ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > เที่ยว สิบสองปันนา+ลาว+พม่า+เว...

เที่ยว สิบสองปันนา+ลาว+พม่า+เวียดนาม




ผู้ตั้งกระทู้ Admin กระทู้ตั้งโดยเว็บมาสเตอร์ :: วันที่ลงประกาศ 2009-07-05 17:24:20


1

ความเห็นที่ 47 (2999202)

จาก“เชียงราย”สู่ “เชียงรุ่ง”...เมืองนกยูง อีนางตัวดีโชว์สะดือ/ปิ่น บุตรี

โดย ปิ่น บุตรี 3 เมษายน 2557 22:15 น.
 
 
 
 
 
       โดย : ปิ่น บุตรี(pinn109@hotmail.com)
จาก“เชียงราย”สู่ “เชียงรุ่ง”...เมืองนกยูง อีนางตัวดีโชว์สะดือ/ปิ่น บุตรี
แฟชั่นชุดชนเผ่าเอวลอยที่นิยมแสดงกันในโชว์ต่างๆที่เมืองเชียงรุ่ง
       11 ธ.ค. 2556 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4
       
       หลังจากนั้นนับแต่วันที่ 12 ธ.ค. 56 สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 4 ก็เปิดให้บริการเชื่อม 2 ฝั่งโขงไทย-ลาว ระหว่าง อ.เชียงของ จ.เชียงราย กับ เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว)
จาก“เชียงราย”สู่ “เชียงรุ่ง”...เมืองนกยูง อีนางตัวดีโชว์สะดือ/ปิ่น บุตรี
สะพานมิตรภาพไทย-ลาว 4 จากเชียงของสู่ห้วยทราย
       สะพานมิตรภาพไทย-ลาว 4 เป็นทั้งเส้นทางการค้า เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ที่นอกจากจะเป็นอีกหนึ่งประตูสู่อาเซียนรับ AEC ในปีหน้าแล้ว ยังเป็นเส้นทางที่เชื่อมไกลไปถึงประเทศจีน
       
       ด้วยเหตุนี้เมื่อเส้นทางเชื่อมประเทศทางภาคพื้นดินสะดวกสบายขึ้น ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ภูมิภาคภาคเหนือ จึงจัดกิจกรรม“คาราวานรถยนต์ท่องเที่ยวเปิดประตูสู่ AEC ไทย-ลาว-จีน” ขึ้น ระหว่างวันที่ 22-29 มี.ค. 57 ที่ผ่านมา ในระยะทางกว่า 1,500 กิโลเมตร พาสัมผัส 2 เมืองท่องเที่ยวสำคัญในต่างแดนคือ เมือง“เชียงรุ่ง” สิบสองปันนา ประเทศจีน และเมืองมรดกโลก “หลวงพะบาง”(หลวง พระบาง) แห่ง สปป.ลาว โดยตั้งต้นออกจากไทยที่เชียงราย ผ่านลาวสู่เมืองเชียงรุ่ง จีน จากนั้นย้อนกลับมาเข้าลาวเดินสู่เมืองหลวงพะบาง ก่อนกลับมาตุภูมิในเมืองไทยที่ จ.น่าน
       
       นางสุจิตรา จงชาณสิทโธ ผู้อำนวยการฝ่ายภูมิภาคภาค เหนือ และรักษาการผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานเชียงราย เปิดเผยว่า หลังการเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 ทำให้เส้นทาง R3A (กรุงเทพฯ-คุนหมิง) มีความสมบูรณ์ขึ้น เชื่อมเส้นทางเศรษฐกิจไทย-ลาว-จีน ส่งผลให้เชียงรายกลายเป็นฮับสู่อาเซียนที่สำคัญของภูมิภาค
จาก“เชียงราย”สู่ “เชียงรุ่ง”...เมืองนกยูง อีนางตัวดีโชว์สะดือ/ปิ่น บุตรี
ขบวนคาราวานไทย-ลาว-จีน ต้อนรับ AEC ที่จัดโดย ททท. กำลังเคลื่อนผ่านขุนเขาในสปป.ลาว
       1...
       
       การเที่ยวแบบทัวร์คาราวานที่ต่างคนต่างๆมา มันทำให้เราได้พบกับประสบการณ์แปลกใหม่ พบเพื่อนใหม่ๆ ซึ่งบางคนเพิ่งพบเจอกันเพียงไม่กี่วันแต่กลับดูเหมือนผูกพันสนิทสนมกันมายาว นาน นี่อาจเรียกว่าดวงสมพงษ์หรือฟ้าลิขิต
       
       นอกจากนี้ในบางทริปบางทีเราอาจจะได้พบกับ“มนุษย์แปลก” ที่แม้จะมีอยู่น้อยนิดในสังคม แต่เขาเหล่านี้ก็มักจะสร้างเรื่องพิกลมาเป็นสีสันประดับการเดินทางได้อยู่บ่อยครั้ง
จาก“เชียงราย”สู่ “เชียงรุ่ง”...เมืองนกยูง อีนางตัวดีโชว์สะดือ/ปิ่น บุตรี
ด่านตม.เชียงของ ก่อนข้ามแดนสู่สปป.ลาว
       สำหรับทัวร์คาราวาน AEC ในทริปนี้ มีสมาชิกมาร่วมผจญภัยกันกว่า 90 คน มีรถทั้งหมด 24 คัน จากฝั่งไทยพวกเราตั้งต้นกันที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ที่วันนี้หลังเปิดสะพานมิตรภาพฯ 4 บรรยากาศของเมืองดูคึกคักขึ้น แถมที่ทางก็มีราคาพุ่งพรวด มีการประกาศขายที่ให้เห็นกันอยู่ทั่วไป ขณะที่บรรดาสิ่งปลูกสร้าง อาคารร้านรวงก็ทยอยกันสร้างผุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง(รวมถึงในสปป.ลาวด้วย) นับเป็นความเจริญทางวัตถุที่เป็นรูปธรรมปรากฏชัดเจนรับ AEC ที่จะมาถึงในปี 58 นี้
       
       2...
       
       เดิมการจะนำรถข้ามจากเชียงของไปฝั่งลาว จะต้องอาศัยแพขนานยนต์หรือที่ชาวลาวเรียกว่า “บั๊ค”นำข้ามไป แต่เดี๋ยวนี้มีสะพานข้ามโขงการเดินทางข้ามประเทศจึงรวดเร็วสะดวกสบาย
จาก“เชียงราย”สู่ “เชียงรุ่ง”...เมืองนกยูง อีนางตัวดีโชว์สะดือ/ปิ่น บุตรี
ท้องทุ่งริมทางในเส้นทางห้วยทราย-หลวงน้ำทา
       เมื่อข้ามแดนสู่เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ภาพบรรยากาศเก่าๆมันผุดขึ้นมาในหัว ตอนนั้นย้อนไป 10 กว่าปีที่แล้ว ผมเคยมาสัมผัสกับเส้นทางสายนี้ในเส้นทาง เชียงราย-ลี่เจียง ถนนหนทางในลาวช่วงนั้นยังเป็นลูกรัง เป็นโคลนน้ำขัง ต้องใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อ ออกจากเชียงของแต่เช้าตรู่ไปถึงเมืองหลวงน้ำทาก็ดึกแล้ว
        
       แต่เดี๋ยวนี้ถนนหนทางในลาวทำดีรถวิ่งฉิว ออกจากเชียงรายสามารถมากินข้าวกลางวันที่หลวงน้ำทาได้สบายๆ โดยร้านอาหารที่เราไปกินนั้น เป็นร้านอาหารไทยบรรยากาศดีและมีสัญลักษณ์สื่อถึงความเป็นไทยนั่นก็คือ “หลักกิโล(เมตร)ใหญ่” ที่เดี๋ยวนี้นิยมไกลไปถึงต่างแดน
จาก“เชียงราย”สู่ “เชียงรุ่ง”...เมืองนกยูง อีนางตัวดีโชว์สะดือ/ปิ่น บุตรี
หลักกิโลใหญ่จากเมืองไทยไปเมืองลาว
       หลังกินข้าวกลางวันที่เมืองหลวงน้ำทา เราเดินทางไปยัง(สุด)ชายแดนลาว(เมืองบ่อเต็น)-จีน(เมืองบ่อหาน) เพื่อผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมือง ช่วงนี้ในลาวต้องเดินผ่านด่านที่นำสัญลักษณ์ของธาตุหลวง(เวียงจันทน์) มาทำเป็นซุ้มประตู ส่วนในจีนสร้างด้วยสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ เน้นอลังการ แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงไว้ซึ่งความเป็นจีน กับห้องน้ำกลิ่นสุดติ่งกระดิ่งแมว(กลิ่นสุดๆ : ภาษาวัยรุ่น)
       
       สำหรับกระบวนการผ่านแดนเข้าจีนอาจต้องใช้เวลาหน่อย ยิ่งสื่อสารกันคนละภาษาด้วย ยิ่งแล้วใหญ่ ต้องให้“น้องยิ้ม” ไกด์สาวชาวจีนมาคอยประสานให้ ก่อนจะเดินทางกันต่อสู่เมืองหล้า(เมืองล่า)ที่เป็นประตูสู่สิบสองปันนา เพื่อให้เหล่าพลขับไปอบรมเรื่องการขับขี่รถในประเทศจีน
จาก“เชียงราย”สู่ “เชียงรุ่ง”...เมืองนกยูง อีนางตัวดีโชว์สะดือ/ปิ่น บุตรี
รถไทยขับจากลาวผ่านด่านบ่อหานเข้าสู่เมืองจีน
       จากเมืองหล้าพวกเรามุ่งหน้าสู่เมืองเชียงรุ่ง ซึ่งเดิมถนนจากบ่อหานไปเมืองเชียงรุ่งนั้นคดเคี้ยวและแคบ แต่ปัจจุบันจีนทำเส้นทางใหม่เป็นทางด่วน มีการเจาะภูเขาเป็นอุโมงค์(จากบ่อหานถึงเชียงรุ่งมีอุโมงค์มากกว่า 20 อุโมงค์) สามารถย่นเวลาและระยะทางได้มากโข
       
       สมัยก่อนผมไปทัวร์คาราวานต้องใช้เวลาถึง 2 วันจึงเดินทางมาถึงเชียงรุ่ง แต่เดี๋ยวนี้เดินทางด้วยรถวันเดียวจากเชียงรายก็มาถึงเชียงรุ่งในช่วงเย็น หรือค่ำได้อย่างไม่ยากเย็น สามารถจัดทริปวันเดียว(วันแรก) กินข้าว 3 แผ่นดิน ไทย-ลาว-จีน ได้อย่างสบาย ซึ่งในทริปนี้คณะเราก็ทำอย่างนั้น คือกินข้าวเช้าที่เชียงราย(เชียงของ) ไปกินข้าวเที่ยงในลาวที่เมืองหลวงน้ำทา และกินข้าวค่ำกันที่เมืองจีน เมืองเชียงรุ่ง
จาก“เชียงราย”สู่ “เชียงรุ่ง”...เมืองนกยูง อีนางตัวดีโชว์สะดือ/ปิ่น บุตรี
จีนเจาะอุโมงค์ทำให้เส้นทางรถยนต์จากเชียงรายสู่เชียงรุ่งรวดเร็วขึ้น
       3...
       
       เมืองเชียงรุ่ง หรือที่ภาษาจีนเรียก“จิ่งหง”นั้น บ้านเราหลายๆคนนิยมเรียกกันว่าเมือง “เชียงรุ้ง” แต่หากยึดตามตำนานเมืองและคำเรียกขานของชาวเมืองจะเรียกเมืองนี้ว่า “เชียงรุ่ง”(สำเนียงชาวไทลื้อเรียกว่า“เจียงฮุ่ง” ซึ่งที่มาของชื่อเมืองนี้ผมจะกล่าวถึงในตอนต่อไป)
       
       เชียงรุ่งเป็นเมืองเอก(อำเภอเมือง) ของ“เขตปกครองตนเองชนชาติไท สิบสองปันนา”(จังหวัดสิบสองพันนา : มณฑลยูนนาน)
จาก“เชียงราย”สู่ “เชียงรุ่ง”...เมืองนกยูง อีนางตัวดีโชว์สะดือ/ปิ่น บุตรี
บรรยากาศตัวเมืองเชียงรุ่ง ณ ปัจจุบัน
       สิบสองปันนา(สิบสองพันนา) ถือเป็นเมืองไทลื้อเพราะมีชาวไทลื้ออาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นพลเมืองส่วนใหญ่ในสิบสองปันนา ซึ่งกลุ่มไกด์ของคณะเราคือ “น้องยิ้ม”, “น้องคำแก้ว” และ“น้องลูกตาล” ต่างก็เป็นสาวไทลื้อที่มาทำหน้าที่นำเที่ยวให้กับทัวร์ไทย(บางคนเคยมาเรียน ที่เมืองไทย) จนมีชื่อเรียกขานในภาษาไทยตามที่กล่าวมา
       
       สิบสองปันนา ปัจจุบันประกอบด้วย 3 เมือง(อำเภอ) คือ เมืองฮาย เมืองหล้า(หรือ“เมืองล่า”ตามคำสะกดในเมืองจีน) และเมืองเชียงรุ่งที่เป็นเมืองเอกหรืออำเภอเมือง
       
       เมื่อคณะคาราวานเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองเชียงรุ่ง ภาพบรรยากาศเก่าๆที่อุดมไปด้วยวิถีไทลื้อสุดคลาสสิกของเมืองนี้ลดน้อยหดหาย ลงไปมาก เนื่องจากบ้านเมืองเจริญขึ้นมาก ตึกรามบ้านเรือนสูงใหญ่เต็มไปหมด ซึ่งน้องยิ้มบอกว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เมืองเชียงรุ่งพัฒนาเติบโตอย่างรวดเร็วมาก งานนี้ใครที่อยากไปสัมผัสกับบรรยากาศย้อนยุคของบ้านเหนือบ้านเราคงต้องออก นอกเมือง ไปตามชนบทไกลๆโน่น
จาก“เชียงราย”สู่ “เชียงรุ่ง”...เมืองนกยูง อีนางตัวดีโชว์สะดือ/ปิ่น บุตรี
นกยูงสัตว์สัญลักษณ์เชียงรุ่ง มีให้ชมเป็นจำนวนมากที่สวนป่าดงดิบ
       ในตัวเมืองเชียงรุ่ง เราสามารถพบเห็นรูปปั้นช้างได้ทั่วไปตามวงเวียน ฟุตบาท เกาะกลาง เพราะคนเชียงรุ่งและสิบสองปันนา เขายกให้ช้างและนกยูงเป็นสัตว์ประจำเมือง โดยเปรียบช้างที่ดูแข็งแกร่งทรงพลังเป็นผู้ชายและนกยูงที่อ่อนช้อยสวยงามเป็นผู้หญิง ซึ่งเราสามารถเห็นสัญลักษณ์นกยูงในสิบสองปันนาได้ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นที่หน้าบันของวัด บ้าน ส่วนประดับอาคาร ของที่ระลึก เสื้อผ้า ฯลฯ
       
       นอกจากนี้ก็ยังมีนกยูงตัวเป็นๆให้ชมกันตามแหล่งท่องเที่ยว โดยเฉพาะที่“สวนป่าดงดิบ” เขามีนกยูงตัวเป็นนับร้อยให้ชม กับวิธีการเรียกนกยูงที่น่าทึ่งด้วยการเป่านกหวีดเรียก เมืองเห็นแล้วอดนึกถึงบ้านเราไม่ได้ เพราะเมื่อ ลุงกำนันเป่านกหวีดเรียกมวลมหาประชาชนได้ ฉันใดก็ฉันเพลงที่คนในสวนป่าสามารถเป่านกหวีดให้มวลมหานกยูงมาปรากฏตัวกัน พรึ่บดูน่าตื่นตาตื่นใจไม่น้อย
จาก“เชียงราย”สู่ “เชียงรุ่ง”...เมืองนกยูง อีนางตัวดีโชว์สะดือ/ปิ่น บุตรี
2 สาวชุดชนเผ่ากับการละเล่นจีนกระทบไม้ใน 2 ลีลา 2 อารมณ์
       4...
       
       ชาวไทลื้อที่เชียงรุ่ง มีถ้อยคำภาษาบางคำที่สามารถสื่อสารกับคนไทยเราได้ ยิ่งใครเป็นชาวไทลื้อในภาคเหนือก็จะคุยกับชาวไทลื้อที่เชียงรุ่งได้แบบรู้ ความ(ส่วนหนึ่ง)
       
       น้องยิ้มเล่าให้ผมฟังว่า ชาวไทลื้อที่นี่ยังพูดจากันแบบคำไทยในสมัยพ่อขุนรามอยู่เลย คือ พูดกู-มึง ฉะนั้นใครที่เห็นพวกเขาพูดกู-มึง ก็อย่าเข้าใจว่าหยาบคาย ส่วนเสน่ห์คำไทลื้อที่เป็นที่นิยมกันในหมู่คณะทัวร์ไทยมากก็คือ คำเรียก ผู้ชาย ผู้หญิง
จาก“เชียงราย”สู่ “เชียงรุ่ง”...เมืองนกยูง อีนางตัวดีโชว์สะดือ/ปิ่น บุตรี
อีนางตัวดีที่ร้านอาหารในเมืองเชียงรุ่ง
       พวกเขาจะเรียกผู้ชายว่า“อ้าย” เรียกผู้หญิงว่า“อี” ผู้ชายที่หล่อเรียกว่า “อ้ายบ่าวตัวดี” หรือ “ผู้บ่าวตัวดี” ผู้หญิงสวย สาวงามเรียกว่า “อีนางตัวดี” ส่วนผู้ชายสูงวัยเรียกว่า “อ้ายบ่าวตัวแก่” ผู้หญิงมีอายุเรียกว่า “อีนางตัวแก่” ทั้งหมดนี้เป็นคำในเชิงบวก ไม่ใช่คำหยาบคายแต่อย่างใด
       
       สำหรับในทริปนี้อีนางตัวดี(สาวงามไทลื้อ)ที่มาแสดงตามโชว์ต่างๆนั้น ไม่ว่าจะเป็น โชว์วัฒนธรรมพาราณสี(โชว์ดังประจำเมือง) โชว์ที่ร้านอาหาร สามารถดึงดูดอ้ายบ่าวได้เป็นอย่างดี เพราะพวกเธอนอกจากจะมีหน้าตาแฉล้มแช่มช้อยแล้ว หลายๆคนยังมาในชุดเสื้อ(ชนเผ่า)โชว์สะดือขาวเนียน อันถือเป็นชุดโชว์เอกลักษณ์ของพวกเธอ
       
       ผมไม่รู้ว่านี่เป็นแฟชั่นไทลื้อหรือเปล่า แต่ก็เห็นสาวชาวไทลื้ออีนางตัวดีที่เชียงรุ่งบางคนใส่เสื้อลอยเดินถนนอยู่ บ้างเหมือนกัน ขณะที่แฟชั่นเอวลอยในโชว์นั้นถือว่าสามารถสร้างสีสันให้กับโชว์ได้เป็นอย่าง ดี
       
       เพราะไม่ว่าคนไทยหรือคนจีน อ้ายบ่าวตัวแก่ของ 2 ประเทศนี้ดูจะชื่นชอบอีนางตัวดีใส่เสื้อเอวลอยโชว์สะดือกันเป็นพิเศษ...(อ่านเรื่องเที่ยวเมืองเชียงรุ่งต่อได้ในตอนหน้า)
       
       ****************************************
จาก“เชียงราย”สู่ “เชียงรุ่ง”...เมืองนกยูง อีนางตัวดีโชว์สะดือ/ปิ่น บุตรี
โชว์จากอีนางตัวดี กับแฟชั่นเอวลอย
       
       เส้นทางในสปป.ลาว จากห้วยทราย-หลวงน้ำทา-บ่อเต็น มีระยะทางกว่า 240 กม. เข้าจีนที่บ่อหาน จากบ่อหานสู่เชียงรุ่งใช้ระยะทางกว่า 180 กม.
       
       รถในจีน ลาว วิ่งเลนขวา การขับขี่ของคนไทยควรระมัดระวังเป็นพิเศษ
       
       ปัจจุบันมีรถโดยสาร บขส.เปิดให้บริการ ระหว่างประเทศในเส้นทางภาคเหนือ คือ เชียงราย-เชียงของ-บ่อแก้ว.เชียงราย-หลวงพะบาง,เชียงใหม่หลวงพะบาง
       
       ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลการข้ามแดน สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 ได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)สำนักงานเชียงราย โทร. 0-5371-7433 และ 0-5374-4674-5
       * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
       
       สามารถส่งข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว-อาหารมาได้ที่ กอง บก.ข่าวท่องเที่ยว แฟกซ์ 0-2629-4467 อีเมล์ travel_astvmgr@hotmail.com
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-04-06 21:55:44


ความเห็นที่ 46 (2990309)

ประเด็นร้อนอาเซียน ทดสอบบูรพาภิวัฒน์ปี 2557

ก้าวเข้า สู่ปีใหม่ 2557 พร้อมกับการนับถอยหลังสู่ประชาคมอาเซียนที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ แน่นอนว่าปีนี้ประเด็นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความร่วมมือในภูมิภาค อิทธิพลจาก 2 มหาอำนาจโลกทั้งจีน และอเมริกา ตลอดจนอุปสรรคทางการเมืองภายในของแต่ละประเทศสมาชิกย่อมร้อนแรงและเป็นที่ จับตามากเป็นพิเศษ 4 ผู้เชี่ยวชาญเอเชียตะวันออกให้สัมภาษณ์พิเศษ "ข่าวสด" ดังนี้
 
ผศ.ดร.กิตติ ประเสริฐสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวว่า แรกสุดคงต้องกล่าวถึงพม่าซึ่งจะขึ้นรับตำแหน่งประธานอาเซียน รวมทั้งเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอดอาเซียน โดยพม่าแสดงออกชัดเจนว่าเตรียมตัวอย่างเต็มที่ทั้งปฏิรูปเศรษฐกิจ และการเมือง จนทำให้สถานการณ์ในประเทศดีขึ้น และไม่ถูกโลกตะวันตกคว่ำบาตรอย่างแต่ก่อน
 
ผศ.ดร.ศานติ ภักดีคำ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมกัมพูชา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒกล่าวว่า ตั้งแต่ปีที่แล้วมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองเกิดขึ้นหลายอย่าง สะท้อนความตื่นตัวของประชาชนที่เข้ามามีส่วนร่วมกับการเมืองมากขึ้น
 
"การ ที่มีเหตุการณ์ประท้วงในหลายประเทศชี้ว่าคนรุ่นใหม่ๆ มีความรู้สึกต่อนโยบายภาครัฐ และพยายามจะเข้ามาร่วมเปลี่ยนแปลง อย่างกรณีกัมพูชา ฝ่ายค้านของนายสม รังสีได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากขึ้น สะท้อนถึงความก้าวหน้าของประชาธิปไตย และแสดงให้เห็นถึงการเสื่อมความนิยมของนายกรัฐมนตรีฮุนเซน" ผศ.ดร.ศานติกล่าว
 
ส่วนกรณีความขัดแย้งระหว่าง ประเทศสมาชิก เช่น เรื่องปราสาทพระวิหาร คำตัดสินที่ออกมา ผศ.ดร.กิตติมองว่า เป็นผลดีต่อทั้งไทย และกัมพูชา เนื่องจากศาลแนะให้ทั้ง 2 ประเทศเจรจาหาความร่วมมือร่วมกัน ซึ่งตนไม่คิดว่าจะมีใครดึงประเด็นนี้ไปโยงกับการเมืองภายในของตัวเอง
 
อย่าง ไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวถือเป็นความล้มเหลวของอาเซียนในการแก้ปัญหาข้อพิพาทใน ภูมิภาค เพราะหลังจากที่กัมพูชาร้องเรียนไปยังอาเซียนและอาเซียนแก้ปัญหาไม่ได้ (ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการตั้งอินโดนีเซียในฐานะคนกลาง ไกล่เกลี่ยไม่ได้รับการยอมรับจากไทย ขณะเดียวกันอาเซียนก็ล้มเหลวที่จะทำให้ทั้ง 2 ประเทศเลี่ยงการปะทะด้วยกำลังกัน) ทำให้กัมพูชาต้องไปร้องเรียนกับศาลโลกจนได้รับคำตัดสินดังกล่าว
 
 
ด้าน ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแนะว่า ปีนี้อาเซียนต้องพูดถึง เรื่องกลไกการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศให้มากขึ้น ไม่ว่ากรณีทะเลจีนใต้ หรือกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร ล้วนพิสูจน์แล้วว่ากลไกการจัดการความขัดแย้งของอาเซียนตรงนี้ ยังไม่มีประสิทธิภาพพอ
 
ในด้านอิทธิพลจากภายนอก อ.กิตติกล่าวว่า ทั้งจีนและสหรัฐจะยังแข่งขันกันผ่านกลไกต่างๆ ต่อไป เช่นการทหารผ่านทางการซ้อมรบ ทางสังคมและวัฒนธรรมผ่านทางการให้ทุนการศึกษาและการอบรม โดยดูแล้วจีนเสนอให้ความช่วยเหลือกับอาเซียนมากกว่าสหรัฐ 
 
ที่ เห็นเด่นชัดคือเรื่องการเจรจาเขตการค้าเสรี ทั้งความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (TPP หรือ Trans-Pacific Partnership) ของสหรัฐที่มีสมาชิกอาเซียนได้แก่ สิงคโปร์ บรูไน(สมาชิก) เวียดนาม มาเลเซีย(กำลังเจรจา) ไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย (แสดงความสนใจ) อยู่ในสถานะกำลังเจรจาผลักดัน แต่โอกาสสำเร็จไม่มาก ขณะที่จีนเข้ามาทางอาเซียน +3
 
ดร.ปิติกล่าวว่า ตอนนี้ทุกฝ่ายต่างง้ออาเซียนเพราะมีสิ่งที่เรียกว่า "บูรพาภิวัฒน์" ซึ่งกลุ่มประเทศสมาชิกกลายเป็นโรงงานของโลก อาเซียนต้องรู้จักสร้างความสมดุลของผลประโยชน์แต่ละประเทศให้ดี
 
ส่วน ข้อพิพาทระหว่างสมาชิกอาเซียนกับจีนในประเด็นแย่งกรรมสิทธิ์เขตแดนในทะเลจีน ใต้ ผศ.ดร.ศานติกล่าวว่า ปัญหานี้มีเรื่องของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเข้ามาทับซ้อน 
 
"จีน อาจใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจเข้ามาแทรกแซงอาเซียนเช่นที่เคยทำในสมัยที่ กัมพูชาเป็นประธานอาเซียน น่าจับตามองว่าจีนจะสร้างความร่วมมือกับพม่าอย่างไรในฐานะที่พม่าเป็นประธาน อาเซียนปีนี้ทั้งภายใน เช่นโครงการความร่วมมือในเรื่องท่าเรือน้ำลึกทวาย และการแก้ปัญหาข้อพิพาทระดับภูมิภาค" ผศ.ดร.ศานติกล่าว
 
ณะ ที่ รศ.สีดา สอนศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แนะว่า อาเซียนต้องจัดเวทีคุยกันทั้งในระดับพหุภาคีและทวิภาคี ที่สำคัญคือการเจรจาประนีประนอมกับจีน เนื่องจากจีนค่อนข้างมีอิทธิพลมากในภูมิภาค แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับระดับคู่ความสัมพันธ์ของแต่ละประเทศอยู่ดี 
 
เมื่อ ถามถึงความพร้อมในการเข้าสู่อาเซียน และการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ผศ.ดร.ศานติกล่าวว่า หลายประเทศกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยในกัมพูชามีการเปิดกว้างในการเรียนภาษาอังกฤษและภาษาในภูมิภาค เพื่อเตรียมรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน แต่เชื่อว่าเมื่อเข้าสู่การเป็นประชาคมแล้ว ภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดน่าจะเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ในระดับประชาชนทั่วไปยังไม่น่าจะมีความเปลี่ยนแปลงมากนัก
 
ผศ.ดร.กิตติกล่าว ว่า ความจริงแล้วการเปิดเสรีทางด้านเศรษฐกิจนั้นเริ่มมาตั้งแต่มีการจัดตั้งเขต การค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area-FTA เอฟทีเอ) และการเคลื่อนไหวของเงินทุน แรงงานและทรัพยากรนั้นเป็นไปตามกลไกตลาดอยู่แล้ว เมื่อเข้าสู่อาเซียน เชื่อว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่
 
"เออีซี เหมือนเป็นมายาคติ หรือวาทกรรมมากกว่า ถามว่าจะเกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานจริงหรือไม่ ตอนนี้แรงงานพม่าก็มีอยู่ในไทยเกือบ 2 ล้านแล้ว อาเซียนก็คงไม่ต่างจากเดิม กรณีนักท่องเที่ยวจากในภูมิภาคก็คงไม่เพิ่ม เพราะภูมิภาคเรายังจนอยู่ ยังไม่มีกำลังซื้อเท่านักท่องเที่ยวจากจีน รัสเซีย และยุโรป" ผศ.ดร.กิตติกล่าว
 
ขณะที่ ดร.ปิติเสนอแนะว่า ชาติสมาชิกอาเซียนต้องเริ่มคิดแล้วว่าจะทำอย่างไรจึงจะสร้างสมดุลระหว่างเสา เศรษฐกิจ เสาสังคม-วัฒนธรรรม และเสาการเมืองความมั่นคงได้ เพราะที่ผ่านมาทุกคนไปให้ความสำคัญกับ เสาเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวจนลืมอีกสองเสาที่สำคัญพอกัน
 
"ยก ตัวอย่างด้านสิทธิมนุษยชน อาเซียนมีกลไกไม่แข็งแรงพอ เพราะใช้ระบบ intergo vernmental method การจะตกลงอะไรต้องพึ่งฉันทามติ เลยทำให้เรื่องกฎบัตรสิทธิมนุษยชนต่างๆ ถูกลดทอนคุณค่าลงเพื่อให้ทุกประเทศตกลงร่วมกันได้ แต่อนาคตเชื่อว่าคงจะปรับปรุงมากขึ้นเพราะถ้าคนมีรายได้มากขึ้นในระดับหนึ่ง จะทำให้เริ่มห่วงสิทธิต่างๆ" ดร.ปิติกล่าว 
 
ด้าน ผศ.ดร.ศานติเห็นพ้องว่า อาเซียนไม่ควรเน้นพัฒนาเสาหลักทางด้านเศรษฐกิจมากเกินไป แต่ควรที่จะต้องเน้นพัฒนาเสาหลักอื่นด้วย เพราะภูมิภาคนี้มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมสูงมาก และยังมีความรู้สึกเป็นรัฐชาติ แนวคิดเรื่องชาตินิยม-พรมแดนที่อาจบั่นทอนความสัมพันธ์ ชาติอาเซียนจะต้องอาศัยการเรียนรู้กันและกันให้มากขึ้น
 
สําหรับ ไทย อุปสรรคใหญ่ที่เป็นตัวขวางกั้นการพัฒนาประเทศเข้าสู่อาเซียน รศ.สีดามองว่า หากไทยยังประสบกับวิกฤตทางการเมือง และยังแก้ไขปัญหาไม่ได้ หรือแม้กระทั่งแก้ไปแล้ว (ภายหลังการเลือกตั้ง)
 
นอก จากจะกระทบกับการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ อย่างเช่น บทบาทในกลุ่มโครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาค ลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) แล้ว ก็ยังส่งผลกระทบระยะยาวเนื่องจากภาพลักษณ์ปัญหาภายในไปลดทอนบทบาทของไทยใน เวทีอาเซียน
 
อีกทั้งในขณะนี้มีสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ (ที่แม้เพิ่งจะประสบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติไปแต่กลับฟื้นตัวได้รวดเร็ว) ที่ขึ้นมามีบทบาทการพัฒนาประเทศไปสู่อาเซียน
 
ทุก ประเทศที่กล่าวมา ได้เปรียบทางภาษาอังกฤษ ทั้งยังมีผู้นำที่มี นโยบายและวิสัยทัศน์ที่ยาวไกล วางแผนโครงการด้านการพัฒนาประเทศไปถึงปี 2563 รวมทั้งความมุ่งมั่นในการพยายามแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศ
 
"ส่วน ตัวไม่อยากให้การเมืองมาชี้นำนโยบายการบริหารประเทศ แม้จะเปลี่ยนผู้นำไปแต่นโยบายที่เป็นประโยชน์ควรจะต้องได้รับการสานต่อ ไม่ว่าจะมาจากรัฐบาลใด และสิ่งสำคัญที่จะทำให้ประเทศพัฒนาต่อไปได้ คือ วิสัยทัศน์ของผู้นำ รวมถึงความเชื่อมั่นของประชาชนในตัวผู้นำ" รศ.สีดากล่าว
 

 
 
 
 
 
 
  • ภาพ : พม่าปล่อยนักโทษการเมืองเพื่อรองรับการขึ้นตำแหน่งประธานอาเซียน
 
 
 
 
  • ภาพ : กองทัพสหรัฐร่วมซ้อมรบทางทะเลกับกองทัพฟิลิปปินส์
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-01-05 07:55:40


ความเห็นที่ 45 (2990161)

ปี 2556 มีนักท่องเที่ยวไปเยือนลาว1.4ล้านคน

วันที่ 02 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 22:12:09 น.

 

 

 

 

 

  สำนักข่าวซินหัวรายงานเมื่อวันที่ 2 มกราคมว่า กระทรวงข่าวสาร วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวสปป.ลาวระบุว่าในปี 2556 มีนักท่องเที่ยวเดินทางมายังลาวถึงกว่า 1.4 ล้านคน สำหรับประเทศที่มีประชากรราว 7 ล้านคน นักท่องเที่ยวต่างชาติที่หลั่งไหลเข้ามานับล้านหมายถึงการเติบโตทางธุรกิจ ที่น่าพอใจ ปัจจุบันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในลาวถือเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตมากที่สุดเป็น ลำดับ 2 เป็นรองเพียงอุตสาหกรรมเกษตรซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมรากฐานของประเทศเท่านั้น


จำนวนนักท่องเที่ยวในปีนี้ถือว่าลดลง เพราะในปี 2554 มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปลาวถึง 2.72 ล้านคน และในปี 2555 จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็น 3.33 ล้านคน อย่างไรก็ดีลาวยังได้รับรางวัลในฐานะจุดหมายของนักท่องเที่ยวที่ดีที่สุดใน ปี 2556 จากคณะมนตรีสหภาพยุโรปว่าด้วยการท่องเที่ยวและการค้า และผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของลาวยังเชื่อมั่นว่าจำนวนนักท่อง เที่ยวที่เดินทางมาเยือนจะเพิ่มขึ้นราว 20-30% ในปีนี้ประเมินจากการจองโรงแรมในช่วงปีใหม่ที่เต็มทั้งหมดในแหล่งท่องเที่ยว สำคัญ อาทิ วังเวียง และหลวงพระบาง

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-01-03 07:35:42


ความเห็นที่ 44 (2988591)

สำรวจ "ศูนย์การค้าอินโดจีน" ประตูการค้าดาวรุ่งแห่งใหม่รับอาเซียน

Prev
1 of 1
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 10 ธ.ค. 2556 เวลา 12:00:40 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งสินค้ามือสอง หลากหลายชนิดทั้งจากผู้ค้ารายใหญ่และรายย่อยในตลาดโรงเกลือ จังหวัดสระแก้ว ทำรายได้จากการส่งออกให้ด่านศุลกากรอรัญประเทศปีละจำนวนมหาศาล และยังมีทิศทางการเติบโตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15-20%

 

ด่านศุลกากรอรัญประเทศรายงานว่า ปี 2555 มูลค่าส่งออกสินค้ามียอดพุ่งสูงถึง 51,127 ล้านบาท สูงขึ้นจากปีที่แล้วที่มีมูลค่า 41,611 ล้านบาท

ทั้งนี้ สินค้าส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ เครื่องยนต์รถจักรยานยนต์ มูลค่า 2,609.8 ล้านบาท อะไหล่รถจักรยานยนต์ มูลค่า 2,529.5 ล้านบาท รถยนต์ มูลค่า 1,730.2 ล้านบาท อาหารสัตว์ มูลค่า 1,586.3 ล้านบาท และรถไถนา มูลค่า 1,508.9 ล้านบาท

 


ลำดับถัดมา ประกอบด้วย น้ำมันปาล์ม มูลค่าส่งออก 1,473.3 ล้านบาท เบียร์ มูลค่า 1,423.1 ล้านบาท ปูนซีเมนต์ มูลค่า 1,316.8 ล้านบาท เครื่องเกี่ยวนวดข้าว 1,268.9 ล้านบาท ไอโซแทงก์ 1,138.8 ล้านบาท

แต่ที่น่าสนใจคือ หมวดสินค้าอื่น ๆ มีมูลค่าส่งออกมากถึง 34,540.8 ล้านบาท

ล่าสุดพื้นที่ฝั่งตรงข้ามตลาดโรงเกลือ มีศูนย์การค้าใหม่ถอดด้ามชื่อ "ศูนย์การค้าอินโดจีน" ลงทุนโดย บริษัท ศูนย์การค้าอินโดจีน (อรัญประเทศ) จำกัด จำหน่ายสินค้าปลีก-ส่ง บนเนื้อที่กว่า 2,000 ไร่ รองรับตลาดอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในปี 2558

จากการสำรวจพบว่า แม้ศูนย์การค้าอินโดจีนจะยังเปิดได้ไม่ถึง 3 เดือน แต่ปัจจุบันมีร้านค้ามากกว่า 100 ร้านค้า มีสินค้าหลากหลายมาจากตลาดจตุจักร สำเพ็ง คลองถม รวมทั้งสินค้าจากต่างประเทศ เช่น จีน มารวมไว้ที่นี่อย่างครบครัน

อย่างไรก็ตาม เนื้อที่หลักสำหรับเลือกซื้อสินค้าจริงมีประมาณ 100 ไร่ โดยออกแบบตลาดเป็นโดมขนาดใหญ่ 12 โดม โดมละประมาณ 100 ล็อก รวมทั้งสิ้นราว 1,200 ล็อก

นอกจากนี้ยังมีเนื้อที่จอดรถได้มากกว่า 1,000 คัน รวมทั้งสร้างอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น เพื่อรองรับการขนถ่ายสินค้าทั้งในปัจจุบันและอนาคต
หากเปรียบเทียบกับตลาดโรงเกลือ ถือว่าเป็นรูปแบบตลาดค้าปลีก-ส่งที่ไม่แตกต่างกัน ขายของประเภทเดียวกัน แต่ที่ศูนย์การค้าอินโดจีนเหนือกว่าคือความสะอาด และการจัดระเบียบได้ดีกว่า แถมยังมีโซนโอเพ่นแอร์ และแอร์คอนดิชั่น เป็นออปชั่นให้ลูกค้าและนักท่องเที่ยวได้เลือกสรรตามใจชอบ

"ภัครธรณ์ เทียนไชย" ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว เปิดเผยว่า ตลาดอินโดจีนจะเป็นประตูสู่อาเซียน สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้การท่องเที่ยวจังหวัดสระแก้ว ขณะเดียวกันได้เตรียมปรับปรุงตลาดโรงเกลือให้เป็นศูนย์การค้าที่ทันสมัย สะอาด และครบวงจรเช่นเดียวกัน เพราะในอนาคตบริเวณตลาดชายแดนอรัญฯจะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งการค้าการลงทุนที่มีมาตรฐานสูง

"ผมจะทำยุทธศาสตร์จังหวัดให้สอดคล้องด้วยการส่งเสริมตลาดการค้าชายแดนอรัญประเทศให้เป็นฐานการค้าเศรษฐกิจที่มีความทันสมัย มีสิ่งอำนวยความสะดวก มีความปลอดภัย โดยจะเชิญผู้ประกอบการ รวมทั้งภาครัฐและท้องถิ่นมาหารือร่วมกันว่าในอนาคตจะสร้างสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ให้เป็นที่ดึงดูดของนักลงทุน"

"โดยเฉพาะการพัฒนาตลาดโรงเกลือให้เป็นตลาดที่มีมาตรฐานสูง การวางระบบสาธารณูปโภคให้มีมาตรฐาน ทำโครงสร้างป้องกันปัญหาน้ำท่วม ปรับพื้นที่ใหม่ให้ดูสวยงาม ไม่มีทรรศนะอุจาด และติดกล้องวงจรปิด ซึ่งตลาดอินโดจีนบริเวณพื้นที่ตลาดโรงเกลือทำให้เห็นแล้วว่าเป็นตลาดที่มีมาตรฐานสูง จึงสามารถเป็นต้นแบบในการปรับปรุงขยายตลาดโรงเกลือได้" ผู้ว่าฯสระแก้วกล่าว

ด้าน "ภักดี ดุลยพิจารณ์" ผู้อำนวยการส่วนบริการศุลกากร ด่านศุลกากรอรัญประเทศ บอกว่า จังหวัดได้กำหนดให้พื้นที่บริเวณจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก และบริเวณตลาดโรงเกลือ เป็นศูนย์กลางธุรกิจการค้าชายแดน และเป็นประตูเชื่อมโยงการค้าและการท่องเที่ยว ชายแดนระดับนานาชาติ โดยจะส่งเสริมและพัฒนาตลาดโรงเกลือเป็นตลาดการค้าชายแดนชั้นนำระดับประเทศ

รวมทั้งเตรียมพัฒนาพื้นที่ตำบลป่าไร่ให้เป็นพื้นที่รองรับอุตสาหกรรมขนาดย่อม ธุรกิจพาณิชยกรรมที่ต่อเนื่องจากตลาดโรงเกลือ เช่น กิจการอุตสาหกรรมเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม และการทำความสะอาดสินค้ามือสอง หรืออุตสาหกรรมต่อเนื่องจากสินค้ามือสอง

นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนาโครงข่ายถนนเลี่ยงเมืองทางตอนเหนือ-ใต้ ของเมืองอรัญประเทศกับพื้นที่ป่าไร่ และบริเวณบ้านหนองเอี่ยน รวมทั้งพัฒนาสถานีขนถ่ายสินค้ารอง บริเวณบ้านดงงู รองรับการขนถ่ายสินค้าจากภาคการค้าในตลาดโรงเกลือและอุตสาหกรรมขนาดย่อม และเชื่อมโยงกับพื้นที่ศูนย์กลางการขนส่งโลจิสติกส์ บริเวณด่านถาวรแห่งใหม่บ้านหนองเอี่ยนในอนาคต

พร้อมกันนี้ยังมีแผนให้พื้นที่บริเวณบ้านหนองเอี่ยนเป็นจุดผ่านแดนถาวรแห่งใหม่ เพื่อเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ ประตูการค้าและการขนส่งโลจิสติกส์หลัก ศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ และศูนย์กระจายและขนส่งสินค้าเชื่อมโยงการขนส่งระดับอาเซียนและภูมิภาคอินโดจีน

ทั้งนี้ ด่านศุลกากรอรัญประเทศเป็นด่านที่มีมูลค่าการส่งออกสินค้ามากที่สุดระหว่างไทย-กัมพูชา โดยมีมูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นทุกปีกว่า 15-20% โดยในปีงบประมาณ 2556 มีมูลค่าการค้ารวม 59,430 ล้านบาท แบ่งเป็นการส่งออกกว่า 51,127 ล้านบาท นำเข้า 8,303 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2555 ที่มีมูลค่าการค้ารวม 47,712 ล้านบาท

ที่สำคัญการค้าขายในพื้นที่มีความเป็นวิถีชาวบ้าน เพราะทั้งชาวไทยและกัมพูชาพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันมาโดยตลอด ไม่มีปัญหาด้านการเมือง อนาคตของธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งริมชายแดนอรัญฯ ยังเต็มไปด้วยโอกาสการลงทุน

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-12-11 06:25:48


ความเห็นที่ 43 (2987086)

ประชิดลาวใกล้ขึ้น! รถโดยสารปรับอากาศ สายเลย-หลวงพระบาง เปิดวิ่งแน่ ปลาย ธ.ค.นี้

วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 เวลา 21:46:23 น.

