนามคำสั่งสำนักพุทธฯ เรื่องเลื่อนข้าราชการ ในตำแหน่งอำนวยการระดับต้น (ระดับ 8) เป็นอำนวยการระดับสูง (ระดับ 9) จำนวน 3 ตำแหน่ง ดังนี้ นายวิโรจน์ อุ่นทรัพย์ อำนวยการระดับต้น ในตำแหน่ง ผอ.กองพุทธศาสนศึกษา เป็นอำนวยการระดับสูง ในตำแหน่ง ผอ.พระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) พิจิตร, นายมานะ ลือสวัสดิ์ ผอ.พศจ.ยะลา เป็น ผอ.พศจ.นครพนม 

นาย ไพรัช เสือสิงห์ ผอ.พศจ.สตูล เป็น ผอ.พศจ.พระนครศรีอยุธยา ขณะเดียวกันได้ลงนามคำสั่งสำนักพุทธฯ เรื่องย้ายข้าราชการ ดังนี้ ตำแหน่งอำนวยการระดับสูง ย้ายจำนวน 3 ตำแหน่ง ได้แก่ นายบุญเลิศ โสภา ผอ.พศจ.นนทบุรี เป็น ผอ.กองพุทธศาสนศึกษา, นายอินทพร จั่นเอี่ยม ผอ.พศจ.พระนครศรีอยุธยา เป็น ผอ.สำนักงานศาสนสมบัติ, นายสมบัติ คุ้มชนะ ผอ.พศจ.ลพบุรี เป็น ผอ.พศจ.เพชรบูรณ์ 

ตำแหน่ง อำนวยการระดับต้น ย้ายจำนวน 9 ตำแหน่ง ได้แก่ นายธงชัย พลพวก ผอ.พศจ.ตราด เป็น ผอ.พศจ.หนองบัวลำภู, นายณรงค์ อ้อทอง ผอ.พศจ.หนองบัวลำภู เป็น ผอ.พศจ.อำนาจเจริญ, นายกิจจา นวลสุวรรณ์ ผอ.พศจ.สระแก้ว เป็น ผอ.พศจ.ตราด, นายสุทธิชัย อิงคยะกุล ผอ.พศจ.แพร่ เป็น ผอ.พศจ.สระแก้ว, นางกัญฐณา หินเมืองเก่า ผอ.พศจ.สมุทรสาคร เป็น ผอ.พศจ.ระนอง, นายถวิล ศรีนคร ผอ.พศจ.ระนอง เป็น ผอ.พศจ.พัทลุง, นายเดชา ก่อเกิด ผอ.พศจ.ตรัง เป็น ผอ.พศจ.อ่างทอง, นายอัครชัย ได้ผลธัญญา ผอ.พศจ.พังงา เป็น ผอ.พศจ.สมุทรสาคร

ส่วน ตำแหน่งนักวิชาการชำนาญการพิเศษ (ระดับ 8) ย้ายจำนวน 9 ตำแหน่ง ได้แก่ น.ส.อนันยา เจียมศรีพงษ์ นักวิชการ กองพุทธศาสนศึกษา เป็นนักวิชาการ พศจ.พิจิตร, นายวิญญา ปลัดขวา นักวิชาการ พศจ.พิจิตร เป็นนักวิชาการ พศจ.ปทุมธานี, 

นาย สาโรจน์ กาลศิริศิลป์ นักวิชาการ พศจ.ปทุมธานี เป็น นักวิชาการส่วนคุ้มครองพระพุทธศาสนา, นายณรงค์เดช ชัยเนตร นักวิชาการ พศจ.มหาสารคาม เป็นนักวิชาการกองพุทธศาสนศึกษา, นายอเนก สนามชัย นักวิชาการสถาบันพระสังฆาธิการฯ เป็นนักวิชาการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ, 

นาย ปราณสุวีร์ อาวอร่ามรัศมิ์ นักวิชาการศูนย์เทคโนฯ เป็นนักวิชาการสถาบันพระสังฆาธิการ, นายวีระ ดาวศรี นักวิชาการ พศจ.ยโสธร เป็นนักวิชาการ พศจ.ศรีสะเกษ, นายสยามพัชร์ ทิพสอน นักวิชาการพศจ.นครสวรรค์ เป็นนักวิชาการพศจ.มหาสาร คาม และนายบรรณกิจ ลือยศ นักวิชาการพศจ.กำแพงเพชร เป็นนักวิชาการพศจ.น่าน โดยมีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

 

 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-01-23 06:18:33


ความเห็นที่ 15 (2935365)

สวธ.ตั้ง 77 ศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราช เก็บมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น

วันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2556 เวลา 16:57:56 น.

 

 

 

เมื่อวันที่ 21 มกราคม นางวิไล วิทยานารถไพศาล รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) รักษาการอธิบดี สวธ. กล่าวว่า ความคืบหน้าจัดตั้งศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราช  เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมถึงเพื่อสืบสานมรดกภูมิปัญญาทางด้านวัฒนธรรมและส่งเสริมพื้นที่เพื่อที่ จะให้เยาวชน และประชาชนในชุมชนท้องถิ่นได้มาเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเอง อีกทั้งสนับสนุนผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม ซึ่งการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2555 ที่ผ่านมาใช้งบประมาณ 11 ล้านบาท จัดตั้งศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชมาแล้วทั้งหมด 63 แห่ง ในจำนวนดังกล่าวเป็นศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราช นำร่องในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 11 แห่ง และวันที่ 23 มกราคมนี้จะเปิดตัวศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชวัดฝั่งคลอง ณ วัดฝั่งคลอง  ต.เกาะหวาย  อ.ปากพลี  จ.นครนายกเป็นแห่งล่าสุด


นางวิไล กล่าวว่า ในปี 2556 สวธ.เตรียมจัดตั้งศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราช เพิ่มขึ้นอีก 14 แห่ง ซึ่งภายในปีนี้ทั่วประเทศจะมีศูนย์วัฒนธรรมฯ ทั้งหมด 77 แห่ง อย่างไรก็ตามการจัดตั้งศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชนั้น สวธ.คัดเลือกศูนย์วัฒนธรรมไทยสายใยชุมชน ซึ่งเป็นโครงการเดิมของ สวธ. โดยส่งผู้ทรงวุฒิลงพื้นที่ประเมินศูนย์วัฒนธรรมไทยสายใยชุมชน ซึ่งทั่วประเทศมีอยู่เกือบ 2 พันแห่ง แต่เนื่องจากที่ผ่านมาศูนย์วัฒนธรรมไทยฯ ผ่านการประเมินในระดับดีมากไม่ถึง 100 แห่ง และยังพบปัญหาว่าบางแห่งได้รับงบไปแล้วไม่ได้นำไปต่อยอดหรือว่ายกระดับศูนย์ ดังกล่าว ดังนั้นปีที่ผ่านมาจึงไม่ได้สนับสนุนงบให้ศูนย์วัฒนธรรมไทยฯ โดยคัดเลือกศูนย์ที่ผ่านเกณฑ์ประเมินมาตั้งเป็นศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชแทน


รักษาการอธิบดี สวธ. กล่าวว่า หน้าที่สำคัญของศูนย์ดังกล่าวจะเป็นเครือข่ายการทำงานของ สวธ. และทำงานในการบริหารจัดการความรู้และคลังข้อมูลมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ในสาขาต่างๆ อาทิ ศิลปะการแสดงงาน, ช่างฝีมือดั้งเดิม, วรรณกรรมพื้นบ้าน, กีฬาและภูมิปัญญาไทย, พิธีกรรมและเทศกาล และความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการรักษามรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นให้คงอยู่สืบต่อไป

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-01-22 10:03:11


ความเห็นที่ 14 (2935180)

ครม.อนุมัติงบสำนักพุทธฯ911ล้านบ. บูรณะวัดถวาย"ในหลวง"


นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยว่า สำนักพุทธฯ ได้จัดทำโครงการเสนอของบฯ กลางปี 2555 ในการสร้างและบูรณะวัด เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และในโอกาสที่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเจริญพระชันษา 100 ปี ในปี 2556 ต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งได้มีมติเห็นชอบตามที่สำนักพุทธฯ เสนอจำนวน 6 โครงการ จำนวน 911.9 ล้านบาท ได้แก่ โครงการก่อสร้างวัดนวมินทราชูทิศ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นครบอสตัน สหรัฐอเมริกา จำนวน 500 ล้านบาท โครงการสร้างอาคารหอประชุมคณะสงฆ์ธรรมยุต วัดบวรนิเวศวิหาร จำนวน 150 ล้าน การสร้างข่วงหลวงเวียงแก้ว พุทธมณฑลแห่งจังหวัดเชียงใหม่ 150 ล้าน โครงการอุดหนุนการปรับปรุงเสนาสนะวัดไทยพุทธยา รัฐพิหาร สาธารณรัฐอินเดีย จำนวน 100 ล้าน โครงการบูรณะพระวิหารเสาอินทขีล เสาหลักเมืองเชียงใหม่ จำนวน 10 ล้านบาท และโครงการบูรณะบริเวณลานวัดแก้วมงคล จังหวัดสมุทรสาคร 1.9 ล้านบาท


นาย นพรัตน์กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการดังกล่าวจะใช้งบฯ ผูกพัน ตั้งแต่งบประมาณเหลือจ่ายปี 2555 ถึงปีงบประมาณ 2557 ส่วนการสร้างวัดนวมินทราชูทิศ นครบอสตัน ถือเป็นโครงการสำคัญ เป็นวัดที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงรับไว้ในพระอุปถัมภ์ มหาเถรสมาคม (มส.) และรัฐบาลให้การสนับสนุน อีกทั้งพุทธศาสนิกชนชาวไทยในรัฐแมสซาชูเส็ตส์ สร้างขึ้น เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ในปี 2549 ที่เกี่ยวเนื่องว่าพระองค์ท่านทรงเป็นองค์เอกอัครพุทธศาสนูปถัมภก อีกทั้งเสด็จพระบรมราชสมภพ ณ โรงพยาบาลเมาต์ออเบิร์น เมืองเคมบริดจ์ ของรัฐแมสซาชูเส็ตส์ด้วย


"งบประมาณก่อสร้างวัดนวมินทราชู ทิศ จะใช้ประมาณ 2,000 ล้านบาท ในการนี้รัฐบาลได้อนุมัติเงินสนับสนุนค่าออกแบบ และก่อสร้างในเบื้องต้นจำนวน 500 ล้านบาท ส่วนที่เหลือทางคณะกรรมการจัดสร้างได้จัดหาทุนสมทบเพิ่มเติมต่อไป" นายนพรัตน์กล่าว

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-01-21 07:58:32


ความเห็นที่ 13 (2935174)

เผยคำสั่งเสีย"หลวงปู่จาม มหาปุญโญ"ก่อนละสังขาร สุดยอดเมตตาธรรม ศิษย์พร้อมปฏิบัติ!!

วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2556 เวลา 20:28:10 น.

 

 









 

 

ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อวันที่ 20 มกราคม บรรยากาศที่วัดวิเวกวัฒนาราม  อ.คำชะอี  จ.มุกดาหาร  ตลอดทั้งวันมีศิษยานุศิษย์จากทั่วสารทิศนับหมื่นคน  เดินทางมาร่วมไว้อาลัยและเคารพสรีระสังขารของหลวงปู่จาม  มหาปุญโญ วัดป่าวิเวกวัฒนาราม ซึ่งเป็นพระเกจิที่ชาวมุกดาหารและคนทั่วประเทศให้ความเคารพเลื่อมใส  ทั้งนี้ทางจังหวัดได้มีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกและบริการ ประชาชนที่เดินทางมาที่วัดวิเวกวัฒนารามอย่างดี

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้าที่จะมรณภาพหลวงปู่จามยังได้เคยพูดกับลูกหลานและชาวบ้านด้วยภาษาภาคอีสานว่า  

“เมื่อกูตายแล้ว สูจะเอาสัตว์มาฆ่าทำลาบทำแกงเลี้ยงคน อีนี้เป็นคนไปซื้อมา บักนี้เป็นคนฆ่า อีนี้เป็นคนฟักลาบทำแกง ไอ้นี้เป็นคนชิม อีนี้เป็นคนตักกิน เป็นบาปเป็นกรรมกับสัตว์ กูหน๋าไม่อยากตายกับสูเจ้า อยากไปตายกับเวสสุวัณอยู่ป่าหิมพานต์ ตายแล้วให้เขาเอาเตโชธาตุเผา ไม่เป็นบาปเป็นกรรมเป็นโทษไปกับสัตว์ หมู ไก่ ปลา วัว ควาย ดูแต่เพิ่นอาจารย์มั่น นอนป่วยอยู่หนองผือนาใน แล้วทีนี้ก็รีบจัดแจงให้เขาหามออกไปใส่ทางรถ ขึ้นรถจากพรรณานิคม เข้าสุทธาวาส แล้วก็นิพพาน จึงปลอดภัยจากการเอาชีวิตสัตว์มากินของผู้คนมาส่งศพ การเลือกที่จะตายนั้นเลือกได้ของพระอรหันตเจ้าผู้ได้วิชชา พิจารณาตัวอย่างรอบคอบ เพราะเพิ่นรักษาสัตว์โลกไว้ตามกรรม อันนี้พอกูตาย สูเจ้าก็เอาสัตว์มาฆ่าลาบกินกันจนตลอด โห...จะเก็บไว้เท่าใดวัน ก็กินกันไปเท่านั้น กินกันทั้งวัน กินแล้วขี้ ส้วมขี้เต็มสูบทิ้ง อึกทึกกันอยู่ทั้งวัด ฆ่าไปกินไป”  โดยเป็นการพูดเพื่อให้ทราบว่าเมื่อหลวงปู่มรณภาพไม่ต้องการให้มีการฆ่าสัตว์ เพื่อนำมาใช้ทำอาหารเลี้ยง และไม่อยากให้มีการเก็บศพเอาไว้นาน  ซึ่งศิษยานุศิษย์ส่วนมากจะยึดเอาแนวปฏิบัติของหลวงปู่สั่งเสียไว้ในการจัด งานพิธีพระราชทานเพลิงศพของหลวงปู่จาม มหาปุญโญ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-01-21 07:42:59


ความเห็นที่ 12 (2934109)



"องค์ทะไลลามะ"ปลื้มพุทธในไทย ยินดีรับสงฆ์ไทยศึกษาทิเบต

รายงานพิเศษ


พระอนิลมาน ธัมมสากิโย ผู้ช่วยเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช และรักษาการแทนรองอธิการบดี ฝ่ายกิจการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เปิดเผยว่า จากการร่วมสนทนาธรรม "พระพุทธศาสนาหลังพุทธชยันตี 2600 ปี" กับองค์ ทะไลลามะ ผู้นำทางด้านจิตวิญญาณสูงสุดของชาวทิเบต พร้อมผู้แทนคณะสงฆ์ทิเบต ที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย โดยสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ประทานพระสัมโมทนียพจน์ต่อการสนทนาธรรมในครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ องค์ทะไลลามะได้แสดงธรรมเทศนาโดยมีข้อความสำคัญว่า มีความยินดียิ่งที่ได้พบชาวพุทธไทยจำนวนมาก และมีความประทับใจกับความมั่นคงของพระพุทธศาสนาในประเทศของไทย แต่ทั้งนี้พระพุทธศาสนาก็ได้ผ่านกาลเวลาอันยาวนานมาถึง 2,600 ปี ได้อย่างดีมาโดยตลอด ด้วยการสนับสนุนของพุทธศาสนิกชน มีพระสงฆ์เป็นหลัก ในศตวรรษที่ 21 นี้ จะเห็นได้ว่า พระพุทธศาสนาได้รับความสนใจในประเทศต่างๆ ที่ไม่ใช่เมืองพระพุทธศาสนามาก่อน จำเป็นต้องถือจริยธรรมที่เป็นโลกวิสัย มากกว่าที่จะเป็นจริยธรรมทางศาสนา แน่นอนความกรุณานำมาซึ่งความสงบและพลังจากภายใน ผู้ปฏิบัติการุณยธรรมย่อมสงบกว่า และมีความกลัวน้อยกว่า

