ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > นักบุญ..นักธรรม

นักบุญ..นักธรรม



 



ผู้ตั้งกระทู้ Admin กระทู้ตั้งโดยเว็บมาสเตอร์ :: วันที่ลงประกาศ 2009-10-04 11:45:58


1

ความเห็นที่ 48 (3011963)
หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ พระเกจิตำนานปากน้ำโพ อริยะโลกที่6 หลวงพ่อเดิม พุทธสโร หรือ พระครูนิวาสธรรมขันธ์ เจ้าอาวาสวัด หนองโพ อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ ถือเป็น พระเกจิภาคกลางตอนบน ที่มีผู้คนเคารพนับถืออย่างมาก เกิดในสกุล ภู่มณี เมื่อวันศุกร์ที่ 8 ก.พ.2403 ในช่วงวัยเยาว์ก่อนอุปสมบทนั้น บิดามารดา ได้นำเข้าไปหาพระหาวัด โดยการศึกษาของชาวนาหนองโพในตอนนั้นมีศูนย์กลาง คือ วัดหนองโพ กระทั่งเมื่ออายุครบบวช เข้าพิธี อุปสมบท ที่พัทธสีมาวัดเขาแก้ว อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม 2423 มีหลวงพ่อแก้ว วัดอินทาราม (วัดใน) เป็นพระอุปัชฌาย์, หลวงพ่อเงิน วัดพระปรางค์เหลือง ต.ท่าน้ำอ้อย เป็นพระกรรม วาจาจารย์ และหลวงพ่อเทศ วัดสระทะเล ต.สระทะเล เป็นพระอนุศาสนาจารย์ ได้รับฉายาว่า พุทธสโร เมื่อุปสมบทแล้ว เดินทางกลับมาจำพรรษาอยู่ ณ วัดหนองโพ เพื่อศึกษาเล่าเรียนตามทางที่พระนวกะ ท่านตั้งต้นศึกษาหาความรู้เป็นการใหญ่ รวมทั้งได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยและท่องพระคัมภีร์วินัย นอกจากนี้ ท่านยังได้ศึกษาวิทยาคมกับนายพัน ชูพันธ์ ผู้ทรงวิทยาคุณอยู่ในบ้านหนองโพ ภายหลังนายพันธ์ถึงมรณกรรม ได้ไปศึกษาเล่าเรียนกับหลวงพ่อมี ณ วัดบ้านบน ต.ม่วงหัก อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ ท่านได้ไปเรียนทางวิปัสสนากับหลวง พ่อเงิน วัดพระปรางเหลือง อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ ซึ่งหลวงพ่อปฏิบัติจริงจังตลอดเวลา ภายหลัง หลวงพ่อเดิมได้จัดสร้างวัตถุมงคลมากมายหลายรุ่น จนเป็นที่เลื่องลือมากในเรื่องของความขลัง เป็นที่ปรากฏว่า ประชาชนทั้งชาวบ้านและข้าราชการทหาร ตำรวจ และพลเรือนทั้งในจังหวัดนครสวรรค์และจังหวัดใกล้เคียง ตลอดไปจนจังหวัดที่ห่างไกลบางจังหวัด พากันเข้าไปกราบนมัสการฝากตัวเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อมากมาย ขอให้หลวงพ่อรดน้ำมนต์ แป้งขอผง น้ำมัน ตะกรุด ผ้าประเจียด จากหลวงพ่อ ที่แพร่หลายที่สุด คือ แหวนเงินหรือนิกเกิล และผ้ารอบฝ่าเท้าหลวงพ่อ ผ้าประเจียด เกียรติคุณในเรื่องวิชาขลัง ของหลวงพ่อนั้นเป็นที่เลื่องลือกันแพร่หลายมานานแล้ว นอกจากความเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังแล้ว หลวงพ่อเดิมยังเป็นพระนักพัฒนาสร้างถาวรวัตถุในวัดมากมาย อาทิ สร้างกุฏิหลังแรกที่ใช้ฝาไม้กระดาน สร้างศาลาการเปรียญ สร้างอุโบสถ และสร้างพระเจดีย์ 3 องค์ มีกำแพงแก้วล้อมรอบไว้ตรงหน้าอุโบสถ เป็นต้น อีกทั้งก่อสร้างถาวรวัตถุและปฏิสังขรณ์วัดอื่นๆ ภายในจังหวัดนครสวรรค์อีก หลวงพ่อเดิมได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูนิวาสธรรมขันธ์ รองเจ้าคณะแขวงเมืองนครสวรรค์ ในวันที่ 30 ธันวาคม 2457 นำความปีติยินดีแก่บรรดาศิษยานุศิษย์ของหลวงพ่อเป็นอันมาก พ.ศ.2462 หลวงพ่อได้รับตราตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อเดิมปฏิบัติศาสนกิจในหน้าที่มาตลอดเวลา 20 ปี กระทั่งล่วงเข้าวัยชรามาก คณะสงฆ์จึงได้เลื่อนหลวงพ่อขึ้นเป็นตำแหน่งกิตติมศักดิ์ หลวงพ่อเดิม เปรียบเสมือนร่มโพธิ์ร่มไทรที่มีกิ่งก้านสาขาแผ่ออกไปอย่างไพศาล เป็นที่พึ่งพาอาศัยของประชาชน อย่างไรก็ตาม หลังจากที่หลวงพ่อกลับจากการเป็นประธานงานก่อสร้างโบสถ์ในวัดอินทาราม ต.พยุหะ อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-11-26 07:05:44


ความเห็นที่ 47 (3001658)
ศาสนา-พระเครื่อง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคม 2557

 

เหรียญของขวัญรุ่นมรดกธรรม๑๐๐ปีพระสังฆราช

เหรียญของขวัญรุ่นมรดกธรรม๑๐๐ปี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก : พระองค์ครู โดยเรื่องและภาพ ไตรเทพ ไกรงู

               เหตุการณ์หนึ่งที่คนในชุมชนตรอกบวรรังษีไม่เคยลืม ที่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก แสดงปาฏิหาริย์ คือ เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๓๔ เวลาประมาณ ๐๒.๐๐ น. เกิดเหตุเพลิงไหม้ใหญ่ที่ชุมชนตรอกบวรรังษี หลังวัดบวรนิเวศวิหาร ปรากฏเป็นข่าวใหญ่หน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ข่าวได้แพร่สะพัดไปอย่างกว้างขวางว่า

               “ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวรทรงอธิษฐานจิตดับไฟหลังวัดบวรนิเวศเพื่อ ช่วยเหลือผู้ที่อยู่อาศัยในชุมชนหลังวัดบวรนิเวศวิหารให้พ้นจากวิบัติภัย”

               ส่วนมงคลแห่งการได้กราบไหว้ขอพรพระองคท่านนั้น ด้วยพระนามของสมเด็จพระสังฆราช "เจริญ สุวฑฺฒโน" ถือว่าเป็นมหามงคล ช่วงที่พระองค์ทรงพระชนม์ชีพนั้น มีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ใครมาบวชที่วัดบวรฯ เมื่อสึกออกไปจะมีชีวิตรุ่งเรืองในทุกด้าน โดยเฉพาะคนเมืองกาญจนบุรี หากมีโอกาสก็จะมาบวชที่วัดบวรฯ ให้ได้ โดยเฉพาะในพิธีอุปสมบทนาคหมู่จะมีคนจาก จ.กาญจนบุรี สมัครบวชมากเป็นพิเศษ

               สำหรับตัวเลขการอนุญาตการสร้างพระของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก แก่วัด หน่วยงานราชการ และองค์กรการกุศลต่างๆ ได้ประมาณการว่า น่าจะอยู่ที่ “๑๕๐รุ่น/ปี” ปีที่มีการอนุญาตสูงสุด มี ๔ ปี คือ พ.ศ.๒๕๓๓-๒๕๓๖ หลังพระองค์ท่านสิ้นพระชนม์ค่านิยมเพิ่มขึ้นทุกรุ่น โดยเฉพาะเหรียญพระศาสดา และเหรียญพระรูปเหมือนรุ่นแรก

               วัตถุประสงค์ที่พระองค์ประทานพระอนุญาตโดยไม่ขัดข้อง คือ “สร้างโรงพยาบาล กับสร้างโรงเรียน” ในกรณีของการสร้างวัดนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นการบูรณะวัดร้าง ทั้งนี้ ถ้าเป็นรุ่นที่ทรงพระอนุญาตและส่วนใหญ่พระองค์จะทรงอธิษฐานจิตให้ด้วย

               อย่างไรก็ตาม ในโอกาสครบรอบ ๒ ทศวรรษ สถาปนาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๕ คณะกรรมการประจำคณะวิศกรรมศาสตร์ จึงขออนุญาตจัดสร้าง “เหรียญของขวัญรุ่น มรดกธรรม ๑๐๐ ปี สมเด็จพระสังฆราช” และ “พระบูชาพระพุทธธรรมิกราชจตุราลีตยายุวัฒนมงคลมหาชนปูชนียปฏิมากร” เพื่อนำรายได้จากการเช่าบูชาสร้างวิหารพุทธบูชาเฉลิมพระบารมี สถานที่ประดิษฐาน “พระพุทธวิศวมงคลวีสตยานสรณาคมน์ปูชนิยปฏิมากร” รวมทั้งใช้ในกิจกรรมของกองทุน “พุทธบูชาบุญนิธิ” ทั้งนี้ได้ขอประทานพระอนุญาตเชิญอักษรพระนาม "ญสส" ประดิษฐานบนผ้าทิพย์พระบูชา รวมทั้งประดิษฐานไว้ด้านหลังของเหรียญ

               “เหรียญของขวัญรุ่น มรดกธรรม ๑๐๐ ปี สมเด็จพระสังฆราช” ได้ประกอบพิธีเททองหล่อชวน ณ มณฑลพิธีลานอเนกประสงค์หน้าอาคารสำนักงานคณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วาระแรก เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๕ โดยมีสมเด็จพระพุทธโกษาจารย์ วัดสุทัศนฯ เป็นประธานจุดเทียนชัย และพระราชพิพัฒน์โกศล ดับเทียนชัย
 
               วาระที่ ๒ ณ มณฑลพิธีอุโบสถวัดประสิทธิเวช โดยมี สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปฺญโญ ป.ธ.๙) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นประธานชุดเทียนชัย และนั่งปรกอธิษฐานจิต

               วาระที่ ๓ วันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๖ ทำพิธีสมโภช ณ หอประชุมใหญ่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ โดยมีพระเทพสาระเวที วัดบวรนิเวศ เป็นประธานชุดเทียนชัย และนั่งปรกอธิษฐานจิต

               วาระที่ ๔ วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ซึ่งตรงกับวันลอยกระทง พิธีเททองและมหาพุทธาภิเษก ณ มณฑลพิธีวัดประสิทธิเวช โดยมี พระเทพรัตนสุธี วัดเขียนเขต เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี จุดเทียนชัย พระราชภัทรธาดา วัดบางกระเบา เจ้าคณะจังหวัดปราจีน ดับเทียนชัย 

               ผู้มีจิตศรัทธาร่วมบุญได้ที่ ภาควิชาเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อ.องครักษ์ จ.นครนายก โทร.๐-๒๖๔๙-๕๐๐๐ ต่อ ๒๒๐๕๕ และไปรษณีย์ไทยทั่วประเทศ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-05-03 17:48:54


ความเห็นที่ 46 (2985019)
ศาสนา-พระเครื่อง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม 2556

 

'จิตเห็นจิตเป็นมรรค'ทางลัดสู่การหลุดพ้น'หลวงปู่ดูลย์ อตุโล'

'จิตเห็นจิตเป็นมรรค'ทางลัดสู่การหลุดพ้นจากทุกข์๓๐ปีแห่งการละสังขาร'หลวง ปู่ดูลย์ อตุโล' : วิปัสสนาบนหน้าข่าว โดยมนสิกุล โอวาทเภสัชช์

              "จิตที่ส่งออกนอก เพื่อรับสนองอารมณ์ทั้งสิ้น   เป็นสมุทัย

              ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอกแล้วหวั่นไหว    เป็นทุกข์

              จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง                            เป็นมรรค

              ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง           เป็นนิโรธ "

              อริยสัจแห่งจิต ธรรมะอันเป็นหัวใจสู่การหลุดพ้นจากความทุกข์ในวัฏสงสาร ซึ่ง หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ค้นพบจากการภาวนาจนแจ่มแจ้งในปฏิจจสมุปบาท คือ หลักแและผลของการเวียนว่ายตายเกิด ณ ถ้ำพระเวสสันดร เทือกเขาภูพาน อ.นาแก จ.นครพนม เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๔๖๖ ยังคงได้รับการกล่าวถึงมาจนทุกวันนี้ พร้อมทั้งขันติธรรมของหลวงปู่ที่มักสอนลูกศิษย์เสมอว่า 'อย่าส่งจิตออกนอก' คงจะทำให้นักภาวนาหลายคนร้องอ๋อ

              ครั้งนั้นหลวงปู่เล่าประสบการภาวนาอย่างอุกฤษฏ์ให้สานุศิษย์ใกล้ชิดฟังว่า " เราได้ตรึตรองพิจารณาตามหัวข้อหลักของกัมมัฏฐานที่ได้รับจาก พระอาจารย์ใหญ่ ที่ว่า สพฺเพสงฺขารา สพฺสญฺญา อนัตตา ก็บังเกิดความสว่างไสวรู้แจ้งแทงตลอดว่า เมื่อสังขารขันธ์ดับไปแล้ว ความเป็นตัวตนจักไม่มี  เพราะไม่ได้เข้าไปเพื่อปรุงแต่ง ครั้นเมื่อความปรุงแต่งขาดไป และสภาพแห่งความเป็นตัวตนไม่มี ความทุกข์จะเกิดขึ้นได้อย่างไรเล่า"

              พระราชวรคุณ (สมศักดิ์ ปณฺฑิโต) วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์ พระอุปัฏฐากใกล้ชิดหลวงปู่ดูลย์ ผู้เขียนประสบการณ์ภาวนาของหลวงปู่จากคำบอกเล่า บันทึกอยู่ในหนังสือ 'อตุโล ไม่มีใดเทียม'  ชวนให้เราหยิบยกขึ้นมาน้อมใจระลึกถึงพระคุณของหลวงปู่ดูลย์ ในวันละสังขารของท่าน เมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๒๖ จนถึงวันที่ ๓๐ ตุลาคมที่จะถึงนี้ก็จะครบรอบการมรณภาพ ๓๐ ปี และครบรอบอายุ ๑๒๕ ปีของหลวงปู่เมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๖ ทีผ่านมา   

              พระอาจาย์ใหญ่ ที่หลวงปู่ดูลย์กล่าวถึงคือ พระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต ซึ่งหลวงปู่ดูลย์ เป็นลูกศิษย์รุ่นแรกๆ ของท่านเลยก็ว่าได้ ดังนั้น การได้ยินได้ฟังประสบการณ์ทางธรรมของพ่อแม่ครูอาจารย์รุ่นใหญ่ในยุคนั้นย่อม น้อมให้ชนรุ่นหลังเกิดกำลังใจในการภาวนาเป็นอย่างมาก

              ดังที่ พระอาจารย์สมศักดิ์ เขียนถึงการช่วงเวลาการภาวนาของหลวงปู่ดูลย์ในช่วงนั้นต่อมาว่า "ผลจากการภาวนาที่ถ้ำพระเวสฯ ทำให้หลวงปู่มีความอิ่มเอิบใจเป็นล้นพ้น เฝ้ารอวันที่จะได้กราบนมัสการท่าน พระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต อยุ่ตลอดเวลา ในที่สุดปีถัดมา คือ พ.ศ. ๒๔๖๗ คณะของหลวงปู่ได้ไปพบพระอาจารย์ใหญ่ที่วัดป่าโนนสูง จังหวัดมุกดาหาร หลวงปู่ได้กราบเรียนพระอาจารย์ใหญ่ให้ทราบถึงเรื่องราวการปฏิบัติที่ผ่านมา โดยเฉพาะหัวข้อธรรมเกี่ยวกับ ปฏิจจสมุปบาท และอริยสัจ ๔ ที่ได้รับขณะภาวนาที่ถ้ำพระเวสฯ พระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต ได้กล่าวคำรับรอง และยกย่องหลวงปู่ดูลย์ ต่อหน้าที่ชุมนุมศิษยานุศิษย์ว่า "ถูกต้องแล้ว เอาตัวรอดได้แล้ว นับว่าไม่ถอยหลังอีกแล้ว อยากให้ดำเนินตามปฏิปทานี้ต่อไป "

              ทำไมพระเถระนักปฏิบัติบางท่าน ไปไม่รอด ?

              หนังสืออีกเล่ม ที่เป็นดั่งคู่มือนักภาวนาในยุคนี้ ก็คือ 'หลวงปู่ฝากไว้' ซึ่งรวบรวมและบันทึกโดยพระอาจารย์สมศักดิ์ อีกเช่นกัน ท่านได้เล่าว่า ครั้งหนึ่ง มีพระมหาเถระผู้ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากัมมัฏฐาน สนทนาธรรมะขั้นปรมัตถ์กับหลวงปู่ดูลย์หลายข้อ แล้วลงท้ายด้วยคำถามว่า พระเถระนักปฏิบัติบางท่าน มีปฏิปทาดี น่าเชื่อถือ แม้พระด้วยกันก็ยอมรับว่า ท่านเป็นผู้มั่นคงในพระศาสนา แต่ในที่สุดก็ไปไม่รอด ถึงขั้นต้องสึกหาลาเพศไปก็มี หรือไม่ก็ทำไขว้เขว ประพฤติตัวมัวหมองอยู่ในพระธรรมวินัยก็มี จึงไม่ทราบว่าจะปฏิบัติถึงขั้นไหนอีก จึงจะตัดวัฏสงสารให้สิ้นภพสิ้นชาติได้ 

              หลวงปู่กล่าวว่า "การสำรวมสำเหนียกในพระวินัยอย่างเคร่งครัด และสมาทานถือธุดงค์นั้น เป็นปฏิปทาที่ดีงามอย่างยิ่ง น่าเลื่อมใส แต่ถ้าเจริญจิตไม่ถึงอธิจิต อธิปัญญาแล้ว ย่อมเสื่อมลงได้เสมอ เพราะยังไม่ถึงโลกุตตรภูมิ ที่จริงพระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านไม่ได้รู้อะไรมากมายเลย เพียงแต่เจริญจิตให้รู้แจ้งในขันธ์ห้า แทงตลอดในปฏิจสมุปบาท หยุดการปรุงแต่ง หยุดการแสวงหา หยุดกิริยาจิต มันก็จบแค่นั้น เหลือแต่บริสุทธิ์ สะอาด สว่าง ว่าง มหาสุญญตา ว่างมหาศาล"

              ถึงเวลาตาย ตายให้เป็น
 
              ครั้งหนึ่ง ตอนที่หลวงปู่อาพาธเข้าโรงพยาบาลสุรินทร์เป็นเวลา ๙ วัน ในวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๘ ขณะเตรียมจะออกจากโรงพยาบาล พระอาจารย์สมศักดิ์ ได้ดูแลหลวงปู่ในช่วงนั้น แสดงความยินดีที่หลวงปู่หายป่วย จะได้อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร และเป็นแสงสว่างแก่นักปฏิบัติต่อไป พร้อมทั้งปรารภถึงตนเองว่า "ถ้ากระผมเกิดป่วยหนักใกล้จะตาย คงจะทำใจไม่ได้อย่างหลวงปู่

              หลวงปู่กล่าวแนะนำว่า "ถึงคราวตายต้องตายให้เป็น ต้องตัดสินใจว่า ถึงยังไงก็จะตายแน่แล้ว ไปวิตกทุกข์ร้อนหวั่นกลัวก็ไม่มีประโยชน์ จากนั้นต้องสำรวมจิตใจให้สงบเป็นหนึ่ง แล้วก็หยุดเพ่ง ปล่อยวางทั้งหมด สุคติก็เป็นอันหวังพึ่งได้อย่างแน่นอน ถ้ายังไม่ถึงที่สุดแห่งทุกข์ในตอนนั้น หากกำลังก็อาจหมดปัญหาไปเลย"

              และแล้ว เมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๒๖ เวลา ๐๔.๑๓ น.หลวงปู่ดูลย์ก็ละสังขารที่วัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์ ถิ่นบ้านเกิด รวมอายุได้ ๙๖ ปี ๒๖ วัน พรรษา ๗๔ ผ่านไป ๓๐ ปี หัวใจแห่งธรรมโดยสรุปสั้นๆ จากสภาวธรรมของหลวงปู่ยังแจ่มชัด น้อมนำให้นักภาวนารุ่นหลังนำไปใคร่ครวญปฏิบัติอย่างต่อเนื่องมาจนถึงทุก วันนี้  ก็คือ ...

              จิตที่ส่งออกนอก                       เป็นสมุทัย

              ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก     เป็นทุกข์

              จิตเห็นจิต                              เป็นมรรค

              ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต            เป็นนิโรธ


คิดตรงไหนใจก็อยู่ตรงนั้น

              หลายคนบนหนทางการภาวนา ยังไม่เข้าใจว่า จิตเห็นจิต นั้นเป็นอย่างไร บางทีก็สงสัยว่า จิต หรือใจนั้นอยู่ที่ไหน

              หลวงพ่อเพิ่ม เล่าประสบการณ์ในการปฏิบัติกัมมัฏฐานสมัยเริ่มต้นกับหลวงปู่ดูลย์ ซึ่งบันทึกอยู่ในหนังสือ 'อตุโล ไม่มีใครเทียม'ตอนหนึ่งว่า หลวงปู่ดูลย์ได้แนะนำถึงวิธีการทำสมาธิว่าควรนั่งอย่างไร เดิน ยืน นอน ควรทำอย่างไร

              ในขั้นต้น หลวงปู่ให้เริ่มที่การนั่ง เมื่อนั่งเข้าที่เข้าทางแล้วก็ให้หลับตาภาวนา 'พุทโธ' ไว้อย่าส่งใจไปคิดถึงสิ่งอื่น ให้นึกถึงแต่พุทโธ -พุทโธเพียงอย่างเดียว แล้วมันจะรู้เอง เห็นเอง

              เมื่อกำลังภาวนาอยู่ หากมีความกลัวเกิดขึ้น ก็อย่าไปคิดในสิ่งที่น่ากลัวนั้น อย่าไปดูมัน ดูแต่ใจของเราเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แล้วความกลัวมันจะหายไปเอง

              หลวงปู่ชี้แจงต่อไปว่า เพราะสิ่งที่เราไปรู้ไปเห็นนั้น บางทีก็จริง บางทีก็ไม่จริง เหมือนกับว่า คนที่ภาวนาแล้วไปรู้ไปเห็นสิ่งต่างๆ เข้า การที่เขาเห็นนั้น เขาเห็นจริง แต่สิ่งที่เห็นนั้นมันไม่จริง เหมือนอย่างที่เราดูหนัง เห็นภาพในจอหนัง ก็เห็นภาพในจอจริงๆ แต่สิ่งที่เห็นนั้นไม่จริง เพราะความจริงนั้น ภาพมันไปจากฟิล์มต่างหาก

              ฉะนั้น ผู้ภาวนาต้องดูที่ใจอย่างเดียว สิ่งอื่นนอกจากนั้นจะหายไปเอง ให้ใจมันอยู่ที่ใจนั่นแหละ อย่าไปส่งใจออกนอก

              คำว่า 'ใจอยู่กับใจ' นี้คือ คิดตรงไหน ใจก็อยู่ตรงนั้นแหละ ความนึกคิดก็คือ ตัวจิตตัวใจ

              ใจอยู่กับใจจึงหมายถึง ให้อยู่กับสติ ให้มีสติกำกับใจ...เมื่อสติมันติดต่อกันไปอย่างนี้แล้ว เรียกอีกอย่างหนึ่งก็คือ 'อยู่กับตัวรู้ตลอดเวลา '

              ตัวรู้ก็คือสติ หรือจะเรียกว่า 'พุทโธ' ก็ได้ พุทโธที่ว่า รู้ตื่นเบิกบาน ก็คือ ตัวสติ นั่นเอง

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-10-27 08:57:15


ความเห็นที่ 45 (2985016)

พ่อท่านคลิ้ง จันทสิริ พระเกจิ-วัดถลุงทอง

คอลัมน์ อริยะโลกที่6


"พระ ครูภาวนาภิรมย์" หรือ "พ่อท่านคลิ้ง จันทสิริ" อดีตเจ้าอาวาสวัดถลุงทอง อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช เป็นพระเกจิดังแห่งแ`ปักษ์ใต้ ซึ่งเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวเมืองคอนและชาวใต้ มีอายุยืนยาวถึง 5 แผ่นดิน

เกิดในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อวันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม 2429 ณ บ้านถลุงทอง หมู่ที่ 1 ต.หินตก อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช เป็นบุตรชายคนเดียวของนายแก้วและนางพุ่ม ฉิมแป้น

เมื่ออายุ 7 ขวบ บิดาส่งไปเรียนรู้อยู่ในความดูแลของพระอุปัชฌาย์ขำ วัดถลุงทอง จนกระทั่งบรรพชาเมื่ออายุ 12 ปี โดยได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้หลายแขนง ทั้งด้านวิทยาคม ตำรายาโบราณ

อายุ 20 ปี อุปสมบทตรงกับวันที่ 23 พฤษภาคม 2449 พระอาจารย์ขำ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์เอียด วัดป่าตอ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายา "จันทสิริ"

ช่วง พรรษาต้น ศึกษาเพิ่มเติมจากพระอาจารย์เอียด ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นเลิศทางด้านการทำน้ำมนต์และด้านพรหมศาสตร์ ดูฤกษ์ยามแม่นดังจับวาง ทำให้พ่อท่านคลิ้งได้วิชามาแบบเต็มๆ

เมื่อ พระอาจารย์ขำมรณภาพ ท่านจึงรับภาระหน้าที่เจ้าอาวาสวัดถลุงทองสืบมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2496 โดยได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ พระครูภาวนาภิรมย์ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2521

กล่าวสำหรับ "วัดถลุงทอง" เป็นวัดที่เงียบสงบอยู่ห่างจากถนนเอเชียสายหลัก ระหว่างร่อนพิบูลย์-นครศรี ธรรมราช เข้าไปประมาณ 9 กิโลเมตร ระหว่างทางจะผ่านสวนผลไม้ ไร่นาและบ้านของชาวบ้าน บริเวณวัดสงบร่มเย็น อยู่ใกล้กับเทือกเขา ชาวบ้านบริเวณนั้นจะนับถือพ่อท่านคลิ้งมาก เพราะท่านเป็นพระที่มีเมตตาต่อทุกๆ คน

ด้านวัตถุมงคล พ่อท่านคลิ้งจัดสร้างไว้หลายชนิด เช่น เหรียญ ลูกอมชานหมาก และพระปิดตาเนื้อผงผสมว่าน เป็นต้น ว่ากันว่าวัตถุมงคลของท่านโดดเด่นทางด้านเมตตามหานิยม โภคทรัพย์ แคล้วคลาด

วัตถุมงคลประเภทเหรียญที่ถือว่าเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมมากก็คือ "เหรียญปั๊มรูปเหมือน" สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2521

เหรียญพ่อท่านคลิ้งนับว่าเป็นสิริมงคล อันสูงสุด เพราะเป็นเหรียญที่มีอักษรพระปรมาภิไธย ภปร

ซึ่งในวงการสะสมบูชาพระเครื่องล้วน เป็นที่นิยม

นอกจากเหรียญดังกล่าวแล้ว ยังมีของดีที่มากด้วยประสบการณ์อีกชนิดหนึ่ง คือ "พระปิดตาราเมศวร์"

เป็น พระปิดตาที่สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2525 เนื่องในโอกาสทำบุญครบ 6 รอบ พระเจ้า วรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล สร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศร์ พระบิดา ถวายให้พ่อท่านคลิ้งอธิษฐานจิตปลุกเสก

ตลอดช่วงชีวิตในร่ม กาสาวพัสตร์ 86 ปี ของท่าน เปี่ยมไปด้วยความเมตตาต่อผู้ไปกราบนมัสการ กล่าวในด้านความศักดิ์สิทธิ์ของพ่อท่านคลิ้งนั้น ในสมัยที่ "พ่อท่านคล้าย วัดสวนขัน" ยังดำรงขันธ์อยู่ เมื่อชาวอำเภอร่อนพิบูลย์ไปกราบนมัสการท่านถึงวัดสวนขัน ท่านมักกล่าวว่า "ทีหลังไม่ต้องมาไกลถึงนี้หรอก ไปหาท่านคลิ้งนั้นแหละ ท่านคลิ้งให้พรดีเหมือนฉัน"
จนกระทั่งวันที่ 21 มกราคม 2533 จึงละสังขารด้วยวัย 104 ปี พรรษา 84

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-10-27 08:35:14


ความเห็นที่ 44 (2977639)
ศาสนา-พระเครื่อง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม 2555

 

ยันต์เหรียญ'ปู่มหาเจิม'ชี้พระป่าสาย'ปู่มั่น'

ยันต์หลังเหรียญหลวงปู่มหาเจิมบอก...ความเป็นพระป่าสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต : ชั่วโมงเซียน อ.โสภณ

               "มีผู้ต้องหาหลายราย โดยเฉพาะผู้ที่ก่อเหตุทะเลาะวิวาทสุดท้ายจบด้วยการใช้อาวุธปืนยิงกัน เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อผู้ต้องหาที่ถูกยิงหลายรายเสื้อมีรอยทะลุจากลูก กระสุนแต่ผิวหนังไม่เป็นไร ซึ่งมีเรื่องเล่าจากตำรวจในพื้นที่หลาย สน.ด้วยกิตติศัพท์คำล่ำรือดังกล่าวนักลองของจึงนำไปลองยิง ที่ยิงไม่ออกนั้นไม่เท่าไร แต่ผู้ที่ลองยิงส่วนใหญ่มีอันเป็นไป ต้องรีบจุดดอกไม้ธูปเธียนขอขมาหลวงปู่พระมหาเจิม ซึ่งทุกวันนี้นักลองของจะไม่กล้าลองยิงเหรียญหลวงปู่มหาเจิม ปญฺญาพโล"
 
              ที่กล่าวมาข้างต้นเป็น คำร่ำลือเรื่องพุทธคุณของเหรียญพระครูภาวนาปัญญาดิลก หรือหลวงปู่มหาเจิม ปญฺญาพ โล ประธานสงฆ์วัดสระมงคล บ.หนองโพธิ์ ต.สระสี่มุม อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม จากคำบอกเล่าของ ตำรวจสุธี เสรีเผ่าวงษ์ ตำแหน่ง ผู้บังคับหมู่ อำนวยการตำรวจภูธรภาค ๗ (ผบ.หมู่ อ.ก.บก.๗) หรือเจ้าของฉายา “ดาบธี ภาค ๗”
 
              เหรียญหลวงปู่มหาเจิม ปัญญา พโล วัดสระมงคล รุ่นปัญญาบารมี เป็นเหรียญที่ออกในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๙ เนื่องในงานวันเกิดครบ ๙๐ ปี ประกอบด้วย รูปเหมือนลอยองค์ เหรียญรูปไข่ เหรียญเสมา ล็อกเกต รูปเหมือนหลวงปู่ยืนถือไม้เท้า และพระปิดตาเนื้อผง ซึ่งเป็นพระที่แจกฟรี ทั้งนี้ท่านได้เมตตาต่อลูกศิษย์เป็นกรณีพิเศษ โดยมีข้อแม้ว่า "อนุญาตให้จัดสร้างเพียงครั้งเดียว และครั้งสุดท้าย จากนั้นให้เลิกโดยเด็ดขาด" ทั้งนี้เพื่อหาปัจจัยสร้างพิพิธภัณบริขารของท่าน
 
              ด้วยคำร่ำลือเรื่องพุทธคุณ มีคนจำนวนไม่น้อยอยากรู้ว่านอกบนเหรียญรุ่นดังกล่าวมียันต์อะไรบ้าง
 
              เหรียญรูปไข่ แถวบน อ่านว่า "ทุ สะ นิ มะ" เป็นคาถาหัวใจอริยสัจ ๔ ซึ่งเป็นหลักคำสอนที่สำคัญของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระองค์ทรงแสดงไว้อย่างชัดเจนในธรรมจักกัปปวัตนสูตรโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ปัจจุบันนี้เรียกว่า "สารนาถ" ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ที่เราเรียกวันนี้ว่า "อาสาฬหบูชา" พระธรรมเทศนากัณฑ์นี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ปฐมเทศนา" คือ การเทศกัณฑ์แรกของพระพุทธเจ้าหลังจากตรัสรู้แล้ว ปฐมเทศนามีหลักฐานอยู่ในพระไตรปิฎกอย่างสมบูรณ์  ซึ่งตัวย่อแต่ละตัว มีความหมายดังนี้

  ทุ ย่อมาจาก ทุกข์ หมายถึง การมีอยู่ของทุกข์ ความไม่สบายกายไม่สบายใจ ที่ชื่อว่าทุกข์เพราะทนได้ยาก
 สะ ย่อมาจาก สมุทัย หมายถึง เหตุเกิดทุกข์ ได้แก่ตัณหา คือความทะยานอยาก
 นิ ย่อมาจาก นิโรธ  หมายถึง ความดับทุกข์ ได้แก่ดับตัณหาให้สิ้นเชิง
 มะ ย่อมาจาก มรรค หมายถึง ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่อริยมรรค ๘ ประการ

              คาถาบทนี้สามารถเขียนควงกันได้ ๔ คาบ

 แบบที ๑. ทุ  สะ  นิ  มะ
 แบบที ๒. สะ  นิ  มะ  ทุ
 แบบที ๓. นิ  มะ  ทุ  สะ
 แบบที ๔. มะ  ทุ  สะ  นิ
 
              ส่วนแถวที่ ๒ (แถวกลาง) "นะโมวิมมุตตานัง" และแถวที่ ๓ (แถวล่าง) "นะโมวิมุตติยา" ซึ่งต้องอ่านต่อเนื่องกัน "นะโมวิมมุตตานัง นะโมวิมุตติยา" เป็น "พระคาถาโมรปริตร" หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "พระคาถาพญายูงทอง" มีความหมายว่า "ความนอบน้อมของข้าฯ จงมีแต่ผู้วิมุตแล้วทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้าฯ จงมีแต่วิมุตตฺธรรม" 
 
              พระคาถาโมรปริตรนี้เป็นคาถาที่บรรดาพระป่าสาย หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ส่วนมากให้ความสำคัญในการบริกรรมพระคาถาบทหนึ่ง และเป็นคาถาที่ปรากฏในตำนานโมรปริตร (อุเทตะยัญจักขุมา) ซึ่งเป็นนิทานชาดก โดยสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็น "พญานกยูงทอง"
 
              นอกจากจะพบพระคาถาโมรปริตรนี้บนหลังเหรียญแทบทุกรุ่นของท่านพระอาจารย์ฝั้น แล้ว ยังพบคาถาบทนี้ในตะกรุดอีกด้วย ทั้งนี้ได้มีเหล่าบรรดาลูกศิษย์จำนวนมากไปหาอาจารย์ฝั้น ให้ทำตะกรุดให้ โดยจัดหาแผ่นโลหะทองเหลือง-ทองแดง-ตะกั่วไปพร้อม ท่านก็มีเมตตาจารให้ทุกคน โดยท่านจะจารพระคาถาเป็นภาษาขอม ลาว อ่านว่า นะโมวิมุตตานัง นะโมวิมุตติยา โดยส่วนใหญ่บางครั้งอาจมีหัวใจคาถาอื่นเพิ่มเติมบ้าง เช่น นะโมพุทธายะ และ นะมะพะทะ ผนวกเข้าไว้ก็ได้ ตะกรุดของพระอาจารย์ฝั้นบางคนก็เอาไปปิดเสาเรือน บางคนก็พกพาไว้ติดตัว โดยมีความเชื่อว่า สามารถกันไฟ กันฟ้าผ่า รวมทั้งแคล้วคลาด
 
              ส่วนยันต์ที่ปรากฏบนเหรียญเสมา ด้านหลัง แถวบน “หัวใจอริยสัจสี่” ที่ว่า “ทุ สะ นิ มะ” แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ มีบาตร กลด และกาน้ำ อยู่บนหลังเหรียญด้วยนั้น บ่งบอกว่าท่านเป็นพระธุดงค์มาก่อน และจะพบมากในหลังเหรียญพระป่าสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
 
              หลวงปู่มหาเจิม เป็น พระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ในสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และหลวงปู่เจิมท่านเคร่งครัด ในธรรมวินัย เป็นที่สุด พูดน้อย พูดแต่ความจริง ไม่พูดเล่น เป็นผู้รักสันโดษ ไม่ยินดีในลาภยศ สรรเสริญ ท่านสละ ไม่ยอมรับแม้ตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด ลูกศิษย์ถามว่า ทำไมหลวงปู่ไม่ไปอยู่ภาคอีสาน จะได้โด่งดังเหมือนกับพระคณาจารย์อื่นๆ ท่านตอบว่า เราไม่อยากดัง มาอยู่ตรงนี้ก็ดีแล้ว จะได้ใช้กรรมให้หมดไป


พระแจกฟรี! ค่านิยมหลักพัน

              ในการสร้างพระเครื่องรุ่นปัญญาบารมีของหลวงปู่มหาเจิมนั้น คณะกรรมการได้จัดสร้างพระปิดตาผงใบลานรุ่น ๑ ของหลวงปู่มหาเจิม ขึ้น มาเพื่อแจกฟรีสำหรับผู้นำใบโบชัวร์โฆษณามาแสดงที่วัด ด้วยเหตุที่หลวงปู่มหาเจิมยังไม่เป็นที่รู้จัก จึงไม่มีผู้มาขอรับพระแจกฟรี ส่วนที่ได้รับแจกก็นำไปแจกต่อให้ญาติๆ หรือเพื่อนๆ หากนับตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๙ จนถึปีนี้ผ่านไปเพียง ๕ ปี เศษๆ ใครจะไปคิดว่า "พระปิดตาผงใบลานรุ่น ๑ ของหลวงปู่มหาเจิม ที่แจกฟรี" ปัจจุบันมีค่านิยมหรือเช่าหากันในราคาหลักพันกลางๆ
 
              สำหรับยันที่ปรากฏบนพระปิดตานั้น
 
              ด้านหลังมีคาถา ดังนี้

 ๑.หัวใจพระฉิมพลี “นะ ชา ลี ติ” มักจะใช้คูกับ “พุท ธะ สัง มิ” หรือ หัวใจยอดศีล
 ๒.การ อ่านหรือเขียนอักขระ อะอุมะ หรือ อุอะมะ ที่ในคำคัมภีร์หนึ่งได้ระบุ อะอุมะ หรือ อุอะมะ เป็นนามศัพท์ย่อมาจากคำว่าโอม ซึ่งหมายถึงมหาเทวะผู้เป็นเจ้าของฮินดู ซึ่งแต่ละตัวมีควสามหมายดังนี้

  อะ หมายถึง พระนารายณ์
 อุ หมายถึง พระศิวะ
 มะ หมายถึง พระพรหม

              แต่ในตำราไสยศาสตร์หรือเลขยันต์ไทยมีการแทนไว้เช่นกันตามนี้  มีแบบแทนพระรัตนตรัยไว้ ๒ แบบ คือ แบ่งเป็นแบบโบราณ และแบบสมัยใหม่ ดังนี้

     แบบโบราณ

     มะ แทน พระพุทธ มาจาก มะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ
  อะ แทน พระธรรม มาจาก อะกาลิโกเอหิปัสสิโก
  อุ  แทน พระสงฆ์ มาจาก อุชุปะฏิปันโน สาวะกะสังโฆ

              ซึ่งมิได้เรียงเรียนแบบของฮินดู ในพระคาถาแห่งพระหัวใจ ชื่อว่า หัวใจตรีเพชร และสามารถเปลี่ยนมาใช้เป็น หัวใจพระไตรปิฏก โดยให้ มะ (แทน พระมหากัสสะปะ) อะ (แทนพระอานนท์) อุ (แทนพระอุบาลี) ผู้ซึ่งเป็นพระผู้เริ่มสังคายนาพระไตรปิฎก และเป็นคาถาที่ใช้คู่ กับ นะโมพุทธายะ ซึ่งขาดเสียอย่างในอย่างหนึ่งแทบมิได้

 แบบสมัยใหม่ 

     อะ แทน พระพุทธ มาจาก อะระหัง
  อุ แทน พระธรรม มาจาก อุตตรธรรม
 มะ แทน พระสงฆ์ มาจาก มหาสังฆะ
 พระจันทร์ครึ่งเสี่ยว “ตรี อัต ถะ จัง ทัง”

 วงกลมแทนพระอาทิตย์ “สุ ริ ยัน จัน ทัง” ในบางครั้งจะภาวนาต่อว่า “พุทธ ะ ปะ นะ ชะ ยะ เต”
 ยันต์ตัวใหญ่ที่ซ้อนกัน ๒ ตัว คือ “ พุท ธา” ตัวพุทอยู่ด้านในครอบด้วยตัวธา หมายความว่า “มีอำนาจมีฤทธิ์”

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-08-21 22:58:28


ความเห็นที่ 43 (2942160)

 

หลวงพ่อทวดวัดช้างให้เนื้อว่านรุ่นแรกปี ๒๔๙๗

พระบูชา หลวงพ่อทวด วัดช้างให้เนื้อว่าน รุ่นแรก ปี ๒๔๙๗ : พระหลักยอดนิยม โดยตาล ตันหยง