 

 

 

 

นายเกรียงไกร  แก้วกันยา ผู้จัดการบริษัทขนส่งจังหวัดเลย เปิดเผยเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน   ถึงการเปิดเส้นทางเดินรถยนต์โดยสารจังหวัดเลยสู่เมืองหลวงพระบาง สปป.ลาว ตอนนี้อยู่ในระว่างพูดคุยกันกับบริษัท นาหลวงขนส่งผ่านแดนและท่องเที่ยวของ สปป.ลาว ตอนนี้กำลังรอใบประกอบการขนส่งทางบก ของคณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง เมื่อได้ใบประกอบการจากนั้นจะได้มีการลงนามข้อตกลงกับรัฐบาลลาวคือบริษัท นาหลวงขนส่งผ่านแดนและท่องเที่ยว ขณะนี้รถโดยสารของลาวกำลังเข้ามาซ่อมเพื่อปรับปรุงมาตรฐานเหมือนของไทยโดยจะ เปิดวันละ 1 เที่ยววิ่งสวนกันระหว่างไทยกับลาวโดยวิ่งสลับกัน ส่วนการดำเนินการคาดว่า หลังจากได้ใบประกอบการจากกรมการขนส่งทางบกแล้ว จากนั้นก็จะมีการลงนามในข้อตกลงระหว่างบริษัทขนส่งกับบริษัทนาหลวง ฯ ปลายเดือนนี้ และ จะเปิดวิ่งโดยสารประมาณปลายเดือนธันวาคมปีนี้  สำหรับค่าโดยสารคนละ 700 บาท 


ผู้จัดการบริษัทขนส่งจังหวัดเลย ระบุต่อว่า   ปัจจุบันเปิดการเดินรถกับ สปป.ลาว 7 เส้นทางแล้ว  ซึ่งการเปิดเดินรถระหว่าเลย หลวงพระบางจากการสำรวจพบว่า  มีเสียงตอบรับดีมาก เช่น  นักท่องเที่ยวที่มาเชียงคาน ก็อยากจะต่อช่วงไปเที่ยวหลวงพระบางเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัด เลยอีกทางหนึ่ง

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-11-20 04:29:27


ความเห็นที่ 42 (2986641)

จีนประกาศแผนปฏิรูปประเทศ 10 ปี

วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 เวลา 20:16:23 น.

 

 

 

 
  เว็บไซต์พีเพิลเดลี และบีบีซี รายงานว่า rรรคคอมมิวนิสต์จีน หรือ ซีพีซี ประกาศแผนปฏิรูปเศรษฐกิจฉบับใหม่ของประเทศสำหรับในอีก 10 ปีข้างหน้า หลังจากประชุมคณะกรรมการกลางของพรรคคอมมิวนิสต์เป็นเวลา 4 วัน ได้เสร็จสิ้นลงเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยในการประชุมดังกล่าว สมาชิกทั้ง 376 คน ได้เข้าร่วมการประชุมลับที่จัดขึ้นที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ท่ามกลางมาตรการการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อจัดทำแผนปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศ ภายใต้รัฐบาลใหม่ ที่นำโดยนายสี จิ้นผิง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ ผู้นำสูงสุดของจีน

 

  หลังเสร็จสิ้นการประชุมได้มีการออกแถลงการณ์ระบุว่า ที่ประชุมเห็นชอบกับการปฏิรูปประเทศให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น  โดยหัวใจหลักของแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจและแก่นแท้ของวิธีการคือความเหมาะสม ด้านความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับตลาด โดยจะให้ตลาดมีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจ ด้วยการเปิดโอกาสในการจัดสรรทรัพยากรและให้เกษตรกรได้มีสิทธิ์ในที่ดินมาก ขึ้น โดยที่ดินทั้งในเมืองและนอกเมืองซึ่งสามารถใช้สำหรับการก่อสร้างได้ จะถูกนำมารวมกันไว้ในตลาดเดียว โดยระบบใหม่และการควบรวมกันของคนในเมืองและนอกเมืองจะทำให้ผู้คนที่อาศัย อยู่นอกเมืองได้มีส่วนร่วมในความทันสมัยและมีสิทธิ์ในที่ดินที่ดีขึ้น  ขณะที่กลไกการพัฒนาด้านสุขภาพสำหรับคนเมืองจะต้องดีขึ้น 
 

 นอกจากนี้ ยังจะเร่งเดินหน้าปฏิรูปในภาคส่วนอื่นๆของสังคม เช่นการศึกษา การจ้างงาน การกระจายรายได้ ความมั่นคงทางสังคมและสาธารณสุข  จะมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อความมั่นคงแห่งรัฐ แต่ไม่มีการเปิดเผยถึงรายละเอียดของหน้าที่ของคณะกรรมาธิการดังกล่าว

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-11-14 07:10:58


ความเห็นที่ 41 (2983420)

ลาวเครียด!เจอปัญหางบประมาณตึงตัว ประกาศตัดเบี้ยยังชีพจนท.รัฐ

วันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 20:22: น.

 

 

 

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ลาวกำลังเผชิญปัญหางบประมาณตึงตัว จนเป็นผลให้ต้องตัดลดเบี้ยยังชีพเจ้าหน้าที่รัฐลง โดยนายทองสิง ทำมะวง นายกรัฐมนตรีลาว ประกาศมาตรการข้างต้นต่อเจ้าหน้าที่รัฐในการประชุมที่มีขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ แล้ว ว่า รัฐบาลจะตัดเบี้ยยังชีพรายเดือนจำนวน 760,000 กีบของเจ้าหน้าที่รัฐไปในปีงบประมาณนี้ ยกเว้นเจ้าหน้าที่ที่เกษียณอายุงานและเจ้าหน้าที่ผู้พิการทุพพลภาพที่จะยัง คงได้รับเบี้ยยังชีพนี้อยู่ต่อไป อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะผลักดันให้มีการขึ้นเงินเดือนให้เจ้าหน้าที่รัฐตามที่เคยรับปากไว้ ก่อนหน้านี้


 การประกาศตัดเบี้ยยังชีพเจ้าหน้าที่รัฐมีขึ้นท่ามกลางสภาวะที่ลาว ประสบปัญหาด้านงบประมาณ ซึ่งยังทำให้การจ่ายเงินเดือนเจ้าหน้าที่รัฐต้องล่าช้าไปในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา กระทรวงการคลังลาวระบุถึงสาเหตุของปัญหาดังกล่าวว่าเป็นเพราะมาจากรายได้จาก การจัดเก็บภาษีของประเทศที่ต่ำกว่าเป้าหมายไปมาก ผนวกกับเบี้ยยังชีพและเงินเดือนเจ้าหน้าที่รัฐในปีงบประมาณที่ผ่านมานั้นได้ เพิ่มสูงขึ้นมากถึง 140 เปอร์เซ็นต์ และจากการประเมินเบื้องต้นของกระทรวงลาวคาดว่าการตัดลดการจ่ายเบี้ยยังชีพจะ ทำให้ภาครัฐสามารถประหยัดเงินงบประมาณของปีนี้ไปได้มากถึง 1 ล้านล้านกีบ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-10-10 16:34:13


ความเห็นที่ 40 (2980516)

ช็อกโลก เปิดโฉมถ้ำใหญ่ที่สุดของโลกใน"เวียดนาม"-ใหญ่ขนาดสร้างตึกสูง 40 ชั้นได้(ชมคลิป)

วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2556 เวลา 14:35:17 น.

 

 
























 

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 14 กันยายนว่า มีการค้นพบถ้ำใหญ่ที่สุดของโลกในประเทศเวียดนาม จากนักโบราณคดี 2 ราย โดยถ้ำดังกล่าวสร้างความตื่นตะลึงไปทั่ววงการวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม โดยขนาดของมันสามารถสร้างตึกสูง 40 ชั้นได้

 

รายงานระบุว่า ถ้ำดังกล่าวตั้งอยู่ในเมือง"กง บินห์"ในประเทศเวียดนาม ถูกค้นพบเมื่อปี 2009 โดยนายโฮเวิร์ด และเดบบี้ ลิมเบิร์ต นักสำรวจชาวอังกฤษคู่สามีภรรยา โดยถ้ำดังกลาวยังไม่เคยมีสัญญาณบ่งชี้ว่ามีใครค้นพบถ้ำแห่งนี้ และสภาพถ้ำเต็มไปด้วยป่า มีต้นไม้สูงขนาด 50 เมตรเติบโตอย่างเต็มที่ จากอิทธิพลของแสงแดดที่สามารถสาดส่องเข้ามายังตัวถ้ำได้ นอกจากนี้ ยังมีแม่น้ำใหญ่ และลดพัดผ่าน

 

 

 

นอกจากนี้ ถ้ำแห่งนี้ มีขนาดกว้าง 505 ไมล์ เป็นแหล่งอาศัยของป่าเขียวชะอุ่ม มีน้ำตกหลายแห่ง มีหินงอกและหินย้อยขนาดยักษ์ รวมทั้งแม่น้ำ ส่วนขนาดของถ้ำถือว่าใหญ่มาก โดยสามารถสร้างตึกระฟ้าขนาดสูง 40 ชั้นภายในถ้ำได้

 

การค้นพบดังกล่าวทำให้เกิดการท่องเที่ยวถ้ำแห่งนี้ ซึ่งนำโดยสองสามีภรรยาคู่นี้ โดยมีไกด์นำทางเป็นชาวเวียดนามพูดภาษาอังกฤษได้ รวมทั้งเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติของเวียดนาม โดยเหล่านักท่องเที่ยวต่างตื่นเต้นกับการให้เห็นถ้ำแห่งนี้อย่างมาก และบอกว่าพวกเขาได้ผจญภัยกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก 

 

 

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-09-13 16:29:57


ความเห็นที่ 39 (2978791)

พระธาตุอินทร์แขวน 1 ใน 5-มหาเจดีย์พม่า



เจดีย์ ไจก์ทิโย (Kyaiktiyo Pagoda) หรือในชื่อเรียกที่คนไทยรู้จัก คือ "พระธาตุอินทร์แขวน" เป็น 1 ใน 5 มหาบูชาสถานสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญสูงสุดของชาวพม่า ตั้งอยู่ในเมืองไจก์โท่ (Kyaikhato) อยู่ห่างจากตัวเมืองพะโคไปทางเหนือประมาณ 70 กิโลเมตร

มีความเชื่อมาแต่ครั้งโบราณว่า พระอินทร์ได้เสด็จลงมาจากสรวงสวรรค์ นำพระธาตุมาวางไว้ที่ยอดผา เพื่อให้ผู้คนได้มาเคารพสักการะ เจดีย์นี้

เจดีย์แห่งนี้ มีลักษณะที่แปลกแตกต่างไปจากเจดีย์องค์อื่น คือ เป็นลักษณะของก้อนหินที่มีลัษณะคล้ายศีรษะฤๅษีปิดทองไว้รอบๆ องค์เจดีย์ มีน้ำหนักประมาณ 5,000 ตัน ตั้งวางอยู่บนปลายหน้าผาได้อย่างน่าอัศจรรย์ บนความสูงจากพื้นดินกว่า 1,200 เมตร

สำหรับการเดินทางขึ้นไป สักการะเจดีย์แห่งนี้ จะต้องเดินทางด้วยรถขับเคลื่อนสี่ล้อ ถนนที่รัฐบาลพม่าทำมีระยะทางประมาณ 9.5 กิโลเมตร รถจะแล่นมาราว 8.5 กิโลเมตร ส่วนอีก 1 กิโลเมตรสุดท้าย ต้องลงเดินด้วยขาตนเอง

พระ ธาตุอินทร์แขวน หรือ ไจก์ทิโย ในภาษามอญ หมายถึง หินรูปหัวฤๅษี บนยอดเขา Paung Laung (พวงลวง) หรือ ภูเขาฤๅษี อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 3,615 ฟุต ลักษณะเด่นของพระธาตุอินทร์แขวน คือมีลักษณะเป็นก้อนหินสีทองขนาดใหญ่สูง 5.5 เมตร ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชันอย่างหมิ่นเหม่ เหมือนจะหล่นและท้าทายแรงดึงดูดของโลกโดยไม่ตกลงมาอย่างเหลือเชื่อ


พระธาตุอินทร์แขวนยังเป็นพระธาตุประจำปีจอ (สุนัข) ที่คนเกิดปีนี้ ต้องขึ้นไปนมัสการสักครั้งหนึ่งในชีวิต เพื่อความเป็นสิริมงคล

การ เดินทางไปพระธาตุอินทร์แขวน ห่างจากกรุงย่างกุ้งประมาณ 180 กิโลเมตร นั่งรถผ่านเมืองหงสาวดี สู่เมืองไจก์โท่ ใช้เวลา 4-5 ชั่วโมง จากนั้นนั่งรถบรรทุกหกล้อเดินทางขึ้นเขาที่มีความสูงชัน ระยะประมาณทาง 8 กิโลเมตร ใช้เวลาอีกครึ่งชั่วโมง ถึงจุดเดินเท้าหรือจุดที่นั่งเสลี่ยง ค่านั่งเสลี่ยง ประมาณ 700-800 บาท

บนเส้นทางก่อนขึ้นไปถึง องค์พระธาตุ มีอาคารสร้างเป็นศาลาให้เข้าไปไหว้สองจุด คือ ด้านขวา เป็นองค์พระธาตุจำลองเเละมีรอยพระพุทธบาท มีผู้คนนิยมเอาธนบัตรมาลอยน้ำเเล้วอธิษฐาน ว่ากันว่า ถ้าขอบธนบัตรม้วนงอเข้าหากัน แสดงว่าคำอธิษฐานนั้นใกล้ประสบความสำเร็จแล้ว


ส่วน อาคารทางซ้าย คือ รูปปั้นพระนางชเวนันจิน นางเป็นส่วนหนึ่งในตำนานของพระธาตุอินทร์แขวน มีความเชื่อกันว่าหากเจ็บป่วยตรงส่วนไหนของร่างกาย เวลาไหว้พระนาง ให้จับ-บีบ-นวดรูปปั้นพระนางตรงส่วนที่เจ็บป่วยแล้วตั้งจิตอธิษฐาน และมาจับร่างกายของเราตรงที่เจ็บป่วยก็จะหายได้

ตามประวัติ ได้เล่าว่า พระนางชเวนันจิน เป็นบุตรบุญธรรมของฤๅษีติสสะ ที่ท่านเก็บมาเลี้ยงตั้งแต่เด็ก ต่อมาได้เป็นพระมเหสีของกษัตริย์เมืองหนึ่ง ซึ่งในการอภิเษกสมรสและเดินทางออกจากหมู่บ้าน ตามประเพณีต้องกราบไหว้เทพที่ปกปักรักษาหมู่บ้าน

แต่พระนาง ชเวนันจิน ทรงลืมกราบไหว้ก่อนเดินทางไปกับพระสวามี ทำให้เกิดเจ็บป่วยหนัก รักษาไม่หาย จึงเดินทางกลับมาไหว้เทพที่หมู่บ้าน แต่เทพประจำหมู่บ้านมีความโกรธแค้น ให้เสือเข้าทำร้ายพระนางชเวนันจิน  พระ นางวิ่งหนีเข้าไปในอาณาเขตขององค์พระธาตุอินทร์แขวน แต่ไปไม่ถึงองค์พระธาตุ ได้เสียชีวิตในบริเวณที่ตั้งศาลาอยู่ด้านหน้าองค์พระธาตุในปัจจุบัน

ก่อนที่พระนางชเวนันจิน จะเสียชีวิต ได้ตั้งอธิษฐานว่า จะขอดูแลปกปักรักษารอบองค์พระธาตุและผู้คนที่เดินทางขึ้นมาสักการะองค์พระ ธาตุให้ปลอดภัยจากอันตรายและโรคภัยต่างๆ เป็นตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมา

การเข้าไปกราบไหว้พระธาตุอินทร์แขวน ทุกท่านต้องถอดรองเท้าเข้าไป ด้านหน้าองค์พระธาตุจะมีเจ้าหน้าที่รับฝากรองเท้า ผู้ที่จะเข้าไปถึงองค์พระธาตุได้นั้นต้องเป็นผู้ชาย ส่วนผู้หญิงเข้าไปในบริเวณเขตที่เจ้าหน้าที่กำหนดไว้เท่านั้น

สำหรับ การแต่งกายเข้าไปในศาสนสถานที่สำคัญ มีความเคร่งครัดด้วยเช่นกัน ห้ามนุ่งกางเกงขาสั้นหรือกระโปรงสั้นเด็ดขาด รวมไปถึงการสวมหมวกหรือสวมแว่นดำด้วย

ภาพพระธาตุอินทร์ แขวน ในยามราตรี ที่มีแสงสีทองนวลตา เป็นความงดงามที่ยากเกินบรรยาย จึงมีนักท่องเที่ยวที่นิยมชมชอบการถ่ายภาพ เดินหามุมสวยๆ เลือกกดชัตเตอร์เก็บไว้เป็นที่ระลึก

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-08-31 07:49:24


ความเห็นที่ 38 (2977077)

การเมืองกัมพูชาส่อแววระอุ-สมรังสีย้ำปลุกม็อบไล่ฮุนเซน

เอเอฟพีรายงานเมื่อวัน ที่ 16 ส.ค. ว่า นายสม รังสี หัวหน้าพรรคคัมโบเดีย เนชั่นแนล เรสคิว (ซีเอ็นอาร์พี) ประกาศไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งที่พรรคของตนเป็นฝ่ายพ่ายแพ่ให้กับพรรคของ นายกรัฐมนตรีฮุน เซน โดยเตรียมจะเดินขบวนประท้วงใหญ่ แต่ระบุว่าจะใช้เป็นมาตรการสุดท้าย ทั้งนี้ บรรยากาศกัมพูชายังคงอึมครึม เนื่องจากกองทัพส่งทหารเข้ามาประจำการในกรุงพนมเปญเพื่อเตรียมรับมือการ ชุมนุมประท้วงของฝ่ายค้าน

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-08-17 09:24:04


ความเห็นที่ 37 (2976813)

ช.การช่างลุยอีก-เขื่อนน้ำบากในลาว งบก่อสร้าง 17,000 ล้านบาท

วันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2556 เวลา 13:28:54 น.

 

 

 

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กลุ่ม ช.การช่าง ได้บรรลุข้อตกลงในการลงนามพัฒนาโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำบากใน สปป.ลาว เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมอบให้บริษัท ไฟฟ้าน้ำงึม 2 จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ลงนาม สัญญาพัฒนาโครงการกับรัฐบาลลาว เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา และจากนี้ไปจะเร่งรัดดำเนินการทำสัญญาซื้อขายไฟ และเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปลายปี 2557 มีมูลค่าโครงการประมาณ 20,000 ล้านบาท เป็นงานก่อสร้างประมาณ 17,000 ล้านบาท


ทางด้าน ดร.สุภามาส ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการเขื่อนน้ำบากมีกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้า 160 เมกะวัตต์ สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้มากถึง 744 ล้านหน่วยต่อปี หรือประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ของเขื่อนภูมิพล ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 4 ปีครึ่ง โครงการนี้ผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานน้ำ ซึ่งเป็นพลังงานสะอาด โดยจะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าในพอร์ทของซีเคพีอีก 160 เมกะวัตต์ และเมื่อรวมกับโครงการบางปะอินโคเจนเนอเรชั่นเฟส 2 อีก 120 เมกะวัตต์ ในปี 2560 และโครงการไชยยะบุรีอีก 1285 เมกะวัตต์ จะทำให้กำลังการผลิตไฟฟ้ารวมในพอร์ทของซีเคพี เติบโตจาก 754.5 เมกะวัตต์ ในปี 2556 เป็น 2319.5 เมกะวัตต์ ในปี 2562

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-08-14 18:50:31


ความเห็นที่ 36 (2976572)

เมืองร้อยวัดที่รัฐฉาน มหายานแห่ง"เชียงตุง"

รายงานพิเศษ

มนทิรา จูฑะพุทธิ / รายงาน
 
 
 
 
 
 


ด้วย ความที่นคราโบราณแห่งนี้ เคยสร้างโดยปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ล้านนา คือ พญาเม็งราย เมื่อประมาณ 700 ปีมาแล้ว (ก่อนที่พระองค์จะสร้างเมืองเชียงใหม่) จึงทำให้เชียงตุงมีบรรยากาศและกลิ่นอายละม้ายคล้ายเชียงใหม่เมื่อ 50 ปีก่อน 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิถีชีวิตและศรัทธาอันแรงกล้าที่มีต่อพระพุทธศาสนา

"เชียง ตุง" ตั้งอยู่ในรัฐฉาน ประเทศพม่า จากแม่สายข้ามด่านที่ท่าขี้เหล็ก นั่งรถชิลชิล ชมวิวประมาณ 4 ชั่วโมง ระยะทาง 160 กิโลเมตร ก็ถึง เมืองนี้ตั้งอยู่ในหุบเขา มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ โอบล้อมด้วยเทือกเขา จึงทำให้อากาศดีและมีธรรมชาติสวยงาม เพราะอยู่ในอ้อมกอดของขุนเขา แถมยังมีแม่น้ำขนาบสองสาย คือแม่น้ำโขงซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก และแม่น้ำสาละวินทางทิศตะวันตก 

ด้วยความที่อาณาเขตด้านทิศเหนือติด กับสิบสองปันนา และทางทิศใต้ติดกับอาณาจักรล้านนา เชียงตุงจึงเป็นเมืองที่มีความสำคัญ เพราะเป็นดินแดนที่อยู่ระหว่างเส้นทางการค้าขายจากจีนตอนใต้และล้านนาไทย เหนืออื่นใดเมืองนี้ยังคงบริสุทธิ์ ขนาดคนใจแข็งถ้าได้มาเห็น เป็นต้องตกหลุมรัก

เชียงตุง ได้รับสมญานามว่าเป็นเมือง "3 จอม 7 เชียง 9 หนอง 12 ประตู" ขอแถมเลขเด็ดสามตัวสุดท้าย คือ "100 วัด" เพราะหลังจากที่ได้ตระเวนไหว้พระเกือบ 20 วัด เพื่อถวายเทียนพรรษาและผ้าอาบน้ำฝนก่อนเทศกาลเข้าพรรษาในชั่วระยะเวลาเพียง แค่ 3 วัน ความจริงก็ปรากฏ ว่าเขมรัฐนครแห่งนี้เป็นที่ตั้งของวัดที่สำคัญทางพุทธศาสนากว่าร้อยวัด ชนิดขับรถออกนอกประตูเมืองประตูใดประตูหนึ่ง ก็จะเห็นวัดเล็กวัดน้อยวัดใหญ่เรียงรายอยู่รอบชุมชน

และนี่คือ 3 วัดศักดิ์สิทธิ์ที่พลาดไม่ได้ถ้าได้ไปเยือนเมืองเชียงตุง

1.วัดอินทบุปผาราม

วัด ที่พระอินทร์และเทพเทวามาช่วยสร้างพระพุทธปฏิมา ไม่เกินจริงหากจะกล่าวว่า วัดทุกวัดในเชียงตุงล้วนสวยงาม วิจิตร และอลังการงานสร้างมาก 

โดย เฉพาะที่วัดอินท์-วัดอายุกว่า 500 ปีแห่งนี้ เป็นวัดที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดในนครเชียงตุง ทั้งพระพักตร์ของพระพุทธปฏิมาที่อิ่มเอม ดวงเนตร ที่เมตตา ซุ้มเหนือเศียรพระพุทธรูป ที่แกะสลักจากไม้อายุนับร้อยปี และนาคขดบนเพดานวิหารประดับทองคำเหลืองอร่าม 

ตามตำนานเล่าว่า พระพุทธรูปที่งดงามที่สุดในเชียงตุงพระองค์นี้นามว่า "พระอินทร์" คหบดีแห่งเมืองเชียงตุงมีดำริให้สร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา แต่ไม่ว่าจะสร้างอย่างไร ก็ไม่แล้วเสร็จเสียที โดยเฉพาะในส่วนเศียรของพระพุทธรูป 

เย็นวันหนึ่งขณะที่เหล่าช่าง ศิลป์พากันนั่งระทดท้อ มีชีปะขาวตนหนึ่งเดินเข้ามาหา ถามว่า "เราจะขอช่วยสร้างได้ไหม" ช่างทั้งหมดต่างดีใจ ตอบว่า "ได้เลย" สิ้นคำกล่าว "ตกลง" ปรากฏการณ์ที่ไม่คาดฝันก็พลันเกิด เป็นลมมรสุมมืดฟ้ามัวดิน แผ่นดินสะเทือน 

ตามประวัติบอกว่าพลังนั้นรุนแรงเสียจนช่างทั้งหมด หมดสติ จนรุ่งอรุณของวันใหม่ใกล้ฟ้าสาง สามเณรน้อยจุดเทียนเดินเข้ามาในวิหารหลังนี้ ปรากฏพระพุทธปฏิมาสำเร็จสมบูรณ์สวยงาม เณรรีบปลุกช่างให้ตื่น ถามว่าทำได้ยังไงในคืนเดียว บรรดาช่างต่างพากันงงงัน

ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปตรงกันว่า ต้องเป็นพญาอินท์แปลงร่างมาช่วยสร้างอย่างแน่นอน อันเป็นที่มาของชื่อวัดอินทร์แห่งนี้

บริเวณ ด้านหลังองค์พระประธาน ยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปโบราณล้ำค่าอีกหลายสิบองค์ ซึ่งงามเหลือเกิน รวมทั้งบ่อน้ำทิพย์ศักดิ์สิทธิ์ที่ร่ำลือกันว่ารักษาโรคให้หายชะงัดมานักต่อ นักแล้ว ญาติโยมจากเมืองไทยจึงพากันต่อแถวคิวยาว เพื่อรับน้ำทิพย์จากเณรน้อยที่จ้วงกระบวยตักน้ำจากบ่อรดใส่มือแต่ละคนอย่าง ตั้งใจ เพราะเห็นถึงศรัทธาที่หลั่งไหลมาอย่างไม่ขาดสาย

2.วัดพระธาตุจอมคำ

วัด แห่งพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า พระธาตุเก่าแก่อายุกว่า 1,200 ปี ที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์แห่งเมืองเชียงตุง เพราะเป็นที่บรรจุพระเกศาขององค์พระศาสดา องค์เจดีย์เป็นสีทองอร่ามเพราะทำจากทองแท้ โดดเด่นเห็นแต่ไกลเพราะตั้งอยู่บนจอมคำ (จอมหมายถึงเนินเขา) ฝั่งตรงข้ามหนองตุง มีความสูง 226 ฟุต กว้าง 84 ฟุต

พระธาตุแห่งนี้ นอกจากจะเป็นที่เคารพของชาวเชียงตุงแล้ว ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองยังนิยมมาสักการบูชา เชื่อกันว่าถ้าได้มาบูรณะพระธาตุองค์นี้ จะทำให้ตำแหน่งหน้าที่การงานเจริญก้าวหน้า

ภายในวิหารมีภาพเขียน จิตรกรรมฝาผนังลงรักปิดทอง เล่าเรื่องราวในพุทธศาสนา เริ่มตั้งแต่พระ พุทธเจ้าเสด็จมาที่ เชียงตุงพร้อมทั้งพระสงฆ์สาวก เมื่อมาถึงจอมสัก มีนาคสองตัวพี่น้องนำอาหารมาถวายพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงมอบพระเกศาให้สองเส้น แล้วพยากรณ์ว่า ในเวลาอีกไม่ช้านาน จะมีฤาษีมาที่นี่ ขอให้นาคเอาเส้นเกศามอบให้ฤาษี 

100 ปีให้หลัง มีฤาษีนามว่า "ตุงคฤๅษี" ได้เดินทางมาถึงเมืองนี้ตามพุทธพยากรณ์จริงๆ นาคสองตัวได้นำพระเกศาไปถวาย ฤๅษีจึงสร้างพระธาตุเพื่อบรรจุพระเกศาของพระ พุทธเจ้า ซึ่งก็คือพระธาตุจอมคำแห่งนี้ และเมืองนี้ก็ได้ชื่อว่าเชียงตุงตามชื่อของฤๅษี 

3.วัดป่าแดงมหาวิหาร

วัด แห่งสายสัมพันธ์เชียงใหม่-เชียงตุง วัดนี้เป็นตัวอย่างอันดีที่ทำให้เห็นถึงความสัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่าง เชียงใหม่และเชียงตุง เนื่องเพราะคณะสงฆ์วัดป่าแดงมหาวิหาร จากเชียงใหม่ ได้เดินทางเผยแผ่ศาสนานิกายลังกาวงศ์ใหม่ (ป่าแดงหลวง) มายังนคราแห่งนี้เมื่อ 500 กว่าปีก่อน เมื่อสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นจึงให้ชื่อว่าวัดป่าแดงเฉกเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นวัดที่เชียงตุงมักมีชื่อเหมือนวัดที่เชียงใหม่อยู่ หลายวัด อาทิ วัดพระสิงห์ วัดเชียงยืน วัดหัวข่วง 

ในพระวิหาร มี "พระเจ้าตอง" องค์ทองอร่าม ซึ่งเป็นพระพุทธรูปเพียงองค์เดียวที่ยังหลงเหลือให้เห็นในยุคที่พระเจ้าเจ็ด พันตูได้ส่งพระสมณทูตพร้อมพระพุทธรูป 4 องค์มาประดิษฐานที่เชียงตุง พระประธานทุกองค์ล้วนห่มผ้าตามคติความเชื่อแบบมหายาน ที่เชื่อว่าเมื่อเข้าฝนเข้าหนาว ต้องห่มผ้าให้พระพุทธรูป มิเช่นนั้นพระพุทธรูปจะหนาว 

มหายานได้แผ่อิทธิพลมายังประเทศจีน และเลยมาถึงเมืองเชียงตุงด้วย บันไดทางขึ้นสู่พระอุโบสถสังเกตดีๆ แทนที่จะเป็นพญานาคเหมือนบ้านเรา กลับเป็นมังกร (ซะงั้น) หน้าประตูทางเข้ามีเทวดาสององค์ทำหน้าที่จดบุญจดบาป ซึ่งชอบมาก เพราะยุคดิจิตอลที่ผู้คนไม่เกรงกลัวต่อบาปกรรมกันแล้ว ก็เห็นจะมีแต่เทพยดาอารักษ์เท่านั้นที่จะช่วย (จดบันทึก) ได้

ในยุคสมัยที่ทุกอย่างเร่งรีบและร้อนรน ลองหยุดเวลาไว้ที่นคราแห่งเชียงตุง เมืองที่ยังไม่สิ้นแสงฉาน ที่ซึ่งอดีตกาลคือปัจจุบัน


ทัวร์ เชียงตุง : แนะนำ "มูลนิธิการศึกษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนาภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง" เป็นการเดินทางท่องเที่ยวแบบศิลปวัฒนธรรมที่อิ่มอกอิ่มใจและอิ่มบุญในเวลา เดียวกัน พระอาจารย์ ดร.เสน่ห์ ธัมมวโร มีกำหนดทอดกฐินหลังออกพรรษา ประมาณเดือนตุลาคม 2556 เพื่อสร้างกุฏิที่พำนักพระภิกษุสงฆ์และสามเณร ณ วัดหนองห้อง เมืองเชียงตุง สนใจสอบถามโทร. 08-6670-4579, 08-19509109, www.mkmcu.net

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-08-11 11:41:16


ความเห็นที่ 35 (2976064)

เตรียมยกเลิกวีซ่าไทย-จีน



นาย ไพศาล พืชมงคล อุปนายกและเลขาธิการสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน เปิดเผยหลังเข้าหารือกับน.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่า นายโภคิน พลกุล นายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน ได้รายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบว่า เมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมาได้เดินทางไปจีนได้หารือกับทางการจีนถึงแนวทางการยกเลิกการขอ วีซ่าเข้าประเทศของทั้ง 2 ประเทศ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างที่กระทรวงการต่างประเทศของไทยและจีนเตรียมการหารือใน การกำหนด รายละเอียดต่างๆ ทางการทูต

"นายกรัฐมนตรีเห็นด้วยและยินดี ให้การสนับสนุน สั่งเดินหน้าการยกเว้นวีซ่าเข้าประเทศไทย-จีนอย่างเต็มที่ โดยนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นว่าน่าจะมีข่าวดีเรื่องการยกเว้นวีซ่าระหว่าง ไทย-จีน ระหว่างที่เดินทางไปเยือนจีนที่มณฑลกวางสี วันที่ 2-3 ก.ย.นี้" นายไพศาลกล่าว

ทั้งนี้ ภายหลังยกเว้นวีซ่าระหว่างไทย-จีน จะทำให้มีนักท่องเที่ยวจากจีนมาไทยเพิ่มมากขึ้นอีกปีละไม่ต่ำกว่า 5 ล้านคนแน่นอน จากเดิมปีละ 2 ล้านคน ส่งผลดีต่อกิจการด้านการท่องเที่ยวของประเทศ มีเม็ดเงินสะพัดสร้างรายได้เข้าประเทศอีกจำนวนมาก และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในปีนี้เป็น 3-4 ล้านคน

(กรอบบ่าย)

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-08-06 18:00:48


ความเห็นที่ 34 (2962240)

ขาเที่ยวชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เตรียมเฮ! เหินฟ้าตะลุยญี่ปุ่น ไม่ต้องขอวีซ่า(แล้ว)

วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 เวลา 10:30:19 น.

 

 



 

ญี่ปุ่นเตรียมวางแผนดึงดูดนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น โดยยกเลิกการขอวีซ่าเข้าประเทศ และได้จัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจขึ้นมาดูแลด้านนี้ โดยรวมหลายกระทรวงเข้าด้วยกันเช่น กระทรวงคมนาคมและกระทรวงต่างประเทศ  คาดว่าจะสามารถนำเสนอมาตรการผ่อนคลายกฏระเบียบการขอวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ภายในปลายปีนี้

นอกจากนี้หน่วยงานใหม่ยังแนะนำให้อนุญาตให้นักท่องเที่ยวที่มีฐานะดีสามารถพักผ่อนที่ญี่ปุ่นในระยะยาวได้ โดยต้องแสดงสถานะทางการเงิน รวมถึงจัดทำข้อมูลภาษาต่างๆสำหรับพิพิธภัณฑ์และสถานที่ท่องเที่ยวด้วย

โดยหลังจากนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างๆ จะรวบรวมคำแนะนำต่างๆ เพื่อรวมในแผนงานกลยุทธ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในเดือนถัดไป

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-05-21 15:08:00


ความเห็นที่ 33 (2960953)



ประชุม ครม.ไทย-ลาว ถกแนวชายแดน-ต่อทางรถไฟด่วน 3 ชาติ

 เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 18 พ.ค. นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี  กล่าวที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติฯ จังหวัดเชียงใหม่ ถึงการประชุมร่วมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไทย-ลาว ที่โรงแรมเลอเมอ ลิเดียน จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 19 พฤษภาคมนี้ว่า นายกรัฐมนตรีของไทยและลาวก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว และมีความความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด ในการที่เป็นประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงกัน

 ก็แน่นอนเมื่อต้องมีการทำให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม เพราะ 2 ประเทศก็มองไปเป้าที่อาเซียนในปี 2015 และการที่เชื่อมโยงต่อกัน นายกรัฐมนตรีทั้งสองจะพูดกันในเรื่องแนวชายแดน เรื่องด่าน การอำนวยความสะดวกต่างๆ  

"แน่นอนเมื่อมีการเชื่อมโยงต่อกัน ก็ต้องมีปัญหาต่อเนื่อง อาจเป็นเรื่องยาเสพติด การค้ามนุษย์ ก็ต้องมีการร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศ และอีกเรื่องที่นายกรัฐมนตรีไทยจะย้ำคือ การต่อทางรถไฟด่วน 3 ประเทศ ตรงนี้จะเป็นความร่วมมือ 3 ประเทศ จีน ลาว และไทย ซึ่งในส่วนของไทยและลาวมีการพูดคุยเบื้องต้นไปแล้ว ในการกำหนดมาตรฐานต่างๆ และจุดเชื่อมโยง และที่สุดคงมีการประชุมร่วม 3 ประเทศ" 

นายสุรนันทน์ กล่าวว่า รูปแบบการประชุม ครม. ก็คงเป็นที่ฝ่ายลาวยกบางเรื่องขึ้นมาและฝ่ายไทยก็คุยกัน จะเป็นการหารือกันมากกว่า มีเรื่องอะไรที่สงสัย อยากให้เกิดความชัดเจนและพัฒนาต่อเนื่องก็มีการหารืออย่างเต็มที่ ซึ่งจะมีการลงนามร่วมในเรื่องของการเกษตรและการแถลงข่าวร่วมด้วย

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-05-18 17:03:28


ความเห็นที่ 32 (2960365)

"กัมพูชา" ออกธนบัตรมูลค่า 100,000 รีลแบบใหม่ ฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพ พระเจ้านโรดม สีหมุนี

วันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 เวลา 08:02:43 น.

 

 



 

ธนาคารกลางของกัมพูชาออกธนบัตรใหม่มูลค่า 100,000 เรียล (Cambodia Riel หรือ KHR) ซึ่งเป็นมูลค่าสูงสุดของธนบัตร (ราว 25 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 1,250 บาท) เพื่อเป็นเกียรติให้กับงานฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระเจ้านโรดม สีหมุนีในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้

ประเทศกัมพูชาจะเฉลิมฉลองวันหยุดเป็นเวลา 3 วันตั้งแต่วันที่ 13-15 พฤษภาคมนี้ด้วย 

 
รูปภาพธนบัตรแบบใหม่ 
[ขอบคุณภาพจาก http://www.facebook.com/ASEANCommunity]
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-05-14 11:07:02


ความเห็นที่ 31 (2960062)


เตรียมเดินรถสายเลย-หลวงพระบาง




นาย วสันต์ แก้วศิริบัณฑิต ประธานหอการค้า จ.เลย เปิดเผยภายหลังประชุมร่วมกับ นายสมพงศ์ อรุณโรจน์ปัญญา ผวจ.เลย นายบัวคง นามมะวง รองเจ้าแขวงหลวงพระบาง และภาคเอกชนของประเทศลาว ว่าเน้นหารือเรื่องการค้าและท่องเที่ยว เนื่องจากถนนหมายเลข 4 จาก อ.ท่าลี่ จ.เลย ไปแขวงไซยะบูลี และแขวงหลวงพระบาง รวมทั้งสะพานข้ามแม่น้ำโขงที่แขวงไซยะบูลี กำลังจะเสร็จในเดือนส.ค.นี้ ทำให้การเดินทางระหว่างกันใช้เวลาประมาณ 6 ช.ม.เท่านั้น และยังต่อไปประเทศเวียดนามได้ ในอนาคตอาจเปิดเดินรถประจำทางสายดังกล่าว และเปิดเส้นทางการบิน เนื่องจาก จ.เลย มีท่าอากาศยานที่รองรับเครื่องบินโบอิ้ง 737 ได้

ส่วนนาย สมพงศ์กล่าวว่า บริษัท ขนส่ง จำกัด เตรียมเปิดเส้นทางเดินรถสายเลย-หลวงพระบางแล้ว โดยเดือนมิ.ย.นี้ จะเดินทางไปติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างถนน จากจ.เลยไปเมืองหลวงพระบาง ระยะทาง 360 ก.ม. ถ้าถนนแล้วเสร็จก็จะเปิดการเดินรถได้ทันที

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-05-11 18:12:16


ความเห็นที่ 30 (2959493)

ใครแข็ง ใครอ่อน รู้จักสกุลเงินประเทศในอาเซียน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 6 พฤษภาคม 2556 16:26 น.    
 