พร้อม กันนี้ องค์ทะไลลามะยังทรงยินดีต้อนรับพระสงฆ์ นักวิชาการ และอาจารย์มหาวิทยาลัยจากประเทศไทย ที่จะมาศึกษาที่สถาบันกลางเพื่อทิเบตศึกษาขั้นสูง หรือที่รู้จักกันในนามว่า มหาวิทยาลัยกลางเพื่อทิเบตศึกษา ที่เมืองสารนาถ ประเทศอินเดียด้วย ทั้งนี้เพื่อให้การเสวนาในครั้งนี้ มีผลต่อเนื่อง หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมา โดยมีผู้แทนของคณะสงฆ์ไทยและหน่วยงานต่างๆ พร้อมทั้งผู้แทนคณะสงฆ์และหน่วยงานต่างๆ ของทิเบต เป็นคณะกรรมการเฉพาะกิจ ในการสืบสานพระปณิธาน ในการแลกเปลี่ยนทัศนะและศึกษาซึ่งกันและกันระหว่างฝ่ายไทยและทิเบตต่อไป

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-01-14 07:04:37


ความเห็นที่ 11 (2933843)

อบจ.สกลนครเตรียมเข้าดูแลพิพิธภัณฑ์ภูพาน

แหล่งรวมอารยธรรมชาวสกลนคร

“สกลนคร” นครแห่งการแสวงหา อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 647 กม. มีเนื้อที่ประมาณ 9,605 ตร.กม. ส่วนการปกครองนั้นได้ชื่อว่าเป็นเมืองพุทธศาสน์ พระธาตุ 5 แห่ง แหล่งอารยธรรม 3 พันปี เป็นเมืองแอ่งธรรมะ ที่เป็นแหล่งรวมพระอริยสงฆ์ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบหลายรูป อาทิ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่หลุย จันทสาโร เป็นต้น ตามตำนานเล่าว่า เมื่อสมัยพุทธศตวรรษที่ 16 เมืองหนองหารหลวงในอดีต หรือสกลนครในปัจุบันนั้น สร้างขึ้นในยุคที่ขอมเรืองอำนาจในดินแดนแห่งนี้ โดยขุนขอม ราชบุตรเจ้าเมืองอินทรปัฐนคร ผู้ซึ่งอพยพครอบครัวและบ่าวไพร่ชาวเขมรมาสร้างเมืองใหม่ที่ริมหนองหารหลวง มีเจ้าปกครองเรื่อยมา ต่อมาจึงเกิดอารยธรรมใหม่ๆ มีตำนานเล่าขานกันมา ยุคต่อยุค จวบจนถึงปัจจุบันจึงมีการตั้งพิพิธภัณฑ์ภูพานขึ้น เพื่อรวบรวมเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของเมืองสกลนคร มาไว้ที่นี่

พิพิธภัณฑ์ภูพาน แบ่งประวัติศาสตร์ออกเป็น 9 โซน ได้แก่

1.ห้องโหมโรง ชมวีดิทัศน์เปิดเรื่อง อัตลักษณ์ของจังหวัดสกลนคร ว่าด้วยเมืองแห่ง 4 ธรรม และความเป็นเมืองน่าอยู่ น่าเที่ยว ผู้คนเปี่ยมด้วยอัธยาศัยไมตรี ใช้ชีวิตบนพื้นฐานของความพอเพียง หลากหลายชาติพันธุ์ อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

2.ห้องนิทรรศการ “มหัศจรรย์ภูพาน” ชมร่องรอยทางประวัติศาสตร์เมื่อหลายพันปีของสิ่งมีชีวิต และไดโนเสาร์ยุคครีเทเชียส ร่องรอยบนแผ่นหิน ศิลปะถ้ำ อายุ 2,000-3,000 ปี ภาพเขียนศิลาขนาดใหญ่ ภูพานมหัศจรรย์ขุนเขาแห่งชีวิต

3.ห้องป่าบุ่งป่าทาม เป็นบริเวณน้ำท่วมถึงริมฝั่งแม่น้ำ เกิดจากการทับถมของดินตะกอนตามธรรมชาติ จนเกิดความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าและแหล่งน้ำ

4.ห้องหนองหารกับการตั้งเมืองสกลนคร แหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ของจังหวัดสกลนคร ที่มีความสำคัญในการดำรงชีวิตของชาวสกลนคร มีความอุดมสมบูรณ์ในพืชพรรณและอาหารพื้นบ้าน เป็นบ่อเกิดหลากหลายวัฒนธรรมอันดีงามมาหลายชั่วอายุคน

5.ห้องคนสกลนคร ประกอบด้วย 6 กลุ่มชาติพันธุ์ ได้แก่ ภูไท ไทย้อ ไทโย้ย ไทกะเลิง ไทลาว ไทโส้ และ 2 เชื้อชาติ คนไทยเชื้อสายจีน คนไทยเชื้อสายเวียดนาม

6.ห้องอศิรวาทองค์ราชัน องค์ราชินี พระบาทยาตราจังหวัดสกลนคร ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสกลนคร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่พสกนิกรทุกหมู่เหล่า

7.ห้องนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เป็นการเชิญกระแสพระราชดำรัส เศรษฐกิจพอเพียง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข

8.ห้องดินแดนแห่งธรรม สกลนคร คือแหล่งสัปปายะแห่งพระสายวัดป่า คือสถานที่เอื้อต่อการอบรม ขัดเกลาจิตใจ โดยมีพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้วางรากฐานแนวทางปฏิบัติด้านธุดงคกรรมฐาน เพื่อประโยชน์ในการบำเพ็ญสมธรรมให้บรรลุชั้นสูง และ

9.ประติมากรรมลานกลางแจ้ง เป็นนิทรรศการกลางแจ้ง ที่นำเสนอด้วยงานประติมากรรม ที่สะท้อนวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนในท้องถิ่น สื่อความหมายถึง ดินแดนแห่ง 4 ธรรม คือ ธรรมชาติ ธรรมะ วัฒนธรรม และอารยธรรม

นายชัยมงคล ไชยรบ นายก อบจ.สกลนคร กล่าวว่า พิพิธภัณฑ์ภูพาน ก่อสร้างด้วยเงินงบประมาณของกลุ่มจังหวัดที่เรียกว่า “สนุก” จำนวน 85 ล้านบาท เพื่อมุ่งหวังที่จะให้เป็นสถานที่เรียนรู้ บอกเล่าเรื่องราวของอีสานตอนบน ที่ดำรงเรื่องราวของประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน แต่เมื่อก่อสร้างเสร็จปรากฏว่าไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบ เงินงบประมาณจะบริหารจัดการในวันนี้ยังไม่มีคำตอบ จังหวัดสกลนคร โดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดจึงมีหนังสือไปยัง อบจ.สกลนคร เพื่อขอให้เข้ามาบริหารจัดการด้านงบประมาณ และก็บริหารจัดการเชิงวิชาการ อันจะเกิดประโยชน์แก่อนุชนรุ่นหลัง ได้เข้ามาศึกษาแหล่งอารยธรรมที่เรียกกันว่า แอ่งสกล

นายชัยมงคล กล่าวว่า ณ พิพิธภัณฑ์ตรงนี้ เปรียบเสมือนโซ่ข้อกลาง ที่จะเชื่อมโยงระหว่างอดีตไปสู่อนาคต ในปัจจุบันก็คือ อบจ.จะมาทำพิพิธภัณฑ์ตรงนี้ ให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของพี่น้องประชาชนได้ อย่างน้อยๆ ก็เป็นแหล่งเรียนรู้ ซึ่งนอกจากจะรู้ความเป็นไปในประวัติศาสตร์ของพี่น้องอีสานตอนบน ตนยังมีแนวความคิดกับฝ่ายบริหารในการที่จะทำท้องฟ้าจำลอง เพื่อให้ลูกหลานคนสกลนครและอีสานตอนบน ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ แล้วยังได้มาศึกษาหาความรู้ ณ สถานที่แห่งนี้ นอกจากนั้นพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ยังสามารถเชื่อมโยงกับหนองหาร เพราะตั้งอยู่ริมหนองหาร

“หนองหาร มีพื้นที่ 78,000 ไร่ ถือว่าเป็นทรัพยากรอันทรงคุณค่าของชาวสกลนคร วันนี้ อบจ.สกลนคร จะเปิดความสวยงามของหนองหารให้พี่น้องประชาชนได้รับชม ท่านมาที่พิพิธภัณฑ์หนองหารแห่งนี้ อนาคตท่านจะเห็นท่าเรือเกิดขึ้ ณ ที่แห่งนี้ อนาคตท่านจะมองเห็นของดีเมืองสกลนคร ที่มาวางจำหน่ายในที่แห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าโอท็อป หรือเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของสกลนคร เช่น เนื้อโคขุนโพนยางคำ ทาจิมะวัวดำ หมูดำ และก็ไก่ดำ แล้วก็เชื่อมั่นว่าที่ตรงนี้จะเป็นที่รองรับนักท่องที่ยวที่มาเยี่ยมชม สกลนคร และสามารถลงเรือเที่ยวชมหนองหารได้ เราจะจัดงบประมาณทำเรือท่องเที่ยวหนองหาร”

นายชัยมงคล กล่าวต่อว่า เรือที่จะจัดทำขึ้นสามารถจุนักท่องเที่ยวได้ในปริมาณมากๆ ให้พี่น้องที่อยู่รอบๆ หนองหารได้มีอาชีพ สามารถพานักท่องเที่ยวลงชมหนองหารได้ และให้พี่น้องประชาชนมารับจ้างนักท่องเที่ยวที่เดินทางมา ตนเชื่อมั่นว่าอีกไม่เกิน 4 ปี พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะเป็นสถานที่เรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ และจะเป็นแหล่งที่จะมากินของดีเมืองสกลนคร อีกไม่กี่ปี โลกอาเซียนก็จะไร้พรมแดน ตนเชื่อมั่นว่าอีกไม่นานพิพิธภัณฑ์ภูพานแห่งนี้ จะเป็นแหล่งเรียนรู้ไม่ใช่เฉพาะอีสานตอนบน แต่สามารถเชื่อมโยงกับพี่น้องประเทศเพื่อนบ้านของเรา อย่างน้อยๆ ก็จะมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

“ซึ่งผมทราบมาว่า วันนี้ในลาวก็ดี ในเวียดนามก็ดี ในพม่าก็ดี ยังมีคนไทยหลายเผ่าพันธุ์ ที่ยังอาศัยอยู่ในประเทศเหล่านี้ เราสามารถทำพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ให้สามารถตอบสนองในขบวนการศึกษาให้ได้ ซึ่งขณะนี้ อบจ.สกลนคร มีสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาในสังกัดจำนวน 6 แห่ง เราจะแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ เพื่อที่จะมาเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จะสามารถนำนักเรียนในโครงการ มาเรียนรู้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ แม้ที่จริงแล้วเราทุกคนนั้นเกิดมา ล้วนมาจากรากเหง้าเดียวกัน แม่น้ำ 100 สาย 1,000 สาย ล้วนมาจากภูเขาลูกเดียวกัน ดังนั้น ผู้ที่ได้มาเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ภูพาน จะได้รับความรู้ทางประวัติศาสตร์มากมาย” นายก อบจ.สกลนคร กล่าว

ในแต่ละวันจึงมีนักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป และนักท่องเที่ยวมาชมความมหัศจรรย์ของพิพิธภัณฑ์ภูพาน วันละ 2-3 พันคน นอกจากจะได้เพลิดเพลินกับบรรยากาศความงดงามของหนองหารแล้ว ยังได้รับความรู้ทางประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ของชาวเมืองสกลนคร ว่ามีความเป็นมาอย่างไร มีการต่อสู้อย่างไรของขบวนการเสรีไทยภูพาน ซึ่งจะต้องรอดูกันต่อไปว่า นายชัยมงคล ไชยรบ นายก อบจ.สกลนคร พร้อมทีมงาน จะทำได้อย่างที่พูดหรือไม่ ซึ่งหากทำได้จริง ประโยชน์ทั้งมวลจะตกแก่คนสกลนคร และใกล้เคียง อย่างปฏิเสธไม่ได้ หากหน่วยงานใดจะติดต่อประสานงาน เพื่อมาดูงาน หรือทัศนศึกษา สามารถติดต่อได้ที่ คุณจิราลักษณ์ บุญแก้ววุฒิ ผจก.พิพิธภัณฑ์ภูพาน โทร.042-714-853, 08-9623-1725 , 08-451-32428

 

วัฒนะ แก้วก่า/สกลน

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-01-12 12:35:34


ความเห็นที่ 10 (2931726)

ข่าวเด่นข่าวพระแห่งปี



1.'พระสุธีธรรมานุวัตร'ไกด์'โอบามา'ชมวัดโพธิ์

กลาย เป็นบุคคลที่สังคมรู้จักไปชั่วข้ามคืน สำหรับ พระสุธีธรรมานุวัตร(เทียบ สิริญาโณ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยา ลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

โอกาส เป็นไกด์นำ นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ อเมริกา พร้อมด้วย นางฮิลลารี คลินตัน รมว.ต่างประเทศ ของสหรัฐอเมริกา เยี่ยมชมสถานที่สำคัญของวัดพระเชตุพนฯ ระหว่างเดินทางมาเยือนประเทศไทย เมื่อช่วงเย็นวันที่ 18 พ.ย. กลายเป็นข่าวดังกล่าวไปทั่วโลก

ด้วย ความเชี่ยวชำนาญยิ่งทั้งด้านประวัติโบราณสถาน และการสื่อสารภาษาอังกฤษ พระสุธีธรรมานุวัตร ได้พาผู้นำสหรัฐเยี่ยมชมสถานที่สำคัญในวัดโพธิ์ ประกอบด้วย พระวิหารโลกนาถ, พระอุโบสถ, วิหารพระนอน และเจดีย์ 4 รัชกาล

ทั้งนี้ สถานที่ที่ ประธานาธิบดี โอบามา และ นางฮิลลารี ให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ คือ พระพุทธไสยาสน์ ซึ่งทั้งสองชมว่า เป็นพระพุทธรูปที่สวยงามมาก

ในการนี้ นายโอบามาได้มอบของขวัญให้กับพระสุธีธรรมานุวัตรเป็นที่ระลึก คือ หนังสือ The President's House เล่ม 1-2

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศเยี่ยมชมกันเป็นจำนวนมาก

2.'บี-เน็ต'ทดสอบการศึกษาด้านพระพุทธศาสนา

ที่ ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) มีนโยบายให้กองพุทธศาสนศึกษา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ประสานกับสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) จัดการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านพระพุทธศาสนา หรือ บี-เน็ต (B-net - Buddhism National Educational Test) ของนักเรียนที่เป็นสามเณรในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ทั้งประเทศกว่า 400 แห่ง

เพื่อใช้วัดระดับมาตรฐานความรู้ ในการยกระดับคุณภาพการศึกษาของคณะสงฆ์  ถือเป็นครั้งแรกของประเทศที่จะมีการจัดวัดความรู้ระดับชาติ

โดยข้อสอบ บี-เน็ต กำหนดการสอบออกเป็น 3 รายวิชา ได้แก่ 1.วิชาพุทธประวัติและธรรมวินัย 2.วิชาศาสนปฏิบัติ และ 3.วิชาภาษาบาลี

แบ่งการสอบออกเป็น 2 ช่วงชั้น ได้แก่ มัธยม ศึกษาปีที่ 3 และมัธยมศึกษาปีที่ 6

ส่วน คะแนนประเมินวัดระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนพระปริยัติธรรมฯ กำหนดไว้จำนวน 20 คะแนน แบ่งเป็น โอ-เน็ต 12 คะแนน และบี-เน็ต 8 คะแนน ซึ่งนักเรียนจะต้องสอบทั้ง 2 ส่วน เนื่องจาก บี-เน็ต ถือว่าเป็นวิชาเฉพาะทางพระพุทธศาสนา ที่มีการเรียนการสอนเฉพาะในโรงเรียนพระปริยัติธรรมเท่านั้น

การทดสอบ บี-เน็ต จึงเป็นการวัดผลสัมฤทธิ์ในภาพรวมของการศึกษาสงฆ์ รวมทั้งเป็นการยกระดับคุณภาพการศึกษาของคณะสงฆ์ด้วย

3.มูลนิธิพิพิธภัณฑ์โทคุกาวาชู'วัดอรุณฯ'

