ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > ก.บ.ข + นายอำเภอ

ก.บ.ข + นายอำเภอ


กบข.ชงคลังแก้เกณฑ์บริหารเงินหลังขรก.เกษียณ เปิดทางให้กบข.บริหารต่อได้

น.ส.โสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า ในเร็วๆ นี้ กระทรวงการคลังจะออกกฎกระทรวงให้ข้าราชการที่เกษียณอายุสามารถให้ กบข.บริหารเงินต่อไปได้ โดยที่ผลตอบแทนที่ได้ยังคงได้รับยกเว้นภาษีเหมือนเดิม สำหรับสมาชิกส่วนอื่นๆ นั้น กบข.ได้เปิดโอกาสให้ กบข.สามารถเลือกแผนการลงทุนเองได้ถึง 4 แผนตามระดับความเสี่ยงและผลตอบแทนการลงทุน โดยสมาชิกสามารถปรับแผนการลงทุนได้ 2 ครั้งต่อปี
  "ช่วงแรกคงปรับแผนลงทุนได้ปีละ 2 ครั้ง โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม แต่ต่อไปอาจจะเปิดให้เปลี่ยนได้มากขึ้น แต่อาจจะต้องมีการเก็บค่าธรรมเนียมในการเปลี่ยนเหมือนกับบริษัทหลักทรัพย์ จัดการกองทุน (บลจ.) อื่นๆ" น.ส.โสภาวดีกล่าว และว่า ทั้งนี้ จากการสอบถามข้อมูลจากสมาชิกทั้งหมดมีสัดส่วนประมาณ 20% ที่พร้อมจะเลือกแผนการลงทุนใน 4 แผนดังกล่าวอย่างแน่นอน แต่ยังไม่ได้ระบุชัดเจนว่าจะเลือกแผนลงทุนใด และมี 29% ที่มีโอกาสที่จะเลือกแผนลงทุน อย่างไรก็ดี หลังจากเปิดให้สมาชิกเลือกลงทุนแล้วในช่วง 6 เดือนแรกยังคงต้องติดตามสถานการณ์เพื่อนำมาพิจารณาปรับพอร์ตการลงทุนของ กบข.โดยรวม  
น.ส.โสภาวดีกล่าวว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2553 ผลตอบแทนจากพอร์ตลงทุนของ กบข.อยู่ที่ 2.9% ขณะที่ในช่วงไตรมาส 1/2553 มีผลตอบแทนของพอร์ตลงทุนอยู่ที่ 2.17% สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์และอัตราเงินเฟ้อ สำหรับผลตอบแทนเฉลี่ยทั้งปีนี้ คาดว่าจะอยู่ในทิศทางเดียวกับผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ที่คาดว่าจะ อยู่ที่ประมาณ 2% โดยพอร์ตการลงทุนรวมของบริษัท มีทั้งการลงทุนในตราสารหนี้ ตราสารทุน และการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก



ผู้ตั้งกระทู้ Admin กระทู้ตั้งโดยเว็บมาสเตอร์ :: วันที่ลงประกาศ 2010-07-03 23:48:51


1

ความเห็นที่ 54 (3006012)

กรมบัญชีกลางรับลูกเตรียมพร้อมสั่งจ่ายเงิน ชคบ. และโครงการเกษียณก่อนกำหนดกลาโหมโดยเร็ว

วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 เวลา 15:36:39 น.

 

 


มนัส แจ่มเวหา

 

กรมบัญชีกลางคาดจ่ายเงิน ชคบ. 9,000 บาทต่อเดือน เข้าบัญชีภายใน 24 ก.ค. 57 พร้อมเร่งดำเนินการ ออกหลักเกณฑ์ และเปิดให้บันทึกข้อมูลในระบบ e-Pension ภายใน 21 ก.ค. เริ่มสั่งจ่ายเงินเกษียณอายุก่อนกำหนด ตั้งแต่ 15 ส.ค.57 เป็นต้นไป

 

 นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ออกประกาศฉบับที่ 81 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ. 2521 โดยให้เพิ่มเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ชคบ.) ให้กับผู้ที่มีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดหรือบำนาญ เมื่อรวมกับ ชคบ.แล้ว ได้รับเงินต่ำกว่าเดือนละ 9,000 บาท ให้ได้รับ ชคบ.เพิ่มจนครบ 9,000 บาทต่อเดือน เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนการดำรงชีพในปัจจุบัน ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2557 เป็นต้นไป

 

“ภายหลังจากมีประกาศฉบับนี้ กรมบัญชีกลางได้เร่งประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมความพร้อม และกำหนดปฏิทินการปฏิบัติงานในด้านต่างๆ ให้สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลพบว่ามีผู้มีสิทธิได้รับเงินประมาณ 70,000 คน ทั้งนี้ขอยืนยันว่า กรมบัญชีกลางพร้อมอนุมัติและสั่งจ่ายเงินให้แก่ผู้มีสิทธิภายในวันที่ 24 กรกฎาคม 2557 อย่างแน่นอน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 151 ล้านบาท” นายมนัสกล่าว

 

อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนการเตรียมการรองรับการดำเนินงานตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 82/2557 เรื่องเงินช่วยเหลือผู้ซึ่งออกจากราชการตามโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดของกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2557 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2557 กรมบัญชีกลางได้เสนอหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ซึ่งออกจากราชการตามโครงการฯ ต่อกระทรวงการคลังแล้ว เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2557 พร้อมกันนี้ก็ได้เตรียมข้อมูลคู่ขนานไปด้วย เพื่อให้ดำเนินการได้ทันทีที่หลักเกณฑ์การเบิกจ่ายเงินดังกล่าวมีผลใช้บังคับ สำหรับการได้รับการยกเว้นการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามโครงการนี้ ได้ประสานงานกับกรมสรรพากรแล้วทราบว่า อยู่ระหว่างการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป

 

 นายมนัส กล่าวว่า ปีนี้มีผู้ที่เข้าโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด จำนวน 2,456 คน ซึ่งกรมบัญชีกลางจะเริ่มเปิดระบบ e-Pension ให้บุคลากรของกระทรวงกลาโหมบันทึกข้อมูลผู้มีสิทธิ ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคมนี้ และคาดการณ์ว่า จะเริ่มสั่งจ่ายเงินให้แก่ผู้มีสิทธิตามโครงการฯ ดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2557 เป็นต้นไป

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-07-21 18:06:09


ความเห็นที่ 53 (3004790)

ข้าราชการเฮ! คสช.ไฟเขียวแก้กฎหมายกบข. ให้ขรก.3แสนรายใช้สิทธิกลับรับบำนาญ

วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2557 เวลา 17:22:20 น.

 

 



 

 
นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน คณะที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่มีนายวิษณุ เครืองาม เป็นประธาน ได้ประชุมเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการกลับไปใช้สิทธิในบำเหน็จบำนาญ ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 พ.ศ. .... ซึ่งนายวิษณุเห็นว่าร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวเป็นกฎหมายที่ดี มีประโยชน์ และ คสช. พร้อมที่จะให้การสนับสนุนตามแนวทางที่เสนอ
 
อย่างไรก็ดี เนื่องจากคณะที่ปรึกษาฯ เห็นว่า เป็นกฎหมายที่มีเป็นเทคนิคมาก ต้องใช้เวลาในการอธิบาย ประกอบกับกรมบัญชีกลางต้องมีเวลาในการเตรียมการในการปฏิบัติตามกฎหมาย และเผยแพร่ทำความเข้าใจกฎหมายดังกล่าว จึงเห็นควรให้นำร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว เสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติโดยจะจัดให้เป็นร่างกฎหมายฉบับแรกๆ ที่เข้าสู่สภา และกำหนดให้มีผลบังคับใช้ในต้นเดือนธันวาคม 2557 ตามกำหนดการที่กรมบัญชีกลางวางไว้ 
 
ทั้งนี้กรมบัญชีกลางได้เสนอร่างพระราชบัญญัติการกลับไปใช้สิทธิใน บำเหน็จบำนาญตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 พ.ศ. .... ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้รับหลักการแล้ว แต่ได้มีการยุบสภา วันที่ 9 ธันวาคม 2556 ทำให้ต้องเสนอร่างมายังคสช.อีกครั้ง หลังจากนี้กรมบัญชีกลางต้องจัดประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมและมอบหมายหน่วย งานที่เกี่ยวข้องดำเนินการในเรื่องต่างๆ อย่างเร่งด่วนแล้ว โดยเฉพาะเกี่ยวกับฐานข้อมูลของข้าราชการที่มีสิทธิ์กลับไปรับบำนาญที่มี ประมาณ 300,000 คน เพื่อให้มีความถูกต้อง ครบถ้วน คาดว่าฐานข้อมูลจะแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนกันยายน 2557
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-06-26 07:08:44


ความเห็นที่ 52 (3003438)

กบข.เปิดตัวบริการบนสมาร์ทโฟน

วันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 เวลา 20:13:02 น.

 

 

 
นาย สมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ กบข. เปิดเผยว่า กบข. ได้พัฒนาโปรแกรม ระบบบริการทันใจ (GPF Service) เพื่อใช้กับสมาร์ทโฟนบนระบบปฏิบัติการ iOS เสร็จเรียบร้อยแล้ว สมาชิกจะได้รับข้อมูลข่าวสารและบริการที่รวดเร็ว และสามารถใช้บริการต่างๆของ กบข. ได้สะดวกทุกที่ทุก เวลา ข้อมูลที่ปรากฎในระบบนี้ ประกอบด้วย 8 เมนูที่สำคัญคือ 1.ข้อมูลส่วนตัวสมาชิก 2. ยอดเงินปัจจุบัน 3. เปลี่ยนแผนการลงทุน 4. ออมเพิ่ม 5. สวัสดิการสมาชิก 6. ข่าวสาร กบข. 7. คำถามยอดฮิต และ 8. ติดต่อ กบข.

โดย บริการใหม่ล่าสุดนี้ อยู่ภายใต้แผนงาน  ขยายช่องทางการให้บริการ (Member Self Service)  เป็นหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์องค์กร ปี 2557 ซึ่ง กบข. มีแนวคิดว่าการสื่อสารผ่านสมาร์ทโฟนมี บทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของสมาชิก มีความทันสมัยและสอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมที่ เปลี่ยนแปลงไป อีกทั้งสามารถสร้างความผูกพันกับสมาชิก ให้รับรู้ข้อมูลข่าวสารและบริการที่ตรง กับความต้องการอย่างต่อเนื่อง ช่วยประหยัดเวลาและลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้กับสมาชิก

"ระบบ บริการทันใจ (GPF Service)” บนระบบปฏิบัติการ iOS พร้อมเปิดให้สมาชิกดาวน์โหลด จาก App Store ได้ตั้งแต่วันที่ 30 พ.ค. เป็นต้นไป เพียงสมาชิกพิมพ์คำว่า GPF  ระบบบริการ ทันใจจะปรากฏในหน้าจอให้สมาชิกดาวน์โหลดได้ทันที โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สำหรับระบบปฏิบัติการ Android นั้น กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาระบบ หากสมาชิกต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โทร 1179"
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-05-30 07:15:13


ความเห็นที่ 51 (2998789)

บ้าน ธอส. – กบข.ข้าราชการ ครั้งที่ 10

 

นางอังคณา ปิลันธน์โอวาท ไชยมนัส กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ด้วยความมุ่งมั่นที่จะรักษาความเป็นผู้นำด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัยของผู้มี รายได้น้อยถึงปานกลาง และมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ของประเทศ ธนาคารจึงยังคงพัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ทุกกลุ่มสาขาอาชีพ ล่าสุดได้ร่วมมือกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) จัดทำ “โครงการบ้าน ธอส.-กบข. เพื่อที่อยู่อาศัยข้าราชการ ครั้งที่ 10″ มอบสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยพิเศษให้ข้าราชการที่เป็นสมาชิก กบข. อัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี นาน 7 เดือนแรก เดือนที่ 8 – 24 คิดอัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-1.50% ต่อปี

หลังจากนั้นคิดอัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-1.00% ต่อปี กรณีกู้ชำระหนี้ หรือซื้ออุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวก คิดอัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MRR (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยMRR ธอส.เท่ากับ 6.975% ต่อปี) กู้ได้สูงสุดถึง 110 % ของราคาประเมิน วัตถุประสงค์ให้กู้เพื่อซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ขยาย ซ่อมแซม ไถ่ถอนจำนองจากสถาบันการเงินอื่น ชำระหนี้เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย ซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์ในการอยู่ อาศัย และซื้อที่ดินเปล่าที่เป็นทรัพย์ NPA ของ ธอส. ผ่อนชำระได้นานสูงสุดถึง 30 ปี ยื่นกู้ได้ตั้งแต่บัดนี้ถึง 30 ธันวาคม 2557 และทำนิติกรรมภายในวันที่ 31 มีนาคม 2558

“ในภาวะที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงสินเชื่อบ้านได้ยาก แต่ ธอส.ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ พร้อมที่จะมอบโอกาสให้กับผู้ที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยทุกกลุ่มอาชีพ รวมถึงข้าราชการ ซึ่งถือเป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ที่ผ่านมาธนาคารได้จัดทำโครงการบ้าน ธอส. – กบข.เพื่อที่อยู่อาศัยข้าราชการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2544 และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี สามารถสร้างโอกาสให้สมาชิก กบข. มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองไปแล้วจำนวนทั้งสิ้น 214,212 ราย (ณ 30 ธันวาคม 2556) ปัจจุบันมีจำนวนบัญชีเงินกู้คงค้างที่ใช้สิทธิ์ผ่านโครงการดังกล่าว 151,768 บัญชี วงเงินสินเชื่อรวม 83,848.19 ล้านบาท” นางอังคณากล่าว

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-04-04 07:17:07


ความเห็นที่ 50 (2994009)

กบข.ยันไม่ได้ลงทุนซื้อพันธบัตรของรัฐบาลรักษาการในโครงการรับจำนำข้าว

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 18:02:01 น.

 

 


สมบัติ นราวุฒิชัย

 

เลขาธิการ กบข. ยืนยันสำนักงานไม่ได้ลงทุนซื้อพันธบัตรของรัฐบาลรักษาการในโครงการรับจำนำ ข้าว อีกทั้งไม่เคยได้รับเชิญเข้าร่วมประมูลซื้อพันธบัตรดังกล่าว

 

นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวยืนยันว่า ขณะนี้ กบข. ยังไม่เคยได้รับเชิญจากรัฐบาลรักษาการเพื่อให้ร่วมประมูลซื้อพันธบัตรใน โครงการรับจำนำข้าว ทั้งนี้ หากรัฐบาลมีการออกพันธบัตรดังกล่าวและมีการเชิญ กบข. ให้เข้าร่วมประมูล กบข. คงต้องพิจารณาความเสี่ยงต่างๆ ของโครงการนอกเหนือจากผลตอบแทนการลงทุนและสถานะของพันธบัตร 

“การบริหารจัดการลงทุนของ กบข. ต้องคำนึงหลายตัวแปร แม้ กบข. จะให้ความสำคัญต่อผลตอบแทนและความมั่นคงของหลักทรัพย์ที่ลงทุน กบข. ก็มิได้ละเลยประเด็นด้านกฎหมาย ความเสี่ยงด้านชื่อเสียงขององค์กร และที่สำคัญมากไปกว่านั้นคือความรู้สึกของสมาชิก หาก กบข. ได้รับเชิญให้เข้าร่วมประมูลจริง กบข. คงนำตัวแปรเหล่านั้นมาพิจารณาให้รอบคอบครบถ้วน รวมถึงจะมีการหารือกับคณะกรรมการของ กบข. และคงไม่ตัดสินใจลงทุนหากไม่ชัดเจนในแง่มุมกฎหมายหรือมีความเสี่ยงมาก” นายสมบัติกล่าว 

นายสมบัติยังกล่าวต่ออีกว่า นอกเหนือจากข้อจำกัดดังกล่าวแล้ว การลงทุนของ กบข ยังเป็นการลงทุนตามแผนงานที่ได้มีการกำหนดไว้เพื่อเป้าหมายผลตอบแทนระยะยาว ปัจจุบันเงินในกองทุนได้ถูกนำไปจัดสรรลงทุนผูกพันในหลักทรัพย์หลากหลาย ประเภททั้งในและต่างประเทศ ไม่มีเงินสดสำรองในปริมาณมากเพื่อจัดสรรสำหรับการลงทุนเฉพาะในระยะเวลาที่ รวดเร็ว

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-02-11 07:18:36


ความเห็นที่ 49 (2987080)

ครม.อนุมัติแล้วลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คนเงินเดือน 30,000 จ่ายภาษีลดลง 50% เริ่มยื่นแบบต้นปีหน้า

วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 เวลา 19:22:09 น.