                ชั่วโมงนี้ พระหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ จ.ปัตตานี  ที่ทัน พระอาจารย์ทิม ปลุกเสก ทุกรุ่น ทุกพิมพ์ จัดเป็น พระหลักยอดนิยม ของวงการไปแล้ว แต่ละรุ่นมีค่านิยมเช่าบูชาพุ่งพรวดกว่าหลายปีที่ผ่านมาหลายเท่าตัว

                ในบรรดา พระหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ ทั้งหมดที่ทัน พระอาจารย์ทิม ปลุกเสกนั้น กลุ่มพระบูชา
รูปเหมือนดูเหมือนว่ามีการนำข้อมูลลงพิมพ์เผยแพร่ทางสื่อต่างๆ น้อยมาก เมื่อเทียบกับกลุ่มพระเนื้อว่าน พระหล่อโบราณ และเหรียญ ไม่ว่าประวัติการสร้าง วัสดุที่ใช้ทำ รุ่นที่สร้าง และจำนวนที่สร้าง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว พระบูชาหลวงพ่อทวด มีการจัดสร้างอย่างต่อเนื่องแทบทุกปี ในช่วงที่พระอาจารย์ทิมยังไม่มรณภาพ สาเหตุที่มีข้อมูลน้อยนี้ อาจเนื่องมาจากจำนวนพระบูชามีการสร้างน้อยองค์ เมื่อเทียบกับพระหลวงพ่อทวด กลุ่มอื่นๆ จึงทำให้กระแสหมุนเวียนการเช่าหาไม่เด่นชัด และไม่ครึกโครมเหมือนพระชุดอื่น

                อีกประการหนึ่งอาจจะมาจากเพราะพระบูชา มีขนาดค่อนข้างใหญ่ น้ำหนักมาก ไม่สามารถนำไปห้อยคอหรือนำติดตัวได้เหมือนอย่างพระเครื่องเนื้อว่าน, หลังเตารีด, หลังตัวหนังสือ และเหรียญ ทำให้กิตติศัพท์ด้านพุทธคุณ เรื่องความแคล้วคลาด ปลอดภัย ซึ่งเป็นจุดเด่นของพระหลวงพ่อทวด ไม่ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด อีกทั้งพระบูชามักจะเป็นพระประจำบ้านที่บรรพบุรุษมอบให้สืบทอดต่อๆ กันมา ผู้ครอบครองมักจะศรัทธาและหวงแหนอย่างยิ่ง เพราะเป็นพระมรดกของครอบครัว ไม่มีคนหนึ่งคนใดในครอบครัวเป็นเจ้าของโดยตรง และมักจะมีเพียงองค์เดียวในหนึ่งครอบครัว ทำให้การหมุนเวียนเปลี่ยนมือในการเช่าหาน้อยมาก

                ว่าไปแล้ว พระบูชาหลวงพ่อทวด นั้นหากพิจารณาด้านรูปทรงหน้าตาขององค์ท่านแล้วจะเหมือนกับนิมิตของ พระอาจารย์ทิม และ คุณอนันต์ คณานุรักษ์ มากที่สุด จนอาจจะกล่าวได้ว่า พระบูชาหลวงพ่อทวด เปรียบเสมือนตัวแทนของท่านอย่างเด่นชัดที่สุด ใครได้เห็นพระบูชาหลวงพ่อทวดแล้วเสมือนว่าได้พบกับท่านสมัยที่ยังดำรง สมณศักดิ์เป็นพระเถราจารย์ เลยทีเดียว

                พระบูชาหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ แบ่งออกเป็น ๓ ประเภทใหญ่ๆ คือ พระบูชาประเภทเนื้อว่าน ปี ๒๔๙๗, พระบูชาประเภทเนื้อปูนผสมน้ำว่าน และพระบูชาประเภทเนื้อโลหะ

                วันนี้จะขอนำเสนอข้อมูลเชิงลึกของ พระบูชาหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ เนื้อว่าน ปี ๒๔๙๗ อย่างละเอียด พร้อมกับนำเสนอภาพพระบูชาองค์ที่สวยงามคมชัด ชนิดที่เป็น องค์ครู ได้เลย ส่วน พระเนื้อปูนผสมว่าน และ เนื้อโลหะ จะนำเสนอในโอกาสต่อไป

                พระบูชาหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน จัดสร้างเป็นครั้งแรกในปี ๒๔๙๗ พร้อมกับ พระเนื้อว่านขนาดห้อยคอ โดยใช้เนื้อว่านอย่างเดียวกัน อันเป็นปฐมบทของตำนานพระหลวงพ่อทวด ที่โด่งดังทั่วฟ้าเมืองไทย และขจรไกลถึงต่างแดน

                พระบูชารุ่นนี้เป็นพระเนื้อว่าน สร้างด้วยวิธีปั้นมือคราวละองค์ ทำให้แต่ละองค์มีรูปหน้าเค้าโครงไม่เหมือนกันทีเดียว และมักจะมีการลงรักและทาทอง เพื่อเพิ่มความสวยงาม และป้องกันการแตกร้าว เนื่องจากการแห้งตัวของเนื้อว่านอันเกิดมาจากการระเหยของความชื้นตาม ธรรมชาติ

                ตามหลักฐานปรากฏว่า มีการ จัดสร้างเพียง ๒ ขนาด คือ ขนาดหน้าตัก ๑.๕ นิ้ว และหน้าตัก ๓ นิ้ว เคยมีหลักฐานปรากฏว่า มีการนำเอาพระเนื้อว่านขนาดห้อยคอ ซึ่งสร้างในปีเดียวกัน มาอุดที่ใต้ฐานองค์พระบูชานี้ แสดงให้เห็นว่า ทางกรรมการผู้สร้างได้ให้ความสำคัญกับพระบูชาเนื้อว่านนี้มาก โดยปกติ พระบูชาเนื้อว่าน ภายในองค์พระจะมีวัสดุค้ำยันอยู่แล้ว เพื่อเพิ่มความแข็งแรง และเพิ่มการยึดเกาะของเนื้อว่าน คล้ายๆ กับการหล่อเสาคอนกรีตอาคาร ซึ่งต้องมีเหล็กด้านในเพื่อความแข็งแรง ท่านที่มีพระแท้องค์จริงอาจจะพิสูจน์ได้จากการนำพระบูชาที่ว่านี้ไปลอง เอกซเรย์ดู

                ปัจจุบันพระบูชาเนื้อว่านรุ่นนี้ถือว่าเป็นพระที่หาชมองค์แท้และสภาพสวยเดิม ได้ยากมาก คาดว่ามีจำนวนสร้างไม่เกิน ๕๐ องค์ เนื่องจากกรรมวิธีการสร้างนั้นยุ่งยาก เพราะต้องปั้นด้วยมือคราวละ ๑ องค์ และใช้มวลสารเนื้อว่านมากในแต่ละองค์

                ต่อมาทางวัดจึงได้ปรับเปลี่ยนกรรมวิธีการสร้างใหม่เป็นแบบหล่อด้วยเนื้อโลหะ โดยใช้แม่พิมพ์เป็นต้นแบบ ซึ่งสร้างได้คราวละมากๆ เมื่อเทียบกับการสร้างด้วยเนื้อว่าน โดยสร้างมาเรื่อยๆ จนถึงปี ๒๕๑๒

                พระบูชาเนื้อว่าน ๒๔๙๗ มีน้ำหนักค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับขนาดองค์พระ ซึ่งหากนำเนื้อว่านนี้ไปทำพระหลวงพ่อทวด แบบพระเครื่อง เช่น พระหลวงพ่อทวด พิมพ์ใหญ่ เนื้อว่าน ปี ๒๔๘๗ จะทำได้มากกว่า ๔ องค์ เลยทีเดียว

                พระบูชาเนื้อว่าน ขนาดหน้าตัก ๑.๕ นิ้ว  องค์ที่เห็นนี้เป็นพระของ ศ.ดร.ผดุงศักดิ์ รัตนเดโช คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต ซึ่งเจ้าตัวภาคภูมิใจมากที่ได้ครอบครองพระองค์นี้ เป็นพระสภาพเก่าเก็บ ที่สวยสมบูรณ์มากองค์หนึ่ง เพราะเจ้าของเดิมเก็บรักษาไว้ในครอบแก้วอย่างดี ทำให้ไม่มีฝุ่นละอองไปเกาะจับตามผิวองค์พระ ถือเป็น พระแท้องค์ครู พระสวยองค์จริง ได้อย่างเต็มร้อย สภาพเนื้อเทานุ่มตา และมีไขว่านกระจายอย่างเห็นได้ชัดทั่วทั้งองค์พระ มีรอยรานตามธรรมชาติของพระเนื้อว่าน นอกจากนี้ยังมีการทาทองที่บริเวณจีวรองค์พระ ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่สามารถชี้แท้เก๊ได้เช่นเดียวกับการพิจารณาพิมพ์ทรงองค์ พระ ตลอดจนธรรมชาติของเนื้อว่าน ไขว่าน และความเก่าของเนื้อพระ

                พระองค์นี้ได้รับรางวัลที่ ๑ จากงานประกวดพระ เมื่อ ๑๔ ปีก่อน และผ่านการรับรอง “พระแท้” จากสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย มาแล้ว

คนอ่าน 591 คน
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-03-03 08:14:13


ความเห็นที่ 42 (2940733)

หลวงปู่ขันธ์ สิริวัณโณ พระเกจิ-เมืองแปดริ้ว

มงคลข่าวสด


"พระครูโสภิตมงคลการ" หรือ "หลวงปู่ขันธ์ สิริวัณโณ" เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่อีกรูปหนึ่งของแปดริ้ว ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ใส่ใจด้านการปฏิบัติกัม มัฏฐาน เชี่ยวชาญวิทยาคมเป็นที่เลื่องลือ

หลวงปู่ขันธ์ มีวัตรปฏิบัติเรียบง่าย ปฏิปทางดงามน่าเลื่อมใส



ปัจจุบันสิริอายุ 90 ปี พรรษา 70 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดมงคลโสภิต อ.บ้าน โพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา และที่ปรึกษาเจ้าคณะตำบลเทพราช

อัตโนประวัติ เกิดในสกุล คงสาคร เมื่อวันศุกร์ที่ 20 ก.ค.2466 ณ บ้านหมู่ที่ 1 ต.คลองประเวศ อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา ครอบครัวประกอบอาชีพทำไร่ทำนา

หลังจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนวัดมงคลโสภิตในหมู่บ้านแล้ว ออกมาช่วยงานครอบครัวหาเลี้ยงชีพด้วยความขยันขันแข็ง ยามว่างจากงานที่บ้าน ท่านจะเข้าวัดคอยทำงานต่างๆ ช่วยวัด

ครั้นอายุ 20 ปี ได้เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 22 เม.ย. 2486 ณ วัดโพธาราม ต.บางพระ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา มีพระครูวิจารณ์ธัมมานุวัตร์ วัดโพธาราม อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูบู่ วัดประเวศวัฒนาราม อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์แม้น วัดโพธาราม ต.บางพระ อ.เมืองฉะเชิงเทรา เป็นพระอนุสาวนาจารย์

หลังอุปสมบท ท่านได้อยู่จำพรรษาและศึกษาพระปริยัติธรรมที่วัดมงคล โสภิต อยู่รับใช้อุปัฏฐากพระอุปัชฌาย์ พร้อมทั้งศึกษาวิทยาคมไปในตัว

จนสามารถสอบนักธรรมชั้นตรี-โท- เอกได้

ต่อมาท่านได้กราบพระอุปัชฌาย์ สะพายย่ามแบกกลดเดินทางออกจากวัด ธุดงค์ไปตามที่ต่างๆ ตามแบบพระธรรมยุต โดย มุ่งศึกษาแนวทางปฏิบัติตามแบบอย่างบูรพาจารย์สายพระป่า สายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต

ฝากตัวเรียนด้านวิปัสสนากัมมัฏฐานกับศิษย์สายพระ อาจารย์มั่นรูปสำคัญหลายรูป เช่น หลวงปู่ขาว วัดถ้ำกลองเพล, หลวง ปู่เทสก์ วัดหินหมากเป้ง, หลวงปู่ดุลย์ อตุโล วัดบูรพาราม

นอกจากนี้ ท่านยังธุดงค์ไปศึกษาวิปัสสนากับท่านพุทธทาส ณ สวนโมกขพลาราม จ.สุราษฎร์ธานี อีกด้วย

ในช่วงออกธุดงค์นั้น หลวงปู่ขันธ์ เล่าย้อนอดีตให้ฟังว่าการถือธุดงค์เป็นไปอย่างอุกฤษฏ์ บุกป่าฝ่าดงไปมาเกือบทั่วประเทศ มีครั้งหนึ่งเข้าไปเจริญภาวนาในถ้ำ พอออกจากถ้ำจะไปบิณฑบาต พบเสือแม่ลูกอ่อนที่ปากถ้ำ ต่างจ้องตากันอยู่ จิตตอนนั้นไม่คิดกลัว มีแต่การกำหนดรู้เท่านั้น ไม่นานเสือแม่ลูกอ่อน ก็กระโดดหายไปในป่าลึก

นอกจากนี้ หลวงปู่ขันธ์ มีสติปัญญาดีเลิศ มีความจำได้แม่นยำมาก สามารถท่องสวดปา ติโมกข์ ได้โดยลำพังรูปเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ

ปีหนึ่งท่านอยู่อบรมพระกัมมัฏฐานกับศิษย์สายหลวงปู่มั่น

ครั้น พอถึงวาระสวดปาติโมกข์ ปรากฏว่า พระภิกษุในอุโบสถนั้น ไม่มีรูปใดสวดได้ ท่านต้องขึ้นสวดปาติโมกข์ ในท่ามกลางพระสงฆ์ศิษย์สายพระอาจารย์มั่น โดยมีหลวงปู่จันทร์ วัดศรีเทพ จ.นครพนม เจ้าคณะจังหวัดนครพนม ฝ่ายธรรมยุต ซึ่งเป็นศิษย์อาวุโสของหลวงปู่มั่น เป็นประธานสงฆ์

ต่อมา ท่านได้เดินทางกลับวัด คอยช่วยเหลืองานศาสนกิจภายในวัด พ.ศ.2488 เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมวัดมงคลโสภิต พ.ศ.2494 เป็นกรรมการตรวจธรรมสนามหลวง

ด้วยความเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เคร่งครัดพระธรรมวินัย ท่านได้รับความไว้วางใจจากคณะสงฆ์ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดมงคลโสภิต ในปีพ.ศ.2511

ด้วย ชื่อเสียงของหลวงปู่ขันธ์ เป็นที่รู้จักของพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ ในแต่ละวันมี ผู้เลื่อมใสศรัทธา เดินทางมากราบนมัสการ รับฟังธรรม ประพรมน้ำพระพุทธมนต์จากท่านอย่างไม่ขาดสาย

สำหรับปัจจัย ที่ได้จากการบริจาคศรัทธาของญาติโยม ท่านได้นำมาพัฒนาวัด สร้างสาธารณูปโภค สาธารณูปการ รวมทั้งบริจาคสาธารณกุศลช่วยชุมชน

ลำดับงานปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2535 เป็นเจ้าคณะตำบลเทพราช พ.ศ.2536 เป็น พระอุปัชฌาย์ พ.ศ.2546 เป็นที่ปรึกษา เจ้าคณะตำบลเทพราช

ผลงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา พ.ศ.2513 เป็นพระธรรมทูตสายที่ 7 พ.ศ.2535 เป็นประธานกรรมการ หน่วย อ.ป.ต. ประจำ ตำบลเทพราช

ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2520 เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นตรี ในราชทินนามที่พระครูโสภิตมงคลการ พ.ศ.2528 เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นโท ในราชทินนามเดิม

พ.ศ.2544 เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าคณะตำบลชั้นโท ในราชทินนามเดิม

พ.ศ.2552 เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ปรึกษาเจ้าคณะตำบลชั้นเอก ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ในราชทินนามเดิม

แม้ จะเป็นพระสงฆ์ในฝ่ายมหานิกาย แต่หลวงปู่ขันธ์ มีความเชี่ยวชาญวิปัสสนาธุระเป็นยิ่งนัก ดังปรากฏว่า ท่านได้รับพระราชทานพัดยศขาว และได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในฝ่ายวิปัสสนาธุระ

หลวง ปู่ขันธ์ มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างสมถะ ไม่ยึดติดในลาภ ยศ สรรเสริญ มักจะพร่ำสอนเสมอว่า "คนเราจะมีความสุขสงบในสังคมได้ ต้องถือศีล 5 เพราะทำให้สังคมสงบสุข"

การสร้างวัตถุมงคลของหลวงปู่ขันธ์ ไม่ได้จัดสร้างบ่อยนัก ทำให้วัตถุมงคลของท่านมีจำนวนไม่มากรุ่น แต่ได้รับความนิยมสูง

อาทิ เมื่อครั้งที่หลวงปู่ขันธ์ มีอายุครบ 89 ปี คณะศิษยานุศิษย์ ได้พร้อมใจกันขออนุญาตจัดสร้างวัตถุมงคล ได้แก่ เหรียญรุ่นแรก ประกอบด้วยเนื้อโลหะต่างๆ เช่น เนื้อเงินหน้าทองคำ, เนื้อเงินลงยาราชาวดี, เนื้อเงิน และเนื้ออัลปาก้า, ตะกรุดมหาจักรพรรดิ, พระกสิณแก้วจุยเจียแกะ, ตะกรุดจินดามณี ฯลฯ

เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งเมืองแปดริ้ว ที่แม้แต่พระพรหมสุธี (เจ้าคุณเสนาะ) เจ้าคณะภาค 12 กรรมการมหาเถรสมาคม และผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ยังให้ความเลื่อมใสศรัทธา

เป็นพระแท้ควรแก่การกราบไหว้อีกรูป

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-02-24 08:09:10


ความเห็นที่ 41 (2940642)

งานบุญใหญ่'วัดหน้าต่างใน' 48ปีวันมรณภาพ-หลวงพ่อจง



วัดหน้าต่างใน ต.หน้าไม้ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นอีกวัดหนึ่งที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน ตั้งแต่สมัยปลายกรุงศรีอยุธยา คู่กับ "วัดหน้าต่างนอก" ที่อยู่ตรงข้ามกัน ประวัติของวัดนี้มีอยู่หลายตำนาน นับตั้งแต่ใช้เป็นที่ส่งสัญญาณบอกที่ตั้งทัพข้าศึกเมื่อครั้งก่อนเสียกรุง

แต่อีกตำนานหนึ่งที่มีความหมายเป็นอย่างดีในทางพระพุทธศาสนา ก็คือ "วัดหน้าต่างนอก" เป็นปริศนาที่หมายเอาถึง อายาตนะภายนอก อันหมายถึง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ส่วน "วัดหน้าต่างใน" หมายถึง ธัมมารมณ์ คำว่า ธมฺม (สภาพที่ทรงไว้, ธรรม) + อารมณ (อารมณ์) อารมณ์ที่นอกจากปัญจารมณ์ หมายถึง ธรรมะ 6 ประเภท คือ 1.จิต 89, 2.เจตสิก 52, 3.ปสาทรูป 5, 4.สุขุมรูป 16, 5.นิพพาน และ 6. บัญญัติ

ธรรมทั้ง 6 ประเภทนี้ เป็นอารมณ์ที่รู้ได้ทางใจเท่านั้น

ทั้งวัดหน้าต่างใน และ วัดหน้าต่างนอก ล้วนเป็นที่ "หลวงพ่อจง พุทธสโร" อดีตพระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่ง เมืองกรุงเก่า มีความผูกพันอยู่ คือ วัดหน้าต่างใน เป็นวัดที่หลวงพ่อจงอุปสมบท ส่วนวัดหน้าต่างนอก เป็นวัดที่ได้รับนิมนต์ให้ไปเป็นเจ้าอาวาสแล้ว เลยนิมนต์ให้หลวงพ่อนิล พระน้องชายของท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่วัดหน้าต่างใน

หลวงพ่อจง เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังสมัยสงครามอินโดจีน ซึ่งเป็นหนึ่งใน 4 พระเกจิอาจารย์แห่งยุคสงครามอินโดจีน ที่ต่อมามีคณะศรัทธาผูกนามเป็นมงคลว่า "จาด จง คง อี๋" วัตถุมงคลของท่านเหล่านี้ ว่ากันว่าทำให้ทหารไทยมี ชื่อเสียงไปถึงต่างประเทศ ที่พากันเรียกทหารไทยว่า "กองทัพผี" ที่ถูกทั้งยิงทั้งแทง แต่ก็ฆ่าไม่ตาย และสามารถใช้คนน้อยเอาชนะคนมากฝ่าฟันข้าศึกออกมาจนกองทัพอเมริกันพากันสงสัย

หลวงพ่อจง เป็นศิษย์ร่วมสำนักเดียวกันกับหลวงพ่อปาน วัดบาง นมโค ที่ท่านเคยกล่าวถึงเอาไว้ว่า "หลวงพ่อจงเป็นพระที่มีกิเลสน้อยมาก เป็นพระทองคำทั้งองค์"

นอกจากนี้ หลวงพ่อปานท่านยังกล่าวแก่ศิษย์ของท่านเอาไว้ว่า "เมื่อท่านมรณภาพลงแล้ว หากมีข้อสงสัยเกี่ยวด้วยกรรมฐาน ก็ให้ไปศึกษากับหลวงพ่อจงได้ หลวงพ่อจงท่านเป็นพระที่สอนเทวดามาแล้ว หากได้ศึกษากับท่านก็จะเป็นวาสนา"

หลวงพ่อจง เป็นพระภิกษุที่มีความเมตตาสูง ลูกศิษย์ลูกหาให้ความเคารพนับถือท่านเป็นจำนวนมาก จนพากันยกให้ท่านเป็น "เทพเจ้าแห่งความเมตตา" เนื่องจากท่านเป็นพระสมถะที่ไม่เคยยอมรับสมณศักดิ์ใดๆ ใครไปขออะไรท่านก็ให้ ถึงไปขโมย พอท่านเห็นท่านยังแถมของมีค่าในวัดให้ไปอีก จนขโมยละอายใจไปเอง

เมื่อครั้งที่ท่านมรณภาพก็มีมหาชนพากันไปสักการะสรีระของท่าน จนมีคนแอบขโมยหักนิ้วของท่านไปนิ้วหนึ่ง ไปเลี่ยมพลาสติกห้อยคอ และเพิ่งจะได้คืนนำมาเก็บรักษาไว้ที่วัดหน้าต่างนอก จนในที่สุด หลวงพ่อนิล พระน้องชายของท่านต้องเชิญสรีระของท่านลงหีบเหล็ก เพื่อฌาปนกิจ ป้องกันไม่ให้ใครมาขโมยสรีระของท่านไป

หีบใบนี้ "หลวงปู่ยวง สุภัทโท" เจ้าอาวาสวัดหน้า ต่างในรูปปัจจุบัน ก็เพิ่งจะพบไม่นานมานี้เอง จึงได้ทำบุญสร้างมณฑปประดิษ ฐานอัฐิของท่าน และก็ได้สร้างรูปหล่อหลวงพ่อจงด้วยไฟเบอร์กลาส บรรจุเถ้าอัฐิของท่านไว้ที่ท้องของรูปหล่อ พร้อมกับสร้างศาลาไทยประดิษฐานรูปหล่อองค์นี้ไว้

หลวงปู่ ยวง สิริอายุ 86 ปี ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งเมืองกรุงเก่า พระเถราจารย์ แห่งแม่น้ำน้อย พระผู้ทรงคุณวิเศษความขลังเหมือนดั่งองค์ครู ศิษย์ผู้สืบทอดพุทธาคม หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก, หลวงพ่อนิล วัดหน้าต่างใน โดยมี หลวงปู่พิมพ์ วัดช่างเหล็ก เป็นพระอุปัชฌาย์

เนื่องในโอกาสคล้ายวันมรณภาพของ หลวงพ่อจง พุทธสโร ครบ 4 รอบ 48 ปี วัดหน้าต่างใน กำหนดจัดงานบุญใหญ่ขึ้น ระหว่างวันที่ 24-25 ก.พ.2556 วันอาทิตย์ที่ 24 ก.พ.2556 เวลา 17.00 น. อัญเชิญอัฐิ หลวงพ่อจง-หลวงพ่อนิล ขึ้นบนศาลา เวลา 19.00 น. สวดพระอภิธรรม

วันจันทร์ที่ 25 ก.พ.2556 เวลา 07.00 น. ถวายภัตตาหารเช้าแด่พระภิกษุ-สามเณร เวลา 10.00 น. พระสงฆ์สมณศักดิ์เจริญพระพุทธมนต์ เวลา 11.00 น. ถวายภัตตาหารเพล พระภิกษุ-สามเณร 150 รูป หลังเสร็จพิธี เปิด ให้ประชาชนทั่วไปร่วมบุญบูชาวัตถุมงคลด้วย กลางคืนมีมหรสพ ลิเกพรเทพ รำวงย้อนยุคตลอดงาน แจกวัตถุมงคลทุกท่านที่ไปร่วมงาน

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-02-23 07:10:37


ความเห็นที่ 40 (2938644)

ชี้เอกลักษณ์พระสมเด็จ วัดระฆังฯ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์เกศทะลุซุ้ม

พันธุ์แท้พระเครื่อง
ราม วัชรประดิษฐ์


เอกลักษณ์พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตารามพิมพ์ใหญ่ พิมพ์สุดท้ายคือ พิมพ์ที่ 4 หรือพิมพ์ D ที่เรียกว่า พิมพ์เกศทะลุซุ้ม ครับผม

แนวทางการพิจารณาจุดชี้ตำหนิด้านหน้าของพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตารามพิมพ์ใหญ่ พิมพ์ A

ตำหนิ ที่ 1 กรอบนอกขององค์พระทั้ง 4 ด้าน บางองค์มีเนื้อเกินขอบนูน บางองค์ตัดชิดกรอบนูน โดยเฉพาะเส้นกรอบแม่พิมพ์ด้านซ้ายขององค์พระจะเป็นเส้นนูนแล่นลงมาถึง ระหว่างข้อศอก และจมหายไปกับซุ้มเรือนแก้ว

ตำหนิที่ 2 กรอบแม่พิมพ์ด้านขวามือขององค์พระเป็นเส้นนูนแล่นลงมาตลอดและชิดกับซุ้มเรือนแก้ว

ตำหนิ ที่ 3 เส้นซุ้มครอบแก้วจะค่อนข้างใหญ่นูน ลักษณะเหมือน ′หวายผ่าซีก′ ส่วนด้านในเส้นซุ้มเรือนแก้วจะตั้งฉากกับพื้นขององค์พระ ส่วนพื้นด้านนอกจะเทออกและลาดเอียงลงเล็กน้อย

ตำหนิที่ 4 พระพักตร์เป็นผลมะตูม

ตำหนิที่ 5 มีพระกรรณ (หู) ทั้งสองข้าง ดังคำจำกัดความที่ว่า "เห็นหูรำไรอยู่ในที" แต่ในองค์ที่กดพิมพ์ไม่ลึกก็จะไม่ปรากฏให้เห็น

ตำหนิที่ 6 ส่วนโค้งของหัวไหล่ที่ติดกับพระพาหา (แขน) ด้านขวาขององค์พระจะมีเนื้อหนาและกว้างกว่าด้านซ้าย

ตำหนิที่ 7 หัวเข่าด้านซ้ายขององค์พระจะนูนสูงกว่าหัวฐานด้านบนสุด ส่วนข้างขวาจะนูนต่ำกว่าหัวฐานด้านบนสุด

ตำหนิที่ 8 องค์พระประธาน มีพุทธลักษณะตะแคงไปทางด้านขวาขององค์พระเล็กน้อย ส่วนฐานชั้นที่ 1, 2 และ 3 จะหันไปทางซ้ายมือขององค์พระ

ตำหนิ ที่ 9 พื้นระหว่างหัวเข่าขององค์พระกับฐานชั้นที่ 1 และพื้นระหว่างฐานชั้นที่ 2 กับฐานชั้นที่ 3 จะสูงกว่าพื้นระหว่างฐานชั้นที่ 1 กับฐานชั้นที่ 2 ซึ่งสูงเสมอพื้นรอบองค์พระประธาน

ตำหนิที่ 10 พื้นในซุ้มเรือนแก้วจะต่ำกว่าพื้นนอกซุ้มเรือนแก้วเล็กน้อย จนดูแทบไม่ออก ต้องใช้วิธีตะแคงองค์พระดู

ข้อแตกต่างในการพิจารณาพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตารามพิมพ์ใหญ่ พิมพ์ที่ 4 หรือพิมพ์ D

ตำหนิที่ A เกศทะลุซุ้ม
ตำหนิที่ B ลำพระองค์เป็นรูป ′ตัววี′ (V) ส่วนล่างสุดจะผายออกเข้าหาวงแขน
ตำหนิที่ C เส้นชายจีวรวิ่งลงมาหาหัวเข่าอย่างคมชัด
ตำหนิที่ D หัวเข่าด้านขวาขององค์พระมนกลม และลาดเข้าหาวงแขน
ตำหนิที่ E หัวฐานสิงห์ด้านซ้ายขององค์พระจะวิ่งหักเข้าหาด้านใน ส่วนด้านขวาขององค์พระจะเป็นเส้นดิ่งลงมา

 

 
 
 
 
 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-02-12 07:55:48


ความเห็นที่ 39 (2936567)

เรื่องย่อ103ปี หลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ

  • 27 มกราคม 2556 เวลา 09:30 น.

เรื่องย่อ103ปี หลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ

สายๆ วันที่ 19 ม.ค. 2556 สื่อมวลชนรายงานว่า เวลา 09.00 น. วันเดียวกันนั้น หลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ

โดย...ภัทะ คำพิทักษ์

สายๆ วันที่ 19 ม.ค. 2556 สื่อมวลชนรายงานว่า เวลา 09.00 น. วันเดียวกันนั้น หลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ เจ้าอาวาสวัดป่าวิเวกวัฒนาราม อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร อายุ 103 ปี ละสังขารด้วยโรคปอดติดเชื้อ หลังจากคณะศิษย์นำส่งไปรักษาอาการป่วยที่โรงพยาบาลมุกดาหาร

รุ่งขึ้น 20 ม.ค. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานพระราชพิธีน้ำสรงศพ และทรงรับสรีรสังขารหลวงปู่จามไว้ในพระราชานุเคราะห์เป็นเวลา 7 วัน

ผู้ที่สรุปย่อประวัติ 103 ปี เป็นเรื่องย่อได้ดีที่สุดน่าจะเป็นผู้ที่อุปฐากใกล้ชิดท่านมากที่สุด ท่านนั้นคือ พระธัมมธโร หรือ ครูบาแจ๋ว รักษาการเจ้าอาวาสวัดป่าวิเวกวัฒนาราม

ปลายปี 2552 ครูบาแจ๋วท่านไปเป็นวิทยากรอบรมเยาวชนที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง โอกาสนั้นท่านได้ทำเอกสารสรุปประวัติหลวงปู่จามไปแจกด้วย ต่อมาได้นำมาตีพิมพ์รวมไว้ในหนังสือเรื่อง “พลิ้วไหวชายจีวร” มีความว่า

เอกสาร 1; ปูชนีย์แห่งธรรม

หลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ

สังเขปประวัติ : หลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ นับหนึ่งในอาจาริยาจารย์ที่ถือเคร่งในพระธรรมวินัย มั่นคงในพระปรมัตถ์วิปัสสนากรรมฐาน ดำเนินชีวิตในมรรคธรรมออกเที่ยววิเวกรุกขมูลแสวงหาความสงบนิ่งจนซาบซึ้งถึง รสพระธรรม นับได้ว่าเป็นผู้แตกฉานโดยมิได้พักสงสัย

กำเนิด : เป็นคนตระกูลเผ่าผู้ไท สกุลผิวขำ ตั้งอยู่ในสัมมาทิฐิ

บิดาชื่อ กา (ภายหลังอายุ 60 ปี บวชเป็นพระได้ 6 พรรษา จึงได้มรณภาพ)

มารดาชื่อ มะแง้ (ภายหลังบวชชีได้ 36 พรรษา จึงถึงแก่มรณกรรม)

เกิดวันพฤหัสบดีที่ 19 พ.ค. 2453 ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 6 ปีจอ เป็นบุตรคนที่ 3 ในบรรดาพี่น้องร่วมอุทรทั้งหมด 9 คน

บรรพชา : ครั้งที่ 1 ตั้งใจบวชติดตามหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต

เมื่ออายุ 15 ปี ที่วัดสุทัศนาราม เมืองอุบล พระมหารัฐ รฏฐปาโล เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม นำไปบวชก่อนหน้าที่นี้ 8 เดือนได้บวชเป็นตาปะขาว (ตาผ้าขาว) อยู่จำพรรษากับหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่เสนาสนะบ้านหนองขอน อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ ในปีนี้ตกหน้าแล้งหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้เดินธุดงค์เข้ากรุงเทพฯ ได้มอบสามเณรให้อยู่ในความดูแลของพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม และพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล ต่อมาไม่นานก็เคลื่อนย้ายหมู่คณะสงฆ์สามเณรไปตั้งกองทัพธรรมอยู่ จ.ขอนแก่น

อายุ 19 ได้ลาสิกขาออกมาเพื่อรักษาโรคเหน็บชา อันเนื่องมาแต่ตกกระไดกุฏิ และการประกอบความเพียรมากเกินไป เช่น นั่งภาวนาในน้ำ ถือไม่นอน และฉันน้อย เป็นต้น

ครั้งที่ 2 เมื่ออายุ 29 ปี ที่วัดป่าบ้านโคกคอน อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย พระอาจารย์โชติ กาญฺจโน เป็นบรรพชาจารย์ บวชเพื่อหนีอุปสรรค คือ บวชป้องกันมาตุคามหญิงสาวคนงาม อ.บ้านผือ ที่มารบเร้าขอร่วมชีวิตในขณะระหว่างเดินทางไปเพื่ออุปสมบท

อุปสมบท : เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2482 เวลา 20.32 น. ณ พัทธสีมา วัดโพธิสมภรณ์ อ.เมือง จ.อุดรธานี พระเทพกวี (จูม พนฺธโล) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูศาสนูปกรณ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูประสาทคุณากิจ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

ย้อนไปยุคสมัยที่เป็นเด็กน้อยฝึกหัดปฏิบัติรับใช้พระธุดงคกรรมฐาน อยู่วัดหนองน่อง มาจนสมัยเป็นตาผ้าขาว เป็นสามเณร เป็นพระภิกษุ หลวงปู่จามได้ศึกษาสังเกต เรียนรู้รับใช้ปรนนิบัติและศึกษาธรรมจาก

พระปรมาจารย์ หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล

พระบูรพาจารย์ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต

พระเถระชั้นครู อาทิ

พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม

พระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ

พระอาจารย์ชอบ ฐานสโม

พระอาจารย์หลุย จนฺทสาโร

พระอาจารย์ขาว อนาลโย

พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร

พระอาจารย์แหวน สุจิณฺโณ

พระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ

พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร

พระอาจารย์น้อย สุภโร

พระอาจารย์ตื้อ อจลธมฺโม

พระอาจารย์สิม พุทฺธาจาโร

พระอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน

พระอาจารย์ชา สุภทฺโท

ตลอดจนศึกษากับพระสุปฏิปันโนสายเมืองเหนืออีกหลายรูปหลายองค์ อาทิ ครูบาไชยา, ครูบาคำแสน คุณาลงฺกาโร, ครูบาพรหมจักร, ครูบาอินทิจักร, ครูบาธรรมจักร, ครูบาทิ, ครูบาขาวปี เป็นต้น ทำให้หลวงปู่จามได้ซึมซับข้ออรรถ อุบายธรรม นิสัยโกศล มาโดยลำดับอย่างลึกซึ้ง

วัดป่าวิเวกวัฒนาราม : เดิมอยู่ทางทิศใต้ของหมู่บ้าน เป็นที่อยู่จำพรรษาของหมู่ใหญ่ของพระธุดงคกรรมฐาน ชื่อวัดหนองน่อง ก่อนปี 2464 หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล พร้อมหมู่สงฆ์อยู่จำพรรษา

ปี 2468 หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พร้อมหมู่สงฆ์อยู่จำพรรษา

ปี 2471 พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร พร้อมหมู่สงฆ์อยู่จำพรรษา

ปี 2478 พระอาจารย์บัญชี ได้ย้ายมาอยู่ทางทิศตะวันตกของหมู่บ้านห้วยทราย แล้วอยู่จำพรรษาพร้อมหมู่พระเณรกรรมฐาน

ปี 2495 พระอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน พร้อมด้วยหมู่คณะมาจำพรรษา จนลุขึ้นปี 2498 และได้ตั้งชื่อใหม่ จากวัดหนองน่อง เป็นวัดป่าวิเวกวัฒนาราม

ปี 2499 พระอาจารย์สม โกกนุทฺโท พร้อมหมู่เณรจำพรรษา

ปี 2500 อาจาย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร อยู่จำพรรษา

ปี 2512 หลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ มาอยู่ประจำพรรษา จนปัจจุบัน พ.ศ. 2552

การพัฒนาวัด : หลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ มีแนวคิดเน้นในธรรมชาติสิ่งต่อเติม ก่อสร้างกุฏิ ศาลาธรรมและพระเจดีย์ให้กลมกลืน เงียบสงบ ท้าทาย ร่มรื่น และอบอุ่น

ชีวิตผลงานที่ทรงคุณค่า คุณความดีที่เป็นประวัติศาสตร์นับเป็นปฏิปทาที่เจริญตามแบบแห่งพระพุทธเจ้า ทั้งหมด ล้วนเป็นสิ่งที่น่ายกย่องเชิดชูควรยึดไว้ ควรระลึก ควรแก่การนำไปประพฤติปฏิบัติตามยิ่งนัก ...

แน่นอนว่า ระหว่างบรรทัดนั้นมีส่วนขยายออกไปได้อีกมากมาย ยกตัวอย่างเช่นที่บอกว่า “ในปีนี้ตกหน้าแล้งหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้เดินธุดงค์เข้ากรุงเทพฯ ได้มอบสามเณรให้อยู่ในความดูแลของพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม และพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล” นั้นสามารถขยายออกไปได้ว่า ในเวลานั้นสามเณรที่อยู่กับพระอาจารย์สิงห์และพระอาจารย์ปิ่นนั้นมีหลายคน ผู้ที่มีอายุมากสุดคือ เณรสิม หรือเป็นที่รู้จักกันในนามหลวงปู่สิม พุทธาจาโร ในกาลต่อมา ส่วนผู้ที่มีอายุน้อยที่สุดคือ สามเณรจาม หรือหลวงปู่จามนั่นเอง

แม้จะเป็นแค่สามเณรแต่วันหนึ่งในช่วงนั้นเองที่เณรจามออกไปบ่มบาตรกับ หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ พระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ พระอาจารย์ลี ธัมธโร และท่านอาจารย์มหาปิ่น

ระหว่างพักที่ป่าช้าบ้านดอนส้มโฮ้ง จ.ยโสธร นั่นเองก็มีผู้มาเผาศพ 2 ศพ สามเณรจามเอาไม้เขี่ยฟืนที่ไหม้ไม่หมดเข้ากองไฟแล้วสุมไฟใส่อีก ท่านว่า ขณะพิจารณาอสุภกรรมฐานว่า ดินกลายเป็นดิน ก็ดูใจตัวเองไปในที่สุดนับแต่นั้นก็ไม่เคยกลัวผีอีกเลย

ไม่กลัวเพราะรู้แล้วว่า ความกลัวเกิดจากการปรุงแต่ง เมื่อใจขาดธรรมเพราะไม่มีสติปัญญาเพียงพอ ใจจึงเป็นแต่ใจของสังขาร เมื่อมีธรรมย่อมเอาชนะกิเลสได้ เข้าใจแจ่มแจ้งแล้วจึงไม่กลัวอีกต่อไป

นอกจากนี้ การได้อยู่กับพ่อแม่ครูอาจารย์ในช่วงนั้นก็ยังทำให้ท่านได้รู้ที่มาและที่ไปของตัวเอง

เหตุเกิดจากวันหนึ่งพระอาจารย์สิงห์บอกให้เณรสิมและเณรจามตั้งใจภาวนา กำหนดจิตที่กุฏิใครกุฏิมันเพราะท่านจะตรวจพิจารณาดู พอถึงเวลา 05.00 น. ให้เณรทั้งสองพากันไปพบท่าน

เณรทั้งสองภาวนาจนเข้าสู่เวลา 03.00 น. เศษ จึงออกจากที่ พอ 04.00 น. เณรจามก็ไปหาเณรสิมแล้วพากันจงกรมอยู่รอบกุฏิพระอาจารย์สิงห์ รอกระทั่งท่านเรียกแล้วจึงขึ้นไปอภิวาทท่าน

แล้วพระอาจารย์สิงห์ก็กล่าวขึ้นว่า “เณรสิม เจ้าเป็นผู้ปฏิบัติตามแบบอย่างของพระพุทธเจ้า บุญเก่าของเจ้าก็มากพออยู่ มากจนเป็นกุศลธรรมเป็นแรงกุศลส่งจิตใจของเจ้าได้ในชาติชีวิตนี้ ให้เจ้าตั้งใจของเจ้าให้ดีเด้อ”

จากนั้นได้กล่าวกับสามเณรจามว่า “สามเณรจามขี้โรค ข้อยตรวจตราดูแล้วยืดยาว เกิดมาตายมามากเหลือเกิน เจ้าเคยเป็นพ่อค้าควาย มีหมู่ควายหลายล้านเต็มไปหมด อุปนิสัยของเจ้าของผู้เอาแบบอย่างของ องค์พระพุทธเจ้า ทั้งเอาแบบและเป็นผู้เดินตามแบบ ต่อไปข้างหน้าของเจ้าอีกก็ยืดยาว สุดแท้แต่บุญพาวาสนาส่ง แต่ข้อย เห็นว่า พวกเจ้าจุดเทียนเล่มใหญ่คนละเล่มอยู่กันคนละทางห่างไกลกัน ให้พวกเจ้าเฝ้าเบิ่งเน้อ...ต่อไปภายหน้าพวกเจ้าจะไปอยู่ที่ใดก็ตาม ขอให้มีพระธรรม ขอให้มีพระวินัยเป็นหลักของจิตใจไว้ เพราะทางแห่งความสุขมีอยู่ทางเดียวเท่านี้”

ความเป็นไปของชีวิตหลวงปู่จามเป็นไปตามที่พระอาจารย์สิงห์ระบุอย่างแม่นยำ

ท่านกลายเป็น “เณรจามขี้โรค” ขนาดต้องสึกหาลาเพศไปรักษาตัวอยู่ถึง 3 ปี ถึงกลับมาบวชใหม่ แต่ความอื่นนั้นสำคัญนัก โดยเฉพาะที่ว่า “อุปนิสัยของเจ้าของผู้เอาแบบอย่างขององค์พระพุทธเจ้า ทั้งเอาแบบและเป็นผู้เดินตามแบบ ต่อไปข้างหน้าของเจ้าอีกก็ยืดยาว”

 ความนี้หากเป็นคนทั่วไปที่ไม่ใคร่รู้เรื่องศาสนานักอาจไม่เข้าใจว่า การเป็นเอาแบบอย่างขององค์พระพุทธเจ้า ทั้งเอาแบบและเป็นผู้เดินตามแบบ และต่อไปข้างหน้าของเจ้าอีกก็ยืดยาวนั้นหมายความว่ากระไร

ครูบาแจ๋วท่านระบุให้ชัดๆ ว่า “ภายหลังหลวงปู่จามจึงเข้าใจว่า ตัวท่านเองบำเพ็ญเป็น “นิตยโพธิสัตว์” ได้รับพุทธยากรณ์ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตเพื่อโปรดสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวง”

วิกิพีเดียให้ความหมายแบบเข้าใจง่ายๆ ของคำว่า พระโพธิสัตว์ ว่าหมายถึง บุคคลที่บำเพ็ญบารมีหรือกระทำความดีต่างๆ เพื่อให้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล

แล้ว นิตยโพธิสัตว์ มีความหมายอย่างไร?