วัด อรุณราชวราราม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ เป็นวัดไทยอีกแห่งหนึ่ง ที่เป็นหน้าเป็นตาของเมืองไทย นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ กล่าวขวัญถึงความโดดเด่นของพระปรางค์วัดอรุณฯ ที่ปรากฏริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของกรุงเทพมหานคร

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์โท คุกาวา (Tokugawa Museum) ประเทศญี่ปุ่น จึงได้มอบเงินช่วยเหลือจำนวน 1 ล้านเยน หรือประมาณ 4 แสนบาท เพื่อบูรณะซ่อมแซมพระพุทธรูป จำนวน 23 องค์ ซึ่งได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์อุทกภัย เมื่อช่วงปลายปี 2554

4. 20 วัดขึ้นพระอารามหลวง

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกฐานะวัดราษฎร์ จำนวน 20 วัด เป็นพระอารามหลวง ประกอบด้วย



1.วัดเสมียนนารี กรุงเทพฯ 2.วัดยาง กรุงเทพฯ 3.วัดธาตุทอง กรุงเทพฯ 4.วัดชัยมงคล จ.ชลบุรี 5.วัดอาษาสงคราม จ.สมุทรปราการ  6.วัด บางพลีใหญ่ใน จ.สมุทรปราการ 7.วัดชัยสามหมอ จ.ชัยภูมิ 8.วัดชลประทานรังสฤษฏ์ จ.นนทบุรี 9.วัดพระธาตุดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ 10.วัดเพชรวราราม จ.เพชรบูรณ์

11.วัดสองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี 12.วัดมหาพุทธาราม จ.ศรีสะเกษ 13.วัด คิรีวิหาร จ.ตราด 14.วัดราษฎร์ศรัทธาธรรม จ.สุโขทัย 15.วัดหนองหอย จ.ราชบุรี  16.วัด เมืองยะลา จ.ยะลา 17.วัดชูจิตธรรมาราม จ.พระนครศรีอยุธยา 18.วัดเซกาเจติยาราม จ.บึงกาฬ 19.วัดพราหมณี จ.นครนายก และ 20.วัดคูยาง จ.กำแพงเพชร

สำหรับวัดราษฎร์ทั้ง 20 วัด ที่ได้รับการยกฐานะครั้งนี้ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ

ทั้งนี้ คณะกรรมการพิจารณายกวัดราษฎร์เป็นพระอารามหลวง ได้พิจารณาวัดที่มีความเหมาะสม โดยจะต้องเป็นวัดราษฎร์ที่มีความสำคัญต่อชุมชน ต้องมีอายุมากกว่า 50 ปี มีพระสงฆ์จำพรรษาไม่น้อยกว่า 20 รูปเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี

5.พุทธชยันตี 2600 ปี แห่งการตรัสรู้

พุทธ ชยันตี 2600 ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ถือเป็นวาระสำคัญของชาวพุทธทั่วโลก ในประเทศต่างๆ ดังเช่นในประเทศศรีลังกา พม่า อินเดีย ได้มีการจัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่

สำหรับ ประเทศไทย รัฐบาลเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ มีการตั้งคณะกรรมการอำนวยการ แบ่งการจัดงานเป็น 3 ด้าน คือ 1.ด้านการปฏิบัติบูชา มุ่งส่งเสริมการปฏิบัติธรรมสำหรับพุทธศาสนิกชนตั้งแต่ระดับครอบครัวและชุมชน 2.ด้านวิชาการ เน้นการประชุมสัมมนาทางวิชาการเกี่ยวกับพุทธประวัติ หลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา และ 3.ด้านกิจกรรมทั่วไป

วันที่ 4 มิ.ย. สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลกประจำปี 2555 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ แทนพระองค์ไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวันวิสาขบูชาและในโอกาสสมโภชพุทธชยันตี ณ พุทธมณฑล อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม

ในส่วนภาคประชาชนทั่วประเทศ พร้อมใจร่วมทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ในช่วงเช้า และเวียนเทียนในช่วงค่ำ

6.ตั้งรองสมเด็จพระราชาคณะ

เนื่อง ในวโรกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 85 พรรษา 5 ธันวาคม 2555 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์พระราชาคณะเจ้าคณะรองชั้นหิรัญบัฏ เพิ่มขึ้น 1 รูป

คือ 'พระธรรมโกศาจารย์' วัดประยุรวงศาวาส ได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ 'พระพรหมบัณฑิต'

พระ พรหมบัณฑิต (ประยูร ธัมมจิตโต) สิริอายุ 57 พรรษา 36 เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพฯ, กรรมการมหาเถรสมาคม, อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ฯลฯ

ท่าน เป็นพระสงฆ์ยุคใหม่ ได้ปฏิบัติศาสนกิจสนองงานคณะสงฆ์ได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วน ทั้งงานภายในและต่างประเทศ อีกทั้งได้สร้างคุณูปการและทุ่มเทให้กับงานศาสนาทุกอย่าง โดยเฉพาะด้านวิชาการ การศึกษา และมหาวิทยาลัย

นอกจากดำรง ตำแหน่ง กรรมการมหาเถรสมาคม ยังมีตำแหน่งอีกมากมาย อาทิ เจ้าคณะภาค 2 คณะเลขานุการคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ศาสตราจารย์สาขาปรัชญา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ประเภทวิชาปรัชญา, ประธานสภาสากลวันวิสาขบูชาโลก (ICDV) เป็นต้น

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-12-29 06:06:07


ความเห็นที่ 9 (1536714)

เปิดงานวิจัย "ชุดไทยประจำชาติ" ความเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย

วันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2555 เวลา 09:30:15 น.

 

 

 



 




เป็น "ครั้งแรก" ที่มีการรวบรวม "ชุดไทยประจำชาติ" ที่ใช้ในการประกวดของเวทีระดับนานาชาติ 4 เวที คือ มิสยูนิเวิร์ส มิสเวิลด์ มิสเอิร์ธ และมิสอินเตอร์เนชั่นแนล ทั้งหมด 108 ชุด ในการมาจัดนิทรรศการ "อาภรณ์" นิทรรศการชุดประจำชาติของนางงามไทย ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

แม้นิทรรศการจะเสร็จสิ้นลงแล้ว แต่ "องค์ความรู้" จากนิทรรศการครั้งนี้ ยังคงอยู่ให้ผู้สนใจได้ศึกษาถึงวิวัฒนาการและความวิจิตรบรรจงในการออกแบบชุดไทยประจำชาติในแต่ละยุคสมัยได้

"นายดนัย เรียบสกุล" หัวหน้าสาขาวิชาการออกแบบสื่อนวัตกรรม ภาควิชาศิลปะและการออกแบบ มหาวิทยาลัยนเรศวร ผู้ทำวิจัยระดับปริญญาเอก หัวข้อ การพัฒนากระบวนการออกแบบชุดประจำชาติไทย สำหรับการนำเสนอระดับนานาชาติ เผยถึงผลการวิจัยที่รวบรวมชุดประจำชาติ ปีที่เก่าแก่ที่สุด ในยุคของ "อมรา อัศวนนท์" ผู้เข้าประกวดนางงามจักรวาลคนแรก เมื่อปี 2497 จนถึงปี 2553

"แรง บันดาลใจงานวิจัยนี้ มาจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งปีนี้เป็นปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา พระองค์ถือเป็นผู้นำของสตรีไทยในด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการแต่งกาย ทรงคิดค้นเครื่องแต่งกายสตรีไทยให้เป็นมาตรฐานที่เรียกกันว่า ชุดไทยพระราชนิยม"

สำหรับชุดไทยประจำชาติทั้ง 108 ชุดนั้น ผู้วิจัยเล่าตั้งแต่กฎเกณฑ์ในการออกแบบของแต่ละเวทีว่า เวทีแต่ละเวทีจะมีกฎเกณฑ์ในการออกแบบแตกต่างกัน เวทีมิสยูนิเวิร์สมีคอนเซ็ปต์ครีเอทีฟไทย ที่ต้องแสดงกลิ่นอายความเป็นไทย ขณะที่เวทีมิสเวิลด์ มีเงื่อนไขในการออกแบบไม่ตายตัว แต่จะใช้วิธีการนัดประชุมเพื่อระดมความคิดว่าสิ่งที่ต้องการสำหรับปีนี้คือ อะไรและรูปแบบไหน ส่วนเวทีมิสเอิร์ธ สามารถออกแบบได้อย่างอิสระ โดยพิจารณาจากผู้สวมใส่เป็นหลัก และมิสอินเตอร์เนชั่นแนล เงื่อนไขคนต้องสวยงามและสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง ชุดมีไว้เสริมให้คนโดดเด่นขึ้น


"แนว คิดของการออกแบบ ได้รับแรงบันดาลใจจากหลากหลายความเป็นไทย ทั้งยุคสมัยของไทย เช่น ทวารวดี สุโขทัย ชุดไทยพระราชนิยม หรือมาจากนางในวรรณคดีไทย ทั้ง นางมโนห์รา นางศกุนตลา นางละเวงวัณฬา เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้รับแรงบันดาลใจจากประเพณี วัฒนธรรม และการแสดงของไทย อาทิ โขน ประเพณีบุญบั้งไฟ สงกรานต์ ผีตาโขน รวมถึงแนวคิดจากชุดไทยท้องถิ่น มวยไทย รูปร่างของสัตว์ อย่าง ช้าง เป็นต้น"

ที่น่าสนใจคือ อิทธิพลของสถานการณ์ในยุคนั้นๆ ก็เป็น "เงื่อนไข" หนึ่งของการออกแบบชุดไทยประจำชาติ เช่นกัน

"สถานการณ์ ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั้งในและต่างประเทศ หรือความนิยมตามยุคสมัย เช่น แฟชั่น การเมือง การปกครอง สิ่งแวดล้อม ข้าวของเครื่องใช้ ส่งให้มีอิทธิพลสูงต่อการออกแบบชุดมาก เช่น เมื่อปี 2538 ประเทศไทยอยู่ในช่วงโศกเศร้าในการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จย่า ผู้ออกแบบจึงเลือกชุดโทนสีขาว เพื่อไว้อาลัยแด่สมเด็จย่าให้ ญาสุมินทร์ เลิศอมรวัฒนา ใช้ในการประกวดมิสเวิลด์ หรือความนิยมเกมคอมพิวเตอร์ของวัยรุ่นไทย ก็ส่งผลให้ผู้ออกแบบ ชุด "ชุดมวยไทยโบราณ" ชื่อ "สปิริต ออฟ ไฟท์ติ้ง" โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเกมต่อสู้คอมพิวเตอร์มาใช้ออกแบบชุด ให้ กวินตรา โพธิจักร์ สวมใส่ในการประกวดมิสยูนิเวิร์ส จนคว้ารางวัลชุดประจำชาติยอดเยี่ยมมาได้เมื่อปี 2551"

จากการทำวิจัย ตั้งแต่ยุคแรกจนถึงยุคปัจจุบัน ผู้วิจัยบอกว่า สะท้อนให้เป็นวิวัฒนาการการเปลี่ยนแปลง โดยเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น มีลูกเล่นให้น่าสนใจมากขึ้น โดยทั้ง 108 ชุด แยกเป็นกลุ่มๆ ได้ทั้งหมด 6 แบบ ซึ่งชุดไทยพระราชนิยมได้รับความนิยมสูงสุดในการนำมาออกแบบเป็นชุดไทยประจำ ชาติ มีถึง 42 ชุด เพราะเป็นชุดที่มีความสวยงาม บ่งบอกถึงการแต่งกายของสตรีไทย รองลงมาคือ ชุดไทยประยุกต์ 39 ชุด ชุดไทยสร้างสรรค์ 11 ชุด ชุดไทยสมัย/รัชสมัย 11 ชุด ชุดไทยละคร 4 ชุด และชุดไทยท้องถิ่นนิยม 1 ชุด

นับเป็นความหลากหลายที่สร้างสรรค์ แต่ถึงอย่างนั้น ช่วงหลังๆ การออกแบบชุดไทยมักได้รับฟีดแบ๊กกลับมาที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เช่น ชุดประจำชาติ "เหมราชนารี" ที่ "ชัญษร สาครจันทร์" มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส 2011 สวมใส่เข้าประกวด ผู้วิจัยแสดงความเห็นถึงเรื่องนี้ว่า อยากให้เปิดใจให้มากยิ่งขึ้น

"ชุด ประจำชาติ เป็นชุดที่นางงามใช้ในการประกวด ดังนั้น อยากให้มองวัตถุประสงค์มากกว่าในการออกแบบชุดนั้นๆ และเปิดใจให้กว้างยิ่งขึ้น เพราะการออกแบบชุดเป็นการประยุกต์ขึ้นตามจินตนาการของผู้ออกแบบ คงไม่มีผู้ออกแบบคนไหนที่ออกแบบเพื่อเจตนาทำลายภาพลักษณ์ดีๆ ของไทย แต่การออกแบบเป็นไปเพื่อโชว์เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ชมมากกว่า และจากการพูดคุยกับน้องๆ นางงามที่เป็นตัวแทนไปประกวด ทุกชุดได้รับความสนใจจากคนต่างชาติทุกปี เพราะชุดมีความแตกต่างและหลากหลาย ทั้งการใช้ผ้าไทยประเภทต่างๆ การใช้วัสดุ การปัก การตัดเย็บ"

สุด ท้าย ผู้วิจัยหวังว่าอยากให้งานวิจัยชิ้นนี้ กระตุ้นให้เกิดองค์ความรู้ด้านการออกแบบที่เน้นการผสมผสานแนวคิดในการออกแบบ ยุคใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์ และนำเอาเอกลักษณ์และความโดดเด่นของไทยที่มาสร้างสรรค์เป็นเสื้อผ้า

แม้ ความสร้างสรรค์จะไม่หยุดนิ่ง แต่การออกแบบที่คำนึงถึงความพองามและพอดีก็เป็นจุดสำคัญในการออกแบบ เพื่อที่ประเทศไทยจะได้รับการยอมรับในด้านแฟชั่น และดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมที่งดงามแบบไทย

หน้า 25,มติชนรายวัน ฉบับวันพุธที่ 24 ตุลาคม 2555
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-10-25 07:24:07


ความเห็นที่ 8 (1531271)

แซนโฎนตา งานบุญสุรินทร์

ดำรงพล พาชื่น


"แซ นโฎนตา" เป็นประเพณีสำคัญของชาวสุรินทร์ เชื้อสายเขมร ที่สืบทอดกันมายาวนานนับพันปี โดยในทุกๆ ปี เมื่อถึงวันแรม 14 ค่ำ เดือน 10 ลูกหลานที่ไปทำงาน หรือตั้งถิ่นฐานที่อื่นจะพร้อมใจกันเดินทางกลับบ้าน เพื่อทำพิธีแซนโฎนตา หรือพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ

เพื่อแสดงออกถึง ความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ และแสดงความรัก ความผูกพันระหว่างสมาชิกในครอบครัว เครือญาติ ตลอดจนสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นภายในชุมชน

สำหรับปีนี้ วันแรม 14 ค่ำ เดือน 10 ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 14 ต.ค. แต่เพื่อความสะดวกในการจัดกิจกรรม ทางจังหวัดสุรินทร์จึงมีกำหนดจัดงาน "แซนโฎนตา บูชาบรรพบุรุษ" ในวันที่ 10-12 ต.ค.นี้

กิจกรรม ภายในงานประกอบด้วย การประกวด และการแสดงวัฒนธรรมกันตรึมประยุกต์ และกันตรึมพื้นบ้าน ที่เวทีไผทสราญ และวันที่ 12 ต.ค. เวลา 13.00 น. จะมีขบวนแห่เครื่องเซ่นไหว้ ประกอบด้วย "เครื่องจูนโฎนตา" หรืออาหารคาวหวาน สำหรับไหว้ขอพรผู้อาวุโส และ "เครื่องแซนโฎนตา" หรืออาหารคาวหวานสำหรับเซ่นไหว้บรรพ บุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว

พร้อม ด้วยขบวนวงมโหรี ขบวนการแสดงพื้นบ้าน และขบวนช้าง เคลื่อนขบวนจากบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ ไปรอบเขตเทศบาลเมืองสุรินทร์ และมารวมตัวกันเพื่อประกอบพิธีกรรม ที่ลานหน้าอนุสาวรีย์พระยาสุรินทรภักดีศรีณรงค์จางวาง