ธนบัตร 500 บาท
       AEC (ASEAN Economic Community) หรือ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เป็น คำที่ได้ยินเคียงคู่มากับการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 อยู่เสมอ เพราะ AEC นั้นเป็นหนึ่งในสามเสาหลักของประชาคมอาเซียนนั่นเอง โดยจะมีความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ของทั้ง 10 ประเทศในประชาคมอาเซียน
       
       เพื่อเป็นการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และการเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ลองมาดูกันหน่อยว่า เพื่อนบ้านแต่ละประเทศนั้นเขามีการใช้เงินสกุลอะไร อัตราแลกเปลี่ยนเท่าไหร่ และหน้าตาของธนบัตรเป็นอย่างไรบ้าง
       
       เริ่มจากที่บ้านเรา ประเทศไทย ใช้สกุลเงิน “บาท” (Thai Baht : THB) โดยเหรียญกษาปณ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีทั้งหมด 9 ชนิด คือ เหรียญ 1, 5, 10, 25 และ 50 สตางค์, 1, 2, 5 และ 10 บาท โดยเหรียญ 25 และ 50 สตางค์, 1, 2, 5 และ 10 บาท เป็นเหรียญที่ออกใช้หมุนเวียนทั่วไป ส่วนเหรียญ 1, 5 และ 10 สตางค์ ไม่ได้ออกใช้หมุนเวียนทั่วไป แต่ใช้ภายในธนาคารเท่านั้น ส่วนธนบัตรที่ใช้ในปัจจุบันและมีการผลิตอย่างต่อเนื่อง มี 5 ชนิด คือ ธนบัตร 20, 50, 100, 500 และ 1,000 บาท
ธนบัตร 10,000 ดอลลาร์บรูไน
       ประเทศบรูไน ดารุสซาลาม หรือ เนการา บรูไน ดารุสซาลาม ใช้สกุลเงิน “ดอลลาร์บรูไน” (Brunei Dollar : BND) อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน 1 ดอลลาร์บรูไน เท่ากับประมาณ 25 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้น) ธนบัตรที่พิมพ์ออกใช้ในปัจจุบันนี้มีฉบับละ 1 ดอลลาร์, 5 ดอลลาร์, 10 ดอลลาร์, 20 ดอลลาร์, 25 ดอลลาร์, 50 ดอลลาร์, 100 ดอลลาร์, 500 ดอลลาร์, 1,000 ดอลลาร์ และ 10,000 ดอลลาร์
ธนบัตร 1,000 เรียล
       ประเทศกัมพูชา หรือ ราชอาณาจักรกัมพูชา ใช้สกุลเงิน “เรียล” (Cambodian Riel : KHR) อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน 127 เรียล เท่ากับประมาณ 1 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้น) ธนบัตรที่พิมพ์ออกใช้ในปัจจุบันนี้มีฉบับละ 50 เรียล, 100 เรียล, 200 เรียล, 500 เรียล, 1,000 เรียล, 2,000 เรียล, 5,000 เรียล, 10,000 เรียล, 20,000 เรียล, 50,000 เรียล และ 100,000 เรียล
ธนบัตร 100,000 รูเปียห์
       ประเทศอินโดนีเซีย หรือ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ใช้สกุลเงิน “รูเปียห์” (Indonesian Rupiah : IDR) อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน 1,000 รูเปียห์ เท่ากับประมาณ 3 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้น) ธนบัตรที่พิมพ์ออกใช้ในปัจจุบันนี้มีฉบับละ 1,000 รูเปียห์, 2,000 รูเปียห์, 5,000 รูเปียห์, 10,000 รูเปียห์, 20,000 รูเปียห์, 50,000 รูเปียห์ และ 100,000 รูเปียห์
ธนบัตร 50,000 กีบ
       ประเทศลาว หรือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ใช้สกุลเงิน “กีบ” (Lao Kip : LAK) อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน 1,000 กีบ เท่ากับประมาณ 4 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้น) ธนบัตรที่พิมพ์ออกใช้ในปัจจุบันนี้มีฉบับละ 500 กีบ, 1,000 กีบ, 2,000 กีบ, 5,000 กีบ, 10,000 กีบ, 20,000 กีบ และ 50,000 กีบ
ธนบัตร 100 ริงกิต
       ประเทศมาเลเซีย ใช้สกุลเงิน “ริงกิต” (Malaysian Ringgit : MYR) อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน 1 ริงกิต เท่ากับประมาณ 10 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้น) ธนบัตรที่พิมพ์ออกใช้ในปัจจุบันนี้มีฉบับละ 1 ริงกิต, 5 ริงกิต, 10 ริงกิต, 20 ริงกิต, 50 ริงกิต และ 100 ริงกิต
ธนบัตร 1,000 จ๊าด
       ประเทศพม่า หรือ สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า ใช้สกุลเงิน “จ๊าด” (Myanmar Kyat : MMK) อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน 26 จ๊าด เท่ากับประมาณ 1 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้น) ธนบัตรที่พิมพ์ออกใช้ในปัจจุบันนี้มีฉบับละ 50 ปยา, 1 จ๊าด, 5 จ๊าด, 20 จ๊าด, 50 จ๊าด, 100 จ๊าด, 200 จ๊าด, 500 จ๊าด, 1,000 จ๊าด , 5,000 จ๊าด และ 10,000 จ๊าด
ธนบัตร 1,000 เปโซ
       ประเทศฟิลิปปินส์ หรือ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ใช้สกุลเงิน “เปโซ” (Philippine Peso : PHP) อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน 1.40 เปโซ เท่ากับประมาณ 1 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้น) ธนบัตรที่พิมพ์ออกใช้ในปัจจุบันนี้มีฉบับละ 20 เปโซ, 50 เปโซ, 100 เปโซ, 200 เปโซ, 500 เปโซ และ 1,000 เปโซ
ธนบัตร 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์
       ประเทศสิงคโปร์ หรือ สาธารณรัฐสิงคโปร์ ใช้สกุลเงิน “ดอลลาร์สิงคโปร์” (Singapore Dollar : SGD) อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ เท่ากับประมาณ 25 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้น) ธนบัตรที่พิมพ์ออกใช้ในปัจจุบันนี้มีฉบับละ 2 ดอลลาร์, 5 ดอลลาร์, 10 ดอลลาร์, 50 ดอลลาร์, 100 ดอลลาร์, 1,000 ดอลลาร์ และ 10,000 ดอลลาร์
ธนบัตร 100,000 ด่ง
       ประเทศเวียดนาม หรือ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ใช้สกุลเงิน “ด่ง” หรือ “ดอง” (Vietnamese Dong : VND) อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน 652 ด่ง เท่ากับประมาณ 1 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้น) ธนบัตรที่พิมพ์ออกใช้ในปัจจุบันนี้มีฉบับละ 1,000 ด่ง 2,000 ด่ง 5,000 ด่ง 10,000 20,000 ด่ง 50,000 ด่ง 100,000 ด่ง 200,000 ด่ง และ 500,000 ด่ง
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-05-07 14:25:14


ความเห็นที่ 29 (2948986)

40 ปี สงครามเวียดนาม

วันที่ 07 เมษายน พ.ศ. 2556 เวลา 21:09:49 น.

 

 



 

โดย ปิยมิตร ปัญญา piyamitara@gmail.com
 



กาล เวลา 40 ปี ทำให้สงครามเวียดนามกลายเป็นเพียงภาพรางเลือนในความทรงจำของหลายต่อหลายคน ในทางหนึ่งทั้งหมดอาจหดรวมกันเหลือเพียงแค่ แอ็บสแตรคของผู้ชนะและคนแพ้ ในอีกทางความทรงจำที่เด่นชัดกว่ากลับเป็นผลพวงของสงคราม ที่บางคราวเป็นโศกนาฏกรรมยิ่งกว่าตัวสงครามเองด้วยซ้ำไป

สงคราม เวียดนามสร้างตัวเลขอัศจรรย์เอาไว้หลากหลายอย่างยิ่ง ตัวเลขที่บางทีทรงความหมายอย่างยิ่งในตัวของมันเอง ขอเพียงแค่นำกลับมาใคร่ครวญ พินิจพิเคราะห์ให้ลึกซึ้ง และปราศจากอคติบดบังเท่านั้น

สงครามเวียดนามเริ่มต้นในปี 1955 สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการเมื่อไซ่ง่อนแตกในปี 1975 ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า สงครามนี้คร่าชีวิตผู้คนไปเป็นจำนวนเท่าใดกันแน่ ได้แต่ประมาณกันไว้คร่าวๆ ว่า มีชีวิตคนสูญเสียชีวิตและส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายไปกับสงคราม 20 ปีหนนี้มากถึง 5,773,190 คน

ในจำนวนนี้เป็นการสูญเสียชีวิตถึง 2,122,244 ราย

ใน จำนวนอเมริกันที่ถูกเกณฑ์มาทำสงครามในเวียดนาม จำนวนทั้งหมด 2.59 ล้านคน เสียชีวิตไปมากถึง 58,169 ราย อายุเฉลี่ยของอเมริกันที่ตายไปในสงครามหนนี้คือ 23.11 ปี มีราว 11,465 ราย ที่เสียชีวิตในสงครามเวียดนาม อายุไม่ถึง 20 ปีด้วยซ้ำไป

อเมริกัน อีก 304,000 คน ได้รับบาดเจ็บ ในจำนวนนี้มีอยู่จำนวน 75,000 คน ที่กลายเป็นคนพิการร้ายแรงไปตลอดชีวิตที่ยังหลงเหลือ นั่นเนื่องเพราะอาการบาดเจ็บที่ทำให้ถึงกับต้องพิการ ตัดแขนขา อวัยวะอย่างหนึ่งอย่างใดออกไปในสงครามเวียดนามนั้นมีสูงกว่าในสงครามโลก ครั้งที่สองถึง 300 เปอร์เซ็นต์

ในขณะเดียวกัน มีทหารเวียดนามเหนือและเวียตกง (กองกำลังติดอาวุธคอมมิวนิสต์ในเวียดนามใต้) เสียชีวิตไปในระหว่างการต่อสู้ในสงคราม 444,000 ราย นั่นน้อยกว่าพลเรือนเวียดนามที่เสียชีวิตไปเพราะสงครามครั้งนี้มากถึง 587,000 ราย และมีทหารเวียดนามใต้ เสียชีวิตไปในสงครามครั้งนี้อีก 440,357 ราย

ประมาณกันว่า มีคนเวียดนามได้รับบาดเจ็บจากสงครามหนนี้ถึง 935,000 คน

จำนวน คนสัญชาติเวียดนาม ไม่แบ่งแยกเหนือใต้และทหารหรือพลเรือนที่เสียชีวิตไปในสงครามครั้งนี้จึงมี มากถึง 1,471,357 ราย น่าเศร้าเพียงใด น่าสลดใจเพียงใด

อเมริกันใช้ เงินงบประมาณที่เก็บจากภาษีของราษฎรไปในการทำสงครามหนนี้ รวมแล้ว 352,000 ล้านดอลลาร์ 6,000 ล้านดอลลาร์จากจำนวนดังกล่าวถูกใช้ไปเพื่อการทิ้งระเบิดแบบปูพรมทั้งใน เวียดนาม ลาว และกัมพูชา โดยเที่ยวบินทิ้งระเบิดจำนวนมากถึง 1,899,688 เที่ยวบิน ที่หย่อนระเบิดจำนวน 6,727,084 ตัน ลงสู่พื้นดินเป้าหมาย

ในสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพพันธมิตรทิ้งระเบิดใส่เยอรมนีเพียง 2,700,000 ตัน เท่านั้นเอง

ประเมิน ความเสียหายของเวียดนามเหนือจากผลของการทิ้งระเบิดเหล่านี้มีมากถึง 600 ล้านดอลลาร์ แต่นั่นยังไม่สำคัญเท่ากับการสูญเสียชีวิตผู้คนจำนวนมาก

ใน เดือนเมษายน ปี 1975 เมื่อไซ่ง่อนแตก มีชาวเวียดนามอพยพหนีออกนอกประเทศในวันเดียวมากถึง 140,000 คน อีก 10 ล้านคน หลบหนีออกมาเป็นระยะๆ หลังจากนั้นในจำนวนนี้มี "กำพร้าสงคราม" มากถึง 900,000 คน

ชัยชนะหรือพ่ายแพ้ในสงครามจึงแทบไม่มีนัยสำคัญใดๆ

ในเมื่อสิ่งที่หลงเหลืออยู่คือความสูญเสียมหาศาลของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นเอง



สงคราม เวียดนามสิ้นสุดลงไม่พร้อมกัน สำหรับอเมริกันทั้งหลาย สงครามเวียดนามสิ้นสุดลงในวันที่ 29 มีนาคม 1973 เมื่อธงชาติ "สตาร์ แอนด์ สไตรป์ส" ที่ "กองบัญชาการให้ความช่วยเหลือด้านการทหารต่อเวียดนาม-เอ็มเอซีวี" ในไซ่ง่อน ถูกเชิญลงจากเสา พับเก็บ เป็นพิธีการสิ้นสุดการปฏิบัติการทางทหารทุกรูปแบบ หลังจากที่ รัฐสภาอเมริกันลงมติตัดงบประมาณทั้งหมด เพื่อให้ความช่วยเหลือต่อกองทัพเวียดนามใต้ที่ดำเนินมามากกว่า 11 ปี

สำหรับชาวเวียดนาม สงครามหนนี้ไม่เพียงเริ่มต้นเร็วกว่า ยังสิ้นสุดลง

หลังจากนั้น สงครามเวียดนามในความรู้สึกของชาวเวียดนาม สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการเมื่อ "ไซ่ง่อนแตก" กองทัพเวียดนามเหนือ-เวียตกง

บุกเข้ายึดไซ่ง่อนได้อย่างเป็นทางการ

ในวันที่ 29 เมษายน 1975 หรือในอีก 2 ปีถัดมา

ความ ทรงจำเกี่ยวกับสงครามยาวนานนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละผู้คน บาดแผลของสงครามที่กรีดผ่านความคิดและจิตใจของแต่ละผู้คนแตกต่างกันออกไป ผิวเผิน บางเบา และบาดลึกไม่เหมือนกัน

สิ่งที่ค้างคาอยู่ในจิตใจของ โฮเวิร์ด เคิร์น อดีตทหารอากาศยศจ่าสิบเอก จากโอไฮโอ หนักแน่นและยาว ไม่ใช่เหตุการณ์ในสงครามที่เขาใช้ชีวิตอยู่ยาวนานถึง 1 ปีเต็ม หากแต่เป็นความทรงจำเมื่อเดินทางกลับบ้านเกิดหลังการ "รับใช้ชาติ" ในปี 1968 ในห้วงเวลาที่การเดินขบวนประท้วงต่อต้านสงครามเวียดนามกำลังระอุอยู่ทั่วไป ในสหรัฐอเมริกา

เคิร์นบอกว่า เขาบินกลับสหรัฐอเมริกามาพร้อมกับทหารคนอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง ทุกคนได้รับคำบอกให้เปลี่ยนเครื่องแบบเป็นชุดพลเรือนตั้งแต่ยังอยู่บน เครื่องบิน-เพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าของการประท้วง

เคิร์นซึ่งขณะนี้ อายุ 66 ปี บอกว่าสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจเขามากที่สุดก็คือความแตกต่างของบรรยากาศ "ก่อนหน้า" และ "หลัง" จากการเดินทางไปเสี่ยงชีวิตที่เวียดนาม

"สื่อ ต่างๆ พากันแสดงแต่สิ่งที่แย่ๆ ที่ทหารทำเอาไว้ที่โน่น แล้วก็จำนวนศพเท่านั้น" เขาบอกว่า จีไอทั้งหลายทำอะไรที่ดีๆ ไว้ไม่น้อย "แต่คุณไม่มีวันได้พบเห็นสิ่งเหล่านั้น ไม่มีวันได้เห็นอะไรดีๆ ที่จีไอทำ"

เคิร์น ไม่ยอมติดริบบิ้นแสดงตัวเป็นทหารผ่านศึกเวียดนาม ไม่เคยบอกเล่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จะเชื่อมโยงเขากับสงครามไกลโพ้น ไม่แม้แต่กับผู้เป็นภรรยา ตราบจนกระทั่งอีกหลายปีให้หลัง หลังจากที่พวกเขาแต่งงานกัน

น่าสนใจที่ความคิดเรื่องนี้แตกต่างออกไป ในปัจจุบัน อเมริกันจำนวนไม่น้อยยังคง "เกลียด" สงคราม ยังคงมีขบวนการและกระบวนการต่อต้านสงครามในสังคมอเมริกันเกิดขึ้นให้เห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสงครามอิรัก

พวกเขาเกลียด "สงคราม" แต่ยังคงเคารพต่อ "นักรบ" และยินดีต้อนรับพวกเขากลับบ้าน แตกต่างกันอย่างลิบลับกับการต้อนรับด้วยการประท้วงและด่าทอเมื่อ ครั้งกระโน้น

หรือนี่คือความไร้ปรานีอีกรูปแบบหนึ่งของสงคราม



เวย์ น เรย์โนลด์ส มีความทรงจำในอีกรูปแบบต่อสงครามเวียดนาม เขาทำหน้าที่เป็นทหารประจำหน่วยแพทย์อพยพ และกู้ชีพด้วยเฮลิคอปเตอร์ ระหว่างปี 1968-1969 ในวันที่เลวร้าย การสู้รบเกิดขึ้นอย่างหนักหน่วง เครื่องบินของเขาต้องบินขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อไปร่อนลงยังแนวรบไม่น้อยกว่า 4-5 ครั้ง เพื่อนำทหารที่ได้รับบาดเจ็บไปส่งยังโรงพยาบาลสนาม

ปฏิบัติการครั้ง แล้วครั้งเล่าในบรรยากาศน่าพรั่นพรึง ภายใต้สภาวะแวดล้อมน่าหวาดหวั่น สยดสยอง กลับมาหาเขาในรูปของฝันร้าย ฝันถึงภาพของทหารบาดเจ็บ เลือดนองเต็มไปทุกหนแห่ง เสียงคร่ำครวญโอดโอย บาดแผลและสายตาพรั่นพรึงของเหยื่อแห่งความรุนแรงในสงคราม

ฝันร้าย ยิ่งรุนแรงมากขึ้น เลวร้ายขึ้นในทุกครั้งที่เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ของวันครุ่นคิดถึงมัน คิดถึงเวียดนาม ราวป่า เฮลิคอปเตอร์ ระเบิด กระสุนและเลือด

"ผมเห็นคนตายมามากเกินไป" เรย์โนลด์สบอก

ปัจจุบัน เรย์โนลด์สใช้ชีวิตอยู่ในเอเธนส์ รัฐอลาบามา ยึดอาชีพเป็นบุรุษพยาบาลจดทะเบียน และในเวลาเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็นประธานทหารผ่านศึกเวียดนามแห่งอเมริกาประ จำอลาบามามาแล้ว 13 ปี

หลังจากที่เคยพยายามปิดกั้นสงครามจากตัวเองมานานหลายปี ไม่พูดถึง ไม่เคยใส่มันไว้ในประวัติเพื่อการสมัครงานด้วยซ้ำไป

ความจริงย่อมเป็นความจริงอยู่วันยังค่ำ

ประสบการณ์ ของ เดนิส ดี. เกรย์ แตกต่างออกไป เขาสัมผัสกับสงครามเวียดนามครั้งแรกในฐานะนายทหารฝ่ายข่าว ยศร้อยเอก ประจำหน่วยข่าวกรองทหารบก ในไซ่ง่อนระหว่างปี 1970-1971 ก่อนที่จะกลับไปที่นั่นอีกครั้ง ในฐานะของผู้สื่อข่าวประจำสำนักข่าวเอพี

ในเดือนสิงหาคม 1973 และส่งผลให้เขาผ่านสารพัดสงครามต่อเนื่องกันยาวนานในอีก 40 ปีต่อมา

ภารกิจ ที่หน่วยของเกรย์รับผิดชอบก็คือ การเตรียมการเพื่อถอนกำลังทหารออกมาจากเวียดนามใต้ โดยการส่งมอบโครงงาน สรรพาวุธและเสบียงต่างๆ ให้กับกองทัพเวียดนามใต้ ในช่วงที่ถือกันว่าเป็น "ระยะสุดท้าย" ของสงคราม

เกย์บอกว่า โดยส่วนตัวแล้วเขาเข้าสู่กองทัพและเดินทางมายังเวียดนาม เพราะ "อยาก" เชื่อว่า ถึงแม้นี่จะไม่ใช่ "สงครามที่เป็นธรรม" แต่ก็เป็น "สงครามที่จำเป็น" ต้องทำ

"แต่เมื่อถึงที่สุดแล้ว ผมกับเพื่อนๆ แล้วก็ผู้ใต้บังคับบัญชา ต่างเลิกล้มความ "อยาก? ที่ว่านั้น และไม่ค่อย

มีใครเชื่ออย่างนั้นอีกต่อไป" ซึ่งทำให้สถานการณ์ที่พวกเขาเผชิญสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

ตอนเขากลับมาอีกครั้ง หลังการถอนทหารอเมริกัน

กลับบ้านราว 4 เดือน สงครามระหว่างกองทัพเวียดนามเหนือ-เวียตกง และกองทัพเวียดนามใต้ยังคงดำเนินต่อไป

ไซ่ง่อนไม่ได้แตกตื่น แต่เต็มไปด้วยความกระวน

กระวาย ขวัญกำลังใจตกต่ำ ด้วยความรู้สึกที่ว่า สหรัฐอเมริกากำลังจะลาจากไปโดยไม่ได้ "ปิดงาน"

สงคราม เวียดนามกลายเป็นเบ้าหลอมชีวิต "นักข่าว" อีกทั้งชีวิตในเวลาต่อมาของ เดนิส เกรย์ เขาผ่านสงครามและการก่อการร้ายอีกนับครั้งไม่ถ้วนในเวลาต่อมา ตั้งแต่กัมพูชา เรื่อยไปจนถึงอิรัก เขาบอกว่า แค่แว่วว่าจะมีสงคราม หลายคนก็ออกปากบอกว่าเขาต้องไปที่นั่น

"ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้ชอบสงคราม-ผมเกลียดมันด้วยซ้ำไป"



โฮ วัน มินห์ อดีตนายทหารเวียดนามเหนือ บอกว่า เขาได้ยินเรื่องการถอนกำลังกลับประเทศของทหารอเมริกันเป็นครั้งแรก ตอนที่ประชุมร่วมกับผู้บังคับบัญชาในสนามรบ ภายในดินแดนของเวียดนามใต้ ข่าวที่ว่านั้นทำให้เกิดความคาดหวังใหม่ๆ ถึงชัยชนะ และ "ช่วยให้เรารบได้อย่างแข็งแกร่งมากขึ้น" แต่โดยส่วนตัวของ โฮ วัน มินห์ แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้นคือ

"วันเวลาที่เลวร้ายที่สุด" ของสงคราม

โฮ วัน มินห์ เสียขาข้างขวาให้กับกับระเบิด ขณะยกกำลังมุ่งหน้าสู่ไซ่ง่อน เมืองหลวงของเวียดนามใต้ในเวลานั้น

แต่ เขาบอกว่า การถอนกำลังออกไปของกองทัพอเมริกัน ทำให้กองทัพเวียดนามใต้อ่อนแอลง ขวัญกำลังใจของกองทัพเวียดนามเหนือสูงขึ้น ทุกคนล้วนเชื่อมั่นว่า อีกไม่นาน ไซ่ง่อนก็จะถูก "ปลดปล่อย"

40 ปีผ่านไป โฮ วัน มินห์ บอกว่า เขาไม่ได้หลงเหลือความรู้สึกโกรธ เกลียด ชิงชังใดๆ กับทหารอเมริกันเหล่านั้น แม้ว่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศของเขาเสียหายยับเยิน และทั้งทหารและพลเรือนเวียดนามราว 3 ล้านคน ต้องจบชีวิตลง

ถ้าเจอทหารผ่านศึกอเมริกันในวันนี้ โฮ วัน มินห์ บอกว่า เขาจะ "ไม่รู้สึกโกรธ" อีกต่อไป

"แทนที่จะกราดเกรี้ยว ผมจะบอกพวกเขาว่า ผมเห็นใจพวกเขา เพราะเขาถูกส่งมารบที่เวียดนามโดยไม่ได้สมัครใจแต่อย่างใด"

ในเวลาเดียวกัน เขาก็เชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองทำไว้ระหว่างสงครามว่า เป็นสิ่งที่ต้องทำ

"ถ้าใครเข้ามาทำลายบ้านคุณ คุณก็ทำอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากต้องยืนหยัดต่อสู้"

เท่านั้นเอง!

หน้า 22,มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2556
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-04-08 07:58:30


ความเห็นที่ 28 (2940609)

นั่ง"บ.ข.ส."เยือน"เขมร" ตีตั๋วได้แล้ว-ราคาไม่ถึงพัน

Prev
1 of 2
Next

updated: 22 ก.พ. 2556 เวลา 11:47:45 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

กัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีโบราณสถานเก่าแก่ สะท้อนอารยธรรมรุ่งเรืองของยุคขอม

ความเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีทั้งความเหมือนและความต่าง ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปเยือน

หนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกหลั่งไหลเข้ากัมพูชา จากประเทศไทยเองก็ไม่น้อย



กัมพูชาปรับโฉมตัวเองอย่างรวดเร็ว ทั้งความพร้อมในการอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว โรงแรมเกิดขึ้นมากมาย ร้านอาหารก็ได้รับการพัฒนาจนได้มาตรฐาน

หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่ต้องไปเยือนคือ "นครวัด" ที่เมืองเสียมราฐ สร้างในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ในพุทธศตวรรษที่ 16-17 เพื่อเป็นศาสนสถานประจำนครของพระองค์

ย้อนประวัตินครวัด เมื่อสมัยแรกถูกสร้างเป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู ลัทธิไวษณพนิกาย แต่ต่อมาในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เปลี่ยนให้เป็นวัดในศาสนาพุทธนิกายมหายาน ในปัจจุบันปราสาทนครวัดจัดเป็นสิ่งก่อสร้างสัญลักษณ์ของประเทศกัมพูชา และได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อ "เมืองพระนคร"

เมื่อสถานที่ท่องเที่ยวบูม มีการเดินทางระหว่างไทย-กัมพูชามากขึ้น บริษัทขนส่ง จำกัด หรือ บ.ข.ส.จึงเปิดเส้นทางเดินรถโดยสารระหว่าง "ไทย-กัมพูชา" 2 เส้นทาง ประกอบด้วย

1."กรุงเทพฯ-อรัญประเทศ-ปอยเปต-พนมเปญ" รวมระยะทาง 719 กิโลเมตร ค่าโดยสาร 900 บาท รถจะออกจากท่าเวลา 08.15 น. ชานชาลาที่ 106 มีจำนวน 38 ที่นั่ง เป็นรถมาตรฐาน ม.1ข ใช้เวลาเดินทางประมาณ 11 ชั่วโมง แต่ละวันรถจะออกเพียงแค่รอบเดียว และออกจากพนมเปญ เวลา 07.00 น.

และเส้นทาง 2."กรุงเทพฯ-อรัญประเทศ-ปอยเปต-เสียมราฐ" รวมระยะทาง 424 กิโลเมตร ค่าโดยสาร 750 บาท รถออกจากท่าเวลา 09.00 น. ชานชาลาที่ 106 จำนวน 38 ที่นั่ง เป็นรถมาตรฐาน ม.1ข ใช้เวลาเดินทางประมาณ 7 ชั่วโมง แต่ละวันจะมีรถออกเพียงแค่รอบเดียวเช่นกัน และออกจากเสียมราฐเวลา 08.00 น.

น.ส.พัฒนี เกิดวุฒิ พนักงานจำหน่ายตั๋ว บ.ข.ส. กล่าวว่า เปิดจำหน่ายตั๋วตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2555 ที่ผ่านมาแล้ว แต่เกิดปัญหาระหว่างประเทศ ทำให้ไม่สามารถวิ่งรถตามเส้นทางได้ จนกระทั่งวันนี้ (21 ก.พ.56) เป็นวันแรกที่วิ่งรถจากประเทศไทยสู่กัมพูชาได้ เพราะว่าจัดการปัญหาเรื่องเส้นทางได้แล้ว

สำหรับเส้นทางเดินรถ 2 เส้นทาง เส้นทางแรก "กรุงเทพฯ-อรัญประเทศ-ปอยเปต-พนมเปญ" จะเริ่มต้นจากสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) ไปตามทางพิเศษศรีรัช (ด่านบางซื่อ) ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 ถึงแยกต่างระดับบางปะกง

แยกซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 314 แยกขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 304

ผ่านทางแยกอำเภอพนมสารคามถึงแยกเขาหินซ้อน แยกขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 359 แยกซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 317 แยกขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 33 ถึงอำเภออรัญประเทศ ผ่านด่านพรมแดนคลองลึก ถึงด่านปอยเปต ไปตามทางหลวงหมายเลข 5 ไปจนสุดเส้นทาง ณ สถานที่จอดรถโดยสารประจำทางพนมเปญ

ส่วนอีกเส้นทาง "กรุงเทพฯ-อรัญประเทศ-ปอยเปต-เสียมราฐ" เริ่มต้นจากสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) ไปตามทางพิเศษศรีรัช (ด่านบางซื่อ) ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 ถึงแยกต่างระดับบางปะกง แยกซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 314 แยกขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 304 ผ่านทางแยกอำเภอพนมสารคาม ถึงแยกเขาหินซ้อน แยกขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 359 แยกซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 317 แยกขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 33 ถึงอำเภออรัญประเทศประเทศ ผ่านด่านพรมแดนคลองลึก ถึงด่านปอยเปต ไปตามทางหลวงหมายเลข 5 ถึงแยกศรีโสภณ แยกซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 6 ไปสุดเส้นทาง ณ สถานีจอดรถโดยสารประจำทางเสียมราฐ

น.ส.พัฒนีเผยว่า ตั้งแต่โปรโมตช่วงเดือนธันวาคม 2555 มักมีประชาชนโทรศัพท์มา

สอบถามเส้นทางตลอด มาถึงวันนี้ เปิดทำการอย่างเป็นทางการวันแรก มีกระแสตอบรับดี อย่างรอบเช้าวันนี้มีผู้โดยสารกว่า 10 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ มีคนไทยบ้าง และเริ่มจำหน่ายตั๋วก็เริ่มมีลูกค้ามาจองตั๋วล่วงหน้าบ้าง ทั้งนี้ จากการสอบถามทราบว่าส่วนใหญ่ลูกทัวร์จะไปเที่ยวที่นครวัด ซึ่งเป็น

ศาสนสถานเก่าแก่ ตั้งอยู่ในเมืองพระนคร จ.เสียมราฐ ประเทศกัมพูชา และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังอีกด้วย หรือลูกทัวร์อาจจะไปเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวของเมืองต่างๆ

ในประเทศกัมพูชา

ฝากประชาสัมพันธ์ถึงผู้โดยสารที่ต้องการเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศกัมพูชาว่า ถ้าจะมาซื้อตั๋วควรจะนำพาสปอร์ตติดตัวมาด้วย ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถจำหน่ายตั๋วให้ได้ แต่ยังมีทางออกหากจำเป็นต้องเดินทางจริงๆ โดยไม่มีพาสปอร์ต ผู้โดยสารจะต้องลงที่ด่านอรัญประเทศ และทำเรื่องผ่านแดนด้วยตัวเอง เพราะว่ารถทัวร์จะไม่รอทำเรื่องผ่านแดน เนื่องจากจะทำให้ผู้โดยสารคนอื่นๆ เสียเวลาไปด้วย ดังนั้น เพื่อไม่ให้เสียเวลานักท่องเที่ยวคนอื่นๆ จึงควรนำพาสปอร์ตมาด้วยเพื่อความสะดวก

นอกเหนือจาก 2 เส้นทางข้างต้น ในเร็วๆ นี้ บ.ข.ส.จะเปิดเพิ่มเติมอีก 4 เส้นทาง คือ 1.เสียมเรียบ-ศรีสะเกษ-อุบลราชธานี

2.เสียมเรียบ-พัทยา 3.พระตะบอง-จันทบุรี และ 4.สีหนุวิลล์-ตราด

และภายในปี 2557 บ.ข.ส.ยังตั้งเป้าหมายจะเปิดเดินรถโดยสารประจำทาง ไปยังทุกประเทศที่มีพรมแดนติดกับไทยทั้งหมด คือ มาเลเซีย และพม่า ในเส้นทางแม่สอด-

เมียวดี เชียงราย-เชียงตุง และกรุงเทพฯ-ย่างกุ้ง รวมถึงเวียดนาม

ใครสนใจสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่สถานีขนส่งกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือหมอชิต 2 โทร.0-2936-0657 หรือ 08-9281-1396 หรือ call center 1490 ตลอด 24 ชั่วโมง

สัมผัสกัมพูชาแบบตัวเป็นๆ ด้วยรถ บ.ข.ส. ราคาเป็นกันเอง เป็นอีกเสน่ห์ของการท่องเที่ยวทำความรู้จักเพื่อนบ้านรั้วติดกันมาเป็นพันๆ ปี

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-02-22 21:50:21


ความเห็นที่ 27 (2936303)


เสื้อผ้า-รองเท้า100แบรนด์ดังเผ่นหนี ไปตั้งรง.เวียดนาม-กัมพูชา-พม่าหวังค่าแรงถูก



นายทวีกิจ จตุรเจริญคุณ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานกรรมการบริหาร บริษัท ที.เค.การ์เมนต์ จำกัด ผู้ผลิตเสื้อผ้ายี่ห้อดังของโลก เปิดเผยว่า ขณะนี้โรงงานรับจ้างผลิตเสื้อผ้า รองเท้ายี่ห้อดังของไทย และระดับโลกรวมกันไม่ต่ำกว่า 100 ยี่ห้อ อยู่ระหว่างการศึกษาลู่ทางและการเข้าไปตั้งโรงงานผลิตในประเทศเพื่อน บ้านอย่าง กัมพูชา เวียดนาม และพม่า เพื่อหนีค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศ 300 บาท/วันของไทย รวมถึงเป็นการรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) และประเทศเพื่อนบ้านยังสามารถรับสิทธิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) อีกหลายปีในกรณีการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว


ทั้งนี้ ยอมรับว่าเจ้าของลิขสิทธิ์เสื้อผ้า และรองเท้ายี่ห้อดังระดับโลกส่วนใหญ่มีนโยบายที่จะซื้อสินค้า (ออร์เดอร์) ในราคาที่ต่ำ แต่มีคุณภาพสูง หากโรงงานในไทยต้องการเจรจาขอขึ้นราคาสินค้าตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ เจ้าของลิขสิทธิ์หันไปสั่งซื้อออร์เดอร์ในประเทศที่มีต้นทุนต่ำทันที จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้โรงงานในไทยที่ใช้แรงงานเข้มข้นจำเป็นต้องย้ายฐานการ ผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน

"กลุ่มเครื่องนุ่งห่มเริ่มทยอยไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านตั้งแต่ในปีที่ผ่าน มา ส่วนใหญ่เป็นเวียดนามโดยมีค่าจ้างเฉลี่ย 90-100 บาท/วัน เพราะมีการประเมินกันตั้งนานแล้วว่าอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นจำเป็น ต้องไปตั้งโรงงานในประเทศที่มีค่าจ้างถูกและมีแรงงานจำนวนมาก และตอนนี้หลายรายอยู่ระหว่างการจัดตั้งโรงงานในกัมพูชาบ้างแล้ว เพราะมีแรงงานจำนวนมากค่าจ้างเฉลี่ย 70-80 บาท/วัน ซึ่งจะช่วยให้ต้นทุนการผลิตไม่สูงมากนัก" นายทวีกิจกล่าว

สำหรับบริษัท ทีเคการ์เม้น จำกัด มีพนักงาน 3,000-4,000 คน คาดว่าจะทยอยปรับลดพนักงานลงต่อเนื่องเพื่อที่จะปิดกิจการภายใน 3 ปีข้างหน้า โดยหันไปเปิดโรงงานใหม่ในกัมพูชาแทน เพื่อลดต้นทุนจากค่าแรงที่สูงขึ้นในไทย โดยพื้นที่ที่เหมาะสม เช่น จ.ศรีโสภณ ประเทศกัมพูชา และที่สำคัญระยะทางในการขนส่งสินค้าก็ไม่ไกลจากท่าเรือแหลมฉบังด้วย

ด้านนายวุฒิไกร สุวรรณวานิช เลขาธิการส.อ.ท. จ.ขอนแก่น กล่าวว่า ขณะนี้มีแรงงานในหลายโรงงานได้เข้ามาเจรจากับเจ้าของโรงงานเพื่อเป็นสัญญาใจ ในการขอค่าจ้างขั้นต่ำไม่ถึงวันละ 300 บาทตามที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากเข้าใจสถานการณ์ของผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของ รัฐบาล แต่หากเจ้าของกิจการรายใดที่สามารถปรับตัวจนธุรกิจดำเนินการได้ตามปกติแล้ว ก็ต้องปรับค่าจ้างให้เป็นไปตามกฎหมายที่กำหนด

"โรงงานหลายแห่งมีการใช้นโยบายรัดเข็มขัด ลดสวัสดิการพนักงาน และเพิ่มศักยภาพแรงงานมากขึ้น หากรายใดทำงานไม่เข้าเป้าก็จะถูกปลดออก ซึ่งแรงงานบางส่วนมองว่าเป็นสถานการณ์ที่ตึงเครียด ต่างกับเมื่อก่อนที่มีการเลี้ยงข้าว นายจ้างให้ยืมเงินกรณีที่ลูกจ้างขาดสภาพคล่อง แต่ตอนนี้ไม่มีเงินให้ยืม เป็นต้น ดังนั้นหลายรายจึงมีการทำสัญญาใจกันหากธุรกิจรอดก็ปรับค่าจ้างให้เป็นไปตาม ปกติ" นายวุฒิไกรกล่าว

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-01-28 19:59:18


ความเห็นที่ 26 (2935370)

การท่องเที่ยว"พม่า"เติบโต นทท.ต่างชาติทะลุ 1 ล้านคน "คนไทย"มากที่สุด

วันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2556 เวลา 17:20:27 น.

 

 



 

 

สถิติด้านการท่องเที่ยวล่าสุดของพม่าระบุว่า เมื่อปี 2012 แสดงให้เห็นตัวเลขของนักท่องเที่ยวและรายได้ที่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด

 

รายงานระบุว่า เมื่อปีที่แล้ว มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเยือนพม่ากว่า 1 ล้านคน เปรียบเทียบกับปี 2011 ที่มีนักท่องเที่ยว 816,000 คน

 

ตัวเลขรายได้จากการท่องเที่ยวเมื่อเปรียบเทียบกันปีต่อปี เพิ่มขึ้นกว่า 67%  โดยปีที่แล้วการท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้พม่ากว่า 534 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 16,020 ล้านบาท)เปรียบเทียบกับปี 2011 ที่ 319  ล้านดอลลาร์ (ราว 9,570 ล้านบาท)

 

แม้จะมีรายงานว่าพม่าได้พัฒนาและก่อสร้างสาธารณูปโภคจำนวนมากเพื่อรองรับ นักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้าประเทศ แต่เจ้าหน้าที่ไม่รู้สึกกังวล และยังคงมองการลงทุนจากต่างชาติในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในแง่บวก

 

นายขิ่น ทัน วิน ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวและโรงแรม ประจำกระทรวงโรงแรมและการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า นับตั้งแต่กฎหมายด้านการลงทุนฉบับใหม่มีผลบังคับใช้เมื่อปีที่แล้ว นักลงทุนต่างชาติหลายรายได้สอบถามเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้จำนวนมาก พร้อมเสริมว่ากระทรวงกำลังพุ่งเป้าไปที่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การขนส่งและการโรงแรม

 

ตามข้อมูลของทางการระบุว่า ปัจจุบันพม่ามีห้องพักทั้งสิ้น 28,291 ห้อง ขณะที่กระทรวงการโรงแรมและการท่องเที่ยวกำลังร่วมพัฒนาโครงการโรงแรม 5 ดาวร่วมกับบริษัท Hoang Anh Gia Lai จากเวียดนาม

 

ข้อมูลยังระบุว่า คนไทยเป็นชาวต่างชาติที่เดินทางเยือนพม่ามากที่สุด เมื่อเทียบกันเป็นรายสัญชาติ โดยสามารถเอาชนะจีนได้ ทั้งนี้ เมื่อปีที่แล้ว มีคนใดเดินทางเข้าพม่าราว 90,000 คน ชาวจีน 70,000 คน ชาวอเมริกัน 37,000 คน ขณะที่เมื่อเทียบเป็นเพศ ผู้ชายมีสัดส่วนมากกว่าผู้หญิง ที่ 62% ต่อ 38%

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-01-22 10:10:14


ความเห็นที่ 25 (2932035)

ฮือฮา พม่าจัดงานเค้าท์ดาวน์ขึ้นปีใหม่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์-ผู้คนสุด ยินดี"ขอให้มีอีก"(ชมคลิป)

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2556 เวลา 11:50:54 น.