พระพุทธโฆสะ ได้แบ่งพระโพธิสัตว์ออกเป็น 2 ประเภท คือ

1.อนิตยโพธิสัตว์ คือ พระโพธิสัตว์ที่ยังไม่ได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าองค์ก่อน

เมื่อยังไม่ได้รับพยากรณ์ก็ยังไม่แน่นอนว่า กาลต่อไปจะได้เป็นพระพุทธเจ้า เพราะอนิตยโพธิสัตว์ท่านอาจจะเลิกล้มความปรารถนาที่จะเป็นพระพุทธเจ้าเมื่อ ไรก็ได้

2.นิตยโพธิสัตว์ คือ พระโพธิสัตว์ที่ได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนมาแล้ว

นั่นหมายความว่า ที่หมายของผู้สั่งสมบารมี‌เพื่อเป็นนิตยโพธิสัตว์นั้นมีอยู่แห่งเดียวคือ เป็น‌พระพุทธเจ้า แต่ถ้าบารมีและเวลายังไม่สมบูรณ์ ‌ถึงจะปฏิบัติอย่างไรก็ยังไม่ได้ตรัสรู้ แต่ในมุมกลับถึงจะปฏิบัติอย่างยิ่งยวดแล้วไม่ประสบผล ‌เลยทุกข์ท้อแต่ถึงจะทุกข์เพียงไรก็มิอาจเลิก‌ความตั้งใจมั่นที่จะเป็นพระ พุทธเจ้าไม่ได้

“ในที่สุดมหากุศลที่เป็นอนุสัย ก็จะพุ่ง‌กระจายขึ้นมาให้ตั้งมั่นและบำเพ็ญบารมีกัน‌ต่อ จนกว่าบารมีและเวลาสมบูรณ์”(วิกิพีเดีย)

ไม่แจ้งว่า ตอนที่พระอาจารย์สิงห์บอก‌แผนที่ชีวิตนั้นเณรจามเข้าใจมากน้อยเพียงใด ‌แต่ท่านมารู้เอาแจ่มแจ้งด้วยตัวเองราวช่วง‌สงครามโลกครั้งที่ 2

ขณะนั้นท่านออกธุดงค์ไปอยู่แถบ ‌จ.เชียงใหม่ เป็นเวลา 6 ปี อยู่กับหลวงปู่สิม ‌ที่วัดโรงธรรม อ.สันกำแพง 2 พรรษา แล้ว‌หลบระเบิดออกไปภาวนาแถบ อ.จอมทอง อยู่‌พักหนึ่ง

ท่านเล่าว่า เวลานั้นภาวนาคราใดก็มักจะ‌นิมิตเห็นพระพุทธรูปจำนวนมาก และได้รู้เห็น‌ชาติภพการเวียนว่ายตายเกิดของตัวเองจนนับ‌ไม่ถ้วน แต่ถึงจะภาวนาจนได้ความสงบขั้น‌อัปปนาสมาธิหลายครั้งแต่มันก็เสื่อมลง อย่าง‌ไม่น่าเชื่อ พอเสื่อมลงท่านก็พลิกหากลวิธีทร‌มานจิตจนคาดว่า หากเริ่มภาวนาใหม่มันน่า‌จะสงบ แต่กลับปรากฏว่าจิตมันร้อนรนราวกับ‌กิเลสไม่ได้เบาบางลงเลย

พอถึงที่สุดแล้วท่านได้น้อมเอาประสบ‌การณ์ความยากลำบากของหลวงปู่มั่นมา เป็น‌อุทาหรณ์สอนใจ จนเกิดพลังตั้งใจมั่นถือสัตย์‌จะอธิษฐานว่า“จิตจะสงบหรือไม่สงบก็ไม่ว่า ‌จะเกิดหรือไม่เกิดอะไรก็ไม่ว่า เราไม่หวังอะไร‌อีกแล้ว ต่อไปนี้จะเอาเฉพาะพุทโธ ให้แนบ‌แน่นกับลมหายใจที่ตรงหัวใจของเรา จะไม่‌ยอมให้หนีไปไหน”

จากนั้นความสงบจึงกลับคืนมา จน‌สามารถรวมลงเป็นสมาธิได้ใหม่ แต่นิมิตเดิมก็‌กลับมาอีก

ในนิมิตนั้นท่านเห็นภาพเจดีย์ปรักหักพัง ‌เห็นพระพุทธรูปเก่าแก่ ต้นโพธิ์ ต้นจิก เห็นการ‌เวียนว่ายตายเกิดของตัวเอง เห็นที่มาที่ไปของ‌สัตวโลกที่เวียนว่ายในภูมิต่างๆ เมื่อพิจารณา‌ถึงความรู้แจ้งที่ปรากฏชัดระหว่างทำความ‌เพียรเพื่อละอาสาวะก็ พบว่า การจะบรรลุพระ‌อรหันต์ในชาตินี้คงเป็นไปไม่ได้เสียแล้ว แต่นั่น‌ก็ทำให้ระลึกได้ว่า ในอดีตชาติ ท่านเคยตั้งใจ‌มั่นว่าจะดำเนินไปตามวิถีแห่งพระโพธิสัตว์ ‌ปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุพระโพธิญาณ สำเร็จ‌มรรคผลเป็นพระพุทธเจ้า

ตามประวัติระบุว่า เมื่อออกจากสมาธิ ‌กราบพระพุทธรูปเบื้องหน้าแล้วตั้งจิตอธิษ­…ฐานว่า“ถ้า ได้เคยปรารถนาพระโพธิญาณที่‌บำเพ็ญมาเพื่อการเป็นพระพุทธเจ้าในภาย‌ภาคหน้า แล้วก็ขอให้จิตสงบเยือกเย็น ขอให้‌ภาพนิมิตเหล่านั้นหายไปและให้เกิดความรู้‌แจ้งเห็นชัดเป็นที่ประจักษ์ เถิด”

คืนต่อมาเมื่อเข้าที่ภาวนาปรากฏว่า จิต‌สงบรวดเร็ว รวมลงเป็นอัปปมาสมาธิ เกิด‌ญาณทัศนะต่างๆ อย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อน ‌และเกิดความแจ่มแจ้งขึ้นว่า ในอดีตชาตินั้น‌ท่านได้เคยตั้งอธิษฐานตั้งความปรารถนาเป็น‌พระพุทธเจ้ามา แล้วในอดีตชาติ

หลังกลับจากภาคเหนือมาอีสาน จึงได้พบ‌พานกับพระอาจารย์มั่นอีกครั้ง พระอาจารย์‌มั่นได้ให้โอวาทธรรมแก่ท่านว่า

“ให้ตั้งใจเจริญพระพุทธคุณตามรอยบาท‌ของพระพุทธเจ้า ถือด้วยใจ ปฏิบัติด้วยใจ ‌เจริญพุทธานุสติด้วยการประพฤติ เพื่อความ‌หนักแน่นในธรรมผู้ถึงพระพุทธเจ้าด้วยหัวใจ‌เท่านั้นที่เป็นผู้ทรง พระธรรมวินัยอยู่ได้

อัตต ทันตัง ฝึกตนด้วยดี หนาแน่นด้วย‌พุทธคุณทั้งหลาย

สมาหิตัง มีใจมั่นคง หนักแน่นสมเป็นบรมครู

เทวปินัง นมสะสามิ เทพเทวาทั้งหลายก็‌นอบน้อม

พรหมมุนาปิ ปสังสิโต แม้พรหมก็‌สรรเสริญ ชาวโลกก็นิรมล

อรหันตสัมมาสัมพุทโธ แม้พระพุทธเจ้าก็‌ทรงเป็นเอง ทรงตกแต่งมาด้วยตนเอง รักษา‌ด้วยตนเอง เป็นผู้ประมาณมาด้วยธรรมโดย‌ตลอด

จิตของท่านผู้เข้าสู่นิพพานได้นั้น ท่านก็‌กำหนดรู้จิตใจของท่านเช่นกัน แต่ให้รู้เฉพาะ‌การบุญ การบาป การทุกข์ การโทษ สาร‌ธรรมและอสารธรรม

รู้ด้วยการวางในการทาน การศีล การ‌สมาธิ การปัญญา การวิมุตติ

รู้ด้วยการวางใจในสัตว์ ในบุคคล ในตัว‌ตน ในเรา ในเขา ในเทพเทวา ในหมู่พรหม ‌ในหมู่นรก เปรตผี กำหนดรู้จนได้หมายเป็น‌ว่ารู้ แต่ไม่ถือรู้ ไม่ถือจิต ไม่ถือใจ วางใจคืน‌แก่อนัตตาธรรม วางคืนแก่โลก เพิกตนออก ‌แต่เป็นธรรม วางใจได้ดุจแผ่นดิน เหมือน‌แผ่นดิน วางต่อการรองรับสรรพสิ่ง แม้ภพมิวิภพ ก็วางคืนแก่ภพและวิภพ เป็นเช่นนั้น‌จึงเป็นผู้เข้าสู่นิพพานได้”

เทศน์เสร็จท่านยังถามและกำชับด้วยว่า ‌“ท่านจามเข้าใจไหม จำไว้ให้ดีเน้อ”

พระจามรับคำว่า“ครับ”จากนั้นหลวงปู่‌จามก็ดำเนินมาตามวิถีเช่นว่า จนล่วงมาจนอายุ‌กาลถึง 103 ปี ความเป็นอยู่ในชาตินี้จึงร่วงไป

3 ปีก่อนตอนทำบุญฉลองอายุ 100 ปี ท่าน‌พูดไว้ว่า ตายก็ไม่คิด ชีวิตผ่านมาหมดแล้ว มา‌ถึงวันใดก็พร้อมไปหากเป็นข้าวเปลือกอยู่ตก‌หล่นในภพไหนก็งอกหาทุกข์ หากเป็นข้าวสาร‌แล้วเช่นนี้มันหมดความตื่นเต้นใดๆ ในโลก

นี่คือเรื่องราวโดยย่อ 103 ปีของหลวงปู่‌จามในชาตินี้

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-01-30 05:06:01


ความเห็นที่ 38 (2933077)

สวัสดีปีมะเส็ง 2556

ปีละหน คนวงการพระเครื่อง

 

ไชยทัศน์ เตชะไพบูลย์

ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย คนแรกและครั้งแรกของวงการจัดงานประกวดพระเครื่องแบบต้องโชว์ค้างคืน 36 ปีผ่านไป เหมือนฝัน ปัจจุบันยังไม่มีใครกล้าทำตาม

พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่องค์ลุงพุฒ

 

สวัสดิ์ โชติพานิช

อดีตประธานศาลฎีกา ผู้สร้างอนุสรณ์ใหญ่ไว้ในพระศาสนาถึงสองแห่ง สร้างหลวงพ่อทวดรุ่นเลขใต้ฐานปี 05 หรือเบตงรุ่นแรกถึงรุ่น 3 นามกระฉ่อน นับเป็นคุณูประการต่อวงการพระเครื่องตราบนานเท่านาน

หลวงพ่อทวดรุ่นเลขใต้ฐาน เบอร์ 1

 

พยัพ คำพันธุ์

นายกสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย ผู้ไม่เคยโกรธใคร แต่จำนานให้สติคนเดินถนนสายนี้ต้องเดินให้เป็นอย่าโลภ ท่านเป็นเอกบุรุษมีเอกลักษณ์ของผู้นำครบถ้วน ทั้งพระเดชและพระคุณนำสมาคมฯ เป็นที่ยอมรับระดับชาติไปแล้ว

พระหลวงพ่อเงินบางคลานพิมพ์นิยม

 

พิศาล เตชะวิภาค

อาจารย์ต้อย เมืองนนท์ อุปนายกสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย หนึ่งเดียวคนวงการนี้ที่ได้รับเกียรติแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่า การกระทรวงกลาโหมมาแล้ว ก็ด้วยเป็นผู้เสียสละมาโดยตลอด แค่ปีที่ผ่านมาให้พระบูชาสมัยสูงงานประกวดกว่า 20 องค์

พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่องค์เสี่ยไมค์

 

สมพร ทันตะเวช

อาจารย์เล็ก รูปหล่อ ประธานชมรมพระเครื่องโลตัส ปิ่นเกล้า ผู้มีอารมณ์สุนทรี 10 ปีไม่เคยขาดทำบุญบูชาครู วัดสิ้นพระชนม์สมเด็จพระสังฆราช แพ วัดสุทัศน์ ผู้มีคุณต่อวงการพระกริ่งไทยตามรอยอาจารย์หนูผู้ริเริ่ม

พระกริ่งเทพโมฬี รุ่นแรก

 

ดร.ธัลดล บุนนาค

คนใหญ่ในเอไอเอ ประกันชีวิต นักธุรกิจที่ได้รับยกย่องจากสื่อมาแล้ว ว่าเป็นราชันประกันภัยตัวจริง ทำเอไอไทยแลนด์ให้รุ่ง จัดเป็นนักสะสมพระเครื่องมือหนัก มูลค่าที่บูชาไปไม่น้อยกว่า 60 ล้าน พระร่วงรางปืนมากที่สุด

พระร่วงรางปืนองค์แชมป์

 

ไลออน โชติชัย สิริกาญนุกูล

อดีตประธานชมรมอนุรักษ์พุทธศิลปไทย อีกหนึ่งในนักสะสมพระเครื่องของเมืองไทยที่ให้ความสนใจพระกรุพระกริ่งและพระ เบญจภาคีมานานกว่า 40 ปี จนมีความรู้ความชำนาญพอตัวเป็นหนึ่งในผู้มีแต่ให้

พระกริ่งตั๊กแตนยุคต้นพิมพ์บัวตุ่มแชมป์

 

สิทธิกร บุญฉิม

จำได้เสี่ยอู๊ดก่อนติดคุก 100 ล้าน ให้สภาสังคมสงเคราะห์ 85 ล้าน สร้างหอฉัน มหาจุฬา 100 ล้าน สร้างหอประชุม มวก. 131 ล้าน สร้างอาคารศูนย์มะเร็ง 50 ล้าน สร้างอุทยานนครสวรรค์ เขาบอกติดคุก 5 ปี ยังมีวันหลุดติดหนี้บุญคุณคน 5 ปี ไม่มีวันหลุด อีก 5 เดือนเขาจะได้อิสระ

พระพุทธโสธรเหรียญนามสกุลประจำตระกูล

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-01-07 19:52:23


ความเห็นที่ 37 (1533816)

เหรียญหล่อหนุมาน แบกพระอัครสาวก

พันธุ์แท้พระเครื่อง
ราม วัชรประดิษฐ์



หลวง พ่อคง วัดบางกะพ้อม จ.สมุทร สงคราม พระเกจิผู้ทรงพุทธาคมแก่กล้า หนึ่งในสี่พระเกจิชื่อดังในอดีต จาด จง คง อี๋ ในช่วงสมัยสงครามอินโดจีนต่อถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 วัตถุมงคลที่พระเกจิทั้งสี่รูปจัดสร้างขึ้นแจกจ่ายเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ ในยามวิกฤตเช่นนั้น ได้สร้างปาฏิหาริย์เป็นที่ปรากฏจนเป็นที่เคารพเลื่อม ใสและศรัทธาของพุทธศาสนิกชนมาตั้งแต่อดีต และยังคงเป็นที่นิยมสะสมอย่างมากในแวดวงนักนิยมสะสมพระเครื่องและเหรียญ คณาจารย์มาตราบจนปัจจุบัน

กล่าวถึง หลวงพ่อคง ธัมมโชโต ท่านเกิดเมื่อปี พ.ศ.2408 ที่บ้านสำโรง ปัจจุบันนี้คือ ต.โรงหีบ อ.บางคนที บวชเป็นสามเณรที่วัดเหมืองใหม่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม พออายุได้ 20 ปีบริบูรณ์ จึงอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดเหมืองใหม่ ได้รับฉายา "ธัมมโชโต" อันมีความหมายว่า ผู้รุ่งเรืองโดยธรรม ท่านจำพรรษาที่วัดเหมืองใหม่มาโดยตลอด จนกระทั่งปี พ.ศ.2448 ชาวบ้าน ต.บางกะพ้อม ได้อาราธนาท่านให้เป็นเจ้าอาวาสวัดบางกะพ้อมที่ว่างลง

(ใน หนังสือประวัติวัดบางกะพ้อม พิมพ์โดยเสด็จพระราชกุศลในการพระเมรุศพ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปลด กิตติโสภโณ) ณ สุสานหลวง วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ.2505 ได้กล่าวถึงไว้ว่า "ปรากฏว่า วัดนี้เป็นวัดโบราณ สร้างในราวสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ผู้สร้างไม่ปรากฏชื่อ")

หลวงพ่อคงจึงรับตำแหน่งเจ้าอาวาสปกครอง วัดบางกะพ้อมตั้งแต่นั้นสืบมา และด้วยวัตรปฏิบัติและเมตตาธรรม ทำให้ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่ได้รับความเคารพศรัทธาจากพุทธศาสนิกชนทุก ชั้นวรรณะ ท่านถึงแก่มรณภาพเมื่อปี พ.ศ.2486 สิริอายุได้ 78 ปี

จาก การที่หลวงพ่อคงสนใจศึกษาร่ำเรียนวิทยาการต่างๆ มากมาย จากพระเกจิอาจารย์หลายท่าน ทำให้ท่านมีความชำนาญการและแตกฉานในทุกแขนงวิชา ไม่ว่าจะเป็นการลงกระหม่อม, ทำพระขรรค์, ทำมีดหมอ, ทำน้ำมนต์ไล่ผี, การแพทย์แผนโบราณ, การทำลูกอม, ด้านเมตตามหาอุด ฯลฯ วัตถุมงคลของท่านล้วนได้รับการยกย่องกล่าวถึงในด้านพุทธคุณและปาฏิหาริย์ เป็นที่ปรากฏ มีอาทิ เหรียญปั๊มรูปเหมือนรุ่นแรก, เหรียญหล่อพิมพ์เทวดาถือหางนกยูงหรือเหรียญอรุณเทพบุตร, เหรียญหนุมานแบกพระโมคคัลลาน์ และพระสารีบุตร, ลูกอม และตะกรุด ฯลฯ โดยเฉพาะ ′เหรียญหลวงพ่อคง′ ซึ่งได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งในเบญจภาคีเหรียญ ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงและหาดูหาเช่าค่อนข้างยาก

สำหรับฉบับนี้ จะมาคุยถึงเหรียญอีกเหรียญหนึ่งซึ่งนับเป็นเหรียญหล่อที่มีความแตกต่างจาก เหรียญหล่อที่เห็นกันโดยทั่วไป ที่ส่วนใหญ่สร้างในรูปทรงกลม ทรงรี ทรงเหลี่ยม หรือทรงเสมา นั่นคือ "เหรียญหล่อหนุมานแบกพระอัครสาวก" ซึ่งลักษณะเป็นเหรียญหล่อรูปทรงเม็ดมะปราง ครับผม

เหรียญหล่อหนุมาน แบกพระอัครสาวก เป็นเหรียญหล่อรูปทรงเม็ดมะปราง ขอบข้างเว้าเป็นหยัก แบบหูในตัว โดยจะมีการจัดสร้างอยู่ 2 วัด คือ ′วัดบางกะพ้อม′ ซึ่งท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส และ ′วัดแหวนหาย′ ซึ่งเป็นวัดที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะเป็นวัด ที่หลวงพ่อคงเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างและเป็นสถานที่ที่ท่านละสังขารอีกด้วย

พุทธ ลักษณะของเหรียญหล่อหนุมานแบกพระอัครสาวกทั้ง 2 วัด จะมีพิมพ์ด้านหน้าคล้ายกัน คือ เป็นรูปหนุมานแบกพระอัครสาวก (พระโมคคัลลาน์และพระสารีบุตร) ไว้บนมือทั้งสองข้าง และพระอัครสาวกทั้งสองหันข้างในท่าพนมมือ ตรงกลางเป็นองค์พระพุทธปฏิมากร ประทับยืน เหนือศีรษะหนุมาน แสดงปางประทานพร แต่พิมพ์ด้านหลังจะแตกต่างกัน โดยแยกแยะได้ไม่ยากนัก ดังนี้

เหรียญหล่อหนุมานแบกพระอัครสาวก วัดบางกะพ้อม ซึ่งจะเรียกกันว่า "พิมพ์อุบน" ด้านหลังจะเป็นอักขระขอมเรียงกัน อ่านได้ว่า ′อุ เม อะ มะ อุ นะ มะ ภะ ธะ อุ′ คือจะมีอักขระขอมตัว "อุ" ทั้งด้านบนและด้านล่างเหรียญ

ส่วน เหรียญหล่อหนุมานแบกพระอัครสาวก วัดแหวนหาย เรียกว่า "พิมพ์อุล่าง" ด้านหลังเป็นอักขระขอมที่เรียงกันอยู่ อ่านได้ว่า ′พุท ธะ สัง มิ อุ นะ พะ ธะ อุ′ ซึ่งจะมีตัว "อุ" เฉพาะด้านล่างเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังสามารถพิจารณาจากเนื้อ หามวลสารของทั้ง 2 วัด ได้อีกประการหนึ่ง คือ กระแสเนื้อโลหะของ ′วัดบางกะพ้อม′ จะออกไปทางเนื้อเหลือง ส่วนของ ′วัดแหวนหาย′ จะออกไปทางเขียวเข้ม แต่ไม่ว่าจะเป็นเหรียญหล่อหนุมานแบกพระอัครสาวกของ วัดไหนก็ตาม ล้วนสร้างโดยหลวงพ่อคง ธัมมโชโต ทั้งสิ้น ดังนั้น เหรียญทุกเหรียญจึงมีความเข้มขลัง ทรงพุทธคุณเป็นเลิศ และเป็นที่แสวงหากันอย่างกว้างขวางครับผม

 

 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-10-16 07:11:07


ความเห็นที่ 36 (1476728)

คติการบูชารัชกาลที่5

คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง



พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แม้พระองค์ท่านเสด็จสวรรคตล่วงเลยมาเป็นเวลากว่า 100 ปี (เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2453) แล้วก็ตาม แต่พลังศรัทธาของพสกนิกรชาวไทยที่มีต่อพระองค์ท่านมิได้ลดลงแม้แต่น้อย

ขณะเดียวกันพระองค์ท่านยังแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ให้ผู้ที่นับถือประจักษ์ต่อสายตาต่างๆ นานาด้วย ดังนั้นพระองค์จึงมิใช่มีฐานะเป็นกษัตริย์ที่สร้างความเจริญให้ประเทศเพียงอย่างเดียว หากแต่กลายเป็นสมมติเทวราช ในฐานะเทพอันศักดิ์ สิทธิ์ของพสกนิกรทั้งหลายด้วย

ลักษณะของความเชื่อเกี่ยวกับ ร.5 ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่พระองค์ทรงเป็นวีรบุรุษผู้กล้า

คติความเชื่อที่ ร.5 มีลักษณะเป็นเทพในหัวใจชาวไทยนั้น เกิดจากองค์ประกอบหลายประการ เช่น พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถ ปกป้องบ้านเมืองพสกนิกรจากการคุกคามของตะวันตก ปฏิรูปการปกครองประเทศและรวมสยามให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน รวมทั้งปลดปล่อยทาสให้เป็นไท จนได้รับพระราชสมัญญานามว่า "สมเด็จพระปิยมหาราช" แปลว่า "พระราชาอันเป็นที่รักแห่งราษฎร" สาเหตุต่างๆ เหล่านี้ ทำให้พระองค์มีลักษณะเป็น "บุคลาธิษฐาน" หรือบุคคลในจินตนาการหรือบุคคลในมโนคติแห่งการอธิษฐานเพื่อขอพรให้พระบารมีแห่งพระองค์ได้ปกป้องคุ้มครองและอำนวยชัย จนพระองค์มีฐานะเป็นเทพในหัวใจของชาวไทยทั้งมวลในที่สุด


อย่างไรก็ตาม การจัดสร้างพระบรมรูป ร.5 เพื่อเป็นที่สักการบูชาส่วนใหญ่ที่พบทรงม้า ประทับยืน และครึ่งพระองค์ โดยยึดแบบจากพระบรมรูปทรงม้าที่สร้างจากฝรั่งเศส

ที่แปลกตาและไม่ค่อยพบเห็น คือ พระบรมรูป ร.5 ลักษณะฉลองพระองค์ทรงเครื่องแบบเทวดา ซึ่งประดิษฐานอยู่ในพลับพลาจัตุรมุข ของวัดปราโมทย์ หมู่ 2 ต.บ้านปราโมทย์ อ.บางคนที จ.สมุทร สงคราม ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระราชธิดาของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.6) เสด็จมาเททองหล่อ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2513 ในสมัยที่พระครูปราโมทย์สมุทรคุณ หรือหลวงพ่อสุย เป็นเจ้าอาวาส รูปลักษณะค่อนไปทางแบบพระสยามเทวาธิราช ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้สร้างขึ้น

พลังศรัทธาของพสกนิกรชาวไทยที่มีต่อพระองค์ท่านนั้น นิยมบูชาด้วยดอกกุหลาบสีชมพู เนื่องจากล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ประสูติวันอังคาร และยังเชื่อว่าพระองค์มีความโรแมนติกทางด้านความรัก และถวายบรั่นดี ด้วยเชื่อว่าพระองค์ประพาสเมืองนอกบ่อยๆ และขอให้พระองค์ท่านช่วยทุกๆ เรื่อง หรือที่เรียกว่า ขอ 108 เลยแหละ

ผู้ศรัทธาจึงนำสิ่งของต่างๆ ไปบนบานศาลกล่าวถ้าเป็นชุดก็มี 1.น้ำมะพร้าวอ่อน 2.กล้วยน้ำว้า 3.ทองหยิบ 4.ทองหยอด 5.บรั่นดี 6.ซิการ์ 7.ข้าวคลุกกะปิ และ 8.ดอกกุหลาบสีชมพู ซึ่งนับเป็นปรากฏการณ์สำคัญของสังคมไทยที่องค์พระมหากษัตริย์ทรงมีความศักดิ์สิทธิ์ในฐานะเทพที่สามารถช่วยเหลือผู้คนได้แล้วไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะครับ ขอบอกว่าท่านศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ครับผม
 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-03-12 05:28:25


ความเห็นที่ 35 (1468903)

เปิดประวัติ'หลวงพ่อดี' เหรียญยอดนิยม-ดีสมชื่อ(1)

มุมพระเก่า
อภิญญา



อดีตพระเกจิอาจารย์ประเภท "คมในฝัก" หรือ "ช้างเผือกในป่า" นั้นมีอยู่มากมายหลายองค์ บางองค์เก่งกล้าอาคมยิ่งยวด แต่น่าเสียดายที่ไม่มีการบันทึกประวัติไว้ แม้กระทั่งรูปถ่ายสักใบก็ไม่มี อันอาจสืบเนื่องจากวิทยาการที่ยังไม่ทันสมัย หรือขาดผู้สนใจที่จะจดบันทึกไว้เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้รับรู้

บางองค์ก็ไม่อยากดัง ไม่ยอมให้สัมภาษณ์หรือนำประวัติไปลงตีพิมพ์ เพราะกลัวจะเป็นการอวดอ้างสรรพคุณ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ความสามารถของสานุศิษย์ที่ต้องการเผยแพร่เกียรติคุณของท่านให้คนทั่วไปได้รู้จัก โดยมิได้มุ่งหวังใช้ท่านเป็นสะพานนำพาประโยชน์สู่ตน

นั่นคือแนวคิดของลูกศิษย์ในสมัยก่อน แต่สมัยนี้แนวคิดอาจจะเปลี่ยนไปตามกระแสนิยมที่เปลี่ยนแปลง จนพระเกจิอาจารย์บางท่านกลายเป็น "พรีเซ็นเตอร์" พระเครื่องจนนำไปสู่ความเสื่อมศรัทธาของสาธุชน

แต่พระเกจิอาจารย์ที่จะกล่าวถึงนี้ ท่านเป็นพระ "ดี" และมี "ดี" สมชื่อ แถมยังมี "ของดี" ที่ใครครอบครองไว้จะได้พบแต่สิ่งดีๆ เช่นกัน

จังหวัดนครปฐม ดินแดนแห่งส้มโอหวาน ข้าวสารขาว ลูกสาวสวย และพระสงฆ์โด่งดังมากมาย ในอดีตเมื่อราว 30 กว่าปีก่อนมีพระเกจิอาจารย์ดังองค์หนึ่งที่น่าสนใจคือ "หลวงพ่อดี สุวัณโณ" อดีตเจ้าอาวาสวัดสุวรรณ ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ชื่อเสียงของท่านอาจไม่แพร่หลายนัก เพราะท่านเป็นพระที่เก็บตัว แต่ชาวบ้านแถบพุทธมณฑล ศาลายา ต่างนับถือในตัวท่านเป็นอย่างมาก

ในด้านพระเครื่องของท่านมีประสบการณ์มากมายทุกรุ่นตั้งแต่รุ่นแรก...จนรุ่นสุดท้าย ศิษย์บางคนโดนมาหนักๆ แต่ก็รอดมาได้อย่างเหลือเชื่อ รถกระบะโดนรถไฟชน มีคนรอดตายได้แบบไม่น่าเชื่อ

พื้นเพท่านเป็นชาวต.มหาสวัสดิ์ อ.นครชัย ศรี จ.นครปฐม เกิดเมื่อวันอังคาร ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 8 ปีมะโรง ตรงกับพ.ศ.2446 ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา

เมื่อเยาว์วัยได้ช่วยบิดา-มารดาทำมาหาเลี้ยงชีพ กระทั่งอายุ 18 ปี จึงสนใจที่จะเข้าศึกษาเล่าเรียน แต่สมัยนั้นโรงเรียนหายากจึงเข้าบรรพชาเป็นสามเณร ในสำนักวัดกลางบางแก้ว ซึ่งเป็นสถานที่มีการศึกษาเจริญรุ่งเรือง โดยเหตุที่พระพุทธวิถีนายก (หลวงปู่บุญ ขันธโชติ) ท่านส่งเสริมสนับสนุนทางการศึกษา

เมื่อบรรพชาเป็นสามเณรแล้ว จึงอยู่ศึกษาที่วัดกลางบางแก้ว โดยเรียนสนธิมูลกัจจายน์กับพระอาจารย์เนียม ซึ่งเป็นอาจารย์อยู่ในวัดกลางบางแก้ว ภายใต้การควบคุมดูแลจากหลวงปู่บุญอย่างใกล้ชิด และศึกษาอักขระขอมกับ พระอาจารย์แสง อาจารย์ในสำนักวัดกลางบางแก้ว ผู้เชี่ยวชาญทางอักขระวิธีจนมีความรู้เป็นอย่างดี

ถึงปีพ.ศ.2466 มีอายุล่วงเข้า 20 ปี จึงเข้าอุปสมบทที่วัดงิ้วราย อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม มีพระครูปัจฉิมทิศบริหาร (เกิด) วัดงิ้วราย (อาจารย์วิปัสสนาชื่อดัง) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการพุฒ วัดกกตาล เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระปลัดบุญ วัดแค เป็นอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "สุวัณโณ" หลังอุปสมบทแล้ว ได้อยู่เฝ้าปรนนิบัติอุปัชฌาย์ตามประเพณี ก่อนย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดสุวรรณ ซึ่งในขณะนั้นมี "หลวงพ่อเนียม" เป็นเจ้าอาวาส

เหตุที่ท่านมาจำพรรษาที่วัดสุวรรณก็เพราะว่า หลวงพ่อเนียม เจ้าอาวาสเป็นอาจารย์ของท่านเมื่อครั้งเป็นสามเณรนั่นเอง ภายหลังหลวงปู่บุญได้ส่งมาปกครองวัดสุวรรณ ระหว่างนั้นท่านได้ออกธุดงค์ ไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อแสวงหาความวิเวก เจริญวิปัสสนาอยู่เสมอ บางปีท่านก็จะไปจำพรรษาอยู่ที่อื่นๆ เช่น ที่วัดขนอนคด ราชบุรี วัดกกตาล และที่สระบุรีบ้าง ต่อมาเมื่อหลวงพ่อเนียมมรณภาพ ชาวบ้านซึ่งได้เห็นท่านมีจริยวัตรอันน่าเลื่อมใส

จึงได้พร้อมใจกันนิมนต์ท่านเป็นเจ้าอาวาสสืบต่อมา
 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-02-03 09:17:11


ความเห็นที่ 34 (1468400)

เหรียญหลวงพ่อพุ่มปี"16 เหรียญดี-พิธีปลุกเสกใหญ่ (1)

คอลัมน์ มุมพระเก่า
อภิญญา



หลวงพ่อพุ่ม (พระครูรัตนรังษี) วัดบาง โคล่นอก เป็นพระเถระโบราณผู้มีวิทยาคมสูง สมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศน์ ให้ความเคารพมาก

รวมทั้งกรมหลวงชุมพรฯ ก็เป็นศิษย์คนหนึ่งของหลวงพ่อ ก่อนที่หลวงพ่อจะแนะนำให้ไปหาหลวงพ่อพริ้ง วัดบางปะกอก ศิษย์อีกองค์ที่เป็นที่รู้จักดีคือ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ซึ่งหลวงพ่อพุ่มก็ได้แนะนำหลวงปู่โต๊ะไปฝากตัวเป็นศิษย์กับหลวงพ่อเนียม วัดน้อย ต่อไป

หลวงพ่อพุ่มกำเนิดเมื่อประมาณปี พ.ศ.2399 ณ บ้านข้างวัดหนามแดง อ.บางพลี จ.สมุทร ปราการ สมัยเด็กท่านชอบแสวงหาศึกษาสิ่งเร้นลับ อายุได้ 12 ปีบิดามารดาได้พาไปบวชเป็นสามเณรที่วัดหนามแดง บางพลี จนอายุ 20 ปีจึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยได้รับนามฉายาว่า "จันทโชติ" ภายหลังเมื่อได้บวชท่านสนใจในด้านวิปัสสนาคันธุระ จึงได้ออกเดินธุดงควัตร สมัยก่อนพระรูปใดที่จะขึ้นกรรมฐานต้องมาขึ้นกับหลวงพ่อที่วัด ซึ่งหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี, หลวงพ่อวงศ์ วัดปริวาส มาถวายตัวขึ้นกรรมฐานกับหลวงพ่อ

หลวงพ่อพุ่มมีชื่อเสียงมากทางวิปัสสนากรรมฐาน และการรักษาโรค และคุณไสย ซึ่งรักษาโดยใช้ไม้คทาเพียงอันเดียว ท่านมีลักษณะนิสัยพูดน้อย ทางคณะสงฆ์มองเห็นวัตรปฏิบัติของท่านน่าเลื่อมใสศรัทธามาก จึงได้แต่งตั้งให้ท่านดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดบางโคล่นอก เมื่อ พ.ศ.2461 ด้วยผลงานอันดีเด่นท่านได้รับสมณศักดิ์เป็นพระปลัดพุ่ม และเลื่อนสมณศักดิ์เป็น "พระครูรัตนรังษี" และเป็นพระอุปัชฌาย์

หลวงพ่อพุ่มมรณภาพเมื่อปี พ.ศ.2489 รวมสิริอายุได้ 90 ปี 70 พรรษา ในคราวงานศพหลวงพ่อสมัยนั้น "เสือไท" ซึ่งเคารพนับถือหลวงพ่อพุ่มเป็นอย่างมาก ได้มาร่วมงานศพที่วัด (บางท่านว่าจัดที่วัดบางโคล่นอก บางท่านว่าจัดที่วัดบางโคล่ใน ยังไม่เป็นที่ยุติ) ทางตำรวจทราบดีว่าเสือไทนับถือหลวงพ่อพุ่มมากขนาดไหน และรู้ว่าต้องมาร่วมงานศพแน่ จึงเตรียมแผนล้อมจับนับร้อยนาย เป็นข่าวไปทั่ว ชาวบ้านสมัยนั้นต่างโจษจันว่าเสือไทไม่กล้ามาหรอก เพราะมาก็โดนจับแน่ แต่เสือไทก็มาปรากฏตัวในงาน โดยมีทั้งพระ และชาวบ้านหลายคนที่จำได้ เห็นตอนที่มาวางดอกไม้จันทน์บนเมรุ รอดพ้นสายตาตำรวจนับร้อยที่เตรียมการล้อมจับได้ โดยเมื่อได้วางดอกไม้จันทน์แล้วก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

ชาวบ้านจึงลือกันว่าเสือไทหายตัวได้ ซึ่งเสือไทนั้นเป็นผู้ที่มีอาคม ร่ำเรียนวิชากับหลวงพ่อพุ่ม ตอนหลังกลับตัวกลับใจไม่ทำชั่ว เพราะหลวงพ่อพุ่มท่านขอให้เลิก เสือไทก็ยอมเลิกปฏิบัติตนเป็นโจรตั้งแต่นั้นมา แต่เมื่อคราวหลวงพ่อมรณภาพ เสือไทเป็นผู้ที่เคารพหลวงพ่อมากจึงไม่ยอมที่จะไม่มาร่วม แต่ด้วยคดีอุกฉกรรจ์ที่เคยก่อไว้เก่าๆ ตำรวจยังตามตัวอยู่ หลังจากเสร็จงานศพหลวงพ่อพุ่มแล้วก็ไม่มีใครเห็นเสือไทอีกเลย

สำหรับเหรียญรูปเหมือนหลวงพ่อพุ่มได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 5 ของเหรียญชุดเบญจภาคี ได้รับความนิยมสูง ประวัติการสร้างชัดเจนคือ พระครูวินัยธรสวัสดิ์ สำนักวัดมหาธาตุ เป็นผู้ออกแบบและสั่งทำที่ร้านปั๊มเหรียญประดิษฐ์ภัณฑ์ จำนวนการสร้าง 1,000 เหรียญ สร้างด้วยเนื้อทองแดงเถื่อน (ทองแดงที่ใช้แล้ว) มี 2 พิมพ์ คือ แบบยันต์จรดขอบเหรียญ (ด้านหลัง) ซึ่งเป็นพิมพ์นิยม และยันต์ไม่จรดขอบ เนื้ออื่นนอกจากนี้คนพื้นที่และผู้เฒ่าผู้แก่ร่วมสมัยไม่เคยพบเห็น เมื่อสร้างเสร็จได้ถวายให้หลวงพ่อพุ่มปลุกเสกเดี่ยว ก่อนแจกในงานทำบุญอายุ ในสมัยนั้นผู้ที่จะเช่าบูชาต้องทำบุญองค์ละ 5 บาท ซึ่งถือว่าแพง