คำว่า "แซนโฎนตา" มาจากคำว่า "แซน" หมายถึง การเซ่นไหว้ การบวงสรวง ส่วน "โฎน" หมายถึง ยายหรือย่า และ "ตา" หมายถึง ตาหรือปู่ รวมความหมายถึงการทำบุญให้ปู่ย่าตายาย หรือบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว

ชาวสุรินทร์เชื้อสายเขมรเชื่อว่าเมื่อถึง วันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 ประตูยมโลกจะเปิด ผีในยมโลกจะเดินทางมาเยี่ยมญาติได้

ดังนั้น ในตอนเย็นของวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 10 จึงจัดทำอาหาร ขนม ข้าวต้ม และพอรุ่งเช้าวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 หรือ "วันเบ็นตูจ" ก็จะนำอาหารเหล่านั้นไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลที่วัด

หลังจากนั้นอีก 15 วัน จะเป็นวัน "เบ็นทม" ตรงกับวันแรม 14 ค่ำ เดือน 10 ผีจะต้องกลับไปรับกรรมในยมโลกตามเดิม ชาวบ้านจะประกอบพิธีแซนโฎนตาในวันนี้

สาเหตุ ที่ต้องเตรียมตัวทำบุญตั้งแต่วัน ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 10 เพราะผีตายาย หรือ ผีบรรพบุรุษ ถูกปล่อยมาวันนั้น และเดินทางมาไกล เกิดความเหน็ดเหนื่อย หิวกระหาย เมื่อมาถึงก็จะอยู่ที่วัดรอคอยว่าญาติหรือลูกหลานจะมาทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ หรือไม่

ถ้าญาติหรือลูกหลานมาทำบุญให้ก็จะอวยพรให้มีความสุข ความเจริญ ประกอบอาชีพประสบผลสำเร็จมีเงินมีทองใช้ แต่ถ้าไม่เห็นก็จะโกรธแค้น และสาปแช่งญาติหรือลูกหลานไม่ให้มีความสุขความเจริญ

เครื่องเซ่นไหว้สำหรับประกอบพิธีกรรมที่วัด ประกอบด้วย อาหารคาว ได้แก่ ปลานึ่ง ปลาย่าง หมูย่าง ไก่ย่าง แกงวุ้นเส้น แกงกล้วย ต้มยำไก่ ลาบหมู ไก่นึ่ง ซึ่งต้องเป็นไก่ทั้งตัวเอาเครื่องในออก

ส่วนอาหารหวาน ได้แก่ ข้าวต้มมัดใบมะพร้าว ขนมเทียน ขนมนางเล็ด ขนมโชค หรือขนมดอกบัว ขนมโกรด ข้าวกระยาสารท

ผลไม้ ได้แก่ มะพร้าวอ่อน กล้วย ส้ม ละมุด พุทรา องุ่น เป็นต้น  เครื่องดื่ม ได้แก่ น้ำเปล่า เหล้าขาว น้ำอัดลม และเหล้าสีต่างๆ

ส่วนอุปกรณ์อื่นๆ ได้แก่ เสื่อหวาย ที่นอนแบบพับ หมอน ผ้าขาว ผ้าไหม ผ้าโสร่ง อาภรณ์ต่างๆ พาน ธูป เทียน และกรวย 5 ช่อ แทนขันธ์ 5 หมายถึง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

นอกจากนี้ ยังต้องเตรียมเครื่องเซ่นไหว้ศาลปู่ตาประจำหมู่บ้าน ศาลพระภูมิประจำบ้าน และการแซนโฎนตาที่บ้านด้วย

ประ เพณีแซนโฎนตา มีความเป็นมายาวนานนับพันปี ต้นกำเนิดมาจากความเชื่อว่า การทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผีบรรพบุรุษ ปู่ย่า ตายาย พ่อแม่ และญาติพี่น้อง จะทำให้ทุกขเวทนาจากบ่วงกรรมมีความบรรเทาเบาบางลง


อีกทั้งยังเชื่อว่า ถ้าในยุคของตนได้แซนโฎนตาให้แก่ผีบรรพบุรุษ ปู่ย่า ตายาย พ่อแม่ไปแล้ว รุ่นลูกจะต้องแซนโฎนตาให้ตนเหมือนกัน และถ้าญาติหรือลูกหลานประกอบพิธีแซนโฎนตา และทำบุญอุทิศให้ ก็จะอวยพรให้ญาติหรือลูกหลานมีความสุขความเจริญ ประกอบอาชีพประสบผลสำเร็จมีเงินมีทองใช้

แต่ถ้าไม่ทำพิธีแซนโฎนตาก็จะโกรธและสาปแช่งไม่ให้มีความสุขความเจริญ ประกอบอาชีพฝืดเคือง ไม่ราบรื่น

ดังนั้น ลูกหลานของชาวไทยเขมรสุรินทร์ทุกรุ่นจึงต้องประกอบพิธีแซนโฎนตามาตราบจนทุกวันนี้

ทุกปี จ.สุรินทร์ จะจัดงานประเพณีแซนโฎนตา บูชาบรรพบุรุษอย่างยิ่งใหญ่ มีขบวนแห่จากชุมชนทั้ง 17 อำเภอ และชุมชนเทศบาลเมืองสุรินทร์ กว่า 30 ขบวน และขบวนช้างเข้าร่วม

ผู้เข้าร่วมขบวนแห่ต่างแต่งชุดผ้าไหมพื้นบ้าน ที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด มีขบวนขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะพื้นบ้านกันตรึมที่น่าตื่นตาตื่นใจ ผู้สนใจสามารถร่วมซึมซับบรรยากาศได้ในวันและเวลาดังกล่าว

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-10-06 10:23:42


ความเห็นที่ 7 (1526903)

จี้รัฐฟื้นฟูวิถีชีวิต กะเหรี่ยงภาคกลาง




โชว์การละเล่น สลับกับสะท้อนปัญหา

ภาพเปลวเพลิงที่โหมไหม้กระท่อม และยุ้งข้าวของชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เมื่อปีที่แล้ว นอกจากสร้างความคับแค้นใจให้กับชาวบ้านที่ถูกกระทำแล้ว ยังนำมาซึ่งคำถามให้กับกะเหรี่ยงอีกเป็นจำนวนมาก ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐมีอำนาจทำกับชาวบ้านได้ถึงขนาดนี้เลยหรือ

เพราะทั้งข้ออ้างที่กล่าวหาว่า ชาวบ้านเป็นชนกลุ่มน้อยอพยพมาจากประเทศพม่าก็ดี หรือชาวบ้านเป็นพวกทำลายป่าก็ดี ล้วนเป็นข้อกล่าวอ้างที่เลื่อนลอย ขาดหลักฐานที่เชื่อถือได้มายืนยัน

เห็นได้จากเวลาผ่านมาแล้วกว่า 1 ปี แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่มีหลักฐานชิ้นใดมาแสดงได้ ว่าชาวบ้านเป็นดังเหตุผลที่พวกเขากล่าวอ้างจนนำไปสู่การเผาขับไล่อย่างรุนแรง

ตรงกันข้ามจากการลงพื้นที่เก็บหลักฐานข้อมูลชาวบ้าน กลับพบว่าชาวบ้านเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิม ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้มาเป็นเวลานานนับร้อยปี มีวิถีชีวิตที่ผูกติดยึดโยงกับธรรมชาติ

ที่สำคัญการกระทำของเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ยังเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง เป็นการกระทำที่ขัดกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอีกด้วย

รวมทั้งขัดกับมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 ส.ค.2553 ในประเด็นเรื่องการจัดการทรัพยากร ที่เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า ให้ยุติการจับกุมและให้ความคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ที่เป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมที่อยู่ในพื้นที่ข้อพิพาทเรื่องที่ทำกินในพื้นที่ดั้งเดิม และให้รัฐส่งเสริมสนับสนุนความหลากหลายทางชีวภาพด้านพันธุ์พืช การสร้างความมั่นคงทางอาหาร และการสร้างความสมดุลของนิเวศผ่านกระบวนการระบบไร่หมุนเวียน

เพื่อไม่ให้ชาวกะเหรี่ยงตกเป็นเหยื่อความรุนแรงจากเจ้าหน้าที่รัฐ ดังเช่น กะเหรี่ยงแก่งกระจาน ทางกลุ่มกะเหรี่ยงภาคตะวันตกและภาคกลาง จึงร่วมกันจัดโครงการประสานพลังท้องถิ่น เพื่อผลักดันมติครม. วันที่ 3 ส.ค.2553 ไปสู่การปฏิบัติ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี

โดยกะเหรี่ยงจาก จ.ราชบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.กาญจนบุรี จ.สุพรรณบุรี จ.อุทัยธานี จ.เพชรบุรี และจากแก่งกระจาน กว่า 100 คน มาร่วมสะท้อนปัญหา และร่วมกันหาทางออก เพื่อเสนอต่อคณะอนุกรรมการเพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง กระทรวงวัฒนธรรม ให้นำไปหาแนวทางผลักดันมติครม. ให้นำไปสู่การปฏิบัติจริงต่อไป

นายวุฒิ บุญเลิศ ผู้ประสานงานเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เขต จ.ราชบุรี จ.เพชรบุรี ในฐานะประธานกรรมการจัดงาน เล่าถึงวัตถุประสงค์ว่า เพื่อต้องการให้กะเหรี่ยงในพื้นที่ภาคกลางตะวันตกรับทราบว่า มติครม.มีรายละเอียดอย่างไร

และหลังจากเกิดมติครม.มาแล้ว 2 ปี ได้เอื้อประโยชน์ต่อชาวกะเหรี่ยงหรือไม่ และให้ชาวกะเหรี่ยงร่วมสะท้อนอุปสรรคและปัญหาออกมาว่า เพราะเหตุใดมติครม.นี้ ถึงแก้ปัญหาให้ชาวบ้านไม่ได้ และจะหาแนวทางในการเสนอและผลักดันมติอย่างไร ให้ครอบคลุมปัญหาที่เกิดขึ้นกับชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่ตะวันตก
"เรื่องของแก่งกระจานนั้น ทางเครือข่ายได้นำเสนอเรื่องราวปัญหาที่เกิดขึ้นให้สังคมได้รับรู้ โดยหวังว่าจะนำเหตุการณ์ที่โป่งลึก บางกลอย มาเป็นตัวอย่างให้พี่น้องกะเหรี่ยงในพื้นที่ภาคกลางได้เรียนรู้และทำความเข้าใจ เพื่อหาวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีก" นายวุฒิกล่าว

ด้านตัวเเทนกะเหรี่ยงแก่งกระจาน สะท้อนปัญหาว่า มติครม.ที่ออกมาถือเป็นมติที่ดี แต่ยังไม่ได้นำไปปฏิบัติ เห็นได้จากเรื่องที่เกิดขึ้นกับกะเหรี่ยงแก่งกระจาน ทั้งที่มติครม.ออกมาคุ้มครองกะเหรี่ยงดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ข้อพิพาท และให้ยุติการจับกุมพวกเรา แต่ทว่าในความเป็นจริง กะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าแก่งกระจาน กลับถูกเจ้าหน้าที่กระทำอยู่ตลอดเวลา

โดยเฉพาะเหตุการณ์เผาบ้านขับไล่ชาวกะเหรี่ยงที่บ้านบางกลอยบน ทั้งที่พวกเขาอาศัยอยู่ในบริเวณนั้นมาเป็นเวลานาน และอยู่มาก่อนการเกิดขึ้นของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเสียอีก ส่วนเรื่องที่ห้ามทำไร่หมุนเวียน แล้วกล่าวหาว่าตัดไม้ทำลายป่านั้น อยากถามว่าถ้าเราตัดไม้จริง ทำไมแก่งกระจานถึงได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติได้

"เรื่องที่เกิดขึ้นที่บางกลอยบนนั้น น่าจะศึกษาก่อนว่าพวกเขาเป็นคนดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นมาก่อน หรือเป็นผู้บุกรุก ถ้าตรวจสอบเเล้วพบว่าพวกเขาบุกรุกจริง บ้านเมืองก็มีกฎหมายที่จะจัดการพวกเขาอยู่เเล้ว เเต่นี่ไม่มีการตรวจสอบเลยว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ก็ลงมือด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้องเเล้ว"

1.ชาวกะเหรี่ยงภาคกลาง และภาคตะวันตก

2.สภาพไร่หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยง

3./5.เผาบ้านขับไล่ชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจาน

4.เสนอปัญหาการจัดการทรัพยากร

6.ชาวกะเหรี่ยงการเก็บเกี่ยวข้าว

7.ร่วมสะท้อนปัญหาวิถีชีวิต

8.นำเสนอปัญหาเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ





"เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ไม่เคยเข้าใจชาวบ้าน และกล่าวหาใส่ร้ายเรามาตลอด จึงอยากให้เข้ามาทำความเข้าใจกับพวกเราว่า สิ่งที่เราทำนั้นมันผิดถูกยังไง มากกว่าการใช้กฎหมายที่เข้มงวดมาจัดการพวกเรา เช่น การเข้ามาตักเตือน และให้ความรู้กับพวกเราว่ามีการออกกฎหมายอะไรมาบ้าง และพวกเราสามารถทำอะไรได้บ้างในพื้นที่ที่อาศัยอยู่"

ตัวแทนชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจานกล่าว พร้อมทั้งย้ำว่า ชาวบ้านทุกคนพร้อมคุยกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เพื่อทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน และอยากให้เจ้าหน้าที่อุทยานฯ เข้าใจวิถีชีวิตการหาอยู่หากินของชาวบ้าน เพราะถ้าต่างคนต่างเข้าใจกัน ก็จะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข แต่ถ้ายังไม่เข้าใจกัน ความสุขก็คงไม่เกิดขึ้น ความขัดแย้งที่มีก็ยังไม่จบ

ที่สำคัญสิ่งที่ชาวบ้านทำอยู่ เช่น ไร่หมุนเวียน หรือการอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่า ก็เป็นไปตามที่มติครม.ออกมารองรับ และสนับสนุน

ขณะที่ นายกระทง โชควิบูลย์ ผู้ใหญ่บ้าน บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน ย้ำถึงปัญหาว่า เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ไม่เคยขึ้นมาคุย และทำความเข้าใจกับชาวบ้านเลย เวลามีประชุมระดับจังหวัด ก็มักจะกล่าวหาว่าชาวบ้านเป็นชนกลุ่มน้อยที่อพยพมาจากประเทศพม่า ทั้งที่พวกเขามีหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจนว่าอาศัยอยู่ในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน รวมถึงกล่าวหาว่าทำไร่เลื่อนลอยทำลายป่าไม้ ซึ่งไม่จริงเลย

"อยากให้กระทรวงวัฒนธรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันผลักดันมตินี้ ให้นำไปสู่การปฏิบัติจริง เพราะที่ผ่านมามติครม.ยังไม่ให้ประโยชน์กับชาวบ้านอย่างแท้จริง อย่างในเวลานี้สิ่งที่จะช่วยชาวบ้านที่ถูกเผาบ้านลงมาได้นั้น ก็คือการจัดสรรที่ดินทำกินให้พวกเขา เพราะถ้าไม่ให้เขากลับไปอยู่ที่เดิม ก็ควรหาที่ให้เขาอยู่ ผมเชื่อว่าทุกคนพร้อมปรับตัวในการดำเนินชีวิต ที่สำคัญ แม้ชาวบ้านไม่มีเงินทอง ก็ไม่ใช่ปัญหา เพียงแค่ให้เขามีที่ให้ปลูกข้าวกินก็พอ"

ผู้ใหญ่บ้านบ้านบางกลอย เสนอพร้อมตั้งความหวังว่า จริงๆ แล้วชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ สามารถอยู่ร่วมกันและช่วยกันรักษาป่าแก่งกระจานได้ เพียงพบกันคนละครึ่งทาง เจ้าหน้าที่ไม่เข้มงวดมากเกินไป ชาวบ้านก็สามารถปฏิบัติตัวอยู่ในกรอบที่เจ้าหน้าที่อุทยานฯ วางไว้ได้ และถ้าทั้ง 2 ฝ่ายเข้าใจกัน เพียงเห็นหน้าแล้วยิ้มให้กัน มันเป็นอะไรที่มีความสุขจะตาย