 
รับชมข่าว VDO

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พม่าได้จัดงานเคาท์ดาวน์นับถอยหลังเหตุการณ์ขึ้นปีใหม่ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยในกรุงย่างกุ้งมีการเล่นพลุ การแสดงดนตรีพื้นเมือง และการเต้นรำตามธรรมเนียมชาวพม่า ขณะที่ผู้คนจำนวนกว่า 50,000 ได้รวมกันหน้าบริเวณเจดีย์ชเวดากอง เพื่อรำลึกถึงวันขึ้นปีใหม่สู่ปี 2013

 

ด้านชาวพม่าบางรายบอกว่า เหตุการณ์จัดงานเคาท์ดาวน์ครั้งนี้เป็นสัญญาณล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาล พม่า ได้ผ่อนคลายมาตรการคุมเข้มต่อประชาชน หลังถูกปกครองภายใต้ยุคของทหารมายาวนาน และบางรายบอกว่า พวกเขารู้สึกตื่นเต้นและยินดีมากกับเทศกาลดังกล่าว และหวังว่าทางการพม่าจะอนุญาตให้มีการจัดเทศกาลใหญ่ ๆ เช่นนี้อีก

 

ทั้งนี้ ก่อนหน้าเทศกาลเค้าท์ดาวน์ พม่ายังได้อนุญาตให้มีการจัดคอนเสิร์ตต่างประเทศเป็นครั้งแรก โดยมีศิลปินระดับโลกอย่างเจสัน มาร์ซ ประเดิมเป็นศิลปินรายแรกที่จัดคอนเสิร์ตในพม่า

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-01-01 18:08:32


ความเห็นที่ 24 (2929451)

สปป.ลาว เปิดนครเวียงจันทน์ 22-24 ม.ค.56 จัดใหญ่ มหกรรมท่องเที่ยวอาเซียน

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2555 เวลา 19:00:38 น.

 

 



 

สปป.ลาว พร้อมจัดยิ่งใหญ่มหกรรม "อาเซียน ทัวริสซึ่ม ฟอรัม" เปิดนครเวียงจันทน์ต้อนรับลูกค้าทั่วโลก ส่วนเอกชนไทยไม่พลาด ร่วมชิงตลาดใหม่ ๆ จากทั่วโลกกว่า 10 ประเทศ

 

สำนักงานเลขาธิการการท่องเที่ยวอาเซียน รายงานว่า ระหว่างวันที่ 22-24 มกราคม 2556 ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว 10 ประเทศ รวมทั้งไทยด้วยจะจัดมหกรรม ASEAN Tourism Forum 2013 หรือ ATF 2013 ขึ้นที่กรุงเวียงจันทน์ สปป.ลาว

 

ขณะนี้มีผู้ประกอบการทุกประเทศตอบรับเข้าร่วมเปิดบูธ เพื่อขายสินค้าทางการท่องเที่ยวแล้วมากกว่า 1,000 บูธ ในจำนวนนี้จะมีผู้ประกอบการมากกว่า 460 บูธ อาศัยความรวดเร็วเข้าไปเจาะการขายในงาน TRAVEX 2013 ที่กำหนดในศูนย์การประชุมและจัดแสดงนิทรรศการแห่งชาติ สปป.ลาว และ คอนเว็นชั่น เซนเตอร์ เวียงจันทน์


ทั้งนี้มีกลุ่มจัดแสดงสินค้าท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเกิน กว่า 40 % เป็นกลุ่มของบริษัทที่มีเครือข่ายขนาดใหญ่รวมอยู่ 75 % และจะมีบริษัทใหม่ ๆ เข้ามาร่วมอีก 35 % ทางเจ้าภาพ สปป.ลาว ถือว่างานนี้เป็นกิจกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด โดยจะมีสื่อมวลชนนานาชาติเข้ามานำเสนอกว่ากว่า 170 คน

 

ส่วนกลุ่มผู้ซื้อจากตลาดโลกในงาน ATF 2013 จะมี อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย บังกลาเทศ ไอร์แลนด์ เนปาล ศรีลังกา ปากีสถาน ไต้หวัน ซาอุดิอาระเบีย สโลเวเนีย และผู้ซื้อ 57% คาดหวังที่จะได้เห็นสินค้าและความแปลกใหม่ในงาน 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-12-16 10:10:38


ความเห็นที่ 23 (2927253)

จีนอัดฉีดทุน 7 พันล้าน $US ให้ลาว สร้างทางรถไฟความเร็วสูงคุนหมิง-เวียงจันทน์

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 ตุลาคม 2555 16:45 น.    
 
เส้นทางรถไฟความเร็วสูงคุนหมิง-เวียงจันทน์ หนึ่งในเส้นทางสายเอเชียที่จีนวางแผนขยายต่อผ่านไทยไปจนถึงสิงคโปร์ (ภาพ-เอเยนซี่)

       เฟิ่งหวง-จีนเตรียม เซ็นสัญญากับลาวในการเป็นผู้จัดหาเงินทุน 7 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ สร้างทางรถไฟความเร็วสูงสายคุนหมิง-เวียงจันทน์ ซึ่งเป็นสายสำคัญสายหนึ่งในโครงการทางรถไฟสายเอเชียที่จีนวางแผนเชื่อมต่อไป จนถึงสิงคโปร์ในอนาคต
       
       สื่อออนไลน์จีนรายงาน เมื่อวันที่ 25 ต.ค.นายสุลิวง ดาลาวง (Soulivong Dalavong) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและเหมืองแร่ของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว หรือ สปป.ลาวเผยว่า ประเทศจีนได้ตกลงเห็นชอบในการเป็นผู้จัดหาเงินทุนสร้างทางรถไฟความเร็วสูง เส้นทางระหว่างจีนและลาว มูลค่า 7,000 ล้านดอลลาร์ (2.2 แสนล้านบาท)
       
       รายงานข่าวกล่าวว่า สภาแห่งชาติลาวได้อนุมัติแผนงานการก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงสายนี้ตั้งแต่ เดือนธันวาคม ปีพ.ศ.2553 แต่เงินทุนที่มีอยู่ไม่เพียงพอ ทำให้โครงการดำเนินไปอย่างล่าช้า ซึ่งจีนเห็นว่าทางรถไฟสายนี้มีความสำคัญจึงยื่นมือเข้าช่วยเหลือดังกล่าว
       
       เมื่อเส้นทางรถไฟสายนี้เปิดใช้จะเป็นเส้นทางซึ่งเชื่อมระหว่างเมือง คุนหมิง มณฑลอวิ๋นหนัน และนครเวียงจันทน์ของลาว ซึ่งนอกจากใช้ขนส่งวัตถุดิบ แร่ธาตุ อีกทั้งสินค้าต่างๆระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับชายแดนจีนแล้ว ยังเป็นเส้นทางสำคัญส่วนหนึ่งของ โครงการทางรถไฟสายเอเชียหรือหรือTrans-Asian Railway Network ที่มีความยาวร่วม 3,900 กม.ซึ่งจีนมีแผนขยายเส้นทางต่อไปยังประเทศสิงคโปร์
       
       นายสุลิวง ดาลาวงกล่าวว่า ความร่วมมือกับจีนครั้งใหม่นี้คาดว่าจะมีการลงนามในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ภายใต้ข้อตกลงให้ธนาคารจีนเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดหาเงินทุนสำหรับก่อสร้าง ทางรถไฟความเร็วสูงจากเวียงจันทน์ถึงคุนหมิง ความยาวทั้งสิ้น 418 กม. โดยลาวจะจัดส่งแร่ธาตุเช่น แร่โพแทสเซียม ไม้ สินค้าการเกษตร และสินค้าอื่นๆให้จีนเป็นจำนวน 5 ล้านตันต่อปีไปจนถึงปีพ.ศ.2563 หรืออีก 8 ปีข้างหน้า
       
       โครงการนี้บริษัทก่อสร้างในจีนเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง โดยวางแผนไว้ว่าจะแล้วเสร็จในปีพ.ศ.2558 และคาดว่าจะเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าและเส้นทางโดยสารที่สำคัญสายหนึ่งใน เอเชีย
       
       ล่าสุดยังไม่มีความแน่ชัดว่าจีนได้จัดหาเงินทุนจากธนาคารใด สื่อออนไลน์แห่งหนึ่งของลาวรายงานโดยอ้างจากบทความของรองนายกรัฐมนตรีลาว นายสมสะหวาด เล่งสะหวัด (Somsavat Lengsavad) ถอดความได้ว่า แหล่งเงินทุนก้อนนี้มาจากธนาคารเพื่อการนำเข้า-ส่งออกจีน (Export-Import Bank of China)
       
       คลิปโครงการทางรถไฟความเร็วสูงคุนหมิง-เวียงจันทน์ ที่ได้รับการอนุมัติจากสภาแห่งชาติลาว ใน เดือนธันวาคม ปีพ.ศ.2553

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-12-03 17:39:55


ความเห็นที่ 22 (1539107)

ขับรถข้ามโขงเข้าลาวระวังเจอดีทูตเตือนซื้อประกัน/เกิดอุบัติเหตุโดนโขกนับแสน

บ.วิริยะ/คปภ./บ.กลาง - ประกันรถข้ามแดนไทย-ลาวหงอย! รถทำประกันน้อย เหตุ ระบบการซื้อประกันยุ่งยาก ลาวคุ้มครองต่ำรถไทยไม่อยากซื้อ แถมขาดการประชาสัมพันธ์ ตำรวจมึนจับรถฝั่งลาวเข้าไทย ข้อหาไม่มีประกัน ตะลึง! คนไทยขับรถไปลาวถูกจับเยอะ เหตุกฎหมายลาวเข้มขับรถชนต้องตกลงค่าเสียหายจนกว่าคนลาว จะพอใจตำรวจถึงปล่อยตัว สถานทูตไทยเต้นออกหนังสือเตือนคนไทยซื้อประกันคุ้มครองสูง วิริยะฯ เสือปืนไวผนึก “เอจีแอล” ค่ายประกันลาวปั้น “1 ตัวแทน 2 ประเทศ” ขายกรมธรรม์ 2 ชาติ

โครงการประกันภัยรถ ยนต์ภาคบังคับผ่านแดนอาเซียน ที่รัฐบาลของแต่ละชาติร่วมกันผลักดันเพื่อส่งเสริมการค้าในกลุ่มเบื้องต้นมี 4 ชาติลงนามคือไทย ลาว เวียดนามและกัมพูชา โดยไทยและลาวเริ่มนำร่องก่อนเมื่อปลายเดือน ธันวาคมปี 2552 รูปแบบโครงการคือรถยนต์ที่จะวิ่งข้ามพรม แดน 2 ประเทศ

สามารถติดต่อขอทำประกันภัยกับสาขาของบริษัทประกันภัยที่เข้าร่วมโครงการโดย ไม่ต้องไปเสียเวลาทำที่ปลายทางเหมือนในอดีต โดยได้รับหลักฐานการทำประกันภัยที่เรียกว่าบลูการ์ด สติกเกอร์และใบรับรองการทำประกันซึ่งจะใช้แปะหน้ากระจกรถแสดงว่าทำประกัน แล้วขณะที่ความคุ้มครองยึดตามกฎหมายประกันพ.ร.บ.ของแต่ละประเทศ

ผ่านมาเกือบ 3 ปีโครงการนี้ไม่เปรี้ยงปร้างอย่างที่คิด โดยนายณัฐพงศ์ บุญเย็น รองผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการภาค 2 บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) หนึ่งในบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ เปิดเผย”สยามธุรกิจ” ว่าไม่ค่อยประสบความสำเร็จมีรถยนต์ที่วิ่งข้ามระหว่าง 2 ประเทศทำประกันน้อยมากเนื่องจาก 3 สาเหตุคือ 1.การซื้อประกันยุ่งยากต้องซื้อกับสำนักสาขาที่มีระบบคอมพิวเตอร์เท่านั้น เพราะต้องเชื่อมโยงข้อมูลการทำประกันแบบเรียลไทม์เพื่อให้ความคุ้มครองทันที ขณะที่ตัวแทนตามชายแดนไม่มีคอมพิวเตอร์ 2.ความคุ้มครองต่ำโดยเฉพาะประกันภัยพ.ร.บ.ของสปป.ลาวที่คุ้มครองต่ำกว่าของ ไทยมากทำให้รถจากฝั่งไทยข้ามไปลาวไม่ค่อยทำประกัน และ 3.ขาดการประชาสัมพันธ์ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างตำรวจทางหลวงของ 2 ประเทศซึ่งอาจจะรู้ข้อมูลเฉพาะดับบนแต่ระดับล่างที่เป็นผู้ปฏิบัติงานไม่รู้ ว่ารถที่ติดเครื่องหมายบลูการ์ดทำประกันพ.ร.บ.ข้ามแดนแล้ว ดังนั้นเมื่อรถของทั้ง 2 ประเทศวิ่งเข้ามาถูกจับเพราะไม่มีประกันภัยพ.ร.บ.

“หลายปีก่อนมีรถจากฝั่งไทยข้ามไปฝั่งลาวเยอะแต่ช่วงหลังน้อยลงเพราะกฎหมาย ทางลาวเข้มงวด รถทุกคันที่จะข้ามไปต้องทำพาสปอร์ตก่อน รถเช่าซื้อข้ามไม่ได้ ส่วนหนึ่งเพราะป้องกันรถถูกโจรกรรมจากฝั่งเราแล้วนำไปขายฝั่งเขา อย่างของเราบางทียอดทำประกันรถข้ามแดนเดือนหนึ่งไม่ถึง 10 คัน “นายณัฐพงศ์ กล่าวว่า คนไทยไม่รู้ถึงความเข้มงวดของกฎหมายสปป.ลาวเมื่อขับรถเข้าไปมักจะเลือกซื้อ ประกันภัยราคาถูกไว้ก่อน เมื่อเกิดอุบัติเหตุในสปป.ลาวถ้าเป็นฝ่ายผิดจะถูกเรียกร้องค่าเสียหายในวง เงินสูงมากและถ้าไม่
มีเงินจ่ายทางตำรวจสปป.ลาวจะกักขังผู้ขับขี่ไว้ก่อนจนกว่าสามารถเจรจาให้ผู้ เสียหายพึงพอใจสินไหมได้ ทำให้มีผู้ขับขี่รถยนต์คนไทยในลาวถูกกักขังระหว่างรอการเจรจามีสูงมาก จนสถานทูตไทยต้องออกประกาศเตือนเรื่องการซื้อกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์แต่ละ ครั้งนั้นต้องเลือกซื้อความคุ้มครองในทุนประกันที่สูงเพราะเมื่อเกิดความ เสียหายแล้วจะถูกเรียกร้องค่าเสียหายอยู่ที่หลักแสนบาทถึงหลักล้านบาท

นายณัฐพงศ์กล่าวว่า บริษัทเพิ่งประชุมกับกลุ่มผู้บริหารของบริษัท ประกันภัยสปป.ลาว (เอจีแอล)ที่เป็นคู่ค้าเพื่อหารือถึงความร่วมมือทางการค้า โดยเอจีแอลได้ขอให้ขอให้วิริยะพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะให้สำนักงานตัวแทน ของวิริยะที่อยู่ตามแนวชายแดนไทย-ลาวทำหน้าที่เป็นศูนย์บริการประกันภัยของ เอจีแอลด้วยทั้งเป็นศูนย์ให้ข้อมูลและขายกรมธรรม์ของเอจีแอทุกประเภทเพื่อ รองรับเออีซี นับเป็นครั้งแรกที่มีการผนึกทีมงานขายกันอย่างเป็นทางการ

“การให้ตัวแทนของเราขายกรมธรรม์ของเอจีแอล เสมือนเป็น” 1 ตัวแทน 2 ประเทศ” เท่าที่ดูกฎหมายของ 2 ประเทศไม่น่าจะมีข้อจำกัด และข้อเท็จจริงของตลาดในสปป.ลาว ตัวแทนของเขาก็ขายประกันให้กับบริษัทต่างๆ ในไทยมานานแล้ว”

ด้านแหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกัน ภัย(คปภ.)กล่าวกับ”สยามธุรกิจ”ว่าเท่าที่ถามบริษัทประกันภัยแต่ละแห่งยอดการ ทำประกันรถข้ามแดนไม่มากเพราะจำนวนรถที่วิ่งข้ามระหว่าง 2 ประเทศน้อยปีหนึ่งมีการทำประกันประมาณ 3-4หมื่นคันจากตอนแรกที่คาดไว้สูงกว่านี้ตอนนั้นอาจจะดูจำนวนรถมีมากแต่ส่วน ใหญ่เป็นรถเดิมๆ ที่วิ่งข้ามไปมาเป็นประจำอยู่แล้วซึ่งปีหนึ่งก็ทำประกันครั้งเดียวแยกเป็น 2 ประเภทคือ 1 รถขนส่งสินค้า รถโดยสารที่ข้ามประจำและ 2.รถนำนักท่องเที่ยวซึ่งฝั่งลาวจะมีกฎให้ใช้รถของเขา ใช้ไกด์ของเขา

“เท่าที่ถามบริษัทที่ขายบกว่าไม่คุ้มแต่ต้องทำเพราะรักษาภาพลักษณ์บางบริษัท ไปเปิดบูธขายอยู่ตามชายแดนเลย ส่วนที่ว่ามีรถจากไทยไปถูกจับที่โน้นมีแค่ 1-2 รายเท่านั้นเราก็เคลียร์กับทางเขาเรื่องก็จบ ส่วนที่ว่าตำรวจทางหลวงทั้ง 2 ฝั่งไม่รู้เรื่องบลูการ์ดจับรถที่ข้ามฝั่งเข้ามาต้องบอกว่าบางทีเป็นตำรวจ จากพื้นที่อื่นย้ายไปใหม่เขาก็ไม่รู้ เรื่องนี้คปภ.ประสานบางพื้นที่เราให้เรื่องบลูการ์ดไปทั้งเล่ม”

นายนพดล สันติภากรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ในฐานะเนชั่นแนล บูโร ประเทศไทย ทำหน้าที่เคลมสินไหมและขายประกันรถข้ามแดน กล่าวกับ”สยามธุรกิจ”ว่า ยังไม่ได้คุยกันเลยว่าจะมีประเด็นอะไรไปประชุมในที่ประชุมเนชั่นแนล บูโร ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นในเดือนธันวาคมนี้ เพียงแต่ทุกประเทศต่างก็ติดตามความพร้อมของเนชั่นแนล บูโรของตัวเองว่ามีความพร้อมแค่ไหนในการจัดตั้งและเตรียมความพร้อมในเรื่อง ของหลักเกณฑ์ หรือกฎหมายที่จะรองรับเนชั่นแนล บูโร

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-11-04 09:18:45


ความเห็นที่ 21 (1536684)

"ลี กวน ยิว"ออกโรง เตือนไทย-วิพากษ์พม่า

วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2555 เวลา 11:30:36 น.

 

 

 



 

เมืองไทย 25 น.  โดย ทวี มีเงิน  ข่าวสด 23 ตุลาคม 2555


นานๆ สิงห์เฒ่าผู้ยิ่งใหญ่มหาอมตะนิรันดร์กาลอย่าง "ลี กวน ยิว" อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์จะให้สัมภาษณ์สื่อ มวลชน ที่สำคัญพูดถึงเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดกันมานานอย่าง "ไทย" กับ "พม่า" ประเทศที่กำลังเนื้อหอมสุดๆ จึงน่าสนใจอย่างยิ่งว่าเขาจะพูดถึงอย่างไร คำพูดทั้งหลายทั้งปวงถ่ายทอดผ่าน "ฟอร์บส์" นิตยสารชื่อดังที่คนไทยรู้จักกันดี



"ลี กวน ยิว " ได้แสดงความเห็นต่อระบบเศรษฐกิจ "แบบตลาดเสรี" และระบบเศรษฐกิจ "แบบสังคมนิยม" โดยยกตัวอย่างกรณี "ไทย" และ "พม่า" ยิ่งน่าสนใจว่าทำไมต้องเป็นไทยกับพม่า แต่เมื่อติดตามดูจะเห็นว่าทั้งสองประเทศนี้มี "ความเหมือน" และ "ความต่าง" อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว

อดีต นายกฯสิงคโปร์ระบุว่า ระหว่างไทยกับพม่าพื้นที่และประชากรใกล้เคียงกัน รวมทั้งในช่วงทศวรรษที่ 60 ทั้งสองประเทศยังมี ขนาดเศรษฐกิจใกล้เคียงกันด้วย จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 1962 เมื่อพม่าก้าวสู่การปกครองระบอบทหาร ซึ่งดำเนินระบบเศรษฐกิจแบบปิดกั้นตัวเองรวมทั้งขับไล่ชาวอินเดียที่เข้ามา บุกเบิกอุตสาหกรรม ค้าปลีกก่อนหน้านั้นหลายทศวรรษ


แต่ ในทางตรงข้าม บรรดาผู้นำไทยเลือกที่จะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี เปิดรับจากการลงทุนจากทั่วทุกมุมโลก และต้อนรับผู้อพยพชาวจีนเข้ามาในประเทศ จนส่งผลให้ปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียนโยบาย ปิดกั้นตัวเองของพม่าทำให้รายได้ประชาชาติต่อหัวในพม่าอยู่ที่ 1,950 เหรียญสหรัฐต่อปีเท่านั้น ขณะที่ไทยอยู่ที่ 8,516 เหรียญสหรัฐต่อปี

อย่าง ไรก็ตาม อดีตผู้นำสิงคโปร์ออกโรงเตือนว่า แม้ไทยเปลี่ยนระบบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยในห้วงเวลาที่ผ่านมากองทัพก็ได้ก่อการรัฐประหารทุกครั้งที่เห็น ว่ารัฐบาลขาดประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ 80 ปีที่ผ่านมา กองทัพมีความพยายามรัฐประหาร 18 ครั้งโดยล้มเหลว 7 ครั้ง


การ แทรกแซงของกองทัพนำไปสู่ความไม่แน่นอนทางการเมืองและฉุดความเชื่อมั่นของนัก ลงทุนอย่างหนัก ดังนั้นทั้งไทยและพม่าควรตระหนักดีว่า ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของไทยในช่วงที่ผ่านมา เกิดจากนโยบายด้านการค้าและลงทุนที่เสรี ในทางกลับกันนโยบายที่ปิดกั้นตัวเอง คือ สาเหตุทำให้พม่าล้าหลังกว่า 50 ปี


ต้องบอกว่า มุมมองของสิงห์เฒ่า ทั้งลึก ทั้งคม ไม่เคยทิ้ง ลายเดิมจริงๆ

พม่ากำลังสังคายนาประเทศครั้งใหญ่เตรียมเปิดประตู สู่โลกภายนอก แต่ไทยยิ่งนับวันยังพายเรืออยู่ในอ่างไปไม่ถึงไหนซักที

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-10-24 22:49:38


ความเห็นที่ 20 (1533201)

การรถไฟเดินหน้าเส้นทาง อรัญฯ-ปอยเปต-พนมเปญ แจ้งผู้บุกรุกรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในเดือนตุลาคมนี้

วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2555 เวลา 18:22:20 น.

 

 

 

 

 

การรถไฟแห่งประเทศไทย แจ้งว่า ด้วยคณะรัฐมนตรีมีมติจัดสรรงบประมาณประจำปี 2556 ให้การรถไฟแห่งประเทศไทย ดำเนินการโครงการ ก่อสร้างทางรถไฟ เชื่อมค่อมกับประเทศเพื่อนบ้านเส้นทางสถานี อรัญประเทศ-ปอยเปต – พนมเปญ ระยะทาง 6 กิโลเมตร โดยจะเริ่มดำเนินการ ตั้งแต่เดือน ธันวาคม 2555 เป็นต้นไป การรถไฟแห่งประเทศไทย จึงได้ดำเนินการสำรวจความพร้อมของพื้นที่ในสายทางของโครงการ ระหว่าง สถานีอรัญประเทศ –คลองลึก และดำเนินการรื้อย้ายสาธารณูปโภค สิ่งปลูกสร้างและผู้บุกรุกที่ผิดกฎหมาย บริเวณสองข้างทางรถไฟระยะ 20 เมตร จากศูนย์กลางทางประธาน ให้เสร็จก่อนขออนุมัติดำเนินโครงการ โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้กำหนดขั้นตอนดำเนิน

การ โดย แจ้งยกเลิกสัญญาเช่า ที่อยู่ในพื้นที่โครงการ และให้ผู้เช่ามอบพื้นที่คืนให้การรถไฟแห่งประเทศไทย ภายในเดือนตุลาคม 2555 และให้ผู้บุกรุกที่ดินรถไฟ ที่อยู่ในพื้นที่โครงการ ออกจากพื้นที่ภายในเดือน ตุลาคม 2555

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-10-13 18:25:55


ความเห็นที่ 19 (1528521)

 

เชื่อไหม ? พม่าเทียบประเทศไทยภายใน 5-10 ปี เปิดกลยุทธ์"เต็งเส่ง"

วันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2555 เวลา 21:53:34 น.

 




 

 

พม่า เดินเครื่องเต็มสูบ ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ คุยกับซี.พี

บรรยากาศการลงทุนในพม่าวันนี้คึกคัก เพราะรัฐบาลมีความพยายามอย่างมุ่งมั่นจริงจังในการเปิดประเทศผ่อนคลายกฏเกณฑ์ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ที่สำคัญได้ศึกษาความสำเร็จและความล้มเหลวของประเทศต่างๆ ในการเปิดประเทศและการส่งเสริมการลงทุน


พม่ารู้ดีว่าประเทศต้องการอะไร การเมืองที่มั่นคงและพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อความกินดีอยู่ดีของประชาชน แก้ปัญหาสังคมอย่างลงตัว พม่าจึงมีความพร้อมในการคัดเลือกนักลงทุนจากทั่วโลกที่ทำธุรกิจอย่างสร้างสรรค์และเป็นนักพัฒนาตัวจริง


ภาพรวมของพม่าในวันนี้ ประชากรส่วนใหญ่ยังคงมีอาชีพเกษตรกรรม คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 36 ของ GDP คงที่เช่นนี้มาเป็นเวลากว่า 20 ปีติดต่อกัน สะท้อนให้เห็นว่า ความสามารถในการใช้ทรัพยากรของพม่ายังมีขีดจำกัด ซึ่งสอดคล้องกับเอกสารงานวิจัยเชิงนโยบาย กลุ่ม NGO ต่างชาติ ที่ต่างให้ความเห็นตรงกันกับจุดยืนของรัฐบาลพม่า ว่า การเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติของพม่า โดยเฉพาะภาคการเกษตร เป็นประเด็นเร่งด่วนที่สุดของประเทศ ดังนั้นพม่าจึงใช้เรื่องนี้เป็นแนวทางสำคัญในการคัดเลือกนักลงุทนที่มีความสามารถในลักษณะของ “Enabler” หรือ ผู้สร้าง มากกว่า “Exploitation” ผู้เข้าใช้ประโยชน์ เพื่อการยกระดับศักยภาพภาคการเกษตรของประเทศ


“ข้าว” จึงถูกชูขึ้นมาเป็นยุทธศาสตร์ ที่พม่าตั้งเป้าหมายว่า จะทวงแชมป์อันดับหนึ่งในการส่งออกข้าว เนื่องจากมีพื้นที่เพาะปลูกที่อุดมสมบูรณ์ ระบบชลประทานที่ยอดเยี่ยมและพร้อมก้าวเข้าสู่การทำการเกษตรแบบใช้เทคโนโลยี  โดยขณะนี้กระทรวงเกษตร ได้จัดรูปที่ดินและทำแปลงตัวอย่าง คัดพันธุ์ดีที่ปลูก เพื่อเพิ่มคุณภาพและปริมาณข้าวที่ผลิต


ภายใต้การนำของประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า   พลเอกเต็ง เส่ง  ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนจากต่างประเทศ ด้วยการประกาศว่า การลงทุนในพม่า ต้องเข้าถึงได้ง่าย เงื่อนไขต้องตอบสนองความต้องการของบริษัทต่างชาติ ที่มีความประสงค์จะลงทุนและทำธุรกิจในพม่าอย่างจริงจัง


สำนักข่าวเอพีรายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ รัฐสภาพม่าได้ผ่านร่างกฎหมายการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนจากภายนอกมากที่สุด ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้


1.อนุญาตให้บริษัทต่างชาติถือหุ้น 50 เปอร์เซ็นต์ในกิจการร่วมค้าหรือจอยต์เวนเจอร์ได้
2.ยินยอมให้กองทุนต่างชาติสามารถลงทุนในจอยต์เวนเจอร์ได้ 50 เปอร์เซ็นต์
3.อนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเช่าที่ดินเบื้องต้นได้เป็นระยะเวลา 50 ปี โดยมีเงื่อนไขให้สามารถต่อสัญญาได้


ส่วนข้อกำหนดที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนของต่างชาติ รัฐสภาพม่าดำเนินการยกเลิกไปพร้อมๆ กันด้วย อาทิ เรื่องข้อกำหนดที่ระบุว่านักลงทุนจะต้องมีเงินลงทุนเริ่มต้นขั้นต่ำ 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 155 ล้านบาท) ตรงนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะดึงดูดการลงทุนใหม่แทนที่จะสร้างข้อจำกัด  โดยกฏหมายฉบับนี้จะประกาศใช้เร็วๆ นี้


ประตูบานใหญ่ของพม่าที่เปิดต้อนรับนักลงทุนจากทั่วโลก  ไม่เพียงแต่ทำให้นักลงทุนได้เห็นถึงโอกาสใหม่ๆ แต่ยังเป็นแม่เหล็กดึงเม็ดเงินจากทั่วโลกเข้ามาพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศพม่าให้เฟื่องฟูขึ้น ซึ่งหากดูมูลค่าการลงทุนในประเทศพม่าช่วงที่ผ่านมา จะพบว่ามีสถิติที่น่าสนใจทีเดียว


ตัวเลขล่าสุดเดือนมีนาคม 2555 มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศพม่า รวมมูลค่าทั้งสิ้น 40,699,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จาก 458 โครงการ ใน 31 ประเทศ นับตั้งแต่เปิดประเทศในปี ค.ศ. 2531 โดยส่วนหนึ่งเป็นการลงทุนผ่านความร่วมมือระดับภูมิภาค อันดับหนึ่ง คือ  จีน มูลค่าการลงทุน 13,947,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ รองลงมาเป็นไทย  9,568,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ตามมาด้วยฮ่องกง เกาหลีใต้ อังกฤษ สิงคโปร์ ฯลฯ

มูลค่าการลงทุนจากประเทศต่างในสหภาพพม่า 6 อันดับแรก




ที่มา:
http://www.advantiquegroup.com/mpsis?gclid=CPujz6qJqrICFQsb6wodllsAx


สำหรับประเทศไทย ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2549-2553)มีการลงทุนในพม่าสูงถึง 4,830 ล้านเหรียญ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงาน อาทิ โรงไฟฟ้าถ่านหิน ก๊าชธรรมชาติ เป็นต้น และอุตสาหกรรมก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆภายในประเทศ Infrastructure (โดยเฉพาะในนิยมอุตสาหกรรมทวาย เช่น กรณีของอิตัลไทยก่อสร้างท่าเรือทวาย) 



วันนี้แม้บริษัทใหญ่ทั่วโลกจะตบเท้าเข้าไปลงทุนในพม่าจนหัวบันไดไม่แห้ง กลายเป็นประเทศที่เนื้อหอมมาก แต่การเข้าไปลงทุนในพม่าก็ยังมีความท้าทายอยู่หลายประการ ทั้งเรื่องความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานกฏระเบียบการลงทุน และที่สำคัญมาก คือ ทัศนคติของนักลงทุน  ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยที่สนใจเข้าไปลงทุนยังมีทัศนคติและความไม่เข้าใจเกี่ยวกับประเทศพม่าในหลาย ๆ ด้าน ดังนั้นก่อนเข้าไปลงทุนต้องศึกษาหาข้อมูล แสวงหาโอกาส และศักยภาพใหม่ๆ นอกจากนี้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้เข้ากับกฎระเบียบของพม่าที่มีอยู่ โดยอาจจะแสวงหาพันธมิตรนักธุรกิจชาวพม่ามาร่วมทุน ก็จะทำให้สามารถแจ้งเกิดได้ง่ายขึ้น


ที่ผ่านมาหลายคนมองว่า การพัฒนาของพม่าค่อนข้างล้าหลังประเทศไทยประมาณ 40 ปี แต่วันนี้พม่ากำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด และอาจขึ้นมาเทียบประเทศไทยภายใน 5-10 ปีนี้


พม่าจึงเป็นโอกาสที่สำคัญของไทย เพราะ 80 เปอร์เซ็นต์ของสินค้าที่ใช้ในการบริโภคของประชากรพม่า 60 ล้านคนมาจากการนำเข้า ที่สำคัญพม่ามีความเชื่อมั่นต่อสินค้าไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากไทยและพม่ามีวัฒนธรรมใกล้เคียงกัน 


มากกว่านั้นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่ายังแนบแน่นมายาวนาน ช่วงที่ผ่านมา พลเอกเต็ง เส่ง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า   ได้เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ และได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการค้าการลงทุนและนโยบายลงทุนของรัฐบาลแห่งสหภาพพม่า กับ นายธนินท์ พร้อมเชื้อเชิญให้ซี.พี.เข้าไปขยายการลงทุนในพม่า เช่นเดียวกับที่เชื้อเชิญบริษัทใหญ่ในโลกไปลงทุนในพม่า และเมื่อจังหวะเหมาะสม ต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา นายธนินท์ ได้นำทีมผู้บริหารซี.พี. เยือนพม่าตามคำเชิญของพลเอกเต็ง เส่งเพื่อดูลู่ทางขยายการลงทุนด้านเกษตร โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากรัฐบาลและนักธุรกิจพม่า และได้มีโอกาสคุยกับทีมงานรัฐบาลพม่าหลายคณะ ในหลายธุรกิจที่ซี.พี.มีความพร้อม ทั้ง Feed Farm Food และโทรคมนาคม แต่ในลำดับแรกจะให้ความสำคัญกับเรื่องการทำธุรกิจด้านการเกษตรก่อน


ในโอกาสนี้ “นายธนินท์” กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศพม่ามีความต้องการหลายประการทั้งโทรคมนาคม การเกษตร สาธารณสุข ฯลฯ แต่สิ่งสำคัญ คือการทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศที่เป็นเกษตรกรมีรายได้ดีขึ้นและร่ำรวยก่อน ดังนั้นจึงได้เสนอแนวคิดให้บริษัทต่างชาติที่เข้าไปลงทุนในประเทศพม่า ได้นำสินค้าของพม่าออกสู่ตลาดโลก เป็นการสร้างรายได้เข้าประเทศและ ตรงนี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่คณะรัฐบาลจะสามารถครองใจประชาชนชาวพม่า


เงื่อนไขของพม่าวันนี้ “ธนินท์”มองว่า เหมาะสมที่สุดกับธุรกิจจิ๋ว เล็ก กลาง ที่สำเร็จแล้วในประเทศไทย   รัฐบาลน่าจะส่งเสริมให้ขยายฐานไปพม่าซึ่งเหมือนประเทศไทยสมัยก่อน ธุรกิจกลุ่มนี้จะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญทันที แต่เวลานี้เขาขาดข้อมูล ไม่มีความรู้เกี่ยวกับกฏหมาย  ขาดเรื่องการเงิน รัฐบาลควรมีหน่วยงานที่เข้าไปช่วยสนับสนุนอย่างจริงจัง...ธุรกิจจิ๋ว เล็ก กลาง ก็มีโอกาสที่จะเติบโตเป็นธุรกิจใหญ่ในอนาคต  เป็นอีกแรงที่ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจประเทศไทยให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น

 

โดย... คริสมาส  ศุภทนต์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-09-25 08:30:07


ความเห็นที่ 18 (1523922)

ทูตจีนชี้คนอีสาน เตรียมรับระบบขนส่งรถไฟเร็วสูง

ทูตจีนประจำประเทศไทยเผยคนอีสานมีสิทธิ์ได้ประโยชน์โครงข่ายคมนาคมจีน เผยปีหน้าประมูลก่อสร้างระบบขนส่งรถไฟเร็ว 200 กม.