ผู้ที่มีเหรียญของท่านต่างประจักษ์ในความศักดิ์สิทธิ์ในพุทธคุณทางด้านแคล้วคลาด และคงกระพันมหาอุดของเหรียญรุ่นนี้กันมาก จนได้รับการจัดอันดับให้เป็นเหรียญ 1 ใน 5 ในชุดเบญจภาคีเหรียญของเมืองไทยมานานแล้ว ได้แก่ 1.เหรียญหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง 2.เหรียญหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติฯ 3.เหรียญหลวงปู่ศุข วัดปากคลองฯ 4.เหรียญหลวงพ่อพุ่ม วัดบางโคล่นอก 5.เหรียญหลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม

นอกจากเหรียญยอดนิยมที่ทันท่านแล้ว ยังมี "เหรียญตาย" ที่สร้างขึ้นหลังจากท่านมรณภาพไปแล้ว และได้รับความนิยมมากเช่นกัน ก็คือ วัตถุมงคลหลวงพ่อพุ่มรุ่นปี 2516 ซึ่งสร้างโดยวัดบางโคล่นอก และมีประสบการณ์ตั้งแต่วันปลุกเสก โดดเด่นในเรื่องกันไฟเป็นอย่างยิ่ง ด้วยยันต์ของหลวงพ่อพุ่มนั้นเป็นยันต์ที่ผูกเป็นรูปน้ำเต้า อักขระเลขยันต์ มีพุทธคุณนอกจากเมตตาแคล้วคลาดแล้ว สามารถกันไฟได้เป็นอย่างดี

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-02-01 11:20:50


ความเห็นที่ 33 (1458881)

พระเครื่องกับประวัติศาสตร์

คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง
โดย ราม วัชรประดิษฐ์



การสร้างพระเครื่องและวัตถุมงคลในประเทศไทยนั้น มีจำนวนไม่น้อยที่มีความผูกพันอยู่กับเรื่องราวและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบริบทของประวัติศาสตร์ ส่งผลให้กลายเป็น "หลักฐาน" ชิ้นสำคัญประเภทหนึ่งและแสดงให้เห็น "ความเชื่อและความศรัทธา" ที่มีต่อองค์พระซึ่ง แสดงให้เห็น ลักษณะสำคัญของสังคมไทย ตัวอย่างเช่น

พระ 25 พุทธศตวรรษ

จัดสร้างในปี พ.ศ.2500 เป็นที่ระลึก ในคราวพระพุทธศาสนาดำเนินมาได้ถึง "กึ่งพุทธกาล" โดยเชื่อว่าศาสนาของพระ โคตมะจะมีอายุถึงปี พ.ศ.5000 ผู้ริเริ่มดำเนินการจัดสร้างคือ ฯพณฯ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม และมีวัตถุประสงค์เพื่อนำรายได้ไปจัดสร้าง "พุทธมณฑล" เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางพุทธศาสนาของโลก

พระพุทธชินราชอินโดจีน

จัดสร้างในปี พ.ศ.2485 เนื่องจากรัฐไทยสมัย ฯพณฯ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม เกิดอุดมการณ์ชาตินิยมเรียกร้องดินแดน ที่ตกเป็นของฝรั่งเศสคืน จนเกิดสงครามกันขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2484 และเหตุการณ์ก็ ต่อเนื่องมาเรื่อยๆ จนไทยเข้ากับญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อเป็นการบำรุงขวัญประชาชน ทาง "พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย" ได้มาทูลท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราช (แพ) ให้ทรงเททอง หล่อรูปองค์พระพุทธชินราช ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ จึงมีพระบัญชาให้ท่านเจ้าคุณศรีฯ (สนธิ์) เป็นแม่งาน มีนายช่างหรัส พัฒนางกูร (พัฒนช่าง) ช่างหล่อพระ ดำเนินการหล่อองค์พระ

มีการจัดสร้างจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ โดยมีการจัดส่งแผ่นทองคำ ทองเหลือง และทองแดง ให้พระเกจิอาจารย์ตามวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อลงอักขระเลขยันต์พระคาถาแล้วส่งกลับมายังวัดสุทัศน์ โดยเททองหล่อใน "พิธีเสาร์ห้านำฤกษ์" คือ วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ.2485 (วันเสาร์ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 5) ตามแบบโบราณ ที่เรียกว่าเสาร์ 5 เพื่อความเข้มขลังของวัตถุมงคล อีกด้วย

พระสมเด็จเชียงแสน แร่ดำ หลวงปู่โต๊ะ รุ่น "ชุนดูฮวาน"

เป็นพระผงสีดำ พระพุทธรูปศิลปะสมัยเชียงแสน จัดสร้างโดยหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ปี พ.ศ.2522 ส่วน "ชุนดูฮวาน" เป็นชื่อของนายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ ซึ่งได้รับพระราชทานพระพิมพ์นี้จากองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งมาเป็นราชอาคันตุกะ ในไทย โดยอาราธนาคล้องติดตัว เมื่อกลับถึงเกาหลีนั้น ตามกำหนดการท่านต้องเข้าประชุมที่ทำเนียบ แต่ท่านเล่าว่ามีเหตุดลใจให้ท่านเข้าร่วมประชุมไม่ทัน ปรากฏว่ามีการก่อการร้ายเกิดระเบิดขึ้นในที่ประชุม ท่านจึงแคล้วคลาดอย่างหวุดหวิดและได้กล่าวถึงพุทธคุณของพระเครื่ององค์นี้ จึงเป็นที่มาของชื่อรุ่น

เหรียญที่ระลึกปราบฮ่อ

"ฮ่อ" เป็นชาวจีนที่ต่อต้านราชวงศ์แมนจู หลบหนีมาทางสิบสองจุไท เมืองพวน และแถบลาว ซึ่งเป็นดินแดนของสยาม ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 และในสมัยรัชกาล ที่ 5 ตั้งแต่ปี พ.ศ.2417 พวกฮ่อเข้าโจมตี เวียงจันทน์ หนองคาย หลวงพระบาง หัวพันทั้งห้าทั้งหก ไทยจึงส่งกองทัพไปปราบ สู้รบกันอยู่หลายครั้งจนไทยชนะอย่างเด็ดขาด ในปี พ.ศ.2429-2430

รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเหรียญราชอิสริยาภรณ์ขึ้นเพื่อเป็นบำเหน็จแก่ผู้ไปราชการสงครามปราบฮ่อเมื่อปี พ.ศ.2427 มีอักษรตามแนวขอบเหรียญว่า "ปราบฮ่อ ๑๒๓๙ ๑๒๔๗ ๑๒๔๙" (เป็นจุลศักราชตรงกับ พ.ศ.2420, 2428 และ 2430) รัฐบาลสยามได้ว่าจ้างให้บริษัท บีกริม แอนด์ โก ผลิตที่ประเทศเยอรมนี โดยมีจำนวนเพียง 500 เหรียญ เมื่อปี พ.ศ.2436 และ ได้จัดส่งมายังประเทศสยามในปีถัดมา พระราชทานแจกเป็นระยะๆ โดยเริ่มพระ ราชทานครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ.2441 จำนวน 49 คน

นี่เป็นตัวอย่างของพระเครื่องในฐานะ "หลักฐานทางประวัติศาสตร์" ดังนั้น พระเครื่องและวัตถุมงคลต่างๆ จึงมีความสำคัญมากกว่าการเป็นเครื่องรางของขลังหรือตัวแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงอย่างเดียวครับผม
 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-11-28 08:46:08


ความเห็นที่ 32 (1431712)

พระพุทธรูปศิลปะบายน

พันธุ์แท้พระเครื่อง
ราม วัชรประดิษฐ์



"พระพุทธรูปศิลปะบายน" เป็นพระพุทธรูปในสมัยลพบุรี ที่มีอายุใกล้เคียงกับพระพุทธรูปศิลปะอู่ทอง แต่มีพุทธศิลปะที่ผิดแผกแตกต่างกันออกไป ถือได้ว่าอยู่ในระยะความรุ่งเรืองสูงสุดของสมัยเมืองพระนคร มีอายุในราวพ.ศ.1780 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนการปรากฏของ "อาณาจักรสุโขทัย" ในบริบททางประวัติศาสตร์ไม่นานนัก โดยกษัตริย์พระนามว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงเป็นผู้ผลักดันให้เกิดศิลปะเฉพาะที่มีพัฒนาการสืบเนื่องมาจากศิลปะแบบบาปวนและศิลปะแบบนครวัด ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในหมู่นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีว่า "ศิลปะแบบ บายน" ขึ้น

พระองค์ทรงยึดเอาศูนย์กลางแห่งลักษณะเฉพาะดังกล่าวจากพุทธสถานที่สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระองค์คือ "ปราสาทบายน" มาเป็นชื่อเรียกรูปแบบศิลปะ นับเป็นการแสดงออกถึงพัฒนาการอย่างต่อเนื่องของพุทธศาสนาลัทธิมหายานจากบาปวน ในปีพ.ศ.1560-1630 และนครวัด

ในปีพ.ศ. 1650-1715 ฟิลิปป์ สแตร์น (Phillipe Starne) นักประวัติศาสตร์ศิลป์กล่าวไว้ว่า "เราอาจรู้จักศิลปะขอมแบบบายนได้ จากอาการแสดงความรู้สึกที่เร้นลับและใบหน้าที่อมยิ้ม" ซึ่งหมายถึงการใส่ความรู้สึกลงในประติมากรรม อันเป็นลักษณะเฉพาะที่สำคัญของศิลปะแบบบายน

พุทธรูปศิลปะบายนเข้าไปมีอิทธิพลในงานประติมากรรมของพระพุทธรูปสมัยลพบุรีอย่างสูง มีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 17-18 (พ.ศ.1600 ถึง พ.ศ.1700) พระพุทธรูปสมัยนี้ได้รับอิทธิพลทั้งฝ่ายลัทธิหินยานและลัทธิมหายาน ซึ่งพวกขอมนำเข้ามาจากประเทศกัมพูชา โดยเฉพาะศิลปะแบบนครวัดและบายน มีการนับถือพระพุทธศาสนาลัทธิหินยานและลัทธิมหายาน รวมทั้งศาสนาพราหมณ์

ที่เรียกพระพุทธรูปแบบนี้ว่า "สมัยลพบุรี" นั้น ก็เพราะเมื่อพวกขอมเข้ามามีอำนาจในแหลมอินโดจีน และตั้งราชธานีอยู่ที่เขมร มีเมืองพระนครเป็นพระนครหลวง แล้วแผ่อำนาจเข้ามาถึงลุ่มเจ้าพระยา ตั้งเมืองของอุปราชแห่งหนึ่งอยู่ที่ "เมืองละโว้หรือลพบุรี" และตั้งเมืองหน้าด่านปกครองดินแดนแถบนอกอีกหลายเมือง ทางเหนือสุดมีเมืองศรีสัชนาลัยและสุโขทัย ทางใต้สุดมีเมืองเพชรบุรี ด้วยเหตุที่พบพระพุทธรูปฝีมือช่างขอมเป็นจำนวนมากในภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย

นักโบราณคดีจึงกำหนดพระพุทธรูปสกุลช่างแบบนี้ว่า "สมัยลพบุรี" ตามนามเมืองอุปราชของขอม ซึ่งจะมีพุทธลักษณะเฉพาะเพื่อการพิจารณา ดังนี้

พระเกตุมาลา มีหลายลักษณะ อาทิ เป็นต่อมแบบก้นหอย แบบฝาชีครอบ แบบมงกุฎเทวรูป หรือเป็นแบบดอกบัวแลเห็นกลีบรวมๆ เป็นต้น เครื่องสิราภรณ์ (เครื่องสวมพระเศียร) เป็นแบบกะบังหน้า มีไรพระศกเสมอและเป็นเส้นใหญ่กว่าสมัยศรีวิชัย และแบบทรงเทริด หรือเรียกเป็นสามัญว่าแบบขนนก เส้นพระศกมีลักษณะเหมือนเส้นผมมนุษย์ เรียกเป็นสามัญว่าแบบผมหวี หรือเป็นขมวดละเอียดบ้าง หยาบบ้าง พระพักตร์กว้าง พระโอษฐ์แบะ พระหนุป้าน องค์พระที่ประทับยืน นุ่งห่มแบบห่มคลุม ส่วนองค์พระที่ประทับนั่ง จะนุ่งห่มแบบห่มคลุมและห่มดอง ชายสังฆาฏิยาวลงไปจรดพระนาภี ขอบอันตรวาสก (สบง) ข้างบนจะเผยออกเป็นเส้น ส่วนใหญ่พระกรรณจะยาวย้อยลงมาจนจรดพระอังสะ พระทรงเครื่องมีฉลองพระศก กำไลแขน และประคด บัวรองฐาน มีทั้งแบบบัวหงายบัวคว่ำ แบบบัวหงายอย่างเดียว และแบบบัวคว่ำอย่างเดียว

ในช่วงสมัยเมืองพระนคร "พระพุทธรูปปางนาคปรก" จะได้รับความนิยมอย่างสูง ตั้งแต่ช่วงศิลปะแบบคลัง แบบบาปวน แบบนครวัด มาจนถึงแบบบายน โดยเฉพาะในช่วงศิลปะแบบบาปวนและนครวัดนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องนาคปรก ดังที่ปรากฏเป็นภาพสลักบนทับหลังปรางค์องค์กลางที่ปราสาทหินพิมาย และพระพุทธรูป นาคปรกสัมฤทธิ์ที่ขุดค้นพบในดินแดนแถบนี้จะเป็น "ศิลปะแบบนครวัด" ในขณะที่พระ พุทธรูปนาคปรก วัดพระศรีรัตนมหา ธาตุ ลพบุรี ได้รับอิทธิพลมาจาก "ศิลปะแบบบาปวน"

"พระพุทธรูปปางนาคปรก ศิลปะบายน" มีทั้งหล่อด้วยสัมฤทธิ์และทำจากหินทราย ค้นพบขนาดต่างๆ กันไป ในปีพ.ศ.2476 มีการขุดค้นพบ พระพุทธรูปนาคปรกขนาดใหญ่ในปราสาทหลังกลางที่ "ปราสาทบายน" นอกจากนี้ พุทธศิลปะองค์พระที่หล่อด้วยสัมฤทธิ์ก็มีขนาดต่างๆ กันตั้งแต่เล็กมากจนถึงขนาดใหญ่ แต่จะมีพุทธศิลปะแบบเดียว กันคือ พระเนตรใหญ่กลม ลืมพระเนตร ลำพระองค์เปลือยเปล่า มีลักษณะยิ้มบนพระพักตร์ อันเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะยุคนี้ และจัดเป็นประติมากรรมลอยตัวที่ยังคงได้รับความนิยมสูงสุดต่อเนื่องจากยุคก่อน

แต่ "ศิลปะแบบบายน" จะมีทั้งเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องและไม่ทรงเครื่อง เครื่องสิราภรณ์ประกอบด้วยกะบังหน้า มงกุฎรูปกรวยสูงสวมอยู่เหนือพระเกศาถัก กรองพระศอมีอุบะเล็กๆ ประดับโดยรอบ บางองค์มีพาหุรัด ทองกร (กำไลข้อมือ) ทองพระบาท (กำไลเท้า) และกุณฑล (ตุ้มหู) ประดับอยู่ด้วยครับผม

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-06-28 09:09:34


ความเห็นที่ 31 (1421714)


เจาะประวัติ'หลวงพ่อผิว' เหรียญดีขลัง-ดังไม่ธรรมดา(จบ)


คอลัมน์ มุมพระเก่า
อภิญญา



1.หลวงพ่อผิว

2.รูปหล่อปั๊มรุ่นแรก ปี 2515

3.สมเด็จหลังปั๊มรูปเหรียญ

หลวงพ่อผิว วัดสง่างาม จ.ปราจีนบุรี ท่านมีตำ แหน่ง-หน้าที่ และสมณศักดิ์ เริ่มจากปี พ.ศ.2466 เป็นพระ กรรมวาจาจารย์ ปีพ.ศ.2475 เป็นเจ้าคณะหมวด (เจ้าคณะตำบล) บางบริบูรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ปีพ.ศ.2482 เป็น พระอุปัชฌาย์ ปีพ.ศ.2493 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระครูสัญญาบัตรชั้นตรี มีราชทินนามว่า "พระครูสีลวิสุทธา จารย์" ปีพ.ศ.2506 เลื่อนเป็น เจ้าคณะตำบลชั้นโท ในนามเดิม ปีพ.ศ.2513 เลื่อนเป็นเทียบผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก

หลวงพ่อผิว เป็นพระที่ไม่ชอบอยู่นิ่ง ตั้งแต่เริ่มปกครองวัดก็ได้บูรณปฏิสังขรณ์ และพัฒนาสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพระศาสนาและพุทธศาสนิกชนอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะด้านการศึกษาท่านได้ก่อตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรมขึ้นเป็นครั้งแรก ของวัด และปรากฏว่าในสมัยนั้นมีพระหลายรูปที่สอบได้นักธรรมตรี โท และเอก ซึ่งลูกศิษย์ของท่านที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ได้เป็นเปรียญหลายรูป

สำหรับ ผลงานที่โดดเด่นที่สุดก็คือ โบสถ์หลังปัจจุบันของวัดสง่างาม ซึ่งท่านได้ใช้ความสามารถก่อสร้างเสร็จในระยะเวลา 5 ปี สิ้นงบประมาณไปเกือบ 2,000,000 บาท

คุณวิเศษอย่างหนึ่งของหลวงพ่อผิว ที่เล่าขานกันนั่นก็คือ ความเป็นพระผู้มีเมตตาธรรมสูง โดยได้ใช้วิชาความรู้ด้านการแพทย์โบราณช่วยเหลือสงเคราะห์ อนุเคราะห์แก่ผู้เจ็บป่วย เช่น แขนหัก ขาหัก กระดูกหัก จนหายได้อย่างน่าอัศจรรย์ แม้แต่นายแพทย์สมัยใหม่ยังต้องมาให้ท่านช่วยต่อกระดูกก็มี รวมไปถึงสัตว์ต่างๆ อาทิ ช้าง ม้า วัว ควาย ที่ขาหักท่านก็ช่วยรักษามา นับไม่ถ้วน

นอกจากนี้ ท่านยังเป็นหนึ่งในบรรดาพระเกจิอาจารย์ดังที่มักได้รับอาราธนาไปในพิธีพุทธา ภิเษกพระเครื่องหลายต่อหลายรุ่น ซึ่ง ครั้งที่เป็นเกียรติประวัติก็คือ ได้รับฎีกาเข้าไปร่วมพิธีพุทธาภิเษกเหรียญพระแก้วมรกต ภปร.ในพระบรมมหาราชวัง ในงานฉลองวัดพระศรี รัตนศาสดาราม เมื่อปีพ.ศ.2525

พระ เครื่องและวัตถุมงคลที่ท่านสร้างปรากฏความขลังในด้าน พุทธคุณ มีประสบการณ์ดีทั้งด้านเมตตามหานิยม อยู่ยงคงกระพัน แคล้วคลาดปลอดภัย เหรียญบางรุ่นยังพอเช่าหาได้ในราคาไม่แพง แต่ถ้าเป็นเหรียญรุ่นแรก ปีพ.ศ. 2502 เนื้อทองแดง กะไหล่ทอง คงต้องว่ากันที่ "หลักหมื่น"

บั้นปลาย ชีวิตท่านเริ่มป่วยด้วยโรคเบาหวาน และโรคแทรกอีกหลายโรค โดยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเปาโล กรุงเทพฯ และโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นครั้งคราว จนกระทั่งวาระสุดท้ายท่านได้กลับมามรณภาพ ที่วัดสง่างาม เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2528 เวลา 08.45 น. สิริอายุ 93 พรรษา 72 และได้รับพระราชทานเพลิงศพเมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2529 มีพระปราจีนมุนี เจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี เป็นประธาน

นับว่าเป็นงานที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะมีศิษยานุศิษย์และผู้เคารพศรัทธามากัน อย่างมืดฟ้ามัวดิน

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-04-29 12:39:26


ความเห็นที่ 30 (1421557)

คอลัมน์ มุมพระเก่า

เจาะประวัติ'หลวงพ่อผิว' เหรียญดีขลัง-ดังไม่ธรรมดา (1)
อภิญญา



1.สมเด็จหลังปั๊มรูปเหรียญ

2.เหรียญรุ่นแรกปี 2502

3.หลวงพ่อผิว

ใน บรรดาพระสงฆ์เมืองปราจีนบุรีที่เป็นศิษย์สืบทอดพุทธาคมของท่านพระครูปราจีน มุนี หรือหลวงพ่อทอง วัดหลวงปรีชากุล เกจิคณาจารย์เรืองวิทยาคุณในยุคก่อนปีพ.ศ.2460 ซึ่งมีชื่อเสียงและตำแหน่งทางการปกรองคณะสงฆ์มีอยู่ด้วยกัน 3 รูป คือ

พระ ครูสิทธิสารคุณ (หลวงพ่อจาด) วัดบางกระเบา เจ้าคณะอำเภอบ้านสร้าง เกจิดังยุคสงครามอินโดจีน, พระวิสุทธิธรรมาจารย์ (หลวงพ่อทรัพย์) วัดใหม่กรงทอง เจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี ผู้ให้กำเนิดสำนักเรียนบาลีแห่งแรกของ จ.ปราจีนบุรี และสุดท้ายคือ พระครูสีลวิสุทธาจารย์ (หลวงพ่อผิว สีลวิ สุทโธ) วัดสง่างาม เจ้าคณะตำบลบางบริบูรณ์

ทั้ง 3 ท่านนี้เป็นสุดยอดเกจิดัง-ขลัง-ดี ที่มีวิชาอาคมเป็นเลิศ และเป็นผู้สร้างพระเครื่องที่มากด้วยพุทธคุณไม่แพ้กัน

หลวง พ่อผิว วัดสง่างาม นับเป็นพระเถระที่สูงด้วยอายุและพรรษากาลถึง 93 ปี 72 พรรษา และเป็นเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังองค์หนึ่งทางภาคตะวันออก มีผู้เคารพนับถือทุกระดับชั้น ทั้งข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนในจังหวัด และในถิ่นที่ห่างไกลออกไป

ภาพลักษณ์ของท่านคือพระนักพัฒนา ที่เก่งทั้งพัฒนาวัตถุนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่อาราม และเก่งในการพัฒนาบุคคลจนได้ดีมีชื่อเสียงจำนวนมาก

ยิ่งในเรื่อง วัตถุมงคลล้วนเป็นที่สนใจของบรรดานักสะสม เพราะท่านสร้างได้ขลังจริง มีประสบการณ์ดีทุกด้าน ทั้งเมตตามหานิยม แคล้วคลาด มหาอุด คงกระพันชาตรี ส่วนใหญ่จะเป็นเหรียญซึ่งมีอยู่หลายรุ่นด้วยกัน อาทิ เหรียญรูปไข่รุ่นแรกปี 2502, รุ่น 2 ปี 2512, รุ่น 3 ปี 2515 ที่ระลึกครบ 80 ปี, รุ่น 4 ปี 2517 รูปอาร์ม, รุ่น 5 ปี 2519 รูปหยดน้ำ เป็นต้น นอกนั้นก็มีพระสมเด็จเนื้อว่านรุ่นแรก ปี 2502 หลังปั๊มรูปเหรียญรุ่นแรก, พระสมเด็จ 9 ชั้น, รูปหล่อปั๊มรุ่นแรก ปี 2515, แหนบลงยา, ล็อกเกตภาพสี ฯลฯ

"วัด สง่างาม" เป็นวัดเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2456 ตั้งอยู่เลขที่ 1 บ้าน บางบริบูรณ์ หมู่ 2 ต.บางบริบูรณ์ อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดิน ที่ตั้งวัดมีเนื้อที่ 36 ไร่ 3 งาน 78 ตารางวา มีเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนามคือ หลวงพ่อฮวบ, หลวงพ่อกลีบ, หลวงพ่อเพิ่ม, หลวงพ่อลิ, หลวงพ่อไผ่, หลวงพ่อพู่, หลวงพ่อผิว และพระครูสิริพัฒนโสภณ รูปปัจจุบัน

"หลวงพ่อผิว" เป็นสมภารรูปที่ 7 ปกครองวัดอยู่ในช่วงปีพ.ศ.2466-2528 ชาติภูมิเป็นชาวบ้านท่างาม อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี เกิดเมื่อปีมะโรง ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 19 พ.ค.2435 เยาว์วัยช่วยพ่อแม่ทำนา อาศัยศึกษาเรียนรู้อยู่กับพระที่วัดเลียบ ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน จนอ่านออกเขียนได้ทั้งหนังสือไทยและขอม พออายุ 21 ปีก็เข้าอุปสมบทที่วัดเลียบ เมื่อเดือนมิ.ย.2456 มีพระครูปราจีนมุนี (หลวงพ่อทอง) เจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี วัดหลวงปรีชากุล เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อหร่ำ วัดเลียบ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา "สีลวิสุทโธ"

อยู่ จำพรรษาและเล่าเรียนพระธรรมวินัยเป็นเวลา 10 พรรษาจึงย้ายมาอยู่วัดสง่างาม ซึ่งอยู่ห่างออกมาทางทิศตะวันออกของวัดเลียบคนละฝั่งแม่น้ำประมาณ 3 กิโลเมตร โดยได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสตั้งแต่ปีพ.ศ.2466 จนกระทั่งมรณภาพในปีพ.ศ. 2528 รวมระยะเวลา 62 ปี

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-04-28 07:36:58


ความเห็นที่ 29 (1410154)

พระพุทธรูปสมัยรัตนโกสินทร์

คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง
โดย ราม วัชรประดิษฐ์



เริ่มต้นสมัยรัตนโกสินทร์ในปี พ.ศ. 2325 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ต้นพระบรมราชวงศ์มหาจักรี ทรงขึ้นครองราชย์และสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์หรือกรุงเทพมหานครเป็นราชธานีของสยามประเทศ เวลาส่วนใหญ่ของพระองค์ทรงทุ่มเทให้กับการสร้างบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองก่อน รวมถึงการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาโดยโปรดเกล้าฯ ให้อาราธนาพระพุทธรูปจากเมืองเหนือมาปฏิสังขรณ์ใหม่ แล้วนำมาประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถตามพระอารามต่างๆ ถึง 1,248 องค์ พระพุทธรูปในสมัยนั้นจึงมีทั้งศิลปะสุโขทัย อู่ทอง และอยุธยา ยังไม่มีการสร้างพระพุทธรูปประจำยุคสมัยขึ้น จนมาถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 และพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 จึงได้มีการริเริ่มสร้างพระพุทธรูปขึ้น เป็นการเริ่มต้นของ "พระพุทธรูปสมัยรัตนโกสินทร์"

คติการสร้างพระพุทธรูปหรือพระเครื่องในสมัยโบราณนั้น เป็นการสร้างเพื่อกุศลบุญต่อไปในภพหน้าและเพื่อสืบสานพระพุทธศาสนาโดยนิยมสร้างให้ครบจำนวน 84,000 องค์เท่าจำนวนพระธรรมขันธ์ แล้วบรรจุไว้ในองค์พระเจดีย์ หรือใต้ฐานพระประธาน เป็นต้น ดังจะเห็นว่า การขุดค้นพบพระพุทธรูปและพระเครื่องในยุคต่างๆ มักพบในสถานที่ดังกล่าวแล้วทั้งสิ้น แต่สำหรับ "พระพุทธรูปสมัยรัตนโกสินทร์" นั้น พุทธศาสนิกชนนิยมสร้างเพื่อไปถวายตามวัดวาอารามมากกว่าการนำไปบรรจุกรุพระเจดีย์ จนมาถึงปัจจุบันการสร้างพระพุทธรูปได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง โดยทางวัดจะกลับเป็นผู้สร้างพระพุทธรูปตลอดจนพระเครื่องให้พุทธศาสนิกชนที่เคารพศรัทธาได้เช่าบูชา เพื่อนำรายได้มาทำนุบำรุงและบูรณปฏิสังขรณ์วัด ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลหรือวัตถุประสงค์หรือฝ่ายใดสร้างพระพุทธรูปและพระเครื่องก็ตาม ก็ล้วนแต่เป็นหนทางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั้งสิ้น

 


พระพุทธรูปสมัยรัตนโกสินทร์ส่วนใหญ่เป็นการเลียนแบบพระพุทธรูปจากสมัยต่างๆ มาผสมผสานกันทั้งสมัยสุโขทัยและสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งสังเกตได้จากพระศกจะละเอียด พระเกตุมาลาคล้ายอุณาโลมเป็นเปลวสูง พระสังฆาฏิยาว แต่ก็ทรงไว้ซึ่งความเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง นอกจากนั้น ช่างฝีมือของไทยก็มีพัฒนาการทางด้านศิลปกรรมขึ้นมาก เช่น การหล่อพระพุทธรูปด้วยโลหะ การปั้นด้วยดิน การแกะด้วยไม้ เป็นต้น พุทธลักษณะจะเป็นการแสดงพระอิริยาบถต่างๆ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสาวกองค์สำคัญๆ หรือแสดงปางต่างๆ นั่นเอง มีอาทิ ปางนาคปรก ปางไสยาสน์ ปางอุ้มบาตร พระสังกัจจายน์ พระสีวลี ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีการสร้างเป็นเทวรูปขึ้นอีกด้วย

เนื่องจากได้รับอิทธิพลเกี่ยวกับคติการสร้างสืบทอดมาจากสมัยกรุงศรีอยุธยาซึ่งปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งมีความเชื่อว่า พระมหากษัตริย์มีความยิ่งใหญ่มาก การสร้างพระพุทธรูปจึงต้องทรงเครื่องอย่างอลังการ เพื่อเป็นการแสดงออกถึงพระราชอำนาจในฐานะของธรรมราชาด้วย ดังนั้น "พระพุทธรูปสมัยรัตนโกสินทร์" จึงมีเครื่องประดับตกแต่งองค์พระที่วิจิตรพิสดารมาก ทั้ง จีวรลายดอกดวงหรือที่เรียกกันว่า "จีวรแพร", ทรงชฎา, สร้อยสังวาล, กำไล, ปั้นเหน่ง เป็นต้น บางองค์จะมีฉัตรเป็นชั้นๆ ประกอบอีกด้วย ส่วนเอกลักษณ์สำคัญที่จะใช้เป็นหลักในการพิจารณาพระพุทธรูปสมัยรัตนโกสินทร์คือ การลงรักปิดทองบนองค์พระ รวมถึงการฝังพลอย, มุก, กระจก หรือสีลงยา ในส่วนที่เป็นเครื่องทรงหรือที่ฐานของพระ

พระพุทธรูปสมัยรัตนโกสินทร์ในอดีตไม่ค่อยเป็นที่นิยมนัก เนื่องด้วยความเก่าแก่ไม่เข้าขั้นเหมือนพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย อู่ทอง หรือทวารวดี ฯลฯ แต่ในปัจจุบันพุทธศาสนิกชนหันมาให้ความนิยมสะสมกันอย่างกว้างขวาง อาจสืบเนื่องจากพระพุทธรูปเก่าแก่ในยุคสมัยอื่นๆ นั้นหาดูหาเช่าได้ยากมาก กอปรกับพระพุทธรูปสมัยรัตนโกสินทร์นั้นมีพุทธศิลปะและสีสันสวยสดงดงามและเป็นพระพุทธรูปที่สื่อถึงคติพระพุทธรูปทรงเครื่องอย่างชัดเจนที่สุดสมัยหนึ่งครับผม

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-03-22 08:54:02


ความเห็นที่ 28 (1405134)

สมเด็จพระนเรศวร-พระเครื่อง

พันธุ์แท้พระเครื่อง
ราม วัชรประดิษฐ์

สมเด็จ พระนเรศวรมหาราช หรือที่พม่าเรียกว่า "พระนริศ" ปรากฏพระนามในหลายลักษณะ เช่น ในพงศาวดารโยนกของพระยาประชากิจกรจักรเรียก "พระนเรศวรหงสา" ทางมลายูกลัวพระองค์มากเรียก "ราชาอปี" แปลว่า ราชาไฟ เข้าใจว่าแปลงความหมายมาจากภาษาดัตช์ที่เรียกว่า "พระองค์ดำ"

วัน ที่ 18 มกราคม ถูกกำหนดให้เป็น "วันกองทัพไทย" เนื่องจากวีรกรรมวีรเกียรติของพระองค์ ซึ่งแต่เดิมในปีพ.ศ.2502 กระทรวงกลาโหมกำหนดให้วันที่ 8 เมษายน อันเป็นวันตรงกับวันสถาปนากระทรวงกลาโหม เป็นวันกองทัพไทย

ต่อมาในสมัย พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม (พ.ศ.2522) มีความเห็นว่า วันกองทัพไทยควรเป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่แสดงถึงความกล้าหาญและเสีย สละ จึงกำ หนดวันที่สม เด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถีได้รับชัยชนะเหนือพระมหาอุปราชา และเป็นเหตุให้ข้าศึกฝ่ายพม่าร้างราการทำสงครามกับไทยมาอีกช้านานแทน

พระร่วงหลังรางปืน



ใน พระราชพงศาวดารระบุว่า วันที่ทรงกระทำยุทธหัตถีเป็นจันทรคติ ตรงกับวันจันทร์ แรม 2 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะโรง โดยมีผู้คำนวณว่าตรงกับวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2136 จึงใช้วันที่ 25 มกราคม เป็นวันกองทัพไทยเรื่อยมา

จริงๆ แล้วมีผู้รู้หลายท่านเคยเสนอความเห็นว่าการคำนวณดังกล่าวไม่ตรง เนื่องจากผู้คำนวณสำคัญว่าวันเถลิงศกซึ่งเป็นวันตั้งต้นปีใหม่ของไทยตรงกับ วันที่ 15 หรือ 16 เมษายน มาโดยตลอด แต่ความจริงแล้ววันเถลิงศกเพิ่งมาใช้ให้ตรงกับวันที่ 15 เมษายน ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือในปี พ.ศ.2443 และเริ่มคำนวณตรงกับวันที่ 15 บ้าง 16 บ้าง ในปีพ.ศ.2474 พูดง่ายๆ คือ ก่อนหน้านั้นวันเถลิงศกความจริงตรงกับวันศุกร์ที่ 9 เมษายน แต่เพิ่งมากำหนดให้ตรงกับวันสงกรานต์ภายหลัง

บุคคลที่คำนวณดังกล่าว มีอาทิ หม่อม หลวงปิ่น มาลากุล, ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร, พล.ต.ต.สุชาติ เผือกสกนธ์ (อดีตอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข และเลขานุการมูลนิธิพระดาบสในขณะนั้น) ฯลฯ ซึ่งต่อมาคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งมี ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล เป็นกรรมการ ได้พิจารณาและมีมติเห็นด้วย และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ.2548 กำหนดให้วันที่ 18 มกราคมของทุกปี เป็น "วันยุทธหัตถี" และเป็นวันรัฐพิธีแทนวันที่ 25 มกราคม และมีมติเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ.2549 ให้เห็นชอบตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ โดยเปลี่ยนแปลง "วันกองทัพไทย" จากวันที่ 25 มกราคม มาเป็นวันที่ 18 มกราคม ดังเช่นในปัจจุบัน

บน-พระขุนแผน กรุวัดบ้านกร่าง

ล่าง-พระขุนแผนเคลือบ วัดใหญ่



ดัง นั้น เองจะเห็นได้ว่า วีรกรรมขององค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ เป็นการแสดงความเสียสละและความกล้าหาญในการทำยุทธหัตถี ซึ่งได้รับการยกย่องมาทุกยุคทุกสมัย และขอกระซิบว่าที่ "พระมาลาเบี่ยง" ของพระองค์ท่าน เล่าลือกันว่าประดิษฐานไว้ด้วยพระสำคัญสำหรับการศึก เข้าทำนองพระยอดขุนพล ได้แก่ พระร่วงหลังรางปืน และพระหูยาน

นอก จากนี้ ตามนัยประวัติพระองค์ยังทรงมีความเกี่ยวพันกับพระชุดขุนแผน ไม่ว่าจะเป็นพระขุนแผน กรุวัดใหญ่ชัยมงคล พระนคร ศรีอยุธยา ที่เชื่อกันว่าทรงสร้างคราวชนะ สงครามยุทธหัตถีในครั้งนั้น และพระขุนแผน กรุบ้านกร่าง สุพรรณบุรี ซึ่งสร้างคราวออกรบ เนื่องด้วยพระทั้ง 2 ประเภทล้วนแต่เป็นรูปพระพุทธชินราชประทับนั่งในซุ้มเรือนแก้วทั้งสิ้น ซึ่งสันนิษฐานว่าด้วยเหตุที่องค์สมเด็จพระนเรศวรทรงประสูติและประทับอยู่ที่ "วังจันทน์" เมืองพิษณุโลก พระองค์จึงทรงมีพระราชศรัทธาในองค์พระพุทธชินราชอันศักดิ์สิทธิ์ จนถึงขนาดจำลองพุทธลักษณะมาประดิษฐานเป็นองค์พระเครื่องครับผม

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-01-25 04:34:50


ความเห็นที่ 27 (1402901)

10 สุดยอด-อมตะวัตถุมงคล

คอลัมน์ ชมรมพระเครื่อง


พระสมเด็จพิมพ์ใหญ่

สวัสดีปีใหม่ครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก ช่วยคุ้มครองให้ทุกท่าน มีสุขภาพดี และมีความสุข ความเจริญ ตลอดไปครับ ในปีใหม่นี้ผมมีภาพพระเครื่องและเครื่องรางของขลัง ที่สุดยอดมงคลและสุดยอดหายากมาเป็นของขวัญวันขึ้นปีใหม่ให้ครับ

1.พระสมเด็จหลวงพ่อจิตรลดา (พระกำลังแผ่นดิน)

พระสมเด็จหลวงพ่อจิตรลดานี้ ในราวปีพ.ศ.2508 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ข้าราชการกองหัตถศิลป กรมศิลปากร เข้ามาเป็นผู้แกะแม่พิมพ์ ในพระราชฐาน ณ ตำหนักจิตรลดารโหฐาน จนเป็นที่พอพระราชหฤทัย พระองค์ทรงสร้างพระขึ้นด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง โดยทรงใช้เวลาหลังจากทรงพระอักษร มีผงมวลสารที่เป็นมงคลต่างๆ มากมาย และพระราชทานพระสมเด็จหลวงพ่อจิตรลดา ให้เป็นบุคคลๆ ไปด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง

เช่น พระราชทานให้แก่ ข้าราชบริพาร ข้าราชการหลายระดับ และพระราชทานให้แก่พสกนิกรผู้ประกอบความดี โดยมิได้เลือกชั้นวรรณะ ซึ่งจะทรงมีพระราชวินิจฉัยด้วยพระองค์เองว่า จะมีพระบรมราชานุญาตหรือไม่ จำนวนเท่าใด แต่การขอพระราชทานจะต้องขอพระราชทานต่อพระองค์เท่านั้น จะไม่พระราชทานให้ผู้ใดที่ไม่ได้ขอพระราชทาน พระสมเด็จหลวงพ่อจิตรลดาจึงถือว่าเป็นสุดยอดมงคลชีวิตแก่ผู้ที่ได้รับพระราช ทานครับ

2.พระสมเด็จพิมพ์ใหญ่ วัดระฆังฯ

พระสมเด็จ วัดระฆังฯ ซึ่งเป็นพระที่เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ได้สร้างไว้ เมื่อประมาณปีพ.ศ.2409 โดยเฉพาะพระพิมพ์ใหญ่นั้น เป็นสุดยอดปรารถนาของผู้ที่นับถือศาสนาพุทธทุกท่าน เนื่องจากเจ้าประคุณสมเด็จท่านเป็นผู้ที่เคารพศรัทธาของประชาชนโดยทั่วไป อย่างมิรู้ลืม แม้ว่าจะผ่านกาลเวลามาแล้วร้อยกว่าปี ศรัทธาของประชาชนก็ยังมิสร่างซา ปัจจุบันนับว่าหาพระแท้ๆ ยากจริงๆ ถือว่าเป็นสุดยอดปรารถนา แห่งพระเครื่องฯ ครับ

1.พระขุนแผนเคลือบ

พระร่วงหลังรางปืน

พระกริ่งใหญ่

2.เหรียญหลวงปู่ไข่

พระสมเด็จหลวงพ่อจิตรลดา

3.พระรูปเหมือนหลวงพ่อเงิน

เสือหลวงพ่อปาน

4.พระปิดตาหลวงพ่อแก้ว

พระปิดตาหลวงพ่อทับ



3.พระขุนแผนเคลือบ กรุวัดใหญ่ชัยมงคล

ในกระบวนพระกรุ ที่เป็นพระเนื้อดินเผาแล้ว พระขุนแผนเคลือบกรุวัดใหญ่ฯ นี้ นับว่าหายากเป็นที่สุด เนื่องจากจำนวนพระที่พบในกรุนั้น พบพระที่สมบูรณ์น้อยมาก ประวัติการสร้าง คือเมื่อประมาณปีพ.ศ.2134 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกระทำยุทธหัตถีกับสมเด็จพระมหาอุปราช และทรงได้รับชัยชนะ จึงได้ทรงสร้างพระเจดีย์ ที่วัดป่าแก้ว และทรงสร้างพระเครื่องฯบรรจุไว้ เพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ที่เสียสละชีวิตในการปกป้องประเทศชาติ โดยมีสมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้วเป็นประธานพิธี ต่อมาวัดป่าแก้วได้เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า วัดใหญ่ชัยมงคล พระขุนแผนเคลือบ เป็นพระเนื้อดินเผาประเภทกระเบื้องเคลือบ และเป็นสุดยอดหายากของพระเนื้อดินเผาครับ