นอกจากปัญหาที่แก่งกระจานแล้ว นายชาลี งามยิ่ง อายุ 47 ปี ชาวบ้าน อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ร่วมสะท้อนว่า แม้มีมติออกมาคุ้มครองการทำไร่หมุนเวียนของชาวบ้าน แต่รัฐก็ยังไม่อนุญาตให้ชาวบ้านทำไร่หมุนเวียน ทั้งที่การทำไร่หมุนเวียนเป็นวิถีชีวิตที่สืบทอดกันมาตั้งเเต่บรรพบุรุษ ที่สร้างสมดุล และรักษาทรัพยากรธรรมชาติ

ตัวแทนจากสุพรรณชี้ถึงปัญหาขณะนี้ว่า เมื่อก่อนไม่มีเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในพื้นที่ ชาวบ้านทำมาหากินที่ไหนก็ได้ แต่ตอนนี้หากใครทำไร่หมุนเวียน จะถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้จับกุมดำเนินคดี แต่นายทุนที่เข้าไปตัดไม้กลับไม่ถูกจับ

"หวังว่าหลังจากการบอกเล่าปัญหาครั้งนี้ มติครม.จะคุ้มครองให้ทำไร่หมุนเวียนได้ เพราะการทำไร่หมุนเวียนเป็นการรักษาระบบนิเวศรูปแบบหนึ่ง ที่ทำแบบพออยู่พอกิน จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ชาวบ้านจะเข้าไปช่วยเจ้าหน้าที่รัฐรักษาป่า แต่ถ้าไม่ให้ทำ และส่งเสริมให้ทำเกษตรแผนใหม่ ที่เน้นปลูกพืชเชิงเดี่ยว เราคงทำไม่ได้ เพราะเกษตรแผนใหม่ใช้สารเคมี และทำลายธรรมชาติ" นายชาลีกล่าว

หลังจากชาวกะเหรี่ยงกลุ่มต่างๆ ร่วมสะท้อนปัญหา จึงร่วมกันเสนอทางออกเชิงนโยบายต่อรัฐบาล 3 ข้อ ต่อตัวแทนกระทรวงวัฒนธรรม ให้เร่งผลักดันข้อเสนอ

ประกอบด้วย 1.ให้หน่วยงานราชการปฏิบัติตามมติครม. 3 ส.ค.2553 ที่เน้นการเข้าถึงบริการสาธารณะที่เท่าเทียมทั่วถึงเปรียบเสมือนประชาชนโดยทั่วไป 2.ให้รัฐบาลปรับแก้กฎหมาย ให้สอด คล้องกับวิถีชีวิต (สอดคล้องกับไร่หมุนเวียน) และ 3.ให้รัฐบาลส่งเสริมให้เกิดกระบวนการพัฒนาร่วมระหว่างภาคราชการและชุมชนชาวบ้าน

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-09-19 10:19:00


ความเห็นที่ 6 (1503841)

 

"กาลานุกรม" พระพุทธศาสนาในอารยธรรมโลก

วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2555 เวลา 13:00:59 น.





ตัวอย่างเนื้อหาในหนังสือ



เรื่องมนุษย์เหยียบดวงจันทร์ก็บันทึกไว้ ในฐานะก้าวสำคัญของอารยธรรมโลก



หนึ่งในบทพิเศษท้ายเล่ม



พระพรหมคุณาภรณ์


Delight Moment / สุมิตรา จันทร์เงา

 

Chronology of Buddhism in World Civilization คือชื่อในภาษาอังกฤษของหนังสือเล่มนี้


ฉันได้รับมันทางไปรษณีย์จากเพื่อนรักคนหนึ่ง “ยินดี เลิศเจริญโชค”  อดีตคนข่าวที่ปัจจุบันทำงานอยู่ในองค์การสหประชาชาติ(UN) สำนักงานถนนราชดำเนิน

 

 


“ยินดี” เป็นนามอันไพเราะยิ่งอยู่แล้ว แต่น้ำใจของเธองามยิ่งกว่าสิ่งใด


เธอ ‘ตื่น’ อยู่เสมอกับสิ่งไม่ชอบมาพากลของบ้านเมืองนี้ เดือดร้อนกับความทุกข์ของผู้คน และ ‘ให้’ โดยไม่หวังผลใดมาตลอดชีวิต มีความสุขเสมอต้นเสมอปลายกับความงดงามภายในจิตวิญญาณยิ่งกว่าหน่วยงานที่เธอนั่งทำงานอยู่อยู่มากมาย


ตอนที่บ้านเพื่อนๆจมน้ำอยู่เยียบเย็นเมื่อปลายปีก่อน ยินดีอยู่ในบ้านที่แห้งผากย่านหัวลำโพง แต่เธอเดือดร้อนมากว่าพวกเราที่ถูกน้ำท่วมเสียอีก


ยินดีวิ่งวุ่นหาซื้อชุดกันน้ำสำหรับลุยเข้าไปดูบ้านพร้อมกับเรือยางแบบพายพอที่จะให้คนจมน้ำเอาตัวรอดได้บ้าง แล้วเธอก็ขนของเหล่านั้นมาประเคนให้ถึงตัวเราทุกคน พร้อมกับถามไถ่ไม่หยุดหย่อนว่ายังต้องการความช่วยเหืลออื่นใดอีกหรือไม่


เธอมักจะเดินทางอยู่เสมอ ไปกับทีมงานสหประชาชาติเพื่อช่วยเหลือผู้ที่อยู่กันดารห่างไกล โดยเฉพาะผู้ประสบภัยพิบัติ น้ำท่วม แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด สึนามิ ฯลฯ ที่ปากีสถาน..บังคลาเทศ..เกาหลีเหนือ และสารพัดประเทศที่คนทั่วไปไม่ค่อยไปกัน


และทุกครั้งยินดีมีของฝากเล็กๆน้อยๆมาให้เพื่อนเสมอ อาจไม่ได้มากมายในราคาค่างวด แต่ยิ่งใหญ่เสมอสำหรับคุณค่าทางใจที่เรามีให้กัน


....


กาลานุกรมฯ เป็นของฝากที่ไม่คาดคิด


ฉันได้ข่าวการจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้มานานแล้ว แต่ก็ไม่ทันได้คิดวางแผนจัดหา ยินดีก็ส่งทางพัสดุไปรษณีย์มาให้
เป็น “ธรรมทาน” ที่เธอปฏิบัติปกติวิสัยตลอดมา

 

เห็นแล้วเป็นสุข และปลื้มใจอย่างยิ่งกับเนื้อหาหนังสือที่มีคุณค่าและประโยชน์มหาศาล


เป็นเรื่องที่แปลกมาก...ฉันจับต้องหนังสือเล่มนี้ด้วยความรู้สึกพิเศษเหมือนของสูงค่า ทั้งที่เป็นหนังสือไม่มีราคา
ไม่มีราคาเพราะซื้อขายไม่ได้

 

 

ตัวอย่างเนื้อหาในหนังสือ


การพิมพ์ครั้งล่าสุดนี้ เป็นการพิมพ์พิเศษครั้งที่ ๖/๑ เนื่องในวันวิสาขบูชา ๒๕๕๕ มีการเพิ่มภาคพิเศษ ท้ายเล่มอีก ๑๐ บทความ  จำนวนพิมพ์ทั้งสิ้น ๙,๕๐๐ เล่ม  โดยคณะกรรมการอำนวยการจัดงาน “วิสาขบูชา พุทธบารมี” ประจำปี ๒๕๕๕ จำนวน ๓,๐๐๐ เล่ม และคณะผู้ศรัทธาอีก ๖,๕๐๐ เล่ม


เป็นธรรมทาน-ให้เปล่า-ห้ามจำหน่าย

 


ที่น่าสนใจยิ่งก็คือ ผู้ริเริ่มอุปถัมภ์การจัดทำเป็นหนังสือภาพ ได้แก่ บริษัทมหพันธ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ จำกัด(มหาชน)


หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องอะไรหรือ? และบริษัทมหพันธ์ไฟเบอร์ซีเมนต์นี่เป็นใครมาจากไหน ถึงได้บริจาคเงินมากมายจัดพิมพ์หนังสือปกแข็งเล่มใหญ่ กระดาษปอนด์หนาหนักพิมพ์สี่สีทั้งเล่ม ถึง ๒๗๖ หน้า

 

 

เรื่องมนุษย์เหยียบดวงจันทร์ก็บันทึกไว้ ในฐานะก้าวสำคัญของอารยธรรมโลก


สมองฉันหมุนติ้ว ย้อนเวลากลับไปหาอดีตช่วงที่เป็นนักข่าวของหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ แล้วภาพนั้นก็ลอยเข้ามาในวาบความจำ “กระเบื้องมุงหลังคาตราห้าห่วง” และโฆษณาสุดฮาชุด “นิเชา” กับชุดอวกาศที่นักบินอวกาศสามคนนั่งมองโลกแล้วคิดถึงบ้าน


นักบินอวกาศคนแรกบอกว่า...นั่นไง อเมริกาบ้านผม คนที่สองเป็นรัสเซียก็บอกว่า...นั่นไงรัสเซีย บ้านผม ส่วนคนที่เหลือตัวเตี้ยกว่าใครร้องไห้ ฮือๆๆแล้วชี้มือบอกว่า ...นั่นไงหลังคาบ้านผม...


เพื่อนนักบินอวกาศจากประเทศมหาอำนาจสองคนหันมามอง งงเป็นไก่ตาแตกว่าหลังคาบ้านเจ้านี่มันลอยเด่นทะลุอวกาศขึ้นมาให้เห็นได้ยังไงกัน ฉับพลันก็มีภาพอินเสิร์ชบ้านหลังหนึ่งเข้ามาในเฟรม เป็นบ้านที่มุงด้วยกระเบื้องตราห้าห่วง สีน้ำเงินเจิดแจ่มแบบสีของดาวโลก พร้อมข้อความโฆษณาปิดท้ายที่หลายคนจำติดปากว่า


“สีสวยโดดเด่นเห็นแต่ไกล กระเบื้องสีตราห้าห่วง สวยสด ทนหายห่วง”


นั่นมันหลายปีมาแล้วที่กลุ่มมหพันธ์ เน้นทำโฆษณาเครื่องหมายการค้าตรา "ห้าห่วง" (Ha-Huang) ที่ประกอบไปด้วย กระเบื้องไฟเบอร์ซีเมนต์มุงหลังคา (Fibre-Cement Roof Tiles) กระเบื้องคอนกรีตมุงหลังคา (Concrete Roof Tile) และแผ่นหินประดิษฐ์ทดแทนหินทรายธรรมชาติ (Artificial  Sand Stone)


ปัจจุบันบริษัทมหพันธ์ไฟเบอร์ซีเมนต์(มหาชน) เป็นที่รู้จักมากกว่าภายใต้เครื่องหมายการค้าตรา "เฌอร่า" (Shera) ซึ่งเป็นไม้ฝาสังเคราะห์ (Synthetic Wood) และเวลาเป็นข่าว ก็มักจะถูกเรียกชื่อกลุ่มธุรกิจสั้นๆว่ากลุ่ม “เฌอร่า”


ปัจจุบันธุรกิจของมหพันธ์กรุ๊ปอยู่ในมือทายาทสามคนนี้ คือ องเอก เตชะมหพันธ์ องอาจ เตชะมหพันธ์ และ องอร เตชะมหพันธ์


เป็นครอบครัวที่ โลว์-โพรไฟล์ อย่างยิ่งในวงสังคม แม้ธุรกิจจะ ไฮ-โพรฟิต อย่างแรง และที่แรงกว่าทุกสิ่งก็คือการทำคุณงามคุณดีตอบแทนแผ่นดิน โดยเฉพาะการทำนุบำรุงพุทธศาสนา


 ฉะนั้นอย่าได้แปลกใจ ถ้าท่านจะไม่เคยได้ยินชื่อคนในครอบครัวนี้ปรากฏตามสื่อที่รายงานข่าวของเหล่า “เซเล็บฯ” กันอย่างเอาเป็นเอาตาย


....

 

 

 

ความเป็นมาของกาลานุกรมมีผู้เคยเล่าไว้ว่า เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๔ ในโอกาสที่พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) แห่งวัดญาณเวศกวัน จะตีพิมพ์หนังสือ "จาริกบุญ-จารึกธรรม" ท่านได้มองเห็นว่าหนังสือดังกล่าวมีเนื้อหามาก ทำให้เล่มหนาเกินไป จึงดำริที่จะจัดปรับและตัดบางส่วนลดขนาดลง พร้อมกับคิดว่าน่าจะจัดทำกาลานุกรม ลำดับเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา มาพิมพ์ไว้ต่อท้ายเป็นภาคผนวกของหนังสือจาริกบุญ-จารึกธรรม จะได้ช่วยให้ผู้อ่านได้ความรู้ความเข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น


ปรากฏว่าพอดำเนินการไปแล้ว กาลานุกรมนั้นกลับมีความยาวมาก ประกอบกับหนังสือ “จาริกบุญ-จารึกธรรม” แม้จะจัดปรับใหม่แล้วก็ยังหนาอยู่ ถ้าใส่กาลานุกรมต่อท้ายเข้าไปก็จะหนาเกินสมควรจนไม่น่าอ่าน


ในที่สุดจำเป็นต้องเลือกพิมพ์เฉพาะหนังสือจาริกบุญ-จารึกธรรม อย่างเดียว ส่วนกาลานุกรมที่เสร็จแล้ว ได้เก็บไว้เฉยๆ


กระทั่ง บริษัท มหพันธ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ จำกัด (มหาชน) ได้ให้ความสนใจที่จะจัดพิมพ์เพื่อเป็นธรรมทานแจกจ่ายเป็นความรู้ จึงได้มาขอความเห็นชอบและขอคำปรึกษาจากเจ้าประคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) ซึ่งท่านได้อนุโมทนาศรัทธา จนหนังสือกาลานุกรมได้เสร็จเรียบร้อย


 จัดพิมพ์ครั้งแรก วันวิสาขบูชา ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๒


 ...