ระ ทรวงการต่างประเทศจัดสัมมนา ก้าวย่างของจีนในภูมิภาค ประโยชน์และโอกาสต่อจังหวัดขอนแก่น มีการปาฐกถาพิเศษโดยนายกว่าน มู่ เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยในหัวข้อมุมมองจีนต่อขอนแก่นและภาคอีสานของ ไทย และ นายวิบูลย์ คูสกุล เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐ ประชาชนจีน ที่ร่วมเสวนาและปาฐกถาพิเศษในหัวข้อทิศทางความสัมพันธ์และความร่วมมือไทยจีน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นายกว่าน มู่ เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย กล่าวว่า รถไฟความเร็วสูงสายภาคเหนือและภาคอีสานจะทำให้คนไทยและคนจีนได้ประโยชน์ร่วม กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นทางที่พาดผ่านภาคอีสาน ซึ่งตนเห็นว่าจะต้องผลักดันให้เป็นรถไฟความเร็วสูงไม่น้อยกว่า 200 กม.ต่อชั่วโมง ซึ่งก่อนหน้านี้พูดกันว่าความเร็วที่ 160 กม.ต่อชั่วโมง เชื่อว่ารถไฟความเร็วสูงขนาดนี้แค่วางศิลาฤกษ์ก็จะเกิดความเปลี่ยนแปลงใน ภูมิภาคนี้ อย่างแน่นอน เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยแทบจะไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบรถไฟ มีความเร็วแค่ 70 กม.ต่อชั่วโมง

รถไฟความเร็วสูงนี้จะเปลี่ยนโฉมหน้าของ ประเทศไทย ซึ่งเส้นทางกทม. โคราช ขอนแก่น หนองคาย เวียงจันทร์และมุ่งสู่จีนระยะทาง 1,800 กม.จะใช้เวลาแค่ ประมาณ 10 ชั่วโมง จะสามารถขนส่งทั้งคนและสินค้าได้รวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่เป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทยและภาคอีสาน ซึ่งตนเชื่อว่าจำเกิดขึ้นอย่างแน่นอนภายใน 10 ปีนี้เพราะว่าขณะนี้การศึกษาเสร็จแล้วอีกไม่นานก็จะมีการเปิดประมูลก่อสร้าง

ภาคอีสานไม่ว่าจะเป็นขอนแก่น อุดรธานี นครราชสีมาซึ่งเป็นเมืองใหญ่จะต้องได้รับโอกาสที่ดี จะมีธุรกิจใหม่ๆเกิดขึ้น โดยเฉพาะตนอยากให้มีอุตสาหกรรมหนักเกิดขึ้นในประเทศไทย และสำหรับขอนแก่นประชากรแค่ 1.7 ล้านคน จะต้องมีการเตรียมรับ โดยเฉพาะการปรับยุทธศาสตร์ผังเมืองให้พร้อมโดยเฉพาะปัญหาการจราจร นอกจากนี้ภาคอีสานหรือขอนแก่นเองนั้น มีพื้นที่อีกมากซึ่งเป็นข้อได้เปรียบ

ด้าน นายวิบูลย์ คูสกุล เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวว่า โครงข่ายคมนาคมกำลังเกิดขึ้น อีสานอยู่ตรงกลาง จีนมีนโยบายเดินออกไปตอนนี้ลงทุนในต่างประเทศ 3 แสนล้านเหรียญ แผนฉบับที่ 12 จะลงเงินเพิ่มขึ้นอีก 1.6 แสนล้าน อีสานอยู่ในที่ตั้งทะลุเข้าสู่จีนจะเข้าหรือออกจีนจะต้องผ่านภาคอีสาน สถานกงสุลใหญ่ มาตั้งที่นี่ ทำอย่างไรให้โยงกับนโยบายของรัฐบาลจีน สินค้าเกษตร 3 รายการอยู่ในภาคอีสานยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวหอมมะลิ และแม้กระทั่งผลไม้ก็โยงกับการเชื่อมโครงข่าย

มูลค่าการค้าสินค้าเกษตร 8 แสนล้าน เป็นสินค้าของภาคอีสาน 2 แสนล้านหรือ 25 เปอร์เซ็นต์ ที่ไทยส่งไปจีน ต่อไปจะสามารถเพิ่มมูลค่าได้อีกมหาศาล จึงอยากจุดประกายว่าวิธีคิดให้ได้ประโยชน์จากโครงข่ายคมนาคม ก่อนหน้านี้ชอบคิดว่าอีสานเสียเปรียบด้านระยะทางเพราะเอาไปเปรียบเทียบกับ แหลมฉบัง

แต่ตอนนี้ไม่เสียเปรียบแล้ว ถ้าคิดจาก 270 กม.จากนครพนม สาย 8 สาย 12 เห็นชัดเจนมาก อาหารทะเลเข้ามาได้จากเวียดนาม และถึงแม้ว่าภาคอีสานจะไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวแต่โอกาสที่นักท่องเที่ยวจะ ผ่านโดยโครงข่ายคมนาคม และเส้นทางอื่นๆ สะพานมีอยู่แล้ว โดยเฉพาะรถไฟความเร็วสูงที่จะเข้ามา การจัดการต้องได้เปรียบ "นายวิบูลย์ กล่าว"

ในขณะที่ นายธงชัย ชาสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า หัวใจของงานสัมมนาที่ต้องจัดที่ขอนแก่นครั้งนี้เนื่องจาก ยุทธศาสตร์ที่เปลี่ยนไปการเชื่อมโยงจีนไทยจะไม่ใช่ทางภาคเหนือแล้ว แต่จะมาทางภาคอีสาน ด้วยโครงข่ายความเร็วสูง ของจีนทางใต้ผ่านลาวเข้ามาหนองคายถึงกรุงเทพฯ จนถึงท่าเรือ ซึ่งไม่น่าจะเกิน 6 ปี รถไฟจะวิ่งได้แล้ว ภาคเหนือนอกจากถนนเชียงของแล้วยังไม่เป็นรูปธรรมของการขนส่งระบบกลางที่ ชัดเจน การเชื่อมโยงจึงชัดเจนทางภาคอีสานอย่างรวดเร็ว

และขอนแก่นเป็นศูนย์กลางของภาคอีสาน เพราะฉะนั้นจึงมีความสำคัญจุดศูนย์กลางความเชื่อมโยงของภูมิภาคนี้ ขอนแก่นเป็นศูนย์กลางอยู่แล้ว ตามนโยบายของรัฐบาลตั้งแต่ 2505 ซึ่งแต่ก่อนอาจจะถูกจำกัดแค่ว่าเป็นศูนย์กลางอินโดจีน แต่ปัจจุบันไม่ใช่ ซึ่งจะเชื่อมถึงจีนโดยรถไฟความเร็วสูงวิ่งผ่านนั่นเอง

"ขณะนี้การศึกษาความเป็นไปได้ของรถไฟ สายจีน เวียงจันทร์ หนองคาย กทม.จะเสร็จและเสนอในเดือนตุลาคม ที่จากนี้ไปไทยจะต้องไปเตรียมการเรื่องอื่นๆ คาดว่าปีหน้าจะเริ่มประมูลก่อสร้างรถไฟนี้ได้แล้ว เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมขณะที่ภาคเหนือมีแต่คอนเซ็ปต์แต่ยังไม่ไป ถึงไหน อย่างอื่นไม่มี และในเมื่อขอนแก่นเป็นศูนยฺกลางจะต้องตื่นตัวขึ้นมาเตรียมพร้อมกับกับ สถานการณ์ที่จะเปลี่ยนไป "นายธงชัย กล่าว

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-09-08 12:56:34


ความเห็นที่ 17 (1513310)

Asean MICE stakeholders brainstorm ideas for reaping AEC benefits

 

Malaysia, the Philippines and Thailand are continuing to seek the most appropriate strategies for the MICE sector to cash in on the opportunities presented by the implementation of the Asean Economic Community in 2015, a forum heard yesterday.


 


The Thailand Convention and Exhibition Bureau (TCEB) joined forces with key MICE (meetings, incentives, conventions and exhibitions) organisations and businesses in the Kingdom to stage the regional forum, titled "AEC 2015: Cutting Edge Strategy for the MICE Industry".

MICE experts, tourism professionals and commercial counsellors from other Asean nations such as Malaysia and the Philippines also gathered at the event, which brainstormed ideas for the mutual benefit of domestic and regional stakeholders both at the government and business levels as the AEC's implementation draws ever closer.

Nichapa Yosawee, the TCEB's MICE Capabilities department director, estimated that after 2015, Thailand would see more than 25-per-cent annual growth in terms of MICE tourist arrivals and MICE receipts, as the business sector would from 2015 be able to operate freely across Asean member states.

To prepare for this transformation, Nichapa said the TCEB had teamed up with key MICE players in the Kingdom, such as the Thailand Incentive and Convention Association, the Thai Exhibition Association, the Convention Promotion Fund (Thai), the Thai Hotels Association, the Bangkok Metropolitan Authority, the Commerce Ministry's Trade Negotiations Department and the Tourism and Sports Ministry's Tourism Department, to implement a comprehensive programme to ready the industry for the challenges of economic integration.

Apart from domestic stakeholders, the TCEB is also reaching out via several cooperation agreements with other Asean countries. For example, last year the agency started providing support and initiated projects in Vietnam, Cambodia, Myanmar and Laos.

Through the end of next year, the bureau will also promote Thailand as the mainland hub of the Greater Mekong Sub-region through three focused strategies, Nichapa said.

Niqman Rafaee Bin Mohd Sahar, trade counsellor at the Malaysia External Trade Development Corp, told the forum that his agency had not yet estimated the possible revenue from MICE business after the Asean single market comes into effect.

However, he said the food and beverage, construction, ICT and auto-part sectors - all growth industries in Malaysia - would in turn boost the country's MICE industry.

Besides offering incentives to overseas MICE operators to hold events in the country, the trade counsellor said Malaysia was ready to join forces with neighbouring countries like Thailand with a view to an integrated marketing strategy for boosting MICE revenues on both sides, particularly in the southern provinces of Thailand and the northern part of Malaysia.

Meanwhile, though the Philippines is located far from Asean's mainland connectivity, Eric C Elnar, commercial attache at the Philippines Trade and Investment Centre, said Manila is offering incentives for travel and tourism investment from other Asean countries.

For example, Asean tourism investors will be allowed 100-per-cent ownership of a business in the Philippines, while they must pay corporate tax of only 5 per cent in the first five years of operation, against the 30 per cent normally paid by other sectors. To attract more foreign investment and Asean tourists, airlines in the Philippines also plan to operate more direct flights to the Southeast Asian mainland.

Elnar said the Philippines' largest carrier, Cebu Pacific, for instance, would launch a twice-weekly direct service from Iloilo to Singapore in November, having already commenced direct flights from Manila to Siem Reap in Cambodia in April.

The airline also plans to introduce a new direct service to the former Myanmar capital, Yangon, soon.

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-08-02 21:36:01


ความเห็นที่ 16 (1508141)

 

R13N ถนนสายเศรษฐกิจ เชื่อมวัฒนธรรม

 

สำรวจเส้นทางสาย R13N สร้างชาติ เสริมเศรษฐกิจ เชื่อมวัฒนธรรม สู่อารัมภบทแรกของ "กุญแจแห่งอินโดจีน" ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

เสียงคำรามเครื่องยนต์ฟังดูเกรี้ยวกราด พอจะทำให้รู้ว่า มันกำลังทำงานเต็มกำลัง นอกจากความโค้งระดับครึ่งวงกลมของถนนแล้ว ยังมีความชันเข้ามาเพิ่มอีกด้วย ทำให้เส้นทางรอยต่อระหว่างเมืองพูคูน และเมืองเชียงเงิน "ยาก" ขึ้นไปโดยปริยาย 

เขม่าควันจากท่อไอเสียรถประจำทางคันเขื่องพุ่งออกมาก้อนใหญ่ระหว่างที่รถค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านเนินนี้ไปอย่างช้าๆ 

"ไม่น่าเปลี่ยนเกียร์ตอนทางขึ้นเลย" ใครบางคนส่ายหัว 

ด้วยลักษณะทางที่เป็น "ภูดอย" ยิ่งทำให้การขับรถบนถนนเส้นนี้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้ความคึกคักบนเส้นทางสาย R13N ถนนสาย "กระดูกสันหลัง" ของ สปป.ลาว ลดลงไปแต่อย่างใด เหล็กเส้น ตอไม้ ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร หรือน้ำมันเชื้อเพลิง มักสวนทางให้เห็นอยู่เสมอ บนถนนที่ไต่ระดับความสูงกว่า 1,200 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล 

เพราะความไม่ชำนาญเส้นทาง หรือใหม่ประสบการณ์ก็แล้วแต่ การเปลี่ยนจังหวะเร่งเครื่องระหว่างทางขึ้นเขาแบบนี้มีสิทธิจะทำให้เครื่องยนต์เสียเอาดื้อๆ 

หลังจากเลี้ยวรถพ้นโค้งไปได้ไม่นานนัก กลิ่นไหม้จากผ้าเบรกก็โชยมาแตะจมูก

"นั่นไง" 

 

  • ทำไมต้องเป็น "ลาว"  

 

ความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นกับนครหลวงเวียงจันทน์ในวันนี้ ทั้งระบบสาธารณูปโภค ตึกรามบ้านช่อง รวมทั้งโครงการระดับ "เมกะโปรเจค" อย่าง "เวียงจันทน์นิวเวิลด์" หรือ "เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์" รวมทั้งโครงการขนาดใหญ่ที่กำลังล้อมรั้วขึ้นป้ายประชาสัมพันธ์อยู่ในขณะนี้ อาจทำให้ใครหลายคนที่มาเยือนลาวในวันนี้ จินตนาการถึงลาวในวันพรุ่งนี้ไม่ออก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าตาของเวียงจันทน์ที่กำลังเปลี่ยนไป ยังหมายถึง สปป.ลาวที่กำลังเปลี่ยนไปด้วย 

"ลาวกำลังมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมาก" วิทวัส ศรีวิหค เอกอัครราชทูตไทยประจำนครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พูดถึงลาวในวันพรุ่งนี้อย่างมีนัยสำคัญ 

ถึงลาวจะมีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองผ่านมากว่า 30 ปีแล้ว ในปัจจุบันเสถียรภาพทางการเมืองทำให้ประเทศมั่นคงขึ้นตามลำดับ ระบบเศรษฐกิจที่กำลังอยู่ในช่วง "ขาขึ้น" รวมทั้งนโยบายที่ออกมาเพื่อรองรับการเติบโตของ "ลาวใหม่" 

ด้าน เฉลิมพล พงศ์ฉบับนภา พาณิชย์จังหวัดเชียงราย ซึ่งเคยคลุกคลีกับลาวในตำแหน่งทูตพาณิชย์ลาวเมื่อไม่นานมานี้นั้น เล่าถึงลักษณะการค้าในลาวนั้นมีการพัฒนามาโดยตลอด

"ในอดีตมีการลงทุนเรื่องของกาเมนท์ ไปใช้แรงงานราคาถูก ระยะหนึ่งเป็นการใช้เรื่องการเกษตร ช่วงแรกๆ เช่าได้ระยะยาว และมีพื้นที่ขนาดใหญ่ และธุรกิจไทยก็เข้าไปช่วงนั้น มาอีกช่วงก็จะเป็นพวกเหมืองแร่ เป็นพวกทรัพยากรใต้ดิน อันนี้ก็เข้าไปลงทุนในลาวอีกหลายประเทศ อีกระยะหนึ่งจะเป็นพลังงานน้ำที่จะเป็นไฟฟ้า อีกระยะหนึ่งจะเป็นโลจิสติกส์ จนอีกช่วงหนึ่งก็จะกลายเป็นการเงินการธนาคาร วันนี้ลาวมีธนาคารหลายประเทศมาก และพวกธุรกิจประกันภัย ตลาดหลักทรัพย์ นี่ก็คือการที่ธุรกิจมันก็เปลี่ยนผ่านไปเรื่อย และไปด้วยความเร็ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเกษตรจะไม่มีก็ยังมีอยู่ เพียงแต่ยุคไหนสินค้าตัวไหนจะไปก่อน" เขาบอก

ความเป็น "ญาติใกล้ชิดเป็นมิตรใกล้บ้าน" ที่มีพรมแดนกว่า 1,800 กิโลเมตรติดต่อกันอยู่ สำหรับนักการทูตอย่างวิทวัสคิดว่า ในมุมหนึ่ง การเติบโตของลาวก็จะกลายเป็นโอกาสสำคัญของไทยด้วย

"นักลงทุนลำดับต้นๆ ก็มี จีน ไทย เวียดนาม แสดงให้เห็นศักยภาพในการลงทุนของประเทศนี้ เช่น เขื่อนผลิตไฟฟ้า เกษตรอุตสาหกรรม ส่งออก การก่อสร้าง เหมืองแร่"

หากมองภาพรวมดังกล่าว พรุ่งนี้ของลาวจึงถือว่าน่าจับตาอย่างยิ่ง 

 

  • ดัชนีเศรษฐกิจอาเซียน 

 

ถึงเข็มนาฬิกาจะเลย 8 โมงเช้ามาครึ่งชั่วโมงแล้ว แต่ยังไม่มีท่าทีของแสงอาทิตย์จะลอดผ่านมาให้เห็น ใต้เงาหมอกที่ปกคลุมหนาตา มีก็แต่ขบวนรถขนสินค้า และรถโดยสารประจำทางคันแล้วคันเล่าที่ผ่านมา แวะพัก ก่อนจะผ่านไป ที่ทำให้รู้ว่า ชีวิตชีวาของเมืองนี้ได้ฟื้นกลับคืนมาแล้ว 

"พูคูน" เป็นเมืองในหมอกอย่างนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร

ครั้งหนึ่ง เมืองสามแยกที่เชื่อมเส้นทางระหว่าง นครหลวงเวียงจันทน์ หลวงพระบาง และเชียงขวาง เคยได้รับการขนานนามว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง ด้วยความเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ 

วันนี้ สามแยกนั้นได้กลายเป็นชุมทางการค้า และสะท้อนถึงความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจของลาวได้อย่างดี เพราะไม่ว่าสินค้าจากจีน เวียดนาม ไทย หรือกัมพูชา ที่จะมีการส่งผ่านหมุนเวียนในประเทศ หรือส่งออกต่อไปยังประเทศที่สาม ทั้งหมดล้วนต้องผ่านเมืองนี้ทั้งนั้น 

นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งในหลายๆ ศักยภาพของลาวที่ทำให้ในความรู้สึกของ รศ.ดร.พิพัฒน์ ตั้งสืบกุล ประธานคณะกรรมการสภาธุรกิจไทย-ลาวมองว่า ลาวถือเป็น "ตัวชี้วัดเศรษฐกิจ" ของภูมิภาคนี้ไปแล้ว

"ชีพจรในที่นี้ผมให้ความหมายว่า อาเซียนทั้ง 10 ประเทศเป็นส่วนหนึ่งของเอเชียโดยการนำของประเทศจีน กำลังกลายเป็นประเทศที่เจริญที่สุดในโลกในศตวรรษที่ 21 นี้ เมื่อเอเชียเจริญ อาเซียนซึ่งเป็นเอเชียด้วยก็เจริญตามมาแน่นอน แต่ความเจริญมากน้อยแค่ไหน ไปได้เร็วหรือช้า ทั้งหมดเราจับความรู้สึก หรือจับชีพจรได้ที่ลาว เพราะลาวเป็นประเทศที่ยากจนที่สุด แต่ปัจจุบันลาวโตวันโตคืน มีการพัฒนาในทิศทางที่ถูกต้อง ไม่ว่าด้านเทคโนโลยี การลงทุน หรือบุคลากร ซึ่งเป็นบุคลากรที่สามารถพัฒนาให้มีคุณภาพได้โดยไม่ยาก" เขาอธิบาย

โดยเฉพาะนโยบายที่จะพัฒนาตัวเองให้หลุดพ้นจากความยากจนในอีก 3 ปีข้างหน้า 

"สถานการณ์ของโลกเราก็ค่อนข้างคาดเดายาก ยังไม่รู้ว่า EU จะเกิดอะไรขึ้น หลังจากที่มี AEC จริงๆ ในภูมิภาคนี้ จะเปลี่ยนไปอย่างไร มากน้อยแค่ไหน ตรงนี้เป็นเรื่องที่ยากจะตอบ แต่ถ้าเราจะคาดเดาตามแนวโน้มที่เกิดขึ้น ถ้าดูสมรรถภาพของรัฐบาลลาวขณะนี้ และความมุ่งมั่น รวมทั้งทรัพยากรบุคคลที่เขาสร้างขึ้นมา ความเป็นไปได้ก็มีสูงที่จะบรรลุเป้าหมาย แต่อาจจะไม่เป๊ะๆ" ประธานกรรมการสภาธุรกิจไทย-ลาวคนเดิมยืนยัน

 

  • สร้างเศรษฐกิจ เสริมวัฒนธรรม 

 

มองเผินๆ แขวงอุดมไซ (อุดมไชย) เหมือนจะกลายเป็นเมืองหน้าด่าน (การค้า) ของกลุ่มทุนจากจีนแผ่นดินใหญ่ ที่เข้ามาลงหลักปักฐานอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นผู้คน อาคารบ้านเรือน หรือกระทั่งตัวสินค้าเอง 

อีกด้านหนึ่ง การขยายตัวของเมืองที่เต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างใหม่ๆ เพื่อรองรับการเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติของแขวง ก็ยิ่งทำให้เมืองที่ถือเป็นจุดศูนย์กลางการค้าภาคเหนือของลาวทวีความสำคัญขึ้นในสายตานักธุรกิจอย่างเห็นได้ชัด 

"อุดมไซจะทำให้วงกลมธุรกิจของภูมิภาคเกิดขึ้นได้" ไกเพ็ด ดวงปะเสิด เจ้าของบริษัท DPS Road and Bridge Construction ที่ทำธุรกิจอยู่ระหว่างแขวงบ่อแก้ว หลวงน้ำทา และอุดมไซ ออกความเห็น

วงกลมธุรกิจ 5 ประเทศที่ประกอบด้วย ลาว ไทย เวียดนาม จีน และพม่า ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตโดยมีเส้นทางการคมนาคมอย่างถนนสาย R13 และ R3a เป็นตัวเชื่อมสำคัญ

"ตอนนี้รัฐบาลอนุมัติ และรับรองโดยเฉพาะด้านคมนาคม การเชื่อมต่อด้านการขนส่งทางบก 2013 จะมีการเริ่มการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งใหม่ที่เมืองปากแบงที่จะเชื่อมต่อกับ จ.น่าน และจะมีการสร้างสะพานเชื่อมต่อลาว - พม่าอีกด้วย นอกจากนั้นแขวงบ่อแก้วก็ยังมีสะพานเชื่อมระหว่างแขวงบ่อแก้วกับเชียงรายฝั่งไทย ทางเวียดนามก็มีการสร้างเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างแขวงพงสาลี เดียนเบียน สำเร็จไปกว่า 70 เปอร์เซ็นต์แล้ว ก็ถือว่าเป็นการเชื่อมต่อกัน โดยเฉพาะหลวงน้ำทา เส้นทาง R 3 เชื่อมต่อ ระหว่างแขวงหลวงน้ำทาบ่อแก้ว เข้าไปทางบ่อเต็น ประเทศจีน" เขาเล่าถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นภายในอีกไม่เกิน 3 ปีข้างหน้า

เป็นที่รู้กันดีในหมู่คนขับรถว่า เส้นทางสาย R13N จากนครหลวงเวียงจันทน์ถึงชายแดนลาว-จีน ที่ด่านบ่อเต็นนั้น ลักษณะภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยเทือกเขาสูง รวมทั้งสภาพเส้นทางที่ไม่ค่อยดีนัก แต่ในด้านการขนส่ง เส้นทางนี้ถือเป็นอีกเส้นทางสำคัญที่ใช้เป็นทางผ่าน และการเชื่อมโยงการค้าระหว่างลาวกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาค 

"ตอนนี้ ธุรกิจด้านอุตสาหกรรม เฟอร์นิเจอร์ส่งออก การบริการท่องเที่ยว การค้า กสิกรรม การลงทุน ยางพารา กระดาษ ต้นไม้ มีนักลงทุนต่างประเทศค่อนข้างเยอะ" อาจุง เซงเซ็น นักลงทุนชาวลาวอีกคนที่ใช้เส้นทางสายนี้ในการสร้างธุรกิจมาตั้งแต่เริ่มเผย

ส่วนใหญ่สินค้าสั่งจากจีน หรือไทย จำนวนหนึ่งจะมากระจายอยู่ในพื้นที่ อีกส่วนจะกระจายตามแขวง เวียงจันทน์ เชียงขวาง หรือเป็นสินค้าจากจีนไปที่อื่น

ในแง่ของความเชื่อมโยง วิชัย วิทยฐานกรณ์ นักธุรกิจไทยที่เข้าไปลงหลักปักฐานทำธุรกิจในลาว และจีนตอนใต้มากว่า 10 ปีบอกว่า ด้วยทำเลที่ทำให้กลุ่มประเทศในลุ่มน้ำโขงผูกสัมพันธ์กันมาตั้งแต่อดีต ถึงวันนี้จึงกลายเป็นสายธารที่ไม่มีทางขาดออกจากกัน

"โลกาภิวัตน์ต้องการเพิ่มมูลค่าทางการค้าให้มาก มันก็ขยายมาในเรื่องของอาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economics Community หรือ AEC) มาถึงที่นี่ วันนี้ 10 ประเทศเราก็รู้ตัวว่า เราแยกมันไม่ออก จะต้องทำ การเชื่อมโยงต่างๆ ก็เพิ่มเติมมาเรื่อยๆ โดยเฉพาะเส้นทางที่เรากำลังพูดถึงก็คือ เส้นทางหลักที่จะลงใต้ไปสู่ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ หรือพวกเราที่อยากจะไปค้าขายกับจีนข้างบน ตรงนี้จะเป็นประตูที่สำคัญมาก" 

โดยมีเส้นทางสาย R13N และ R3a เป็นตัวต่อชิ้นสำคัญที่ทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้เดินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต

 

Tags : ถนนสายR13ลาว

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-07-12 10:28:29


ความเห็นที่ 15 (1495681)

 

พม่าจะออกธนบัตรใหม่'10,000จ๊าต'

พม่าเตรียมออกธนบัตรใหม่ "10,000จ๊าต" 15 มิ.ย.นี้ พร้อมเริ่มออกวีซ่าปลายทางให้กับนักธุรกิจต่างชาติเป็นครั้งแรกเว้นไทย เริ่มมีผลตั้งแต่ 1 มิ.ย.เป็นต้นมา

               8มิ.ย.2555 สื่อของทางการพม่ารายงานว่า รัฐบาลจะออกธนบัตรใหม่ราคา 10,000 จ๊าตในวันที่ 15 มิ.ย.นี้ สำหรับใช้ในการทำธุรกรรมเงินปริมาณมาก จากที่ปัจจุบันมีธนบัตรมูลค่ามากที่สุดเพียง 5,000 จ๊าต ซึ่งเท่ากับประมาณ 190 บาท ธนบัตรใหม่มีสีน้ำเงิน มีรูปแผนที่พม่า และ ช้างสองตัวที่ด้านหน้า ส่วนด้านหลังเป็นรูปทะเลสาบมัณฑะเลย์ นักธุรกิจบอกว่า ธนบัตรใหม่จะอำนวยความสะดวกและส่งผลดีต่อภาคธุรกิจอย่างมาก


ออกวีซ่าปลายทางให้นักธุรกิจต่างชาติที่สนามบินย่างกุ้ง

               ขณะเดียวกันปัจจุบันนักธุรกิจต่างชาติสามารถขอประทับตราในหนังสือเดินทาง หรือวีซ่าปลายทางได้แล้วที่สนามบินนานาชาตินครย่างกุ้งเพื่อความสะดวกรวด เร็ว โดยการขอวีซ่านักธุรกิจเข้าประเทศนาน 70 วันจะเสียค่าธรรมเนียม 50 ดอลลาร์หรือ 1,650 บาท การขอวีซ่าเข้าประเทศนาน 28 วัน เสียค่าธรรมเนียม 40 ดอลลาร์หรือ 1,240 บาท และการขอวีซ่าแวะเปลี่ยนเครื่องบินที่สนามบินอยู่ได้ 24 ชม. เสียค่าธรรมเนียม 20 ดอลลาร์หรือ 620 บาท

               เบื้องต้นนี้การขอวีซ่าปลายทางจำกัดเฉพาะบุคคลที่ถือสัญชาติของ 27 ประเทศได้แก่ ชาติอาเซียน 10 ประเทศ อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้  จีน ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส เยอรมนี อังกฤษ และสหรัฐ เป็นต้น 

               กรมตรวจคนเข้าเมือง ชี้แจงด้วยว่า เนื่องจากสนามบินนครย่างกุ้งยังมีความสามารถจำกัดในการรองรับผู้โดยสาร โดยขณะนี้ในแต่ละวันต้องต้อนรับผู้โดยสารถึงวันละ 1,500 คนแล้ว จึงยังไม่สามารถให้บริการออกวีซ่าปลายทางให้กับนักท่องเที่ยวได้ ทำให้มีเพียงนักธุรกิจ ผู้เข้าร่วมการประชุมและสัมมนา และผู้ต้องการต่อเครื่องบินที่จะขอวีซ่าปลายทางได้ แต่คาดว่าจะสามารถให้บริการแก่นักท่องเที่ยวได้ในไม่ช้า รวมทั้งคาดว่าจะสามารถให้บริการออกวีซ่าปลายทางที่สนามบินกรุงเนปิดอว์ และสนามบินเมืองมัณฑะเลย์ได้ในอนาคต

               ผู้โดยสารชาวสิงคโปร์คนหนึ่งบอกว่า การขอวีซ่าปลายทางทำให้ประหยัดเวลาได้อย่างมาก จากเดิมที่เคยติดต่อกับสถานทูตจะมีปัญหายุ่งยากมากมาย นอกจากนี้ผู้โดยสารชาวเวียดนามอีกคนบอกว่า ใช้เวลาแค่ 20 นาทีก็ได้วีซ่าแล้ว หากชาวต่างชาติคนใดอยู่ในพม่าเกินวีซ่าที่กำหนดไม่ถึง 90 วันจะถูกปรับเงินวันละ 3 ดอลลาร์หรือ 93 บาท และหากเกินกว่า 90 วันจะเสียค่าปรับวันละ 5 ดอลลาร์หรือ 155 บาท

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-06-09 08:18:59


ความเห็นที่ 14 (1493738)

 

'ยิ่งลักษณ์'ชู3ยุทธศาสตร์ ดันไทยประตูอาเซียน

"ยิ่งลักษณ์" ชู 3 ยุทธศาสตร์ ดันไทยประตูอาเซียน จับมือพม่าพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทวาย เร่งเดินหน้าเมกะโปรเจ็ก 5 ปี 1.1 หมื่นล้านดอลลา

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิดการประชุม World Economic Forum on East Asia ปี 2555 ณ ห้อง Plenary Hall โรงแรมแชงกรีลา ว่า ปัจจุบัน เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาของความท้าทายและโอกาส ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นที่ยุโรป การเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน  ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควบคู่ไปกับ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ความก้าวหน้าของการเดินหน้าสู่ประชาธิปไตย การกลายเป็นศูนย์กลางการเติบโตในภูมิภาค

ทั้งนี้ เราต่างเห็นแล้วว่า แม้แต่ประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจที่สุดยังไม่มีภูมิคุ้มกันจากความ ท้าทายดังกล่าว ในขณะที่ประเทศเล็กๆอย่างเรากลับจะใช้ความท้าทายนี้เป็นโอกาส คำถามก็คือ อะไรคือสิ่งที่เอเชียควรทำเพื่อปกป้องตัวเองจากความท้าทาย และใช้โอกาสนี้ เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน

หลายประเทศในภูมิภาคนี้ได้ก้าวข้ามความท้าทายนี้แล้ว เห็นได้จาก เศรษฐกิจในอาเซียนส่วนใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาในยุโรป และหลายประเทศในอาเซียน ยังสามารถก้าวข้ามความท้าทายภายในประเทศของตัวเอง ดังเช่น ความก้าวหน้าของกระบวนการประชาธิปไตยในพม่า ซึ่งได้รับการชื่นชมจากประชาคมโลก ความสำเร็จเหล่านี้ได้สร้างความเชื่อมั่นในภูมิภาคนี้ยิ่งขึ้น ความมั่นใจเหล่านี้เป็นผลจากความเข้มแข็งของประเทศสมาชิกและความสมดุลที่ เกิดขึ้นจากความร่วมมือ และบูรณาการ พร้อมกับการสร้างประชาคม

เช่น อาเซียน ความร่วมมือและการบูรณาการแทนการแข่งขันและการปะทะจะช่วยเสริมสร้างความ เชื่อมั่น และความปรับตัวของภูมิภาค ซึ่งกุญแจสำคัญต่อกระบวนการดังกล่าวคือ ความเชื่อมโยง ดังนั้น หัวข้อการประชุมในปีนี้ จึงมีความสำคัญยิ่งนัก อนาคตของเอเชียตะวันออก ความเชื่อมั่นและความสามารถในการปรับตัวของภูมิภาคขึ้นอยู่กับการบริหาร จัดการเรื่องการสร้างความเชื่อมโยง

น.ส.ยิ่งลักษณ์บอกว่า ความคิดของไทย เกี่ยวกับความเชื่อมโยง ซึ่งในมุมมองของเราประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ประการที่เราควรให้ความสำคัญ ประการแรก การสร้างเครือข่ายความเชื่อมโยงในภูมิภาค นอกเหนือจากความเชื่อมโยงระหว่างเส้นทางเหนือกับใต้ ตะวันตกและตะวันออก และเส้นทางสู่ประตูเศรษฐกิจทางใต้ ซึ่งต้องผ่านประเทศไทยทั้งสิ้นแล้ว เรายังควรสนับสนุนความร่วมมือใหม่เพิ่มเติม

อาทิ ท่าเรือน้ำลึกทวาย ไทยกำลังร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับพม่าในการพัฒนา หากลองจินตานาการ การขนส่งสินค้าจากมหาสมุทรไปยังมหาสมุทรแปซิฟิก ผ่านพม่าและไทยในเวลา 1-2 วัน เมื่อมีความเชื่อมโยงเส้นถนนและทางรถไฟจากทวาย สู่กรุงเทพฯและท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง ภูมิภาคนี้จะมีสะพานบนดินที่เชื่อมโยงระหว่างทะเลอันดามันกับอ่าวไทย

หลังจากความมุ่งมั่น 17 ปีในการสร้างถนน ยังมีอีกโครงการหนึ่งที่สำคัญคือการสร้างเครือข่ายรถไฟในภูมิภาคแม่โขง เริ่มจากโครงการ SHRL (Singapore Kunming Railway Link) ที่เป็นโครงการรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมต่อระหว่างตะวันออกเฉียงเหนือของไทย สู่ลาวและทางใต้ของจีน

ประการที่ 2 การสนับสนุนองค์ประกอบความเชื่อมโยงอื่น นอกเหนือจากการลงทุนในสาธารณูปโภค เช่น ถนนและรางรถไฟแล้ว ยังเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมั่นใจว่า สินค้าและคนสามารถเดินทางข้ามพรมแดนอย่างเสรี ดังนั้น เราควรจะสนับสนุนกฏหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เราจึงมีความจำเป็นที่จะสรุปความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามแดนของประเทศสมาชิก ในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงเพื่อลดเวลาและค่าใช้จ่ายตามแนวชายแดน อันจะปรับเส้นทางการขนส่งให้เป็นเครือข่ายโลจิกติกและประตูทางเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกันเราจำเป็นต้องมีการป้องกันอย่างมีประสิทธิผลเพื่อป้องกัน ภูมิภาคนี้จากปัญหาการข้ามแดนและปัญหาจากการนำความเชื่อมโยงไปใช้ในทางที่ ผิดเพื่อกิจกรรมที่ผิดกฏหมายข้ามแดน ซึ่งรวมถึงอาชญากรรมข้ามชาติ การค้าอาวุธที่มีอานุภาพทำลายร้างสูง และโรคระบาด

ประการที่3 การพัฒนาความเชื่อมโยง นอกเหนืออาเซียน และเอเชียตะวันออก การบูรณาการจะมาสู่เอเชียตะวันออกไม่ช้าก็เร็ว ดังนั้น เราควรจะเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างอาเซียนและประเทศอื่นๆในเอเชียตะวันออกในก้าวต่อไป

ปัจจุบันมีความเจริญเติบโตในการค้าและเครือข่ายการลงทุนระหว่างเอเชีย ตะวันออกกับประเทศอื่น ซึ่งรวมถึงเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และประเทศในทวีปอเมริกา ในอีกระยะเวลาไม่นาน เราจำเป็นที่จะต้องพัฒนาความเชื่อมโยงนอกเหนือจากเอเชียตะวันออก และในความเป็นจริงแล้ว ปัจจุบันมีกรอบความร่วมมือที่มีประเทศนอกเหนือจากเอเชียตะวันออกเข้ามาศึกษา แนวทางความเชื่อมโยงกับเรา เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นที่ต้องให้มั่นใจว่ามีพลวัตรเกิดขึ้นกับกรอบความร่วม มือดังกล่าว

ทั้งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่ามีการสนับสนุนความเชื่อมโยงในภูมิภาคและผลักดันการสร้างประชาคมอาเซียนและ เอเชียตะวันออก เราจำเป็นที่จะต้องทำให้พื้นฐานของบ้านเราแข็งแรงยิ่งกว่านี้ ภายหลังความไม่เสถียรภาพของการเมืองในปีที่ผ่านมาและภาวะน้ำท่วมในปีที่แล้ว ชาวไทยได้แสดงให้เห็นว่าสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วจากสถานการณ์ดังกล่าว รัฐบาลปัจจุบันและชาวไทยพร้อมที่จะก้าวไปสู่ห้วงเวลาใหม่ของการพัฒนาและการ ลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคในอีก 5 ปีข้างหน้า

โดยเฉพาะแผนที่เราได้วางไว้เพื่อพัฒนาโครงข่ายรถไฟความเร็วสูง ไปยังเมืองหลักของประเทศไทย เช่น เชียงใหม่ รวมถึงโครงการอื่นๆ เช่น การขยายสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวกว่า 72 ล้านคนต่อปี เรายังสร้างโครงข่ายการคมนาคมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โครงการดังกล่าวไม่เพียงแต่จะเอื้ออำนวยเศรษฐกิจ ไทยและชาวไทย แต่สำคัญกว่านั้นจะช่วยสนันสนุนความเชื่อมโยงในภูมิภาค

นอกเหนือจากโครงการสาธารณูปโภคแล้วยังมีการลงทุนกว่า 11,400 ล้านดอลลาร์ ในการบริหารน้ำและป้องกันน้ำท่วม เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตใหญ่ เราให้ความสำคัญในเรื่องอาหารและโครงการเกษตรกรรม ซึ่งเราเป็น 1 ใน 5 ผู้ส่งออกอาหารโลก ในการนี้ นายกรัฐมนตรีได้เสนอโครงการครัวไทยสู่ครัวโลก ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการส่งออกอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัย รวมถึงสินค้าเกษตร ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารอีกทางหนึ่งด้วย

นอกจากนี้ ประเทศไทยกำลังลงทุนและสนับสนุนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมที่ไทยเป็นผู้ผลิตหลัก เช่น ยานยนต์, ฮาร์ดดิสก์, ไดรฟ์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ยังมีการลงทุนเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมบริการ เช่น บริการทางการแพทย์อุตสาหกรรมทางด้านคิดสร้างสรรค์ (creative industry) การสื่อสารโทรคมนาคม ด้านพลังงานสะอาด บริการด้านการเงิน และการประกันภัย

ส่วนในด้านทรัพยากรมนุษย์ ประเทศไทยมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสตรี เพื่อช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจผ่านโครงการต่างๆ เช่น กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี (Women Development Fund) นอกจากนี้ นโยบายการศึกษา อาทิ โครงการ 1 แท็บเล็ต 1 นักเรียน จะช่วยเตรียมความพร้อมแก่เด็กในยุคที่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้า เฉกเช่นในปัจจุบัน และโครงการบริการสุขภาพดีถ้วนหน้า (Universal health care) ยังจะช่วยให้ทรัพยากรมนุษย์ของไทยได้รับการปกป้องกันที่ดี

นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ประเทศไทยไม่ใช่แค่ประเทศหลักในการเชื่อมโยงภูมิภาคนี้เข้าด้วยกัน เพียงเพราะปัจจัยทางด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่ประเทศไทยยังเป็นศูนย์กลางการผลิตที่สำคัญอีกด้วย เนื่องจากไทยมีแรงงานที่มีฝีมือและทักษะที่ดีเยี่ยม มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง และมีนโยบายที่สนับสนุนการเติบโตและเป็นมิตร การมุ่งส่งเสริมภาคเอกชน ซึ่งจะเป็นการสร้างมูลค่า จากฐานการผลิตที่แข็งแกร่งและมีความหลากหลายมากขึ้น จากการเชื่อมโยงในระดับภูมิภาค มีโครงสร้างพื้นฐานแข็งแรงและสามารถทนต่อภัยพิบัติ และมีความทันสมัย ผ่านการลงทุนและการสนับสนุนการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศของไทย

นอกจากนี้ หากการเชื่อมโยงระดับภูมิภาคช่วยให้ฐานการผลิตที่แข็งแกร่งของไทยเขื่อมต่อ และใกล้ชิดกับประเทศอื่นในภูมิภาคแล้ว ยิ่งจะเป็นการส่งเสริมให้ประเทศไทยดำเนินการในด้านต่างๆได้อย่างมี ประสิทธิภาพ เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตสำหรับเศรษฐกิจโลก โดยประเทศไทยจะยังคงดำเนินนโยบายในการให้การสนับสนุน พร้อมทั้งพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อเชื่อมโยงกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียแปซิฟิก ผ่าน ASEAN-led FTAs และ APEC

ทั้งนี้ ประเทศไทยเพียงประเทศเดียวไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ เราจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกประเทศในภูมิภาคและทั่วโลก ทั้งในระดับทวิภาคี และพหุภาคี  และด้วยภูมิปัญญาและความสามารถของทุกคน การประชุมในครั้งนี้จะช่วยให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันและเกิดการ เชื่อมโยงกันมากขึ้นในเอเชียตะวันออก และมั่นใจว่าการประชุมในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

Tags : ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรWEFอาเซียน

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-06-03 11:11:14


ความเห็นที่ 13 (1493570)

สัมผัสอดีต"ทวาย"เมืองการค้ายุคดึกดำบรรพ์ "พม่าลากไป ไทยลากมา"

updated: 31 พ.ค. 2555 เวลา 20:50:39 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ทวายเป็นเมืองสถานีการค้ายุคดึกดำบรรพ์ระหว่างชุมชนบ้านเมืองชายฝั่งทะเล อันดามัน จนถึงอินเดีย, ลังกา รวมถึงการเผยแผ่ศาสนาพุทธพราหมณ์ ราวหลัง พ.ศ. 1000 ก็อาศัยสถานีการค้านี้

ด้วยเหตุที่ตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมระหว่างรัฐในพม่ากับรัฐในไทย แล้วเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ทำให้ทวายถูก "พม่าลากไป ไทยลากมา" นานเกือบพันปี

เพราะต่างต้องยึดเมืองทวายเป็นที่สะสมไพร่พลและเสบียงส่งบำรุงเลี้ยงกองทัพของฝ่ายตนที่จะยกไปตีอีกฝ่าย

เมาะตะมะตีทวาย

หนังสือราชาธิราช (พระราชพงศาวดารรามัญ) ระบุว่า พ.ศ. 1861 เจ้าเมืองเมาะ ตะมะยกไปตีได้เมืองทวาย กับเมืองตะนาวศรี

พ.ศ. 1862 มีไทยห้าร้อยคนหนีไปจากเมืองเพชรบุรีไปทางเมืองทวาย แล้ว สวามิภักดิ์รับราชการอยู่ในเมืองเมาะตะมะ แล้วเป็นกำลังให้เจ้านายเชื้อวงศ์ยึดอำนาจเมืองเมาะตะมะ

อยุธยาตีทวาย

พ.ศ. 2031 อยุธยายกไปตีได้เมืองทวาย มีในพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ ความว่า

"สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า เสด็จไปเอาเมืองทวาย และเมื่อจะเสียเมืองทวายนั้นเกิดอุบาทว์เป็นหลายประการ โคตกลูกตัวหนึ่งเป็น 8 เท้า ไก่ฟักไข่ออกตัวหนึ่งเป็น 4 เท้า ไก่ฟักไข่สามค่องออกลูกเป็น 6 ตัว อนึ่งข้าวสารงอกเป็นใบ"