4.พระร่วงหลังรางปืน กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ

ถ้าพูดถึงพระกรุเนื้อชิน พระร่วงหลังรางปืนก็ถือว่าเป็นจักรพรรดิของพระเนื้อชิน เนื่องจากเป็นพระที่พบในกรุที่สมบูรณ์น้อยมาก คาดว่าไม่น่าจะเกิน สองร้อยองค์เท่านั้น พระร่วงหลังรางปืนเป็นพระเนื้อชินสนิมแดง ศิลปะขอมแบบบายน ซึ่งเก่าแก่มาก พุทธคุณก็เป็นเลิศในด้านความเจริญก้าวหน้า แคล้วคลาดคงกระพันชาตรี ในปัจจุบันนับว่าหายากได้ยากยิ่งเช่นกัน ถึงเป็นสุดยอดพระกรุเนื้อชินครับ

5.พระกริ่งใหญ่

พระกริ่งใหญ่หรือพระกริ่งจีนใหญ่ ถือว่าเป็นพระกริ่งที่เก่าแก่ที่สุด ได้สร้างขึ้นเป็นรูปจำลององค์พระไภษัชคุรุพุทธ ตามความเชื่อของชาวจีนที่นับถือศาสนาพุทธมหายานนับเป็นการสร้างขึ้นเป็น ครั้งแรกในพระพุทธศาสนา ที่มณฑลซัวไซ สมัยราชวงศ์ถัง ราวพุทธศตวรรษที่ 14 เนื้อเป็นโลหะผสมออกวรรณเหลือง แบบที่เรียกว่า ทองประแจจีน ภายในบรรจุเม็ดกริ่งที่ใต้ฐานปิดผนึก นับว่าเป็นพระกริ่งต้นแบบของพระกริ่งในยุคต่อๆ มา ปัจจุบันหาชมได้ยากมากครับ จึงเป็นพระกริ่งที่เก่าแก่ที่สุดครับ

6.พระรูปเหมือนหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน

ในบรรดาพระรูปเหมือนเกจิอาจารย์ด้วยกันแล้ว พระรูปเหมือนของหลวงพ่อเงินบางคลาน นับว่าเป็นพระที่นิยมมากที่สุด ด้วยความเคารพศรัทธาในองค์หลวงพ่อเงิน ที่ประชาชนมีต่อหลวงพ่อเงินนั้นมีมากมาย จนทำให้พระรูปเหมือนของท่านหายากมากๆ สนนราคานั้นสูงมากที่สุดในบรรดาพระรูปเหมือนเกจิอาจารย์ด้วยกันครับ ปัจจุบันอยู่ที่หลักล้านครับ นับว่าเป็นสุดยอดพระรูปเหมือนเกจิอาจารย์ครับ

7.พระปิดตาหลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์

หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ ท่านมรณภาพมาเป็นเวลาร้อยกว่าปีมาแล้ว ศรัทธาที่ประชาชนยังมีต่อท่านก็ยังไม่เสื่อมคลาย พระปิดตาของท่านก็หายากมากๆ ใครมีต่างก็หวงแหน เนื่องจากประสบการณ์พระปิดตาของท่านนั้น เป็นสุดยอดเมตตามหานิยม โชคลาภ จึงเป็นพระที่มีการเสาะหากันมาก แต่จำนวนพระก็มีน้อยหายากยิ่งครับ ขนาดที่เรียกว่า จะหาพระสมเด็จซักองค์ยังหาได้ง่ายกว่าหาพระปิดตาหลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ครับ จึงเป็นพระปิดตาสุดยอดเมตตามหานิยมและหายากครับ

8.พระปิดตาหลวงพ่อทับ วัดทอง

ในกระบวนพระปิดตาเนื้อโลหะ ที่มีศิลปะที่งดงามมากที่สุด ก็คือพระปิดตาหลวงพ่อทับ วัดทองนี่แหละครับ นอกจากศิลปะที่งดงามแล้ว เรื่องพุทธคุณก็ไม่ยิ่งหย่อนครับ นับเป็นสุดยอดพระปิดตาที่เด่นทางคงกระพันชาตรี และแคล้วคลาด เนื้อพระเป็นโลหะผสมประเภทสัมฤทธิ์ การสร้างหุ่นเทียน และการวางยันต์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะองค์ คือจะไม่มีที่เหมือนกันเปรียบทุกองค์ จะแตกต่างกันไปบ้างเล็กๆ น้อยๆ ครับ หลวงพ่อทับ ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ยุคเก่าที่มีผู้เคารพเลื่อมใสมากรูบหนึ่งครับ นับเป็นสุดยอดพระปิดตาเนื้อโลหะครับ

9.เหรียญหลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน

ในกระบวนเหรียญแล้ว เหรียญที่หายากที่สุดก็คือเหรียญของหลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลนครับ นักสะสมเหรียญชั้นยอดๆ อาจจะมีเหรียญสุดยอดมากมายครับ แต่น้อยคนนักที่มีเหรียญหลวงปู่ไข่ครับ เนื่องจากเป็นเหรียญที่สร้างไว้น้อยมาก ว่ากันว่า ลูกศิษย์สร้างถวายในคราวทำบุญอายุครบ 70 ปีของท่าน ในปีพ.ศ.2470 โดยสร้างจำนวนเท่าอายุคือ 70 เหรียญเท่านั้น จึงหายากมากครับ นอกจากนี้หลวงปู่ยังเป็นพระสงฆ์ที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย เป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชนมากเช่นกัน พระปิดตาเนื้อผงคลุกรักของท่านก็หายากมากเช่นกันครับ เหรียญหลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน จึงเป็นเหรียญที่หายากที่สุดในบรรดาเหรียญพระเกจิอาจารย์ครับ

10.เสือหลวงพ่อปาน วัดมงคลโคธาวาส (บาง***)

สุดยอดเครื่องรางที่เป็นที่นิยมมากที่สุดและหายากที่สุดก็คือ เขี้ยวเสือแกะรูปเสือของหลวงพ่อปานครับ หลวงพ่อปานท่านเป็นพระสายปฏิบัติในสมัยรัชกาลที่ 5 และคราวพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวท่านเสด็จฯ มาทรงเปิดประตูน้ำคลองด่าน หลวงพ่อปานท่านได้นำเขี้ยวเสือแกะมาถวาย ปรากฏว่าเณรผู้ที่นำพานใส่เขี้ยวเสือทำพลัดตกน้ำ หลวงพ่อปานจึงบอกให้ชาวบ้านนำเนื้อหมูมาล่อแล้วท่านก็ท่องคาถา เสือที่หล่นลงไปก็กระโดดขึ้นมาติดที่เนื้อหมู เป็นที่อัศจรรย์แก่ผู้พบเห็นเป็นอันมาก หลังจากครั้งนั้น ท่านก็ได้พระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูพิพัฒนิโรธกิจ เขี้ยวเสือของหลวงพ่อปานปัจจุบันนับว่าหายากมากๆ ครับ

นับว่าเป็นสุดยอดเครื่องรางที่หายากครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-01-04 07:18:03


ความเห็นที่ 26 (1402616)

10เหรียญพระเกจิ-ยอดนิยม


เหรียญหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง

เหรียญ พระเกจิ-พระคณาจารย์ที่เป็นสุดยอดในใจของบรรดานักสะสมในห้วงนี้ ที่ถามไถ่กันมาก ในที่สุดก็มีผลสรุปเป็น 10 เหรียญยอดนิยม ดังนี้

เหรียญหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง

"พระ ภาวนาโกศล" หรือ "หลวงปู่เอี่ยม สุวัณณสโร" วัดหนังราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ลูกศิษย์ลูกหามักนิยมเรียกท่านว่า "เจ้าคุณเฒ่า วัดหนัง" เป็นชาวบางขุนเทียนโดยกำเนิด เกิดเมื่อปี 2375

"เหรียญหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง" ดังมาก ได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งวัตถุมงคลประเภทเหรียญ ค่านิยมเทียบชั้นพระสมเด็จวัดระฆังฯ ทั้งด้านความสวยงามของเนื้อหาพิมพ์ทรงองค์พระพุทธคุณและสนน ราคาสูงมาก บางครั้งพกเงินมาหาซื้อเป็นล้าน ยังหาเช่าบูชาไม่ได้ มรณภาพเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2469 สิริอายุ 94 ปี พรรษา 72

1-เหรียญหลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง

"พระครูวิสุทธิวงศาจารย์ญาณมุนี" หรือ "หลวงพ่อแช่ม" วัดไชยธาราราม (ฉลอง) อ.เมือง จ.ภูเก็ต ท่านเกิดเมื่อปี 2370 ชื่อเสียงของท่านปรากฏชัดในคราวเป็นที่พึ่งของชาวบ้าน "ปราบอั้งยี่" ด้วยการทำ "ผ้าประเจียด" แจกโพกศีรษะชาวบ้าน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการต่อสู้จนได้รับชัยชนะในที่สุด

วัตถุมงคลของหลวงพ่อแช่ม พุทธคุณเด่นในด้านเมตตามหานิยม เดินทางแคล้วคลาดปลอดภัย อาทิ เหรียญพิมพ์สี่เหลี่ยมที่ท่านสร้างขึ้น เมื่อปี 2473 เหรียญปี 2497 เป็นเหรียญเนื้อเงินลงยา และเหรียญหลวงพ่อแช่มไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์ บล็อกยันต์โค้ง ปี 2512 เนื้อทอง แดง รูปหล่อลอยองค์ขนาดเล็ก 2 รุ่น ขนาด 3 นิ้ว นั่งถือพัดยศ สร้างประมาณปี 2520-2529 เหรียญรุ่นแรกของหลวงพ่อแช่ม ปัจจุบันสนนราคาเล่นหาสูงมาก มรณภาพเมื่อปี 2451 สิริอายุ 81 ปี พรรษา 61

2-เหรียญหลวงพ่อหมุน วัดบ้านจาน

"หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล" วัดบ้านจาน อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ เกิดเมื่อปี 2437 ปัจจุบันพระเครื่องและเครื่องรางของขลังของท่านได้รับความนิยมอย่างมากใน หมู่ลูกศิษย์ลูกหาและนักสะสมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ปี 2541 หลวงปู่หมุนจึงยอมให้พระอาจารย์จ่อยและพระอาจารย์ขวัญและคณะศิษย์จากวัดป่า หนองหล่ม จัดทำ "เหรียญไตรมาส" หรือเรียกกันติดปากว่า "เหรียญเลข 1" ออกมาเป็นรุ่นแรก


ต่อมามีผู้ประสบความมหัศจรรย์เกี่ยวกับวัตถุมงคลของหลวงปู่หมุน จึงได้ก่อสร้างกุฏิถวายท่าน และอาราธนาให้ท่านมาจำพรรษาที่วัดป่าหนองหล่ม อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว เมื่อปี 2542 จากนั้นท่านจึงกลับมาจำวัดยังวัดบ้านจาน จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นวัดบ้านเกิด มรณภาพเมื่อปี 2546 สิริอายุ 109 ปี พรรษา 86

3- เหรียญหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ

"หลวงพ่อกลั่น ธัมมโชติ" อดีตพระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งวัดพระญาติการาม ต.ไผ่ลิง จ.พระนครศรีอยุธยา

ท่าน เป็นชาวเมืองกรุงเก่าอยุธยาโดยกำเนิด เกิดประมาณปี 2390 อายุอ่อนกว่าหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง ราว 5 ปี ปัจจุบันเหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อกลั่น ปี 2469 เรียกว่า "เหรียญเสมา พิมพ์หลังขอเบ็ด" สนนราคาเล่นหาว่ากันที่หลักล้าน ท่านมรณภาพ เมื่อวันที่ 21 ก.ค.2477 สิริอายุ 87 ปี พรรษา 60

4-เหรียญหลวงพ่อพร วัดดอนเมือง

"หลวงพ่อพร พุทธสโร" วัดดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ท่านเกิดเมื่อปี 2412 ปัจจุบันเหรียญของท่านได้รับความนิยมในวงการพระเครื่องสูงมาก รวมถึงวัตถุมงคลอื่นๆ ด้วย วัตถุมงคลที่หลวงพ่อพรได้สร้างไว้ ในสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ ช่วงแรกเป็น "พระพิมพ์สมเด็จ" มีทั้งประเภทพิมพ์ 3, 5, 7 ชั้น และพิมพ์เล็บมือ สร้างประมาณปี 2458 ด้วย เป็นพระเครื่องเนื้อผงแก่น้ำมัน ออกสีเขียวอมเหลือง เมื่อสร้างเสร็จได้นำเข้าบรรจุไว้ใต้ฐานพระประธานในพระอุโบสถ เคยนำออกมาจ่ายแจกช่วงสงครามอินโดจีน และสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมถึงเมื่อปี 2508

สำหรับวัตถุมงคลรุ่นที่นิยมแพร่หลายมากที่สุดก็คือ "เหรียญปั๊มรูปเหมือนรุ่นแรก" ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นรุ่นเดียวที่สร้างขึ้น เพื่อสมนาคุณแก่ผู้บริจาคปัจจัยสร้างโบสถ์ เมื่อประมาณปี 2460-2465 เป็นเหรียญหลักของย่านหลักสี่-ดอนเมือง ที่คนท้องถิ่นหวงแหนยิ่งนัก เพราะสร้างจำนวนน้อย แถมมีประสบการณ์ดีทั้งด้านแคล้วคลาด และเมตตามหานิยม ค้าขายร่ำรวย โชคลาภเป็นเยี่ยม  มรณภาพเมื่อปี 2484 สิริอายุ 72 ปี พรรษา 40

5-เหรียญหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก


"หลวงพ่อจง พุทธสโร" วัดหน้าต่างนอก จ.พระนครศรีอยุธยา ท่านเกิดเมื่อปี 2415 เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังแก่กล้าในพลังจิตพุทธาคม ในยุคสงครามอินโดจีน โดยที่มีชื่อเรียกกันติดปากว่า 4 รูปด้วยกัน "จาด-จง-คง-อี๋"

"หลวงพ่อจง" ได้สร้างวัตถุมงคลไว้มากมายหลายอย่างและได้สร้างแจกทหาร ตำรวจ ในสงครามอินโดจีน ในช่วงปี 2483-2485 เป็นต้นมา เช่น เสื้อยันต์แดง ตะกรุดชุด

จนทำให้ทหารที่รอดชีวิตมา ต่างพูดเสียงเดียวกันว่า "วัตถุมงคลของหลวงพ่อจงสุดยอดจริงๆ"

สำหรับเหรียญหลวงพ่อจงรุ่นแรก สร้างเมื่อปี 2484 เพื่อแจกลูกศิษย์ในการร่วมสร้างหอสวดมนต์ เหรียญรุ่นนี้ปัจจุบันหายาก สนนราคาเล่นหาสูงมาก ของปลอมมีระบาดหนัก มรณภาพ เมื่อปี 2508 สิริอายุ 93 ปี พรรษา 73

6-เหรียญหลวงปู่ฝั้น อาจาโร

"หลวงปู่ฝั้น อาจาโร" วัดป่าอุดมสมพร ต.พรรณา อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ท่านเกิดเมื่อปี 2442 วัตถุมงคลของท่านปัจจุบันมีอยู่มากมาย ส่วนใหญ่จะเป็นวัตถุมงคลที่ลูกศิษย์ลูกหามาขออนุญาตจัดสร้างเพื่อแจกจ่าย เป็นที่ระลึกและติดตัวไว้กราบไหว้บูชา อาทิ เหรียญ, พระกริ่ง, พระบูชา, รูปหล่อ และพระชัยวัฒน์ เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นที่นิยมและต้องการแสวงหาของพุทธศาสนิกชนและแวดวงผู้นิยมสะสมพระ เครื่องและเหรียญคณาจารย์

สนนราคาเช่าหาก็ค่อนข้างสูงเอาการ อีกทั้งหาดูหาเช่ายากพอสมควรทีเดียว เนื่องจากผู้ที่มีไว้บูชาต่างหวงแหนและเก็บรักษาไว้เป็นมรดกสืบทอดต่อรุ่น ลูกรุ่นหลาน มรณภาพเมื่อปี 2520 สิริอายุ 78 ปี พรรษา 58

7-เหรียญลวงพ่อไปล่ วัดกำแพง

"หลวงพ่อไปล่ ฉันทสโร" วัดกำแพง กรุงเทพมหานคร ท่านเกิดเมื่อปี 2403 ปัจจุบันนักสะสมหลายท่านเชื่อว่าวัตถุมงคลของวัดแห่งนี้ ถ้าได้ "กำอยู่ในมือ" เมื่อไรเป็น "แพง" สมกับชื่อ "วัดกำแพง" โดยแท้ โดยเฉพาะ "เหรียญหล่อโบราณ ปี 2478" สนนราคาเล่นหาสภาพสวยๆ ติดเพดานหลักแสนหลักล้าน

"วัดกำแพง" ในยุคของหลวงพ่อไปล่นั้น ทุกวันคราคร่ำไปด้วยคณะศรัทธามากราบขอพรและขอวัตถุมงคลของท่านเป็นไปบูชาอา ธานาติดตัว ด้วยความเมตตาที่มากล้น ท่านไม่เคยปฏิเสธเรื่องกิจนิมนต์เลย ใกล้ไกลขนาดไหนก็ไป มรณภาพ เมื่อปี 2482 สิริอายุ 79 ปี พรรษา 56

8-เหรียญหลวงพ่อผิว วัดสง่างาม

พระครูสีลวิสุทธาจารย์ หรือหลวงพ่อผิว สีลวิสุทโธ วัดสง่างาม จังหวัดปราจีนบุรี ท่านเกิดเมื่อปี 2435 วัตถุมงคลล้วนเป็นที่สนใจของบรรดานักสะสม เพราะท่านสร้างได้ขลังจริง มีประสบการณ์ดีทุกด้าน ทั้งเมตตามหานิยม แคล้วคลาด มหาอุด คงกระพันชาตรี

วัตถุมงคลส่วนใหญ่จะเป็นประเภท "เหรียญ" ซึ่งมีอยู่หลายรุ่นด้วยกัน อาทิ เหรียญพิมพ์รูปไข่รุ่นแรกปี 2502, รุ่น 2 ปี 2512, รุ่น 3 ปี 2515 ที่ระลึกครบ 80 ปี, รุ่น 4 ปี 2517 รูปอาร์ม, รุ่น 5 ปี 2519 รูปหยดน้ำ นอกนั้นก็มีพระสมเด็จเนื้อว่านรุ่นแรก ปี 2502 หลังปั๊มรูปเหรียญรุ่นแรก, พระสมเด็จ 9 ชั้น, รูปหล่อปั๊มรุ่นแรก ปี 2515, แหนบลงยา, ล็อกเกตภาพสี เป็นต้น

สำหรับเหรียญบางรุ่นนักสะสมพระเครื่องยังพอหาบูชาได้ในราคาไม่สูงมากนัก แต่ถ้าเป็นเหรียญพิมพ์รูปไข่รุ่นแรก สร้างปี 2502 เนื้อทองแดง กะไหล่ทอง สนนราคาเล่นหาคงต้องว่ากันที่หลักหมื่นขึ้น เพราะค่อนข้างหายาก ลูกศิษย์ลูกหาและคนในพื้นที่ที่มีไว้ในครอบครองต่างหวงแหนยิ่งนัก มรณภาพเมื่อปี 2528 สิริอายุ 93 ปี พรรษา 72

9-เหรียญหลวงปู่หลิว วัดไร่แตงทอง

"หลวงปู่หลิว ปัณณโก" วัดไร่แตงทอง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ท่านเกิดเมื่อปี 2448 เป็นหนึ่งในพระเกจิอาจารย์ดังแห่งเมืองนี้ ซึ่งมี "ของดี" รู้จักกันทั่วประเทศคือ "เหรียญพญาเต่าเรือน" ปัจจุบันนักสะสมสายตรงนิยมเล่นหาอย่างมาก

วัตถุมงคลของหลวงปู่หลิว เริ่มสร้างประมาณปี 2500 ที่วัดสนามแย้ ในยุคแรกๆ จะเป็นพระประเภทเนื้อผงเป็นส่วนใหญ่ โดยเหรียญรูปเหมือนรุ่นแรกออกที่วัดนี้ในปี 2505 วัตถุมงคลของท่านมีหลายรูปแบบทั้งเหรียญ, รูปหล่อลอยองค์, พระบูชา, พระสังกัจจายน์, พระปิดตา ส่วนเครื่องรางของขลังก็มี เช่น ตะกรุดคาดเอว, จิ้งจกสองหาง, กัณหาชาลี, ล็อกเกต เป็นต้น

มรณภาพเมื่อปี 2543 สิริอายุ 95 ปี พรรษา 74

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-01-02 08:08:53


ความเห็นที่ 25 (1402541)

9 อมตะ-พระเกจิแห่งยุค

เนื่องในโอกาสส่งท้ายปีเก่า ขึ้นปีใหม่ 2554

หนังสือพิมพ์ข่าวสด ขอกำนัลผู้อ่านด้วยรูปภาพ อมตะพระเกจิชื่อดังแห่งยุค 9 รูป

ประกอบด้วย

1.สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพฯ
สิริอายุ 84 ปี พรรษา 64



2.หลวงพ่อเงิน พุทธโชติ


วัดบางคลาน จ.พิจิตร
สิริอายุ 111 ปี พรรษา 90

3.หลวงปู่นาค โชติโก
วัดห้วยจระเข้ จ.นครปฐม
สิริอายุ 95 ปี พรรษา 74

4.หลวงพ่อปาน อัคคปัญโญ
วัดมงคลโคธาวาส (วัดบาง***)

จ.สมุทรปราการ สิริอายุ 85 ปี พรรษา 65

5.หลวงพ่อทบ ธัมมปัญโญ วัดพระพุทธบาทชนแดน จ.เพชรบูรณ์
สิริอายุ 95 ปี พรรษา 74

6.หลวงปู่เอี่ยม สุวัณณสโร วัดหนังราชวรวิหาร กรุงเทพฯ สิริอายุ 94 ปี พรรษา 72

7.หลวงพ่อกลั่น ธัมมโชติ วัดพระญาติการาม จ.พระนครศรีอยุธยา
สิริอายุ 87 ปี พรรษา 60

8.หลวงพ่อทับ อินทโชติ วัดสุวรรณาราม (วัดทอง) กรุงเทพฯ สิริอายุ 66 ปี พรรษา 45

9.หลวงปู่รอด พุทธสัณโฑ วัดบางน้ำวน จ.สมุทรสาคร สิริอายุ 82 ปี พรรษา 62

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-12-31 07:29:17


ความเห็นที่ 24 (1397418)

เชิญร่วมงานกฐินวัดจุฬามณี ซ่อมหลังคา-อุโบสถจตุรมุข

พระ ครูไพศาลกิจจาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดจุฬามณี ต.บางช้าง อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม เปิดเผยว่า เดิมทีวัดจุฬามณี อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ชาวบ้านเรียกว่า "วัดแม่ย่าเจ้าทิพย์" ถือว่าเป็นวัดเก่าแก่ที่มีความสำคัญในประวัติ ศาสตร์เกี่ยวกับราชวงศ์จักรี ฝ่ายราชินิกุล ตระกูลบางช้าง วัดจุฬามณี สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราวปี พ.ศ.2300-2310 มีเจ้าอาวาสที่ปกครองวัดหลายองค์ ซึ่งแต่ละท่านก็รับภาระในการพัฒนา รวมถึงบูรณะซ่อมแซมถาวรวัตถุ และเสนาสนะภายในวัดมาโดยตลอด ครั้งล่าสุดเมื่อปี พ.ศ.2511 พระครูโกวิทสมุทรคุณ (หลวงพ่อเนื่อง โกวิโท) อดีตเจ้าอาวาส ได้มีดำริและดำเนินการสร้างอุโบสถหินอ่อน ทรงจัตุรมุขหลังใหม่ ทดแทนหลังเก่าที่ทรุดโทรม แต่งานยังไม่ทันแล้วเสร็จหลวงพ่อเนื่องก็มรณภาพเสียก่อน

ต่อมาพระ ครูโสภิตวิริยาภรณ์ (พระอาจารย์อิฏฐ์ ภัททจาโร) เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ก็ได้รับภาระหน้าที่ในการสานต่องานต่างๆ ของหลวงพ่อเนื่องจนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี อีกทั้งยังพัฒนาภูมิทัศน์ภายในวัด และดูแลกิจกรรมของคณะสงฆ์วัดจุฬามณีด้วยดีตลอดมา ล่วงมาถึงปัจจุบันอุโบสถหลังดังกล่าวได้ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา โดยเฉพาะบริเวณช่อฟ้า ใบระกา และหลังคาที่มีรอยรั่วซึมอยู่หลายแห่ง พระอาจารย์อิฏฐ์จึงมีดำริให้เร่งซ่อมบำรุงเป็นการด่วน ซึ่งการนี้จำเป็นที่จะต้องใช้ปัจจัยเป็นจำนวนมาก ในโอกาสนี้จึงขอเรียนเชิญพุทธศาสนิกชน คณะศิษยานุศิษย์ และคณะศรัทธาทุกท่านร่วมงานทอดผ้ากฐินและผ้าป่าสามัคคีประจำปี 2553 ณ วัดจุฬามณี จ.สมุทรสงคราม ในวันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกา ยน 2553 เวลา 13.00 น. โดยพร้อมเพรียงกัน เพื่อรวบรวมจตุปัจจัยเพื่อนำมาซ่อมแซมหลังคาอุโบสถจัตุรมุขให้แล้วเสร็จตาม ประสงค์ต่อไป

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-11-09 06:30:06


ความเห็นที่ 23 (1397236)

หลวงปู่ทิม ธัมมธโร สร้างตำนานหลวงพ่อทวด

คอลัมน์ อริยะโลกที่ 6

'พระ ครูวิสัยโสภณ' หรือ 'หลวงปู่ทิม ธัมมธโร' พระเกจิอาจารย์ชื่อดังวัดช้างให้ จ.ปัตตานี เป็นผู้สร้างตำนานพระเครื่องหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ ที่โด่งดังเป็นที่รู้จักกันทุกวันนี้ เนื้อว่านสภาพสวยๆ บางองค์สนนราคาเล่นหาว่ากันที่หลักแสนหลักล้าน

วัดช้างให้ ตั้งอยู่ที่ ต.ควนโนรี อ.โคก โพธิ์ จ.ปัตตานี เป็นวัดเก่าแก่สร้างมาแล้ว กว่า 300 ปี ตามตำนานกล่าวว่า พระยา แก้มดำเจ้าเมืองไทรบุรี ต้องการหาชัยภูมิสำหรับสร้างเมืองใหม่ให้กับน้องสาว จึงได้เสี่ยงอธิษฐานปล่อยช้างให้ออกเดินทางไปในป่า โดยมีเจ้าเมืองและไพร่พลเดินติดตามไป

จนมาถึงวันหนึ่ง ช้างได้หยุดอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง แล้วร้องขึ้นสามครั้ง พระยาแก้มดำจึงได้ถือเป็นนิมิตที่ดี จะใช้บริเวณนั้นสร้างเมือง แต่น้องสาวไม่ชอบ พระยาแก้มดำ จึงให้สร้างวัด ณ บริเวณดังกล่าวแทน แล้วให้ชื่อว่า วัดช้างให้ แล้วนิมนต์พระภิกษุ รูปหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกว่า ท่านลังกา หรือ สมเด็จพะโคะ หรือหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด มาเป็นเจ้าอาวาสองค์แรก


ทั้ง นี้ พระครูวิสัยโสภณ หรือที่ชาวบ้านรู้จักกันดีในนามของ 'พระอาจารย์ทิม' เดิมท่านชื่อ นายทิม พรหมประดู่ เกิดเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2455 ณ บ้านนาประดู่ ต.นาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เป็นบุตรของ นายอินทอง กับ นางนุ่ม พรหมประดู่ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม 6 คน

เมื่อ ท่านอายุได้ 9 ขวบ บิดามารดาได้ฝากให้อยู่กับ พระครูภัทรกรณ์โกวิท ซึ่งขณะนั้นยังเป็น พระแดง ธัมมโชโต เจ้าอาวาสวัดนาประดู่ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน เพื่อจะได้เรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดนาประดู่ ต่อมาเมื่ออายุได้ 18 ปี อาจารย์ทิมท่านได้บวชเป็นสามเณร จากนั้น พระอาจารย์ทิมก็สึกออกมาช่วยพ่อแม่ทำนา

จนอายุได้ 20 ปี อาจารย์ทิมจึงบวชเป็นพระภิกษุที่วัดนาประดู่ โดยจำพรรษาที่วัดนาประดู่ 2 พรรษา แล้วจึงย้ายไปอยู่ที่วัดมุจลินทวาปีวิหาร อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม

ต่อมาก็ได้ย้ายกลับมาเป็นครูสอนพระ ปริยัติธรรมที่วัดนาประดู่ หลังจากนั้นในปี พ.ศ.2484 พระอาจารย์ทิมได้ย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสที่วัดราษฎร์บูรณะ (วัดช้างให้) ซึ่งในตอนแรกยังคงไปๆ มาๆ ระหว่างวัดช้างให้กับวัดนาประดู่ ด้วยพระอาจารย์ทิมยังคงเป็นครูสอนนักธรรมอยู่ที่วัดนาประดู่ด้วย

ช่วง ที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่จังหวัดปัตตานี รถไฟสายใต้จากหาดใหญ่ไปสุไหงโก-ลก ต้องขนทหารและสัมภาระผ่านหน้าวัดช้างให้วันละหลายๆ เที่ยวและหลายขบวน ทำให้ประชาชนขวัญเสียหวาดกลัวภัยสงคราม

ท่านพระครูวิสัยโสภณ หรือ พระอาจารย์ทิม ต้องรับภาระหนัก คือต้องจัดหาอาหารและที่พักแก่ผู้ที่เดินทางผ่านวัดไม่เว้นแต่ละวัน นับเป็นผู้ทรงคุณธรรมที่มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มาตั้งแต่ต้น

เมื่อ ครั้งที่ พระอาจารย์ทิม วัดช้างให้ ท่านไปอยู่ที่วัดช้างให้ใหม่ๆ นั้น วัดช้างให้อยู่ในสภาพที่ถูกทิ้งร้างทรุดโทรม อาจารย์ทิม ท่านได้ริเริ่มตกแต่งสถูปที่บรรจุอัฐิหลวงปู่ทวดให้เป็นที่น่าเคารพบูชา

พระครูวิสัยโสภณ ท่านได้ดำริที่จะสร้างพระอุโบสถ โดยท่านได้ร่วมกับ นายอนันต์ คณานุรักษ์ จัดสร้างพระเครื่องหลวงปู่ทวด โดยทำพิธีปลุกเสกมีพระครูวิสัยโสภณ หรือ อาจารย์ทิม วัดช้างให้ เป็นประธานในพิธีและนั่งปรก ได้เงินจากผู้มีจิตศรัทธาที่มาเช่าพระเครื่องหลวงปู่ทวดนำมาสร้างพระอุโบสถ และปรับปรุงบริเวณวัดช้างให้

พระอาจารย์ทิม ได้เริ่มอาพาธด้วยโรคมะเร็งที่หลอดอาหารตั้งแต่ พ.ศ.2510 และมรณภาพเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2512

แม้ ว่าพระครูวิสัยโสภณแห่งวัดช้างให้ได้มรณภาพไปนานแล้ว แต่สิ่งที่พระอาจารย์ทิมท่านสร้างไว้ อาทิ อุโบสถ วิหารสำหรับประดิษฐานหลวงปู่ทวด เพื่อให้พุทธศาสนิกชนมาเคารพสักการะ สถูปที่บรรจุอัฐิธาตุของหลวงปู่ทวดที่ติดกับทางรถไฟสายใต้ กุฏิสำหรับเป็นที่อาศัยของพระเณร กุฏิเจ้าอาวาสวัดช้างให้ ศาลาการเปรียญตลอดถึงวัตถุต่างๆ ที่มีอยู่ในวัดช้างให้ โรงเรียนวัดช้างให้หลังคาทรงเรือนไทยเป็นตึก 2 ชั้น ติดกับทางรถไฟหน้าวัด พระเจดีย์องค์ใหญ่ที่ตั้งเด่นตระหง่านอยู่กลางวัดช้างให้ ฯลฯ

ล้วนสำเร็จด้วยความมุมานะของท่านพระครูวิสัยโสภณ หรือ พระอาจารย์ทิม

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-11-07 08:06:57


ความเห็นที่ 22 (1397235)


พระเสตังคมณี วัดเชียงมั่น จ.เชียงใหม่


คอลัมน์ เดินสายไหว้พระพุทธ

'พระ เสตังคมณี' หรือ 'พระแก้วขาว' เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ของเมืองลพบุรี ปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบ วัสดุหินขาวแก้วใส ขนาดหน้าตัก 4 นิ้ว สูง 9 นิ้ว ฐานสูง 3 คืบเศษ สลักจากหินแก้วใส

พระแก้วขาวหรือพระเสตังคมณี เป็นพระพุทธรูปที่นับถือกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ สามารถคุ้มครองป้องกันอันตรายและอำนวยความสุขสวัสดิ์มงคลแก่ผู้ที่เคารพ สักการะและได้ปรากฏว่าในอดีตกาลเป็นพระพุทธรูปสำหรับบูชาประจำพระองค์ของพระ นางจามเทวี ปฐมกษัตริย์ผู้ครองนครหริภุญชัย และพระเจ้ามังราย ผู้สถาปนาอาณาจักรล้านนาไทย

พระพุทธรูปองค์นี้ เจ้ารามราช เจ้าเมืองลพบุรี และพระมหากัสปะเถระ ร่วมกันสร้างเมื่อปีพุทธศักราช 700

ครั้นพุทธศักราช 1205 พระนางจามเทวี พระราชธิดาพระเจ้าจักพรรดิราช เสด็จขึ้นไปปกครองเมืองหริภุญชัยหรือเมืองลำพูนปัจจุบัน พระนางทรงอัญเชิญพระเสตังคมณีไปด้วย ประดิษฐานเป็นสิริหลักชัยแห่งนครหริภุญชัยตั้งแต่นั้นมาตราบ 600 ปี

กระทั่งหริภุญชัยถึงกาลอวสานพุทธศักราช 1824 เสียเมืองให้แก่พระเจ้ามังรายมหาราช ในรัชกาลพระเจ้ายี่บา ขณะเพลิงเผาปราสาทราชวังทั่วไป หอพระเสตังคมณีซึ่งเป็นไม้สักทั้งหลังมิเป็นอันตราย

พระเจ้ามังรายมหาราชเห็นเป็นอัศจรรย์จึงมีความเลื่อมใส ได้อัญเชิญไปกับพระองค์ทุกแห่งหน ครั้งเมื่อทรงสร้างนครพิงค์เชียงใหม่เสร็จเมื่อปีพุทธศักราช 1839 ทรงสร้างวัดเชียงมั่น ณ ที่ประทับเดิมเสมือนวัดในเขตพระราชฐาน ได้ประดิษฐานพระเสตังคมณีไว้ในพระวิหารเป็นสิริหลักชับพระนคร

พระเสตังคมณีถูกอัญเชิญไปที่ต่างๆ หลายครั้ง ได้แก่ พุทธศักราช 2022 ประดิษฐาน ณ อารามราชกุฎคาร วัดเจดีย์หลวง สมัยพระเจ้าติโลกราชมีผู้ลอบนำมาสู่กรุงศรีอยุธยาในสมัยพระยอดเชียงราย พุทธศักราช 2031 และพระไชยเชษฐาอัญเชิญไปเมืองหลวงพระบาง พุทธศักราช 2091 สุดท้ายต้องส่งคืนกลับคืนสู่วัดเชียงมั่น ตราบเท่าทุกวันนี้

ส่วนฐานและสัปทนได้สร้างขึ้นภายหลังพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 7 พร้อมเจ้าทิพเกสรพระชายา และเจ้าราชภาคิไนย เจ้าอุบลวัณณา พระธิดาได้สร้างฐานด้วยไม้แก่นจันทน์อยู่ภายใน ภายนอกหุ้มด้วยทองคำหนัก 303 บาท 3 ซีก และสัปทนเป็นทองคำหนัก 100 บาท
ถวายไว้เมื่อวันที่ 2 มกราคม พุทธศักราช 2416

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-11-07 08:05:07


ความเห็นที่ 21 (1391991)

พระซุ้มนครโกษา จ.ลพบุรี

คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง
โดย ราม วัชรประดิษฐ์

เมือง ลพบุรี หรือเมืองละโว้ เป็นดินแดนแห่งอารยธรรมอันเก่าแก่ และมีความเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงยุคปัจจุบัน จากหลักฐานทางสถาปัตยกรรมอันโดดเด่น อาทิ พระปรางค์สามยอด ศิลปกรรมชิ้นเอกนั้น สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในราวปี พ.ศ.1800 จนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา เมืองลพบุรี ก็ยังคงความเป็นเมืองที่สำคัญและเป็นหัวเมืองที่อยู่ในเขตราชธานี สถาปัตยกรรมและพระเครื่องต่างๆ ของลพบุรี ส่วนใหญ่จะเป็นศิลปะแบบขอม แต่มีฝีมือช่างอู่ทองและอยุธยาอยู่บ้าง

พระเครื่องส่วนมากจะเป็นพระเนื้อชิน ที่เป็นเนื้อดินและเนื้อสัมฤทธิ์มีน้อยมาก มีอาทิ พระร่วงหลังลายผ้า พระหูยาน พระนาคปรกวัดปืน พระหลวงพ่อแขก ฯลฯ ซึ่งล้วนมีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมสะสมในแวดวงนักนิยมสะสมพระเครื่องทั้ง สิ้น และ "พระซุ้มนครโกษา วัดนครโกษา" ก็เป็นหนึ่งในพระกรุเก่าแก่ที่นิยมเล่นหากันอย่างกว้างขวางเช่นกันครับผม

พูดถึง "วัดนครโกษา" เป็นวัดเก่าแก่ ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของสถานีรถไฟลพบุรี ด้านตะวันออกใกล้กับศาลพระกาฬเดิม มีซากโบราณสถาน คือ เจดีย์องค์ใหญ่สมัยทวารวดี พระปรางค์สมัยลพบุรี ในราวพุทธศตวรรษที่ 17 (ประมาณ พ.ศ.1700) อยู่ด้านหน้า แต่พระพุทธรูปปูนปั้น แบบอู่ทอง บนพระปรางค์นั้น สร้างขึ้นภายหลัง สันนิษฐานว่า ในอดีตน่าจะเป็นเทวสถานของขอมในสมัยลพบุรี


ต่อมาสมัยอยุธยาในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ขุนเหล็ก) ได้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์และสร้างเป็นวัดขื้น จึงให้ชื่อวัดว่า "วัดนครโกษา" ดังจะเห็นได้จากซากปรักหักพังของพระวิหาร ซึ่งเหลือแต่ผนัง และเสาอยู่ทางด้านหน้า รวมทั้งเจดีย์สูง ก่อด้วยอิฐอยู่เบื้องหลัง และมีพระพุทธรูปปั้นชำรุดของสมัยอยุธยา และที่วัดนครโกษานี้เอง ได้มีการขุดพบพระเนื้อชิน ปางสมาธิ ประทับนั่งอยู่ในซุ้ม จึงขนานนามองค์พระว่า "พระนครโกษา" ตามชื่อวัด แต่คนมักนิยมเรียกกันว่า "พระซุ้มนครโกษา" เนื่องด้วยองค์พระประธานประทับนั่งในซุ้มเรือนแก้ว และเรียกติดปากกันมาจนถึงปัจจุบัน


ภายหลัง เมื่อมีการขุดพบพระที่มีพุทธลักษณะเหมือนกันนี้ ไม่ว่าจะขุดพบจากกรุไหน เมืองไหน ก็ตาม ก็จะเรียกกันว่า พระซุ้มนครโกษา ทั้งสิ้น โดยถือว่า ต้นกำเนิดที่ขุดพบครั้งแรกนั้น มาจาก วัดนครโกษา นั่นเอง

"พระซุ้มนครโกษา" ลักษณะเป็นพระเนื้อชินเงิน มีทั้งสนิมปรอท และสนิมดำหรือสนิมตีนกา องค์พระมีขนาดเล็กกะทัดรัด ความกว้างจากฐานประมาณ 2 ซ.ม. และสูง 3.5 ซ.ม. องค์พระประธานประทับนั่ง แสดงปางสมาธิ อยู่ภายในซุ้มเรือนแก้ว เหนืออาสนะฐานบัวแบบฐานสูง เอกลักษณ์สำคัญ คือ สถิตอยู่ในซุ้มลึก

พุทธศิลปะของพระซุ้มนครโกษานั้น เป็นแบบเดียวกับ พุทธศิลปะของพระเขมรขนนก กรุย่านสำปะซิว จ.สุพรรณบุรี ซึ่งมีพุทธศิลปะเหมือนพระสมัยลพบุรีที่ขุดได้ที่เขมร เพียงแต่คนละเนื้อกันเท่านั้น จึงสันนิษฐานว่า น่าจะสร้างในสมัยลพบุรีเช่นกัน นับอายุการสร้างแล้วจึงเป็นพระเก่าแก่กว่า 600 ปีทีเดียว

ต่อมา "พระซุ้มนครโกษา"7 มีการแตกกรุอีกครั้งที่ในบริเวณโรงเรียนเทคนิคลพบุรี ซึ่งอยู่ใกล้ๆ วัดนครโกษา เนื่องด้วยทางโรงเรียนจะทำการก่อสร้างอาคารเรียนใหม่ เมื่อช่างก่อสร้างขุดหลุมเพื่อเริ่มการก่อสร้าง สันนิษฐานว่า ในสมัยก่อนโรงเรียนเทคนิคลพบุรีน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของวัดนครโกษา เพราะมีการพบซากอิฐเนินดินจมอยู่หลายแห่งซึ่งน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของสถูป เจดีย์ของวัด แต่จำนวนพระที่พบน้อยมาก

ความที่เป็นพระกรุเก่าแก่ ที่มีพุทธลักษณะงดงาม พิมพ์ทรงองค์พระคมชัดลึก และด้วยพุทธคุณของพระเครื่องเมืองละโว้ซึ่งเป็นที่ปรากฏประจักษ์มาตั้งแต่ อดีตจนปัจจุบัน ว่าเยี่ยมยอดนักในด้านแคล้วคลาดและคงกระพันชาตรี

จึง ทำให้ "พระซุ้มนครโกษา" ได้รับความนิยมสะสมและแสวงหาอย่างกว้างขวางในแวดวงนักนิยมสะสมพระเครื่อง โดยเฉพาะ "พระซุ้มนครโกษา วัดนครโกษา" ซึ่งเป็นการแตกกรุครั้งแรกครับผม

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-09-27 08:00:29


ความเห็นที่ 20 (1388279)

เครื่องรางของขลัง

พันธุ์แท้พระเครื่อง
ราม วัชรประดิษฐ์

"เครื่อง รางของขลัง" มีความผูกพันกับคติความเชื่อของสังคมไทยมายาวนานมาก โดยเฉพาะสังคมไทยที่มีพุทธศาสนาเป็นแกนกลาง บรรดาเครื่องรางของขลังต่างๆ นับเป็นส่วนเสริมให้พุทธาคม กฤตยาคม และไสยาคม สามารถเข้ากันได้และเดินไปด้วยกันอย่างเป็นระบบและเป็นระเบียบ อย่างเวลารบทัพจับศึก "พุทธาคม" อาจจะช่วยให้แคล้วคลาดปลอดภัย เป็นการเสริมสร้างกำลังใจ สร้างความฮึกเหิม และความมั่นใจให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งก็ล้วนเป็นคติความเชื่อซึ่งฝังรากลึกในสังคมไทยมาแต่โบร่ำโบราณ ชนิดที่ว่าแยกกันไม่ออกกับชีวิตประจำวันของสังคมทีเดียว

อีก นัยหนึ่งเครื่องรางของขลังน่าจะเป็น "สัญลักษณ์" หรือ "สิ่งชี้นำ" จะสังเกตว่า ในยุคโบราณเราจะพบเห็นลูกปัดและหินสีฝังรวมอยู่ในหลุมศพ ซึ่งเชื่อกันว่าจะเป็นเครื่องชี้นำให้ผู้ตายได้ข้ามภพข้ามชาติไปสู่สุคติตาม ความเชื่อ โดยเฉพาะประเทศอียิปต์ ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมหลังความตายทีเดียว

สำหรับประเทศ ไทยเรา ก็มีการใช้ "เครื่องราง" เป็นสิ่งชี้นำเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น "ขุนแผน" ในวรรณคดีโบราณ "ขุนช้างขุนแผน" เวลาจะออกรบก็จะต้องเตรียมเครื่องรางพร้อมสรรพ ดังเช่น

"สะเอวคาดราตคตก็สีดำ คล้องประคำตะกรุดทองทั้งสองสาย


ใส่เสื้อยันต์ลงองค์นารายณ์ เข็มขัดขมองพรายคาดกายพลัน

ประจงจับประเจียดประจุพระ โพกศีรษะทะมัดทะแมงดูแข็งขัน

ทั้งพ่อลูกผัดผงที่ลงยันต์ แล้วเสกจันทน์เจิมหน้าสง่างาม"  มัก เชื่อกันว่า "เครื่องราง" จะเป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดนิมิต ลางดี ลางร้ายต่างๆ เปรียบเหมือนการเตือนสติให้ระมัดระวังไม่ประมาท จะออกทางไหนซ้ายหรือขวา เครื่องรางก็จะช่วยชี้นำการตัดสินใจ น่าจะคล้ายๆ กับการเสี่ยงทาย

เครื่องรางของขลังโบราณของไทยเรานั้นมีสารพัดชนิด ทั้ง ประคำ ผ้าประเจียด เบี้ยแก้ ยันต์นานาประเภท ปลัดขิก ตะกรุด ลูกอม กะลาตาเดียว เขี้ยวหมูตัน หนังหน้าผากเสือ รักยม กุมารทอง แหวนพิรอด รูปเคารพต่างๆ เช่น รักยม กุมารทอง นางกวัก แม่โพสพ หรือ เสือ สิงห์ วัวธนู ลิง หนุมาน และอีกมากมายนับไม่ถ้วน ส่วนกรรมวิธี "จัดสร้าง" ตลอดจนวิธี "อาราธนา" หรือ "ใช้" เครื่องรางของขลังของโบราณก็ต้องดูฤกษ์ดูยาม วัสดุอาถรรพ์ กำลังวัน และอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ตอนขุนแผนทำกุมารทองต้องขอจากนางบัวคลี่ก่อนแล้วทำตามพิธีกรรม...