“กาลานุกรม พระพุทธศาสนาในอารยธรรมโลก" (Chronology of Buddhism in World Civilization) เป็นหนังสือภาพที่เรียบเรียงเหตุการณ์ในพระพุทธศาสนาและเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องในชมพูทวีป ตั้งแต่ยุคก่อนพุทธกาลมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นเรื่องของเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ มีทั้งการสร้างสรรค์และการทำลาย โดยมีภาวะจิตใจและภูมิปัญญาของมนุษย์แฝงเร้นอยู่เบื้องหลัง


รวมความแล้วในด้านหนึ่งหนังสือนี้เป็นประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนา อีกด้านหนึ่งบอกเล่าอารยธรรมของมนุษยชาติควบคู่กันไป เป็นประโยชน์ทั้งในแง่ความรู้ บทเรียน และเครื่องปรุงของความคิดให้นำความรู้ไปใช้ในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะการนำอารยธรรมไปสร้างสันติสุขอันถาวร

 

หนึ่งในบทพิเศษท้ายเล่ม


ผู้ที่สนใจต้องการหนังสือ น่าจะติดต่อรับหนังสือได้ด้วยตัวเองที่วัดญาณเวศกวัน ถ้าหากยังโชคดีที่มีหนังสือเหลือแจกอยู่


แต่ถ้าไม่มีแล้วก็ให้เข้าไปดาวน์โหลดไฟล์เปนอีบุ๊คได้ที่ http://www.ebooks.in.th/ebook/1402/

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-06-28 13:14:54


ความเห็นที่ 5 (1497103)

พุทธ-มุสลิม-จีน ถกหนทางดับไฟใต้




มูลนิธิศักยภาพชุมชน หนึ่งในภาคประชาสังคมที่ตระหนักถึงปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มุ่งนำเสนอปัญหาในพื้นที่มาบอกกล่าวต่อสังคม โดยเฉพาะผ่านจากปากคำของตัวชาวบ้านเอง ล่าสุดร่วมกับเครือข่ายจังหวัดชายแดนภาคใต้จัดเวทีเสวนา เชิญชาวบ้าน ทั้งไทยพุทธ ไทยมุสลิมมลายู และไทยเชื้อสายจีน มาพูดคุย



ชาวบ้านบางคนเสนอวิธีการแก้ปัญหา อย่างที่ไม่ต้องใช้หลักวิชาการ แต่นำเสนอออกมาจากความจริงที่สัมผัสอยู่ทุกวี่วันในพื้นที่



นางสังวาลย์ เกื้อก่อยอด ชาวบ้าน อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี กล่าวผ่านเวทีเสวนาว่า ที่ผ่านมารัฐยังแก้ปัญหาไม่ถูก การส่งทหารไปอยู่ในพื้นที่ ยิ่งทำให้ชาวบ้านหวาดระแวงมากขึ้น จนหลายคนบอกว่า ยิ่งอยู่ใกล้ทหารยิ่งอันตราย



จึงอยากเสนอแนะว่า ให้รัฐแก้ปัญหาเรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่นจะดีกว่า เพราะเท่ากับประชาชนจะได้แก้ปัญหาในพื้นที่ด้วยความเข้าใจในประเพณีท้องถิ่น เนื่องจากมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งมากกว่าคนนอกพื้นที่ และที่สำคัญคือ รัฐต้องยกเลิกกฎหมายความมั่นคง กฎหมายพิเศษ เพื่อเปิดโอกาสให้การบริหารจัดการของชาวบ้านจะได้ง่ายขึ้น

เช่นเดียวกับ น.ส.ซูไบดะห์ ดอเลาะ ครูใหญ่โรงเรียนอิสลามบูรพา ต.กะลุวอเหนือ อ.เมือง จ.นราธิวาส โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม เคยถูกรัฐสั่งปิดไปเมื่อปีพ.ศ.2554 สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่จับกุมคนร้ายในการก่อความไม่สงบได้ภายในโรงเรียน

โดย น.ส.ซูไบดะห์ เล่าถึงเรื่องนี้ว่า โรงเรียนถูกสั่งปิด เพราะเจ้าหน้าที่สงสัยว่าที่โรงเรียนเป็นซ่องโจร และฝึกให้นักเรียนเป็นปฏิปักษ์กับรัฐไทย ทั้งที่ไม่มีหลักฐานบ่งบอกว่าเป็นซ่องโจร

'โรงเรียนเราสร้างคนให้เป็นคนดีเหมือนโรงเรียนอื่น เด็กที่มาเพื่อต้องการเอาความรู้ และครูทุกคนก็อยากให้ความรู้ ไม่ได้มาฝึกเพื่อเป็นโจร แต่สิ่งที่ได้รับทำให้เด็กๆ รู้สึกเศร้า'

'โดยเฉพาะเวลาที่ต้องผ่านด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ จะถูกถามว่าเรียนอยู่ที่ไหน พอบอกว่าโรงเรียนอิสลามบูรพา ก็จะถูกตรวจหมดเลย แม้แต่ในกางเกงชั้นใน นี่คือสิ่งที่เด็กๆ ได้รับ ทำให้เด็กรู้สึกขวัญเสีย และรู้สึกไม่ดีที่ถูกมองว่าเป็นโจร แต่ปัจจุบันโรงเรียนเราได้รับอนุญาตให้เปิดการเรียนการสอนได้อีกครั้งหนึ่งแล้วเราก็ดีใจ' ครูใหญ่โรงเรียนอิสลามบูรพา กล่าว

ขณะที่ นายไพศาล พรหมยงค์ ประธานคณะกรรมการอิสลาม จ.สมุทรปราการ และคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ร่วมสะท้อนอีกแง่มุมว่า ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะด้านภาษา วัฒนธรรม ประเพณี

ดังนั้น ความแตกต่างโดยสิ้นเชิงนี้ จึงเป็นข้ออ้างต่างๆ ได้มากมาย และปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องใหม่ เพียงแต่พวกเราให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์น้อยเกินไป เพราะความเป็นจริงพี่น้องชาวไทยพุทธ ไทยมลายู และชาวไทยเชื้อสายจีน ไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือการกระทำของภาครัฐตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่มีเรื่องอำนาจ และผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง

'วันนี้หากตัดเรื่องอำนาจ และผลประโยชน์ได้ เรานับหนึ่งกันได้เลย แต่หากยังมีอยู่ ไม่มีทางที่ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะแก้ได้ เพราะแต่ละคนจะยืนแต่ในมิติของตัวเอง ใครทำหน้าที่อะไรก็นำเสนอเฉพาะมุมของตัวเอง ทำให้ความจริงถูกเปิดเผยเพียงครึ่งเดียว'

'แต่ในหัวอกของคน 3 จังหวัด ในระดับกลางขึ้นไป คือเรื่องของประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องที่ต้องพูด เพราะเป็นเรื่องปกติ ยิ่งเราปิดเท่าไหร่ คนที่ไม่หวังดีก็ยิ่งเอาประวัติศาสตร์ไปบิดเบือนมากเท่านั้น จนเป็นเรื่องอื่นไปเลย'

 




กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าวอีกว่า ในที่สุดแล้วปัญหา 3 จังหวัด ต้องเริ่มต้นจากความจริงใจของภาครัฐ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้น เริ่มมาจากเรื่องของอดีตทั้งสิ้น แต่อดีตทั้งหมดยังไม่ถูกสะสาง ไม่เคยถูกหยิบยกมาพูดว่าความจริงคืออะไร



อย่างในหลักการอิสลาม คำขอโทษเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ทำผิดแล้วขอโทษต่อพระผู้เป็นเจ้าทุกอย่างก็จบ ดังตัวอย่างตอนที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี กล่าวขอโทษประชาชน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยตัวเอง จะเห็นว่าในช่วงนี้เหตุการณ์สงบมาก



แต่หลังจากนั้นไม่นาน เหตุการณ์ได้รุนแรงขึ้นอีก เพราะเป็นแค่คำขอโทษ ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น ทำให้ทุกอย่างย้อนกลับมาเหมือนเดิมอีก ดังนั้น เมื่อขอโทษแล้วต้องต่อเนื่องด้วยการปฏิบัติ ไม่ได้หมายความว่า การที่มีคนทำผิดในอดีตจะต้องมีคนชดใช้



นายไพศาลยังระบุด้วยว่า จากการสัมผัสกับชาวบ้าน พบว่าใน 3 จังหวัดยังมีความเชื่อในตัวผู้นำ ดังนั้น เราควรเข้าหาผู้นำโดยธรรม ชาติในพื้นที่ เพื่อเข้าถึงชาวบ้านได้ วันนี้ชาวบ้านใน 3 จังหวัด ไม่เป็นเพียงผู้ที่รับเคราะห์เท่านั้น เคราะห์ก็ตกไปถึงคนไทยทั้งประเทศด้วย และคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าบ่อนทำลายเศรษฐกิจ กระชากความมั่นคงของประเทศก็คือ ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

'เคยทราบหรือไม่ว่า ทหารที่อยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีจำนวนเท่ากับทหารที่อยู่ในฉนวนกาซ่า ตะวันออกกลาง ทหารเท่ากับระดับโลก และแม้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบรุนแรง จนคนในพื้นที่ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข แต่จากการเดินทางไปทั่วโลกกว่า 30 ประเทศ ผมก็ไม่เคยเห็นว่าประเทศไหนจะน่าอยู่สำหรับคนมุสลิมเท่ากับประเทศไทย โดยเฉพาะกฎหมายความอิสรเสรี ผมจึงมีคำถามอยู่ตลอดว่า แล้วปัญหาที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดขึ้นได้อย่างไร มันไม่ควรเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเลย' นายไพศาลกล่าว

นางชลิดา ทาเจริญศักดิ์ ผอ.มูลนิธิศักยภาพชุมชน กล่าวถึงข้อเสนอแนะที่ได้จากเวทีเสวนาว่า ขณะนี้ประชาชนเชื่อว่ามีขบวนการแบ่งแยกดินแดนอยู่ แต่เวลาปฏิบัติการกลับไม่รู้ว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นใครเป็นคนทำ จึงไม่รู้จะเจรจากับใคร หรือด้วยวิธีการแบบใด เพราะในมุมมองของประชาชนเชื่อว่า การเจรจาจะแก้ปัญหาภาพรวมได้ในระดับหนึ่ง

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะอื่นๆ เช่น การให้บทบาทชุมชน และผู้นำชุมชน ท้ายที่สุดแล้วชุมชนเป็นผู้อยู่กับปัญหา และต้องอยู่ต่อไป

ที่สำคัญคือ ให้ยกเลิกกฎหมายพิเศษ พร้อมทั้งให้ความยุติธรรมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ ควรสนับสนุนพัฒนา ให้ทุน ให้โอกาสทางการศึกษากับเยาวชนอย่างทั่วถึง และเคารพการศึกษาของโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม ว่าเป็นจิตวิญญาณของศาสนาอิสลาม ไม่ใช่สถานที่สร้างโจร หรือซ่องโจร

รวมไปถึง ขอให้ยุตินโยบายเหวี่ยงแหในการควบคุมบุคคล และหากมีการดำเนินคดี ควรต้องดำเนินคดีอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้บุคคลเหล่านี้ถูกควบคุมตัวในเรือนจำเป็นเวลานาน ควรสนับสนุนอาชีพให้แก่ผู้ที่ได้รับการประกันตัว และอยู่ในช่วงพิจารณาคดี

สิ่งสำคัญคือบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่ อย่างเช่น ส.ส. และส.ว. ยังลงพื้นที่รับฟังความเห็นชุมชนค่อนข้างน้อย ที่ผ่านมาเป็นการจัดในโรงแรม เพราะในบางพื้นที่ที่มูลนิธิศักยภาพชุมชนเข้าไปยังไม่เคยมีการจัดกิจกรรมอะไรเลย

ดังนั้น จึงอยากให้มีการพบปะ พูดคุยกันบ่อยๆ ระหว่างไทยพุทธ มลายูมุสลิม และชาวไทยเชื้อสายจีน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เป็นปัญหา

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-06-14 10:25:13


ความเห็นที่ 4 (1493920)

"วัดเชียงบาน" มีความสำคัญอย่างไร? ทำไม "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" ถึงไปที่นั่น!

วันที่ 03 มิถุนายน พ.ศ. 2555 เวลา 19:40:00 น.


น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่จ.พะเยาในวันที่ 3มิถุนายน เพื่อตรวจดูแหล่งเก็บน้ำกว๊านพะเยาที่จ.พะเยา โดยในจุดแรก นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานเปิดหอฉัน ภายในวัดเชียงบาน อ.เชียงคำ ก่อนลงพื้นที่กว๊านพะเยา ตรวจดูการบริหารการจัดการน้ำ ในการป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ภายในอนาคต

ทั้งนี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เวลา 13.00 น. ณ วัดเชียงบาน ตำบลเชียงบาน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา นายไมตรี อินทุสุต ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา และนายวิสุทธิ์ ไชยอรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ร่วมเป็นประธานในการประชุมเตรียมการต้อนรับน.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร ครั้งที่2จะเดินทางมาเป็นประธานทำบุญเปิดป้ายหอฉันวัดเชียงบาน โดยมีพระครูวิจิตริพัฒนโกศล เจ้าอาวาสวัดเชียงบานและรองเจ้าคณะอำเภอฯ  นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยาปลัดจังหวัดพะเยา นายอำเภอเชียงคำ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดพะเยา และหัวหน้าส่วนราชการ พร้อมทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน/ท้องถิ่น ประชาชนในชุมชน ร่วมประชุมเตรียมการ


โดยในการลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจของน.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อเป็นประธานเปิด "หอฉัน" ภายในวัดเชียงบาน อ.เชียงคำ โดยก่อนการเดินทางมีประชาชนชาวอ.เชียงคำ และอำเภอใกล้เคียง เดินทางมาให้การต้อนรับเป็นจำนวนมาก เพื่อให้กำลังนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้


ชาวบ้านระบุว่า ก่อนหน้านี้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้รับปากกับกลุ่มแม่บ้านว่า จะมาเป็นประธานเปิดให้ตั้งแต่ยังไม่ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะผูกพันกับชาวอ.เชียงคำ มานานแล้ว


สำหรับวัดเชียงบาน อ.เชียงคำ เป็นวัดที่สวยงาม โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมของชาวไทลื้อ ในช่วงเทศกาลวันสงกรานต์ของทุกๆ ปี จะมีประเพณีตานตุงของชาวไทลื้อที่สืบทอดกันมายาวนาน สวยงาม และเป็นที่ชื่นชอบของผู้พบเห็นและนักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนตำบลเชียง บาน อีกทั้ง ยังได้ถ่ายทำเป็นสารคดีเชิงท่องเที่ยวและวัฒนธรรม


สำหรับอ.เชียงคำ เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดพะเยา ตั้งอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำลาว แม่น้ำยวน และแม่น้ำแวน เป็นลุ่มน้ำย่อยของลุ่มแม่น้ำอิง ในอดีตเป็นแอ่งอารยธรรมของชุมชนที่มีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำ ความเป็นมาของอ.เชียงคำ ยังปรากฏในรูปแบบตำนาน 2 ตำนาน ในสมัยพุทธกาลที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าอีกด้วย

 


........................


"หอฉัน" หรือ โรงอาหาร คือห้องกินข้าวของคริสต์ศาสนสถาน โดยเฉพาะของสำนักสงฆ์, โรงเรียนประจำ หรือสถาบันการศึกษา สถานที่ที่มักจะใช้กันบ่อยในปัจจุบันคือในสถาบันฝึกนักบวช  "หอฉัน" มาจากภาษาอังกฤษว่า "Refectory" ที่แผลงมาจากภาษาละติน "reficere" ที่แปลว่าทำใหม่ ที่มาจากภาษาละตินตอนปลาย "refectorium" ที่แปลว่าสถานที่ที่บุคคลจะไปฟื้นตัว ส่วนการกินอาหารร่วมกันเป็นกิจการหนึ่งที่นักบวชมากระทำร่วมกันในสถานที่ เดียวกัน อาหารและวิธีกินก็ต่างกันไปแล้วแต่ลัทธิของสำนักสงฆ์ และขึ้นอยู่กับยุคสมัย

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-06-04 08:33:23


ความเห็นที่ 3 (1459636)

สุเหร่ามุสลิม วิถีไทยหลากหลาย

วิภาวี จุฬามณี



ในประชากรกว่า 65 ล้านคนของประเทศไทย มีผู้นับถือศาสนาอิสลามอยู่ด้วยราว 3 ล้านคน แต่ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งการันตีว่า สังคมไทย "รู้จัก" และ "เข้าใจ" วัฒนธรรมของชาวมุสลิมดีพอ

เพราะแม้กระทั่งเรื่องใกล้ตัวอย่าง "สุเหร่า" หรือ "มัสยิด" อันเป็นศาสนสถานสำคัญของชาวมุสลิม ก็มีคนจำนวนไม่น้อย ที่ไม่รู้ว่ามีความสำคัญและที่มาที่ไปอย่างไร

วงเสวนา สุเหร่ามุสลิม : ภาพสะท้อนบ้านแห่งหัวใจ "ไทย" จัดโดยสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อไม่กี่วันก่อน ช่วยให้เรารู้จัก "สุเหร่า" และเข้าใจ "วัฒนธรรม" ของชาวมุสลิมมากขึ้น ผ่านคำอธิบายของวิทยากรเชื้อสายไทยมุสลิม จากสาขาอาชีพต่างๆ ทั้งนักประวัติศาสตร์ นักรัฐศาสตร์ สถาปนิก และแพทย์ที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ดร.จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกริ่นข้อมูลพื้นฐานว่า คำว่า "สุเหร่า" มาจากภาษาเปอร์เซีย ใช้เรียกสถานที่แสดงความเคารพต่อพระเจ้า แต่ในภาษาอาหรับใช้คำว่า "มัสยิด" และเมื่อประโยชน์ใช้สอยสำคัญคือเป็นที่สำหรับพระเจ้า เรื่องความสะอาด บริสุทธิ์ จึงเป็นสิ่งสำคัญ

"ความสะอาด หมายถึงทางกายภาพ ส่วนความบริสุทธิ์ หมายถึงความดี ความมีจิตใจงดงาม ดังนั้น ในมัสยิดจะไม่มีสิ่งที่ไม่สะอาด ไม่บริสุทธิ์ ซึ่งตอบโจทย์ว่า ทำไมอิสลามไม่ชอบสุนัข ไม่ทานหมู เพราะสัตว์เหล่านี้อยู่กับดิน อยู่กับความสกปรก"