 

 


ธีรัตถ์ รัตนเสวี




 

โฆษกรัฐบาลเผย ครม.อนุมัติในหลักการ ปรับปรุงบัญชีอัตราภาษีเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดา จาก 5 ขั้น เป็น 7 ขั้นแล้ว ส่งผลปชช.จ่ายภาษีลดลง ระบุคนเงินเดือน 30,000 จ่ายภาษีลดลง 50% พร้อมเริ่มยื่นแบบได้ต้นปีหน้า
 

 

19 พ.ย.2556 นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ ที่ประชุมได้อนุมัติการออกพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร หรือมาตรการปรับปรุงบัญชีอัตราภาษีเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดา เพื่อปรับปรุงขั้นภาษีจากเดิมที่มี 5 ขั้นอัตรา เป็น 7 ขั้นอัตรา รวมถึงลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุดจากร้อยละ 37 เหลือร้อยละ 35 โดยให้มีผลบังคับใช้สำหรับเงินได้พึงประเมินในปี พ.ศ.2556 สำหรับการยื่นแบบแสดงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภงด.90 และ 91 ที่จะเริ่มยื่นแบบในต้นปีหน้า 

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าการปรับขั้นภาษีดังกล่าวให้มีความถี่ มากขึ้น จะเป็นการช่วยลดภาระภาษีให้กับประชาชน เช่นแต่เดิม ขั้นอัตราภาษี 10% ครอบคลุมเงินได้ตั้งแต่ 100,001 – 500,000 บาท แต่ขั้นภาษีใหม่ที่แบ่งย่อยลงไปนั้น จะทำให้ผู้มีรายได้ไม่ถึง 300,000 บาทเสียภาษีเพียง 5% ส่วนที่เกินจาก 300,000 – 500,000 บาท เสียภาษี 10% ซึ่งจะทำให้ผู้มีรายได้ 30,000 บาทต่อเดือน หรือ 360,000 บาทต่อปี จากเดิมที่เคยเสียภาษี 12,000 บาท จะจ่ายภาษีลดลงเหลือเพียง 6,000 บาทเท่านั้น แม้มาตรการนี้จะทำให้การจัดเก็บภาษีอากรลดลงไป 27,000 ล้านบาท แต่มาตรการกล่าวจะมีส่วนช่วยกระตุ้นการบริโภค และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม ทั้งนี้คณะรัฐมนตรียังคงพระราชกฤษฎีกาที่ให้ผู้มีรายได้สุทธิต่ำกว่า 150,000 บาท ไม่ต้องจ่ายภาษีเงินได้ต่อไปอีกด้วย 

นายธีรัตถ์กล่าวว่า การที่ออกเป็นพระราชกฤษฎีกานั้น เพื่อให้ทันสำหรับการจ่ายภาษีของเงินได้พึงประเมินในปี 2556 ก่อน โดยทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกายังได้จัดทำร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่ม เติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ... ) พ.ศ. .... แยกต่างหากอีกฉบับหนึ่งเพื่อที่คณะรัฐมนตรีจะได้เสนอสภาผู้แทนราษฎรต่อไป ส่วนการปรับปรุงการจัดเก็บภาษีเงินได้สำหรับคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคลและ ห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคล ยังมีประเด็นปัญหาข้อกฎหมายที่ยังไม่เป็นที่ยุติและอาจต้องใช้เวลาในการ ดำเนินการเพื่อให้เกิดความรอบคอบต่อไป 

 

 

 

 

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-11-19 19:54:51


ความเห็นที่ 48 (2984057)

กบข.จับมือธนชาตจัดสินเชื่อเช่าซื้อรถ ดบ.พิเศษเพื่อสมาชิก

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 17 ตุลาคม 2556 12:56 น.
 
 
 
 
 

       น.ส.โสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญ หรือ กบข. เปิดเผยว่า กบข. ร่วมกับธนาคาร ธนชาต จำกัด (มหาชน) จัดโครงการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ธนชาต เพื่อสมาชิก กบข. มอบสิทธิพิเศษให้สมาชิก กบข. ขอสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่ รถยนต์มือสอง หรือใช้บริการสินเชื่อธนชาตรถแลกเงิน ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมจัดโปรโมชั่นพิเศษ เฉพาะสมาชิก กบข. เท่านั้น โดยสมาชิกที่สมัครบริการสินเชื่อของธนชาตตั้งแต่วันนี้ (17 ต.ค.) ถึง 31 ธันวาคม 2556 มีสิทธิลุ้นรางวัลมากมาย
        โครงการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ธนชาต เพื่อสมาชิก กบข. ถือเป็นหนึ่งในสวัสดิการลดรายจ่ายที่ กบข.จัดขึ้น เพื่อให้สมาชิกมีโอกาสมีรถยนต์เป็นของตัวเอง

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-10-17 13:38:45


ความเห็นที่ 47 (2980663)

จับตาขรก.ผ่อนเงินกู้ไม่ไหว

  • 14 กันยายน 2556 เวลา 06:05 น.

จับตาขรก.ผ่อนเงินกู้ไม่ไหว

กรุงไทยห่วงข้าราชการ-รายย่อยผ่อนเงินกู้ไม่ไหว หลังค่าครองชีพพุ่ง แบงก์ต้องยืดเวลาผ่อน ลดค่างวดช่วย

นายเวทย์ นุชเจริญ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจรายย่อยและเครือข่าย ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ธนาคารได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ติดตามดูความสามารถในการชำระหนี้ของ ลูกค้าสินเชื่อรายย่อย ทั้งสินเชื่อบ้านและสินเชื่อส่วนบุคคลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในลูกค้ากลุ่มข้าราชการซึ่งเป็นกลุ่มที่มีภาระหนี้ต่อรายได้ค่อน ข้างสูง จึงเกรงว่าผลจากค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอาจมีผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ ของลูกค้า

ขณะเดียวกันธนาคารยังได้ปรับกระบวนการคัดกรองลูกค้ารายใหม่ที่จะเข้ามา ให้มีความเข้มงวดขึ้น เช่น การพิจารณาสินเชื่อที่อยู่อาศัย หากดูคุณสมบัติเบื้องต้นแล้วพบว่า ลูกค้าอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยง ธนาคารจะดึงเรื่องเข้ามาให้ส่วนกลางเป็นผู้พิจารณาทั้งหมด

นอกจากนี้ จะมีการตรวจสอบกระแสเงินสดของลูกค้าเพื่อให้สะท้อนรายได้ที่แท้จริงของ ลูกค้ามากที่สุด หรือพิจารณาเงินที่คงเหลืออยู่ในบัญชีเงินฝากแต่ละเดือน โดยธนาคารได้ปรับอัตราส่วนรายได้ต่อการชำระหนี้ลูกหนี้ต้องมีรายได้มากกว่า หนี้ 1.5 เท่า จากเดิมที่ธนาคารเคยให้ต่ำกว่านี้ เนื่องจากค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นในขณะนี้ทำให้ภาระครอบครัวสูงขึ้น ขณะที่ยอดปฏิเสธสินเชื่อของธนาคารยังอยู่ที่ 30%

“เราต้องดูละเอียดมากขึ้น เงินเข้าออกในบัญชีสะท้อนความสามารถในการชำระหนี้ บางรายเป็นหนี้หลายแบงก์ อาจมีเงินเหลือในบัญชีไม่พอจ่ายแล้ว”นายเวทย์ กล่าว

ผู้บริหารธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ช่วงนี้ต้องระมัดระวังเพราะเศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณไม่ดี แม้ว่าเอ็นพีแอลของสินเชื่อรายย่อยยังทรงตัว แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะธนาคารเข้าไปยืดเวลาการผ่อนชำระ และลดวงเงินการผ่อนลงสำหรับสินเชื่อบ้าน ทำให้กลุ่มที่กำลังจะมีปัญหาสามารถประคองตัวต่อไปได้ กลยุทธ์ของเรานับจากนี้จะเกาะติดลูกค้าเก่าใกล้ชิด โดยในรายที่มีปัญหาจะเข้าไปขยายเทอมชำระให้ และคัดกรองรายใหม่เข้มขึ้น

นายเวทย์ กล่าวอีกว่า ธนาคารจะหันไปมุ่งเน้นลูกค้าที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น กลุ่มแพทย์ ทนาย รวมถึงกลุ่มเอสเอ็มอีที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 20 ล้านบาท และอยู่ในซัพพลายเชนของบริษัทธุรกิจขนาดใหญ่ เนื่องจากมีความเสี่ยงต่ำ โดยคาดว่าในปีนี้จะมีสินเชื่อปล่อยใหม่ได้ไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท และมียอดสินเชื่อคงค้างเพิ่มเป็น 1 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม จะเข้าไปใช้ข้อมูลจากเครดิตบูโรถี่ขึ้น เพื่อทบทวนสถานะของลูกหนี้และประวัติการชำระหนี้ และจะดูกระแสเงินสดของลูกค้าอย่างละเอียดมากขึ้น รวมถึงเพิ่มความเข้มงวดสำหรับการกู้เงินซื้อบ้านหลังที่ 2-3

นายวรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการปรับโครงสร้างหนี้บริษัท สหฟาร์ม ว่า ขณะนี้ธนาคารได้ข้อสรุปถึงวงเงินที่จะใส่เข้าไปช่วยเหลือลูกค้าเป็นการภายใน แล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากต้องรอความชัดเจนจากเจ้าหนี้รายอื่นก่อนจะขอทำแผนฟื้นฟูส่งไปยัง ศาล แนวทางเบื้องต้นจะแบ่งเงินออกเป็น 2 ก้อน คือ วงเงินฉุกเฉินเพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่อง กับวงเงินก้อนใหญ่ที่เจ้าหนี้ต้องร่วมกันใส่เงินเพื่อให้ธุรกิจเดินต่อไปได้

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-09-15 14:31:26


ความเห็นที่ 46 (2978649)

แจกเบี้ยตลอดชีพ อดีต”สส.-สว.”3,000คน เดือนละ15,000เริ่มตุลานี้

วันศุกร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2556, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 29สิงหาคม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สส.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการกิจการสภา สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีการจ่ายเบี้ยยังชีพแก่อดีตสมาชิกรัฐสภาเดือนละ 15,000บาท ตามระเบียบกองทุนเบี้ยยังชีพสมาชิกรัฐสภา ว่า ขอให้อดีตสมาชิกรัฐสภาไทย ที่มีอยู่กว่า 3พันกว่าคน มาลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์ ในการรับเงินเบี้ยเลี้ยงยังชีพเดือนละ 15,000บาทต่อเดือน ก่อนที่จะมีการจ่ายงวดแรกในวันที่ 31ตุลาคมนี้ มิเช่นนั้น อาจเสียสิทธิ์ได้

 โดยขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนแล้วประมาณ 300คน จากที่เข้าข่ายกว่า 3 พันคนเศษ โดยแหล่งที่มาของกองทุนนี้ มาจากรัฐบาลและจากเงินเดือนของสมาชิกรัฐสภา ที่เดิมต้องเก็บเข้ากองทุนเดือนละ 500บาท แต่จะเริ่มเก็บเดือนละ 3,000บาทในเดือนตุลาคมนี้ จากสมาชิกรัฐสภาชุดปัจจุบัน ซึ่งถือว่าไม่เกิน5% ของเงินเดือนทั้งหมด

จากการสอบถามกรรมการกองทุนท่านหนึ่ง ได้เปิดเผยถึงรายละเอียดเงื่อนไขที่จะจ่ายให้กับอดีตสมาชิก โดยจะจ่ายให้กับอดีตสมาชิกรัฐสภาตลอดชีพ ซึ่งในกรณีนี้ จะรวมถึงผู้ที่โดนตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี เนื่องจากไม่ได้ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองอย่างถาวร แต่ไม่รวมถึงผู้ที่ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานเปรียบเทียบว่า สำหรับกองทุนประกันสังคม หากผู้ประกันตนอายุ 55ปีและสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง ขณะส่งเงินสมทบได้10เดือน ประโยชน์ทดแทน กรณีบำเหน็จชราภาพจะได้รับ 300 คูณ10 = 3,000บาท กรณีที่จ่ายเงินสมทบกรณีชราภาพ ตั้งแต่12เดือนขึ้นไปจะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพมีจำนวนเท่ากับจำนวนเงินสมทบ ที่ผู้ประกันตนและนายจ้างนำส่งพร้อมผลประโยชน์ตอบแทน ตามที่สำนักงานประกันสังคมประกาศกำหนด

สำหรับเบี้ยยังชีพผูสูงอายุรายเดือนแบบขั้นบันได ผู้ที่มีอายุ60-69 ปี ได้รับ 600 บาท อายุ70-79ปี ได้รับ 700 บาท อายุ80-89ปี ได้รับ800 บาทและอายุ 90ปีขึ้นไปจะได้รับ1,000 บาท นอกจากนี้ ในส่วนของเบี้ยของคนพิการนั้น รับเงินสวัสดิการเบี้ยความพิการคนละ 500 บาทต่อเดือน เริ่มจ่ายเมือ เมษายน2553

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-08-30 07:42:38


ความเห็นที่ 45 (2976069)

ครม.ไฟเขียวนำบำเหน็จตกทอดค้ำประกันเงินกู้

updated: 06 ส.ค. 2556 เวลา 17:45:08 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ครม.เห็นชอบให้ลูกจ้างประจำผู้รับ บำเหน็จรายเดือนหรือบำเหน็จพิเศษรายเดือน สามารถนำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงินกับ สถาบันการเงินได้

นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และเพื่อให้ผู้รับบำเหน็จรายเดือนหรือบำเหน็จพิเศษรายเดือน สามารถดำรงชีพอยู่ได้โดยเหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจ เพราะปัจจุบันยังมีลูกจ้างประจำผู้รับบำเหน็จรายเดือนหรือลูกจ้างประจำผู้ รับบำเหน็จพิเศษรายเดือนจำนวนมากที่ได้รับบำเหน็จรายเดือนในอัตราต่ำ จึงมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการครองชีพ

ดังนั้น จึงเห็นควรกำหนดให้ลูกจ้างประจำผู้รับบำเหน็จรายเดือนหรือลูกจ้างประจำผู้ รับบำเหน็จพิเศษรายเดือน สามารถนำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงินกับ สถาบันการเงินได้ โดยเมื่อลูกจ้างประจำกู้เงินถึงแก่ความตายหรือผิดสัญญากู้เงิน จนต้องบังคับเอาสิทธิในบำเหน็จตกทอด ให้กระทรวงการคลังจ่ายเงินให้แก่สถาบันการเงินเท่ากับจำนวนที่ถูกบังคับ แต่ไม่เกินจำนวนที่นำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้ เงิน โดยการจ่ายเงินให้แก่สถาบันการเงินดังกล่าว ให้ตั้งงบสำหรับการเบิกจ่ายบำเหน็จตกทอด และหากกระทรวงการคลังไม่สามารถหักเงินจำนวนดังกล่าวจากสิทธิในบำเหน็จตกทอด ได้ ให้เรียกเงินคืนจากผู้รับบำเหน็จรายเดือนหรือผู้รับบำเหน็จพิเศษรายเดือน หรือจากกองมรดกของผู้นั้น แล้วแต่กรณี

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-08-06 18:28:12


ความเห็นที่ 44 (2975368)

กบข.จับมือ 3 บริษัทประกันชั้นนำ จัดโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะสมาชิก กบข. ฉลองความสำเร็จ

วันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 เวลา 17:16:53 น.

 

 


โสภาวดี เลิศมนัสชัย (แฟ้มภาพ)

 

 

กบข.จับมือ 3 บริษัทประกันชั้นนำของเมืองไทยจัดโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะสมาชิก กบข. เพื่อฉลองความสำเร็จโครงการ “ประกันชีวิตเปี่ยมสุขเพื่อสมาชิก กบข.” 7 ปีสมาชิกใช้บริการกว่า 8 แสนราย เหตุซื้อประกันในอัตราเบี้ยพิเศษ ช่วยลดรายจ่าย  – ลดหย่อนภาษี แถมรูปแบบกรมธรรม์หลากหลายเหมาะกับสมาชิกทุกช่วงอายุ พร้อมเซ็นสัญญาต่ออายุโครงการไปอีก 2 ปี ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิ.ย.58


นางสาวโสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า โครงการ “ประกันชีวิตเปี่ยมสุขเพื่อสมาชิก กบข.” เป็น 1 ในสวัสดิการลดรายจ่ายที่ กบข. ได้รับความร่วมมือจาก 3 บริษัทประกันชีวิต ได้แก่ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอ ไอ เอ  จำกัด  มอบสิทธิพิเศษในการซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตในอัตราเบี้ยพิเศษเฉพาะสมาชิก กบข. เท่านั้น โครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง เพราะตลอดระยะเวลา 7 ปี นับตั้งแต่จัดตั้งโครงการเมื่อปี 2549 มีสมาชิก กบข. ใช้บริการกว่า 800,000 คน เนื่องจากช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่สมาชิกและยังเป็นการส่งเสริมให้สมาชิก ออมเงินอีกทางหนึ่งด้วย ด้วยเหตุนี้ กบข. จึงดำเนินการต่อสัญญาโครงการ “ประกันชีวิตเปี่ยมสุขเพื่อสมาชิก กบข.” กับ 3 บริษัทประกันไปอีก 2 ปี ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2558

 

นายอภิรักษ์   ไทพัฒนกุล  กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไทยประกันชีวิตจำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ได้มอบความคุ้มครองแก่สมาชิก กบข.และครอบครัว ด้วยแบบประกันที่คุ้มครองทุกช่วงของชีวิตอย่างครบถ้วนถึง 6 แบบ รวมถึงการพัฒนาการบริการที่เป็น Signature ของบริษัทฯ ภายใต้แนวคิด “มากกว่าการประกันชีวิต” ทั้งนี้เพื่อให้ไทยประกันชีวิต เป็นทุกคำตอบของการประกันชีวิต หรือ Total Life Solutions เช่น ไทยประกันชีวิตฮอตไลน์ บริการฉุกเฉินทางการแพทย์และเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกที่ ทั่วโลก ไทยประกันชีวิตแคร์เซ็นเตอร์ ศูนย์ดูแลสิทธิประโยชน์ลูกค้าที่สมบูรณ์แบบที่สุด

               
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการฉลองความสำเร็จของโครงการดังกล่าว บริษัทได้จัดโปรโมชั่นพิเศษ “ไทยประกันชีวิต ชวนลัดฟ้า ไปดาลัด” สำหรับสมาชิก กบข.และครอบครัว ที่มอบความไว้วางใจทำประกันชีวิตกับบริษัทฯ และชำระเบี้ยประกันตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2556 มีสิทธิลุ้นรางวัลทัศนศึกษาเมืองดาลัด ประเทศเวียดนาม รางวัลละ 2 ที่นั่ง และสร้อยคอทองคำหนักสองสลึง จำนวน 100  เส้น


นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บริษัทฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ กบข.ให้เป็นพันธมิตรในโครงการดังกล่าวเป็นปีที่ 7 ติดต่อกัน   โดยปัจจุบันบริษัทฯได้เตรียมแบบประกันชีวิตที่มีความหลากหลายกับความต้องการ ของสมาชิกทั้งสิ้น 7 แบบ คือ แบบประกันโครงการเปี่ยมสุข เมืองไทยคุ้มครองตลอดชีพ  99/20 แบบประกันเปี่ยมสุข เมืองไทย ธนทรัพย์ 25/15 แบบประกันโครงการเปี่ยมสุข ออมทรัพย์ 20/14 แบบประกันโครงการเปี่ยมสุข เมืองไทยธนพันธุ์ แบบประกันโครงการเปี่ยมสุข สะสมทรัพย์รับบำนาญ 60   แบบประกัน  โครงการเปี่ยมสุข เมืองไทย 8560 จี15 (บำนาญแบบลดหย่อนได้)  และ โครงการเปี่ยมสุข เมืองไทย 8501 ดี60 (บำนาญแบบลดหย่อนได้) 