อยุธยาแตก เพราะทวาย



ทวายมีส่วนเป็นเหตุให้กองทัพอังวะโจมตีอยุธยาแตก พ.ศ. 2310 อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ อธิบายไว้ในหนังสือการเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ว่ามีเหตุจากกรุงศรีอยุธยาได้ยอมตนเป็นที่พึ่งแก่ชนกลุ่มน้อยของพม่า

พ.ศ. 2307 หุยตองจา เจ้าเมืองทวายเป็นกบฏต่อพม่า เมื่อถูกปราบปรามก็พาครัวอพยพหนีมาทางเมืองมะริด และทางอยุธยาก็ตกลงใจจะรับหุยตองจาไว้ในอุปถัมภ์

ตามความเข้าใจของชาวกรุงเก่า การรับตัวหุยตองจาไว้โดยไม่ยอมส่งตัวให้แก่พม่าเมื่อได้รับคำขอนี้ คือสาเหตุของสงครามในครั้งท้ายสุดนี้ ซึ่งก็ไม่ผิดความจริงนักเมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างไทยและพม่าทั้งระบบ

ร.1 ยกทัพตีเมืองทวาย

พ.ศ. 2330 ร.1 ยกทัพจากกรุงเทพฯโดยทางชลมารคไปทางท่าจีน, แม่กลอง ทวนขึ้นไปถึงท่าตะกั่ว ลำน้ำแควน้อย เมืองกาญจนบุรี มีในพระราชพงศาวดารว่า

"ฝ่ายทัพหลวงก็เสด็จขึ้นข้ามเขาสูงหนุนไป แลเขานั้นชันนัก จะทรงช้างพระที่นั่งขึ้นไปมิได้

สมเด็จบรมบพิตรพระเจ้าอยู่หัวดำรัสให้ผูกราว แล้วต้องทรมานพระกาย เสด็จพระราชดำเนินพระบาทยุดราวขึ้นไปตั้งแต่เชิงเขา แต่เช้าจนเที่ยงจึ่งถึงยอดเขา

แลช้างซึ่งขึ้นเขานั้น เอางวงยุดต้นไม้จึ่งเหนี่ยวกายขึ้นไป ได้ความลำบากนัก ช้างนั้นก็พลาดพลัดตกเขาลงมาตายทั้งคนทั้งช้างก็มีบ้าง

(บน) ชาวบ้านเมืองทวาย (ภาพจาก http://www.allmyanmar.com) (ล่าง) ตลาดสดเมืองทวาย (http://www.visualtravelguide.com)



จึ่งมีพระราชโองการดำรัสว่า "ไม่รู้ว่าทางนี้เดินยาก พาลูกหลานมาได้ความลำบากยิ่งนัก

เมื่อลงไปเชิงเขาข้างโน้น ก็เสด็จพระราชดำเนินทรงยุดราวลงไปเหมือนกัน"

ช้างต้นป่วย

ร.1 ทรงช้างต้น นามว่า "พังเทพลีลา" เมื่อคราวยกทัพตีเมืองทวายจนช้างต้นป่วย มีในพระราชพงศาวดาร เล่าว่า

"ขณะนั้นช้างต้นพังเทพลีลา ซึ่งเป็นพระคชาธารนั้นป่วยลงไม่จับหญ้าถึง 3 วัน

สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงพระวิตกหนัก ด้วยเป็นช้างพระที่นั่งข้าหลวงเดิม ได้เคยทรงเสด็จไปงานพระราชสงครามมาแต่ก่อนทุกครั้ง ทรงพระอาลัยว่าเป็นราชพาหนะเพื่อนทุกข์เพื่อนยาก เกรงจะล้มเสีย จึ่งทรงพระอธิษฐานเสกข้าว 3 ปั้น ให้ช้างนั้นกิน

ด้วยเดชะพระบารมีเป็นมหัศจรรย์ ช้างนั้นก็หายไข้เป็นปกติ สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวดีพระทัยยิ่งนัก"

ทวายหลอกไทย

พระราชพงศาวดารบอกว่า แม่ทัพใหญ่เมืองทวายกับทั้งนายทัพนายกองทั้งปวง ก็คิดปรึกษากันว่าจะล่อให้ทัพไทยเข้าอยู่ในเมือง แล้วจะได้ล้อมเมืองไว้ชั้นนอก ด้วยพลเมืองเป็นทวาย ไทยอดเสบียงอาหารเข้าก็แย่งชิงพลเมืองกิน ไพร่พลเมืองได้ความเดือดร้อนนักก็จะเกิดเป็นขบถขึ้นในเมือง ฝ่ายทวายก็จะมีชัยชำนะถ่ายเดียว ปรึกษาเห็นพร้อมกันแล้ว ก็ชวนกันหนีออกจากเมือง

กองหน้าทัพไทยก็ยกไปถึงเชิงกำแพงเมืองทวาย ไม่เห็นผู้คนขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทิน แต่ประตูเมืองนั้นปิดอยู่ ครั้นจะทำลายประตูเมืองเข้าไปในเมืองก็เกรงว่าพม่าจะแต่งกลซุ่มพลทหารไว้ จึ่งให้รอทัพอยู่แต่นอกเมืองก่อน คอยดูท่วงทีพม่าจะทำประการใด

กรณีนี้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงมีพระอธิบายไว้ในหนังสือไทยรบพม่า ความว่าฝ่ายกองทัพไทยเมื่อไปตั้งล้อมเมืองทวายอยู่นั้น การลำเลียงเสบียงอาหารขัดข้องส่งกันไม่ทันใช้ จึงเกิดเป็นปัญหาว่าจะควรถอยกองทัพกลับหรือรีบหักโหมเอาเมืองทวายเสียให้ได้ โดยเร็ว

พอพักรี้พลครบ 15 วันแล้วก็โปรดให้เลิกทัพกลับมา โดยตีไม่ได้เมืองทวาย

"ทะแว" ชื่อจริงของทวาย

ทวาย เป็นสำเนียงไทยที่ออกเสียงเพี้ยนจากคำท้องถิ่นว่า "ทะแว" ปัจจุบันทางการพม่ากำหนดให้สะกดเป็นฝรั่งตามเสียงที่ถูกต้องของท้องถิ่นว่า DAWEI (แทนคำเดิมที่ฝรั่งสะกดตามหูฟังเพี้ยนไปว่า Tavoy)

ไทยสมัยรัชกาลที่ 1 กรุงรัตนโกสินทร์ รับรู้และออกเสียงถูกต้องว่า ทแว มีพยานในนิราศตามเสด็จทัพลำน้ำน้อย ของพระยาตรัง แต่งเป็นโคลงดั้น (บท 33) ว่า

เสร็จเศิกสมแคล่วได้ แดนเวียง ทแวนา

ชมอนงค์ดนู นับร้อย

นิราศฯเรื่องนี้ พระยาตรังแต่งพรรณนาเมื่อตามเสด็จ ร.1 ยกทัพไปตีเมืองทวาย พ.ศ. 2330


คอลัมน์ สุวรรณภูมิสังคมวัฒนธรรม
โดย ผู้สื่อข่าวพิเศษ/ นสพ.มติชนรายวัน
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-06-02 11:07:25


ความเห็นที่ 12 (1487996)

เปิดประตู สปป.ลาว โอกาส & ความท้าทาย บนเวทีเออีซี





 



ก่อน ไทยก้าวเข้าสู่ความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียนในปี 2558 หรือ "ปีแห่งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน" การเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจของประเทศเพื่อนบ้าน น่าจะเป็นปราการด่านแรกที่ไทยต้องตระหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีพรมแดนติดกับไทย ซึ่งเรายกให้เป็นบ้านพี่เมืองน้อง อย่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือ สปป.ลาว

เมื่อปี 2553 จีนแซงหน้าไทยในฐานะประเทศลงทุนสะสมในลาวสูงสุด เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี โดยมีมูลค่า 2,900 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ไทยอยู่ที่ 2,600 ล้านดอลลาร์ ส่วนข้อมูลการลงทุนในลาวปี 2552 ที่รวบรวมโดยกรมส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนภายในและต่างประเทศ สปป.ลาว เวียดนามคือประเทศอันดับ 1 ที่เข้าไปลงทุนในลาว มูลค่า 1,421 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นร้อยละ 33 จากทั้งหมด อันดับ 2 คือ จีน 933 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นร้อยละ 21.6 ส่วนอันดับ 3 คือ ไทย มีมูลค่า 909 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นร้อยละ 21.1

เพื่อทำความรู้จักกับเพื่อนบ้านมากยิ่งขึ้น กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จัดสัมมนาให้ความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจในลาว ภายใต้หัวข้อ "โอกาสใหม่และความท้าทายทางเศรษฐกิจในลาว" ให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจไทยที่สนใจเข้าไปทำธุรกิจ

นางขันลาสี แก้วบุนขัน ที่ปรึกษาเศรษฐกิจและการค้า สปป.ลาว ประจำสถานทูตลาวในประเทศไทย กล่าวถึงเศรษฐกิจและการลงทุนในลาวว่า ขณะนี้ สภาพเศรษฐกิจของลาวเป็นไปได้ค่อนข้างดี แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติต่าง ๆ และสภาพเศรษฐกิจโลก โดยลาวเติบโตต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี อยู่ที่ 7.9% ต่อปี และสิ่งที่ลาวมุ่งหวังจะบรรลุคือให้ประเทศหลุดพ้นจากสถานะประเทศด้อยพัฒนา และความยากจน ในปี 2563 โดยในปีงบประมาณ 2009-2010 ประชากรลาวมีรายได้ต่อหัวเฉลี่ยอยู่ที่ 1,069 เหรียญสหรัฐต่อคน

ทั้ง นี้ลาวต้องการนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนเพิ่ม ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของลาวในทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันรัฐบาลลาวมีการส่งเสริมการลงทุน เพื่อให้สอดรับกับการเข้าสู่เออีซีปี 2558 และการเตรียมตัวเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO)

ด้านกฎหมาย การลงทุนลาว มีการปรับปรุงล่าสุดเมื่อปี 2552 เพื่อผลจูงใจและเอื้อต่อการค้าและการลงทุนในลาว ปัจจุบันรัฐบาลลาวมีการส่งเสริมการลงทุน โดยออกแรงจูงใจทางภาษีอากรให้แก่

ผู้ เข้าไปลงทุนในลาว ซึ่งแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 1)ผู้ที่เข้าไปลงทุนในเขตที่พัฒนาแล้วของประเทศ จะได้รับยกเว้นภาษีอากร 4 ปี 2)ผู้ที่เข้าไปลงทุนในเขตที่กำลังพัฒนาจะได้รับยกเว้นภาษีอากร 6 ปี 3)ผู้ที่เข้าไปลงทุนในเขตที่ยังไม่พัฒนาจะได้รับยกเว้นภาษีอากร 10 ปี

ทั้ง นี้แม้ลาวพัฒนาประเทศตามกลไกตลาด แต่ขณะเดียวกันก็ต้องดำเนินนโยบายแบบสังคมนิยมด้วย ซึ่งเชื่อว่าหากนักลงทุนสามารถทำความเข้าใจได้ ลาวก็น่าจะเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนที่สนใจ

ด้านผู้มีประสบการณ์ในการ ทำธุรกิจในลาว ทั้งภาคการเกษตรและการบริการ ได้กล่าวถึงโอกาสและความท้าทายในลาว ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจใน สปป.ลาว ประสบความสำเร็จไว้ดังนี้

นายทักษ์ ศรีรัตโนภาส ผู้อำนวยการด้านโครงการร่วมทุนและการค้าระหว่างประเทศ บริษัทน้ำตาลมิตรผล ในฐานะตัวแทนองค์กรซึ่งมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจในลาว กล่าวว่า บริษัทมิตรลาว ในเครือกลุ่มมิตรผล ได้เข้าไปมีบทบาทดำเนินการปลูกอ้อยที่แขวงสะหวันนะเขตในลาว เมื่อปี 2548 หลังจากนั้น 3 ปี ก็เริ่มก่อตั้งโรงงานน้ำตาลมิตรลาว

ข้อดีในการเข้า ไปลงทุนในลาว ซึ่งยังถือเป็นประเทศยากจน คือได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษด้านภาษีศุลกากร หรือยกเว้นภาษีเป็น 0% ในการผลิตเพื่อส่งออกไปยังประเทศทางตะวันตก ทั้งสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา

ส่วน ข้อได้เปรียบอีกประการของนักธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุนในลาวคือ ลาวตั้งอยู่ในภูมิประเทศที่มีศักยภาพในการขนส่งสินค้าไปยังประเทศอื่น ๆ ของภูมิภาคได้ดี หากการดำเนินการเรื่องจุดตรวจปล่อยสินค้าร่วมกัน (One Stop Service) เสร็จสิ้น ก็จะยิ่งส่งผลให้ต้นทุนการนำสินค้าผ่านแดนลดลง และการขนส่งเป็นไปได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคในการเข้าไปลงทุนในประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอ คือต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่หากทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ ทำประโยชน์ และสร้างงานเพิ่มให้แก่ชุมชนที่เข้าไปลงทุน ก็จะได้รับมิตรภาพแท้จริงจากชุมชน และทั้ง 2 ฝ่ายก็ต่างได้รับผลในทางบวก

นาย ณกรณ์ กรณ์หิรัญ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วุฒิ-ศักดิ์ คลินิก กรุ๊ป ผู้ประสบความสำเร็จในธุรกิจบริการด้านความงามใน สปป.ลาว กล่าวว่า ลาวคือโอกาสที่ดี หากนักธุรกิจเข้าใจบริบททางสังคมลาวอย่างแท้จริง

ข้อได้เปรียบประการ แรกที่นักธุรกิจไทยมี คือคนลาวนิยมสินค้าจากไทย ถือว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูง หากเทียบกับจีนและเวียดนาม ดังนั้นจึงส่งผลดีต่อธุรกิจความงามของไทยในลาว วุฒิ-ศักดิ์ ใช้หมอและบุคลากรคนไทยเข้าไปดูแลในทุกสาขาของวุฒิ-ศักดิ์ และได้รับความเชื่อถือในตัวหมอจากคนลาวสูง โดยขณะนี้วุฒิ-ศักดิ์เปิดสาขาในลาวรวม 3 สาขา คือ เวียงจันทน์ ปากเซ และหลวงพระบาง

สำหรับวุฒิ-ศักดิ์นั้นการประสบความสำเร็จส่วนหนึ่งมา จากการที่คนลาวรับข่าวสาร และดูทีวีของประเทศไทย คนจึงมีรสนิยมที่คล้ายคลึงกัน และเชื่อมั่นในธุรกิจความงามจากไทยมาก

ด้าน ความท้าทายของการทำธุรกิจคือ ลาวมีอัตราค่าเช่าที่ค่อนข้างสูง หากเปรียบเทียบกับไทย โดยแต่ละแขวงไม่เท่ากัน จึงเป็นต้นทุนอีกประการที่ผู้เข้าไปทำธุรกิจในลาวต้องคำนึงถึง แต่หากเข้าใจตลาด กลุ่มลูกค้า ศึกษานิสัยใจคอคนลาวให้ดี และมีคอนเน็กชั่นกับคนลาว และคนในพื้นที่อย่างเพียงพอ ลาวก็ถือเป็นประเทศที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-05-05 09:42:28


ความเห็นที่ 11 (1484150)

มิติความสัมพันธ์จีน-เมียนมาร์ ดุลอำนาจใหม่หลังเปิดประเทศ




 


หลังสิ้นสุดการเลือกตั้งซ่อมที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าตนโปร่งใส เมียนมาร์ ก็เปิดประเทศต้อนรับกลุ่มนักลงทุนจากทั่วทุกมุมโลก สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์เปิดต้อนรับกลุ่มนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งกลุ่มนักธุรกิจไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่จะเดินทางไปในระหว่างวันที่ 25-28 เม.ย. 2555 จ่อคิวต่อกลุ่มนักลงทุนญี่ปุ่นที่เดินทางออกจากเมียนมาร์เพียง 1 วันก่อนหน้า

เมียนมาร์เดินเกมในการวางสมดุลกับประเทศต่างๆ ได้อย่างมีชั้นเชิง พร้อมกับแสดงให้เห็นว่าตนไม่ได้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของประเทศใด ๆ แต่ประเทศที่ต้องปรับท่าทีที่มีต่อเมียนมาร์มากที่สุดคือ มหาอำนาจโลกตะวันออกอย่าง "จีน"

จีนคือพันธมิตรของเมียนมาร์มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่หลัง "เหตุการณ์ 8888" ยุคของนายพลซอว์ หม่อง ที่ประกาศตั้ง "สภาฟื้นฟูกฎระเบียบแห่งรัฐ" (The State Law and Order Restoration Council : SLORC) ในยุคนี้เมียนมาร์มีความสัมพันธ์กับจีนอย่างแนบแน่น เนื่องจากเมียนมาร์หันหลังให้โลกตะวันตกอย่างสิ้นเชิง

ในยุคนั้นจีนจัดหายุทโธปกรณ์ให้กับกองทัพเมียนมาร์เป็นจำนวนมาก และขณะเดียวกันก็ใช้โอกาสนี้ลงทุนในเมียนมาร์ โดยมุ่งเน้นลงทุนในเมียนมาร์ด้านพลังงานก๊าซ น้ำมัน และเหมืองแร่ นอกจากนี้ยังลงทุนสร้างเขื่อนหลายแห่งในเมียนมาร์เพื่อนำพลังงานไฟฟ้าไปใช้ในประเทศจีนอีกด้วย

ข้อมูลจากรายงานกลุ่มเอิร์ธไรต์ส อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าวว่า มีบริษัทข้ามชาติของจีนอย่างน้อย 69 บริษัท ที่มีส่วนร่วมในการก่อสร้างเขื่อนในเมียนมาร์มากราว 90 แห่ง รวมไปถึงโครงการท่อส่งก๊าซและน้ำมันจากรัฐอาระกันเข้าสู่ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

ในปี 2553 การค้าระหว่างจีน-เมียนมาร์สูงถึง 4,440 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าราว 53.2% ส่วนตัวเลขการค้าชายแดนระหว่างจีน-เมียนมาร์ล่าสุด ในช่วง 7 เดือนแรก (เม.ย.-พ.ย.) ของปีบัญชีงบประมาณ 2554-2555 ของเมียนมาร์มีมูลค่า 105 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 83% ของมูลค่าการค้าชายแดนของเมียนมาร์

นอกจากนี้ จีนยังลงทุนโดยตรงในเมียนมาร์ในปี 2554 มากเป็นอันดับ 1 โดยมีมูลค่า 13,947 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 34.5% ของต่างชาติที่เข้าไปลงทุนในประเทศนี้

จีนเข้าไปลงทุนในเมียนมาร์มูลค่ามหาศาล และปฏิบัติต่อเมียนมาร์เสมือนเป็นรัฐรัฐหนึ่งของจีน แต่ทีท่าของการเดินหน้าปฏิรูปประชาธิปไตยในเมียนมาร์ โดยเฉพาะการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2554 ทำให้จีนต้องเริ่มทบทวนความสัมพันธ์ทางการทูตที่มีต่อเมียนมาร์ใหม่อย่างจริงจัง

ความสัมพันธ์จีน-เมียนมาร์สั่นสะเทือน เมื่อครั้งรัฐบาลเมียนมาร์ประกาศระงับการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้ามิตโสนมูลค่า 3,600 ล้านดอลลาร์ชั่วคราวช่วงปลายเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา โดยประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ให้เหตุผลว่า รัฐบาลเมียนมาร์คำนึงถึงประชาชนในรัฐคะฉิ่นเป็นหลัก

หลังจากนั้น นายพลทิน อ่อง มิน อู รองประธานาธิบดีเมียนมาร์ ได้เข้าพบกับนายเวิน เจียเป่า นายกรัฐมนตรีจีน ทั้งสองฝ่ายตกลงทำความเข้าใจถึงการดำเนินการโครงการต่าง ๆ ระหว่างกัน โดยให้เป็นไปอย่างสอดคล้องในด้านผลประโยชน์ร่วมกัน

ทั้งยังได้กำชับถึงการปฏิบัติตามข้อตกลงของผู้นำสองฝ่ายอย่างจริงจัง เพื่อเป็นหลักประกันต่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้าให้ราบรื่น

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองระหว่างประเทศวิเคราะห์ว่า นโยบายต่างประเทศของจีนที่มีต่อเมียนมาร์นั้นบกพร่อง เนื่องจากจีนอุ้มเมียนมาร์มากเกินไป โดยไม่ได้คิดมาก่อนว่าเมียนมาร์จะหันไปหาโลกตะวันตก

ด้านเมียนมาร์นั้นดำเนินความสัมพันธ์กับจีนแบบรักษาสมดุล เพียง 2 วันก่อนหน้าการเดินทางเยือนเมียนมาร์ของนางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ พลเอกมิน ออง หล่าย ผู้บัญชาการทหารพม่า ได้เข้าพบกับนายฉี จิ้นผิง รองประธานาธิบดีจีน ณ กรุงปักกิ่ง เพื่อให้คำมั่นที่จะกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกัน

เมียนมาร์เปิดสัมพันธ์กับสหรัฐและโลกตะวันตกมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ดึงอินเดียและอาเซียนเข้ามาถ่วงดุลกับจีน

สัมปทานบ่อน้ำมันในทะเลอันดามันและในอ่าวเบงกอลของเมียนมาร์จึงไม่ได้มีเพียงจีนที่ครอบครองอีกต่อไป แต่กลับมีสหรัฐ ฝรั่งเศส สหภาพยุโรป และเกาหลีใต้เข้าไปจับจอง อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองระหว่างประเทศวิเคราะห์ว่า จีนได้มีนโยบายการทูตที่จะใช้รองรับการเดินเกมต่อเมียนมาร์ไว้แล้วอยู่ 2 ประการ

1) การทูตที่ใช้การสนับสนุนกลุ่มชาติพันธุ์ตามชายแดน โดยเฉพาะกลุ่มกองกำลังว้า 2) การทูตเชิงวัฒนธรรมและการตลาด

ขณะเดียวกัน จีนก็จะเริ่มขยายการค้าเข้าไปในมัณฑะเลย์มากขึ้น อีกทั้งจีนยังมีเขตเศรษฐกิจพิเศษมูเซ และรุ่ยลี่ที่กำลังเติบโต สามารถเป็นอาวุธในการแผ่อิทธิพลทางวัฒนธรรมสู่เมียนมาร์ได้

มหาอำนาจจีนผู้แผ่อิทธิพลทางการทูตและการค้าอย่างแข็งขันในเอเชียอาคเนย์ต้องรอบคอบในการดำเนินความสัมพันธ์ต่อเมียนมาร์ เพราะทุกความเคลื่อนไหวของเมียนมาร์ใน พ.ศ.นี้ หมายถึงการถ่วงสมดุลของมหาอำนาจ และเปิดสัมพันธ์ต่อนานาประเทศเพื่อยกระดับเมียนมาร์ให้กลับมาทวงตำแหน่งผู้นำทางเศรษฐกิจอันดับ 1 ในเอเชียอาคเนย์ดั่งที่เคยครองมาแล้วครั้งหนึ่ง
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-04-16 14:28:02


ความเห็นที่ 10 (1484149)

เลาะเส้นทาง "นครพนม-ท่าแขก-ฮานอย" ประตูการค้า-ขนส่งรองรับ...เปิดเสรีอาเซียน



หลังสะพานมิตรภาพแห่งที่ 3 "นครพนม-คำม่วน" เปิดใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่ 11 พฤศจิกายน 2554 นโยบายเตรียมความพร้อมรองรับเปิดการค้าเสรีในกลุ่มประชาคมอาเซียน 10 ประเทศหรือเออีซี นับว่า "กระชับพื้นที่" เข้ามาทุกที

ก่อนหน้านี้ สะพานมิตรภาพระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) 2 แห่งแรกคือ "หนองคาย-เวียงจันทน์" ตามมาด้วย "มุกดาหาร-สะหวันนะเขต" ในขณะที่แห่งที่ 4 อยู่ระหว่างก่อสร้างที่ "เชียงของ-ห้วยทราย" มีกำหนดแล้วเสร็จปลายปี 2555 นี้

"พี่ปุ๋ย-สร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์" ผู้อำนวยการ "สนข.-สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร" ส่งเทียบเชิญ "ประชาชาติธุรกิจ" ร่วมทริปไปกับคณะสื่อมวลชนหลายสิบชีวิต สำรวจและศึกษาเส้นทางคมนาคมขนส่ง สภาพเศรษฐกิจ การค้าชายแดน เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางตามแนวเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก ระหว่าง 4 ประเทศคือ "ไทย-ลาว-เวียดนาม-จีน"

การสำรวจทริปนี้เป็นธรรมเนียมปฏิบัติเหมือนทุกปี จะใช้รถบัสโดยสารเดินทางออกสำรวจ จุดออกสตาร์ตอยู่ที่ฝั่งไทยบนทางหลวงหมายเลข 22 เส้นทางต่อเชื่อมจากจังหวัดอุดรธานี สกลนคร และนครพนม วิ่งข้ามสะพานมิตรภาพแห่งที่ 3 (นครพนม-คำม่วน) ไปยังเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน ตอนกลางของประเทศลาว

เมื่อผ่านพรมแดน สปป.ลาวแล้วใช้ทางหลวงหมายเลข 13 วิ่งขนานแม่น้ำโขงขึ้นไปทางเหนือ ผ่านเมืองหลักซาว มุ่งหน้าด่านน้ำพาว จุดชายแดนลาว-เวียดนาม ผ่านแขวงบอลิคำไซ แล้วเลี้ยวเข้าทางหลวงหมายเลข 8 ข้ามด่านกาวแจว จากนั้นวิ่งเลาะภูเขาเข้าสู่เมือง

วินห์ไปสิ้นสุดที่ "ฮานอย" เมืองหลวงของประเทศเวียดนาม รวมระยะทางประมาณ 1,000 กม.

สภาพโดยรวมเป็นเส้นทางที่ตัดผ่านภูเขาสูงชัน คดเคี้ยวไปตามไหล่เขาที่กั้นระหว่างสองประเทศ ทำให้รถยนต์ไม่สามารถทำความเร็วได้ เพราะมีบางช่วงที่ถนนมี 2 เลนไปกลับสวนทางแถมอยู่ระหว่างก่อสร้าง ข้อดีของการเลือกใช้เส้นทางนี้คือ ช่วยร่นระยะทาง เพราะได้รับการกล่าวขานแล้วว่าเป็นเส้นทางสั้นที่สุดในการเดินทางด้วยถนนไปเวียดนาม

ในอนาคตมีแนวโน้มจะได้รับความนิยมสูง

"ผอ.สร้อยทิพย์" เล่าให้ฟังว่า สะพานมิตรภาพแห่งที่ 3 ถือเป็นเส้นทางการค้าการลงทุนใหม่ในการขนส่งสินค้าจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยไปสู่ภาคภาคใต้ของ สปป.ลาว และภาคเหนือของเวียดนาม สามารถเชื่อมต่อไปยังมณฑลกว่างซี และนครหนานหนิงของสาธารณรัฐประชาชนจีนได้อีกเส้นทางหนึ่ง

หลังจากเปิดใช้สะพานแห่งนี้มาได้ 4 เดือนเศษ ปริมาณการขนส่งบนเส้นทางนี้เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ เก็บสถิติรถยนต์ขาออกจากฝั่งไทยรวมทุกประเภท

ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2554 อยู่ที่ 2,155 คัน, เดือนธันวาคม 2554 อยู่ที่ 3,030 คัน, เดือนมกราคม 3,319 คัน, เดือนกุมภาพันธ์ 3,746 คัน และเดือนมีนาคม 2,780 คัน

"เส้นทางนี้ในอนาคตศักยภาพจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเรื่องการขนส่งและการท่องเที่ยว เพราะเชื่อมโยงถึง 4 ประเทศ ในระบบโลจิสติกส์ถูกออกแบบให้เป็นเส้นเลือดใหญ่ในอนาคตก็ว่าได้" ผู้อำนวยการ สนข.กล่าวและว่า

เพื่อขยายการเดินทางและขนส่งสินค้าภายในประเทศให้ครอบคลุม และรองรับการเปิดประชาคมอาเซียนที่กำลังจะมาถึง รัฐบาลไทยอยู่ระหว่างศึกษาขยายเส้นทางรถไฟสายใหม่เพิ่มขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีก 1 สาย จากบ้านไผ่-มหาสารคาม-ร้อยเอ็ด-มุกดาหาร-นครพนม ระยะทาง 336 กม. วงเงินลงทุนประมาณ 41,363 ล้านบาท

ที่ผ่านมา สนข.ได้รับการสนับสนุนงบประมาณวงเงิน 40 ล้านบาท ศึกษาออกแบบเบื้องต้นแล้ว และในปีงบประมาณ 2556 ได้รับเพิ่มเติมอีก 200 ล้านบาท เพื่อศึกษาสำรวจและออกแบบรายละเอียดสำหรับในการก่อสร้างต่อไป

นั่งนับนิ้วมือถอยหลังไปหาปี 2558 ที่จะเปิดเออีซีเต็มรูปแบบ ไม่ใช่แค่ "ฝั่งไทย" จะเพิ่มศักยภาพระบบโครงสร้างพื้นฐานมารองรับการพัฒนาที่กำลังใกล้เข้ามา

สิ่งที่ประจักษ์ด้วยสองตาคือ ฝั่ง "ประเทศเวียดนาม" ก็กำลังเร่งพัฒนาโครงข่ายถนนเพื่อรองรับการค้าเสรีอาเซียน

ผ่าน สปป.ลาว กัมพูชา ไทย เพื่อไปยังพม่า

เท่ากับจะยิ่งส่งเสริมให้ระบบโลจิสติกส์และการค้าในกลุ่มอาเซียนก้าวไปข้างหน้าได้อย่างเข้มแข็งมากยิ่งขึ้นไปอีก

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-04-16 14:24:42


ความเห็นที่ 9 (1479297)

วันหยุดเขื่อน สืบชะตา"สาละวิน"

เกศศินีย์ นุชประมูล



1.ชาวบ้านร่วมพิธีสืบชะตาแม่น้ำสาละวิน

2.ท่าเรือไปบ้านสบเมย

3.ทำพิธีบูชาแม่น้ำ

4.ชาวบ้านและนักเรียนแห่มาร่วมพิธี

5.ยามเช้าสาละวิน

6.หวังให้แสงจากเทียนดลช่วยรักษาสาละวิน

7.การแสดงพื้นบ้านของเด็กๆ

′ แม่น้ำคง′ หรือ ′สาละวิน′ หนึ่งในแม่น้ำของภูมิภาคอาเซียน เป็นที่หมายปองของนักสร้างเขื่อน โครงการเขื่อนอย่างน้อย 13 แห่ง กำลังถูกวางแผน เพื่อก่อสร้างทาง ตอนบนของลุ่มน้ำในมณฑล ยูนนาน ประเทศจีน

ตลอด ระยะเวลาหลายปี ที่ผ่านมา องค์กรอนุรักษ์ใน จีนและนานาชาติ ได้รณรงค์เรียกร้องให้รัฐบาลจีนทบทวนโครงการเขื่อน และพิจารณาการอนุรักษ์พื้นที่ ซึ่งมีความสำคัญในด้านระบบนิเวศ

แม่ น้ำสาละวินยาวกว่า 2,800 ก.ม. ต้นกำเนิดจากหิมะที่ละลายบนเทือกเขาหิมาลัย ไหลสู่ที่ราบสูงทิเบต ลงมณฑลยูนนาน เข้าสู่ประเทศพม่าที่ รัฐฉาน รัฐคะยา

เป็น เส้นกั้นพรมแดนระหว่าง จ.แม่ฮ่องสอน ของไทย กับรัฐกะเหรี่ยง ก่อนเข้าสู่พม่าอีกครั้งที่บ้านสบเมย ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน และลงสู่ทะเลอันดามันที่เมืองมะละแหม่ง รัฐมอญ ยังคงไหลอย่างอิสระโดยไม่มีสิ่งใดขวางกั้น

ตลอดความยาวของแม่น้ำสา ละวิน หล่อเลี้ยงระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งพันธุ์พืชและสัตว์ วิถีชีวิตของชุมชน มีไม่ต่ำกว่า 13 กลุ่มชาติพันธุ์ อาทิ นู ลีซู ตู๋หลง ไทยใหญ่ คะเรนนี กะเหรี่ยง มอญ และ ยินตาเล เป็นต้น

สาละวินจึงได้รับการจัดว่า เป็นลุ่มน้ำที่อยู่ในพื้นที่ชายขอบ ไม่ว่าจะมองทางภูมิศาสตร์ หรือการเมือง

ประชาชน ที่อาศัยในลุ่มน้ำ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่สามารถเข้าถึงอำนาจในการตัดสินใจได้ การพัฒนา และการใช้ทรัพยากร จึงเป็นการตัดสินใจโดยภาครัฐ ร่วมกับบริษัทเอกชน โดยที่ไม่มีส่วนร่วมของภาคประชาชนเจ้าของพื้นที่

โครงการส่ง เสริมสุขภาพคนชายขอบ จากการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ เครือข่ายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำสาละวิน และภาคีเครือข่ายอื่นๆ ร่วมกันจัดเวทีประชุม เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลการวางยุทธศาสตร์ ในการทำงานร่วมกันระหว่างภาคประชาชน ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ลุ่มน้ำสาละวิน ในประเทศจีน พม่า ไทย นักวิชาการ นักสิทธิมนุษยชน และองค์กรภาคี

1.ผืนป่าฝั่งไทย

2.ผืนป่าฝั่งพม่า

3.แม่น้ำเมยบรรจบกับแม่น้ำสาละวิน



โดย กำหนดกิจกรรมและเวทีขึ้นใน ′วันหยุดเขื่อนโลก′ เมื่อ 14 มี.ค.ที่ผ่านมา เป็นวันสากลที่ชุมชนและนักอนุรักษ์ทั่วโลกรณรงค์การอนุรักษ์แม่น้ำ และปกป้องทรัพยากร ตลอดจนสิทธิของชุมชนที่พึ่งพาสายน้ำ

ชุมชนลุ่มน้ำสาละวินจึงร่วมกันจัดงานสืบชะตาแม่น้ำ เพื่อประกาศเจตนารมณ์ปกป้องทรัพยากร

ปลาย ทางของงานนี้อยู่ที่บ้านสบเมย ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ห่างจาก อ.แม่สะเรียง 46 ก.ม. ระยะทางที่ดูแล้วไม่ไกลนัก แต่เส้นทางจากแม่สะเรียงไปสบเมย คดเคี้ยวสูงชันกับต้องลัดเลาะไปตามไหล่เขา

ยิ่ง เข้าใกล้สบเมยมากเพียงใด ถนนยิ่งเป็นหลุมขรุขระ จากนั้นลงเรือล่องแม่น้ำสาละวิน ที่ไหลเชี่ยวมีเกาะแก่งเป็นระยะ ทั้ง 2 ฝั่งลำน้ำเป็นป่าเขา โดยที่ฝั่งหนึ่งเป็นดินแดนไทย อีกฝั่งเป็นพม่า ใช้เวลาล่องเรือชั่วโมงครึ่งถึงปลายทาง

′เกา เหอ เหลิน′ นักพัฒนาเอกชนจากจีน ที่ร่วมลงพื้นที่บ้านสบเมย กล่าวว่า ตั้งแต่ปีค.ศ.2003 เอ็นจีโอของจีนศึกษาโครงการสร้างเขื่อนในลุ่มน้ำสาละวิน 13 แห่ง ในมณฑลยูนนาน และออกมาคัดค้านต่อต้าน โดยมีสำนักข่าวทั่วโลก 67 แห่ง รายงานข่าวเรื่องนี้ ทำให้รัฐบาลจีนสั่งระงับโครง การไปก่อน จากนั้นเอ็นจีโอก็ทำงานร่วมกับชาวบ้าน เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในชุมชนมากขึ้น

ส่วนเหตุผลหลักที่รัฐบาล จีนนำมาใช้สนับ สนุนโครงการสร้างเขื่อนทั้ง 13 แห่ง คือการสร้างรายได้ ขจัดความยากจน เพราะประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มน้ำสาละวินในจีนมีฐานะยากจน แต่จากการลงพื้นที่ของเอ็นจีโอพบว่า ชาวบ้านอยู่ได้โดยที่ไม่ได้มีความทุกข์ เพราะพวกเขาคุ้นชินกับวิถีชีวิตแบบนี้

เช่นกันกับ ′เกรซ มาง′ อีกตัวแทนเอ็นจีโอจากจีน ที่ร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้ เล่าให้ฟังว่า ขณะนี้จีนเป็นผู้สร้างเขื่อนรายใหญ่ของโลก จากการติดตามพบว่ามีบริษัทต่างๆ ทั่วโลกที่กู้เงินจากจีน เพื่อใช้สำหรับสร้างเขื่อนกว่า 300 โครงการ จำนวนทั้งสิ้น 75 ประเทศ ส่วนใหญ่อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะพม่า

′การที่อุตสาหกรรมเขื่อนของจีนมีบทบาทมากทั่วโลก ทำให้การส่งออกทั้งคนและเทคโนโลยีของจีนกระจายไปทั่วโลก ซึ่งอุตสาหกรรมสร้างเขื่อนเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่สร้างรายได้ให้จีนอย่าง เป็นกอบเป็นกำ อีกหนึ่งเหตุผลที่จีนเลือกลงทุนสร้างเขื่อนในพื้นที่อื่น เนื่องจากการเสียภาษีในจีนค่อนข้างสูง จีนจึงหันไปลงทุนในพื้นที่ประเทศอื่น เพื่อให้ได้กำไรมากกว่า′

นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่การลงพื้นที่ลุ่มน้ำ สาละวิน บริเวณบ้านสบเมยครั้งนี้ต้องมีตัวแทนเอ็นจีโอจากจีนร่วมให้ข้อมูลด้วย เพราะเห็นได้ชัดว่า ขณะนี้จีนมีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้อย่างมาก เพราะนอกจากแผนการสร้างเขื่อนทางตอนบนของลุ่มน้ำสาละวินในมณฑลยูนนานแล้ว ถัดลงมาในประเทศพม่า และชายแดนไทย-พม่า ยังมีโครงการเขื่อนอีก 6 แห่ง ถูกเสนอเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า

นับตั้งแต่ชายแดนจีน-รัฐฉาน ของพม่า คือ ′เขื่อนท่าซาง′ ในรัฐฉาน และ ′เขื่อนยวาติด′ ในรัฐคะยา

แต่ โครงการสำคัญที่อาจส่งผลกระทบกับประเทศไทยมากที่สุด คือ ′เขื่อนฮัตจี′ ที่วางแผนจะสร้างในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยง ห่างจากชายแดนไทย-พม่า ที่ อ.สบเมย เพียง 47 ก.ม.

มูลค่าการลงทุนประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3,800 ล้านบาท หากเขื่อนฮัตจีสร้างแล้วเสร็จ จะผลิตไฟฟ้าได้ 1,200 เมกะวัตต์ โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ลงนามบันทึกความเข้าใจกับ บริษัท ไซโนไฮโดร ของจีน เพื่อสร้างเขื่อนแห่งนี้ และเป็นโครงการที่มีความคืบหน้ามากที่สุด

จากการลงพื้นที่บ้าน สบเมย เพื่อศึกษาปัญหาผลกระทบจากการสร้างเขื่อนในแม่น้ำสาละวินหลายครั้งหลายคราว นายมนตรี จันทวงศ์ มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ อธิบายว่า ลักษณะพื้นที่ของบ้านสบเมย ชาวบ้านจะปลูกสร้างที่พักอาศัยบนภูเขา ไฟฟ้าที่มีใช้มาจากพลังงานแสงอาทิตย์

วิถีชีวิตส่วนใหญ่ของชาว บ้านผูกพันกับสายน้ำสาละวิน ที่ชาวบ้านใช้เพาะปลูก หาปลา และมีพื้นที่เนินทรายกว้างใช้สำหรับทำกิจกรรมของคนในชุมชน แต่หากเขื่อนฮัตจีถูกสร้างขึ้น พื้นที่บริเวณนี้จะถูกน้ำท่วม ส่งผลให้วิถีชีวิตของชาวบ้านต้องเปลี่ยนแปลงไป

′การเซ็นสัญญาสร้าง เขื่อนฮัตจี เริ่มขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ.2548 แม้ว่าเขื่อน ฮัตจีจะสร้างในพม่า แต่ก็ห่างจากบ้านสบเมย ของไทยเพียง 47 ก.ม. ดังนั้น น้ำจะท่วมมาถึงอย่างแน่นอน และบริเวณที่สร้างเขื่อนฮัตจียังอยู่บนรอยเลื่อนศรีนครินทร์พอดี เป็นอันตรายหากเกิดแผ่นดินไหว′

′อีกทั้งแม่น้ำสาละวินยังเป็นแม่น้ำ ที่ไหลอย่างอิสระ โดยที่ไม่มีสิ่งก่อสร้างขวางกั้น ดังนั้น ที่นี่จึงต้องจัดงานสืบชะตาแม่น้ำสาละวินทุกปี เพื่อขอให้แม่น้ำสาละวินรอดพ้นจากโครงการต่างๆ′ นายมนตรีกล่าว

พอถึง ช่วงค่ำชาวบ้านปกาเกอะญอ จัดแสดงทางวัฒนธรรมต้อนรับ ทุกคนร่วมกันจุดเทียน ในความหมายว่า สร้างแสงสว่างให้มนุษย์ช่วยกันรักษาธรรมชาติ

ช่วง เช้าตรู่วันหยุดเขื่อนโลก ที่หาดทรายบ้านสบเมย ชาวบ้านตั้งแต่ผู้เฒ่าไปจนถึงเด็กเล็ก ภาคประชาชน นักวิชาการ จากหลากหลายประเทศ ร่วมกันทำพิธีสืบชะตา เพื่อให้แม่น้ำสาละวินแคล้วคลาดปลอดภัย และไหลได้อย่างอิสระตลอดไป

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-03-22 13:40:16


ความเห็นที่ 8 (1461296)

 

UNODC ชี้พม่าและลาวปลูกฝิ่นรายใหญ่ของโลกอันดับ 2และ3 ยกย่องไทยลดการผลิตต่อเนื่อง

วันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2554 เวลา 22:57:17 น.