ดร.จุฬิศพงศ์ อธิบายต่อว่า ศาสนาอิสลามไม่มีสถาปัตยกรรมของตัวเองอย่างแท้จริง แต่เนื่องจากเป็นศาสนาที่เกิดขึ้นในอาหรับ มัสยิดในช่วงแรกจึงมีรูปโดมคล้ายกระโจมของชาวอาหรับ เมื่อเข้าไปในเปอร์เซียก็เปลี่ยนเป็นโดมรูปหัวหอม คล้ายวิหารบูชาไฟของเปอร์เซีย และเมื่อเข้าสู่ไบเซนไทน์ ก็รับโดมแบบฝาชีของไบเซนไทน์มา กระทั่งมาถึงประเทศไทย การสร้างโดมแบบหัวหอม อาจรองรับน้ำฝนไม่ได้ จึงกลายเป็นหลังคาทรงจั่ว

ดร.จุฬิศพงศ์ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ประเทศไทยรับวัฒนธรรมของชาวมุสลิมมาหลายอย่าง อาทิ เรือนปั้นหยา อาจรับมาจากมัสยิดของชาวอิหร่าน ที่มักสร้างหลังคาทรงปั้นหยา เพราะฝนตกชุก ส่วนที่วัดโพธิ์ปฐมาวาส จ.สงขลา ก็มีภาพจิตรกรรมฝาผนังพิธีในเดือนมูฮัรรอม ของมุสลิมนิกายชีอะต์ ปรากฏอยู่

นอกจากนี้ สินค้าหลายอย่าง ไทยก็รับมาจากโลกมุสลิม เช่น อาหาร ผ้า และน้ำกุหลาบ ซึ่งในอดีตนั้น หากจะเปลี่ยนโบสถ์ของศาสนาอื่นมาเป็นมัสยิด จะต้องเอาน้ำกุหลาบล้าง น้ำกุหลาบจึงเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์

ด้าน ดร.อาดิศร์ อิดรีส รักษมณี อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ให้ความรู้เพิ่มเติมว่า เอกสารและบันทึกโบราณพูดถึงศาสนสถานของชาวมุสลิมในชื่อที่แตกต่างกัน ทั้งมัสยิด สุเหร่า เสร่า บาแล กุฎี โรงสวดแขก และอิหม่ามบาราห์

แต่สิ่งที่มุสลิมทั่วโลกมองเหมือนกันคือ "มัสยิดคือบ้านของพระผู้เป็นเจ้า" เมื่อจะเข้าไปจึงต้องเปลี่ยนพฤติกรรมทันที ต้องอาบน้ำ แต่งกายเรียบร้อย และถ้าสังเกตจะเห็นว่า ภายในมัสยิดจะไม่มีรูปเคารพอะไรเลย เพราะเชื่อว่า ที่นี่อิสลามิกชนจะสามารถเข้าถึงพระเจ้าได้โดยตรง

ดร.อาดิศร์อธิบายว่า การแสดงออกถึงความเป็นบ้านของพระเจ้าที่สำคัญ คือผ่านทางสถาปัตยกรรม สังเกตได้ว่า "มัสยิดอัลนะบะวีย์" ในสมัยท่านศาสดา จะสร้างอย่างเรียบง่ายจากดินโคลน กิ่งไม้ ไม่ประดับประดาอะไรเลย แต่เน้นการใช้งาน สิ่งสำคัญอยู่ที่พื้นที่ที่มีเอกภาพ ทุกคนสามารถแสดงความเคารพพระเจ้าได้อย่างเท่าเทียม และมีความสะอาด

"มัสยิดกลางของแต่ละเมือง จะเอาเทคโนโลยีที่ดีที่สุดมาใช้ เพราะมุสลิมมองว่า การสร้างบ้านของพระเจ้าต้องทำให้ดีที่สุด สำหรับมัสยิดในประเทศไทย ในช่วงแรกนำเอารูปแบบของวัดและวังมาใช้ ซึ่งเป็นรูปแบบอาคารที่ดีที่สุดในสมัยนั้น"

"การสร้างมัสยิด สิ่งแรกที่ต้องตั้งใจไว้คือ เราจะสร้างบ้านของพระเจ้า สิ่งต่อมาคือ การวิเคราะห์ข้อมูลว่า ชุมชนนี้มีวิถีชีวิตความเชื่ออย่างไรบ้าง บางชุมชนเน้นอัตลักษณ์ของชนชาติมาก บางชุมชนเน้นการนำไปใช้ในสังคมยุคใหม่ได้ นอกจากนี้เรื่องตำแหน่งที่ตั้งก็ต้องพิจารณา"

ดร.อาดิศร์บอกอีกว่า ข้อห้ามของชาวมุสลิม จะเป็นข้อห้ามในการสร้างมัสยิดด้วย จะเห็นว่าในมัสยิดไม่มีรูปเคารพ และไม่มีรูปสิ่งมีชีวิตใดๆ เลย แต่จะใช้สัญลักษณ์อย่างอื่นแทน เช่น รูปทรงเรขาคณิต ลายพันธุ์พฤกษา หรือลายอักษรประดิษฐ์ ไม่ใช่เพื่อความสวยงามอย่างเดียว บางครั้งอาจเป็นพระนามของพระเจ้า พระนามของศาสดา หรือข้อความในพระคัมภีร์

นอกจากนี้ ยังมีลายกราฟิกอื่นๆ อีก แสดงให้เห็นว่า ข้อห้ามที่มีอยู่กลายเป็นแรงผลักดันให้ศิลปินหาทางแสดงออกในรูปแบบอื่นๆ

"มัสยิดไทยสมัยแรก มีสถาปัตยกรรมแบบไทยค่อนข้างมาก ลักษณะเหมือนเรือนไทย แต่อาจมีขนาดใหญ่กว่า เช่น มัสยิดต้นสน ซึ่งเป็นหลังแรกๆ ของกทม. เดิมเป็นเรือนเครื่องไม้ ก่อนเปลี่ยนเป็นตึกปูนในภายหลัง ส่วนที่บางกอกน้อยก็มี มัสยิดอันซอริซซุนนะห์ ลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นแบบไทยประยุกต์ แต่ก็พังไปในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2"

"ตั้งแต่รัชกาลที่ 4 มัสยิดไทยได้รับอิทธิพลจากต่างชาติ เนื่องจากมีพ่อค้าชาวอินเดีย ชวา เข้ามามาก มัสยิดหลายแห่งมีสถาปัตยกรรมแบบออตโตมันผสมอยู่ เนื่องจากอาณาจักรออตโตมันเป็นศูนย์กลางของศาสนาอิสามในขณะนั้น ต่อมา จอมพล ป.พิบูลสงคราม ต้องการสร้างวัฒนธรรมให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ทำให้คนมุสลิมหันกลับไปมองว่า แก่นแท้ของศาสนาอิสลามคืออะไร การศึกษาศาสนาอิสลามจึงเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และนำไปสู่รูปแบบมัสยิดในปัจจุบัน" อาจารย์สถาปัตย์ อธิบาย

ส่วนมุมมองด้านรัฐศาสตร์นั้น ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ให้ข้อมูลว่า ศาสนาอิสลามถือว่า ความสะอาดเป็นครึ่งหนึ่งของศรัทธา ก่อนละหมาดชาวมุสลิมต้องล้างมือ ล้างหน้า ล้างเท้า ชำระตัวเองให้สะอาดก่อน ดังนั้น เมื่อทหาร ตำรวจ ค้นบ้านชาวมุสลิมโดยเอาสุนัขเข้าไปด้วย ชาวมุสลิมจึงเดือดร้อนมาก เพราะต้องทำความสะอาดบ้านด้วยน้ำถึง 7 ครั้ง และครั้งหนึ่งนั้นต้องเป็นน้ำดิน

"ในมัสยิดมีการสั่งสอนตักเตือนกันในนั้น มัสยิดจึงมีหน้าที่ทั้งทางศาสนา และทางสังคมการเมือง ไม่เฉพาะเรื่องของธรรมะ แต่รวมทั้งปัญหาโลกและการเมืองท้องถิ่นด้วย ในเหตุวินาศกรรม 9/11 หลายประเทศจับตามอง และเป็นกังวลมากเวลาเห็นเด็กหนุ่มเดินออกมาจากมัสยิด แต่กลับไม่เป็นกังวลเลยเวลาเห็นเด็กเหล่านั้นเดินออกมาจากผับบาร์" ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สะท้อนภาพมัสยิดในสายตาสังคมตะวันตก

ส่วนความประทับใจเกี่ยวกับมัสยิดในเมืองไทยนั้น ศ.ดร.ชัยวัฒน์ เล่าว่า เคยไปมัสยิดแห่งหนึ่งย่านบางลำภู ทางเข้าเป็นตรอกเล็กมาก ภายในมีทั้งชุมชนมุสลิม และชุมชนชาวจีนอาศัยอยู่ วันหนึ่งมีชาวจีนแบกหม้อใส่ตือฮวน ซึ่งทำจากหมูผ่านตรอกที่มีร้านข้าว และมีชาวมุสลิมนั่งอยู่เต็ม

ทันทีที่เห็น แม่ค้าร้านข้าวก็ตะโกนว่า "หมูมาแล้วจ้าๆ" คนมุสลิมที่นั่งกินข้าวอยู่ก็ลุกให้คนขายตือฮวนเดินผ่านไป ขณะที่คนขายตือฮวนก็เดินตัวลีบ ระมัดระวังตัวเองอย่างเต็มที่ แต่ดูสีหน้าของคนมุสลิมที่นั่งกินข้าวอยู่ก่อนนั้น ไม่มีท่าทีโกรธเคือง หรือไม่พอใจคนขายตือฮวนเลย การอยู่ร่วมกันระหว่างวัฒนธรรมที่แตกต่างนี่เอง ที่ ศ.ดร.ชัยวัฒน์ มองว่าคือ "หัวใจ" ของความเป็นไทย

"มีแต่รัฐโง่ๆ ที่บีบบังคับให้ประชาชนต้องเลือกว่าจะภักดีกับใคร รัฐที่ฉลาดจะเปิดพื้นที่ให้ความหลากหลายดำรงอยู่ด้วยกัน รัฐต้องเข้าใจธรรมชาติของคนว่าเป็นอย่างไร ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าบังคับให้เขาต้องเลือก" ศ.ดร.ชัยวัฒน์แสดงความเห็นทิ้งท้าย เมื่อถามถึงนโยบายของรัฐ ที่พยายามกลืนวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ากับวัฒนธรรมหลัก

ด้าน พ.ญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ผอ.ศูนย์สุขภาพจิตที่ 15 แสดงความเห็นในฐานะผู้อยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม นโยบายรัฐนิยมนำไปสู่ความขัดแย้ง การบังคับให้มีวัฒนธรรมเดียวคือปัญหา ทั้งๆ ที่ การผสานระหว่างวัฒนธรรมไทยพุทธกับอิสลาม ถ้าไม่ขัดกับหลักศาสนาก็สามารถทำได้หมด

พร้อมยกตัวอย่างมัสยิดที่ จ.อุดรธานี ที่คนพุทธบอกว่า มีปัญหาเรื่องเสียงอาซาน (เสียงเรียกทำละหมาด) ตอนตี 5 ชาวบ้านทั้งไทยพุทธและมุสลิมจึงมาคุยกัน สุดท้ายได้ข้อสรุปให้หรี่เสียงอาซานตอนตี 5 ลง ส่วนเวลาอื่นให้ใช้เสียงปกติ สะท้อนว่าเมื่อได้เปิดใจคุยกัน ปัญหาก็ได้รับการแก้ไข

ก่อนที่ พ.ญ.เพชรดาว สรุปตรงๆ กระชับ ดังหัวเรื่องเสวนา สุเหร่ามุสลิม : ภาพสะท้อนบ้านแห่งหัวใจ "ไทย"

"หัวใจไทย คือการยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรม ความแตกต่างนั้นมีอยู่จริง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้มันเป็นกำแพง หรือเป็นสะพานเชื่อม ดังนั้น หัวใจไทยในความหมายของหมอคือ ความหลากหลาย แต่เราต้องการความเข้าใจที่จะอยู่ร่วมกันด้วย"

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-12-04 12:52:13


ความเห็นที่ 2 (1413337)

แผ่นดินไหว-รอยเลื่อน เงื่อนไขบูรณะโบราณสถาน

ณัฐพงษ์ บุณยพรหม



ประเทศไทยเป็นอีกประเทศที่เผชิญเหตุแผ่นดินไหวในปีนี้ ** ความเสียหายจากแผ่นดินไหวขนาด 5.6 ริกเตอร์ ที่ประเทศพม่า เมื่อวันที่ 24 มี.ค. นอกจากกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินแล้ว แรงสั่นสะเทือนยังเลื่อนลั่นไปถึง "โบราณสถานเก่าแก่" ให้ได้รับความ "เสียหาย" เช่นกัน โดยเฉพาะโบราณสถานในภาคเหนือ

ยอดเจดีย์เก่าแก่วัดพระธาตุเจดีย์หลวงที่ "หักโค่น" ลงมานั้นน่าตกใจไม่น้อย

จากเหตุการณ์นี้เองจึงมีภารกิจการบูรณะโบราณสถานตามมา

กรมศิลปากรในฐานะที่รับผิดชอบโดยตรง จะมีแผนระยะยาวป้องกันโบราณสถานล้ำค่าให้รอดพ้นจากภัยพิบัติธรรมชาติได้อย่างไร

นายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณสถานของไทย ให้มุมมองต่อเรื่องนี้ว่า โบราณสถานที่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว ประกอบด้วย

"วัดพระธาตุเจดีย์หลวง" ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลตำบลเวียงเชียงแสน สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.1887 เป็นเจดีย์ขนาดใหญ่ ฐานกว้าง 24 เมตร สูง 88 เมตร

ส่วนที่หักเป็นแกนเหล็กที่เสียบไว้ในส่วนยอดเหนือระฆังคว่ำลงมา ตัวยอดของเจดีย์ตกลงมากระทบกับเจดีย์บริวาร ซึ่งตั้งอยู่ตรงฐานด้านทิศตะวันออก ด้านหลังพระวิหาร ทำให้เจดีย์เล็กเสียหาย และยอดเจดีย์ที่ตกลงมาแตกละเอียด นอกจากนี้ส่วนระฆังคว่ำด้านบนบิดงอไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ตรงส่วนระฆังโดยเฉพาะส่วนกลางแตกร้าว และมีการแตกของอิฐจนเป็นโพรงใหญ่

"เจดีย์ประธานวัดปราสาทคุ้ม" (ร้าง) ตั้งอยู่หลังตลาดสดเชียงแสน บริเวณองค์ระฆังมีรอยร้าว อิฐยุบตัว รอยดังกล่าวเป็นรอยเดิมที่ร้าว และขยายตัวออกเนื่องจากแผ่นดินไหว ส่วนฐานเจดีย์มีรอยแตกตลอดความสูง

"เจดีย์วัดพระธาตุจอมกิตติ" บนยอดดอยจอมกิตติ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 19-20 แกนฉัตรชำรุด และเอนออกจากองค์ 15-20 องศา ส่วนองค์เรือนพระธาตุพบรอยร้าวเดิมขยายตัวกว้างมากขึ้น และเกิดรอยร้าวใหม่หลายแห่ง แผ่นทองจังโกบริเวณเรือนยอดบิดตัว และฉีกขาด ปล้องไฉนหักงอ

นายเอนกกล่าวว่า เบื้องต้นสำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ ดำเนินการซ่อมแซมด่วน โดยตั้งนั่งร้าน และค้ำยันเรือนพระธาตุเอียง และมีรอยแตกร้าวใหม่ เพื่อป้องกันการพังทลายอันเกิดจากอาฟเตอร์ช็อก โดยส่วนที่มีทองจังโกหุ้มจะเปิดออกเพื่อสำรวจความเสียหายภายใน และจะออกแบบบูรณะต่อไป

 


นอกจากนี้ยังมี "วัดพระธาตุภูเข้า" อายุราวพุทธศตวรรษที่ 19 เป็นมณฑปก่ออิฐอยู่บนเนินเขา มีรอยร้าว ผนังแยกออก โครง สร้างอันตราย