 

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการฉลองความสำเร็จของโครงการ เมืองไทยประกันชีวิตจึงได้จัดทำกรมธรรม์ชีวิตรูปแบบใหม่สำหรับสมาชิก กบข.ขึ้นมาอีก 2 แบบ ได้แก่ “แบบประกันเมืองไทยข้าราชการสุขสันต์”  เป็นโครงการใหม่ล่าสุดในธุรกิจประกันชีวิต ซึ่งเป็นกรมธรรม์ที่ให้ความคุ้มครองด้านค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลส่วนเกิน จากสวัสดิการข้าราชการที่ได้รับ และ “ แบบประกันเมืองไทยตะกาฟุล ” เล็งเห็นถึงสิทธิประโยชน์ด้านการประกันชีวิตของสมาชิกกบข.และครอบครัวที่ นับถือศาสนาอิสลามและมีความต้องการแบบประกันที่ถูกต้องตามหลักการศาสนาอิส ลาม    รวมถึงได้รับสิทธิประโยชน์การลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลรรมดา  โดยทั้ง 2 แบบกรมธรรม์จะเริ่มให้บริการแก่ท่านสมาชิก กบข. และครอบครัวตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2556 นี้ เป็นต้นไป

 


มล.จิรเศรษฐ ศุขสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เอ ไอ เอ จำกัด เปิดเผยว่า ในปีนี้เพื่อให้สมาชิก กบข. ได้เลือกแบบประกันได้ตรงกับความต้องการมากที่สุด บริษัท เอ ไอ เอ จึงนำเสนอแบบประกันรวมทั้งสิ้น 6 แบบประกัน คือ แบบประกันเดิม 3 แบบประกัน ได้แก่ แบบตลอดชีพชำระเบี้ยประกันภัย  20 ปี  (มีเงินปันผล)   แบบชำระเบี้ย 10 ปี คุ้มครองครบอายุ 80 ปี (มีเงินปันผล)   และแบบ เอไอเอ บำนาญมั่นคง นอกจากนี้ ยังมีแบบประกันเพิ่มเติมขึ้นอีก 3 แบบประกัน ได้แก่ แบบชำระเบี้ย 15 ปี คุ้มครองครบอายุ 80 ปี (มีเงินปันผล) แบบเอไอเอ แฟมิลี่ ชิลด์ แพ็คเกจ  (AIA Family Shield) และแบบเอไอเอ เลดี้ ชิลด์ แพ็คเกจ  (AIA Lady Shield) และเพื่อเป็นการฉลองความสำเร็จของโครงการประกันชีวิตเปี่ยมสุขเพื่อสมาชิก กบข. ทาง เอ ไอ เอ จึงมอบสิทธิพิเศษให้กับสมาชิก กบข. ที่ซื้อกรมธรรม์ในโครงการดังกล่าวตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจะได้ความคุ้มครอง ชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุเท่าเงินเอาประกันภัยหลักฟรีถึง 5 ปี

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-07-31 18:25:47


ความเห็นที่ 43 (2950878)

ดูกันจะๆ ร่างพ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ใครจะออกจะเข้า คิดให้ดี !!!

วันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2556 เวลา 15:20:47 น.

 

 



 

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2556   เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ชั้น 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล   นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี 


เรื่องสำคัญ เรื่องหนึ่งที่ ข้าราชการ ทั่วประเทศให้ความสนใจมากที่สุดคือ   ร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... 

 

 มติชนออนไลน์ นำสาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวมา นำเสนอดังนี้
  

เรื่องนี้  คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 3 (ฝ่ายเศรษฐกิจ) ในคราวประชุม ครั้งที่ 7/2556 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม 2556 ตามที่รองนายกรัฐมนตรี    (นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา   แล้วเสนอคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป  ดังนี้
    

1. เห็นชอบในหลักการตามร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..)     พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ   

2. เห็นชอบให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณเข้าบัญชีเงินสำรองเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับภาระการจ่ายบำเหน็จบำนาญ   

3. เพื่อเป็นการให้ความช่วยเหลือและลดภาระให้แก่ข้าราชการและผู้รับบำนาญ จึงเห็นชอบ              ให้ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินสะสมและผลประโยชน์ของเงินดังกล่าว รวมทั้งเงินบำนาญส่วนเพิ่ม จากการดำเนินการตามแนวทางที่ให้ข้าราชการและผู้รับบำนาญ ซึ่งเป็นสมาชิก กบข. โดยสมัครใจสามารถเลือกกลับไปรับบำนาญตามระบบเดิม  

 

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติกองทุน บำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....   การแก้ไขปัญหาสมาชิก กบข. ในเรื่องบำนาญ มีดังนี้  

 

1) ข้าราชการ (สมาชิก กบข. ซึ่งเข้ารับราชการก่อนวันที่ 27 มีนาคม 2540 และสมัครเป็นสมาชิก กบข.)   

(1) สมาชิก กบข. ซึ่งประสงค์จะกลับไปใช้สิทธิในบำเหน็จบำนาญตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้า ราชการ พ.ศ. 2494 ให้แสดงความประสงค์ได้ตั้งแต่วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ จนถึงวันที่         30 กันยายน 2557 และให้ถือว่าสมาชิกภาพของสมาชิกผู้นั้นสิ้นสุดลง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2557   

(2) ผู้ซึ่งจะต้องออกจากราชการไม่ว่ากรณีใด ๆ ยกเว้นกรณีถึงแก่ความตาย ก่อนวันที่       1 ตุลาคม 2557 ให้สมาชิกภาพของสมาชิกผู้นั้นสิ้นสุดลงเมื่อวันออกจากราชการ   

(3) การแสดงความประสงค์ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2557 หรือวันออกจากราชการ และให้มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 ทั้งนี้ การแสดงความประสงค์ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงการคลังกำหนด   

(4) ข้าราชการตามข้อ (1)-(3) ไม่มีสิทธิได้รับเงินประเดิม เงินชดเชย เงินสมทบ และผลประโยชน์ของเงินดังกล่าว โดยให้ กบข. ส่งเงินดังกล่าวเข้าบัญชีเงินสำรอง สำหรับเงินสะสมและผลประโยชน์ของเงินดังกล่าว กบข. จะจ่ายคืนให้แก่ข้าราชการผู้นั้น   

(5) การส่งเงินเข้าบัญชีเงินสำรองและการจ่ายคืนเงินสะสมและผลประโยชน์ให้เป็นไป ตามที่ กบข. กำหนด โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง ซึ่งจะกำหนดให้ กบข. นำเงินประเดิม เงินสมทบ เงินชดเชย และผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวที่ได้รับคืนจากสมาชิกส่งเข้าบัญชีเงินสำรอง ทั้งนี้ กบข. จะต้องจัดทำรายงานการนำเงินประเดิม เงินชดเชย เงินสมทบ และผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวส่งเข้าบัญชีเงินสำรองต่อกรมบัญชีกลาง ตามวิธีการที่กระทรวงการคลังกำหนด ซึ่งจะกำหนดรายละเอียดข้อมูลที่ กบข. จะต้องรายงานให้กรมบัญชีกลางทราบ   

(6) หากข้าราชการซึ่งได้แสดงความประสงค์ไว้แล้วถึงแก่ความตายก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2557 หรือก่อนวันออกจากราชการ ให้ถือว่าการแสดงความประสงค์นั้นไม่มีผลใช้บังคับ   

2) ผู้รับบำนาญ (สมาชิก กบข. ซึ่งเข้ารับราชการก่อนวันที่ 27 มีนาคม 2540 และสมัครเป็นสมาชิก กบข. แต่ได้ออกจากราชการแล้ว)   

(1) หากประสงค์จะขอกลับไปรับบำนาญตามสูตรเดิม (พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494) ให้แสดงความประสงค์ได้ตั้งแต่วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2557 และผู้รับบำนาญจะต้องคืนเงินก้อน (เงินประเดิม เงินชดเชย เงินสมทบ และผลประโยชน์ของเงินดังกล่าว) ที่ได้รับไปแล้วแก่ทางราชการ โดยผู้รับบำนาญจะได้รับบำนาญตามสูตรเดิม ตั้งแต่วันที่ออกจากราชการจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2557 โดยวิธีหักกลบลบกัน 

 

(2) การหักกลบลบกัน หากมีกรณีที่ผู้รับบำนาญต้องคืนเงิน ให้ผู้รับบำนาญคืนเงินแก่ส่วนราชการผู้เบิกภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2557 เพื่อนำส่งให้กรมบัญชีกลาง โดยเงินที่ส่วนราชการได้รับคืน ไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วย วิธีการงบประมาณ หากมีกรณีที่ต้องคืนเงินให้ผู้รับบำนาญ กรมบัญชีกลางจะคืนเงินให้ผู้รับบำนาญ หากมีเงินเหลือจะนำส่งเข้าบัญชีเงินสำรอง   

(3) ผู้รับบำนาญที่ได้แสดงความประสงค์แล้ว เป็นผู้รับบำนาญตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 ตั้งแต่วันที่ออกจากราชการ แต่หากผู้รับบำนาญมีกรณีที่ต้องคืนเงิน ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2557 จึงจะได้รับสิทธิดังกล่าว   

(4) หากผู้รับบำนาญซึ่งได้แสดงความประสงค์ไว้แล้วถึงแก่ความตายก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2557 ให้ถือว่าการแสดงความประสงค์นั้นไม่มีผลใช้บังคับ และหากมีกรณีต้องคืนเงินให้ส่วนราชการผู้เบิกแจ้งกรมบัญชีกลางเพื่อถอนเงิน ที่ผู้รับบำนาญคืนให้แก่ส่วนราชการผู้เบิก เพื่อคืนให้แก่ผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้รับบำนาญตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงการคลังกำหนด โดยหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงการคลังกำหนด จะกำหนดเรื่องการดำเนินการถอนเงินคืนให้แก่ผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้รับบำนาญ ที่ตายไปก่อนกฎหมายมีผลใช้บังคับ 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-04-24 16:03:46


ความเห็นที่ 42 (2948231)

"กบข." ระเบิดที่รอวันประทุ

  • 04 เมษายน 2556 เวลา 09:07 น. 

"กบข." ระเบิดที่รอวันประทุ

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

การแก้ไขปัญหาผลตอบแทนและสิทธิประโยชน์ของสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้า ราชการ (กบข.) ยังไม่สามารถแก้ไขให้ได้ข้อยุติ แม้ว่าจะมีปัญหาข้ามมาหลายรัฐบาล แต่ก็ไม่มีใครกล้าตัดสินใจแม้กระทั่งรัฐบาลชุดปัจจุบัน

กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ออกมาระบุว่า จะนำแนวทางการแก้ไข กบข. ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ตัดสินใจภายในเดือนนี้ ซึ่งจะมีการแก้ไขเฉพาะผลตอบแทนของข้าราชการรุ่นเก่าที่ตอนตั้งกองทุน กบข.มีสิทธิเลือกที่จะเข้าระบบ กบข. หรือจะอยู่ในระบบบำนาญของข้าราชการแบบเก่าเหมือนเดิมเท่านั้น

ส่วนข้าราชการที่กฎหมายบังคับให้เข้าเป็นสมาชิกกองทุนโดยอัตโนมัติ ก็ไม่มีสิทธิเลือกแต่อย่างไร

การแก้ไขปัญหาเพียงบางส่วนทำให้หลายฝ่ายประเมินว่า การแก้ไขปัญหา กบข.เป็นเพียงการตัดช่องน้อยแต่พอตัว เอาตัวรอดหลบร้อยม็อบของสมาชิกที่เตรียมเดินหน้ารวมตัวทวงคืนข้อเรียกร้อง นี้อีกครั้ง

ที่ผ่านมาสมาชิก กบข.ได้เรียกร้องหลายข้อเสนอ ที่สำคัญการให้สมาชิกสามารถเลือกที่จะกลับไปรับเงินบำนาญแบบเก่าได้ เพราะสมาชิกจำนวนมากพบว่าการเป็นสมาชิก กบข. ได้ผลตอบแทนน้อยกว่า

นอกจากนี้ สมาชิกยังขอให้แก้กฎหมายมาตรา 63 เรื่องการคำนวณเงินบำนาญให้คำนวณจากอัตราเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย คูณด้วยเวลาราชการไม่เกิน 35 ปี หารด้วย 50 แต่ไม่เกิน 70% ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย

โดยขอให้แก้เป็นคำนวณจากอัตราเงินเดือนเฉลี่ย 24 เดือนสุดท้าย คูณด้วยเวลาราชการ หารด้วย 50 และไม่ควรต่ำกว่า 85% ของเงินเดือนเฉลี่ย 24 เดือนสุดท้าย

ขณะเดียวกัน สมาชิกยังขอให้มีการประกันผลตอบแทนของกองทุนไม่น้อยกว่า 9% ซึ่งเป็นอัตราที่รัฐบาลอ้างอิงในสมัยเริ่มตั้งกองทุนและชักชวนข้าราชการเข้า เป็นสมาชิก จากปัจจุบันได้ผลตอบแทนได้แค่ 7% เท่านั้น

ทั้งหมดเป็นข้อเรียกร้องสำคัญๆ ที่สมาชิกต้องให้รัฐบาลแก้ไข โดยให้ครอบคลุมไปถึงข้าราชการที่เกษียณอายุไปแล้วให้ได้สิทธิดังกล่าวทั้ง หมด

แน่นอนว่า รัฐบาลไม่สามารถตอบสนองเงื่อนไขของสมาชิกของ กบข.ทั้งหมด เพราะแต่ละข้อเสนอต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล ซึ่งรัฐบาลไม่มีปัญญาหาเงินมาจ่ายให้อย่างแน่นอน

เพราะหากดูข้อเสนอที่รัฐบาลพร้อมทำตาม คือ เรื่องการให้สมาชิก กบข.เลือกว่าจะรับบำนาญแบบเดิม หรือแบบ กบข. ที่กิตติรัตน์จะเสนอให้ ครม.เห็นชอบ ยังต้องใช้เงินทั้งหมดถึง 7.19 แสนล้านบาท คิดเป็น 1.56 หมื่นล้านบาทที่รัฐบาลต้องจ่ายเพิ่ม

ประมาณการของรัฐบาล คิดจากสมาชิกในระบบราชการ 1.2 ล้านคน มีข้าราชการเก่าที่เลือกเข้าเป็นสมาชิกถึง 9.77 แสนราย ในจำนวนนี้รัฐบาลประเมินว่าจะมีผู้เปลี่ยนใจมาขอรับบำนาญแบบเดิม 7.33 แสนราย เป็นภาระงบประมาณที่ต้องจ่ายบำนาญแบบเดิมทั้งสิ้น 1.13 แสนล้านบาท แต่เมื่อหักกับเงินก้อนที่จะได้รับคืนจากสมาชิกที่ไปรับบำนาญแบบเดิม ทั้งเงินประเดิม เงินชดเชย เงินสมทบ และผลประโยชน์ เป็นเงิน 2.6 แสนล้านบาท หักลบกลบกันแล้วทำให้รัฐบาลมีภาระถึง 7.19 แสนล้านบาท เป็นเงินที่หามาจ่ายแต่ละปีถึง 1.56 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นเงินจำนวนที่ไม่น้อย

เมื่อภาระงบประมาณสูงมหาศาล การที่จะดำเนินการตามเงื่อนไขที่สมาชิก กบข. จึงเป็นไปไม่ได้ เพราะหากมีการแก้ไขสูตรคิดคำนวณจ่ายบำนาญใหม่ มีการประเมินว่าเป็นเงินที่ต้องเพิ่มขึ้นอีกปีหลายหมื่นล้านบาท

ยิ่งเงื่อนไขให้รับประกันผลตอบแทนที่ 9% ซึ่งเป็นเรื่องที่สาหัสสากรรจ์ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวนสูงในขณะ นี้ และจะรุนแรงมากขึ้นมาในอนาคต การรับประกันผลตอบแทนจึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลมองว่าเหมือนเอาคอไปวางไว้บน เขียง ข้อเสนอนี้จึงถูกปิดประตูแบบไม่ต้องพิจารณา

หากรัฐบาลทำตามเงื่อนไขทุกข้อตามที่สมาชิก กบข.มีการประเมินกันว่าอาจจะต้องใช้เงินเพิ่มอีกปีละถึง 1 แสนล้านบาท เป็นภาระที่รัฐบาลรู้ว่าไม่สามารถหารายได้มาจ่ายตรงนี้ได้ จึงพยายามแก้ไขปัญหาชนิดเลือกเงื่อนไขที่คิดว่าทำได้และเป็นธรรมกับสมาชิก มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาไม่สุดเช่นนี้ นอกจากไม่ได้ทำให้ปัญหาลดลงแล้ว ยังอาจจะทำให้ปัญหาเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

ในกรณีให้สมาชิกเลือกการรับบำนาญแบบเดิม ข้อเรียกร้องของสมาชิกดูเหมือนต้องการให้ครอบคลุมทั้งข้าราชการเก่าก่อนกอง ทุนตั้ง และข้าราชการใหม่ที่ถูกบังคับให้เป็นสมาชิกโดยอัตโนมัติ หรือพูดง่ายๆ ว่าเปิดให้มี 2 ทางเลือกให้ข้าราชการได้เลือก ซึ่งก็เสี่ยงกับกองทุน กบข.ต้องล้มหายตายจาก เพราะสมาชิกเลือกไปรับบำนาญระบบเก่าหมด เพราะได้ผลตอบแทนมากกว่า