 


เมื่อไม่นานมานี้   สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC ) ระบุว่าพื้นที่ที่ใช้ในการปลูกฝิ่นในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นราว 16% ในปีนี้ โดยเฉพาะพม่าซึ่งเป็นประเทศผู้ปลูกฝิ่นรายใหญ่อันดับ 2 รองจากอัฟกานิสถาน มีการปลูกฝิ่นเพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วนราว 96% ของปริมาณการปลูกฝิ่นที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปีนี้ คาดว่าฝิ่นที่ผลิตในพม่าตลอดปี พ.ศ 2554 มีปริมาณราว 610 ตันหรือประมาณ 10% ของปริมาณฝิ่นทั่วโลก ขณะที่ลาวผลิตฝิ่นในปีนี้ทั้งหมด 25 ตัน


 Gary Lewis ผู้แทนของ UNODC ประจำเอเซีย-แปซิฟิก กล่าวต่อสมาคมผู้สื่อข่าวต่างชาติในประเทศไทยในโอกาสเผยแพร่รายงานสำรวจฉบับนี้ว่า ฝิ่นที่ผลิตในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ปีนี้มีมูลค่ารวมประมาณ 319 ล้านดอลล่าร์ ส่วนใหญ่ปลูกในแถบรัฐฉานของพม่า โดยสาเหตุที่ทำให้การปลูกฝิ่นในรัฐฉานมีปริมาณเพิ่มขึ้นคือความไร้เสถียรภาพด้านอาหาร ความยากจนและความขัดแย้งในพื้นที่ดังกล่าว รวมทั้งการที่ฝิ่นมีราคาแพงขึ้นทำให้เกษตรกรจำนวนมากหันไปปลูกฝิ่น

  

UNODC ระบุว่าปัจจุบันราคาฝิ่นในพม่าเพิ่มขึ้นจากระดับกิโลกรัมละ 300 ดอลล่าร์เมื่อปีที่แล้วเป็นกิโลกรัมละ 450 ดอลล่าร์ ประกอบกับเงินจ๊าดมีค่าลดลงยิ่งทำให้ฝิ่นขายได้ราคาสูงขึ้นโดยเปรียบเทียบ ขณะที่ราคาฝิ่นในลาวและประเทศไทยเพิ่มขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 1,400 – 1,600 ดอลล่าร์ ส่งผลให้เกษตรกรผู้ปลูกฝิ่นรวมถึงคนงานที่ทำงานในไร่ฝิ่นต่างมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าคนงานหรือเกษตรกรผู้ปลูกพืชชนิดอื่นๆหลายเท่า

 

Jason Eligh ผู้จัดการฝ่ายพม่าของ UNODC ชี้ว่าด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจดังกล่าว ชาวบ้านจำนวนมากที่ประสบปัญหาเงินๆทองๆจึงหันไปปลูกฝิ่นหรือไปรับจ้างทำงานในไร่ฝิ่นแทนอาชีพอื่น เจ้าหน้าที่ของ UNODC ยังบอกด้วยว่าจำเป็นต้องมีเงินทุนเพิ่มขึ้นจากต่างชาติเพื่อนำมาใช้ในโครงการใหม่ๆเพื่อลดการปลูกฝิ่นในลาวและพม่า เช่นโครงการสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นๆซึ่งเคยใช้ได้ผลมาแล้วในอดีต

 

การปลูกฝิ่นในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ 3 ประเทศคือพม่า ลาวและไทย ลดลงไปมากในช่วงระหว่างปี พ.ศ 2541 ถึง 2549 หลังจากรัฐบาลปราบปรามอย่างหนักพร้อมกับนำโครงการปลูกพืชทดแทนชนิดอื่นมาใช้ แต่ปริมาณการปลูกฝิ่นในพม่าและลาวกลับเพิ่มขึ้นอีกครั้งในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา

  

UNODC ยังได้กล่าวยกย่องประเทศไทยที่เป็นประเทศเดียวในแถบนี้ที่ยังสามารถลดปริมาณการปลูกฝิ่นลงได้อย่างต่อเนื่อง โดยพื้นที่ปลูกฝิ่นในประเทศไทยปีนี้ลดลงราว 25% และปริมาณผลผลิตฝิ่นลดลงเหลือเพียง 3 ตันเท่านั้น

  

( เรื่อง Daniel Schearf / ทรงพจน์ สุภาผล | กรุงเทพฯ/กรุงวอชิงตัน / voa thai )

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-12-17 17:29:12


ความเห็นที่ 7 (1426689)

สัมพันธ์ไทย-เวียดนาม 'ทำไมเราต้องรักเพื่อนบ้าน'

ปฤษณา กองวงค์



ป่าใหญ่ ครีเอชั่น ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหิดล และ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับ สถานีไทยพีบีเอส จัดนิทรรศการภาพ ถ่ายวิถีชีวิตเวียดนามในสายตาผู้มาเยือน ในงานเปิดตัวสารคดีพันแสงรุ้ง ชุด "ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม" เนื่องในโอกาส 35 ปี ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์

รายการนี้มีเนื้อหาแกะรอยชีวิต เหวียตเกี่ยวโห่ยเฮือง ในเวียดนามที่ผูกพันกับประเทศไทย ประเดิมออกอากาศวันแรกไปเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. เวลา 16.30-17.00 น. ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส จากนั้นจะออกอากาศทุกวันเสาร์ในเวลาเดียวกันไปจนถึงวันที่ 23 ก.ค.

สำหรับ "ภาพถ่ายเวียดนามในสายตาผู้มาเยือน" กว่า 100 ภาพ เป็นฝีมือช่างภาพทั้ง มืออาชีพและสมัครเล่น 35 คน ในมุมมอง ที่หลากหลายที่สื่อ ถึงความประทับใจวิถีชีวิตของเวียดนาม ยังแง้มตัวอย่างสารคดี ชุดล่าสุด บอกเล่าถึงคนสองแผ่นดินต้องเรียนและปรับตัว ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

ภายในงานยังเปิดวงเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงความสัมพันธ์ภาคประชาชนกับเวียดนาม ประเทศเพื่อนบ้านแห่งนี้ อย่างน่าสนใจ



รศ.ดร.โคทม อารียา ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัย มหิดล เล่าว่า ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ลุ่มน้ำแดงมีการตั้งคำถามและค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีมากมาย ถือเป็นแอ่งทางวัฒนธรรม ต่อมาในสมัยที่เรามีนครรัฐประเทศเวียดนาม แบ่งเป็น 2 ส่วน ทางเหนือค่อนทางจีน ทางใต้ค่อนมาทางกัมพูชา พอถึงยุคก่อตั้งรัฐชาติ ประเทศเวียดนามได้รับอิทธิพลจากจีนและก่อตั้งรัฐชาติขึ้นมา ประวัติศาสตร์มาถึงช่วงล่าอาณานิคม โฮจิมินห์มาเยือนประเทศไทย 2 ครั้ง แต่ไม่สำคัญเท่ากับความคิดของรัฐบาลไทยในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านปรีดี พนมยงค์ มีความเข้าใจว่า ไม่ว่าเวียดนาม กัมพูชา และลาว ล้วนอยากต่อสู้ปลดประเทศตัวเองให้ออกจากอาณานิคม

ช่วงนั้นสถานการณ์รุนแรง รัฐบาลปรีดีมีการต่อสู้กับเจ้าอาณา นิคมซึ่งประจักษ์ภายหลังว่า นายปรีดีและท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ได้รับเกียรติบัตรจากรัฐบาลเวียดนามซึ่งถือเป็นการยอมรับความสัมพันธ์ในการช่วยเหลือตั้งแต่สมัยสงคราม

มาถึงสมัยสงครามเย็นความสัมพันธ์ของไทยและเวียดนามตึง เครียดยิ่งขึ้น ก่อนดีขึ้นตามลำดับ ซึ่งก่อความสัมพันธ์ของประชาคมอาเซียน และภายใต้ความสัมพันธ์ที่ดี รายการพันแสงรุ้งได้เสนอปัญหายากๆ ให้ดูสบายๆ และปัญหายากๆ ที่เราเผชิญอยู่ขณะนี้คือ ปัญหาการรักชาติเกินความจำเป็น การไม่เข้าใจ การดูแคลนผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในประเทศไทยที่ภาษาพูดภาษาแม่ไม่ใช่ภาษาไทยและเพื่อนบ้านที่มีวัฒนธรรมที่แตกต่าง

สารคดี 8 ตอนที่จะออกอากาศ เป็นประวัติศาสตร์เพื่อนบ้าน ถ้าศึกษาให้ดีเพื่อนบ้านของเราล้วนเป็นคนที่น่ารัก ดีกับเรา และเราควรจะดูดซับความสัมพันธ์และความเข้าใจที่ดีต่อกัน




นายธีรภาพ โลหิตกุล เป็นนักเขียนสารคดีอิสระ กล่าวว่า ทำไมเราต้องรักกันมากๆ โดยเฉพาะกับเพื่อนบ้านในภาคประชาชนด้วย ประวัติศาสตร์มีสองด้าน แต่ในบ้านเราประชาชนคิดว่า เรามีความสัมพันธ์ที่ดีกันมาตลอดแต่เรามีกรอบการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ และสงครามครั้งยิ่งใหญ่ คือ เดียนเบียนฟู นักการทหารทั่วโลกต้องศึกษา ภายใต้การนำของโฮจิมินห์และกองกำลังที่สำคัญมากคือไทยทรงดำ ซึ่งคนไทยทรงดำในไทยนั้นส่วนใหญ่ ถูกกวาดต้อนมา เรามักจะเรียกเขาว่า ลาวโซ่ง หรือ ลาวทรงดำ

"ผมทำสารคดีเกี่ยวกับเวียดนามเมื่อ 20 กว่า ปีที่ผ่านมา สิ่งที่ได้เห็นคือความขัดแย้ง ได้เห็นภูมิประเทศที่ยิ่งใหญ่ แม่น้ำโขงแผ่ขยายเป็น 9 สาย เห็นตลาดน้ำซึ่งน่าอัศจรรย์ และการข้ามเรือของน้ำโขงทำให้เกิดนิยายรักโรแมนติกและ อีโรติก เรื่อง "เดอะ เลิฟเวอร์" เห็นชาวไทยดำ ไทยขาว ทุ่งนาเขียวขจีมีเด็กกำลังขี่ควายในชุดไทยดำ เธอเหมือนคนไทยในหนังสืออาณาจักรสิบสองจุไทย แต่นี่ตัวเป็นๆ และการเข้าไปถ่ายทำในหมู่ บ้านทำให้ได้ชื่อเวียดนามว่า "ลอ วัน ที" และผมดีใจที่รายการครั้งนี้ไปถ่ายทำซึ่ง เป็นแนวที่ได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวาง ซึ่งจะ สะท้อนให้เห็นว่าความสัมพันธ์ภาคประชาชนและประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเป็นมายาคติ แต่ของจริงคือความสัมพันธ์ ระหว่างภาคประชาชนด้วยกันเอง" ธีรภาพกล่าว



นก นิรมล เมธีสุวกุล แห่งป่าใหญ่ ครีเอชั่น กล่าวว่า ความสัมพันธ์ของไทยและเวียดนามมีทั้งบวกและลบ บางช่วงเช่นต้นรัตนโกสินทร์มีการชิงอำนาจในเวียดนาม กษัตริย์บางองค์ต้องลี้ภัยมาอยู่ช่วงนี้ หรือบางช่วงที่มีสงครามกับฝรั่งเศส เขาก็ทะลักข้ามลาวมาอาศัยอยู่ในแผ่นดินไทย สมัยรัฐบาลปรีดีพนมยงค์ บางช่วงมีสงคราม กับอเมริกา ประเทศไทยก็มีการเปลี่ยนโยบายและเป็นฐานทัพอเมริกาและไปโจมตีเขา

1.โคทม อารียา

2.ทูตเวียดนามประจำประเทศไทย

3.ทรงจิต พูนลาภ และ สุนี ไชยรส

4.Hanoi"s Lady โดยศรันย์ บุญประเสริฐ

5.Ride for Life โดยศรันย์ บุญประเสริฐ

6.รัก Wall ไม่เอา War โดยธีรภาพ โลหิตกุล

7.จ้ำอ้าว โดย วริศรา สุทธิจิต

8.ลุงโฮ ที่อุดรธานี ประเทศไทย โดยนิรมล เมธีสุวกุล



ดังนั้น ความรู้สึกของคนเวียดนามมีทั้งช่วงที่ดีและแย่ และการที่เราเคารพความจริง และทราบว่าช่วงไหนดีและแย่ มันเกิดขึ้นเพราะอะไร และช่วงที่เขาแย่ๆ ตอนที่เขาอยู่ในเมืองไทยเขาก็ถูกกระทำหลายอย่าง คือมันมีปัญหาเรื่องอคติและเขาผ่านเรื่องราวต่างๆ มาเยอะ ฉะนั้นคนเวียดนามเหมือนถูกกดทับอยู่ ขณะเดียวกันก็มีเรื่องที่น่าภูมิใจในประวัติศาสตร์การต่อสู้

ที่เราควรจะได้เรียนรู้คือ ความรักชาติและความเสียสละ ลุงโฮเคยอยู่ในประเทศไทยและเป็นผู้นำอยู่ในเวียดนาม จนถึงทุกวันนี้ประวัติศาสตร์คนเวียดนามรับรู้ความสัมพันธ์อันดีของลุงโฮกับคุณปรีดี ซึ่งขณะเดียวกันเขาก็เคยทะเลาะกับอเมริกัน โดยมีทัศนคติว่า คนที่ไม่ดีจะมาฆ่าเรา แต่คนอเมริกันจำนวนมากประท้วงสงคราม

"เราจะประณามคนเป็นประเทศๆ ไปไม่ได้ เราต้องมาดูว่า ใครเป็นใคร ไม่ให้มีอคติในระดับชาติ ให้มองเรื่องความเป็นมนุษย์ พอเป็นแบบนี้และเมื่อสงครามผ่านไปแล้วความสัมพันธ์ยังค่อยๆ ฟื้นคืนมาได้และใน ปัจจุบันอนาคตที่เราอยากให้อาเซียนเป็น หนึ่ง ซึ่งเราก็หวังว่ารายการนี้จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อไปในอนาคต"



นางปิยะกุล สุวรรณสัมฤทธิ์ รองประธานชมรมวัฒนธรรมไทย-เวียด นาม ลูกครึ่งไทยเวียดนาม ผู้ทำหน้าที่ประ สานงาน กล่าวว่า ส่วนตนเป็นคนเชื้อสายเวียดนาม แต่ลึกๆ แล้วความรู้สึกของเราเป็น คนไทยครึ่งหนึ่งเวียดนามครึ่งหนึ่ง และไม่ว่าใครจะว่าคนเวียดนามหรือคนไทยเราก็เจ็บเหมือนกัน

"สิ่งหนึ่งที่ฝังใจอยากจะพูดอยากบอกให้คนทั่วไปได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของคนเวียด นามเป็นอย่างไร วันนี้พันแสงรุ้งได้มาบอกแทน เราแล้ว สารคดีชุดนี้ ทำให้คนเวียดนามได้พูด ได้แสดงออก ได้รับรู้วิถีชีวิตและเรื่องราวของเขาในอดีตนานมาแล้ว และมีคนไทยไม่น้อยเลยไม่เข้าใจว่า คนเวียดนามเป็นอยู่อย่างไร สภาพที่คุณธีรภาพบอกว่าทำไมคนเวียดนามถึงเก็บเนื้อเก็บตัว และเหมือนมีความลับอยู่ในใจก็ด้วยสภาพการเมืองที่ผ่านมา และเราหวังว่าเมื่อรายการออกอากาศคนเวียดนามจะรู้สึกว่าตัวเองยืนอยู่ในสังคมและมีตัวตนเช่นกับเชื้อชาติอื่นๆ"

นางสุนี ไชยรส หนึ่งในผู้ร่วมงานสะท้อนความสัมพันธ์ภาคประชาชนว่า สมัยก่อนฐานทัพอเมริกันอยู่ที่จังหวัดอุดรฯ นักศึกษาได้คัดค้านทหารอเมริกันร่วมกับพี่น้องประชาชนทั้งยังมีใจผูกพันกับพี่น้องเวียดด้วย พี่น้องเวียดได้รับภัยอย่างร้ายแรงจากอเมริกัน เหตุการณ์สำคัญของการต่อสู้เพื่อประชา ธิปไตยกล่าวหานักศึกษาและเวียดนามจะถูกปราบปรามในประเทศไทยในฐานะคอมมิว นิสต์ ดิฉันถูกจับข้อหาคอม มิวนิสต์ถึง 2 ครั้งและได้เจอกับพี่น้องเวียดที่โรงเรียนพลตำรวจ บางเขน พี่น้องเวียดถูกนำมาขังนาน 20-30 ปี ไม่ได้กลับบ้าน มีผู้หญิง และบางคนก็มีลูก สถาน การณ์นั้นสะเทือนใจมาก และได้พบกับชาย 2 คนที่ถูกขังเดี่ยวที่ตัดสิน ใจพลีชีพเพื่อวางระเบิดฐานทัพอเมริกันแต่ถูกจับได้ก่อน หลังออกจากคุกเข้าป่าได้ทราบถึงเรื่องราวของทั้งสอง ว่าไม่ใช่ภารกิจการต่อสู้ของสหายไทย แต่เป็นภารกิจของสหายเวียดที่ตั้งใจระเบิดฐานทัพอเมริกันจริงๆ และนี่เป็นเรื่องที่เราผูกพันกันอยู่ระดับหนึ่ง

ต่อมาก็ได้มาติดคุกอีกรอบก็มาเจอพี่น้องเวียดที่อยู่กันมานานซึ่งง่อยเปลี้ยเสียขา และรับรู้ข่าวดีว่าชายสองคนนั้นเวียดนามขอตัวไปแล้ว หลังทำงานเรื่องผู้หญิง เราก็ได้ทราบว่า แม้เวียดนามเป็นสังคม นิยม แต่มีเรื่องที่น่าชื่นชมหลายเรื่อง และภาพถ่ายเชยๆ ที่นำมาจัดแสดง ถ่ายครั้งเป็นสมาชิกสภาจังหวัดที่อุดรธานี ได้ไปที่ฮานอยและเมืองเว้ ไปร่วมงานของสมาพันธ์ ซึ่งที่นั่นผู้หญิงเวียดนามนั้นประทับ ใจเรามาก เหมือนที่เราเคยชื่นชมตอนต่อสู้กับอเมริกาเพื่อต่อสู้เพื่อเอกราชแล้วต่อสู้มาตลอด



ด้าน นายทรงจิต พูลลาภ ข้าราชการบำนาญ มรภ.พระนคร มาในชุดไทยดำเต็มยศ แถมยังร้องเพลงชวนฟังให้คิดถึงบรรยา กาศการปฏิวัติ กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า ได้ไปเรียนหนังสือที่อุบล ราชธานีและได้ซึมซับความเป็นอยู่ของชาวเวียดนามที่อยู่ภายใต้ความขัดแย้ง จากนั้นได้เรียนต่อด้านพัฒนาสังคม และผมใช้เวลา 10 กว่าปี ที่จะไถ่บาปคนไทยสมัยก่อนที่กีดกันเวียดนามสารพัด และผมรักลุงโฮ ที่เอาชนะมหาอำนาจอย่างฝรั่งเศสและอเมริกา ลุงโฮได้รวมคนเวียด นามด้วยกัน และได้รับรู้เพิ่มว่าทหารประชาชน ที่สนับสนุนลุงโฮ คือคนไทยทรงดำและขอร่วมกับอุดมการณ์ของลุงโฮที่จะสร้างสันติภาพแห่งโลกอย่างแท้จริง โดยเรากำลังสร้างหมู่บ้านมิตรภาพ ไทยดำ 3 ประเทศ คือ ไทยทรงดำใน 6 จังหวัดของประเทศไทย และไทยทรงดำที่ลาว และเดียนเบียนฟู ที่เวียดนาม

ครั้งนี้ที่พันแสงรุ้งได้ไปทำรายการจะเป็นจุดศูนย์รวมของมิตร ภาพอันยิ่งใหญ่
 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-06-06 08:20:57


ความเห็นที่ 6 (1404955)

 

วัดหลวงเมืองลื้อ วัดลัทธิหินยาน ที่..."สิบสองปันนา"

วิหาร

คมชัดลึก :วัด หลวงเมืองลื้อ สิบสองปันนา ประเทศจีน เป็นวัดที่บริษัทพัฒนาการท่องเที่ยวหยวนห้าว จำกัด สิบสองปันนา ยูนนาน ได้ทุ่มเงินลงทุนเองถึง ๓๕๐ ล้านหยวน เพื่อสร้างวัดนิกายหินยาน หรือเถรวาท และพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สุดในแถบนี้มาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๘ สืบเนื่องจากตระหนักดีว่า ศาสนาพุทธนิกายเถรวาทมีประวัติอันยาวนานในสิบสองปันนา พอๆ กับในแถบเอเชียอาคเนย์ เช่น ไทย ลาว กัมพูชา พม่า

การสร้างวัดหลวงเมือง ลื้อ ถ้าโครงการสร้างแล้วเสร็จเมื่อใด สถานที่แห่งนี้นอกจากจะเป็นที่แสดงวัฒนธรรมทางด้านศาสนา และวัฒนธรรมพื้นเมืองที่ตกทอดมาช้านานแล้ว ยังจะเป็นที่ตั้งของ วิทยาลัยศาสนาพุทธสิบสองปันนา เพื่อใช้เป็นที่ศึกษาวิจัยศาสนาพุทธนิกายเถรวาท และท้ายสุดจะเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมศาสนาพุทธนิกายเถรวาท อีกทั้งยังเป็นสถานที่ชาวไต หรือไทลื้อในแถบเอเชียอาคเนย์ได้สืบค้นเรื่องราวบรรพบุรุษของตัวเองได้

 นอกเหนือจากที่สามารถสืบค้นจาก "ชุมนุมพระคัมภีร์อักษรธรรมใบลาน" ซึ่งเป็นพระคัมภีร์ใบลานของนิกายเถรวาทที่มีอยู่อย่างแพร่หลายตามวัดวาอาราม ในสิบสองปันนา ที่ได้รับการรวบรวมชำระขึ้นเป็นครั้งแรกและเป็นครั้งที่ครบถ้วนที่สุด แล้วพิมพ์เป็นอักษรไทลื้อเก่า ไทลื้อใหม่ ภาษาจีน และภาษาอังกฤษ รวม ๖ ภาค

 พระพุทธรูปองค์ใหญ่ของวัดนี้เป็นพระพุทธรูปปางคันธารราฐ พระพุทธรูปปางขอฝน (ยืน) เป็นพระพุทธรูปที่สร้างตามคติความเชื่อที่ว่า สมัยหนึ่งนครสาวัตถี แคว้นโกศล เกิดความแห้งแล้ง ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล พืชผลได้รับความเสียหาย ประชาชนขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค สระโบกขรณี (สระบัว) ภายในพระเชตวันมหาวิหารก็แห้งขอดติดก้นสระ พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีพระประสงค์จะอนุเคราะห์แก่มหาชน พระพุทธองค์ทรงผ้าวัสสิกสาฎก (ผ้าอาบน้ำฝน) แล้วเสด็จไปประทับ ณ บันไดสระ ยกพระหัตถ์ขวาขึ้นกวักเรียกฝน พระหัตถ์ซ้ายรองรับน้ำฝน ทันใดนั้นบังเกิดมหาเมฆตั้งเค้าขึ้นพร้อมกันในทุกทิศานุทิศ ด้วยพุทธานุภาพและพระมหากรุณาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ฝนได้ตกลงมาเป็นอัศจรรย์

 ศิลปะการก่อสร้างวัดแห่งนี้เป็นการผสมผสานศิลปะพุทธทั้งหินยาน มหายาน และทิเบต รอบๆ วัดมีท้าวจตุรบาลแบบจีน ยืนตระหง่านอยู่สุดเชิงบันไดนาค ตรงกลางของที่พักช่วงแรกเป็นที่สถิตของพระพรหมสี่หน้าองค์ทองอร่าม ถัดขึ้นไปพระพุทธรูปปางประสูติ ซึ่งเป็นรูปปั้นเด็ก มีเพียงผ้าคลุมกายพองาม ประทับยืนชี้นิ้วชี้ขึ้นฟ้าและลงดิน เหมือนกับเป็นปริศนาธรรมให้ขบคิด

 พระวิหารสร้างขึ้น ๓ หลังด้วยกัน คือ วิหารหลวง ตรงกลาง ด้านซ้ายและด้านขวา วิหารด้านซ้ายนั้นด้านในมีพระประจำวันเกิด ส่วนวิหารด้านขวามีพระพุทธรูปปางต่างๆ วิหารหลวงนั้นมีพระประธานหันไปทางทิศตะวันออก เป็นวิหารใหญ่มาก มีภาพวาดพระพุทธประวัติด้วย

 ส่วนของตัวโบสถ์ได้สร้างด้วยศิลปะผสมผสานกันระหว่างไทลื้อ พม่า ลาว แถมยังมีลวดลายคล้ายลายประจำยาม และลายขนดแบบของไทยสอดแทรกอยู่ ภายในเป็นจิตรกรรมฝาผนังขนาดใหญ่ เล่าเรื่องพุทธประวัติตั้งแต่ประสูติเรื่อยไปจนถึงปรินิพพาน

 การผสมผสานของนิกายเถรวาท มหายานแบบจีน และทิเบตยิ่งเห็นได้ชัดขึ้น เมื่อเริ่มพิธีเบิกเนตร พระจะเริ่มด้วยการสวดของพระนิกายมหายานแบบจีนก่อน ตามด้วยการสวดของพระทิเบต และท้ายสุดการสวดของพระนิกายเถรวาท ๑๐๘ รูปที่รัฐบาลจีนนิมนต์จากวัดต่างๆ ทั่วประเทศ

 น.ส.ผกายมาศ เวียร์รา หรือ เจ๊ติ่ม เจ้าของบริษัทแม่โขงเดลต้า ทราเวล เอเจนซี่ จำกัด บอกว่า คำพูดที่ว่า ดินแดนแห่งนี้เป็นแดนพุทธ สมแล้วกับคำพูด เพราะสิบสองปันนามีหมู่บ้าน ๖๐๐ หมู่บ้าน แต่มีวัดถึง ๕๗๗ แห่ง หรือเฉลี่ยหมู่บ้านละ ๑ วัด มีเจดีย์ ๒๑๕ เจดีย์

 อย่างไรก็ดี คนที่เป็นชาวพุทธแท้ๆ ก็ต้องทำใจให้มากสักหน่อย หากได้รับรู้ว่าเจ้าอาวาสสามารถแต่งงานได้เหมือนกับพระในญี่ปุ่น หรือเห็นพระที่นี่ไม่ค่อยจะสำรวม  หรือค่อนข้างหย่อนวินัยอยู่มาก ชนิดที่อยู่ในไทยก็ต้องถูกจับสึกฐานเป็นอลัชชี แต่กลับเป็นพฤติปฏิบัติของพระที่นี่ที่ได้รับการยอมรับไปทั่ว

 เมืองเชียงรุ้ง เป็นเมืองหลวงของสิบสองปันนา มีคนไทลื้ออาศัยอยู่มากที่สุดในมณฑลนี้ คนไทลื้อที่นี่เป็นเชื้อสายเดียวกันกับไทลื้อในลาว ในเมืองไทย และในพม่า  ดังนั้นจึงใช้ภาษาเดียวกัน คือ ภาษาไทลื้อเป็นภาษาเขียน และภาษาพูดก็ใช้ศัพท์เดียวกัน บางคนตกใจว่า ทำไมถึงพูดภาษาไทยได้ พวกเขาพูดจีนกลางได้ด้วย 

 สำหรับคนนั้นการเดินทางไปเมืองลื้อ สิบสองปันนา ประเทศจีน นั้น เดินไปได้ ๓ เส้นทาง คือ เส้นทางแรกไปทางเครื่องบิน ตรงไปสิบปันนา จากสนามบินสุวรรณภูมิ ส่วนอีก ๒ เส้นทางเป็นการเดินทางโดยรถยนต์และเรือ คือ ๑.ไปทางรถยนต์ออกทาง อ.เชียงของ จ.เชียงราย ใช้เส้นทาง อาร์ ๓ เอ เข้าประเทศลาว ออกทางด่านบ่อเซ็งเข้าบ่อหาน ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๗-๘ ชั่วโมง และเส้นทางที่ ๒ ไปรถกลับทางแม่น้ำโขงผ่าน ๒ ประเทศ คือ พม่ากับลาว ถ้านั่งมาจากจีนใช้เวลาประมาณ ๘-๑๐ ชั่วโมง การเดินทางโดยรถยนต์และเรือนั้น จะได้สัมผัสวิถีชีวิตของคนตลอดเส้นทาง แต่ถ้าเป็นทางแม่น้ำจะได้สัมผัสวิถีชีวิตคนจีน พม่า และลาวที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง ที่พัก โรงแรม รีสอร์ทที่พักส่วนใหญ่จะเป็นในรูปแบบของเรือนพักและเกสต์เฮ้าส์ ตกแต่งแบบเรียบง่ายราคาไม่แพงมาก มีอาหารไว้บริการลูกค้า สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร.๐-๕๓๖๔-๒๕๑๗-๙ และ ๐๘-๖๐๓๕-๒๒๓๕

เรื่อง... "ไตรเทพ ไกรงู"
ภาพ... "ธงชัย เปาอินทร์"

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-01-23 09:44:12


ความเห็นที่ 5 (1404300)

วิสัยทัศน์อินโดจีนใหม่ มุมมองนายกรัฐมนตรีไทย

สกู๊ปพิเศษ


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายบัวสอน บุบผาวัน อดีตนายกรัฐมนตรีลาว ขณะร่วมประชุมสุดยอดลุ่มน้ำโขง เมื่อปี 2553

ในช่วงที่ความสัมพันธ์ไทยกับเพื่อนบ้าน มีเหตุให้ต้อง "เกร็ง" ต่อกันด้วยเรื่องรุกล้ำชายแดน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไปโชว์วิสัยทัศน์ ด้วยการกล่าวสุนทรพจน์ ในการสัมมนาหัวข้อ Indochina Vision: The Region of Opportunities and Challenges หรือ อินโดจีน : ภูมิภาคแห่งโอกาสและความท้าทาย ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อ 13 ม.ค. 2554

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อาเซียนมีความร่วมมือกันมานานหลายทศวรรษ ซึ่งยังต้องการขยายความร่วมมือแบบไตรภาคีกับประเทศที่สาม โดยเฉพาะในสาขาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสาขาอื่นๆ ที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะอินโดจีนใหม่ที่เป็นแหล่งทรัพยากรมนุษย์และแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ เนื่องจากจำนวนประชากรเฉลี่ยของกัมพูชา ลาว และเวียดนาม ยังเป็นเด็กและเป็นแรงงานที่สำคัญ เป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน

ใน ด้านทรัพยากรพลังงาน เมื่อเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา มีพิธีเปิดเขื่อนน้ำเทิน 2 ในประเทศลาว โดยภาคเอกชนของไทยเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จนี้ ถือได้ว่าเป็นเขื่อนผลิตพลังงานไฟฟ้าที่เป็นแหล่งใหญ่ของลาวและจะมีส่วนช่วย ส่งเสริมให้ลาวก้าวสู่การเป็น "แบตเตอรี่ของเอเชีย"


อนุ ภูมิภาคนี้เติบโตอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2548-2552 เวียดนามมีการเติบโต 7.8% ลาว 7.1% กัมพูชา 8.2% รายได้ประชากรต่อหัวของสามประเทศนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแสดงให้เห็นถึงการ เติบโตของตลาดและกำลังซื้อ อินโดจีนยังมีแรงกระตุ้นสำหรับนักลงทุนต่างชาติ ที่ต้องการหาแหล่งลงทุน ซึ่งมีศักยภาพในหลายด้าน เช่น ท่องเที่ยว อุตสาห กรรมเกษตร พลัง งานและสื่อสารโทรคมนาคม

ส่วนความร่วมมือใน กรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) ซึ่งเชื่อมโยงเครือข่ายการคมนาคมภายในอนุภาคให้มีศักยภาพสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ประเทศไทยอนุมัติให้ความช่วยเหลือทางการเงินสำหรับประเทศเพื่อนบ้านใน โครงการต่างๆ มูลค่ามากกว่า 4,200 ล้านบาท เพิ่มจากที่เคยให้ความช่วยเหลือตลอด 10 ปี ที่มีมูลค่าถึง 15,000 ล้านบาท ได้แก่ ถนนที่เชื่อมระหว่างเวียดนามและพม่าให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 3 ระหว่างจังหวัดนครพนมไปยังแขวงคำม่วงในลาวและเชื่อมต่อไปยังเวียดนาม รวมทั้งการพัฒนาถนนและสนามบินในลาว


อีก ทั้ง ไทยและกัมพูชาได้ริเริ่มโครงการนำร่องคือ "5 ประเทศ 1 ปลายทาง" ซึ่งเป็นโครงการท่องเที่ยวภายในอนุภูมิภาค ภายใต้โครงการ ACMECS Single Visa และหวังว่าในอนาคตจะมีประเทศอื่นๆ ในอนุภูมิภาคเข้าร่วม

สำหรับ วิสัยทัศน์เกี่ยวกับ "อินโดจีนใหม่" นั้น ความก้าวหน้าไม่จำกัดแค่ภายในอนุภูมิภาคเท่านั้น แต่คือกลุ่มประเทศที่เป็นส่วนมีความเกี่ยวพันกันของอาเซียน ที่จะกลายเป็นชุมชนเดียวไม่ถึง 4 ปีข้างหน้านี้ เมื่อนั้น ชุมชนอาเซียนจะมีประชากรเกือบ 700 ล้านคน และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) สูงถึง 2.69 ล้านล้านดอลลาร์ และยังมีเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) รวมทั้งความตกลงการเปิดเสรีการค้าและการลงทุนระหว่างอาเซียนกับพันธมิตร ต่างๆ ยิ่งเพิ่มศักยภาพและทำให้อาเซียนแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

เมื่ออา เซียนกลายเป็น "ชุมชนเศรษฐกิจอาเซียน" (ASEAN Economic Community) สิ่งสำคัญเบื้องต้น คือ การอำนวยความสะดวกด้านการค้า โดยผ่าน ASEAN Green Lane, ASEAN Single Window และ Self-Certification schemes เพื่อช่วยลดต้นทุนทางธุรกิจ ประเทศไทยในฐานะประเทศก่อตั้ง ถือเอาการสร้างความก้าวหน้าและพัฒนาอินโดจีนเป็นหัวใจเพื่อเป็นกำลังสำคัญ ของอาเซียน

นอกจากนี้ อนุภูมิภาคยังเป็นที่สนใจของพันธมิตรทั้งจากภูมิภาคและโลก ความสำเร็จของโครงการต่างๆ ใน อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) ได้สร้างกิจ กรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ทำให้ประเทศต่างๆ ในอาเซียนเชื่อมโยงกับจีน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือใน GMS ผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าต่างๆ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-01-17 07:14:02


ความเห็นที่ 4 (1403417)

วัดหลวงเมืองลื้อ-สิบสองปันนา (ถนนนี้ไปคุนหมิง)

 

คมชัดลึก : "คุนหมิง" กลายเป็นเมืองที่เราได้คุ้นเคยกันมากขึ้น เมื่อการเดินทางด้วยภาคพื้นเชื่อมต่อกันจากเมืองสู่เมือง จาก กรุงเทพมหานคร มุ่งสู่ เชียงของ ข้ามแม่น้ำโขงไปที่ ห้วยไซ (บ่อแก้ว หลวงน้ำทา นาเตย บ่อเต็น) ประเทศลาว แล้วเดินทางต่อไปถึง ด่านบ่อเต็น เข้าเขตประเทศจีน และมุ่งหน้าสู่ คุนหมิง (บ่อหาน เหมิ่งล่า จิ่งหง) มณฑลยูนนาน จีนตอนใต้ (จีนกลางเรียกว่า คุนมั่น)น ด้วยระยะทางกว่า 1,800 กม.