"วางย่ามเปิดกลักแล้วชักชุด ตีเหล็กไฟจุดเทียนขึ้นแดงร่า


เอาไม้ไชยพฤกษ์พระยายา ปักเป็นขาพาดกันกุมารวาง

ยันต์นารายณ์แผลงฤทธิ์ปิดศีรษะ เอายันต์ราชะปะพื้นล่าง

ยันต์นารายณ์ฉีกอกปกปิดกลาง ลงยันต์นางพระธรณีที่พื้นดิน

เอาไม้รักปักเสาขึ้นสี่ทิศ ยันต์ปิดปักธงวงสายสิญจน์

ลงเพดานยันต์สังวาลอัมรินทร์ ก็พร้อมสิ้นในตำราถูกท่าทาง  เอาไม้มะริดกันเกราเถากันภัย ก่อชุดจุดไฟใส่พื้นล่าง  ตั้งจิตสนิทดีไว้ที่ทาง ภาวนานั่งย่างกุมารทอง"

สมัย ก่อนเวลาชายไทยถูกเกณฑ์ไปรบทัพจับศึก "เครื่องรางของขลัง" นับเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากที่จะต้องพกพาไปด้วย อาจารย์ดีมีวิชาก็จะปลุกเสก ผ้าประเจียดมั่ง ตะกรุดมั่ง ลงนะอักขระเลขยันต์เอาไว้ ฯลฯ จะกล่าวถึงเครื่องรางชนิดหนึ่ง เมื่อก่อนตอนเป็นเด็กเคยได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟังถึงความศักดิ์สิทธิ์ ของ "ตะกรุด" บางท่านก็ออกเสียงเป็น "กะตรุด" ส่วนใหญ่จะเน้นด้านคงกระพันชาตรี เรียกว่า ตีรันฟันแทงไม่เข้าอะไรประมาณนั้น อันที่จริงแล้ว "ตะกรุด" เป็นหนึ่งในเครื่องรางของขลังที่ผูกพันกับคติความเชื่อในสังคมไทยมาช้านาน โดยเฉพาะในการรบทัพจับศึกเข้าสู่สนามรณรงค์สงคราม ตะกรุดจะติดตัวติดตามแบบไปไหนไปด้วยช่วยกันรบ

"ตะกรุด" โดยทั่วไปมักจะหมายถึง การนำโลหะแผ่นบางๆ อาจจะเป็นทองคำ เงิน นาก ตะกั่ว หรือโลหธาตุผสมอื่นๆ มาลงอักขระเลขยันต์โดยโบราณาจารย์ ซึ่งจะใช้เหล็กจารเขียนพระคาถาผูกขึ้นเป็นมงคล ก่อนที่จะม้วนให้เป็นแท่งกลมโดยมีช่องว่างตรงแกนกลางสำหรับร้อยเชือกติดตัว หรืออาจจะถักด้วยเชือก หญ้า หรือด้ายมงคล แล้วนำไปจุ่มหรือชุบรัก ก่อนร้อยเชือก ตามกรรมวิธีของแต่ละคณาจารย์

บรรดาเกจิอาจารย์ ผู้ทรงคุณวิเศษ นิยมสร้างตะกรุดและเครื่องรางของขลังต่างๆ เพื่อป้องกันภยันตรายต่างๆ และเสริมส่งดวงชะตาราศีให้กับศิษยานุศิษย์และสาธุชนทั่วไปมาตั้งแต่อดีตจน ถึงยุคปัจจุบัน ความเชื่อถือและความยึดมั่นในพุทธานุภาพแห่งเครื่องรางของขลังนั้นยังคงไม่ เสื่อมถอยลงเลย ยิ่งในยุคปัจจุบันที่อะไรๆ ก็ไม่มีความเที่ยงแท้แน่นอน ทำให้เกิดการเสาะแสวงหาเครื่องยึดเหนี่ยว เครื่องป้องกัน เพื่อความอุ่นใจและเป็นการสร้างเสริมกำลังใจแก่ตนและครอบครัว

ความนิยมในวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังต่างๆ จึงยังคงได้รับความนิยมสืบมาอย่างไม่เสื่อมคลายครับผม

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-08-30 08:16:54


ความเห็นที่ 19 (1383345)


อิ่ม บุญ-วันเกิด ไหว้พระธาตุ...นครพนม


ชนะ วสุรักคะ

"นครพนม" เป็นจังหวัดภาคอีสาน เป็นที่ประดิษฐานพระธาตุประจำวันเกิด ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตหลายคนใฝ่ฝันหาโอกาสไปกราบไหว้พระธาตุวันเกิดของตัวเอง ให้จงได้

"พระบรมธาตุ" เป็นมงคลสถานอันสูงสุด ทรงอานุภาพที่สุดที่จะพึงหาได้ในโลกของชาวพุทธ

ว่ากันว่าผู้ใดหมั่น กราบไหว้บูชาพระธาตุ และสวดคาถาบูชาดวงประจำวันเกิด ด้วยจิตใจศรัทธาอันบริสุทธิ์ อานุภาพและความศักดิ์สิทธิ์ของพระธาตุ จะบังเกิดความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและครอบครัว ส่งผลอานิสงส์อันยิ่งใหญ่มาสู่ตัว

วันเข้าพรรษาปีนี้ ตรงกับวันที่ 27 ก.ค. 2553 ตรงกับวันแรม 1 ค่ำ ตรงกับเดือน 8 สองหน และมีวันหยุดติดต่อกัน 4 วัน หลายคนอาจอยากเข้าวัดทำบุญสร้างกุศล เสริมดวงชะตา ขอแนะนำนครพนม ที่จังหวัดเดียวมีพระธาตุครบทุกวันตั้งแต่จันทร์-อาทิตย์

เมื่อเดิน ทางถึงนครพนมแล้ว เช้าตรู่ก่อนออกตระเวนกราบไหว้พระธาตุเพื่อเป็นสิริมงคล ควรหาอาหารรองท้องไว้ก่อน ขอแนะนำ "ร้านพรเทพ" เยื้องโรงหนังศรีเทพซีเนเพล็กซ์ ถ.ศรีเทพ มีโจ๊ก ไข่กระทะ กาแฟโบราณ ขนมปังยัดไส้ ข้าวจี่ยัดไส้ โทร.0-4251-1593

จากนั้นเริ่มตระเวนไหว้ 7 พระธาตุประจำวันเกิด ใน 7 อำเภอ เดินทางไป-กลับได้ภายในวันเดียว สะดวกและประหยัดเวลาไล่เรียงตามเส้นทางดังนี้ หรือจะเลือกเฉพาะพระธาตุประจำวันเกิดของตัวเองก็ได้

ผู้ที่เกิด "วันจันทร์" "พระธาตุเรณูนคร" อยู่ที่ วัดพระธาตุเรณูนคร เดิมชื่อว่า "วัดกลาง" ถ.ธาตุน้อย-เรณูนคร อ.เรณูนคร เป็นพระธาตุจำลองมาจากองค์พระธาตุพนม กว้างด้านละ 8.37 เมตร สูง 35 เมตร สร้างโดยพระอุปัชฌาย์อินภูมิโย เมื่อปีพ.ศ.2461

บรรจุพระพุทธรูป ทองคำ เงิน พระไตรปิฎก และเครื่องกกุธภัณฑ์ อุโบสถประดิษฐาน"หลวงพ่อองค์แสน"

สักการะด้วยธูปหอม 15 ดอก เทียนขาว 1 คู่ ผ้าแพรสีเหลือง ข้าวตอกดอกไม้ น้ำอบไทย กล่าวคำไหว้เสร็จยืนหันหน้าไปทางทิศตะวันออก กล่าวคาถาบูชาดวง 15 จบว่า "อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา" นำผ้าแพรผูกติดประตูพระธาตุ โปรยข้าวตอกดอกไม้ ประพรมน้ำอบองค์พระธาตุ เดินเวียนเทียน 3 รอบ ก้มกราบ 3 ครั้ง


ผู้ ได้มากราบนมัสการจะได้รับอานิสงส์ให้มีวรรณะงดงามผุดผ่องดังแสงจันทร์

ผู้ ที่เกิด "วันอังคาร" "พระธาตุศรีคุณ" อยู่ที่วัดพระธาตุศรีคุณ อ.นาแก เจดีย์ส่วนบนคล้ายพระธาตุพนม ต่างกันชั้นที่ 1 มี 2 ตอน เป็นรูปสี่เหลี่ยมประดับลายปูนปั้น ค้นพบปีพ.ศ.2340 ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครสร้าง บรรจุพระอรหันตสารีริกธาตุของพระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร พระสังกัจจายน์

สักการะด้วยธูปหอม 8 ดอก เทียนขาว ผ้าแพรสีชมพู กว้างคืบยาวศอก ข้าวตอกดอกไม้ น้ำอบไทย หลังกล่าวคำไหว้พระธาตุ ยืนหันหน้าทางทิศตะวันตก กล่าวคาถาบูชาดวง 8 จบว่า "ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง"

ก่อนนำผ้าแพรผูกประตูพระธาตุ โปรยข้าวตอกดอกไม้ ประพรมน้ำอบองค์พระธาตุ เดินเวียนเทียน 3 รอบ ก้มกราบ 3 ครั้ง เชื่อว่าผู้มากราบไหว้ จะได้รับอานิสงส์ให้มีศักดิ์ศรีทวีคูณ

ผู้ ที่เกิด "วันพุธ" "วัดพระธาตุมหาชัย" อยู่ที่ วัดพระธาตุมหาชัย หรือ "วัดโฆษการาม" ต.มหาชัย อ.ปลาปาก เป็นพระธาตุรูปทรง 8 เหลี่ยม สูง 7 เมตร สร้างโดย หลวงปู่คำพันธ์ โฆษปัญโญ พระเกจิชื่อดัง บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตสารีริกธาตุของพระอัญญาโกณทัญญะ พระสารีบุตร และพระอนุรุทร

สักการะ พระพุทธไชยสิทธิ์ พระประธานในอุโบสถ และ "พระพุทธรูปปางห้ามญาติ" แกะสลักจากไม้สะเดาหวานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

สักการะด้วยธูปหอม 17 ดอก เทียนขาว ผ้าแพรสีเขียว กว้างคืบยาวศอก ข้าวตอกดอกไม้ น้ำอบไทย หลังกล่าวคำไหว้เสร็จให้ลุกยืนหันหน้าทางทิศใต้ กล่าวคาถาบูชาดวงผู้เกิดวันพุธ (กลางวัน) 17 จบว่า "ปิ สัม ระ โล ปุ สัต พุท" ส่วน (กลางคืน) 17 จบว่า "คะ พุท ปัน ทู ธัม วะ คะ" จึงนำผ้าแพรผูกประตูพระธาตุ โปรยข้าวตอกดอกไม้ ประพรมน้ำอบองค์พระธาตุ เวียนเทียน 3 รอบ ก้มกราบ 3 ครั้ง


เชื่อ ว่าผู้ได้มานมัสการจะประสบชัยชนะในชีวิต เป็นนักประสานสิบทิศ พูดจามีคน เชื่อถือ

ผู้ที่เกิด "วันพฤหัสบดี" "พระธาตุประสิทธิ์" อยู่ที่ วัดพระธาตุประสิทธิ์ ถ.ร่มโพธิ์ ต.นาหว้า อ.นาหว้า สร้างเลียนแบบพระธาตุพนม รูปทรงสี่เหลี่ยม กว้างด้านละ 7.20 เมตร สูง 28.52 เมตร ไม่ปรากฏหลักฐานผู้สร้างและสร้างสมัยใด บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระอรหันตธาตุรวม 7 องค์ และพระพุทธบาทจำลอง

สักการะด้วยธูปหอม 19 ดอก เทียนขาว ผ้าแพรสีส้ม กว้างคืบยาวศอก ข้าวตอก ดอกไม้ น้ำอบไทย 1 ขวด กล่าวคำไหว้เสร็จ ยืนหันหน้าทางทิศตะวันตก กล่าวคาถาบูชาดวง 19 จบว่า "ภะ สัม สัม วิ สะ เท" จึงนำผ้าแพรผูกประตูพระธาตุ โปรยข้าวตอกดอกไม้ ประพรมน้ำอบไปที่องค์พระธาตุ เดินเวียนเทียน 3 รอบ ก้มกราบ 3 ครั้ง

เชื่อ ว่าผู้ที่มากราบไหว้จะได้รับอานิสงส์ ส่งผลให้สัมฤทธิผลในหน้าที่การงาน

ผู้ ที่เกิด "วันศุกร์" "พระธาตุท่าอุเทน" ประดิษฐานอยู่ที่ วัดพระธาตุท่าอุเทน เดิมชื่อว่า "วัดอรัญญวาสี" ริมฝั่งน้ำโขง ถ.ศรีเมือง อ.ท่าอุเทน รูปทรงคล้ายองค์พระธาตุพนม กว้างด้านละ 6 วา 3 ศอก พระอาจารย์ศรีทัตถ์ ญาณสัมปันโน สร้างเมื่อพ.ศ.2454 บรรจุพระธาตุของพระอรหันต์ ซึ่งพระอาจารย์ศรีทัตถ์อัญเชิญมาจากเมืองร่างกุ้ง ประเทศพม่า

เครื่อง สักการะ ธูปหอม 21 ดอก เทียนขาว ผ้าแพรสีฟ้า กว้างคืบยาวศอก ข้าวตอก ดอกไม้ น้ำอบไทย หลังกล่าวคำไหว้เสร็จ ให้ลุกยืนหันหน้าทางทิศเหนือ กล่าวคาถาบูชาดวง 21 จบว่า "วา โธ โม อะ มะ มะ วา" แล้วนำผ้าแพรไปผูกประตูพระธาตุ โปรยข้าวตอก ดอกไม้ ประพรมน้ำมนต์องค์พระธาตุ เดินเวียนเทียน 3 รอบ แล้วก้มกราบ 3 ครั้ง

เชื่อ ว่าผู้ที่ได้มานมัสการ จะได้รับอานิสงส์ให้ชีวิตมีความรุ่งโรจน์ เสมือนพระ อาทิตย์ขึ้นยามรุ่งอรุณ

ผู้ที่เกิด "วันเสาร์" "พระธาตุนคร" ประดิษฐานอยู่ที่ วัดมหาธาตุ หรือ "วัดมิ่งเมือง" ริมฝั่งโขง ถ.สุนทรวิจิตร อ.เมือง รูปทรงสี่ เหลี่ยมจัตุรัสคล้ายพระธาตุพนม กว้างด้านละ 5.85 เมตร สูง 24 เมตร สร้างเมื่อพ.ศ.1150 โดยพระยามหาอำมาตย์ แม่ทัพใหญ่จากเวียงจันทน์ บรรจุพระอรหันตสารีริกธาตุ

ในอุโบสถ ประดิษฐาน "หลวงพ่อองค์แสน" มีพิพิธภัณฑ์หอไตร รวบรวมพระพุทธรูปเก่าแก่ เครื่องใช้โบราณกว่า 5 พันชิ้น

เครื่องสักการะ มีธูปหอม 10 ดอก เทียนขาว ผ้าแพรสีม่วงกว้างคืบ ยาวศอก 1 ผืน ข้าวตอก ดอกไม้ น้ำอบไทย กล่าวคำไหว้เสร็จยืนหันหน้าทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ กล่าวคาถาบูชาดวง 10 จบว่า "โส มา ณะ กะ ริ ถา โธ" ก่อนนำผ้าแพรผูกประตูพระธาตุ ประพรมน้ำอบองค์พระธาตุเสร็จ เวียนเทียน 3 รอบ ก้มกราบ 3 ครั้ง เป็นอันเสร็จพิธี

เชื่อว่าผู้ที่มากราบไหว้ จะได้รับอานิสงส์เสริมบุญบารมี มีอำนาจวาสนาเป็นเจ้าคนนายคน

ผู้เกิด "วันอาทิตย์" "พระธาตุพนม" เป็นพระธาตุประจำปีเกิด ของผู้เกิดปีนักษัตรวอก (ลิง) อยู่ที่ วัดพระธาตุ พนมวรมหาวิหาร อ.ธาตุพนม สร้างในพ.ศ.500 โดยเจ้าพญาทั้ง 5 และพระอรหันต์ 500 องค์ มีพระมหากัสสปเถระเป็นประธาน

เป็น เจดีย์ทรงสี่เหลี่ยม กว้างด้านละ 12.33 เมตร สูง 53.60 เมตร บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ (กระดูกส่วนอก) ของพระพุทธเจ้า เป็นวัดที่พำนักของพระเทพวรมุนี เจ้าคณะจังหวัดนครพนม ชมพิพิธภัณฑ์รัตนโมลีศรีโคตรบูรณ์ และกระตึบ (หอ) พระอรหันต์

สักการะ ด้วยธูปหอม 6 ดอก เทียนขาว ผ้าแพรสีแดง กว้างคืบยาวศอก ข้าวตอกดอกไม้ น้ำอบไทย ลุกยืนหันหน้าทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

กล่าวคาถาบูชาดวง 6 จบว่า "อะ วิช สุ นุต สา นุส ติ" นำผ้าแพรผูกประตูพระธาตุ โปรยข้าวตอกดอกไม้ ประพรมน้ำอบพระธาตุแล้วเดินเวียนเทียน 3 รอบ ก้มกราบ 3 ครั้ง เป็นเสร็จพิธี เชื่อว่าผู้ได้มากราบไหว้จะได้รับอานิสงส์มีบุญบารมีและมีคนเคารพนับถือ

เป็น การเข้าพรรษาที่อิ่มบุญแท้ๆ แถมยังได้กราบไหว้พระธาตุวันเกิดของตัวเองในคราวเดียวกัน

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-07-17 08:23:40


ความเห็นที่ 18 (1381938)

พระ พุทธรูปทรงเครื่อง

คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง

พระพุทธ รูปทรงเครื่องนั้น มีความหมายในหลาย "นัย" ด้วยกัน

ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการรวมร่างกษัตริย์ให้เป็น "เทวราชา" การนับถือพระพุทธเจ้าว่าอยู่ในวรรณะกษัตริย์ แม้แต่การสร้างธาตุเจดีย์หรือสถูป ก็ยังทำบัลลังก์ และเศวตฉัตรอยู่ด้านบนแทนความหมายดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังเป็นการอธิบายความว่ากษัตริย์ของสยามเป็น "หน่อพระพุทธเจ้า" หรือผู้สืบเชื้อสายจากพระพุทธองค์โดยตรง จึงมักนิยมสร้างพระพุทธรูปให้ทรงเครื่องเยี่ยงกษัตริย์ขึ้น

ในพุทธ ศาสนาฝ่ายเถรวาท จะมีตำนานเรื่องการปราบพระยาชมพูบดี เป็นเรื่องราวของกษัตริย์ผู้ทรงฤทธิ์มาก แต่มา ยอมละทิษฐิรับฟังพระธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเข้าถึงความเป็นอริยะได้ ก็เพราะเห็นความงดงามของพระพุทธรูปทรงเครื่องนั่นเอง ตั้งแต่นั้นมาผู้คนจึงพากันสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องแบบจักรพรรดิสืบต่อมา

สำหรับ สยามประเทศ "พระทรงเครื่อง" ปรากฏในรูปแบบของพระเครื่อง เช่น พระร่วงหลังรางปืน พระร่วงหลังลายผ้า พระปางนาคปรก เป็นต้น ส่วนพระพุทธรูปนั้นมีเค้าโครงในศิลปะบาปวน ศิลปะบายน ที่แพร่หลายในละโว้ อาจทำเป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก หรือ พระชัยพุทธมหานาถ และมาปรากฏชัดเจนในสมัยอยุธยา มีการสร้างพระพุทธรูปแต่งองค์ทรงเครื่อง เช่น สวมเทริด หรือศิราภรณ์ มีกุณฑล (ตุ้มหู) สังวาล ทับ ทรวง ปั้นเหน่ง สนับเพลา รองพระบาท เนื่องจากการแต่งองค์ทรงเครื่องยังไม่เต็มยศมากนักเลยเรียกกันว่า "พระทรงเครื่องน้อย"

ต่อมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนกลางเรื่อยมา เริ่มนิยมสร้างให้พระพุทธรูปใส่พัสตราภรณ์แบบกษัตริย์อย่างเต็มยศอย่างอลัง การณ์ เช่น พระพุทธนิมิตรวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญบรมไตรโลกนาถ ที่วัดหน้าพระเมรุ พระนครศรี อยุธยา จึงเรียกกันว่า "พระทรงเครื่องใหญ่"

ล่วง มาในสมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ ระยะแรกจะเป็นการสืบทอดงานศิลปะจากสมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อครั้งบ้านเมืองสงบสุข แต่เค้าเงื่อนที่ปรากฏให้เห็นอาจจะเป็นการสร้างเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตน ปฏิมากร หรือ พระแก้วมรกต ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงสร้างถวาย ในลักษณะของเครื่องทรงเยี่ยงกษัตริยาธิราช มาปรากฏชัดเจนมากขึ้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่ปางห้ามสมุทรขึ้น 2 พระองค์ และถวายพระนามว่า พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และพระพุทธเลิศหล้าสุลาลัย (ภายหลังพระ บาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเปลี่ยนสร้อยพระนามเป็น "นภาลัย") ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดา ราม

ความ นิยมในพระทรงเครื่องที่เรียกว่า "พระรัตนฯ" เริ่มแพร่หลายตั้งแต่นั้นมา แต่พระพักตร์และพระศอจะแข็งเหมือนหุ่นกระบอก เข้าใจว่าไม่นิยมให้พระพุทธรูปแสดงอารมณ์และความรู้สึก นอกจากนี้ ยังเห็นได้ชัดเจนว่ามีอิทธิพลของ จีนปรากฏอยู่อย่างเด่นชัด สาเหตุเนื่องจาก รัชกาลที่ 3 ทรงมีการติดต่อค้าขายกับจีน

เอกลักษณ์สำคัญของพระ รัตนฯ ที่ได้รับอิทธิพลจากจีน ได้แก่ การปิดทองร่องชาด และการลงรักปิดทอง นอกเหนือจากการทำจีวรหรือพัสตราภรณ์พระพุทธรูปเป็นลายดอก ส่วนใหญ่จะทำเป็น "ลายดอกพิกุล" ถ้าเป็นฝีมือช่างหลวงจีวรดอกจะละเอียดมากและบางแนบเนื้อ สันนิษฐานว่าคงจะนำลายผ้าจากต่างประเทศมาทำเป็นลายจีวร และต่อมาก็ทำแพร่หลายไปเป็นพระพุทธรูปปางอื่นๆ และกระจายไปถึงรูปพระอรหันต์ พระอัครสาวก เช่น พระมาลัย พระสังกัจจายน์ หรือรูปเคารพอื่นๆ อาทิ พระนารายณ์ทรงโค พระแม่โพสพ ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นถึงความโดดเด่นในการสร้างสรรค์งานศิลปะแห่งพระ พุทธรูปทรงเครื่องที่นิยมกันอย่างกว้างขวางสมัยรัตนโก สินทร์ครับผม

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-07-04 08:19:57


ความเห็นที่ 17 (1381877)

ดิน พระนางพญา

คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง
โดย ราม วัชรประดิษฐ์



ใน ประเทศไทย พระเครื่องที่มีชื่อเสียงที่สุด ด้วยคุณสมบัติทางพุทธศิลปะอันงดงาม กอปรกับพุทธคุณที่ทรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์เป็นเลิศปรากฏเป็นที่ประจักษ์ จนได้รับการยอมรับยกย่องจากพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เริ่ม ให้ความสนใจในพุทธศิลปะพระบูชาและพระเครื่อง

ถูกรวบรวมขึ้นเป็นชุด เบญจภาคี อันหมายถึง "สุดยอดพระเครื่อง 5 ประเภท" โดย เสธ. ประจญ กิตติประวัติ หรือที่รู้จักกันทั่วไปในนามปากกา "ตรียัมปวาย" นั้น ได้แก่ 1) พระสมเด็จของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) 2) พระนางพญา วัดนางพญา จ.พิษณุโลก 3) พระรอด วัดมหาวัน จ.ลำพูน 4) พระกำแพงซุ้มกอ จ.กำแพง เพชร และ 5) พระผงสุพรรณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.สุพรรณบุรี

พระเครื่องแต่ละพิมพ์ก็จะมีประวัติวิธีการสร้างและ เอกลักษณ์แม่พิมพ์เฉพาะตัวแตกต่างกันไป เริ่มด้วยเนื้อมวลสารในการสร้างองค์พระทั้ง 5 พิมพ์นี้ สามารถแยกเนื้อมวลสารออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ประเภทเนื้อผง และประเภทเนื้อดิน ที่ผ่านการเผา


สำหรับ พระนางพญา อยู่ในประเภท "พระเนื้อดินเผา" เช่นเดียวกับ พระรอด พระกำแพงซุ้มกอ และพระผงสุพรรณ ซึ่งจะมีคุณลักษณะ ที่เหมือนกันประการหนึ่งคือ มวลสารหลักเป็น "ดินมงคล" อันเป็นดินบริสุทธิ์ที่ปราศจากการเหยียบย่ำ ตามคติโบราณจะนำดินจากสังเวชนียสถาน คือ สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน มาจัดสร้าง โดยส่วนใหญ่จะใช้ "ดินกลางใจเมือง" ซึ่งถือกันว่าเป็นดินบริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ และ "ดิน" ในแต่ละแห่งนั้น ก็จะมีความแตกต่างกัน อันเป็นผลให้คุณสมบัติของพระเนื้อดินเผาแต่ละพิมพ์มีความแตกต่างกันด้วย

เมื่อ ได้ดินที่ต้องการแล้ว นำมาผสมกับมวลสารประกอบต่างๆ ซึ่งแตกต่างกันไป อันได้แก่ เนื้อว่าน น้ำว่าน เกสรดอกไม้ ฯลฯ หมักและนวดให้ได้ที่ จากนั้นกดเนื้อดินกับแม่พิมพ์ ดินเผา นำมาผึ่งให้แห้งก่อนเข้าเตาเผา ซึ่งอาจใส่หม้อหรือไหดินเผาเพื่อไม่ให้องค์พระเปื้อนดินทรายที่รองพื้นอยู่ ภายในเตา เพื่อเข้าสู่กระบวนการผ่านความร้อนกลายเป็น "พระเนื้อดินเผา"

การ เผาในสมัยก่อน เนื่องจากความกว้างของพื้นที่ภายในเตา ประกอบกับการสุมฟืนแบบโบราณ ทำให้องค์พระได้รับความร้อนไม่เท่ากัน ลักษณะสีสันขององค์พระจึงแตกต่างกันไป ได้แก่ สีเหลือง สีแดง สีมอย สีพิกุลแห้ง สีดำ และสีเขียว อันเป็นจุดหนึ่งของการพิจารณา อาทิ องค์พระสีดำ จะมีขนาดใหญ่กว่าสีอื่น เนื่องจากได้รับความร้อนน้อยจึงไม่เกิดการหดตัวของเนื้อดินเท่ากับสีอื่น องค์พระสีเขียว เป็นพระได้ รับความร้อนมากกว่าสีอื่น จึงมีลักษณะเล็กและแกร่ง ที่คนโบราณเรียกว่า "ดินตรัสรู้" หรือ "แก่ไฟ" นั่นเอง

จุดสังเกตพระเนื้อดินที่ผ่านการเผานั้น ถ้าใช้กล้องส่องดูจะเห็น "Plastic Cover" อันเป็นปฏิกิริยาที่เกิดจากดินได้รับความร้อนสูง แร่ธาตุภายในจึงละลายออกมาสู่ผิวขององค์พระ แปรสภาพของพื้นผิวชั้นนอกเป็นแผ่นบางๆ ปกคลุมคล้ายถูกเคลือบเป็นมันไว้บางๆ ต่อมาเมื่อผ่านการบรรจุกรุ ฝังดิน หรือถูกแช่น้ำ เป็นระยะเวลานานหลายร้อยปี จะเกิดการย่อยสลายของผิวชั้นนอก เมื่อเอากล้องส่องดูจะพบความนุ่มนวลอยู่ตลอดองค์พระ ที่เรียกว่า "ผิวหนึกนุ่มและแห้งด้าน" พื้นผิวจะปราศจากความมันซึ่งเกิดจากการเผา แต่ถ้าองค์พระถูกนำมาใช้ ผ่านการสัมผัสหรือเสียดสีจะเกิดเป็นความมันในอีกลักษณะหนึ่ง และพระที่บรรจุกรุมักจะเกิดการทับถมของผิวชั้นนอกจากฝุ่นละอองภายในกรุ เมื่อถูกสัมผัสหรือเสียดสีก็จะเกิดความมันเช่นกันแต่คนละแบบกัน

"พระ นางพญา" ดินที่ใช้จะเป็นดินในบริเวณจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งมีส่วนผสมของกรวดทราย เราจะสังเกตเห็นเม็ดทรายละเอียดปะปนอยู่ ซึ่งบางคนเข้าใจว่าเป็นแร่ธาตุ แต่ความจริงก็คือเม็ดกรวดทรายนั่นเอง และเมื่อผ่านการเผาก็จะปรากฏ "เม็ดผด" ซึ่งเกิดจากจากปฏิกิริยาของกรวดทรายที่ถูกความร้อน โดยเฉพาะกรุพระที่อยู่ในพระเจดีย์ที่บรรจุเป็นกรุที่เปียกชื้นเรียกว่าเกือบ จะแช่ในน้ำ ที่เรียกว่า "กรุน้ำ" นั้น ผิวองค์พระก็จะถูกน้ำกัดกร่อน มีเม็ดกรวดทรายลอยเป็นเม็ดผดเห็นได้ชัด อันกลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งในการพิจารณาครับผม

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-07-03 10:20:25


ความเห็นที่ 16 (1379967)

ชมรม พระเครื่อง

แทน ท่าพระจันทร์

สวัสดี ครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน พระนางพญา พิษณุโลก กรุวัดนางพญานั้น มีอยู่ด้วยกัน 6 พิมพ์ คือ พระนางพญาพิมพ์เข่าโค้ง พิมพ์เข่าตรง ในพิมพ์เข่าตรงยังแยกออกเป็นพิมพ์เข่าตรง และพิมพ์เข่าตรงมือตกเข่า พิมพ์อกนูนใหญ่ พิมพ์สังฆาฏิ พิมพ์เทวดาหรือพิมพ์อกแฟบ และพิมพ์อกนูนเล็ก ปุจฉาในฉบับที่แล้วก็คือพระนางพญา พิษณุโลก พิมพ์สังฆาฏิครับ ทายถูกกันไหมครับ ทีนี้เราก็ต้องมาดูที่ภาพในส่วนที่เห็นในการปุจฉาครับว่าเราเห็นอะไรกันบ้าง และมีข้อสังเกตที่นำมาเป็นข้อมูลในการพิจารณาว่าเป็นพิมพ์สังฆาฏิอย่างไร

ครับ ในภาพที่เราเห็นนั้นเราจะเห็นในส่วนของแขน หน้าตัก และชายสังฆาฏิ ลองมาดูกันนะครับ ในส่วนของหน้าตักเราจะเห็นว่าเป็นหน้าตักที่เป็นเส้นตรง เราก็ตัดพิมพ์เข่าโค้งไปได้เลย มาดูที่ส่วนลำพระองค์ และเห็นปลายสังฆาฏิและชายจีวร ที่ลำพระองค์ที่เห็นเป็นลำพระองค์ที่ค่อยๆ กลืนหายลงไป ไม่เป็นส่วนของลอนท้องหรือนูนเด่นชัด ก็ตัด พิมพ์เข่าตรงและพิมพ์อกนูนใหญ่ อกนูนเล็กไปได้ ดังนั้น เราก็จะเหลือพิมพ์สังฆาฏิและพิมพ์เทวดาเท่านั้น ทีนี้ก็มาดูต่อที่เส้นสังฆาฏิและเส้นชายจีวร เราจะเห็นว่าเส้นสังฆาฏิเป็นเส้นหนาปลายตัดชัดเจน และเส้นชายจีวรก็เป็นเส้นชัดเจนวาดเฉียงลงมาไปยังซอกแขนขวาขององค์พระ ก็แสดงให้เห็นได้ว่าเป็นพิมพ์สังฆาฏิ และที่ชัดเจนมากที่สุดก็คือให้สังเกตดูที่ข้อมือขวาขององค์พระที่วางมาที่ หัวเข่า จะเห็นว่าเป็นการวางมือแบบหักข้อมือ โดยที่มือวางหักออกด้านนอก ตรงนี้เป็นเอกลักษณ์ของพระนางพญาพิษณุโลก พิมพ์สังฆาฏิโดยเฉพาะครับ

ที นี้เรามาดูภาพองค์พระเต็มๆ กัน พระนางพญา พิมพ์สังฆาฏิถ้าเราดูโดยรวมที่กรอบของพิมพ์พระ จะเห็นว่ามีสัณฐานเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมที่เกือบจะเป็นสามเหลี่ยมด้านเท่า ซึ่งแตกต่างจากพระนางพญาพิมพ์อื่นๆ ทุกพิมพ์ ส่วนพระนางพญาพิมพ์อื่นๆ นั้นจะเป็นรูปทรงสัณฐานรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่ว ต่อมาเราก็มาดูที่พระพักตร์ของพระนางพญา พิมพ์สังฆาฏิ พระพักตร์ของพระนางพญาพิมพ์นี้จะมีคางค่อนข้างใหญ่เกือบเป็นสี่เหลี่ยม หน้าผากระหว่างเส้นไรพระศกจะเห็นว่าเป็นรอยยุบลงไปเป็นตำหนิของแม่พิมพ์ ที่พระกรรณข้างซ้ายขององค์พระจะเห็นว่าพระกรรณเป็นเส้นต่อจากไรพระศกลงมา แล้วแยกเป็นสองเส้นมาจรดเส้นสังฆาฏิและเส้นจีวรตรงบริเวณบ่าขององค์พระ พระกรรณขวาขององค์พระที่ส่วนปลายจะแยกออกเป็นหางแซงแซว หัวไหล่ขวาขององค์พระถ้าเราสังเกตดีๆ ก็จะเห็นว่า มีเนื้อเกินนูนออกมาทางด้านข้าง ทำให้เหมือนกับว่า มีกล้ามเนื้อหัวไหล่ให้เห็นได้ชัด

ครับ นี่แหละครับ ก็เป็นจุดสังเกตส่วนหนึ่งของพระนางพญา พิษณุโลก กรุวัดนางพญา พิมพ์สังฆาฏิครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-06-16 03:41:36


ความเห็นที่ 15 (1379611)

ข้อ สังเกตพระวัดปากน้ำ

คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง
โดย ราม วัชรประดิษฐ์

พระผงของ ขวัญวัดปากน้ำ ของท่านเจ้าประคุณพระมงคลเทพมุนี หรือหลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญ ธนบุรีนั้น เป็นพระเครื่องที่ขึ้นชื่อลือชาเป็นอย่างยิ่ง และมีผู้นิยมบูชาแสวงหา ตลอดจนต้องการรู้หลักการพิจารณาเบื้องต้นกันมากมาย ดังนั้น จึงเห็นควรว่าน่าจะพูดคุยกันเป็นเบื้องต้นเกี่ยวกับพระยอดนิยมพิมพ์นี้ เพราะอธิบายทางโทรศัพท์ หรือทางอีเมล์ กันไม่หวาดไม่ไหวแล้ว

พระผง ของขวัญวัดปากน้ำนี้ หลวงพ่อสดท่านสร้างขึ้นเพื่อมอบเป็นของขวัญให้กับผู้มีจิตศรัทธาสมทบทุนช่วย กันสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม นับเป็นการบอกบุญรุ่นแรกๆ และมอบพระให้เป็นที่ระลึก เลยเรียกกันว่า "พระของขวัญ" ซึ่งจัดสร้างเป็นพระเนื้อผง ประกอบด้วยวัตถุมงคลต่างๆ มีตัวหลักเป็นผงปูน และเขียนผงเป็นยันต์วิเศษตามตำรับ เช่น ผงมหา ราช ผงอิทธิเจ ผงปถมัง เป็นต้น มีมวลสารอื่นๆ อาทิ ดอกมะลิแห้งที่มีผู้นำไปบูชา เส้นเกศาของหลวงพ่อสดเอง