ซึ่งสมาชิก กบข.ก็รู้ดีว่าเป็นข้อเสนอดังกล่าวได้รับการตอบสนองยาก จึงเรียกร้องให้มีการแก้ไขสูตรการคิดคำนวณบำนาญของ กบข.ใหม่ ซึ่งจะทำให้ได้ใกล้เคียงกับการรับบำนาญในระบบเดิมอีกเงื่อนไขหนึ่ง แต่เงื่อนไขนี้เมื่อรัฐบาลดีดลูกคิดแล้วพบว่าภาระที่เพิ่มขึ้นหนักเกินไปที่ จะรับได้

หากย้อนกลับไปดูวัตถุประสงค์ของการตั้งกองทุน กบข. ส่วนหนึ่งก็เพื่อลดภาระเงินงบประมาณแผ่นดินให้น้อยลงเพื่อนำไปใช้ในส่วนอื่น ได้ ซึ่งที่ผ่านมากองทุน กบข.ก็ตอบโจทย์ของรัฐบาลในส่วนนี้ ที่ทำให้ภาระลดน้อยลง แต่ในทางฝั่งฟากสมาชิก กบข. ก็มองว่าตัวเองได้รับผลตอบแทนน้อยลงเช่นกัน

เมื่อจุดหมายปลายทางของทั้งสองฝ่ายสวนกันเหมือนเส้นทางรถไฟ ทำให้การแก้ไขปัญหาทำได้ไม่ง่าย และยิ่งเมื่อสมาชิก กบข.เห็นว่าข้อเสนอส่วนใหญ่ไม่ได้รับการสนองจากรัฐบาล ก็ทำให้มีแนวโน้มยกระดับการเรียกร้องมากขึ้น อย่างกรณีล่าสุดมีสมาชิกบางกลุ่มเรียกร้องถึงขนาดให้มีการยุบกองทุน กบข.ทิ้งไปเสียเลย และให้กลับไปใช้ระบบการจ่ายบำนาญแบบเดิม

แม้ว่าเป็นข้อเสนอที่สุดโต่ง แต่รัฐบาลก็ปฏิเสธปัญหาของ กบข.ไม่ได้ว่า ทำให้ข้าราชการผลตอบแทนน้อยลง ตัวอย่างเช่น สูตรการคำนวณบำนาญของ กบข. ทำให้ข้าราชการไม่จูงใจให้ทำงานในพื้นที่เสี่ยงเหมือนในระบบการคิดบำนาญแบบ เดิม ที่ได้ปีทำงานแบบทวีคูณ บางคนมีอายุราชการถึง 50 ปี เมื่อนำไปคิดระบบบำนาญแบบเก่าทำให้ได้ผลตอบแทนสูง

แต่ในส่วนของการคิดของ กบข. ที่กำหนดเพดานอายุราชการไว้แค่ 35 ปี ทำให้อายุราชการที่ทำเกินกว่านั้นไม่มีประโยชน์เลย เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะทำให้ข้าราชการไม่สนใจทำงานในพื้นที่เสี่ยงอีกต่อไป เพราะทำงานในพื้นที่ปกติไปเรื่อยๆ ก็อายุข้าราชการได้ 35 ปีเหมือนกัน ไม่เห็นจำเป็นต้องเสียสละลงไปในพื้นที่เสี่ยงอีกต่อไป

หากข้าราชการส่วนใหญ่คิดเช่นนั้น การดูแลประชาชนในอนาคตก็จะมีปัญหามากขึ้น เป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องวิ่งตามแก้ไขในที่สุดชนิดไม่มีทางเลี่ยง

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาของ กบข. ที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ยังไม่เพียงพอที่ถอนรากเหง้าของปัญหาได้ การแก้ปัญหาโดยแค่คำนึงลดแรงกดดันทางการเมือง ไม่ต้องการให้มีม็อบข้าราชการมาเรียกร้องให้ภาพรัฐบาลดูไม่ดี ทำให้ปัญหาของ กบข.ยังมีอยู่ต่อไป และก็พร้อมปะทุให้ข้าราชการขึ้นมาเรียกร้องกดดันรัฐบาลได้ทุกเมื่อ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-04-04 19:42:31


ความเห็นที่ 41 (2946671)

“ม๊อบ กบข.” เฮ! ‘กิตติรัตน์’ ตกลงผลักดันกฎหมายบำเหน็จบำนาญราชการ

วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2556 เวลา 11:28:27 น.

 

 






 

 

วันที่ 26 มี.ค. 56 ที่ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มผู้ชุมนุม กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ประกอบไปด้วย ครู ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ ทั้งหมด 12 หน่วยงาน ปักหลักชุมนุมบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่ช่วงเช้า เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมได้รับความเสียหาย จากการที่กองทุน กบข. ขาดทุนจากการลงทุน จึงออกมาชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลหรือผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบ ออกมาแสดงความรับผิดชอบ หรือไม่เช่นนั้น ควรกลับไปใช้ระเบียบบำนาญข้าราชการปี พ.ศ. 2494 

 

กระทั่งเวลาประมาณ 9.00 น. ผู้ชุมนุมได้ส่งตัวแทนเจรจากับตัวแทนจากรัฐบาล ภายหลังจากพูดคุยระหว่างทั้งสองฝ่าย แกนนำของกลุ่มผู้ชุมนุม ได้เปิดเผยว่า ในการพูดคุยส่วนใหญ่ รัฐบาลได้ชี้แจง ว่ารัฐบาลทำอะไรไปบ้าง
ส่วนข้อ เรียกร้องของผู้ชุมนุมที่เรียกร้องให้ตัวแทนของรัฐบาล มาพูดคุยกับผู้ชุมนุมโดยตรงนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พูดคุยกับผู้ชุมนุม ในเวลา 11.00 น.

 

โดย นายกิตติรัตน์ ได้ขึ้นชี้แจงแก่ผู้ชุมนุมบนเวทีของผู้ชุมนุมว่า ตอนนี้อยู่ในขั้นสุดท้ายในกระบวนการรัฐสภาที่จะออกกฎหมายข้าราชการมีสิทธิ์ เลือกใช้ สิทธิ์บำเหน็จบำนาญ ของข้าราชการปกติได้ และข้าราชการที่เคยเลือกบำเหน็จบำนาญปกติไปแล้ว ถ้าอยากเปลี่ยนไปใช้ กบข.ก็ให้มีสิทธิ์เปลี่ยนได้เช่นกัน โดยกฎหมายนี้จะส่งผลถึงข้าราชการ ซึ่งเมื่อผู้ชุมนุมได้ยินเช่นนี้ ก็ต่างปรบมือโห่ร้องดีใจ

 

กิตติรัตน์ กล่าวต่อไปว่า ขออภัยที่ทำให้เดือดร้อนในวันนี้ ขอให้ผู้ชุมนุมเป็นกำลังใจในการชี้แจงให้สมาชิกผู้แทนราษฎรเข้าใจถึงการผลัก ดันกฎหมายนี้ ขอให้ผู้ชุมนุมให้กำลังใจในการออกกฎหมาย พ.ร.บ. เงินกู้ 2 ล้านล้าน ในวันที่ 28 มีนาคม


 

ทั้งนี้ เมื่อหลังจากที่นายกิตติรัตน์ ชี้แจง และให้สัญญากับผู้ชุมนุมแล้ว ผู้ชุมนุมต่างพอใจและสลายการชุมนุมในที่สุด

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-03-26 12:56:42


ความเห็นที่ 40 (2945734)

ม็อบ�กบข.�ขู่เข้ากรุง-จี้แก้กม.

 เมื่อ 19 มี.ค. นายเลิศชาย สุขประเสริฐ ผอ.โรงเรียนสุรวิทยาคาร อ.เมือง จ.สุรินทร์ ประธานกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และผู้ประสานงานจังหวัดสุรินทร์และภาคอีสาน ร่วมกันประชุมใหญ่แกนนำเครือข่ายสมาชิก กบข.จาก 20 จังหวัดภาคอีสาน ที่ห้องประชุมโรงเรียนสุรวิทยาคาร 
 
 นายเลิศชาย แถลงว่า สมาชิก กบข.แห่งประเทศไทยจาก 12 หน่วยงานทั่วประเทศ พร้อมใจกันจะไปชุมนุมเรียกร้องสิทธิในการแก้ไข พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ในวันที่ 26 มี.ค. ตามการนัดหมายของนายวิศร์ อัครสันตติกุล ประธานองค์กรเครือข่ายสมาชิก กบข.แห่งประเทศไทย ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า และหน้าทำเนียบรัฐบาล เรียกร้องให้แก้ไขเรื่องสิทธิประโยชน์ ที่ได้รับน้อยมากเกินไป  
 
 ประธาน กบข.แถลงต่อว่า ข้อเรียกร้องของสมาชิก กบข. คือ 1.ให้รัฐบาลนำร่างการแก้ไขกฎหมาย กบข.เข้าสู่การพิจารณาของครม. และสภาผู้แทนราษฎรโดยด่วน ให้ทันสมัยประชุมสภานิติบัญญัตินี้ 2.ขอให้แก้สูตรคำนวณ บำเหน็จบำนาญข้าราชการในมาตรตรา 63 และ 3.ถ้าไม่สามารถดำเนินการในข้อ 2 ได้ สมาชิกจะพร้อมใจกันลาออกจากการเป็นสมาชิก และยืนยันว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่มีนักการเมืองอยู่เบื้องหลัง แต่เกิดจากความเดือดร้อนของสมาชิก กบข. เพราะได้รับสิทธิในการรับบำนาญค่อนข้างน้อย ไม่พอเลี้ยงชีพในค่าครองชีพในปัจจุบัน 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-03-20 06:45:24


ความเห็นที่ 39 (2945263)

กบข.ชัยนาทนัดชุมนุม 26มี.ค.ลานพระบรมรูปทรงม้า

วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2556 เวลา 22:50:13 น.

 

 

 

 

เมื่อ เวลา 12.00 น. วันที่ 16 มีนาคม นายวิชิต กลัดสุข นายกสมาคมผู้ประกอบการวิชาชีพครูจังหวัดชัยนาท ร่วมกับองค์กรเครือข่ายสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญ (กบข.) แห่งประเทศไทย แถลงข่าวที่โรงแรมมนตรี อ.เมืองชัยนาท ว่าสมาชิก กบข.ทุกหน่วยงานได้รับผลกระทบจาก พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 โดยเฉพาะในมาตรา 63 ว่าด้วยการคิดคำนวณบำนาญสำหรับผู้เกษียณอายุราชการ ทำให้ได้รับเงินบำนาญเลี้ยงชีพน้อยมาก จนไม่สามารถเลี้ยงชีพและดำรงตนอยู่ในสังคมปัจจุบันได้

 

 

นาย วิชิตกล่าวว่า สมาคมผู้ประกอบการวิชาชีพครูจังหวัดชัยนาทและเครือข่ายจึงให้การสนับสนุน องค์กรเครือข่ายสมาชิก กบข.แห่งประเทศไทย นัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 26 มีนาคมนี้ ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า กรุงเทพฯ โดยจะยื่นเงื่อนไขให้รัฐบาลนำร่างการแก้ไขกฎหมาย กบข.เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และสภาผู้แทนราษฎรโดยด่วน ให้ทันสมัยประชุมสภานิติบัญญัตินี้

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-03-17 07:50:02


ความเห็นที่ 38 (2937808)

กบข.รุดเจรจาคลังขอไฟเขียวเพิ่มสัดส่วนลงทุนต่างประเทศ

นางสาวโสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน กบข.กำลังพูดคุยกับกระทรวงการคลังในการขอเพิ่มเพดานสัดส่วนการลงทุนในต่าง ประเทศเป็น 40% จากเดิมที่มีกฎเกณฑ์สัดส่วนไม่เกิน 25% เนื่องจากปัจจุบันสัดส่วนการลงทุนในต่างประเทศ ของ กบข. ใกล้เต็มเพดานที่ 25% แล้ว โดยมองว่าการเพิ่มเพดานสัดส่วนการลงทุนในต่างประเทศจะช่วยเพิ่มให้ผลตอบแทน ของกบข.เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ลงทุนในตราสารหนี้ ประกอบกับมองว่า ช่วงนี้เป็นช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจของโลกกำลังฟื้นตัว ซึ่งการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่า ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนในประเทศกว่า 70%

นอกจากนี้ การเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในต่างประเทศยังจะเป็นปัจจัยบวก เนื่องจากปัจจุบันกบข.มีการลงทุนในพันธบัตรกลุ่มประเทศอาเซียน และลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งปัจจุบันจากปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศยังมีราคาถูกน่าที่เข้าไปลงทุน ซึ่งคาดว่าจะให้ผลตอบแทนในอนาคตจำนวนมาก ขณะเดียวกัน คาดว่าปี 2556 สินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ หรือมูลค่ากองทุนของ กบข.จะเติบโตเพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2555 ที่มีมูลค่ากองทุนประมาณ 577,117 ล้านบาท โดยคาดว่าปีนี้ กบข.จะมีสินทรัพย์ใน กองทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปีก่อน เนื่องจากปกติแล้วจะมีเงินเข้ากองทุน กบข.ปีละกว่า 30,000 ล้านบาท โดยทุกปีกองทุน กบข.จะมีเงินไหลเข้าสูงมากกว่า เงินออก

ทั้งนี้ สิ้นปี 2555 กบข.มีมูลค่ากองทุนประมาณ 577,117 ล้านบาท ซึ่งเติบโตประมาณ 10% จากปี 2554 หรือมีทรัพย์สินกองทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 55,000 ล้านบาท และปัจจุบันกบข.มีสมาชิกกว่า 1.2 ล้านคน โดยอัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 15 ปียังอยู่ที่ระดับ 7.05% โดยในปีนี้ คาดว่าผลตอบแทนจะยังชนะอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่คาดว่าจะอยู่ระดับ 3% เนื่องจากคาดการณ์ว่า อัตราผลตอบแทน ปีนี้จะไม่ต่ำกว่าระดับ 7% เพราะแม้การลงทุนในตราสารหนี้จะให้ผลตอบแทนที่น้อยในปัจจุบัน แต่เชื่อว่าการลงทุนในตราสารทุนจะให้ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นและจะทำให้การลง ทุนของกบข. มีผลตอบ แทนที่ชนะเงินเฟ้อได้

“การลงทุนในหุ้นยังมีอัตราผลตอบแทนที่ดีอยู่ เนื่องจากผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหุ้นยังให้ผลตอบแทนสูง นอกจากนี้ การลงทุนในระยะยาวยังได้เงินปันผลเฉลี่ยระดับ 3% อยู่ เมื่อเทียบกับการลงทุนในตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนน้อยกว่า นอกจากนี้ ยังมองว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังคงเติบโตได้ ซึ่งหลายสำนักกล่าวว่าผลตอบแทนของ บจ.ปีนี้ จะยังเติบโตกว่า 15%” นางสาวโสภาวดี กล่าว

ด้านนายยิ่งยง นิลเสนา รองเลขา ธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า กบข.ได้ประเมินว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้จะขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 1,500 จุดได้ เนื่องจากภาพรวมของเศรษฐกิจภายในประเทศไทยยังคงดูดี และเติบโตได้แม้ช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงต่อเนื่อง แต่ในภาพรวมมองว่าตลาดหุ้นไทยยังดูดีและน่าลงทุน โดยหุ้นกลุ่มที่คาดว่าน่าจะสนับสนุนให้ดัชนีฯ ปรับตัวขึ้นต่อได้คือ หุ้นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ หรือหุ้นในกลุ่มอุปโภคบริโภคในประเทศ และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่คาดว่าจะมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น

ทั้งนี้ ในส่วนของตลาดหุ้นต่างประเทศ กบข.มองว่าก็ยังมีหลักทรัพย์บางตัวที่น่าสนใจ โดยคาดว่าตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียปีนี้จะได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างต่อ เนื่อง หลังจากสภาพเศรษฐกิจยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนหุ้นเล็กบางตัวในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็ยังน่าสนใจอยู่ ซึ่งราคาปัจจุบันยังถือว่าไม่ได้ปรับขึ้นมากนัก

นอกจากนี้ หุ้นในต่างประเทศ กบข.ยังมองหุ้นในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมีสภาพเศรษฐกิจที่เติบโตได้ดี และให้ผลตอบแทนที่ดีในการเลือกเข้าไปลงทุน นอกจากนี้ ยังมองแนวโน้มตลาดหุ้นจีนในปัจจุบันก็ยังถือว่าเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนที่ดี ซึ่งที่ผ่านมา กบข.ก็มีการเพิ่มสัดส่วนในการลงทุนในตลาดหุ้นจีนอย่างต่อเนื่อง

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-02-05 22:50:15


ความเห็นที่ 37 (2933530)

กบข.ปรับแผนลงทุนเน้นเชิงรุก ชู Life Path Choice เพื่อสมาชิก

นางสาวโสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขา ธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า กบข.ศึกษาแนวทางจัดทำแผนการจัดสรรการลงทุนระยะยาว (Strategic Asset Allocation:SAA) เพื่อสร้างความเพียงพอของเงินออมให้สมาชิก กบข. ภายใต้สถานการณ์ลงทุนที่มีความผันผวนสูง อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ และผลตอบแทนตราสารหนี้ ลดต่ำลงจนไม่สามารถชนะเงินเฟ้อ

“สถานการณ์ลงทุนปัจจุบันสวนทางกับเงื่อนไขการลงทุนของ กบข.ที่กำหนดให้ลงทุนในตราสารหนี้ไม่น้อยกว่า 60% แต่เป้าหมายสร้างผลตอบแทนการลงทุนระยะยาวสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ ในขณะที่โครงสร้างอายุของสมาชิก กบข. เฉลี่ยรวมลดลงจาก 50 ปี เหลือ 44 ปี ทำให้มีระยะเวลาสร้างผลตอบแทนยาว นานขึ้น ดังนั้น กบข.จึงได้วางแผนปรับเปลี่ยนแนวทางสำหรับแผน SAA ฉบับใหม่ เพื่อเพิ่มโอกาสให้สมาชิกมีเงินออมเพียงพอในวัยเกษียณ” นางสาวโสภาวดี กล่าว