การเดินทางด้วยรถยนต์ ทำให้เราได้บันทึกเรื่องราวริมทางได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางผ่านของลาว ได้เห็นสภาพภูมิประเทศและความเป็นอยู่ รวมถึงผู้คนในถิ่นนั้น นอกจากนี้ระยะทางราว 226 กม. ยังอบอวนไปด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมแห่งต่างแดนของเพื่อนบ้าน มีไกด์สาวชาวลาวมาคอยแนะนำขณะรถวิ่งในช่วงนี้ จึงได้รู้เรื่องราวคร่าวๆ อยู่บ้างว่า สาวสวยแห่งเมืองลาว เขาเรียกว่า “สาวงามกระดั๊กกระด้อ” แต่พอข้ามเขตไปยังเมืองสิบสองปันนา สาวงามที่นั่นเรียกว่า “อีนางตัวดี”

 เส้นทางนี้มุ่งตรงสู่คุนหมิง แล้วย้อนกลับมาเที่ยวต่อที่เมือง สิบสองปันนา (พันนา) ซึ่งเป็นเมืองชายแดนของจีน เขตปกครองพิเศษสิบสองปันนา มีเมืองหลวงอยู่ที่เมืองเชียงรุ้ง มีเนื้อที่ประมาณ 19,700 ตร.กม. มีชายแดนติดต่อกับรัฐฉานของพม่า และแขวงหลวงน้ำทา แขวงพงสาลี ของประเทศลาว ด้วยระยะทาง 966 กม. มีแม่น้ำโขงไหลผ่านกลาง และเมืองเชียงรุ้งมีสะพานข้ามแม่น้ำโขงคล้ายสะพานพระราม 8 ของเราด้วย ประชากรส่วนใหญ่เป็น ชาวไท และ ชาวฮั่น ดังนั้นชาวไทลื้อจึงพูดภาษาเดียวกับภาษาไทยเหนือ ซึ่งสามารถสื่อสารกันได้เข้าใจพอสมควร

 หลังจากเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเฮฮามาตลอดทริป จุดหมายสุดท้ายของการมาเที่ยวเมืองจีนในทริปนี้ ก็คือ เมืองเชียงรุ้ง เราแวะชม วัดหลวงเมืองลื้อ วัดที่ใช้ทุนสร้าง 350 ล้านหยวน บนเชิงเขาเกือบครึ่งลูก เป็นวัดนิกายเถรวาท เนื่องจากมีพื้นที่กว้างเราจึงต้องยอมเสียค่ารถคนละ 20 หยวน นั่งขึ้นไปชมอารามด้านบนสุดก่อน ซึ่งมีพระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่มาก ด้านใต้ฐานแบ่งเป็นส่วนๆ ผนังของแต่ละด้านมีช่องสำหรับวางพระพุทธรูปโลหะองค์เล็กรอบด้าน ประดับด้วยแสงไฟที่สาดส่องกระทบองค์ ทำให้เกิดแสงเปล่งประกายอย่างงดงาม

 จากด้านบนสุดมีทางเดินเชื่อมมาถึงพระวิหารด้านล่าง รอบบันไดทางเดินมีรูปปั้นพระสงฆ์อยู่ทั้งสองด้าน พระวิหารด้านล่างเป็นการสร้างด้วยศิลปะแบบผสมผสาน ทั้งไทลื้อ ลาว และพม่า ทั้งศิลปะพุทธนิกายหินยาน มหายาน และทิเบต นอกจากนี้ยังมีลายประจำยาม และลายขนดของไทยสอดแทรกอยู่ด้วย อาคารในกลุ่มนี้มีทั้งหมด 4 หลังด้วยกัน มีพระวิหารใหญ่ พระประธานหันหน้าสู่ทิศตะวันออก ผนังด้านในมีภาพวาดพระพุทธประวัติของพระพุทธเจ้า สองด้านซ้ายขวาเป็นอาคารหลังรอง

 วัดหลวงเมืองลื้อ หรือ วัดใหม่ไทลื้อ เป็นวัดพุทธนิกายหินยานที่ใหญ่ที่สุดของจีน เป็นศูนย์กลางของการศึกษาวัฒนธรรมของชาวไทลื้อ เป็นที่ตั้งของวิทยาลัยศาสนาพุทธสิบสองปันนา เพื่อใช้ศึกษาวิจัยศาสนาพุทธนิกายเถรวาท ในอนาคตคงจะเป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง ทั้งในเชิงการท่องเที่ยว ศาสนา และวัฒนธรรม

 วัดแห่งนี้ นับเป็นวัดที่งดงามและประทับใจอย่างยิ่ง ทั้งด้านสถาปัตยกรรม ด้านภูมิประเทศ สภาพแวดล้อม เพราะมีป่าไม้ล้อมรอบ มีความร่มรื่น

 ถนนสาย Bangkok-Kunming Highway ได้เรียงร้อยวัฒนธรรมชองชนชาติเข้าด้วยกัน จากเหนือจรดใต้ แม้ว่าจะแตกต่างกันด้วยชาติพันธุ์และภาษา แต่ความสัมพันธ์แห่งมวลมนุษย์ถูกเชื่อมต่อด้วยบางสิ่งบางอย่าง และได้ผันแปรไปตามกาลเวลา นอกจากประวัติอันยาวนานที่ได้บ่งบอกไว้ถึงอารยธรรม และความเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมา แต่ในยุคปัจจุบัน คงไม่มีการรบราฆ่าฟันเพื่อแบ่งแยก แก่งแย่งกันเหมือนแต่โบราณ สิบสองปันนา จึงมุ่งสร้างความมั่นคงทางศิลปวัฒนธรรม รวมถึงศาสนาอันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวของจิตใจ ให้เจริญรุ่งเรืองมากยิ่งขึ้น โดยมีวัดทั้งหมด 588 วัด มีพระสงฆ์ราว 1,000 รูป และสามเณรอีกกว่า 4,000 รูป ซึ่งบางส่วนได้มาศึกษาในประเทศไทยและสอบได้เปรียญธรรม 9 จำนวนไม่น้อย ในอนาคตสิบสองปันนาคงจะสามารถจัดการแผนการศึกษาบาลีได้เอง

 การเดินทางของชีวิต บางครั้งก็มีความหมายมากกว่าที่จะได้ไปเยือนต่างถิ่น เพื่อหวังจะได้เห็นความแตกต่างทางกายภาพ แต่อีกด้านหนึ่ง ในส่วนของความฉาบฉวยของการเดินทางนั้น ได้เคลือบแฝงไปด้วยกลิ่นอายแห่งความลึกล้ำของประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี และการดำเนินชีวิตของผู้คนในชุมชนแห่งนั้นๆ ซึ่งได้สะท้อนกลับมายังตัวเอง

 ในบางครั้ง ในบางเรื่องราวก็ไม่อาจจะอธิบายถึงความรู้สึกที่ส่งผลในจิตใจ ความรู้สึกนึกคิดของผู้ประสบพบเห็น การเดินทางจึงมีความหมายและอาจสร้างแนวคิด รวมถึงการเปลี่ยนแปลงชีวิตของนักเดินทางได้ไม่น้อย

 เส้นทางสายกรุงเทพมหานคร ถึงคุนหมิง แม้จะดูเหมือนไกลในยุคก่อน บัดนี้ระยะทางกี่หมื่นกี่พันลี้ก็เชื่อมกันได้ด้วยไมตรี และการเปิดใจยอมรับซึ่งกันและกัน ความหมายแห่งการเดินทางบนถนนสายนี้ ยังคงรอคอยให้ท่านได้ไปเก็บเกี่ยวและบันทึกการเดินทางไว้ในความทรงจำด้วยตน เอง

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-01-09 13:17:55


ความเห็นที่ 3 (1402665)

คุนหมิง-ต้าหลี่ -ลี่เจียง เงาอดีตทอดปัจจุบัน

วิศวัส ปัญญาวงศ์สถาพร

ทริปตกค้างจากปีก่อน สถาบันวิจัยดารา ศาสตร์แห่งชาติ (องค์กรมหาชน) หรือ NARIT นำคณะยุวทูตดาราศาสตร์ ร้อยดาว ร้อยใจ ไทย-จีน ไปยัง เมืองคุนหมิง-ต้าหลี่-ลี่เจียง แห่งมณฑลยูนนาน ดินแดนภาคใต้ฝั่งตะวันตกของจีน

ในอดีต ประตูเมืองคุนหมิงเคยเปิดรับความเจริญจากทุกสารทิศ มีพ่อค้ามากหน้าหลายตาทั้งจากทิเบต เสฉวน และอินเดียเดินทางมาแลกเปลี่ยนสินค้าผ่านเส้นทางสายไหม (Silk Road) และปัจจุบัน คุน หมิงยังดำรงบทบาทนี้อย่างไม่เปลี่ยนแปลง

′ไกด์หลี่′ มัคคุเทศก์ประจำทริป แนะนำตัวด้วยสำเนียงภาษาไทยปนจีน พร้อมเจื้อยแจ้วสรรพคุณคุนหมิงว่า ดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ ขณะที่รถไปตามถนนที่มีรถบรรทุกวิ่งขวักไขว่ คอนโดฯ ต่อเรียงสูงเหมือนขนมชั้น มีคนพักเต็มทุกห้องเพราะมีเสื้อผ้าแขวนเรียงราย มีต้นไม้ 2-3 ต้นที่เหลือรอดจากการแผ้วทางให้ ′ความเจริญ′ ของมนุษย์เข้ามาแทนที่

คุนหมิงตั้งอยู่บนที่ราบสูงในมณฑลยูนนาน อุณหภูมิเฉลี่ย 15-18 องศาเซลเซียสตลอดทั้งปี มีภูเขาล้อมรอบตัวเมือง 3 ด้าน อาณาเขตทิศใต้ติดกับทะเลสาบ และสูง 1,850 เมตรจากระดับน้ำทะเล ไกด์อธิบายว่าด้วยเหตุนี้ชาวคุนหมิงจึงเลือกเสื้อผ้ายากมาก เพราะตอนเช้ากับกลางดึกจะหนาวจัด แต่เที่ยงๆ บ่ายๆ กลับร้อนแทบจะเดินเปลื้องผ้า

โชเฟอร์หมุนพวงมาลัย พาเราออกสู่ถนนที่มีดินแดงเปื้อนทาอยู่เต็มทาง ไล่สายตาไปตามบ้านที่ปลูกตามแนวเขา เห็นชายสูงวัยนำข้าวโพดมาเรียงรายอยู่เต็มพื้น

ชาวคุนหมิงนิยมปลูกพืชไร่อย่าง ข้าวโพด และแตงกวา เป็นผลผลิตหลักเพราะดินสีแดง ซึ่งเกิดจากการสลายตัวของหินภูเขาไฟ สร้างอุดมสมบูรณ์ทำให้ผลผลิตหวานอร่อย แต่ไกด์หลี่แนะนำว่า หากเราต้องการซื้อข้าวโพดหวานมาลอง อาจต้องกินแต่ข้าวโพดข้าวเหนียว หรือข้าวโพดขาว เพราะคนจีนไม่กินข้าวโพดเหลือง เอาไว้เลี้ยงม้า!

รถบัสหยุดล้อพักให้ชมความงามของทะเลสาบฟูเจียน ช่วงสายที่ท้องฟ้ามีเมฆมาก ทะเลสาบฟูเจียนปกคลุมไปด้วยหมอกบางๆ เหมือนเมืองลับแล แต่เมื่อต้องแสงอาทิตย์อัสดงก็เผยผิวน้ำใสแจ๋ว จนอดไม่ได้ต้องแชะภาพเก็บเป็นที่ระลึก แต่อากาศที่หนาวสุดใจจนฟันกระทบกันทำให้ความสนุกลดไปกว่าครึ่ง

อาหารมื้อแรกในแผ่นดินมังกรประทับใจทุกคนมาก เนื่องจากเป็นอาหารที่ ′เอาใจ′ คนไทยด้วยรสจัดจ้าน อย่าง ต้มยำ ผัดเผ็ดหมูสับ และอาหารอินเตอร์ อย่าง เฟรนช์ฟราย


1.เผ่านาซี สังคมสตรีเป็นใหญ่
2.บ้านเรือนชาวไป๋
3.สาวชนเผ่าไป๋
4.ทะเลสาบฟูเจียน
5.คุณยายขายของที่เมืองโบราณ
6.ทิ้งเคราะห์ไว้กับต้นไม้
7.ไหว้ด้วยธูปยักษ์
8.วัยรุ่นเล่นเพลงอินดี้
9.บรรยากาศงามๆที่สระน้ำมังกรดำ
10.เมนูยอดฮิตจากมันฝรั่ง


สิ่งหนึ่งที่เป็นส่วนประกอบในอาหารหลายจานคือมันฝรั่ง ซึ่งมณฑลยูนนาน ขึ้นชื่อว่าเป็นมณฑลที่มีมันฝรั่งที่หอมอร่อยมาก เป็นสินค้าส่งออกไปต่างมณฑลมากมาย

ถามเคล็ดลับว่าใช้ปุ๋ยอะไร ไกด์หลี่หัวเราะบอกว่า เดี๋ยวกินข้าวเสร็จก็ได้ปุ๋ยล่ะ (ฮา)

จากนั้นคณะออกเดินทางแวะรับไกด์สาวในชุดแดงขาว สู่เมืองต้าหลี่ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลยูนนาน

ต้าหลี่เป็นเมืองแห่งชนเผ่าที่มีชนกลุ่มน้อยรวมตัวกันคับคั่ง โดยเฉพาะชนเผ่า ′ไป๋′ ที่เคยเป็นเจ้าครองอาณาเขตแห่งนี้ในสมัยอาณาจักรน่านเจ้า ในปี 1480-1796 และยังเป็นศูนย์กลางการเคลื่อนไหวของกลุ่มกบฏชาวจีนมุสลิม หรือ จีนฮ่อ ระหว่างปี 2399-2406 ก่อนจะล่มสลายกลายเป็นส่วนหนึ่งของจีนอย่างปัจจุบัน

บ้านเรือนของชาวไป๋มีเอกลักษณ์โดดเด่นคือ ทาสีขาวทั่วทั้งหลัง บางรายมีศิลปะก็ทาตัดขอบด้วยสีฟ้าและเขียนตัวอักษรจีนเป็นคำมงคลเพื่อความ เจริญรุ่งเรือง ไม่เพียงเท่านั้นชาวไป๋นิยมแต่งกายด้วยสีขาวและสีแดง

ด้วยคติว่า สีขาวเป็นสีแห่งความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ส่วนสีแดงเป็นสีแห่งอาทิตย์ ร้อนแรงและเปี่ยมไปด้วยพลัง

ระหว่างทาง ไกด์หลี่ชี้ให้เราดู บ่อน้ำพุหูเตี๋ย หรือ บ่อน้ำพุผีเสื้อ ที่สมัยก่อนจะมีผีเสื้อหลายร้อยตัวบินมาชุมนุมกันในเดือนมี.ค.-พ.ค. ของทุกปี สร้างบรรยากาศสวยงามน่าประทับใจ

ไม่แพ้ตำนานที่เล่าขานสืบมาว่า ในสมัยดึกดำบรรพ์ มีสาวงามนาม "เสียกู่" เติบโตมากับหนุ่มคนรัก "เหวินหลัง" ตั้งแต่เด็ก อยู่มาวันหนึ่ง มีคหบดีในท้องถิ่นเห็นสาวงามเสียกู่ แล้วเกิดพิศวาสคิดลักพามาเป็นคู่ชู้ เมื่อทราบเรื่องหนุ่มเหวินหลังจึงพาภรรยามาหลบซ่อนตัวที่บ่อน้ำพุผีเสื้อ คหบดีมิยอมแพ้สั่งคนตามดั้นด้นล่าหนุ่มสาวให้จงได้ เมื่อถูกกุมตัวทั้งสองจึงพร้อมใจกันโจนลงสู่บ่อน้ำเพื่อสังเวยรัก เกิดปาฏิหาริย์ห่าฝนโหมกระหน่ำไปทั่วทะเลสาบ ก่อนสงบลงและปรากฏสายรุ้งสดใส มีผีเสื้อคู่บินเคียงกัน

ต่อมาเราแวะสักการะวัดฉงเซิ่ง ซึ่งมีไฮไลต์เป็นเจดีย์สามองค์ที่ตั้งตระหง่านและเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน

บน-เจ้าแม่กวนอิม
ล่าง- สุนัขในลี่เจียง


ด้านหลังของเจดีย์เป็นภูเขาชังซาน ด้านหน้าเป็นทะเลสาบเอ๋อไห่ ถูกหลักฮวงจุ้ยขนานแท้

ใน อดีตกว่าพันปีมาแล้ว บริเวณนี้ถูกน้ำท่วมบ่อยครั้งสร้างความเสียหายแก่พืชผลการเกษตรของชาวบ้าน เห็นเป็นเหตุอาเพศ จึงร่วมแรงร่วมใจสร้างเจดีย์เชียนหลินถ่า ซึ่งเป็นเจดีย์องค์แรก สูงประมาณ 70 เมตร มี 16 ชั้น และเกิดอัศจรรย์ไม่มีน้ำท่วมให้ชาวบ้านเดือดร้อนอีก ต่อมาจึงมีผู้มาสร้างเจดีย์อีกสององค์เพิ่ม ไกด์หลี่ชี้ให้ดูว่าเจดีย์สององค์ใหม่เอียงเล็กน้อยเพราะเหตุแผ่นดินไหว ขณะที่เจดีย์องค์เก่าแก่กลับไม่สะทกสะท้าน

บรรยากาศของวัดฉงเซิ่งอ ย่างหนึ่งที่เรารู้สึกไม่คุ้นเคยคือความ ′สงบ′ แม้มีเสียงพูดคุย หยอกล้อตามวิสัย แต่รู้สึกได้ถึงความ ′เคารพ′ ที่คลุมหนาอยู่ในบรรยากาศน่าเลื่อมใส

อาคารที่สะดุดตาอีกหลังหนึ่ง คือที่ประดิษ ฐานของพระโพธิสัตว์กวนอิมปางต่างๆ มีทั้งเป็นหญิง เป็นชาย มีหลายเศียรหลายกร บางรูปลักษณ์มีครึ่งบนเป็นชายครึ่งล่างเป็นหญิง

ไกด์หลี่กล่าวว่า ชาวไป๋นับถือเจ้าแม่กวนอิมเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น เมนูอาหารจึงไม่ปรุงด้วยเนื้อวัว ด้วยว่าวัวเป็นสัตว์ใหญ่ที่มีบุญคุณต่อมนุษย์ ช่วยไถนาและให้น้ำนมประทังชีวิต

คติการนับถือเจ้าแม่กวนอิมที่มีปางหลากหลายนี้ทำให้ชาวไป๋สำรวมความประพฤติ กาย วาจา ใจ เสมอ เพราะเจ้าแม่กวนอิมอาจจำแลงกายมา ′ทดสอบ′ สักวันใดสักวันหนึ่ง

ก่อนกลับสะดุดตากับจี้รูปหัวใจสีแดงสดบนต้นไม้กำลังเอื้อมจะหยิบดู แต่ไกด์หลี่ห้ามไว้และบอกว่าเป็นของที่คนจีนเขียนความผิดหวัง เสียใจ มาฝากไว้กับต้นไม้ หากหยิบมาอัปมงคลจะหันเหเข้าตัว

ตกเย็นย่ำ แวะเมืองเก่าต้าหลี่ หวังช็อปปิ้งตามประสานักท่องเที่ยว เห็นสินค้าแปลกตามากมายทั้งร้านขนมเค้กหรูหรา ขนมเกาลัด ร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ ร้านขายยาแผนจีนผสมแผนปัจจุบัน และร้านขายของเด็กแนวคล้ายๆ ′Loft′ ในประเทศไทย

วันถัดมาเดินทางสู่เมือง ลี่เจียง ที่มีเขตแนวติดเทือกเขาทิเบตและเทือกเขายูนกุย

เสน่ห์ของลี่เจียงคือไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็มองเห็นภูเขาหิมะมังกรหยกได้ พื้นที่เกือบทั้งหมดเป็นภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ สร้างบรรยากาศโรแมนติกเหมือนอยู่ในประเทศแถบยุโรปสมฉายา ′สวิสตะวันออก′

วิถีชนเผ่าน่าซีของลี่เจียง ไม่เหมือนชนเผ่าไป๋ของต้าหลี่ ตรงที่มีรูปแบบการปกครองแบบ ′สตรีเป็นใหญ่′

โดยแต่เดิมนครแห่งนี้เป็นเมืองลับแลที่จะต้องรับแต่ผู้หญิงเท่านั้น หากมีบุตรชายก็จะยกให้คนอื่น ส่วนปัจจุบันธรรมเนียมเริ่มผ่อนปรนให้สตรีที่จะแต่งงานกับชายหนุ่มเลือกเจ้า บ่าวมาอาศัยอยู่ในบ้านก่อนเพื่อทำงานบ้าน พิสูจน์ความจริงใจ แต่หลังวิวาห์แล้วฝ่ายหญิงจะเป็นคนทำไร่ไถนา หาเงินเลี้ยงครอบครัวเป็นหลัก

ความโดดเด่นของลี่เจียงคือเป็นแหล่งรวมของมรดกโลก 3 อย่าง คือ เมืองโบราณ ชุมชนถิ่นที่อยู่เก่าแก่ของชนเผ่านาซี สถาปัตยกรรมจีนโบราณดูสวยงามกลมกลืน จุดเด่นสำคัญก็คือหน้าบ้านทุกหลังจะมีสายน้ำไหลเวียนผ่านตลอดเวลาไม่มีหยุด นับแต่ก่อตั้งกว่าพันปี

ภายในเมืองโบราณเต็มไปด้วยร้านค้าต่างๆ ที่ขายของที่ระลึกและร้านอาหารมากมาย มีเครื่องไม้แกะสลัก หยก และขนมขบเคี้ยว ขายอยู่ทุกซอกทุกมุม หากเมื่อยขาก็มีรถม้าพาชมทั่วเมืองด้วย นอกจากนี้ ยังมีวงดนตรีอินดี้ของเด็กๆ มาเล่นตามสะพานให้เพลิดเพลินกันอีก

สถานที่แห่งที่ 2 คือ แม่น้ำ 3 สาย ที่ไหลขนานกัน ได้แก่ แม่น้ำจินซาเจียงไหลไปเซี่ยงไฮ้ แม่น้ำโขงไหลไปกัมพูชา และแม่น้ำหลู่เจียงไหลไปพม่า

ที่แปลกประหลาดคือแม่น้ำทั้งสามไม่เคยไหลมาเฉียดใกล้กัน บริเวณที่ใกล้ที่สุดคือ 60 กิโลเมตร

สถานที่แห่งที่สามคือ หมู่บ้านริมทะเลสาบหลูกู ที่มีสมาชิกในหมู่บ้านเป็นหญิงล้วน ไม่มีผู้ชายแม้แต่คนเดียว แต่ก็ใช่ว่าหญิงทุกคนในหมู่บ้านนี้จะต้องขึ้นคาน เพราะ หากชอบพอกับหนุ่มหมู่บ้านอื่นก็ไปมาหาสู่กันได้ เพียงแต่ห้ามเข้ามาในหมู่บ้าน

ปิดท้ายทริปการเดินทางที่สระน้ำมังกรดำ หรือ เฮยหลงถัน ที่มีจุดเด่นที่ความใสราวมรกตของน้ำ และยังมีพิพิธภัณฑ์ศิลปะตงปา ซึ่งเก็บรวบรวมมรดกทางวัฒน ธรรมตงปามากมาย เช่น รูปภาพต่างๆ และอักษรตงปาซึ่งมีลักษณะคล้ายกับอักษรของอียิปต์

และที่นี้ยังมองเห็นภูเขาหิมะได้ถนัดตา เหมาะแก่การถ่ายรูปเป็นที่ระลึกอย่างยิ่ง

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-01-03 07:26:49


ความเห็นที่ 2 (1390164)

เยือน "กวางสี" ญาติไทยแดนมังกร

วิภาวี จุฬามณี


ทางเข้ามหาวิทยาลัย
ใครๆ ก็รู้ว่า ไทยกับลาวนั้นเปรียบดั่งบ้านพี่เมืองน้อง ด้วยมีประเพณี และวัฒน ธรรม หลายอย่างที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะภาษาที่แทบจะเข้าใจกันได้ โดยไม่ต้องอาศัยการเรียนรู้ ทำความเข้าใจใหม่มากนัก

แต่สำหรับ ไทย-จีน คนส่วนใหญ่อาจมองไปที่ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ และการค้า เนื่องจากจีนเป็นประเทศคู่ค้าอันดับต้นๆ ของประเทศไทย และกำลังจะขึ้นแท่นเป็นประเทศมหาอำนาจใหญ่ของโลก

มีโอกาสติดตาม คณะนักเรียนไทยที่ไปเรียนภาษาจีน ณ มหา วิทยาลัยชนชาติกวางสี มณฑลกวางสี สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อไม่กี่วันก่อน จึงได้รู้ว่า นอกจากความสัมพันธ์ข้างต้นแล้ว

ชาวไทย และชาวจีน โดยเฉพาะชาวจีนในมณฑลกวางสี ที่เรียกตัวเองว่า "ชาวจ้วง" นั้น มีวัฒนธรรมหลายอย่างที่ทั้งเหมือน และคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะภาษา ที่บางคำถึงกับใช้ศัพท์คำเดียวกันด้วยซ้ำไป

"ที่กวางสีคนส่วน ใหญ่เป็นชนชาติจ้วง ภาษาไทยกับภาษาของชนชาติจ้วงคล้ายกันมาก อย่าง "กินข้าว" ภาษาจ้วงก็พูดว่า "กินข้าว" หรือ "กินเหล้า" ภาษาจ้วงก็พูดว่า "กินเหล้า" คนไทยพูดภาษาไทย ชาวจ้วงบางคนก็รู้เรื่องเลย เพราะภาษามันคล้ายกันมาก"

หลิง จิ้ง หยี หรือชื่อไทยว่า แสงจันทร์ อาจารย์สอนภาษาไทย ประจำคณะการศึกษานานาชาติ มหาวิทยาลัยชนชาติกวางสี เล่าเรื่องราวของชาวจ้วง ที่ทำเอาเราต้องตั้งใจฟัง

"มณฑลกวางสี" มีชื่อทางการว่า "เขตปกครองตนเองชนชาติจ้วง- กวางสี" ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ติดกับประเทศเวียดนาม และทะเลจีนใต้ มีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามที่คนไทยรู้จักกันดีคือ "กุ้ยหลิน"

เอกสารจีนโบราณบันทึกไว้ว่า คนพื้นเมืองดั้งเดิมในกวางสีมีหลายชาติพันธุ์ เรียกกันว่าพวก "เย่ว์ร้อยเผ่า" หรือ "ไป่เย่ว์" เป็นบรรพบุรุษของคนหลายกลุ่ม

เมื่อย้ายมาตั้งถิ่นฐานในสุวรรณภูมิก็ผสมกลมกลืนกับชาติพันธุ์พื้นเมือง จนกลายเป็นบรรพชน คนไทยและคนลาวปัจจุบัน

ส่วนเย่ว์ร้อยเผ่าในกวางสีนั้น ถูกรัฐบาลคอมมิวนิสต์ขอร้องให้ใช้ชื่อเรียกรวมๆ กันว่า "จ้วง" ตั้งแต่ปี พ.ศ.2508 เป็นต้นมา

1.อาคารศูนย์ข้อมูลภาษาไทย
2.ศูนย์ข้อมูลภาษาไทยสิรินธร
3.คณะนักเรียนไทย
4.หนานหนิง
5.กับบรรยากาศริมน้ำ
6.เหวย ซู กวาน
7.หลิง จิ้ง หยี
8.กุ้ยหลิน
9.เจิ้งหาง หรือ เมน


คนไทยและ คนจ้วงมีวัฒนธรรมดึกดำบรรพ์ร่วมกัน เช่นวัฒนธรรมการฝังศพในไหอย่างที่พบมากในทุ่งกุลาร้องไห้ การตั้งบ้านเรือนแบบยกพื้น ตำนาน และนิทานปรัมปรา ที่เล่าต่อกันมาด้วยภาษาจ้วงหรือภาษาตระกูลไทย มีเรื่องราวคล้ายคลึงกันมาก

นอกจากนี้ ชาวจ้วงยังมีวัฒนธรรมกลองมโหระทึก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอารยธรรมยุคแรกเริ่มของภูมิภาคอุษาคเนย์ด้วยเช่นกัน

เฉพาะ ในเรื่องของภาษา ภาษาจ้วงกับภาษาไทยล้วนอยู่ในตระกูล ภาษาจีน-ทิเบต สาขาภาษาจ้วง-ไต ซึ่งล้วนเป็นภาษาที่มีเสียงวรรณยุกต์ และการเรียงประโยคจะประกอบด้วยประธาน กริยา กรรม คำศัพท์ที่ใช้มีความคล้ายคลึงกัน

เช่น เรียก "จมูก" ว่า "ดั้ง" เรียก "ฟัน" ว่า "เข่ว" เรียก "ส้มโอ" ว่า "หมากพุก" เรียก "ดวงอาทิตย์" ว่า "ตาวัน" เรียก "ดวงจันทร์" ว่า "เดือน" เป็นต้น

อาจารย์หลิง จิ้ง หยี บอกเราว่า ชาวจ้วงรุ่นก่อนๆ หรือคนที่มีอายุมากสักหน่อย ยังใช้ภาษาจ้วงอยู่ในชีวิตประจำวัน

แต่ วัยรุ่น หรือคนรุ่นหลัง ปัจจุบันหันมาพูดภาษาจีนกลางกันหมดแล้ว ฟังดูน่าเสียดายอยู่บ้าง ถ้าเรายังพูดภาษาคล้ายๆ กัน คงติดต่อสื่อสารกันได้ไม่ยากนัก

แต่ถึงอย่างนั้น อาจารย์แสงจันทร์ก็บอกว่า ช่วงไม่กี่ปีมานี้ วัยรุ่นกวางสีนิยมเรียนภาษาไทยเพิ่มขึ้นมาก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการจัดงานเอ็กซ์โปจีน-อาเซียน ที่เมืองหนานหนิง มณฑลกวางสี เป็นเจ้าภาพ ทำให้คนจีนสนใจอยากทำความรู้จักประเทศในกลุ่มอาเซียนมากยิ่งขึ้น

"นัก ศึกษาจีนส่วนมากที่มาเรียนจะสนใจเกี่ยวกับเมืองไทย เมืองไทยมีแหล่งท่องเที่ยวเยอะ และมีชื่อเสียงมาก นอกจากนั้นก็สนใจประเพณี วัฒนธรรมของเมืองไทย อย่าง กะเทยไทย นักศึกษาก็สนใจ เพราะที่เมืองจีนไม่มี" อาจารย์แสงจันทร์เล่าติดตลก

ในส่วนของมหาวิทยาลัยชนชาติกวางสี ซึ่งเป็นสาขาของมหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมปักกิ่ง ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1952 และเปิดสอนภาษาไทยมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1960 ถือได้ว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดด้านการเรียนการสอนภาษาไทย เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ทางตอนเหนือของประเทศจีน

1.-4. สีสันการแสดงชนเผ่า
5.กลองมโหระทึก


แต่ละปีมีนักศึกษา จีนสนใจมาเรียนภาษาไทยที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ ปีละ 200-300 คน มีอาจารย์สอนภาษาไทยอยู่กว่า 10 คน ทั้งที่เป็นคนไทย และอาจารย์จีนที่พูดภาษาไทยได้

โดยเปิดสอนเอกภาษาไทยอยู่ในหลาย คณะ เช่น คณะภาษาต่างประเทศ คณะการศึกษานานาชาติ ส่วนในคณะอื่นๆ ก็สอนภาษาไทยเป็นวิชาเสริมของแต่ละสาขาด้วย

อาทิ เรียนเอกภาษาจีนสำหรับสอนชาวต่างประเทศ การค้าระหว่างประเทศ การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ รวมถึงวิชากฎหมายเกี่ยวกับอาเซียน รวมแล้วประมาณ 7 สาขา

มี โอกาสได้คุยกับ เหวย ซู กวาน อธิการบดีคณะการศึกษานานาชาติ มหาวิทยาลัยชนชาติกวางสี ถึงรู้ว่ามีคนสนใจเรียนภาษาไทยมากจริงๆ ท่านอธิการบดีบอกว่า เฉพาะจากเมืองกวางสี มีคนสนใจไปเรียนที่เมืองไทยถึงกว่าพันคนต่อปี

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยชนชาติกวางสี มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหลายแห่งในเมืองไทย มีการจัดโครงการเรียนร่วมทั้งในระดับปริญญาตรี และอนุปริญญา

โดยใน ระดับปริญญาตรี จะมีโครงการที่เรียกกันสั้นๆ ว่า "โครงการ 3+1" นักศึกษาจะเรียนภาษาไทยที่จีน 3 ปี และไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยในเมืองไทยอีก 1 ปี จบแล้วก็จะได้รับประกาศนียบัตรจากมหาวิทยาลัยทั้ง 2 แห่ง

ส่วนใน ระดับอนุปริญญา จะมี "โครงการ 2+2" เรียนภาษาไทยที่ประเทศจีน 2 ปี และที่ประเทศไทยอีก 2 ปี เมื่อเรียนครบ 3 ปี จะได้ปริญญาบัตรระดับอนุปริญญาจากมหาวิทยาลัยชนชาติกวางสี และเมื่อจบ 4 ปี ก็จะได้ปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยไทย

เราโชคดีได้พบกับ เจิ้งหาง หรือชื่อไทยที่เราเรียกกันติดปากว่า น้องเมฆ นักศึกษาจีนตามโครงการ 2+2 ที่เคยไปเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา และเพิ่งกลับมาเมื่อปีก่อน จึงชวนเขาคุยถึงเรื่องนี้ เมฆคุยภาษาไทยกับเราได้อย่างคล่องแคล่ว โดยบอกว่า วิชาภาษาไทยที่มหาวิทยาลัยกวางสีมีชื่อเสียงมาก

ที่สนใจเรียน ภาษาไทยเพราะตอนนี้ประเทศไทยกับประเทศจีนมีการติดต่อสื่อสารกันมากขึ้น และโดยส่วนตัวก็ชอบอาหารไทย ชอบความมีน้ำใจของคนไทย ภาษาไทยถึงจะยาก แต่คิดว่าภาษาอังกฤษยากกว่า เพราะว่าถึงจะเรียนมาเป็น 10 ปี แล้วก็ยังพูดไม่ได้ ไม่เหมือนกับภาษาไทยที่ตอนนี้พูดได้คล่องปรื๋อ

นอกจากนี้ในมหาวิทยาลัยชนชาติกวางสี ยังมีศูนย์ข้อมูลภาษาไทย ลักษณะเป็นอาคารทรงไทย 5 ชั้น หลังคาทาสีทองอร่าม

เป็น อาคารที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ มาทรงเปิด เมื่อปี พ.ศ.2549 รวมถึงได้บริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวนหนึ่ง รวมถึงหนังสือภาษาไทยให้กับห้องสมุดนี้ด้วย

อธิการบดี เหวย ซู กวาน บอกว่า มหาวิทยาลัยชนชาติกวางสีนอกจากจะมีชื่อเสียงด้านการเรียนการสอนภาษาไทยแล้ว ที่นี่ยังเปิดสอบวัดระดับความรู้ภาษาไทย สำหรับชาวจีนและชาวต่างชาติด้วย โดยปีที่ผ่านมามีผู้สนใจมาสอบราว 70 คน

ขณะที่ปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 200 กว่าคน โดยการสอบจะมีทั้งฟังนิทาน แล้วให้เล่าใหม่ให้ฟัง หรือสอบเขียนตามหัวข้อที่กำหนดให้ รวมถึงการถามตอบปัญหาด้วยภาษาไทย โดยการวัดผลจะมีตั้งแต่ระดับ 1, 2 และ 3

มีข่าวดีว่า มหาวิทยาลัยชนชาติกวางสีมีแนวคิดที่จะตั้งศูนย์วัดระดับความรู้ภาษาไทย โดยจะให้มีมาตรฐานเทียบเท่ากับการสอบโทเฟลภาษาอังกฤษ โดยมีการหารือกับกระทรวงศึกษาธิการของไทย และกระทรวงก็มอบหมายให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นผู้รับผิดชอบโครงการนี้

ใน ขั้นแรกตั้งเป้าไว้ว่าจะตั้งศูนย์นำร่องขึ้นในมหาวิทยาลัย 2 แห่ง คือที่มหาวิทยาลัยชนชาติกวางสี และมหาวิทยาลัยปักกิ่ง และหากประสบความสำเร็จได้ผลดี ก็อาจจะขยายไปยังมหาวิทยาลัยกวางตุ้งต่อไป

ทั้ง หมดนี้คือ มุมมองของไทย-จีน จากความเชื่อมโยงทางชาติพันธุ์ในอดีต สู่ความสัมพันธ์อันดีในปัจจุบัน และจะพัฒนาไปเป็นความร่วมมือกันในอนาคต

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-09-13 06:09:27


ความเห็นที่ 1 (1388129)


แม่หญิงลาว"คำลี่" พา"เร"เที่ยว"ปากเซ"


ไหนๆ พระเอกไทยหน้าฝรั่ง "เร แมคโดนัลด์" ก็เดินทางมาร่วมเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง "สะบายดี 2 ไม่มีคำตอบจาก...ปากเซ" กันถึงเมืองปากเซ ประเทศลาวแล้ว มีหรือนางเอกลาวอย่าง "คำลี่ พิลาวง" จะอยู่เฉย

ในฐานะเจ้าบ้านน้อง หนูเลยขออาสาพาพี่เรเที่ยวชมความงดงามของสถานที่ท่องเที่ยวเมืองปากเซ แขวงจำปาศักดิ์ เมืองที่มีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะมากที่สุดในลาว

หลัง เปิดตัวแถลงข่าวภาพยนตร์พร้อมฉายหนังให้กับสื่อไทยและสื่อลาว ณ โรงฉายรูปเงา ที่เมืองปากเซได้ดูกันไปเมื่อคืนแล้ว วันรุ่งขึ้น แม่หญิงลาว "คำลี่" ในชุดประจำชาติก็เยี่ยมหน้ามานำเที่ยวไปยังปราสาทหินวัดพู ปราสาทเก่าแก่สมัยขอมที่สร้างก่อนนครวัดนครธมของเขมรนับร้อยปี ซึ่งเป็นมรดกโลกแห่งที่สองของลาว

ออกเดินทางจากโรงแรมจำปาศักดิ์ แกรนด์ โฮเต็ล ที่พักกันแต่เช้า วิ่งรถจากตัวเมืองไปประมาณ 60 กิโลเมตรก็ถึง โดยการเดินทางต้องอาศัยรถเล็กขึ้นแพข้ามแม่น้ำโขง พอถึงทางเข้าต้องเดินเข้าไปอีกประมาณกิโลฯกว่าๆ ผ่านหมู่ปราสาทหินเก่าแก่ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ลานด้านล่าง เดินไปจนสุดทางจะเป็นบันไดขึ้นสู่ตัวปราสาทที่ทั้งสูงทั้งชัน แต่พี่เรไต่ขึ้นไปสบายมาก ส่วนน้องคำลี่อาจจะลำบากหน่อย ด้วยชุดแต่งกายประจำชาติผ้าซิ่นลาว แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด


1.เตรียมดอกไม้ไหว้พระ 2.ถ่ายรูปเล่นที่ตาดผาส้วม 3.มาดูปราสาทหินวัดพูอีกรอบ
4.ปราสาทหินวัดพูด้านบน 5.น้ำตกคอนพะเพ็ง 6.แนวเสานางเรียงทางเดินขึ้นปราสาท


ขึ้นไปถึงตัวปราสาท ทำเอาหายเหนื่อย เพราะ ได้เห็นวิวทิวทัศน์กันแบบ 180 องศา สวยงามมากๆ

ยืน พักสักครู่ คำลี่ก็จัดเตรียมดอกไม้ธูปเทียน ให้พี่เรเข้าไปไหว้พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ประดิษ ฐานในองค์ปราสาท ส่วนตนเองหลังจากไหว้พระเรียบร้อยแล้ว ก็ขอลองเสี่ยงเซียมซีดู

จาก นั้นเดินลึกเข้าไปด้านหลังปราสาทวัดพู จะมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลลงมาจากยอดเขาลงมาตามรางน้ำหินแกะสลักเก่าแก่ คำลี่เลยเอาน้ำนี้มาประพรมตามร่างกายเพื่อความเป็นสิริมงคล

ช่วง บ่ายหลังลงมาจากปราสาทหินวัดพู ทานอาหารกลางวันเสร็จก็เดินทางต่อไปยังน้ำตกตาดผาส้วม อุทยานแห่งชาติบาเจียง ซึ่งในภาษาลาว "ตาด" ก็คือ "น้ำตก" ส่วน "ผาส้วม" แปลว่า "เรือนหอหรือห้องหอ" ดังนั้น "ตาดผาส้วม" ความหมายก็คือ "น้ำตกเรือนหอ" นั่นเอง

วันรุ่งขึ้น "คำลี่" ในโฉมใหม่ หลังไปเอาผมยาวที่ต่อออก เหลือทรงผมสั้นแค่คอดูแปลกตา พาผู้มาเยือนไปน้ำตก "คอนพะเพ็ง" หรือที่รู้จักกันในนามน้ำตกไนแองการ่าของเอเชีย นั่งรถไปกว่า 3 ชั่วโมง อีกนิดเดียวก็จะถึงพรมแดนประเทศกัมพูชา

(ภาพซ้าย)หมู่ปราสาทหินเก่าแก่,บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์,สะบายดี
(ภาพขวา)บันไดขึ้นปราสาทหิน,แม่น้ำโขงค่ะ,น้ำตกคอนพะเพ็ง


พอ ไปถึงจุดหมาย เรถึงกับตะลึงกับความสวย งามและความอลังการของ "น้ำตกคอนพะเพ็ง" โดยน้ำตกนี้เป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำโขงซึ่งมีความเชี่ยวกราก จุดชมวิวจึงอยู่ไกลจากน้ำตกพอสมควร แต่ก็ไม่พลาดที่จะเห็นความยิ่งใหญ่ที่ธรรมชาติได้สร้างไว้ สร้างความประทับใจให้กับหนุ่มเรเป็นอย่างมาก

ชมวิวน้ำตกไปพลาง "คำลี่" กับ "เร" ก็นั่งคุยกันถึงการมาเที่ยวในครั้งนี้ไปพลาง โดยแม่หญิงลาว "คำลี่" พูดถึงการเดินทางครั้งนี้ว่า

"คำ ลี่เองไม่ค่อยได้มีโอกาสมาปากเซบ่อยนัก เพราะปกติจะเรียนหนังสืออยู่ที่ประเทศจีน ปีนึงจะกลับมาบ้านแค่ 1-2 ครั้งเอง และบ้านคำลี่ก็อยู่ที่เวียงจันทน์"

"การได้มาปากเซซึ่งเป็น ภาคใต้ของลาว ก็เหมือนกับคำลี่ได้พักผ่อนด้วย เพราะเพิ่งปิดเทอม กลับบ้านได้ไม่กี่วัน ก็ต้องไปทำงานโปรโมตหนังที่เมืองไทยอีก พอทำงานเสร็จมหา วิทยาลัยก็เปิดพอดี ก็รู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสพา พี่เรกับทีมงานมาเที่ยวปากเซครั้งนี้หลาย"

ด้านหนุ่มไทยหน้าฝรั่ง "เร แมคโดนัลด์" บอก ว่า "ด้วยการเป็นพิธีกรรายการท่องเที่ยวทำให้ผมเดินทางไปรอบโลก แต่มีบางแห่งที่ผมชอบไปและอยากกลับไปบ่อยๆ นั่นคือประเทศลาว โดยเฉพาะแม่น้ำโขง ที่ประเทศลาวนี่สวยจริงๆ ป่าเขียวสดชื่น ยิ่งตอนนี้หน้าฝนด้วยแล้วน้ำจะ สีแดงเข้มตัดกันสวยมากๆ"

"และพอรู้ ว่าจะได้เล่นหนังเรื่อง "สะบายดี 2 ไม่มีคำตอบจาก...ปากเซ" ที่ลาว ผมก็รับปากทันที ช่วงนั้นต้องมาอยู่ที่ปากเซ ถ่ายหนังอยู่เกือบ 1 เดือน แต่ไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย ไปก็แต่เฉพาะจุดที่ถ่ายทำ ครั้งนี้ได้มาเที่ยวแบบสบายๆ วิวธรรมชาติก็สวยมากๆ ยิ่งเป็นน้ำตกคอนพะเพ็งด้วยแล้ว มันยิ่งใหญ่มาก ทั้งสวยและประทับใจครับ"

"ลาวถึงเป็นประเทศในใจผมที่อยากกลับไปทุกครั้งที่มีโอกาส" หนุ่มเรกล่าวทิ้งท้าย  นอกจากจะได้ชมธรรมชาติที่สวยงามแล้ว ยังได้รับเกียรติจากแม่หญิงลาวคนงามมาเป็นไกด์กิตติมศักดิ์ให้  อย่างนี้ ใครบ้างจะไม่ประทับใจ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-08-28 09:30:43



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2010 All Rights Reserved.
Wachon Nim

สร้างลิงค์ของโปรไฟล์ในแบบที่เป็นตัวคุณเอง