พระ วัดปากน้ำนี้มีอยู่ด้วยกัน 3 รุ่น ปรากฏว่าพุทธคุณเป็นที่เลื่องลือทั้งด้านเมตตามหานิยม มหาลาภ แคล้วคลาดคงกระพัน จนพูดกันติดปากว่า "ถ้ามีพระวัดปากน้ำอยู่กับตัวแล้ว ในน้ำไม่ตาย บนบกไม่ตาย กลางอากาศไม่ตาย ลาภผลไม่ขาดมือ และมีค่าเท่ากับสมบัติพันล้าน หากมุ่งหวังสิ่งใดก็ให้อธิษฐานเถิดจักเกิดสัม ฤทธิผลทุกประการ" และเนื่องจากองค์พระเป็นเนื้อผง จึงมีความเปื่อยยุ่ยง่าย ดังนั้น จึงพบว่าบางองค์มีการนำมาลงแล็กเกอร์เพื่อให้เกิดความคงทน

"พระ ปากน้ำรุ่นแรก" เป็นพระผงสีขาวนวล เนื้อองค์พระจะแห้งนุ่มนวล ลักษณะเหมือนจะยุ่ยไม่แกร่ง เมื่อถูกน้ำก็อาจจะละลายได้ง่าย พุทธลักษณะอยู่ในกรอบรูปสี่เหลี่ยม องค์พระประทับนั่งขัดสมาธิราบ ปางประทานพร พระ หัตถ์ขวาเป็น "มุทรา" เห็นพระดัชนีชัดเจน ประทับนั่งเหนือบัลลังก์บัวคว่ำบัวหงาย ภายใต้ซุ้มเรือนแก้วมีเส้นรัศมีกระจายจากซุ้มในแนวขวางสื่อถึงฉัพพรรณรังสี ด้านหลังมียันต์เป็นอักษรขอมอ่านได้ว่า "ธรรมขันธ์" เนื่องจากสร้างจำนวนพอสมควรจึงใช้แม่พิมพ์ถึง 10 พิมพ์ แต่จะมีจุดสังเกตที่พอพิจารณาเป็นเบื้อง ต้นคือ 1.เส้นรัศมีที่ขวางทางด้านขวามีจำนวน 11 เส้น เส้นรัศมีด้านซ้ายมี 13 เส้น ครูบาอาจารย์เก่าๆ บอกว่าเหมือนบานเกล็ดที่เปิดปิดได้ 2.เค้าพระพักตร์ส่วนพระปราง (แก้ม) พองออกเป็นรูปกลม ยกเว้นปลายคางที่สอบแหลมเล็กน้อย 3.องค์พระจะอวบอ้วนนูนสูงกว่ารุ่นสองและรุ่นสาม 4.ข้อพระกรซ้ายจะเรียวเล็ก พระหัตถ์ที่ยกขึ้นจีบนิ้วหนาใหญ่กว่ารุ่นอื่น 5.พระกรรณด้านขวาจะยาวกว่าด้านซ้าย ให้สังเกตดีๆ ว่าเกือบทุกพิมพ์ด้านบนขององค์พระจะกว้างกว่าด้านล่าง แต่แทบจะสังเกตไม่เห็น

"พระวัดปากน้ำรุ่นสอง" พุทธลักษณะพิมพ์ทรงเหมือนรุ่นแรก แต่เนื้อจะเพิ่มตัวประสานคือ น้ำมันตั้งอิ้ว และพิถีพิถันในการกดพิมพ์ให้แน่นขึ้น เนื้อองค์พระจะแกร่ง ดูไม่ยุ่ย รวมทั้งดูไม่เก่าเหมือนรุ่นแรกและจุดสังเกตที่เป็นเอกลักษณ์ต่างกัน

"พระ วัดปากน้ำรุ่นสาม" พุทธลักษณะจะต่างจากรุ่นแรกและรุ่นสองอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากนำแม่พิมพ์เดิมมาตกแต่งเพิ่มเติมและจัดสร้างเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้องใช้แม่พิมพ์จำนวนมาก จะเห็นความคมชัดและสวยงามขององค์พระกว่ารุ่นหนึ่งและรุ่นสอง เนื้อมีความแกร่งเพราะเพิ่มตัวประสานกันพระยุ่ย องค์พระจะดูใหม่และมีกลิ่นน้ำมันตั้งอิ้วผสมอยู่ อีกทั้งเอกลักษณ์ในแม่พิมพ์ก็ต่างกัน

ตามความเห็นของผมแล้วการแยกพระ รุ่นสอง รุ่นสาม ไม่ใช่ปัญหา แต่เรื่องยากคือการดูรุ่นหนึ่งให้ขาด เนื่องจากมีทั้งลงแล็กเกอร์และไม่ลง อีกทั้งมีพิมพ์ต่างๆ อีกนับสิบพิมพ์ซึ่งต้องสังเกตและพิจารณาให้รอบคอบครับผม

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-06-13 09:10:44


ความเห็นที่ 14 (1379327)

ชมรม พระเครื่อง

แทน ท่าพระจันทร์

สวัสดี ครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน วันนี้พอดีมาเจอข้อมูลของพระผงวัดโพธิ์ท่าเตียน หรือที่คนในยุคเก่าๆ จะเรียกว่า "พระผงกระดูกผี วัดโพธิ์ท่าเตียน" ไงครับ ในปัจจุบันอาจจะลืมเลือนกันไปบ้าง ไม่ค่อยได้มีใครพูดถึง แต่ความเป็นจริงเป็นพระที่ดังมากในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นที่กล่าวขวัญกันมาอีกนาน จากอภินิหารต่างๆ ของพระวัดโพธิ์นี้ แต่ประวัติความเป็นมาและพระเกจิอาจารย์ผู้สร้างน้อยคนที่จะรู้

พระ ผงอัฐิวัดโพธิ์ท่าเตียน สร้างขึ้นเมื่อตอนสงครามอินโดจีนต่อกับสงครามโลกครั้งที่สองในครั้งนั้นวัด ต่างๆ ก็สร้างวัตถุมงคลให้แก่ทางการเพื่อแจกจ่ายให้กับทหาร ตำรวจและประชาชนเพื่อเป็นขวัญกำลังใจและปกป้องคุ้มครองภัย วัดโพธิ์ก็เป็นวัดหนึ่งที่สร้างวัตถุมงคลในครั้งนั้น พระผงอัฐิ วัดโพธิ์ สร้างโดยพระอาจารย์หนู ซึ่งท่านเป็นพระที่เดินทางมาจากจังหวัดสุรินทร์ ท่านเป็นพระที่มีอาคมแก่กล้า และเชี่ยวชาญทางด้านแพทย์แผนโบราณ ท่านจะเลี้ยงว่านต่างๆ ไว้มากมาย ในสมัยนั้นจะมีผู้คนไปให้พระอาจารย์หนูช่วยปัดเป่าทุกข์โศกโรคภัย และไปขอให้ท่านช่วยรดน้ำมนต์ให้ อีกทั้งไปขอวัตถุมงคลต่างๆ จากท่านมากมาย

ประมาณ ปี พ.ศ. 2485 ท่านพระอาจารย์หนูท่านเห็นว่า ประเทศไทยเดือดร้อนเนื่องจากฝ่ายพันธมิตรมาทิ้งระเบิดใส่ฐานทัพญี่ปุ่นใน ประเทศไทยหลายครั้งสร้างความเดือดร้อนไปทั่ว ประชาชนก็ได้รับผลกระทบไปด้วย มีประชาชนบาดเจ็บและเสียชีวิตจากลูกหลงหลายราย ท่านจึงได้สร้างพระเครื่องขึ้นมาเพื่อแจกจ่ายให้แก่ประชาชนนำไปคุ้มครอง ป้องกันตัว พระอาจารย์หนูท่านเป็นพระที่มีวิชาอาคมมาก ท่านได้สร้างพระเครื่องขึ้นโดยผิดแปลกแตกต่างไปจากทั่วๆ ไป โดยท่านได้นำเอาเถ้ากระดูกของคนตายมาเป็นส่วนผสมเนื้อในการสร้างพระเครื่อง ของท่าน ซึ่งผู้สร้างจะต้องมีวิชาอาคมแก่กล้ามากๆ เนื่องจากจะมีแรงอาถรรพ์อยู่ในตัว โดยพระอาจารย์หนูท่านจะเก็บรวบรวมผงเถ้าอัฐิจากเชิงตะกอน โดยพระอาจารย์หนูท่านจะทำพิธีพลีกรรมก่อนทุกครั้งตามวิชาที่ท่านเรียนมา นอกจากนี้ ท่านยังได้นำว่านโพงมาบดผสมเข้าไปด้วย ส่วนว่านโพงนี้ชาวบ้านจะเรียกกันว่าว่าน "กระสือ" เชื่อว่ามีอาถรรพ์มากมักขึ้นอยู่ในป่าลึก หากมีสัตว์พลัดหลงเข้าไปในบริเวณดงว่านชนิดนี้ จะถูกดูดกินเลือดจนตาย คนที่มีวิชาอาคมมักจะนำว่านชนิดนี้มาเลี้ยงไว้เฝ้าบ้าน

การที่พระ อาจารย์หนูท่านได้นำวัตถุอาถรรพ์ที่ดูๆ แล้วน่ากลัวมาสร้างพระนั้น ท่านก็ได้มีการพลีกรรมต่างๆ อย่างถูกต้องตามตำรา สำหรับผู้ที่ใช้พระเครื่องของท่านกลับได้แต่ผลดี และได้ผลในด้านคุ้มครองป้องกันตัว แม้แต่มีอยู่ในบ้านขโมยเข้ามายังสติฟั่นเฟือนไปเลย อานุภาพคล้ายๆ กับประเภทเครื่องรางของขลังต่างๆ พระเครื่องของท่านนั้น***นมากเห็นผลกันทุกราย เรื่องเล่าเกี่ยวกับความ***นนี้มีมากมายคนในรุ่นเก่าๆ รู้ดีครับ หน้ากระดาษไม่เพียงพอที่จะเล่าในปัจจุบันนี้ค่อนข้างหาของแท้ๆ ยากนะครับ ถ้าท่านผู้ใดมีไว้ก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้าของเถ้ากระดูกบ้างจะได้โชค ลาภสมปรารถนาครับ (ข้อมูลจากหนังสือ (ART OF SIAM)

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-06-10 17:30:25


ความเห็นที่ 13 (1378375)

ชมรม พระเครื่อง

แทน ท่าพระจันทร์

สวัสดี ครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน เป็นยังไงบ้างครับ พอจะทายถูกไหมครับว่าเป็นพระกรุวัดบางขุนพรหมพิมพ์อะไร คงไม่ยากนะครับ เนื่องจากมีเอกลักษณ์ให้เห็นชัดเจน ส่วนของพระสมเด็จที่ปุจฉาไว้ก็คือพระสมเด็จกรุวัดบางขุนพรหม พิมพ์เกศบัวตูมครับ ที่ผมนำมาปุจฉาต่อจากพระสมเด็จ พิมพ์เกศบัวตูมของวัดระฆังฯ ก็เพื่อจะได้ให้เห็นว่าพระของทั้งสองวัดนั้นเป็นคนละแม่พิมพ์กันครับ

ที นี้เรามาดูจุดที่เราเห็น ในรูปที่ปุจฉา แล้วเราจะรู้ ได้อย่างไรว่าเป็นพระพิมพ์ เกศบัวตูมของกรุวัดบางขุนพรหม ครับเรามาเริ่มดูที่ฐานของพระก่อนนะครับ เราจะเห็นได้ว่าฐานชั้นบนและฐานชั้นกลางนั้น มีความยาวของฐานเกือบเท่าๆ กันเช่นเดียวกับพระพิมพ์เกศบัวตูมของวัดระฆังฯ และฐานชั้นกลางก็เป็นแบบฐานสิงห์ เพียงแต่ลักษณะของฐานต่างกันเท่านั้น ซึ่งพระสมเด็จที่มีฐานชั้นบนกับชั้นกลางยาวเกือบเท่ากันนั้นเป็นเอกลักษณ์ ของพระพิมพ์เกศบัวตูมของทั้งสองวัดครับ ทีนี้มาดูกันต่อ ที่หน้าตักของพระเราก็จะเห็นได้ชัดว่ามีลักษณะของปลายพระบาทเป็นเส้นห้อยลง มาอย่างชัดเจนมาก ซึ่งพระพิมพ์เกศบัวตูมของวัดระฆังฯ ก็มีปลายพระบาทแต่จะปรากฏให้เห็นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งต่างจากพระพิมพ์เกศบัวตูมพิมพ์นี้ของกรุวัดบางขุนพรหม ซึ่งเราจะเห็นได้ชัดเจนมาก และพระสมเด็จกรุวัดบางขุนพรหม มีเพียงพิมพ์เดียวเท่านั้นที่แสดงให้เห็นส่วนของปลายพระบาทได้ชัดเจนเช่นนี้ ครับ ส่วนของพระที่นำมาปุจฉาเราสามารถเห็นอีกก็คือ ปลายมือที่ประสานกันบนหน้าตักของ พระจะแสดงเป็นเส้นเรียวมาจรดกันเท่านั้น เป็นการแสดงถึงว่ามิได้มีการวางมือซ้อนประสานไว้บนตัก ซึ่งก็เป็นเอกลักษณะของพระพิมพ์เกศบัวตูมของทั้งสองวัดครับ ส่วนของลำพระองค์ที่เห็นเพียงบางส่วนนั้นถ้าสังเกตดีๆ ก็จะเห็นเส้นปลายสังฆาฏิได้เลาๆ ถ้าเห็นส่วนของพระสมเด็จตามที่ปุจฉาไว้เราก็จะสามารถวิเคราะห์ได้ว่าเป็นพระ สมเด็จ พิมพ์เกศบัวตูม ของกรุวัดบางขุนพรหมครับ

พระสมเด็จ พิมพ์เกศบัวตูม ของกรุวัดบางขุนพรหมนี้จะมีแม่พิมพ์อยู่ประมาณ 3 แม่พิมพ์ครับ อีกแม่พิมพ์หนึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับของวัดระฆังฯ มาก แต่เส้นสายจะเล็กบางกว่าของวัดระฆังฯ และอีกพิมพ์หนึ่งจะคล้ายๆ กับแม่พิมพ์นี้ แต่เส้นสายของพระก็จะเล็กเรียวกว่าแม่พิมพ์นี้ โดยเฉพาะพระเกศจะเรียวเล็กกว่าครับ ทีนี้เรามาดูพระพิมพ์นี้ กันเต็มๆองค์ ก็จะเห็นว่าพระเกศเรียวเล็กกว่าของวัดระฆังฯ โคนพระเกศเป็นมุ่นมวยผมเช่นกันกับของวัดระฆังฯ องค์ที่สวยๆ ติดแม่พิมพ์ดีจะเห็นพระกรรณอย่างชัดเจน หัวไหล่ของพระกว้างผึ่งผายแล้วต่อลงมาเป็นส่วนแขนค่อยๆ เรียวลงมาจนจรดปลายมือ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของพระพิมพ์เกศบัวตูม ลำพระองค์ จะเป็นรูปตัววี ที่บริเวณหน้าอกจนมาถึงมือที่ประสานจะเห็นว่ามีเส้นสังฆาฏิปรากฏอยู่ พระแม่พิมพ์นี้จะเห็นเส้นแซมที่อยู่ระหว่างใต้ตักกับฐานชั้นบนครับ

ครับ นี่ก็เป็นเอกลักษณ์ของพระสมเด็จพิมพ์เกศบัวตูมของกรุวัดบางขุนพรหม ท่านผู้อ่านที่กำลังศึกษาเรื่องพิมพ์ของพระควรศึกษาจดจำรายละเอียดทั้งหมด ของพระครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-06-02 04:09:40


ความเห็นที่ 12 (1376676)

ฐาน พระพุทธรูปและพระเครื่อง

คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง
โดย ราม วัชรประดิษฐ์

เมื่อ ครั้งมีการสร้างพระพุทธรูปรุ่นแรกๆ ในเอเชียใต้ อาสนะขององค์พระพุทธเจ้าจะจำลองมาจากฐานใต้โพธิบัลลังก์ หากเป็น "พระพุทธรูปยืน" มักไม่ทำฐานรอง หากแต่ทำเป็นแกนเหล็กเสียบยึดองค์พระกับพื้น หรือจำหลักติดกับผนังฝาไปเลย สำหรับ "พระพุทธรูปนั่ง" ก็จะจำลองเป็นฐานหน้ากระดานหรือฐานเขียง อันมีลักษณะเรียบและโค้งเป็นครึ่งวงกลม หรือเป็นวงกลมรอบองค์พระ และที่สำคัญ "ฐานพระพุทธรูป" นั้น ยิ่งเก่ายิ่งเรียบง่ายไม่มีลวดลายใดๆ

ด้วยแนวคิดคติจักรวาลวิทยาแบบไตรภูมิ ที่แพร่หลายทั้งในลัทธิพราหมณ์และพุทธ เนื่องจากมีกำเนิดจากแหล่งเดียวกัน ทำให้องค์พระพุทธรูปและบรรดาเจดีย์ในพุทธศาสนา ได้แก่ ธาตุเจดีย์ บริโภคเจดีย์ ธรรมเจดีย์ และอุเทสิกเจดีย์ มีลักษณะเป็นแกนกลางของจักรวาลไปด้วย ดังนั้น ฐานของเจดีย์ประเภทต่างๆ จึงถูกจินตนาการให้มีสภาพเป็น "ป่าหิมพานต์" อันตั้งอยู่ ณ เชิงเขาพระสุเมรุ ประกอบด้วย ฝูงสัตว์ใหญ่น้อย และสิ่งแปลกประหลาดมหัศจรรย์ ดังนั้น เราจึงเห็นฐานขององค์พระจะจำหลักเป็นรูปสัตว์หิมพานต์ หรือทำเป็นรูปขาสิงห์ อันหมายถึงราชสีห์ในป่าดังกล่าว หากให้ครบองค์ประกอบจะมีน่องสิงห์ เล็บสิงห์ ครีบสิงห์ และนมสิงห์ด้วย ซึ่งท่านอาจจะเห็นชัดเจนในโต๊ะหมู่บูชาที่ทำโค้งเป็น "ขาสิงห์" เพราะถือว่าด้านบนเป็นเขาพระสุเมรุ

นอกจากนี้ คติพุทธศาสนายังเชื่อในความเกี่ยวพันของดอกไม้ประจำศาสนาชนิดหนึ่ง ซึ่งได้แก่ "ปทุมมาลย์ หรือดอกบัว" ดังนั้น ช่างจึงรังสรรค์ "ฐาน" อีกชั้นหนึ่งของสิ่งสักการะให้เป็นรูปดอกบัว บ้างเป็นดอกบัวคว่ำ บ้างทำเป็นดอกบัวหงาย หรือทำทั้งบัวคว่ำบัวหงาย เราเรียกว่า "ฐานปัทม์" บางครั้งเป็นการยากที่จะทำดอกบัวเป็นกลีบๆ ติดเข้าไป ก็ทำเป็นเพียงสัญลักษณ์ของการคว่ำการหงายโดยสังเกตได้จากด้านข้างซึ่งฐาน ชั้นนี้จะไม่โค้งเป็นขาสิงห์ หากแต่จะโค้งเป็นบัวบานและโค้งเป็นบัวคว่ำ ตรงกลางอาจทิ้งพื้นที่รอยต่อไว้เป็นท้องไม้

ดังนั้น ขนบฐานพระพุทธรูปและพระเครื่องจะมีภาพรวมเหมือนกัน คือ ชั้นล่างสุดจะเป็นฐานหน้าเรียบที่เรียกว่าฐานหน้ากระดาน หรือฐานเขียง (เนื่องจากเรียบและโค้งเหมือนเขียงสับหมู) ถัดขึ้นไปจะเป็นชั้นฐานขาสิงห์ ชั้นที่สามอยู่บนสุดจะทำเป็นฐานปัทม์หรือฐานบัว เราจะเรียกฐานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปว่า "ฐานชุกชี" (อ่านว่า ชุก-กะ-ชี) มีเค้าว่าจะมาจากภาษาเปอร์เซีย แปลว่าฐานที่นั่ง แต่หากแปลตามตัวจะหมายถึงที่รวมของพระสงฆ์ (ชี หมายถึง นักบวช) เนื่องจากมักนิยมนำผ้าทิพย์ห้อยพาดลงตรงกลางจึงเรียกกันว่าฐานผ้าทิพย์ และบ้างเรียกวัชรอาสน์ อีกด้วย

ฐานของพระเครื่องนั้นมีพัฒนาการและขนบเช่นเดียวกัน ที่มีฐานเขียงรองชั้นเดียว เช่น พระผงสุพรรณ ที่มีฐานหลายชั้น เช่น พระรอด ส่วนที่เห็นเป็นขนบฐานสามชั้นชัดเจน ได้แก่ พระสมเด็จฯ ของหลวงปู่โต ชั้นล่างสุดทำเป็นแท่งทึบตันปลายสองด้านตัดตรงเรียกฐานเขียง ชั้นต่อมาสองข้างฐานตวัดโค้งเป็นขาสิงห์ ส่วนฐานชั้นบนสุดทำเป็นแนวยาวกลมซึ่งก็คือฐานปัทม์หรือฐานบัวคว่ำบัวหงาย ครับผม

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-05-23 08:45:44


ความเห็นที่ 11 (1376675)

เหรียญ นั่งเมืองกรุนาดูน

คอลัมน์ เปิดตลับพระใหม่

สโมสร โรตารีมหาสารคาม ได้จัดสร้างวัตถุมงคลเหรียญพระนั่งเมืองกรุนาดูน ในปี พ.ศ.2540 เพื่อนำรายได้โดยเสด็จพระราชกุศลมูลนิธิสายใจไทย และให้การสนับสนุนการศึกษา รวมทั้งโครงการต่อต้านสารเสพติดของโรงเรียนต่างๆ ในจังหวัดมหาสารคาม

สำหรับ เหรียญพระนั่งเมืองกรุนาดูน สร้างขึ้นจากแผ่นทอง เงิน นาก ได้รับความเมตตาลงอักขระเลขยันต์จากพระเกจิคณาจารย์ทรงวิทยาคมทั่วประเทศ อาทิ สมเด็จพระพุฒา จารย์ วัดสระเกศวรมหาวิหาร, หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ จ.นครราชสีมา, หลวงปู่เจียม อติสโย จ.สุรินทร์ เป็นต้น

เหรียญ ที่สร้าง มีขนาด 2 คูณ 3 เซนติ เมตร ประกอบด้วย เหรียญเนื้อทองคำหนัก 35 กรัม สร้างตามจำนวนสั่งจองบูชาเหรียญละ 19,999 บาท เนื้อเงินสร้างจำนวน 1,000 เหรียญ บูชา 499 บาท เนื้อนวโลหะจำนวน 5,000 เหรียญ บูชา 299 บาท เนื้อทองเหลืองจำนวน 3,000 เหรียญ บูชา 99 บาท


ด้าน หน้าเหรียญ ได้จำลองประยุกต์จากต้นแบบพระพิมพ์ดินเผากรุพระธาตุนาดูน ปางปฐมเทศนา เป็นรูปพระ พุทธเจ้านั่งบนบัลลังก์ใต้โพธิ์ นักสะสมวัตถุมงคล เรียกว่า "ปางนั่งเมือง"

ด้านหลังเหรียญเรียบไม่มีอักษรหรือ อักขระใดๆ และทุกเหรียญทุกเนื้อจะตอกโค้ดและหมายเลขที่ด้านซ้ายหน้าเหรียญ

เหรียญดังกล่าว ประกอบพิธีมหาพุทธาภิเษกอย่างยิ่งใหญ่ ณ ลานหน้าพระบรมธาตุนาดูน อ.นาดูน จ.มหา สารคาม เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2540 โดยมีพระเกจิอาจารย์ชื่อดังร่วมพิธีจำนวนมาก อาทิ สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ, พระราชสารคามุนี เจ้าคณะจังหวัดมหาสารคาม, หลวงพ่อพุธ ฐานิโย วัดป่าสาลวัน จ.นครราช สีมา เป็นต้น

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี สโมสรโรตารี ได้เปิดให้ผู้สนใจได้เช่าบูชา ปรากฏว่าได้รับความสนใจเป็นประวัติการณ์ เหรียญรุ่นนี้หมดลงในเวลาอันรวดเร็ว เนื่องจากมีพุทธศิลป์ที่งดงาม เจตนาการสร้างที่บริสุทธิ์ และพระเกจิคณาจารย์ที่เข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษก ล้วนมีพุทธาคมเข้มขลัง  ทำให้เหรียญพระนั่งเมืองกรุนาดูน ประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์

อย่างไรก็ตาม แม้เวลาจะล่วงเลยผ่านมาถึง 13 ปี แต่ราคาเช่าหาเหรียญชนิดนี้ ยังไม่สูงเท่าใดนัก มีเพียงเนื้อทองคำสวยๆ ราคาเช่าหาพุ่งถึงหลักหมื่นปลาย ส่วนเนื้อเงินหลักแตะพันกลาง เนื้อนวโลหะหลักพันต้น เนื้อทองเหลืองหลักร้อยปลาย เหรียญพระนั่งเมืองกรุนาดูน จึงได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงมาจนถึงปัจจุบัน

ปัจจุบัน ยังคงพอหาเหรียญเนื้อนว โลหะและเนื้อเงิน ได้ตามศูนย์พระเครื่องบางแห่งในเมืองมหาสารคาม

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-05-23 08:43:46


ความเห็นที่ 10 (1374917)


ชมรม พระเครื่อง


แทน ท่าพระจันทร์

สวัสดี ครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน วันนี้เรามาวิสัชนารูปพระรอด กรุวัดมหาวันที่ผมนำมาปุจฉาไว้กัน ครับ พระรอดตามที่เห็นบางส่วนในรูปนั้น เราจะเห็นส่วนของผนังโพธิ์ ช่วงแขนขวาขององค์พระ (ซ้ายมือเรา) พระพักตร์ และช่วงลำพระองค์ของพระ เพียงเท่านั้นเราก็พอที่จะหาข้อมูลที่จะมาวิเคราะห์ได้แล้วว่าเป็นพระรอด กรุวัดมหาวัน พิมพ์ อะไรครับ

พระรอด กรุวัดมหาวันนั้น ถ้าเราสังเกต จากผนังโพธิ์ จะสามารถแยกพิมพ์พระออกได้ดังนี้ พระพิมพ์ที่มีผนังโพธิ์สองชั้น ให้เราสังเกตที่รอยตุ่มๆ ด้านขอบผนังนั้น ความจริงแล้วเป็นใบโพธิ์และกิ่งโพธิ์ สังเกตให้ดีตามรูปปุจฉาจะเห็นมีเนื้อนูนคล้ายสี่เหลี่ยมที่ด้านใน จุดแรกที่ด้านข้างแก้มขวาองค์พระใกล้กับใบโพธิ์จะมีเนื้อนูนเป็นเม็ด และจุดที่สองบริเวณข้างเศียรด้านขวาองค์พระจะเห็นเนื้อนูนเป็นรูปสี่เหลี่ยม ผืนผ้าอีกจุดหนึ่ง ความจริงถ้าดูผนังโพธิ์เต็มๆ จากรูปในวันนี้จะเห็นว่าอีกด้านหนึ่งของผนังโพธิ์ก็เป็นแบบเดียวกัน ผนังโพธิ์ในลักษณะนี้ ก็คือกลุ่มใบโพธิ์ที่ช่างแกะแม่พิมพ์ให้มีอยู่สองแถวคือแถวนอกและแถวใน กลุ่มแม่พิมพ์ของพระรอดกรุ วัดมหาวันที่มีใบโพธิ์สองแถวนี้จะมีในพระพิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง และพิมพ์เล็กเท่านั้น ส่วนพระรอดพิมพ์ต้อและพิมพ์ตื้นจะไม่มี คือเป็นใบโพธิ์แถวเดียวไม่มีใบโพธิ์ซ้อนแถวใน

ทีนี้เราก็สามารถแยกออกได้ว่า ส่วนของพระรอดที่เห็นนั้นจะเหลือเพียงแค่ พระรอดพิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง และพิมพ์เล็กเท่านั้น จากนั้นเราก็มาดูส่วนที่เราสามารถเห็นได้ที่เหลือ ก็มาดูที่ซอกแขนที่เราเห็น ให้สังเกตดูที่ซอกแขนพระ เราจะเห็นว่าบริเวณเส้นชายจีวรกับแขนพระ ที่ตรงซอกแขนนั้นจะมีเนื้อเกิน ลักษณะเป็นเส้นพิมพ์แตกนูนขึ้นมา นี่แหละเอกลักษณ์ ที่สามารถบ่งบอกได้ว่าเป็นพระพิมพ์อะไรครับ พระที่มีเนื้อเกินตรงบริเวณซอกแขนนี้จะมีในพระรอดพิมพ์กลางเพียงพิมพ์เดียว เท่านั้นครับ ส่วนของพระรอดที่ปุจฉาไว้ก็คือพระรอดพิมพ์กลางครับ

ใน วันนี้ผมก็ได้นำรูปพระรอดพิมพ์กลาง กรุวัดมหาวัน มาลงให้ดูกันเต็มๆ องค์ เราลองมาดูกัน สังเกตดูที่ฐานพระ จะเห็นว่าฐานมีสามชั้นผิดกับพระรอดพิมพ์ใหญ่ ตามที่ได้เสนอมาแล้ว และฐานชั้นล่างสุดจะหนากว่าฐานพระรอดพิมพ์อื่นๆ เส้นน้ำตกที่อยู่ตรงบริเวณฐานชั้นบนกับฐานชั้นกลางแบบพระพิมพ์ใหญ่ก็ไม่มี ถ้าได้ดูเปรียบเทียบจากองค์จริงระหว่างพระรอดพิมพ์ใหญ่กับพิมพ์กลาง ก็จะเห็นได้ว่าพระรอดพิมพ์ใหญ่จะมีขนาดเขื่องกว่าพระรอดพิมพ์กลางเล็กน้อย ครับ

ครับที่ผมปุจฉา-วิสัชนามานี้ก็เพื่อที่จะให้ท่านผู้อ่านเห็น ว่า การพิจารณาพระว่าแท้หรือไม่นั้น ต้องศึกษาอย่างละเอียด ต้องจดจำให้ได้ว่า พระที่เราศึกษานั้นมีรายละเอียดแม่พิมพ์อะไรบ้าง ไม่ใช่ว่าจำเพียงบางจุดเท่านั้น หรือ ที่ชอบเรียกกันว่าจุดตายนั้นไม่ถูกต้องครับ อาจจะทำให้จุดตายที่เราจำไว้กลาย เป็นจุดตายของเราเอง เมื่อพวกทำพระปลอมเขาเกิดทำพระปลอมให้เราดูที่จุด นั้น เราเลยพลาดพลั้งได้ครับ ความจริง ในพระหนึ่งองค์ยังมีจุดให้เราดูทั่วทั้งองค์ พระเลยครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-05-10 07:49:56


ความเห็นที่ 9 (1372972)


พระ สมเด็จฯวัดระฆัง พิมพ์ทรงเจดีย์


คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง
โดย ราม วัชรประดิษฐ์




แนว ทางการศึกษา พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ทรงเจดีย์ อาจใช้วิธีการเปรียบเทียบกับพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ใหญ่ โดยมีหลักการพิจารณาดังนี้

- เส้นขอบแม่พิมพ์ด้านซ้ายขององค์พระ ของพระสมเด็จ พิมพ์ทรงเจดีย์ จะลากยาวลงมาจรดกับขอบซุ้มเรือนแก้วตรงมุมล่างพอดี ต่างจากพระสมเด็จ พิมพ์ใหญ่ ซึ่งจะมาจรดกับขอบซุ้มเรือนแก้วตรงกลางของแขนองค์พระ

-พระเกศของพระสมเด็จ พิมพ์ทรงเจดีย์ จะมีรอยขยักเหมือนมีพวงมาลัยครอบไว้กลางพระเกศ ซึ่งต่างจากพระสมเด็จ พิมพ์ใหญ่

-บริเวณหัวไหล่ทั้งซ้ายและขวาขององค์พระ ระหว่างหัวไหล่ถึงใต้รักแร้ทั้งสองข้างของพระสมเด็จ พิมพ์ทรงเจดีย์ จะเท่าๆ กัน ต่างกับพระสมเด็จ พิมพ์ใหญ่ เนื้อที่ระหว่างหัวไหล่กับรักแร้ด้านขวาขององค์พระจะกว้างกว่าด้านซ้ายของ องค์พระ

-เส้นซุ้มครอบแก้วของพระสมเด็จ พิมพ์ทรงเจดีย์ จะเล็กกว่าเส้นซุ้มครอบแก้วของพระสมเด็จพิมพ์ใหญ่

- หัวฐานชั้นที่ 2 ด้านขวามือขององค์พระสมเด็จ พิมพ์ทรงเจดีย์ จะมีลักษณะเรียวแหลม ซึ่งคนโบราณเรียกว่า "หัวเรือเอี้ยม จุ๊น"

- พระสมเด็จ พิมพ์ทรงเจดีย์ ในองค์ที่ติดชัดจะมีเส้นผ้าอังสะพาดจากหัวไหล่ลงมาใต้รักแร้อย่างเห็นได้ชัด ส่วนพระสมเด็จ พิมพ์ใหญ่ จะไม่ปรากฏเส้นผ้าอังสะ

- แขนข้างขวาด้านในขององค์พระสมเด็จ พิมพ์ทรงเจดีย์ จะมีเนื้อพอกอยู่เป็นส่วนเกิน ซึ่งเป็นตำหนิของแม่พิมพ์ที่เป็นส่วนลึกสุด ถึงแม้องค์ใดจะผ่านการใช้จนสึกหรือกดพิมพ์ไม่ลึกเพียงพอ แต่เนื้อพอกส่วนเกินของซอกแขนนี้ก็คงจะยังปรากฏให้เห็นชัด เจนอยู่

- ข้อศอกซ้ายด้านนอกของพระสมเด็จ พิมพ์ทรงเจดีย์ จะไม่มีเส้นชายจีวรแล่นจากข้อศอกมายังเข่าเหมือนพระสมเด็จ พิมพ์ใหญ่

- มุมหัวฐานด้านขวาขององค์พระสมเด็จ พิมพ์ทรงเจดีย์ชั้นล่างสุด จะมีเส้นรอยแตกของแม่พิมพ์วิ่งแล่นจรดมุมซุ้ม

- สัดส่วนของพระสมเด็จ พิมพ์ทรงเจดีย์ จะเล็กกว่าพระสมเด็จ พิมพ์ใหญ่

ท้ายสุดคือพิมพ์ด้าน หลัง พิมพ์ด้านหลังของพระสมเด็จ พิมพ์ทรงเจดีย์ จะไม่เหมือนพิมพ์ด้านหลังของพระสมเด็จ พิมพ์ใหญ่ ตามภาษาวงการพระเรียกว่า "พิมพ์หลังทื่อ" หรือหลังเรียบ และขอบด้านหลังจะมี "รอยปูไต่" อันเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญที่สุดของพระ สมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม ซึ่งท่านเจ้าประ คุณสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ได้สร้างขึ้นครับผม

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-04-25 10:03:21


ความเห็นที่ 8 (1371790)

คอ ลัน์ ชมรมพระเครื่อง

ด้วยความจริงใจ แทน ท่าพระจันทร์

สวัสดี ครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน วันนี้เรามาคุยกันถึง ท่านเจ้าคุณมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อสด) วัดปากน้ำภาษีเจริญ ซึ่งท่านได้สร้างพระของขวัญแจกให้แก่ญาติโยม และในปัจจุบันเป็นที่นิยมเสาะหาของผู้ที่เลื่อมใสและผู้นิยมสะสมพระเครื่อง เป็นอย่างมากครับ

พระมงคลเทพมุนี หรือประชาชนโดยทั่วไปมักเรียกท่านว่า หลวงพ่อสดนั้น ท่านเกิดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ.2427 ที่บ้านสองพี่น้อง ตำบลสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี โยมบิดาชื่อ เงิน โยมมารดาชื่อ สุดใจ หลวงพ่อสดท่านได้เรียนหนังสือกับพระภิกษุผู้เป็นน้าชายที่วัดสองพี่น้อง แล้วย้ายมาอยู่วัดบางปลา อำเภอบางเลน กับท่านอาจารย์ทรัพย์จนสามารถอ่านออกเขียนได้ทั้งภาษาไทยและภาษาขอมอย่าง คล่องแคล่ว หลังจากนั้นก็ได้กลับมาช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพ

ต่อมาใน ปี พ.ศ.2449 หลวงพ่อสดท่านได้อุปสมบทที่วัดสองพี่น้อง โดยมี พระอาจารย์ดี วัดประตูสาร เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูวินยานุโยค (เหนี่ยง) วัดสองพี่น้อง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์โหน่ง วัดสองพี่น้องเป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่ออุปสมบทแล้วท่านก็อยู่จำพรรษาอยู่ที่วัดสองพี่น้องอยู่ 1 พรรษา หลังจากนั้นท่านก็ได้ย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กทม. เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม ทั้งที่วัดพระเชตุพนฯ และวัดอรุณราชวราราม วัดมหาธาตุฯ วัดสุทัศน์ วัดจักรวรรดิฯ ต่อมาท่านก็ได้มาศึกษาเกี่ยวกับด้านวิปัสสนาธุระจากพระมงคลทิพย์มุนี วัดจักรวรรดิฯ พระอาจารย์ดี วัดประตูสาร พระอาจารย์เนียม วัดน้อย พระอาจารย์โหน่ง วัดสองพี่น้อง พระสังวรานุวงษ์ วัดราชสิทธิ์ พระครูญาณวิรัติ (โป๊ะ) วัดพระเชตุพนฯ พระอาจารย์สิงห์ วัดละครทำ พระอาจารย์ปลื้ม วัดเขาใหญ่ กาญจนบุรี เป็นต้น

สมณศักดิ์ที่หลวงพ่อ สดได้รับมีดังต่อไปนี้ ปี พ.ศ.2459 เป็นพระสมุห์ ฐานานุกรมในพระศากยยุตติวงศ์ พ.ศ.2464 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร ที่พระครูสมณธรรมสมาทาน พ.ศ.2490 เป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ.2492 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่พระภาวนาโศลเถร พ.ศ.2494 ได้รับพระราชทานพัดยศเทียบเปรียญ พ.ศ.2498 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่พระมงคลราชมุนี พ.ศ.2500 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระมงคลเทพมุนี หลังจากนั้นหลวงพ่อสดท่านก็เริ่มอาพาธจนกระทั่งมรณภาพลงเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 สิริอายุได้ 75 ปี พรรษาที่ 53

หลวงพ่อสดท่าน ได้สร้างวัตถุมงคลไว้หลายอย่าง เช่น พระผงของขวัญวัดปากน้ำ 3 รุ่น คือ พระผงของขวัญรุ่นแรก เป็นพระเนื้อผงที่ไม่ได้เคลือบชะแล็ก ต่อมาก็ได้สร้างรุ่นสองโดยใช้แม่พิมพ์ และเนื้อแบบเดิม แต่เคลือบชะแล็ก และก็นิยมเรียกรวมกันว่าเป็นรุ่นแรกเช่นกัน ต่อมาได้สร้างอีกรุ่นหนึ่งเป็นรุ่นที่สาม โดยแกะแม่พิมพ์ใหม่และผสมเนื้อ โดยเพิ่มน้ำมันตั้งอิ้วเพื่อเป็นตัวประสาน และนอกจากนี้ยังมีเหรียญอีกสองรุ่นคือเหรียญถวายภัตตาหารและเหรียญฉลอง สมณศักดิ์ เป็นต้น

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-04-16 09:08:23


ความเห็นที่ 7 (1370736)

พระ ร่วงยืน กรุเมืองสุพรรณบุรี

คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง
โดย ราม วัชรประดิษฐ์


"พระ ร่วง" ใช่ว่าจะมีการขุดค้นพบเพียงที่สุโขทัย-ศรีสัชนาลัยเท่านั้น ที่จังหวัดสุพรรณบุรีก็มีพระร่วงที่มีพุทธศิลปะงดงาม โดดเด่น มีความเป็นเลิศทางพุทธคุณ ทรงคุณค่าทั้งทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี และเป็นที่นิยมสะสมและแสวงหาอย่างกว้างขวางในแวดวงนักนิยมสะสมพระเครื่องพระ บูชาไม่แพ้พระร่วงกรุอื่นๆ ทีเดียว ฉบับนี้ จะกล่าวถึง "พระร่วงยืน" ซึ่งมีอยู่หลายกรุที่น่าสนใจครับผม

พระร่วงยืน กรุวัดคูบัว
อยู่ ที่อำเภอบางปลาม้า นับเป็นกรุแรกของ สุพรรณบุรีที่มีการค้นพบพระร่วงยืน แตกกรุเมื่อปี พ.ศ.2476 เป็นพระเนื้อสนิมแดงเคลือบด้วยสนิมไขขาว บางองค์มีสีแดงเข้มมาก พุทธศิลปะเป็นแบบศิลปะสมัยอู่ทองล้อลพบุรี พุทธลักษณะพระเกตุเวียน ลำพระองค์ล่ำสันอวบอ้วน พระหัตถ์และพระบาทใหญ่ มีพุทธคุณเยี่ยมยอดในทางแคล้วคลาดและคงกระพันชาตรี