ทั้งนี้ กบข. มีแนวทางการจัดทำแผน SAA ฉบับใหม่คือ การปรับหลักการกำหนดเป้าหมายการลงทุน กรอบความเสี่ยง และจัดทำแผนลงทุน โดยพิจารณาจากความเพียงพอของเงินออมเมื่อเกษียณของสมาชิกเป็นหลัก และปรับหลักคิดในการจัดกลุ่มสินทรัพย์การลงทุน จากเดิมจัดกลุ่มตามประเภทหลักทรัพย์ (Asset Class) เปลี่ยนเป็นจัดกลุ่มตามบทบาทของหลักทรัพย์ในแต่ละช่วงวงจรเศรษฐกิจ (Asset Role) โดยจากเดิมที่จัดสรรการลงทุนไปยังหุ้นหรือตราสารหนี้ มาเป็นการจัดสรรการลงทุนตามกลุ่ม เช่นกลุ่มหลักทรัพย์ เพื่อการเติบโต (Growth Group) ที่ประกอบไปด้วยหุ้นทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังรวมทั้ง Private Equity ที่มีบทบาทช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนให้กองทุนในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้น หรือกลุ่มหลักทรัพย์ช่วยกระจายความเสี่ยง (Diversifiers) ซึ่งประกอบไปด้วยตราสารหนี้รัฐบาลในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market Debt) และตราสารหนี้เอกชน ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลของประเทศพัฒนาแล้วแต่ต่ำกว่ากลุ่มหลัก ทรัพย์เพื่อการเติบโต เป็นต้น รวมทั้งการปรับหลักเกณฑ์การลงทุนในปัจจุบัน ให้สอดคล้องกับการปรับหลักการจัดทำแผน SAA ที่พิจารณาความเพียงพอของเงินออมเมื่อเกษียณของสมาชิก โดยอาจต้องปรับลดสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ลง และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตราสารทุน พร้อมทั้งกระจายการลงทุนไปต่างประเทศ เพิ่มขึ้น

นางสาวโสภาวดี กล่าวว่า แผน SAA ฉบับใหม่ของ กบข.นั้น จะมีความยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนสัดส่วนสินทรัพย์การลงทุนได้ตามวงจรเศรษฐกิจได้อย่างทัน ท่วงที เพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทน ให้สมาชิกสูงขึ้น คาดว่าจะได้ผลสรุปแนวทางการจัดทำแผน SAA ฉบับใหม่ พร้อมนำเสนอต่อคณะกรรมการภายในสิ้นปี 55 และจะเริ่มปรับใช้ได้ตั้งแต่ปี 56 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ กบข.ยังได้จัดทำแผนทางเลือกการลงทุนใหม่ที่ปรับเปลี่ยนสัดส่วนสินทรัพย์ลง ทุนตามช่วงอายุของสมาชิกโดยอัตโนมัติ (Life Path Choice) เพิ่มความเพียงพอให้เงินออมเพื่อการเกษียณของสมาชิก โดยจะสรุปแผนทางเลือกลงทุนใหม่และเตรียมความพร้อมของระบบงานแล้วเสร็จภายใน สิ้นปีนี้ และนำเสนอต่อคณะกรรมการ กบข. คาดว่าจะเริ่มใช้ได้ในปี 2556

ตามแผนงานปีนี้ กบข. จัดทำแผนทางเลือกการลงทุนใหม่หรือ Life Path Choice โดยสมาชิกเลือกแผนเพียงครั้งเดียว แต่แผนจะปรับลดสัดส่วนการลงทุน ของสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น ตลอดช่วงอายุของสมาชิก โดยในช่วงที่สมาชิกอายุน้อย จะมีสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูง เพื่อสะสมผลตอบแทนสร้างความมั่งคั่งให้เงินออม เพราะระยะเวลาในการออมเหลือนาน จึงสามารถรับความ เสี่ยงได้มาก แต่หลังจากนั้นสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงจะค่อยๆ ปรับลดลงเมื่อสมาชิกมีอายุเข้าใกล้เกษียณ เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาตลอด และรักษาเงินต้นของสมาชิก

ที่ผ่านมากองทุนบำนาญทั่วโลกรวมทั้งกบข.ต่างจัดให้มีแผนทางเลือกลงทุนให้ สมาชิกกองทุนได้เลือกให้เหมาะสมกับความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ต้องการ เพราะตระหนักดีว่าสมาชิกของ กองทุนนั้นมีความแตกต่างกันทั้งอายุ การยอมรับความเสี่ยงและผลตอบแทนคาดหวัง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือสมาชิกกองทุนบำนาญส่วนใหญ่ ยังคงลงทุนในแผนหลัก (Default Fund) เพราะขาดความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนและความสนใจวาง แผนการเงินหลังเกษียณ กองทุนบำนาญส่วนใหญ่จึงหันมาพัฒนาแผนทางเลือกลงทุนที่มีการบริหารผลตอบแทน และความเสี่ยงสำหรับสมาชิกทุกช่วงชีวิต เพื่อเป็นทางออกให้กับสมาชิก ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางในการพัฒนาแผนทางเลือกลงทุนใหม่ Life Path Choice ของ กบข.

ตั้งแต่ปี 2553 กบข.จัดให้มีแผนทางเลือกการลงทุน 4 แผน ซึ่งมีระดับความเสี่ยงและผลตอบแทนคาดหวังแตกต่างกันให้สมาชิก กบข. เลือกลงทุน ได้แก่ แผนผสมหุ้นทวี แผนหลัก แผนตราสารหนี้ และแผนตลาดเงิน แต่ปัจจุบันมีสมาชิกเลือกแผนลงทุนด้วยตัวเองเพียง 2,200 ราย ซึ่งจากการสำรวจพบว่า สมาชิก กบข. ส่วนใหญ่เห็นว่าการตัดสินใจเปลี่ยนแผนเองเป็นเรื่องยาก

ทั้งนี้ โดยหลักการแล้วการที่สมาชิก อยู่ในแผนการลงทุนซึ่งมีความเสี่ยงต่ำตลอดเวลา อาจพบปัญหาความไม่เพียงพอหลังเกษียณ ในขณะที่แผนการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงอาจเพิ่มความเพียงพอหลังเกษียณได้ แต่ก็มีความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโดยเฉพาะช่วงเวลาที่ใกล้เกษียณอายุ ดังนั้น การปรับลดสัดส่วนการลงทุนให้สอดคล้องกับช่วงอายุตามหลักการของ Life Path Choice จะช่วยลดความเสี่ยงจากปัจจัยดังกล่าวได้

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-01-10 11:56:20


ความเห็นที่ 36 (2932106)

กบข.คาดปีนี้ศก.ไทยโต5%รับแรงหนุนจากการลงทุนภาครัฐ

กบข.คาดเศรษฐกิจไทยปี 56 โต 5% ได้แรงหนุนจากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ ส่วนเศรษฐกิจโลกขยายตัวสูงกว่าปี 55 ในขณะที่สภาพคล่องยังล้นระบบ หนุนเงินทุนไหลเข้าเอเชียและไทย พร้อมวางกลยุทธ์ลงทุนเชิงรุกมากขึ้น กระจายลงทุนตราสารหนี้เอเชียและหุ้นกลุ่มที่ได้รับผลดีจากการเติบโตของ เศรษฐกิจ รวมทั้งขยายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน-อสังหาฯ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีและสม่ำเสมอให้สมาชิก
       
       นางสาวโสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปี 2556 น่าจะเติบโตได้ดีจากปี 2555 คาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะขยายตัวประมาณ 5% เพราะได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและการลงทุนโครงสร้าง พื้นฐานและโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ส่วนภาคการส่งออกน่าจะกลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง ด้านอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2555 เล็กน้อย เป็นผลมาจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ซึ่งอาจเป็นแรงกดดันต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้
       
       ส่วนเศรษฐกิจโลกในปี 2556 คาดว่าจะขยายตัวประมาณ 3.6% สูงกว่าในปี 2555 ที่ขยายตัว 3.3% แม้ว่าปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศยุโรปยังคงสร้างความกังวลให้แก่นักลงทุนและ ภาคเอกชน แต่ก็เป็นปัจจัยที่กดดันให้ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องดำเนินนโยบายกระตุ้น เศรษฐกิจ ในขณะที่ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อเพิ่มปริมาณเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ อย่างต่อเนื่อง
       
       “คาดว่าปี 2556 เงินทุนน่าจะไหลเข้าภูมิภาคเอเชียและตลาดเกิดใหม่ รวมทั้งไทยต่อเนื่องจากปี 2555 เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยของประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ยังอยู่ในระดับต่ำ และการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของธนาคารกลางหลายแห่ง ทั้งสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น ส่งผลให้เกิดสภาพคล่องล้นระบบและมีการเคลื่อนย้ายเงินทุนมายังภูมิภาคเอเชีย ที่มีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้ตลาดหุ้นมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปี 2555 ส่วนการลงทุนในทองคำน่าจะได้รับผลดีเช่นกัน โดยจัดเป็นสินทรัพย์ทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่จะถือครองแทนเงินสกุลดอลลาร์ สหรัฐ ยูโร และเยน ที่เสื่อมค่าลง”โสภาวดีกล่าว
       
       สำหรับกลยุทธ์การลงทุนของ กบข. ในปี 2556 จะเน้นการบริหารเงินลงทุนเชิงรุก (Active Management) เพื่อให้ทันกับสถานการณ์เศรษฐกิจและตลาดเงินที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยอาจเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มี พื้นฐานการเติบโตตามภาวะเศรษฐกิจ ส่วนการลงทุนตราสารหนี้จะกระจายไปในภูมิภาคเอเชียมากขึ้น ซึ่งให้อัตราผลตอบแทนดีและมีความเสี่ยงด้านภาระหนี้ภาครัฐต่ำ นอกจากนี้ กบข.จะขยายการลงทุนทางเลือก เช่น โครงสร้างพื้นฐาน อสังหาริมทรัพย์มากขึ้น เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีและสม่ำเสมอในระยะยาวให้กับสมาชิก

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-01-02 09:01:51


ความเห็นที่ 35 (2931929)

กบข.เปิดแผนงานปี56 เน้นสมาชิกลงทุนตามอายุ

นางสาวโสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)

เลขาฯกบข.เผยต้นปี2556 เปิดแผนงานให้สมาชิกลงทุนมีความสมดุลตามอายุ

นางสาวโสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยถึง ผลการดำเนินงานด้านสมาชิกในปี 2555 ว่า ตามแผนงาน สร้างความผูกพัน เพื่อเป็นคู่คิดตลอดชีวิตของสมาชิก (Lifetime Partner) กบข.ได้ จัดสวัสดิการ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ สร้างความสุข เพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิกได้สูงถึง 300,000 ราย มากกว่าปี 2554 ถึง 25% โดยสวัสดิการที่ได้รับความนิยม คือ สวัสดิการสินเชื่อบ้าน เช่าซื้อรถยนต์ ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ รวมถึงสวัสดิการใหม่ ประกันชีวิตบำนาญ มีสมาชิกให้ความสนใจให้สวัสดิการดังกล่าวต่อเนื่องตลอดทั้งปี

ด้านการสร้างเครือข่ายพันธมิตร กบข. ในปี 2555 นั้น กบข. ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากหน่วยงานราชการมากกว่า 5,000 หน่วยงานทั่วประเทศ รวมทั้งสื่อส่วนราชการ 228 หน่วยงานช่วยเป็นตัวกลางส่งข้อมูลและข่าวสาร กบข. แก่สมาชิก กบข. ทั่วประเทศ 1.2 ล้านคนอย่างทั่วถึง

นอกจากแผนงานเพื่อสร้างความผูกพันกับสมาชิกทุกช่วงชีวิตแล้ว ในปี 2555 กบข. มุ่งเน้นให้สมาชิกตระหนักถึงความเพียงพอของเงินออมหลังเกษียณ ผ่านการอบรมให้ความรู้ด้านการวางแผนการเงิน ในหลักสูตร Smart Up, Freedom More บริหารเงินอย่างมั่นคง สู่อิสรภาพที่มั่งคั่งแก่สมาชิกทั่วประเทศ และเพื่อให้สมาชิกได้ออมอย่างเป็นรูปธรรม กบข. ได้จัดแคมเปญกระตุ้นการออมเพิ่ม ซึ่งคาดว่า สิ้นปี 2555 จะได้ยอดสมาชิกออมเพิ่มรวมทั้งสิ้น 15,000 ราย เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปี 2554 รวมทั้งจัดแคมเปญกระตุ้นให้สมาชิกเกษียณออมต่อ คาดว่าสิ้นปี 2555 จะมีสมาชิกออมต่อกับ กบข. รวมทั้งสิ้น 1,400 ราย เพิ่มขึ้น 45% เมื่อเทียบกับปี 2554

นางสาวโสภาวดี กล่าวว่า ปี 55 กบข.ได้ พัฒนาแผนทางเลือกการลงทุนใหม่ แผนสมดุลตามอายุ (Life Path Choice) ที่ปรับลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงลงโดยอัตโนมัติเมื่อสมาชิกอายุเพิ่มขึ้น โดยจะเปิดให้สมาชิกได้เลือกแผนสมดุลตามอายุในต้นปี 2556 อย่างแน่นอน

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-12-31 09:33:21


ความเห็นที่ 34 (2924666)

กบข.คาดเสนอแผนปรับสัดส่วนการลงทุน Life Path Choice ให้สมาชิกภายในปี 56

updated: 19 พ.ย. 2555 เวลา 15:40:40 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

 

น.ส.โสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า กบข.จัดทำแผนทางเลือกการลงทุนใหม่ที่ปรับเปลี่ยนสัดส่วนสินทรัพย์ลงทุนตาม ช่วงอายุของสมาชิกโดยอัตโนมัติ (Life Path Choice) เพิ่มความเพียงพอให้เงินออมเพื่อการเกษียณของสมาชิก โดยจะสรุปแผนทางเลือกลงทุนใหม่และเตรียมความพร้อมของระบบงานแล้วเสร็จภายใน สิ้นปีนี้ และนำเสนอต่อคณะกรรมการ กบข. คาดว่าจะเริ่มใช้ได้ในปี 2556

 

ตามแผนงานปีนี้ กบข. จัดทำแผนทางเลือกการลงทุนใหม่หรือ Life Path Choice โดยสมาชิกเลือกแผนเพียงครั้งเดียว แต่แผนจะปรับลดสัดส่วนการลงทุนของสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น ตลอดช่วงอายุของสมาชิก โดยในช่วงที่สมาชิกอายุน้อย จะมีสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูง เพื่อสะสมผลตอบแทนสร้างความมั่งคั่งให้เงินออม เพราะระยะเวลาในการออมเหลือนาน จึงสามารถรับความเสี่ยงได้มาก แต่หลังจากนั้นสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงจะค่อยๆ ปรับลดลงเมื่อสมาชิกมีอายุเข้าใกล้เกษียณ เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาตลอดและรักษาเงินต้นของสมาชิก

 

ที่ผ่านมากองทุนบำนาญทั่วโลกรวมทั้ง กบข.ต่างจัดให้มีแผนทางเลือกลงทุนให้สมาชิกกองทุนได้เลือกให้เหมาะสมกับความ เสี่ยงและผลตอบแทนที่ต้องการ เพราะตระหนักดีว่าสมาชิกของกองทุนนั้นมีความแตกต่างกันทั้งอายุ การยอมรับความเสี่ยงและผลตอบแทนคาดหวัง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือสมาชิกกองทุนบำนาญส่วนใหญ่ ยังคงลงทุนในแผนหลัก (Default Fund) เพราะขาดความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนและความสนใจวางแผนการเงินหลังเกษียณ กองทุนบำนาญส่วนใหญ่จึงหันมาพัฒนาแผนทางเลือกลงทุนที่มีการบริหารผลตอบแทน และความเสี่ยงสำหรับสมาชิกทุกช่วงชีวิต เพื่อเป็นทางออกให้กับสมาชิก ซึ่ง สอดคล้องกับแนวทางในการพัฒนาแผนทางเลือกลงทุนใหม่ Life Path Choice ของ กบข.

 

ตั้งแต่ปี 2553 กบข.จัดให้มีแผนทางเลือกการลงทุน 4 แผน ซึ่งมีระดับความเสี่ยงและผลตอบแทนคาดหวังแตกต่างกันให้สมาชิก กบข. เลือกลงทุน ได้แก่ 1) แผนผสมหุ้นทวี 2) แผนหลัก 3) แผนตราสารหนี้ และ 4) แผนตลาดเงิน แต่ปัจจุบันมีสมาชิกเลือกแผนลงทุนด้วยตัวเองเพียง 2,200 ราย ซึ่งจากการสำรวจพบว่า สมาชิก กบข. ส่วนใหญ่เห็นว่าการตัดสินใจเปลี่ยนแผนเองเป็นเรื่องยาก

 

ทั้งนี้ โดยหลักการแล้วการที่สมาชิกอยู่ในแผนการลงทุนซึ่งมีความเสี่ยงต่ำตลอดเวลา อาจพบปัญหาความไม่เพียงพอหลังเกษียณ ในขณะที่แผนการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงอาจเพิ่มความเพียงพอหลังเกษียณได้ แต่ก็มีความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโดยเฉพาะช่วงเวลาที่ใกล้เกษียณอายุ ดังนั้น การปรับลดสัดส่วนการลงทุนให้สอดคล้องกับช่วงอายุตามหลักการของ Life Path Choice จะช่วยลดความเสี่ยงจากปัจจัยดังกล่าวได้

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-11-19 19:56:57


ความเห็นที่ 33 (2923266)

ปลดล็อกผลตอบแทนกบข.



นาย มนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า กรมบัญชีกลางได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหากรณีที่สมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้า ราชการ (กบข.) ได้รับผลตอบแทนน้อยกว่าข้าราชการที่ไม่ได้เป็น สมาชิกกบข. ให้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง พิจารณาเห็นชอบ เพื่อขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป โดยจะออกกฎหมายเป็นพ.ร.บ.ให้สมาชิก กบข.และข้าราชการบำนาญ ที่รับราชการก่อนปี 2540 สามารถเลือกได้ว่าจะรับบำนาญแบบเดิมตามพ.ร.บ.บำหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 หรือรับตามสูตรกบข. ตามพ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการปี 2539 หากรับตามสูตรเดิมข้าราชการที่ยังรับราชการอยู่จะไม่มีสิทธิรับเงินก้อน ที่มีทั้งเงินประเดิม เงินชดเชย เงินสมทบผลประโยชน์ โดยให้กบข.โอนเงินดังกล่าวเก็บไว้ในบัญชีสำรองของ กบข.