"เจดีย์วัดป่าสัก" (ร้าง) ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองเชียงแสนไปทางทิศตะวันตก ปลียอดยาวประมาณ 1 ศอก ตกลงมา ซึ่งเป็นส่วนที่ได้รับการบูรณะใหม่ เรือนยอดเอียงผิดปกติ มีรอยแตกร้าวขององค์บัลลังก์รอง รับระฆังหลายแห่ง พบรอยแตกร้าวเก่าขยายตัว และเกิดรอยร้าวใหม่หลายจุด

นายเอนกกล่าวว่า ทางกรมศิลปากรสำรวจเพื่อออกแบบเตรียมการ บูรณะให้มั่นคง โดยเจาะเย็บในส่วนที่แตกร้าวที่อยู่ภายในให้คงสภาพ ไม่พังทลายลงมา

สำหรับ วัดภูมินทร์ จ.น่าน พระอุโบสถจัตุรมุข ภาพจิตรกรรมฝาผนังมีรอยร้าว และ วัดพระเจ้าตนหลวง จ.พะเยา บริเวณพระกรด้านขวาของพระเจ้าตนหลวงมีรอยแตกร้าวประมาณ 60 เซนติเมตร

"ขณะนี้เจ้าหน้าที่ของสำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ รวมถึงองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น จัดทำเขตหวงห้ามพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้ามาเก็บรวบรวมชิ้นส่วนโบราณสถานที่หลุดร่อนลงมา สำหรับนำมาใช้เป็นหลักฐานในการบูรณะ"

การบูรณะในครั้งนี้ไม่เพียงต้องบูรณะซ่อมแซมส่วนที่ชำรุด ยังต้องทำ "เผื่อ" เกิดแผ่นดินไหวในครั้งหน้า

รองอธิบดีกรมศิลป์กล่าวด้วยความหนักใจว่า การบูรณะโบราณสถานแต่ละแห่งจะใช้งบประมาณแตกต่างกัน ปกติกรมศิลป์มีงบฯ ฉุกเฉินในการซ่อมแซมแค่ 4-5 ล้านบาท การประเมินค่าเสียหายในครั้งนี้จึงยังไม่ชัดเจน เพราะต้องออกแบบ และคำนวณ เพื่อรองรับการเกิดแผ่นดินไหวขึ้นอีก ซึ่งไม่เหมือนกับการบูรณะธรรมดา ถ้าเกิดขึ้นอีกรอบ แล้วบูรณะแบบเดิมก็จะพังอีก จึงยังสรุปตัวเลขไม่ได้

ที่ผ่านมาการบูรณะโบราณสถานไม่เคยคำนึงถึงการเกิดแผ่นดินไหว คำนึงแค่ให้มั่นคงแข็งแรง แต่ต่อไปนี้จะทำให้แข็งแรงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องทำให้มีแรงยืดหยุ่น เพื่อให้ลู่ลมไม่มีแรงต้าน เพราะหากแข็งแรงอย่างเดียวเมื่อเกิดแผ่นดินไหวเจดีย์อาจพังลงมาทั้งองค์ แต่ตอนนี้ยังเป็นเพียงทฤษฎีที่คิดไว้ ยังไม่สามารถออกแบบได้

อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องคำนึงถึง คือ "ระดับความรุนแรง" อย่างครั้งนี้ 5.6 ริกเตอร์

นายเอนกบอกว่า ขณะนี้วิศวกรจะรังวัดโบราณสถานที่ได้รับผลกระทบ ตั้งแต่ส่วนฐานถึงยอด และกำหนดจุดความเสียหาย ความกว้าง ความยาว ชนิดของวัสดุ เทคนิควิธีทำในสมัยโบราณ จากนั้นจะนำรูปแบบที่สำรวจและวิเคราะห์แล้วมาขึ้นรูปใหม่ เพื่อบูรณะตามเดิม นอกจากนี้วิศวกรจะคำนวณแรงที่ถูกกระทบจากแผ่นดินไหว เช่น ขนาด 5.6 ริกเตอร์ ถ้าจะไม่ให้เสียหายในความแรงขนาดนี้จะต้องเพิ่มปริมาณและวัสดุแบบใด หากจำเป็นก็ต้องใช้วัสดุที่มีคุณภาพสูง และเบา เหมือนเช่นประเทศญี่ปุ่นใช้ออกแบบอาคาร แต่คิดว่าขณะนี้ยังไม่จำเป็นต้องใช้วัสดุประเภทนั้น เพราะที่ผ่านมาส่วนฐานยังไม่ได้รับความเสียหาย มีเพียงแค่ยอดเท่านั้น

"เรายังไม่มีวิธีพิเศษในการบูรณะ แต่กำลังคิดกันว่าหากแข็งแรงไปก็ไม่ดี เพราะจะมีแรงปะทะ แต่หากปะทะแล้วมีแรงเบาที่ผ่อนให้แรงออกไปทางอื่นได้ ก็จะไม่เสียหาย คนสมัยโบราณเขาไม่ได้ใช้ซีเมนต์ เขาใช้ก่ออิฐ บางทีเป็นดินที่ทับกัน เวลาเปียกจะเป็นโคลนเหนียว แต่พอแห้งจะติดแน่นเหมือนกาว ตรงนี้ทำให้ผมสันนิษฐานว่ามันอาจจะเป็นส่วนหนึ่งหรือไม่ที่ไม่ปะทะกับแรงของแผ่นดินไหว หรือพายุ ในสมัยนั้น เพราะหากจะทำให้แข็งแรงก็น่าจะใช้เหล็กแทน มันอาจเป็นวิธีที่ช่วยให้ตัวโบราณสถานเสียหายน้อย เมื่อมีแรงจากภัยธรรมชาติมาปะทะก็ได้"

รองอธิบดีบอกอีกว่า วางแผนใช้เวลาในการบูรณะประมาณ 7-8 เดือน เพราะต้องอาศัยขั้นตอนในการทำงานทุกอย่าง และต้องคำนวณผลกระทบที่ได้รับว่าจุดไหนเสียหายมาก ต้องใช้จุดนั้นเป็นหลัก บุคลากรจะใช้วิศวกรของสำนักโบราณคดีเป็นหลัก นอกจากนั้นเป็นช่างโยธา และช่างศิลปกรรม ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของส่วนกลางทั้งหมด ทั้งนี้ บุคลากรที่ทำงานด้านนี้มีจำนวนจำกัด หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นอีกก็จะลำบาก

สําหรับโบราณสถานที่ "เสี่ยง" หากมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นอีกครั้งว่า ข้อมูลที่สำนักโบราณคดีสำรวจไว้ทั้ง 4 ภาค มีรอยเลื่อนที่ผ่านโบราณสถาน รัศมี 5 กิโลเมตร ทั้งหมด 44 แห่ง รัศมี 10 กิโลเมตร มีจำนวน 75 แห่ง รัศมี 20 กิโลเมตร มีจำนวน 178 แห่ง ทั่วประเทศมีประมาณ 200 แห่ง

ส่วนที่มีปัญหามากสุดคือที่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย เลย และพะเยา ที่ผ่านมากรมศิลป์ร่วมกับสถาบันในประเทศญี่ปุ่นสำรวจรอยเลื่อนดังกล่าว และศึกษาการแก้ไขปัญหาอุบัติภัย ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว พายุ และน้ำท่วม ที่จะเกิดกับโบราณสถาน อย่างกรณีน้ำท่วมเคยแก้ปัญหาที่วัดไชยวัฒนาราม จ.พระนครศรีอยุธยา ส่วนแผ่นดินไหวที่ดำเนินการแล้วคือที่พระธาตุดอย สุเทพ จ.เชียงใหม่ มีโครงการเพิ่มเสถียรภาพที่ราบเชิงเขา ป้องกันไม่ให้ดินสไลด์ตัว ขณะที่พระธาตุจอมกิตติ เคยได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวในปี 2549 ทางกรมศิลป์เข้าบูรณะ แต่แก้ไขมากไม่ได้ เพราะเราคาดการณ์ความแรงของแผ่นดินไหวไม่ได้

ในฐานะที่เรามีข้อมูลจากแผ่นดินไหว หรือว่ามีรอยเลื่อนที่ใด ช่วงไหนจะเกิด จึงน่าจะมีการศึกษารอยเลื่อน หรือพื้นที่เสี่ยงภัยเบื้องต้น เพื่อที่จะแก้ปัญหาถ้าเกิดเหตุการณ์ขึ้น เราจะคำนวณการออกแบบในการสร้างโบราณสถานได้ ยกตัวอย่างพระธาตุดอยสุเทพ ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาใหญ่ อีกฝั่งเป็นดินข้างในมีแกนภูเขา เมื่อมีฝนตกลงมาดินจะเริ่มไหลไปเรื่อยๆ จึงใช้คอนกรีตเสริมเหล็กป้องกันดินสไลด์ หากเรานำโครงการลักษณะนี้ไปปรับใช้ป้องกันโบราณสถานภาคเหนือแต่ละแห่งก็อาจป้องกันเรื่อง นี้ได้

"นี่คืองานใหญ่ของกรมศิลปากร เป็นแผนระยะยาวที่ต้องทำ เท่าที่ต้องตรวจสอบกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีรอยเลื่อนทั้งหมด 22 แห่ง ที่มีโบราณสถานสำคัญๆ ตั้งอยู่ นอกจากนี้ยังพบรอยเลื่อนนครนายก ที่เป็นรอยเลื่อนใหม่ กินพื้นที่ภาคกลางหลายจังหวัด มีโบราณสถานสำคัญๆ อยู่หลายแห่ง จึงจำเป็นต้องทำแผนระยะยาวครอบ คลุมทั้งประเทศ"

รองอธิบดีกรมศิลปากรกล่าวว่า ต่อไปอยากให้มีการจัดทำคู่มือป้องกันโบราณสถานกรณีเกิดภัยพิบัติ ให้เป็นเหมือน "คัมภีร์" ที่เตรียมการวางแผนบูรณะได้ง่าย เพราะที่ผ่านมาประ เทศไทยไม่มีเรื่องนี้ จึงต้องแก้ไขไปตามสถาน การณ์ มันเลยไม่ทัน อย่างที่ซ่อมพระธาตุจอมกิตติครั้งที่แล้ว ก็คิดว่าคงมีแค่นี้

"แต่หากเราทำวัดเจดีย์หลวง ทำที่อื่นๆ ในแบบเดียวกัน คงจะแก้ปัญหาได้มากกว่าเดิม"

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-04-20 12:23:09


ความเห็นที่ 1 (1391731)



วันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2553 เวลา 23:59:23 น.  มติชนออนไลน์


เปิดชื่อเพื่อนร่วมรุ่น"พระปราโมทย์"รัฐศาสตร์ จุฬาฯ รุ่น 24ล้วนคนดัง เกรียงกมล-อภัยชนม-ธีรพจน์

พระปราโมทย์  ปาโมชโช   กำลังถูกทดสอบครั้งสำคัญว่า จะเป็นของแท้ หรือ ของปลอม  ? ไม่น่าเชื่อว่า บรรดากลุ่มคนที่เรียกร้องให้ตรวจสอบพระปราโมทย์ ล้วนเป็น คนเคยรักเคยศรัทธา พระปราโมทย์ อย่างแรงกล้า   

ไม่ว่าจะเป็น น.ส.ฐิตินาถ ณ พัทลุง   ไฮโซ เจ้าของหนังสือ เข็มทิศชีวิต    รวมถึงศิษย์ที่รับใช้ใกล้ชิด 
   

ถามว่า ตอบจบของเรื่อง จะเป็นอย่างไร ? พระปราโมทย์ จะประสบชะตากรรมแบบ ยันตระ หรือไม่ ยังยากที่จะตอบได้ 
   

บางที อาจเป็น ละครเรื่องยาว   วนิดา จบไปแล้ว  คู่กรรม  กลับมาฉายอีกรอบ  เรื่องของพระปราโมทย์ อาจยังไปไม่ถึงไหน ? เพราะจะว่าไป  เรื่องที่นำมาแฉโพย พระปราโมทย์ ยังไม่มีหลักฐานเด็ด หรือ หมัดน็อก   !!!
   

คำถาม ถึงขบวนการไล่ล่า พระปราโทย์ ก็มีมากมาย   เช่นว่า แต่ละคนมีวาระซ่อนเร้นอะไร อยู่เบื้องหลังหรือไม่ ?
   

คุณฐิตินาถ เธอเอง ก็ไม่ธรรมดา   ขณะที่ พระปราโมทย์   ก่อนอุปสมบท ก็เป็น ยอดคนที่ทั้งเก่งและฉลาด
    

พื้นฐานการศึกษา สำเร็จปริญญาตรีและปริญาโท คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ  ใครหลายคนอาจไม่รู้ว่า  พระปราโมทย์ สมัยเป็นนิสิตจุฬาฯ เป็นรัฐศาสตร์ รุ่น 24  เข้าเรียนเมื่อปี 2514 เพื่อนร่วมรุ่นล้วนเป็นคนดัง ไม่ว่าจะเป็น  นายเกรียงกมล เลาหไพโรจน์   เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ปี 2518  หรือ นายอภัยชนม์ วัชรสินธุ์ ผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์   (ซีพี)
     

 เพื่อนร่วมรุ่น ของ พระปราโมทย์มีทั้งนักรัฐศาสตร์และนักกฎหมาย   ไม่ว่าจะเป็น     กฤต ไกรจิตติ  ,   กิตติ แก้วทับทิม , เกษม คมสัตย์ธรรม  ,ทินกร ตันติวนิช  ,ธนวัฒน์ เนติโพธิ์  ,ธนวิทย์ สิงหเสนี  , ธีรพจน์ จรูญศรี  ,  นวนิต สิงหเสนี     ,  นุชนารถ วะสีนนท์  ,  ปาริชาติ จันทรางศุ  ,  ไพบูลย์ จันทรางศุ  ,  มยุรี อนุมานราชธน  ,  รจนี  อาชวานันทกุล   ,  วันทนีย์ กัลยาณมิตร - บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด    วัส ติงสมิตร - ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง  ,  วิชช์    จีระแพทย์ สำนักอัยการสูงสุด   ,  วีระนารถ วีระไวทยะ  และ อุษา ตันติเวชกุล
     

 แน่นอนว่า คนหนุ่มสาว ในยุคนั้น ต้องผ่านทั้งเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516   และเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519   
     

"พระปราโมทย์" เองสมัยเป็นฆราวาส ก็ร่วมกิจกรรมกับขบวนการนิสิตนักศึกษา  ทั้งในฐานะผู้ประสานงานศูนย์นิสิต และการออกค่ายอาสาพัฒนาชนบท  การออกค่ายอาสาของ พระปราโมทย์ ในวัยหนุ่ม  ในภาคอีสาน นำไปสู่การศึกษาธรรมะจากวัดป่า ในเวลาต่อมา หลังสำเร็จเป็น รัฐศาสตร์บัณฑิต พระปราโมทย์ ทำงานด้านความมั่นคง กับ   กอ.รมน. ช่วงปี 2518-2521    จากนั้นได้เป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน สภาความมั่นคงแห่งชาติ (ปี 2521-2535) ก่อนจะย้ายไปเป็นผู้ชำนาญการ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ปี 2535-2544)     

 

 ปี 2544  หลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นำพรรคไทยรักไทย เข้าบริหารประเทศ ไม่นาน พระปราโมทย์ ก็ออกอุปสมบท       

 

ขณะที่"เกรียงกมล เลาหไพโรจน์" และพวกพ้องคนเดือนตุลา  กระโดดเข้าสู่การเมืองในระบอบทักษิณ อย่างเต็มตัว    ส่วน "อภัยชนม์ วัชรสินธุ์ " ก็กลายเป็นมือบริหารของเจ้าสัว ซีพี  ขณะที่" ธีรพจน์ จรูญศรี " แห่งจุลดิศ  ก็ผ่านความสำเร็จและล้มเหลว มาอย่างโชกโชน  เหล่านี้คือ ผองเพื่อนคนดังของ  พระปราโมทย์  ที่มักเรียกตัวเองว่า คนเดือนตุลา

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-09-24 06:07:24



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2010 All Rights Reserved.
Wachon Nim

สร้างลิงค์ของโปรไฟล์ในแบบที่เป็นตัวคุณเอง