พระร่วงยืน กรุวัดปู่บัว
อยู่ที่ตำบลวิหารแดง อำเภอเมือง แตกกรุในราวปี พ.ศ.2476 หลังจากวัดคูบัวเล็กน้อย เป็นพระเนื้อตะกั่วสีแดงเข้ม พระพุทธศิลปะแบบสมัยอู่ทอง มีทั้งพิมพ์เศียรโต พิมพ์รัศมี พิมพ์ตาโปน เป็นต้น พิมพ์นิยมจะเป็น "พิมพ์เศียรโต" พุทธคุณของทุกๆ พิมพ์เป็นเลิศด้านคงกระพันชาตรีเป็นที่ปรากฏ

พระร่วงยืน กรุวัดลาวทอง
วัดลาวทองตั้งอยู่ในอำเภอเมือง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นมาในสมัยลพบุรีตอนปลายหรืออยุธยาตอนต้น เดิมชื่อ "วัดเลา" ต่อมาเพี้ยนเป็น "วัดลาวทอง" เพื่อให้สอดคล้องกับเรื่องราวในวรรณคดี "ขุนช้างขุนแผน" วรรณคดีโบราณของเมืองสุพรรณ

พระเครื่องที่ค้นพบที่กรุวัดลาวทอง ส่วนใหญ่จะเป็นพระเนื้อตะกั่วสนิมแดง เป็นพุทธศิลปะแบบศิลปะลพบุรีและอู่ทอง นอกจากนี้ ยังพบพระเครื่องอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ พระร่วงนั่ง พระนาคปรก พระซุ้มนครโกษา ฯลฯ ทุกพิมพ์ล้วนมีพุทธคุณเป็นเลิศในด้านแคล้วคลาดและคงกระพันชาตรี

พระ ร่วงยืน กรุหนองแจง
อยู่อำเภอดอนเจดีย์ แตกกรุในราวปี พ.ศ. 2508 พระที่พบส่วนใหญ่เป็นพระเนื้อตะกั่วสนิมแดง มีพุทธศิลปะแบบสมัยอู่ทองล้อลพบุรี มีหลายพิมพ์ อาทิ พิมพ์ข้างรัศมี พิมพ์เศียรโต พิมพ์ยกมือซ้าย ฯลฯ แต่ที่เป็นพิมพ์นิยมคือ "พิมพ์ข้างรัศมี" มีพุทธคุณเข้มขลังในด้านแคล้วคลาดคง กระพันชาตรีเช่นกัน

พระร่วงยืน กรุบ้านหัวเกาะ
กรุนี้อยู่ในอำเภอเมือง พระแตกกรุออกมาในราวปี พ.ศ.2510 เป็นพระเนื้อชินตะกั่วสนิมแดงแทบทั้งหมด และได้รับการยกย่องว่าเป็นพระกรุที่มีสนิมแดงที่แดงที่สุดของสุพรรณบุรี มีพุทธศิลปะแบบสมัยลพบุรีต่อกับสมัยอู่ทอง นอกจากนี้ยังมี พระร่วงนั่ง พระซุ้มนครโกษา และพระพิมพ์อื่นๆ อีกด้วย มีพุทธคุณเข้มขลังไปทางด้านคงกระพันชาตรี

ประการสำคัญ พระร่วงทุกพิมพ์ ไม่ว่าจะยืนหรือนั่ง จะเป็นพระกรุไหน จังหวัดใด ถ้าขึ้นชื่อว่า "พระร่วง" ก็มีความเป็นเลิศในด้านแคล้วคลาดและคงกระพันชาตรีทั้งสิ้น ครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-04-04 10:13:43


ความเห็นที่ 6 (1370147)

สุด ยอดพระลีลา

คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง  โดย ราม วัชรประดิษฐ์

นอกจาก "พระกำแพงซุ้มกอ" หนึ่งในสุดยอดพระเครื่องของเมืองไทยแล้ว ที่จังหวัดกำแพงเพชร ยังมี "พระลีลา" ที่คนโบราณเรียกว่า "เม็ดขนุน พลูจีบ กลีบจำปา"

"พระกำแพงลีลาเม็ดขนุน" มีลักษณะคล้าย "เม็ดขนุน" ซึ่งนักนิยมพระรุ่นเก่ามักเรียกกันว่า "พระกำแพงเขย่ง" พบบริเวณลานทุ่งเศรษฐี แถบวัดพิกุล วัดบรมธาตุ วัดอาวาสน้อย และบริเวณทั่วๆ ไป

มีจำนวนไม่มากนักเมื่อเทียบกับ "พระกำแพงซุ้มกอ" ในสมัยก่อนค่านิยมและสนนราคาเช่าหาจึงสูงกว่าพระกำแพงซุ้มกอมากจนในชั้นแรก ได้รับการบรรจุในชุด "เบญจภาคี" ก่อนพระกำแพงซุ้มกอ

ลักษณะ เป็นพระเนื้อดินผสมว่านและเกสรดอกไม้ สันนิษฐานว่า เป็นพระพิมพ์ที่จำลองมาจากพระพุทธรูปปางลีลาในสมัยสุโขทัย ลักษณะการก้าวย่างอ่อนช้อย นุ่มนวล ฝีมือช่างหลวง จะเห็นได้จากการล้อพิมพ์พระกำแพงในยุคต่อๆ มา พุทธลักษณะลีลาก้าวย่าง โดยหันด้านข้างให้เห็น มีขอบซุ้มเป็นเส้นลึกอยู่บริเวณรอบองค์พระ พระประธานจะประทับยืนอยู่ติดผนัง เมื่อพิจารณาดูจะเหมือนกับองค์ท่านลอยออกมาเหมือนก้าวย่างได้ อีกประการหนึ่งคือ ลักษณะการก้าวย่างคล้ายดำเนินไปข้างหน้า มีชายจีวรโบกสะบัดพลิ้วไปทางด้านหลัง ส่วนด้านหน้า ผ้าจีวรแนบกับองค์พระจนแทบจะมองไม่เห็น

ส่วน "พระกำแพงลีลาพลูจีบ" อายุการสร้างประมาณ 600 กว่าปีเท่าๆ กัน

ลักษณะ เป็นพระเนื้อดินผสมว่านและเกสรดอกไม้ พุทธศิลปะของพระปางลีลาสมัยสุโขทัยที่งดงามมากยากจะหาองค์ใดเปรียบได้ พุทธลักษณะองค์พระประธานแสดงปางลีลา ก้าวย่างไปข้างหน้าหันด้านข้างออกคล้ายพระกำแพงลีลาเม็ดขนุน แต่องค์พระจะผอมและตื้นกว่า ผ้าจีวรจะอยู่ด้านหลังองค์พระ ส่วนด้านหน้าเหมือนนุ่งกางเกงขาก๊วย พระบาทเหมือนกับใส่รองเท้าส้นสูง จนคนในวงการรุ่นเก่าๆ มักพูดกันเชิงล้อเล่นว่า "จริงๆ แล้ว รองเท้าส้นสูงมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้ว ดังจะเห็นได้จากพระพุทธลักษณะของพระกำแพงลีลาพลูจีบ"

"พระกำแพงลีลาพลูจีบ" จะมีสัณฐานคล้ายการจีบพลูของคนโบราณ คนในวงการรุ่นเก่ามีคำกล่าวว่า "พุทธลักษณะของพระกำแพงลีลาเม็ดขนุนก้าวย่างไปข้างหน้า ส่วนพระกำแพงลีลาพลูจีบท่านกำลังจะเหาะ"

ซึ่งพุทธลักษณะทั้งสองอย่างนี้ต้องยกย่องว่าเป็นยอดแห่งศิลปะ ซึ่งในยุคต่อๆ มา จนกระทั่งถึงปัจจุบันจะหาผู้สร้างทัดเทียมได้ยากหรือแทบไม่มีเลย

สุดท้าย คือ "พระกำแพงลีลากลีบจำปา" นั้น รูปทรงจะเหมือนกับกลีบของ "ดอกจำปา" ด้านล่างตัดตรงเหมือนโคนดอก มีความบางและเปราะกว่าเม็ดขนุนและพลูจีบ จึงไม่ใคร่ได้พบง่ายๆ ครับผม

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-03-28 22:07:18


ความเห็นที่ 5 (1369345)

 

ชั่วโมงเซียน-พระเครื่องเมือง..."สระบุรี"

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-03-22 07:24:40


ความเห็นที่ 4 (1369040)

ชมรม พระเครื่อง
แทน ท่าพระจันทร์

วันนี้เรามาคุยกันถึงพระกรุกัน บ้าง พระกรุที่ผมจะพูดถึงก็คือพระหลวงพ่อโต แต่ไม่ใช่พระหลวงพ่อโตของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แต่เป็นพระหลวงพ่อโตของจังหวัดพิษณุโลกครับซึ่งที่จังหวัดนี้ก็มีการพบพระ หลวงพ่อโตเช่นกัน แต่มีขนาดเล็กกว่าของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาครับ

วัด ชีปะขาวหายเป็นวัดเก่าแก่สร้างในยุคเดียวกับวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ตั้งอยู่ที่ตำบลหัวรอ อยู่ฝั่งตรงข้ามกับตำบลบางสะแก ตามตำนานพงศาวดารเหนือ กล่าวไว้ว่าเมื่อครั้งพระมหาธรรมราชาลิไท ทรงสร้างวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ และมี การหล่อพระประธาน คือพระ พุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ พระพุทธศาสดา ตามตำนานตอนนั้นกล่าวว่าเมื่อเททองหล่อพระถึง 3 ครั้ง ทองที่เทหล่อนั้นก็ไม่รวมตัวกันเป็นองค์พระ ร้อนถึงเทวดาต้องลงมาช่วย โดยแปลงเป็นตาปะขาวมาช่วยสร้างพระพุทธชินราชในครั้งนั้นให้สำเร็จ พอเทหล่อได้สำเร็จเรียบร้อยดีแล้ว ตาปะขาวนั้นก็เดินไปทางด้านทิศเหนือพอถึงย่านบริเวณที่ตั้งวัดชีปะขาว ก็หายวับไปกับตา พระมหาธรรมราชาลิไทจึงทรงโปรดให้สร้างวัดตรงบริเวณนั้น ชาวบ้านต่างก็เรียกกันว่า "วัดตาปะขาวหาย" แต่ต่อมาการเรียกได้เพี้ยนไปเป็น "วัดชีปะขาวหาย"   ที่วัดชีปะขาวหายนี้ ต่อมาได้มีการพบพระเครื่องที่เป็นพิมพ์ลักษณะแบบเดียวกับหลวงพ่อโตกรุ ของอยุธยา แต่มีขนาดเล็กกว่ามาก พระที่พบนั้นมีอยู่สองแบบคือ

แบบ แรกเป็นพิมพ์แบบพระหลวงพ่อโตกรุบางกระทิง พิมพ์สมาธิ แต่มีขนาดเล็กกว่ามากปรากฏหน้าตาชัดเจนสวยงาม มีทั้งแบบที่ลงรักปิดทองในกรุ และแบบไม่มีลงรักปิดทองก็มี ที่ด้านหลังมักจะมีรอยกาบหมากและแบบหลังเรียบ พระส่วนใหญ่จะเป็นพระเนื้อดินเผา ส่วนที่พบเป็นเนื้อชินตะกั่วสนิมแดงก็มีบ้างแต่พบน้อย

แบบที่สอง เป็นแบบหลวงพ่อโป้ คือเป็นแบบไม่มีกระหนกข้าง ลักษณะค่อนข้างจะเป็นรูปสามเหลี่ยม ซึ่งพระหลวงพ่อโป้นี้ก็มีพบที่อยุธยา แต่พระของกรุวัดชีปะขาวหายจะมีขนาดที่ย่อมกว่าเช่นเดียวกัน พระหลวงพ่อโป้จากกรุนี้ส่วนใหญ่จะพบเป็นเนื้อชินตะกั่ว สนิมแดง ปัจจุบันหาชมได้ยากเช่นกัน

พระหลวงพ่อโตของกรุวัดชีปะขาวหาย จากศิลปะขององค์พระสันนิษฐานว่าน่าจะสร้างในสมัยอยุธยา และน่าจะสร้างในยุคสมัยเดียวกันกับพระที่พบในกรุของอยุธยา พระหลวงพ่อโตกรุวัดชีปะขาวหายนี้จะมีความนิยมกันมาก สนนราคาก็ค่อนข้างสูง เนื่องจากมีขนาดไม่ใหญ่มากและมีพิมพ์ที่ชัดเจนสวยงาม ส่วนพุทธคุณก็เด่นทางอยู่ยงคงกระพันชาตรี แคล้วคลาด และเมตตามหานิยม ในด้านแคล้วคลาดและอยู่ยงคงกระพันนั้นมีประสบการณ์ต่างๆ มาแล้วมากมายแต่โบราณ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-03-19 09:15:15


ความเห็นที่ 3 (1368439)

หลวง พ่อเงิน วัดบางคลาน

คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง

ในบรรดา วัตถุมงคลคณาจารย์แต่โบราณ หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน นับเป็นวัตถุมงคลที่ได้รับความนิยมอย่างสูงเรียกได้ว่าไม่ตกยุค ตกสมัย และตกราคา ในขณะที่ท่านยังคงสภาวะกายอยู่ ได้สร้างพระเครื่องและวัตถุมงคลไว้ เช่น ตะกรุด (ปัจจุบันหาได้ยาก) รูปเหมือน รูปหล่อโบราณ เนื้อทองเหลือง พระพิมพ์พระเจ้าห้าพระองค์ และพระพิมพ์ต่างๆ ถ้านับอายุการสร้างรุ่นแรกๆ จนถึงปัจจุบันก็น่าจะประ มาณ 100 ปีได้

โดยเฉพาะรูปหล่อลอยองค์ พิมพ์นิยม-พิมพ์ชายติด พิมพ์ชายห่าง รูปหล่อลอยองค์ พิมพ์ขี้ตา-พิมพ์สามชาย พิมพ์สี่ชาย พิมพ์ห้าชาย เหรียญหล่อพิมพ์จอบเล็ก-พิมพ์แข็งตรง พิมพ์แข็งติด พิมพ์เท้ากระดก และพิมพ์ตาขีด และเหรียญหล่อ พิมพ์จอบใหญ่ (ไข่ปลา) ซึ่งปรากฏความศักดิ์สิทธิ์ในพุทธาคมของวัตถุมงคลอย่างครบครันจนเป็นที่เล่า ขาน โดยเฉพาะด้านแคล้วคลาด อยู่ยงคงกระพันชาตรี และมหาอุด

สำหรับ รูปหล่อลอยองค์ รุ่นแรกของท่านนั้น เป็นเนื้อทองเหลือง ลักษณะองค์พระจะขรุขระ ผิวไม่เรียบ หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า พิมพ์ขี้ตา โดยคณะกรรมการวัด เปิดให้เช่าบูชาองค์ละ 1 บาท เมื่อมีการจัดสร้างรูปหล่อลอยองค์ ในครั้งที่ 2 ได้ให้ช่างแก้ไขพิมพ์ให้มีความสวยงามขึ้น จึงเรียกว่า พิมพ์นิยมหรือพิมพ์เบ้าทุบ  ต่อมามีการทำเพื่อให้ผู้หญิงและเด็กๆ ไม่ค่อยมีโอกาสได้นำมาบูชาติดตัว ทางคณะกรรมการวัดจึงจัดให้สร้างขึ้นเป็นครั้งที่ 3 เป็นเหรียญหล่อ พิมพ์จอบเล็ก กับเหรียญหล่อ พิมพ์จอบใหญ่ (ไข่ปลา) ทั้งหมดใช้ กรรมวิธีการหล่อ "แบบโบราณ" โดยขึ้นหุ่นและพอกด้วยแม่พิมพ์ดินขี้วัว เทด้วยโลหะทองเหลืองผสมกับทองคำที่ชาวบ้านมีจิตศรัทธาร่วมกันบริจาคใส่ลงไป

ดังนั้น ตามผิวพระ นอกจากจะปรากฏธรรมชาติของความเก่าโดยมีความแห้งจัดตามอายุของการสร้างแล้ว ยังมักจะปรากฏคราบขี้เบ้าที่มีสีดำอมน้ำตาลติดแน่นอยู่กับผิวพระหรือคราบของ ดินเบ้าติดในบางจุดอีกด้วย นับเป็น การพิจารณาพระอีกวิธีหนึ่ง เนื้อพระจะมองเห็นกระแสทองคำเป็นจ้ำๆ อยู่ติดในบางจุดซึ่งปนตามผิวของพระ เนื่องจากทองมีจุดหลอม เหลวแตกต่างไม่เท่ากันกับทองเหลือง เนื้อจึงดูไม่ค่อยเข้ากัน สีเหลืองของทองเหลืองในเนื้อพระส่วนใหญ่จะออกสีเขียวทอง และตามผิวขององค์พระจะมีรอยพรุนของฟองอากาศ และรอยจ้ำคล้ำๆ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ "ดินขี้วัว" นับเป็นหลักการขั้นพื้นฐานในการดูพระหล่อโบราณของหลวงพ่อเงิน
ในรูป เหมือน จะมีลักษณะแบบเบ้าประกบ เวลาหลอมเทหยอดในทางก้นฐาน ดังนั้น ตามขอบข้างๆ องค์พระ จะปรากฏรอยตะเข็บที่เกิดจากการนำแม่พิมพ์มาประกบกันทุกองค์

ให้ดู ส่วนประกอบอื่นด้วย เช่น รอยตะไบเก่า ซึ่งจะเป็นรอยจางๆ ไม่มีประกายในร่องตะไบและไร้ทิศทาง ไม่เป็นเส้นขนานไปในทางเดียวกัน และจะปรากฏอยู่ห่างๆ กันไม่อยู่ติดกันเป็นแพ ถ้าติดเป็นแพหรือเป็นร่องลึกมากจนผิดสังเกตไม่ว่าตรงจุดไหนก็ตาม ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นรอยจากเครื่องเจียหรือเป็นรอยแทงจากตะไบใหม่ ซึ่งมักจะปรากฏอยู่ตามขอบหรือใต้ล่างของฐาน หรือด้านข้างขององค์พระ รวมทั้งการสังเกตรอยยุบของผิวเนื้อรอบๆ แกนเดือย ที่มักจะมีการหดตัวเป็นหน้าตังตามอายุของการสร้าง

นอกจากนี้ ให้ดูกระแสเนื้อของโลหะ แยกให้ได้ว่า แห้งตามธรรมชาติ หรือเป็นโลหะเก่านำมาหลอมใหม่ ถ้าเป็นพระแท้จะมีความนุ่มซึ้งตาโดยแห้งจะไม่ค่อยมีประกายสู้ตาให้เห็น แต่ถ้าเป็นโลหะเก่าที่นำมาหลอมใหม่ จะแห้งแบบกระด้างตาขาดความนุ่มซึ้ง คือจะแห้งเฉพาะที่ผิวเปลือกนอก เนื้อจะย่นแบบผิดธรรมชาติ ถ้าสัมผัสเนื้อจะหยาบคายจนรู้สึกสากติดมือ

ส่วนคราบขี้เบ้านั้นก็ จะเป็นลักษณะใหม่ยังดูสดอยู่ ในบางทีก็อาจจะเห็นผิวแบบกะไหล่ จากโลหะหลอมใหม่ ที่จะลอยขึ้นมาติดตามผิวพระ เพราะว่าเนื้อโลหะเก่ากับใหม่นั้นจะหลอมไม่ค่อยเข้ากัน ก็ขอให้รอด ปลอดภัยได้พระแท้กันทุกคนทุกท่านแล้วกัน ครับผม

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-03-14 07:35:06


ความเห็นที่ 2 (1366494)


แม่ชีแมรี่ แม็คคิลล็อป

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 18:20:00 น.  มติชนออนไลน์


วาติกันประกาศให้แม่ชีผู้ล่วงลับชาวเมลเบิร์น เป็น "นักบุญคนแรก" ของออสเตรเลีย

สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 เตรียมประกาศให้แม่ชี "แมรี่ แม็คคิลล็อป" ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองเมลเบิร์น และมีประวัติในการทำงานช่วยเหลือบรรดาเด็กยากไร้ เป็น "นักบุญ" (เซนต์) คนแรกของประเทศออสเตรเลีย


สำนักวาติกันแถลงว่า แม่ชีแม็คคิลล็อปที่เสียชีวิตตั้งแต่ปี พ.ศ.2452 จะได้รับการประกาศให้เป็นนักบุญอย่างเป็นทางการในวันที่ 17 ตุลาคมนี้


จากประวัติชีวิตของแม่ชีแม็คคิลล็อป งานที่เธอทำให้แก่โบสถ์ได้นำไปสู่ข้อโต้แย้งจำนวนมากมายในยุคสมัยดังกล่าว จนแม่ชีรายนี้ต้องถูกขับออกจากคริสตศาสนา ฐานไม่เชื่อฟังคำสั่งสอน ในปี พ.ศ.2414 อย่างไรก็ตาม ศาสนาจักรได้ประกาศให้แม็คคิลล็อปพ้นผิดในอีก 3 ปีต่อมา


ทั้งนี้ ตามกฎของคริสตจักรนิกายโรมันคาธอลิก ผู้ที่จะเป็นนักบุญต้องได้รับการประกาศยอมรับจากทางศาสนจักรเป็นจำนวน 2 ครั้งว่า พวกเขาและเธอก่อให้เกิดปาฏิหาริย์ขึ้น


พระสันตะปาปาจอห์น ปอล ที่ 2 ได้เคยประกาศว่าแม่ชีแม็คคิลล็อปก่อให้เกิดปาฏิหาริย์เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2538 ก่อนที่พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 จะประกาศว่าแม่ชีรายนี้ก่อให้เกิดปาฏิหาริย์อีกครั้งหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากสามารถรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งให้หายขาดได้


ผู้ป่วยรายดังกล่าวมีชื่อว่า "แคธลีน อีแวนส์" เธอให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอบีซีว่า ตนเองมีอาการป่วยเป็นโรคมะเร็งปอดและสมอง และไม่ได้เข้ารับการรักษาใด ๆ จากแพทย์ แต่เธอสามารถหายป่วยได้หลังจากสวดมนต์ขอพรจากแม่ชีแม็คคิลล็อป


"ฉันเชื่อในปาฏิหาริย์" อีแวนส์ กล่าว


ขณะที่นายกรัฐมนตรีเควิน รัดด์ แห่งออสเตรเลีย แสดงความเห็นว่า การประกาศแต่งตั้งแม่ชีแม็คคิลล็อปเป็นนักบุญถือเป็น "เกียรติยศ ยิ่งใหญ่ของประเทศออสเตรเลีย"

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-02-22 18:42:23


ความเห็นที่ 1 (1365070)

'ตรุษจีน' กับความเชื่อ 'เคล็ดมงคล'

เฮง-ดี 'ตามปีนักษัตร'

กระแสคึกคักของการฉลองเทศกาล “ตรุษจีน-ปีใหม่จีน” เริ่มขึ้นแล้ว ซึ่งตรุษจีนปีเสือ 2553 นี้แม้เรื่องการเมืองจะยังวุ่น ๆ แต่ในเมืองไทยก็คงจะคึกคักในหลาย ๆ พื้นที่ โดยในกรุงเทพฯนั้นที่คึกคักที่สุดก็แน่นอนว่าย่อมไม่พ้นเยาวราช ซึ่งปีนี้ทาง กทม. ร่วมกับประชาคมเขตสัมพันธวงศ์ กำหนดจัดกิจกรรม   “เทศกาลตรุษจีนไชน่าทาวน์ 2553” ระหว่าง 14-15 ก.พ. ตั้งแต่เวลา 12.00-24.00 น. โดย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ ทรงร่วมเปิดงานเทศกาล ณ ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนม พรรษาถนนเยาวราช  ในวันที่ 14 ก.พ. เวลา 17.00 น.

เทศกาลตรุษจีนไชน่าทาวน์ 2553 ในส่วนของการแสดงจะมีการแสดงจากจีน ซึ่งสนับสนุนโดย ททท. และรัฐบาลจีน อาทิ... กังฟูวัดเส้าหลิน กายกรรมปักกิ่ง, ระบำทิเบต, ระบำฮุยกู, งิ้วเมืองฉางฉุน, ระบำมองโกล, ระบำเมืองฮาร์บิ้น, ระบำเมืองหังโจว, การแสดงเปลี่ยนหน้ากาก-งิ้วเสฉวน, หุ่นกระบอกเมืองหนานหนิง, ดนตรีจีนเมืองเสิ่นหยาง, นิทรรศการตราประทับเจ้าแม่กวนอิม รวมถึงมีการแสดงบนเวทีในช่วงกลางคืนของ 9 ศิลปินฮอตค่ายจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ โดยวันที่ 14 ก.พ. พบกับ... บี้-สุกฤษฎิ์, สิงโต เดอะสตาร์, รุจ เดอะสตาร์, เอ็ม-อรรถพล วันที่ 15 ก.พ. พบกับ... ก๊อท-  จักรพันธ์, แคลอรี่ บลาบลา, ชิน-ชินวุฒ, ดิว และกิ่ง เดอะสตาร์  

นอกจากนี้ ในงานยังจะมีกิจกรรมสืบสานตำนานวัฒนธรรมจีนบนถนนสายมังกร อาทิ... ถ่ายภาพย้อนยุคจีนในชุดต่าง ๆ, ทำเครื่องดื่มจีน อาหาร-ขนมโบราณจีน, หมากรุกจีน, ดูโหงวเฮ้ง, ดูดวงแบบจีน ฯลฯ

นี่ก็เป็นอีกแหล่งฉลองตรุษจีน-สร้างมงคลรับตรุษจีน

แต่ถึงไม่ได้ไปเยาวราช...ก็สร้างมงคลรับตรุษจีนได้ !!

ทั้งนี้ กับประเด็น “มงคลตรุษจีน” ในปีเสือ 2553 นั้น อ.คฑา ชินบัญชร แนะนำผ่านทาง “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ว่า... ตรุษจีนปี 2553 นี้ ซึ่งตรงกับวันที่ 14 ก.พ. แนะนำให้ทำพิธีไหว้ เทพเจ้าไช่ซิ้งเอี้ย-เทพเจ้าแห่งโชคลาภ ในคืนวันที่ 13 ก.พ. ตั้งแต่เวลา 23.05 น. โดยตั้งโต๊ะหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เพราะเทพเจ้าไช่ซิ้งเอี้ยจะเสด็จลงมาทางทิศนี้ และไปไหว้ ไท้ส่วยเอี้ย เทพเจ้าประจำปีขาล-ปีเสือ ที่มีพระนามว่า “อูฮ้วง” เช่นที่ ศาลเจ้าหน่าจาไท้จื๊อ ที่อ่างศิลา จ.ชลบุรี หรือในกรุงเทพฯก็ที่วัดเล่งเน่ยยี่ เยาวราช

“สำหรับเรื่องฮวงจุ้ย ที่จัดแล้วดี จัดแล้วเฮงในปีนี้ แนะนำให้จัดวางกระถางต้นไม้ หรือแจกันดอกไม้สีแดง เหลือง ส้ม ไว้ที่โต๊ะกลางบ้าน เช่น ห้องอาหาร ห้องรับแขก แต่ย้ำว่าต้องเป็นดอกไม้ที่ไม่เหี่ยวเฉา ดังนั้น จะนำดอกไม้ประดิษฐ์ เช่นดอกไม้ผ้าหรือคริสตัล มาประดับก็ได้เช่นกัน ทั้งนี้ เพื่อดึงพลังแห่งความสุข ความสำเร็จ และโชคลาภ มาสู่ตนเองและครอบครัว” ...อ.คฑาระบุ

และยังบอกต่อไปอีกว่า... ส่วนเรื่องทิศ ในปีนี้ทิศตะวันออกและทิศตะวันตกเป็นทิศมงคล โดยทิศตะวันออกมีดาวบินหกขาวเป็นดาวมงคล ถือเป็นธาตุทอง ให้จัดวางปลาทองแปดตัวทางทิศตะวันออก ส่วนทิศตะวันตกมีดาวบินหนึ่งขาว ธาตุน้ำ ให้ติดอักษรคำว่า ไต้กิก ทางทิศตะวันตก จะเสริมเรื่องหน้าที่การงาน

พร้อมกันนี้ อ.คฑายังแนะนำการ “สร้างมงคลรับตรุษจีนตามปีนักษัตร” ด้วย ดังนี้คือ... ปีชวด ปีนี้มีดาวมงคลส่องชีวิต คนปีชวดควรจัดวาง “ง่วนป้อ (ทองก้อนจีน)” ทางทิศตะวันออก, ปีฉลู ปีนี้มีดาวความรักส่องชีวิต มีผู้ใหญ่อุปถัมภ์ แต่ต้องระวังเรื่องสุขภาพ คนปีฉลูควรจัดวาง “กวาง” ทางทิศตะวันออก, ปีขาล ปีนี้มีดาวมงคลส่องชีวิตมาก แต่ต้องระวังเรื่องอารมณ์ผันผวน สุขภาพ คนปีขาลควรจัดวาง “ม้า” ทางทิศตะวันตก เรื่องร้ายจะกลายเป็นดี การงานราบรื่น, ปีเถาะ ปีนี้ระวังเรื่องความรัก ความขัดแย้ง แต่งานโดดเด่น คนปีเถาะควรจัดวาง “มังกร” ทางทิศตะวันตก, ปีมะโรง ปีนี้ดีเรื่องหน้าที่การงาน อำนาจบารมี แต่ระวังขัดแย้งกับผู้อื่น ขาดโชคลาภ คนปีมะโรงควรจัดวาง “ฮกลกซิ่ว” ทางทิศตะวันออก

ปีมะเส็ง ปีนี้ให้ระวังเรื่องสัญญา คดีความ คนปีมะเส็งควรจัดวาง “วัว” ทางทิศตะวันตก, ปีมะเมีย ปีนี้มีดาวมงคลส่อง 3 ดวง การงาน โชคลาภ เงินทองสดใส แต่ระวังเรื่องอารมณ์แปรปรวน คนปีมะเมียควรจัดวาง “แพะ” หันทางทิศตะวันออก, ปีมะแม ปีนี้ผู้ใหญ่สนับสนุน แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงหน้าที่การงาน คนปีมะแมควรจัดวาง “ไช่ซิ้งเอี้ย” ทางทิศตะวันออก, ปีวอก ปีนี้อาจเปลี่ยนแปลงเยอะ คนปีวอกควรจัดวาง “ปี่เซี้ย 1 คู่” หันหน้าทางทิศตะวันออก เสริมพลัง ป้องกันสิ่งไม่ดี, ปีระกา ปีนี้ดีเรื่องเกียรติยศชื่อเสียง แต่ระวังสุขภาพ คนปีระกาควรจัดวาง “ผลซิ่วท้อ” หันทางทิศตะวันตก, ปีจอ ปีนี้เป็น 3 สมพงศ์กับปีขาล ผู้ใหญ่หนุน งานขยับขยาย แต่ระวังอุบัติเหตุ คนปีจอควรจัดวาง “กิเลน” หันหน้าทางทิศตะวันออก ป้องกันสิ่งไม่ดี, ปีกุน ปีนี้มีดาวมงคลเสริมโชคลาภวาสนา คนปีกุนควรจัดวาง “เจดีย์บุ้นเชียงถะ” หันหน้าทางทิศตะวันตก

ก็เป็นคำแนะนำเรื่องการ “สร้างมงคลชีวิตรับตรุษจีน 2553” อย่างไรก็ตาม อ.คฑา ทิ้งท้ายว่า...

“สิ่งที่สำคัญจริง ๆ ที่จะสร้างมงคลให้กับชีวิตคือ การทำความดีให้ถึงพร้อม ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้ขาวสะอาด เพียงเท่านี้ทุกท่านก็จะมีความดีเป็นเครื่องต่อรอง...นำพาชีวิตไปได้ด้วยดี

 

 
ไหว้เทพเจ้าแห่งโชคลาภ ไฉ่ซิ่งเอี้ย ตรุษจีนปี 2553 เฮง ตลอดปี (ครับ)

    องค์ไท้ส่วย ประจำปี 2553 นี้ ทรงนามว่า "อูฮ้วงไต่เจียงกุง" ซึ่งองค์ไท้ส่วย หรือเทพเจ้าคุ้มครองดวงชะตา นี้เป็นเทพผู้ศักดิ์สิทธิ์ ที่คอยดูแลชะตาชีวิตของผู้คนในแต่ละปี         ในรอบ 60 ปี จะมีเทพเจ้า องค์ไท้ส่วยประจำอยู่ในแต่ละปี รวมทั้งสิ้น 60 องค์ ซึ่งทำหน้าที่รักษาและคุ้มครองดวงปี หรือเฝ้าปี อยู่ ซึ่งแต่ละองค์จะมีอำนาจให้คุณ ดลบันดาลความสุข โชคเคราะห์ ทุกข์ภัย หรือให้โทษแก่ผู้ใด ก็ขึ้นอยู่กับพระเมตตาของท่าน       โดยเฉพาะท่านที่มีเคราะห์ หรือพื้นดวงชะตาตก ทำอะไรก็ติดขัดไม่ราบรื่น สมหวัง ท่านก็จะช่วยปัดเป่า เคราะห์ภัย บังเกิดแต่ความเป็นศิริมงคล มาสู่ตัวท่านและครอบครัว ประเพณีการไหว้ฝากดวงชะตาต่อองค์ไท้ส่วย ในช่วงเริ่มต้นปีใหม่ของจีน(ตรุษจีน) ของทุกๆปี ก็เพื่อให้ท่านที่มีพื้นดวงดีอยู่แล้ว ให้ดียิ่งๆขึ้นไป ส่วนใครที่มีพื้นดวงไม่ค่อยดี ก็จะช่วยขจัดปัดเป่า ผ่อนหนักเป็นเบา แก้ร้ายเป็นดี และโดยเฉพาะท่านที่มีปีเกิดไปชงหรือทับกับองค์ไท้ส่วย ซึ่งในแต่ละปีจะแตกต่างกันออกไป ปีนี้ผู้ที่ควรต้องไหว้องค์ไท้ส่วย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอจากคนทั่วไปที่ต้องการไหว้ เพื่อเกิดความเป็นศิริมงคลต่างๆแล้ว ได้แก่คนที่เกิดปีชง กับองค์ไท้ส่วยประจำปีนี้(ปีขาล) ได้แก่ ท่านที่เกิดปีวอก (ชงโดยตรงกับปีขาล), ท่านที่เกิดปีขาล (ทับองค์ไท้ส่วย), ปีมะเส็งและปีกุน (ปีร่วมชง) และท่านที่เกิดปีดังกล่าว ห้ามท่านไปเป็นเจ้าภาพงานศพ หรือไปร่วมพิธีงานศพ แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ห้ามไปไหว้ศพ หรือไปร่วมส่งศพ   การไหว้ เทพเจ้าแห่งโชคลาภปีนี้ 2553 ฤกษ์ที่ดีที่สุดในการไหว้เทพเจ้าแห่งโชคลาภ ในปีนี้ ตรงกับเช้ามืดของ วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 24.01-24.59 น. ซึ่งเป็นช่วงที่ฟ้าเปิด เป็นฤกษ์ที่ดีที่สุด โดยปีนี้องค์ไท้ส่วย จะเสด็จมาทาง ทิศ ตะวันออกเฉียงใต้ (ซึ่งฤกษ์วันและเวลา จะเปลี่ยนไปทุกปีนะครับ ไม่ตรงกัน รวมถึงทิศที่องค์ไท้ส่วยจะเสด็จมาด้วย) เครื่องสักการะ บูชาเทพเจ้าแห่งโชคลาภ มีดังนี้ 1. รูปภาพ หรือรูปปั้น องค์ไท้ส่วย หากไม่มี เวลาไหว้ ก็ให้ระลึกถึง
2. แจกันดอกไม้สด 1 คู่
3. เทียนแดง 1 คู่
4. กระถางธูป 1 ใบ(ปกติให้ใช้แยกต่างหาก เพราะเมื่อไหว้เสร็จแล้ว ต้งออัญเชิญเข้าบ้าน และตั้งบูชาไว้ตลอดปี)
5. ธูป 3 ดอก ต่อหนึ่งท่าน
6. หงิ่งเตี๋ย 12 ชุด
7. กิมหงิ่งเต้า 1 คู่
8. เทียงเถ้าจี๊ 1 ชุด
9. ผลไม้ 5 อย่าง
10. สาคูแดงต้มสุก 5 ถ้วย (ต้มสาคู แล้วใส่น้ำแดงเฮลบลูบอยลงไป)
11. น้ำชา 5 ถ้วย
12. ข้าวสวย 5 ถ้วย
13. เทียบเชิญแดง 1 แผ่น (สำคัญมาก)
14. ขนมจันอับ 1 จาน
15. กระดาษสีเขียว 1 แผ่น (เทียบเชิญสีเขียว)
16. เจไฉ่ 5 อย่าง (เช่น เห็ดหอม, เห็ดหูหนู, ดอกไม้จีน, วุ้นเส้น, ฟองเต้าหู้)
   ตามปกติ ชุดไหว้องค์ไฉ่ซิ่งเอี้ย จะมีขายตามศาลเจ้าจีนทั่วไป หรือร้านขายพวกของมงคลของจีน ซึ่งเมื่อซื้อมาแล้ว ก็ให้เปิดออกมาเช็คดูครับ เพราะบางที่อาจไม่ครบ จะได้เตรียมหาเพิ่มเติมให้เรียบร้อยก่อน ส่วนพวกของไหว้ อย่างข้าวสาร,ผลไม้,สาคูแดง และเจไฉ่ ให้เตรียมในวันไหว้ได้ ซึ่งหาได้ครบหรือไม่ครบ ก็ไม่เป็นไรครับ ที่สำคัญที่สุด คือต้องมีเทียบเชิญสีแดง และสีเขียว สองอย่างนี้ จำเป็น เพราะเราต้องเขียนชื่อและที่อยู่ของเราลงไป รวมถึงเขียนเชิญ องค์ไท้ส่วย หาได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น เพียงแต่เวลาและทิศทาง ให้ถูกต้องตามฤกษ์ของปีนี้ครับ    
การ ประกอบพิธีไหว้

ให้จัดเตรียมของไหว้ทุกอย่างลงบนโต๊ะ พร้อมทั้งหันหน้าไปทางทิศที่องค์ไฉ่ซิ่งเอี้ย จะเสด็จมา โดยให้ทุกคนอยู่หน้าโต๊ะ และผู้ที่ไหว้ หันหน้าไปทาง ทิศตะวันออกเฉียงใต้
ให้นำเทียบเชิญสีเขียว(เพื่อเชิญเทพเจ้า) มาวางไว้บนโต๊ะในทิศที่อัญเชิญเทพเจ้า แล้วนำเทียบสีแดงมาเขียนขอพรจากเทพเจ้า(ตาม ต้องการของแต่ละบ้าน) และให้ลงชื่อ นามสกุล และวันเดือนปีเกิด ของแต่ละคน ของทุกคนในบ้านลง
ไป(รวมถึงคนที่อาจไม่ได้มาร่วมไหว้ในวันนี้ แต่เป็นคนในบ้านของท่าน) และเขียนคำขอที่ต้องการให้เทพเจ้าแห่งโชคลาภ ประทานมาให้ในปีนี้
  สำหรับคำกล่าวอัญเชิญเทพเจ้าไฉ่ซิ่งเอี้ย ให้เปล่งเสียงหรืออธิษฐานในใจ กล่าวว่า "วันนีข้าพเจ้า........ ขอเรียนเชิญองค์ไฉ่ซิ่งเอี้ย มารับเครื่องสักการะบูชา ซึ่งมี(กล่าวถึงสิ่งที่ท่านได้จัดเตรียมและนำมาถวาย) และหลังจากองค์ท่านได้รับเครื่องสักการะเหล่านี้แล้ว จงประทานพรให้ครอบครัวของข้าพเจ้าทุกคน จงประสบแต่โชคลาภความสุข และความสำเร็จ สมดังที่มุ่งหวังทุกประการ" (หากท่านมีขอสิ่งใดเป็นพิเศษ ก็ขอต่อไปได้) หลังจากทำพิธีเสร็จแล้ว ให้นำของไหว้ที่เป็นกระดาษทั้งหมด รวมถึงเทียบเชิญสีแดง และสีเขียว ไปเผาไฟในภาชนะที่เตรียมไว้ จึงจะสัมฤทธิ์ผล แล้วอัญเชิญองค์ไท้ส่วย กระถางธูป เทียนแดง นำเข้าบ้าน ปิดประตูบ้าน เพื่อเชิญองค์ไท้ส่วยเข้าบ้าน   ส่วนของที่รับประทานได้ จะทานเลย หรือเก็บไว้ทานวันหลังก็ได้ แต่ไม่ควรทิ้งไป เพราะถือเป็นของมงคล หากไม่สะดวก หรือไม่มีเวลาจัดเตรียม แต่มีแรงศรัทธา ก็ใช้เพียงธูปเทียน จุดธูปกล่าวอัญเชิญท่าน ตามฤกษ์และทิศทางที่ท่านจะเสด็จมา โดยตัวคุณต้องหันหน้าไปทาง ทิศตะวันออกเฉียงใต้ และกล่าวคำสักการะและขอพรจากเทพเจ้าแห่งโชคลาภ จากนั้นปักธูปลงในกระถาง แล้วกล่างอัญเชิญท่าน เข้ามาทางประตูบ้าน
 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-02-10 08:51:03



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2010 All Rights Reserved.
Wachon Nim

สร้างลิงค์ของโปรไฟล์ในแบบที่เป็นตัวคุณเอง