สำหรับ ข้าราชการบำนาญที่เกษียณไปแล้ว และต้องการรับผลตอบแทนแบบเดิม ต้องคืนเงินให้ส่วนราชการเจ้าสังกัดให้ครบถ้วนก่อน หากไม่โอน หรือโอนไม่ครบ ถือว่าการเลือกไม่มีผลบังคับ ทั้งนี้ ข้าราชการ และข้าราชการบำนาญ ต้องแสดงความประสงค์ภายใน 1 ปี หลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้ โดยการแสดงเจตจำนงจะมีผลเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี ตั้งแต่กฎหมายมีผลบังคับใช้ หากผู้แสดงความประสงค์ไว้เสียชีวิตก่อนครบกำหนด 1 ปี ถือว่าการแสดงความประสงค์นั้นไม่มีผลบังคับใช้


นายมนัสกล่าว ว่า จากการประเมินเบื้องต้นคาดว่าสมาชิก กบข.ที่มีอยู่ 9.77 แสนราย จะเลือกกลับไปรับบำนาญแบบเดิมประมาณ 75% หรือประมาณ 7.33 แสนราย จะทำให้ภาระงบประมาณเพิ่มขึ้น 1.13 ล้านล้านบาท แต่รัฐจะได้เงินก้อนที่ได้คืนจากสมาชิก 2.6 แสนล้านบาท และเงินที่รัฐประหยัดได้จากเงินที่รัฐต้องสมทบเข้ากองทุน กบข.ให้กับสมาชิกอีก 1.54 แสนล้านบาท เมื่อหักลบแล้วทำให้รัฐมีภาระงบประมาณเพิ่มขึ้น 7.14 แสนล้านบาท คิดเป็นประมาณ 1.56 หมื่นล้านบาทต่อปี

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-11-12 13:15:34


ความเห็นที่ 32 (1536685)

คลังชงครม.แก้กฎหมายกบข. เปิดทางสมาชิกเลือกรับบำนาญหลังเกษียณ

เศรษฐกิจ ข่าวสด


นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้แก้ไขกฎหมาย กบข. และเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในปลายเดือนต.ค.นี้ เป็นการแก้ไขอัตราผลตอบแทนของสมาชิก หลังจากที่ผ่านมาข้าราชการสมาชิกกบข.ร้องเรียนว่าเมื่อเกษียณอายุราชการจะ ได้เงินบำนาญน้อยกว่าข้าราชการที่ไม่ได้สมัครเป็นสมาชิก กบข. หากครม.เห็นชอบจะเสนอให้รัฐสภาพิจารณาในสมัยประชุมหน้า หรือต้นปี 2556

สำหรับ แนวทางแก้ไขกฎหมาย กบข. ทางราชการได้เปิดทางให้สมาชิก กบข.เลือกแนวทางรับบำนาญได้เมื่อเกษียณอายุราชการว่าจะเลือกรับเงินแบบบำนาญ ราชการเดิมหรือเลือกแนวทางรับเงินสะสมคืนกับกบข. เพราะหากเลือกระบบบำนาญเดิมจะต้องคืนเงินที่รัฐบาลสะสมให้ในช่วงที่ผ่าน มากลับคืนสู่รัฐ ซึ่งรัฐบาลจะจัดตั้งกองทุนมาดูแล และกบข.เป็นผู้บริหาร ซึ่งมีเงินกองทุนนับแสนล้านบาทในช่วง 30 ปีข้างหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันอายุราชการตั้งแต่เริ่มต้นทำงานวันแรกจนถึงเกษียณตั้งแต่ 22 ปี จนถึง 60 ปี จะอยู่ที่ 38 ปี แต่เมื่อได้ตั้งกองทุน กบข.ขึ้นมาในปี 2540 จึงเกิดปัญหาข้าราชการที่สมัครใจเข้าเป็นสมาชิก กบข. จะได้รับอัตราผลตอบแทน เงินเดือนบำนาญต่อเดือนน้อยกว่าข้าราชการที่ไม่ได้สมัครเป็นสมาชิกประมาณ 50% และการรับเงินคืนปัจจุบันใช้สูตรในการคำนวณเงินบำนาญคิดจากเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายคูณด้วยอายุราชการ หารด้วย 50 แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะต้องไม่เกิน 70% ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย หากคำนวณตามสูตร ดังกล่าว จะทำให้ช้าราชการได้รับเงินน้อยกว่าเงินบำนาญเดิมประมาณ 40-50% แต่หากนับเงินที่รัฐบาลได้ส่งสมทบเข้า กองทุนกบข.แล้วยังเป็นรายได้เพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง

ดังนั้น จึงต้องติดตามผลการพิจารณาของครม. เนื่องจากระบบการจ่ายเงินคืนจะนับวันทวีคูณของข้าราชการที่ปฏิบัติงานใน พื้นที่เสี่ยงภัยเพิ่มเติม สำหรับผู้มีอายุราชการ 45-50 ปี แต่ส่วนเกินจากเพดานอายุราชการ 38 ปีอาจแยกคำนวณเป็น ผลตอบแทนกรณีพิเศษ การชดเชยอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนของกบข.ขาดทุน เพื่อจัดสรรงบประมาณชดเชย เพื่อให้ผลการขาดทุนกลับมาเป็นบวก

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังเตรียมเสนอแก้ไขแนวทางการจัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เพิ่มเติม หลังจาก ที่ผ่านมาน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้สั่งให้กระทรวงการคลังไปศึกษารูปแบบโครงสร้างที่เหมาะสมใหม่ให้ครอบคลุม ผู้ที่ได้รับประโยชน์ให้ครบถ้วนโดยเฉพาะผู้มีอาชีพอิสระกว่า 14 ล้านคน ที่อยู่นอกระบบแรงงานให้สามารถสะสมเงินเข้ากองทุนร่วมกับเงินสมทบของรัฐบาล ได้ ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นได้ และล่าสุดได้สั่งการให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง จัดทำแผนแม่บทการเงินภาคประชาชน โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนที่เป็นรากหญ้าสามารถเข้าสู่แหล่งเงินทุน กู้เงินเหมือนระบบธนาคารพาณิชย์ให้มีความสะดวกมากขึ้น โดยจะยึดรูปแบบการใช้กลไกกองทุนต่างๆ ของรัฐบาล เช่น กองทุนหมู่บ้าน กองทุนเอสเอ็มแอล กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี และกองทุนตั้งตัวได้

 

 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-10-24 22:51:53


ความเห็นที่ 31 (1536683)

คลังเล็งชงครม. จ่าย′บำนาญ′ขรก.ใหม่ เลือกแบบเดิม-ผ่านกบข.

วันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2555 เวลา 09:52:01 น.

 

 

 


อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม

 

(ที่มา : หน้า1 มติชนรายวัน 24 ต.ค.2555)

 

 

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์หน้า เพื่อพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาการจ่ายเงินบำนาญให้ข้าราชการที่เป็นสมาชิก ของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ใหม่ หลังจากที่มีข้าราชการส่วนหนึ่งมองว่า ผลตอบแทนไม่เท่ากับระบบการจ่ายบำนาญแบบเดิม ส่วนใหญ่เป็นไปตามแนวทางที่กรมบัญชีกลางเสนอมาแต่ต้องรอให้ ครม.พิจารณาตัดสินใจ เพราะการปรับระบบการจ่ายเงินบำนาญให้ข้าราชการ กบข.ใหม่ครั้งนี้ยอมรับว่าจะต้องใช้เงินงบประมาณสูง ขึ้น

นายอารี พงศ์กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้พิจารณารายจ่ายแต่ละปีไปจนถึง 25 ปีข้างหน้าว่าจะต้องใช้เงินงบประมาณในการจ่ายเงินบำนาญเท่าไร โดยพบว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า หรือปี 2565 จะเป็นปีที่ใช้เงินงบประมาณสูงสุด เพราะมีข้าราชการเกษียณอายุจำนวนมาก จึงต้องมีการวางแผนเตรียมพร้อมและหาแนวทางรองรับการใช้เงินดังกล่าว รวมทั้งการตั้งกองทุนนำเงินไปบริหารให้เกิดดอกผลด้วย นอกเหนือจากเงินที่รัฐจะได้กลับคืนมา 5% จากเงินประเดิมและเงินสมทบหลายแสนล้านบาท ในกรณีที่สมาชิกกบข.เลือกกลับไปใช้ระบบนาญเดิม

"อีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็นปีที่รัฐบาลต้องใช้เงินในการจ่ายบำนาญสูงที่สุดอาจจะถึง 7-8 แสนล้านบาท แต่หลังจากนั้นอีก 15 ปีที่เหลือจะดูแลให้ปรับลดลงมาได้ในระดับ 8% ของวงเงินงบประมาณ ที่โตประมาณปีละ 5% ได้โดยไม่กระทบเสถียรภาพทางการคลัง" ปลัดกระทรวงการคลังกล่าว

นายอารีพงศ์กล่าวว่า แม้งบประมาณรายจ่ายประจำจะเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่กระทรวงการคลังและรัฐบาลจะพยายามดูแลปรับลดสัดส่วนลงไม่ให้เกิน 70% ของวงเงินงบประมาณ จากปัจจุบันอยู่ที่ 72% โดยนอกจากดูเรื่องของเงินเดือน เงินบำนาญแล้วยังรวมไปถึงค่ารักษาพยาบาลของประชากร 65 ล้านคนที่มีภาระเพิ่มขึ้นทุกปีด้วย ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในสหภาพยุโรปเช่นกัน เราได้บทเรียนจากยุโรปมาแล้ว ทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลงมาดู 3 กองทุนที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลทั้ง กบข. กองทุนประกันสังคม (สปส.) และกองทุนประกันสุขภาพถ้วนหน้า ให้มีความร่วมมือกัน จึงน่าจะช่วยลดรายจ่ายในการซื้อยาได้มากขึ้น แต่ข้าราชการจะยังได้มากกว่าอีก 2 กองทุน เพราะเป็นสิทธิเดิมที่เหลืออยู่ แต่ก็จะทำให้ค่ารักษาพยาบาลจะไม่เพิ่มขึ้นไปได้อีกระยะหนึ่ง

นายอารี พงศ์กล่าวว่า การควบคุมรายจ่ายประจำจะทำควบคู่กับการขยายฐานรายได้ทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการทำงบสมดุลในปี 2560 และขณะนี้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำลังจัดทำแผนแม่บทภาคประชาชนหรือกลุ่มรากหญ้า เพื่อให้คนกลุ่มนี้ โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพอิสระ 14 ล้านคน เข้าถึงแหล่งเงินได้มากขึ้น ตามแผนการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการจะเสนอกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ที่ปรับปรุงเสร็จแล้วให้ ครม.รับทราบด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การปรับระบบการจ่ายเงินบำนาญของข้าราชการสมาชิก กบข.ใหม่ เนื่องจากกลุ่มสมาชิกที่เข้ารับราชการก่อนปี 2538 ที่มีประมาณ 8 แสนคน ที่เลือก เข้าเป็นสมาชิก กบข. ไม่พอใจผลตอบแทน จาก กบข.ที่ได้น้อยลง หากคิดเป็นรายได้หลังเกษียณจะน้อยกว่าระบบบำนาญเดิม จึงเรียกร้องให้แก้ปัญหามาตลอด จนกระทั่งล่าสุดกรมบัญชีกลางเสนอเลือกแนวทางให้สมาชิกสามารถเลือกได้ว่าจะ รับบำนาญกับ กบข.ต่อไปหรือจะกลับไปรับบำนาญแบบเดิมก็ได้ แต่ต้องคืนเงินส่วนที่ รัฐสมทบให้ก่อนหน้านี้ทั้งหมด และหากทุกรายเลือกไปใช้บำนาญเดิมจะทำให้ต้องใช้งบจ่ายบำนาญสูงสุดในปี 2565 ถึง 7-8 แสนล้านบาท

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-10-24 22:45:06


ความเห็นที่ 30 (1524916)

สมาชิก กบข. 8 แสนคนเฮ! มีสิทธิกลับไปรับบำนาญสูตรเดิมได้ หลัง ก.คลังปล่อยให้เลือกอิสระ

วันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555 เวลา 18:12:41 น.


แฟ้มภาพ

 

 

น.ส.โสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยถึงกรณีที่กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาแนวทางให้สมาชิก กบข.เลือกว่าจะรับบำนาญตามสูตรการคำนวณบำนาญแบบเดิม หรือแบบ กบข. ว่ามีสมาชิกของ กบข.ประมาณ 8 แสนราย จากสมาชิกทั้งสิ้น 1.2 ล้านราย ที่สามารถเลือกได้ว่าจะกลับไปใช้การคำนวณสูตรบำนาญแบบเดิม เพราะเป็นการดึงเข้ามาอยู่ในระบบของ กบข.ที่ไม่ได้รับรู้เงื่อนไขที่ดีพอ ซึ่งเป็นการตั้งสมมติฐานผลตอบแทนจากการลงทุนของ กบข.ที่ 9% เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวอัตราดอกเบี้ยในตลาดประมาณ 16% แต่ปัจจุบันดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาลงจากปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก ทำให้ผลตอบแทนของ กบข.นับจากก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2540 เฉลี่ยเพียง 7% เท่านั้น


น.ส.โสภาวดีกล่าวต่อว่า กบข.เองพยายามที่จะหาผลตอบแทนให้สมาชิกมากขึ้น ด้วยการปรับพอร์ตการลงทุน ไปลงทุนในพันธบัตรต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทนที่สูง อย่างมาเลเซียและสิงคโปร์ ที่ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 5% เมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาลไทย ที่ผลตอบแทนอยู่ที่ 3% หรือการลงทุนในหุ้นกู้เอกชนมากขึ้น แต่ก็ทำได้จำกัด เพราะกฎหมายกำหนดให้ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงไม่น้อยกว่า 60% ของพอร์ตการลงทุนรวม และลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงได้ไม่เกิน 40% เท่านั้น เมื่อเทียบกับกองทุนเพื่อการเกษียณอายุของต่างประเทศแล้วจะเห็นว่าสัดส่วน กลับกันกับของไทย จึงมีแนวคิดที่จะแก้กฎหมายให้สามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงเพิ่ม ขึ้น แต่ก็ต้องอยู่ในระดับที่ปลอดภัยด้วย


"วิธีที่กระทรวงการคลังเลือก น่าจะเป็นวิธีที่จะทำให้สมาชิกมีโอกาสได้ทบทวนและยุติธรรมกับเขา ที่ก่อนหน้านั้นถูกหลอกเข้ามาอยู่ในระบบ กบข. เพราะไม่ทราบข้อเท็จจริง แต่ภายหลังข้อมูลบางอย่างมากขึ้น จะได้พิจารณาความต้องการที่แท้จริงของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง โดยคนรับราชการเกิน 38 ปีขึ้นไป หากกลับไปใช้ระบบเดิม จะได้ประโยชน์มากกว่า เพราะสูตรการคำนวณของ กบข.จะกำหนดเพดานอายุราชการไม่เกิน 35 ปี รวมถึงข้าราชการทหารที่จะมีเรื่องวันทวีคูณด้วย ส่วนคนที่รับราชการไม่นานและเหลืออายุราชการอีกมาก การอยู่ใน กบข.จะได้ประโยชน์มากกว่า" น.ส.โสภาวดีกล่าว 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-09-12 09:52:35


ความเห็นที่ 29 (1522145)

กบข.ปรับกลยุทธ์การลงทุนดึง บลจ.บริหารพอร์ต 3.35 หมื่นล.

นางสาวโสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า กบข.ได้ลงนามสัญญาว่าจ้างบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ในประเทศ เพื่อบริหารเงินลงทุนตราสารหนี้และหุ้นในประเทศ มูลค่า 33,500 ล้านบาท แบ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน 4 ราย บริหารเงินลงทุนหุ้นในประเทศ ได้แก่ บลจ.กรุงศรี บลจ.ทิสโก้ บลจ.กสิกรไทย และ บลจ.วรรณ เงินลงทุนรวม 13,500 ล้านบาท และบริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน 2 รายบริหารเงินลงทุนตราสารหนี้ในประเทศ ได้แก่ บลจ.วรรณ และ บลจ.เอ็มเอฟซี เงินลงทุนรวม 20,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ กบข.ได้ดำเนินการว่าจ้างผู้จัดการกองทุน เพื่อบริหารเงินลงทุนตราสารทุนและตราสารหนี้ในประเทศ เป็นระยะเวลา 3 ปี โดยจะดำเนินการคัดเลือกผู้จัดการกองทุน เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และให้การบริหารเงินกองทุนเป็นไปอย่างมีประสิทธิผล ตามหลักเกณฑ์ 4 ประการ ซึ่งเป็นหลักการสากลในการพิจารณาคัดเลือก ได้แก่ เป้าหมายในการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจนสอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุน สถาบัน (Business Profile) ทีมลงทุนที่มีประสบการณ์ความรอบรู้และเชี่ยวชาญ (People) กระบวนการลงทุนที่มีปรัชญาการลงทุนที่ชัดเจนและมีความได้เปรียบเชิงแข่งขัน (Process) ผลการดำเนินงานที่สะท้อนความต่อเนื่องของการสร้างผลตอบแทนในระยะยาว (Performance)

“กบข.ว่าจ้างผู้จัดการกองทุนในประเทศ เพื่อเพิ่มความหลากหลายของโอกาสในการสร้างผลตอบแทน และกระจายความเสี่ยงในการบริหารกองทุนไม่ให้กระจุกตัวใน กบข. เพียงอย่างเดียว เนื่องจากผู้จัดการกองทุนภายนอกแต่ละแห่งจะมีรูปแบบการลงทุนที่แตกต่างจาก กบข. รวมทั้งแนวคิดหรือลักษณะในการจัดพอร์ตลงทุนที่แตกต่างกันด้วย ทำให้เกิดการผสมผสานของรูปแบบการลงทุนที่มีหลากหลายมิติ ก่อให้เกิดประสิทธิผลของการลงทุนที่ดี นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดการเรียนรู้เทคโนโลยี แลกเปลี่ยนมุมมองการลงทุนระหว่างผู้จัดการกองทุนภายในและภายนอก กบข. ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารพอร์ตการลงทุนเป็นอย่างยิ่ง” นางสาวโสภาวดี กล่าว

สำหรับจุดเด่นที่ทำให้ทั้ง 5 บลจ.ได้รับการคัดเลือกบริหารเงินกองทุนของ กบข. คือ รูปแบบการลงทุนที่แตกต่างจาก กบข. เช่น พอร์ตการลงทุนตราสารทุน บลจ.กรุงศรี จะเน้นลงทุนหุ้นที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลสูง บลจ.ทิสโก้ จะลงทุนหุ้นที่มีพื้นฐานดีในระยะยาว บลจ.กสิกรไทย เน้นลงทุนหุ้นที่มีพื้นฐานและอัตราการเติบโตดีในระยะกลาง 2-3 ปี และ บลจ.วรรณ เน้นลงทุนหุ้นตามวัฏจักรอุตสาหกรรม ในขณะที่การลงทุนของ กบข.เน้นหุ้นในกลุ่ม SET50 ที่เป็นบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ส่วน บลจ.ที่ได้รับเลือกให้บริหารเงินลงทุนตราสารหนี้ โดย บลจ.วรรณ มีรูปแบบลงทุนโดยพิจารณาจากปัจจัยภาพรวมเศรษฐกิจ ร่วมกับความต้องการซื้อพันธบัตรของนักลงทุน (อุปสงค์) กับปริมาณการออกพันธบัตรหรือหุ้นกู้ในตลาด (อุปทาน) ในขณะที่ บลจ.เอ็มเอฟซี เน้นการลงทุนในเชิงเปรียบเทียบมูลค่าของตราสารหนี้ (Relative Value) ซึ่งแตกต่างจาก กบข.ที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวที่มีคุณภาพดี ให้ผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยสูง และปรับกลยุทธ์การลงทุนตามการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย ความแตกต่างของรูปแบบการลงทุนที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวเช่นนี้ ทำให้ กบข.เชื่อมั่นว่า จะสามารถสร้างผลตอบแทนระยะยาวสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อให้สมาชิกมีเงินพอเพียงใน ยามเกษียณ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-08-31 21:20:02


ความเห็นที่ 28 (1516741)

เตือนผู้เข้าร่วมโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด ยื่นขอรับเงินภายในเดือนธันวาคมนี้

วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2555 เวลา 17:30:37 น.



 

นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวถึงโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดไม่เกิน 5 ปีงบประมาณ ที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2555 ให้ผู้ที่ได้รับเงินช่วยเหลือตามมาตรการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 เป็นต้นไป ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการแก้ไขกฎหมายกรมสรรพากร เพื่อให้มีผลบังคับใช้ ทั้งนี้ ขอให้ผู้ที่เข้าโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด ติดต่อเจ้าหน้าที่ของหน่วยงาน เพื่อยื่นเรื่องขอรับเงินและขอเบิกเงินช่วยเหลือตามมาตรการฯ ในระบบบำเหน็จบำนาญ (e-pension) ให้เสร็จสิ้นในรอบการจ่ายเงินที่ 3 ของเดือนธันวาคม 2555 เพื่อยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีภาษี 2555 หากยื่นภายหลัง ต้องนำมารวมเป็นรายได้เพื่อคำนวณภาษี และกรมบัญชีกลางจะหักภาษีเงินได้ไว้ก่อน จนกว่าการแก้ไขกฎหมายจะแล้วเสร็จ จึงจะขอคืนภาษีได้ภายหลัง

 

ในปีงบประมาณ พ.ศ.2554 มีผู้ที่เข้าโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด 26,642 คน ใช้งบประมาณจ่ายเงินช่วยเหลือ 10,060 ล้านบาท สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ.2555 ตามกรอบจำนวนผู้เข้าร่วมมาตรการฯ มี27,089 คน แต่จะมีผู้เข้าโครงการเท่าใดขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละส่วนราชการ ว่าจะอนุมัติจำนวนเท่าใด 


 
จาก สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-08-11 22:25:02


ความเห็นที่ 27 (1513275)

กบข.ให้สมาชิกกู้ซื้อบ้านดบ.0%

กบข.จับมือธ.กรุงไทย หนุนสินเชื่อบ้าน0%นาน6เดือน ถึง 30 ก.ย. 55

นางสาวโสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า กบข.ร่วมมือกับธนาคาร
กรุงไทย จัดโครงการ “บ้าน กรุงไทย – กบข.เพื่อสมาชิก ครั้งที่ 3” มอบสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยพิเศษ สร้างโอกาสให้
สมาชิก กบข. ได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในอัตราดอกเบี้ยต่ำ 0% ต่อปี นาน 6 เดือนแรก และอนุมัติวงเงินกู้สูงสุด 100% ของราคาประเมิน ให้กู้ซื้อสิ่งปลูกสร้าง ต่อเติม ไถ่ถอน โดยสมาชิก กบข.สามารถยื่นกู้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2555
 
“ตลอด ระยะเวลาการจัดโครงการร่วมมือกับ ธนาคารกรุงไทย 2 ครั้งที่ผ่านมามีสมาชิก กบข.ใช้บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัยอัตราพิเศษวงเงินสินเชื่อ 1,500 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงการตอบรับที่มากของสมาชิก กบข.ที่มีอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ในปี 2555 กบข. จึงร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย มอบข้อเสนอและอัตราดอกเบี้ยสุดพิเศษสำหรับสมาชิก กบข.อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าในครั้งนี้น่าจะได้รับการตอบรับจากสมาชิก กบข.เป็นอย่างดีเช่นอดีตที่ผ่านมา เพราะที่อยู่อาศัยถือเป็นสวัสดิการที่สมาชิก กบข.ต้องการอันดับต้อง เพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาว”นางสาวโสภาวดีกล่าว

ทั้งนี้ โครงการ “บ้านกรุงไทย – กบข.เพื่อสมาชิก ครั้งที่ 3” จัดขึ้นเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อที่อยู่อาศัย
ของ สมาชิก กบข.ที่มีกว่า 1.2 ล้านคนทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็น 1 ในการสนับสนุนนโยบายการจัดสวัสดิการ 3 ด้าน คือ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ สร้างความสุข ให้แก่สมาชิก กบข.

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-08-02 20:45:35


ความเห็นที่ 26 (1495608)

เปิดจะๆค่าตอบแทน ท่านปธ.ขุนค้อน 125,590 บาท/เดือน มาร์ค 115,740 บาทไม่นับสวัสดิการ เบี้ยประชุมอื้อ!

วันที่ 08 มิถุนายน พ.ศ. 2555

 

มติชนออนไลน์ รายงานว่า วัน ๙ มิถุนายน ๒๕๕๕ พระราชกฤษฎีกา เงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และกรรมาธิการ  พ.ศ. ๒๕๕๕ จะมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย

ทั้งนี้ เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และกรรมาธิการ พ.ศ. ๒๕๓๕ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน และมีบทบัญญัติบางประการไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติมาตรา ๑๙๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 
 

ดังนั้น จึงสมควรปรับปรุงพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวโดยกำหนดให้ประธานและรองประธาน สภาผู้แทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาได้รับเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มเป็นรายเดือนนับแต่วันเข้ารับหน้าที่ และปรับปรุงสิทธิ ในการได้รับประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นเกี่ยวกับเบี้ยประชุม สวัสดิการรักษาพยาบาล และเงินชดเชยเป็นค่าพาหนะในการเดินทางโดยพาหนะส่วนตัวของบุคคลดังกล่าวให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่เปลี่ยนแปลงไป จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

 

สาระสำคัญที่น่าสนใจ มีดังนี้  

มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป เว้นแต่มาตรา ๑๕ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เป็นต้นไป  

มาตรา ๔ ในพระราชกฤษฎีกานี้
“เงินสวัสดิการรักษาพยาบาล” หมายความว่า เงินชดเชยค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในเรื่องการตรวจ สุขภาพประจำปี การรักษาพยาบาลกรณีอุบัติเหตุฉุกเฉิน และการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาล
 

มาตรา ๕ ให้ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาได้รับเงินประจำตำแหน่ง และเงินเพิ่มเป็นรายเดือนตามบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มของประธานและรองประธานสภา ผู้แทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาท้ายพระราชกฤษฎีกานี้นับแต่วันเข้ารับหน้าที่  

ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อได้รับเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งดังกล่าวแล้ว ไม่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา แล้วแต่กรณีอีก

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีด้วย เมื่อได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งในฐานะรัฐมนตรีแล้ว ไม่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีก

มาตรา ๖ เมื่อสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลงตามวาระ ให้ประธานและรองประธานวุฒิสภาได้รับเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มเป็นราย เดือนตามบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มของประธานและรองประธานสภา ผู้แทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ต่อไปจนถึงวันก่อนวันเลือกประธานและ รองประธานวุฒิสภาใหม่
 

สมาชิกวุฒิสภาซึ่งสิ้นสุดสมาชิกภาพตามวาระและอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มตามบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มของประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ต่อไปจนถึงวันก่อนวันที่มีสมาชิกวุฒิสภาขึ้นใหม่ และให้ได้รับค่าพาหนะในการเดินทางมาประชุมวุฒิสภาและคณะกรรมาธิการตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ


มาตรา ๗ ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีถิ่นที่อยู่นอกจังหวัดอัน เป็นที่ตั้งรัฐสภาได้รับค่าพาหนะในการเดินทางจากจังหวัดอันเป็นถิ่นที่อยู่ มายังจังหวัดอันเป็นที่ตั้งรัฐสภาเฉพาะการเดินทางครั้งแรกเพื่อมาเข้ารับ หน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ
 

เมื่อ สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลง ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีถิ่นที่อยู่นอกจังหวัดอัน เป็นที่ตั้งรัฐสภาได้รับค่าพาหนะในการเดินทางจากจังหวัดอันเป็นที่ตั้ง รัฐสภากลับไปยังจังหวัดอันเป็นถิ่นที่อยู่

 ให้นำพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการมาใช้บังคับแก่ค่าพาหนะในการเดินทางตามมาตรานี้โดยอนุโลม โดยให้ได้รับสิทธิในอัตราเดียวกับข้าราชการผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง
ตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง


มาตรา ๘ เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาได้เข้ารับหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ แล้วให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาจัดใบ เบิกทางโดยสารรถไฟรถยนต์ประจำทาง และเครื่องบิน ให้แก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา เพื่อใช้ในการเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่

ใบเบิกทางโดยสารรถไฟและรถยนต์ประจำทาง ให้มีผู้ติดตามได้หนึ่งคนในชั้นเดียวกัน

 มาตรา ๙ ในการเดินทางมาประชุมรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือคณะกรรมาธิการให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเดินทางโดย พาหนะส่วนตัวมีสิทธิได้รับเงินชดเชยเป็นค่าพาหนะในการเดินทางในกรณีมิได้ใช้ ใบเบิกทางตามมาตรา ๘ ตามอัตราที่กระทรวงการคลังประกาศกำหนดสำหรับทางราชการ ภายใต้หลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
 

(๑) การเดินทางจากจังหวัดอันเป็นถิ่นที่อยู่มายังจังหวัดอันเป็นที่ตั้งรัฐสภา ให้ได้รับเงินชดเชยเป็นค่าพาหนะในการเดินทางจากอำเภอในจังหวัดอันเป็นถิ่น ที่อยู่มายังจังหวัดอันเป็นที่ตั้งรัฐสภาตามระยะทางที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาได้แจ้งไว้ครั้งแรกต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรหรือ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และสำนักงานดังกล่าวได้คำนวณระยะทางตามเส้นทางที่สั้นและตรงของกรมทางหลวง หรือกรมทางหลวงชนบท แล้วแต่กรณี เพื่อเบิกเงินชดเชยเป็นค่าพาหนะในการเดินทางนั้น

 (๒) ในกรณีที่เป็นการเดินทางจากถิ่นที่อยู่ไปยังสถานที่ที่ใช้ใบเบิกทางโดยสารรถไฟ รถยนต์ประจำทาง และเครื่องบิน และจากสถานที่ที่ใช้ใบเบิกทางโดยสารรถไฟ รถยนต์ประจำทาง และเครื่องบินมายังรัฐสภา ให้นำความใน (๑) เกี่ยวกับการได้รับเงินชดเชยเป็นค่าพาหนะในการเดินทาง มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 สำหรับการเดินทางกลับภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาหรือคณะกรรมาธิการ ให้นำความในวรรคหนึ่งเกี่ยวกับการได้รับเงินชดเชยเป็นค่าพาหนะในการเดินทางมาใช้บังคับโดยอนุโลม

 มาตรา ๑๐ ให้กรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร กรรมาธิการวุฒิสภา กรรมาธิการรัฐสภาและกรรมาธิการร่วมกันของสภาทั้งสอง ที่มีความจำเป็นต้องเดินทางไปนอกจังหวัดอันเป็นที่ตั้งรัฐสภาเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามมติของคณะกรรมาธิการ ได้รับค่าใช้จ่ายในการเดินทางสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ และให้นำพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการมาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยให้ได้รับสิทธิในอัตราเดียวกับข้าราชการผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง

 มาตรา ๑๑ เมื่อมีการประชุมคณะกรรมาธิการ ให้กรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร กรรมาธิการวุฒิสภากรรมาธิการรัฐสภา และกรรมาธิการร่วมกันของสภาทั้งสอง ที่มิได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีถิ่นที่อยู่นอก จังหวัดอันเป็นที่ตั้งสถานที่ที่ใช้ในการประชุมคณะกรรมาธิการได้รับค่าพาหนะ ในการเดินทางจากจังหวัดอันเป็นถิ่นที่อยู่มายังจังหวัดอันเป็นที่ตั้งสถาน ที่ที่ใช้ในการประชุมคณะกรรมาธิการและเมื่อการประชุมคณะกรรมาธิการได้สิ้น สุดลงเป็นรายครั้งเฉพาะครั้งที่มาประชุม ให้ได้รับค่าพาหนะในการเดินทางจากจังหวัดอันเป็นที่ตั้งสถานที่ที่ใช้ในการ ประชุมคณะกรรมาธิการกลับไปยังจังหวัดอันเป็นถิ่นที่อยู่ โดยให้นำพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการมาใช้บังคับ โดยอนุโลม
 
มาตรา ๑๒ ให้นำพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการในส่วนที่เกี่ยว กับการเดินทางไปราชการต่างประเทศชั่วคราวมาใช้บังคับแก่การเดินทางไปราชการ ต่างประเทศของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาโดยอนุโลม โดยให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภาได้รับสิทธิในอัตราเดียวกับนายก รัฐมนตรี รองประธานสภาผู้แทนราษฎร รองประธานวุฒิสภา และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้รับสิทธิในอัตราเดียวกับรองนายกรัฐมนตรี ส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาให้ได้รับสิทธิในอัตราเดียวกับข้า ราชการผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการระดับ กระทรวง

 การเดินทางไปราชการต่างประเทศชั่วคราวที่จะมีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายตามวรรคหนึ่งจะต้องได้รับอนุมัติเป็นหนังสือจากประธานรัฐสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือประธานวุฒิสภา แล้วแต่กรณี

มาตรา ๑๓ ให้กรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร กรรมาธิการวุฒิสภา กรรมาธิการรัฐสภาและกรรมาธิการร่วมกันของสภาทั้งสอง ได้รับเบี้ยประชุมเป็นรายครั้งเฉพาะครั้งที่มาประชุมในอัตราครั้งละหนึ่งพันห้าร้อยบาท

 ให้อนุกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร อนุกรรมาธิการวุฒิสภา อนุกรรมาธิการรัฐสภาและอนุกรรมาธิการร่วมกันของสภาทั้งสอง ได้รับเบี้ยประชุมเป็นรายครั้งเฉพาะครั้งที่มาประชุมในอัตราครั้งละแปดร้อยบาท

 

กรรมาธิการ ตามวรรคหนึ่งและอนุกรรมาธิการตามวรรคสอง ให้ได้รับเบี้ยประชุมเพียงครั้งเดียวในวันหนึ่งเว้นแต่ในกรณีที่กรรมาธิการ หรืออนุกรรมาธิการนั้นมีการประชุมในคณะกรรมาธิการหรือคณะอนุกรรมาธิการคณะ อื่นด้วยในวันเดียวกัน ให้ได้รับเบี้ยประชุมในวันนั้นไม่เกินสองครั้ง

 มาตรา ๑๔ ให้ผู้ช่วยเลขานุการคนหนึ่งในคณะกรรมาธิการซึ่งทำหน้าที่พิจารณาร่างกฎหมาย ของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา ซึ่งแต่งตั้งจากข้าราชการรัฐสภาสามัญตามข้อบังคับการประชุมสภาได้รับเบี้ย ประชุมเป็นรายครั้งเฉพาะครั้งที่มาประชุมในอัตราครั้งละหนึ่งพันบาทผู้ช่วย เลขานุการตามวรรคหนึ่ง ให้ได้รับเบี้ยประชุมเพียงครั้งเดียวในวันหนึ่ง

 มาตรา ๑๕ ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาดังต่อไปนี้มีสิทธิได้รับเงิน สวัสดิการรักษาพยาบาลในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งตามจำนวนที่จ่ายจริงไม่เกิน อัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกานี้

(๑) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาผู้ซึ่งไม่มีสิทธิได้รับค่ารักษา พยาบาลตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลหรือไม่ ได้รับการช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลจากหน่วยงานอื่นไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของ รัฐหรือเอกชน

 (๒) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาผู้ซึ่งมีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาล ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลหรือได้รับการ ช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลจากหน่วยงานอื่นไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐหรือ เอกชน และได้นำหลักฐานการสละสิทธิรับเงินดังกล่าวในระหว่างดำรงตำแหน่งมาแสดงต่อ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรหรือสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา

 หลักฐานการขอเบิกเงิน การจ่ายเงิน หลักฐานการจ่ายเงิน รวมทั้งกรณีหลักฐานการขอเบิกสูญหาย  ให้ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการว่าด้วยการนั้นโดยอนุโลม และให้นำใบเสร็จรับเงินค่ารักษาพยาบาล มาเบิกได้ภายในหนึ่งปีนับจากวันที่ออกใบเสร็จรับเงิน

 มาตรา ๑๖ ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเข้ารับหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญแล้วก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้มีผลใช้บังคับ ได้รับเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มเป็นรายเดือนตามบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มของประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้มีผลใช้บังคับเป็นต้นไป
 

มาตรา ๑๗ ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีสิทธิได้รับการประกันสุขภาพ กลุ่มในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่าย เงินเกี่ยวกับการประกันสุขภาพของสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๔๐ และที่แก้ไขเพิ่มเติม อยู่ก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ยังคงได้รับการประกันสุขภาพกลุ่มต่อไปจนกว่าสัญญาประกันสุขภาพกลุ่มจะสิ้น สุดระยะเวลาลงตามกรมธรรม์

ในกรณีที่สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลงก่อนครบกำหนดระยะเวลาของสัญญาประกันสุขภาพกลุ่ม ให้สิทธิที่จะได้รับการประกันสุขภาพกลุ่มของสมาชิกดังกล่าวสิ้นสุดลง

มาตรา ๑๘ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้
 

บัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มของประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา

 

ตำแหน่ง                              เงินประจำตำแหน่ง(บาท/เดือน)    เงินเพิ่ม(บาท/เดือน) 

ประธานสภาผู้แทนราษฎร           ๗๕,๕๙๐                             ๕๐,๐๐๐

ประธานวุฒิสภา                      ๗๔,๔๒๐                             ๔๕,๕๐๐

รองประธานสภาผู้แทนราษฎร       ๗๓,๒๔๐                            ๔๒,๕๐๐

รองประธานวุฒิสภา                  ๗๓,๒๔๐                             ๔๒,๕๐๐

ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ๗๓,๒๔๐                             ๔๒,๕๐๐

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร            ๗๑,๒๓๐                             ๔๒,๓๓๐

สมาชิกวุฒิสภา                       ๗๑,๒๓๐                             ๔๒,๓๓๐

........................

 บัญชีอัตราสิทธิประโยชน์การรักษาพยาบาลของส.ส.และส.ว. ดูได้ที่นี่

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-06-08 22:41:02


ความเห็นที่ 25 (1492313)


 

คน กบข.ซื้อประกันสุขภาพราคาถูก‘ทิพย’ลดเบี้ย30%-ฟอลคอนดูดทำประกันฟัน

ไม่กี่เดือนก่อน กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เพิ่งจับมือบริษัทประกันชีวิต 4 ค่ายจัดหาความคุ้มครองด้านประกันชีวิตให้กับสมาชิกกบข. 1.2 ล้านคน ล่าสุด กบข.เปิดโครงการใหม่ “ประกันสุขภาพส่วนเพิ่มเพื่อสมาชิกกบข.” โดยร่วมมือกับบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท ฟอล คอนประกันภัย นำเสนอประกันสุขภาพและประกันทันตกรรมเบี้ยประกันอัตราพิเศษให้กับสมาชิกเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต

นางสาวโสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการ กบข. กล่าวว่า ปกติสมาชิกกบข.มีสวัสดิการด้านค่ารักษาพยาบาลอยู่แล้ว เวลา เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลรัฐสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ก็จริงแต่ไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด วงเงินที่ให้จำกัด เช่น ค่าห้อง ค่ารักษาพยาบาลแพงกว่าที่รัฐจ่ายให้ ยิ่งถ้าไปโรงพยาบาลเอกชนหรือคลินิกจะเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ค่ายาอยู่นอก บัญชียาเบิกไม่ได้เช่นกัน บางครั้งต้องการความสะดวกอยากไปใช้โรงพยาบาลเอกชนไม่ต้องรอคิวนาน

อีกทั้งสมาชิกสนใจและใส่ใจสุขภาพด้วย จึงจัดทำโครง การนี้ขึ้นมาเพื่อให้สมาชิกที่เข้ารับการรักษาพยาบาลไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลของรัฐหรือเอกชนสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลส่วนเพิ่มจากที่รัฐจ่ายให้ได้รวมไปถึงการทำฟันด้วย เป็นสิ่งสำคัญที่สมาชิกต้องการ

เลขาธิการ กบข.กล่าวว่า กบข.มีสมาชิกทั้งหมดประมาณ 1.2 ล้านคน คาดว่าโครงการใหม่ที่เพิ่งเปิดขึ้นมาน่าจะประสบ ความสำเร็จได้รับการตอบรับจากสมาชิกถ้าวัดจากสถิติสมาชิก ที่สนใจทำประกันชีวิตประมาณ 150,000 คน อีกทั้งประกันสุขภาพและฟันเป็นเรื่องใกล้ตัว โดยแบบประกันที่ทั้ง 2 บริษัทนำเสนอให้กับสมาชิกเป็นกรมธรรม์พิเศษในอัตราเบี้ยประกันต่ำโดยเฉพาะของทิพยให้กับกบข.เป็นที่แรกมีแบบประกันหลายแบบ ให้สมาชิกเลือกจ่ายเบี้ยมากหรือน้อยได้

ด้านนายทนงศักดิ์ ศรีเรืองสุข รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทิพยประกันภัย กล่าวว่า กรมธรรม์ “ทิพยเติมเต็ม” ที่จัดให้กับสมาชิก กบข.เป็นแบบพิเศษรวมประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุไว้ใน กรมธรรม์ฉบับเดียวคุ้มครองทั้งการเจ็บป่วยจากโรคภัยและอุบัติเหตุ และยังคุ้มครองการขาดรายได้ให้กับสมาชิกด้วย มีให้เลือก 5 แผนประกัน เบี้ยประกันเริ่มต้น 870 บาทต่อปี ครอบคลุมค่าใช้จ่าย ค่าห้อง ค่าอาหารส่วนที่เกินจากที่รัฐจ่ายให้ โดยจัดสิทธิพิเศษสมาชิก ที่ซื้อกรมธรรม์นี้ในช่วง 2 เดือนแรก (22 พ.ค.-22 ก.ค.55) รับสิทธิ์ “ซื้อ 4 คน จ่าย 3 คน” หากซื้อไม่ถึง 4 คนได้รับส่วนลด เบี้ยประกัน 10%

“เราตั้งเป้าลูกค้าขั้นต่ำตลอดโครงการ 100,000 คน เบี้ยประกัน 300 ล้านบาท สมาชิกกบข.มีอยู่ 1.2 ล้านคนบวกครอบ ครัวเท่ากับ 4.5 ล้านคน ปกติในแต่ละปีลูกค้ากบข.จะเข้าแอดมิท ในโรงพยาบาลประมาณ 700,000 คน เบี้ยประกันสุขภาพที่เราขายให้กับสมาชิกกบข.ถูกกว่าตลาด 30% เพราะวอลุ่มใหญ่ ปกติเบี้ยจะถูกด้วยปริมาณคนยิ่งมาก ยิ่งกระจายความเสี่ยงได้มาก เบี้ยจะเพียงพอ เราคาดหวังกรมธรรม์นี้น่าจะโดนใจสมาชิก กบข. เราถึงทำค่าเบี้ยประกันให้ถูกเป็นพิเศษ”

นายทนงศักดิ์กล่าวว่า งานจากกบข.ที่ให้กับบริษัทประกันจะเป็นของทิพยมากที่สุดถึง 90% ซึ่งในแต่ละปีมีเบี้ยประกันจากกบข.ประมาณ 32 ล้านบาท เป็นประกันรถยนต์มากที่สุดประมาณ 30 ล้านบาทที่เหลือเป็นประกันอัคคีภัยและประกันเบ็ด เตล็ดอื่นๆ อย่างละ 1 ล้านบาท จะออกสินค้าใหม่ๆ เพิ่มเพื่อขยาย ฐานลูกค้ากบข. ที่ผ่านมามีการหารือกับกบข.ตลอดเพื่อหากรมธรรม์ใหม่มาสนับสนุนข้าราชการแบ่งเบาภาระ สินค้าใหม่ที่มองไว้อย่างประกันสุขภาพยังมีรูปแบบใหม่ที่สามารถนำเสนอได้ เพราะสวัสดิการที่ข้าราชการได้ไม่เพียงพอ

นายโอฬาร วงศ์สุรพิเศษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฟอลคอนประกันภัย กล่าวว่า แบบประกันทันตกรรมไอเด็นทอลที่นำมาเสนอให้กับสมาชิกกบข.เป็นแบบประกันที่ได้รับการ ตอบรับดีจากตลาดเป็นกรมธรรม์ฟันที่คุ้มครองไปถึงความเสียหายจากอุบัติเหตุด้วย ให้ความคุ้มครองการรักษาเกี่ยวกับฟันทั้งหมด เบี้ยประกันถูกมากเพียง 15 บาท/วันเทียบกับความคุ้มครองเกือบ 40,000 บาทโดยไม่ต้องสำรองจ่ายเพียงใช้บัตรไอเด็นทอล วีไอพี แคร์ การ์ด ในเครือข่ายโรงพยาบาลและคลินิกกว่า 100 กว่าแห่งทั่วประเทศ โดยให้ส่วนลดเบี้ยประกันอีก 8%

“เราตั้งเป้าหมายใน 1 ปีสมาชิก กบข.จะทำประกันกับเรา 1% ของสมาชิกทั้งหมดหรือประมาณ 12,000 คน สินค้าตัวนี้เราทำมา 2 ปีแล้ว มียอดขายปีหนึ่งประมาณ 40-50 ล้านบาท จำนวนลูกค้าเป็นหลักพันกรมธรรม์ กระแสการตอบรับดี อัตราสินไหมประมาณ 70% อาจจะสูงแต่เราอยู่ได้เพราะขายผ่านช่องทางไดเรกต์ต้นทุนไม่สูงมาก ที่เคลมมากที่สุดเป็นการขูดหินปูน อุดฟัน ถอนฟัน ถอนและผ่าฟันคุด”

นายโอฬารกล่าวว่า เฉพาะแบบประกันทันตกรรมปีนี้ตั้งเป้าหมายเบี้ยใหม่ 40-50 ล้านบาท รวมต่ออายุด้วยประมาณ 70-80 ล้านบาทสำหรับกบข.วันนี้บริษัทนำเสนอเฉพาะประกันฟันในอนาคตจะพยายามหาสินค้าอื่นเพิ่ม

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-05-28 12:34:38


ความเห็นที่ 24 (1485700)

 

อีก4เดือนคลอด"วายุภักษ์2" ก๊อบกบข.เล็งจ้างผจก.กองทุนเพิ่ม

วันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2555 เวลา 09:01:07 น.


อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม

 

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมจัดตั้งกองทุนรวมวายุภักษ์ 2 เพื่อรองรับกองทุนรวมวายุภักษ์ 1 ที่จะหมดอายุในปี 2556 โดยเตรียมการส่วนการเปิดรับผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมที่ต้องการย้ายมาสู่กองทุน รวมวายุภักษ์ 2 โดยจะทำรูปแบบกองทุนเปิดสามารถซื้อขายหน่วยลงทุนได้ตลอดเวลาและจะขยายขนาด กองทุนจากปัจจุบัน 2 แสนล้านบาท เป็น 3 แสนล้านบาท

"ในระยะ 3-4 เดือนนี้ คาดว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่าจะโอนย้ายผู้ถือหน่วยอย่างไร รวมทั้งการตั้งกรรมการดูแลการจัดตั้งกองทุนใหม่เพื่อเสนอนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้ความเห็นชอบ ซึ่งรูปแบบการลงทุนของกองทุนจะมีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งลงทุนในหุ้นเพิ่มขึ้นและลงทุนในรูปแบบร่วมมือกับรัฐ หรือ PPPs" นายอารีพงศ์กล่าว 

นายอารีพงศ์กล่าวถึงผลตอบแทนการลงทุนว่า ต้องรอดูผลศึกษาว่าจะการันตีในระดับ 3% เช่นเดียวกับกองทุนวายุภักษ์ 1 หรือไม่ เนื่องจากได้เปลี่ยนรูปแบบบริหารกองทุนจากอนุรักษนิยมเป็นเชิงรุกมากขึ้น น่าจะให้ผลตอบแทนดีกว่าเดิม ส่วนผู้จัดการกองทุน เดิมว่าจ้างบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC และ บลจ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM บริหาร อาจมีการปรับเปลี่ยนให้มีหลายรายมากกว่าเดิมตามความชำนาญการลงทุนในประเภท ต่างๆ  

"ตอนนี้รูปแบบการลงทุนมีการเปลี่ยนแปลงจาก 10 ปีก่อนมาก การบริหารพอร์ตลงทุนของกองทุนวายุภักษ์ 2 ต้องปรับเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน โดยจะใช้การบริหารในรูปแบบคล้ายๆ กับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ที่ว่าจ้างผู้จัดการกองทุนที่มีความชำนาญการบริหารพอร์ตลงทุนแต่ละประเภทที่ แตกต่างกัน เช่นพอร์ตตราสารหนี้มีความเสี่ยงต่ำจะบริหารเอง พอร์ตคอมมอดิตี้ หรือพอร์ตต่างประเทศจะแยกกันบริหารจัดการเพื่อยกระดับการบริหารจัดการที่มี ประสิทธิภาพมากขึ้น" นายอารีพงศ์กล่าว

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-04-23 12:30:42


ความเห็นที่ 23 (1484469)

  ผลตอบแทน 9% ความคาดหวังที่ต้องเปลี่ยนไป

แม้จะไม่มีข่าวการขาดทุนจากการลงทุนของ กบข.หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เมื่อก่อนหน้านี้ แต่ก็มีเหตุการณ์ประท้วงเกิดขึ้นจากสมาชิกที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเสนอ ร่างแก้ไข พ.ร.บ.กบข. 2539 มาตรา 63 การคิดคำนวณบำเหน็จบำนาญข้าราชการและแก้ไขเงินสมทบที่รัฐบาลประกาศนำไป บริหารจัดการเพื่อช่วยให้สมาชิกได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้น
       
       ซึ่งสูตรการคำนวณที่ว่านั้น คือสูตรการคำนวณผลตอบแทนเงินบำนาญหลังเกษียณแก่สมาชิก กบข. โดยในปัจจุบันกำหนดไว้ว่า เงินเดือนเฉลี่ยของสมาชิกในช่วง 60 เดือนสุดท้ายของการรับราชการคูณด้วยอายุงาน แล้วหารด้วย 50 โดยตัวเลขที่ได้ออกมานั้นจะต้องไม่เกิน 70% ของเงินเดือนเดือนสุดท้าย ซึ่งต่างจากสูตรเก่าที่คำนวนจากอัตราเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยอายุ ราชการแล้วหารด้วย 50 ...โดยสูตรเก่าสูตรใหม่ถือว่าต่างกันมาก ที่สำคัญสูตรเก่าจะใช้เงินเดือนเดือนสุดท้ายยืนพื้นโดยไม่มีการเฉลี่ย ดังนั้น จึงอาจจะเป็นการเสียโอกาสที่จะได้รับเงินบำนาญที่สูงกว่า หากต้องไปเฉลี่ยกับเงินเดือนเฉลี่ยในช่วง 60 เดือนสุดท้าย
       
       นอกจากนี้ ข้าราชการยังร้องเรียนว่า ในช่วงก่อตั้ง กบข.นั้นคลังได้ชักชวนให้ข้าราชการเข้ามาเป็นสมาชิก โดยระบุว่าผลตอบแทนเฉลี่ยของเงินสะสมใน กบข.จะอยู่ที่ 9% แต่ในช่วงที่ผ่านมาผลตอบแทนของ กบข.ไม่เคยถึง 9% เลย
       
       และนี่เองคือที่มาของข้อเรียกร้องที่จะให้ปรับการคำนวณสูตรผลตอบแทน เงินบำนาญใหม่ รวมถึงเปลี่ยนจากปัจจุบันกลับไปสู่ระบบเดิม คือ ระบบที่รัฐบาลเป็นผู้จ่ายเงินบำนาญแก่ข้าราชการเกษียณตลอดชีวิต
       
       ซึ่งก่อนหน้านี้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้เคยคำนวณว่า หากต้องกลับไปสู่ระบบเดิม รัฐจะต้องเตรียมงบประมาณไว้ประมาณ 5 แสนล้านบาทในการจ่ายเงินบำนาญแก่ข้าราชการ
       
       โสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการ กบข.คนปัจจุบัน เปิดเผยต่อ “ASTVผู้จัดการรายวัน” ว่า เงินที่สมาชิก กบข.จะได้รับหลังจากเกษียณแล้วจะมาจาก 4 ส่วนด้วยกัน ซึ่งประกอบด้วย
       
       - เงินสะสม 3% ของเงินเดือน...จากสมาชิก
       
       - เงินสะสม 3% ของเงินเดือน...จากรัฐบาล
       
       - เงินชดเชย 2% ของเงินเดือน...จากรัฐบาล (ชดเชยสูตรบำนาญที่เปลี่ยนไป)
       
       - ผลประโยชน์จากเงินทุกก้อนที่ กบข.นำไปลงทุน
       
       นอกจากนี้ ข้าราชการที่บรรจุก่อนปี 2540 และสมัครใจเป็นสมาชิก กบข. นอกจากจะได้รับเงินทั้ง 4 ก้อนแล้ว รัฐบาลยังมอบเงินประเดิมอีก 1 ก้อน เพื่อเป็นแรงจูงใจให้เข้าเป็นสมาชิก กบข.ด้วย
       
       เรื่องนี้ ...เลขาธิการ กบข. กล่าวว่า หากจะกลับไปคำนวณเงินบำนาญตามสูตรผลตอบแทนเดิม แน่นอนว่าเป็นภาระเงินมหาศาลของรัฐบาลที่ต้องแบกรับ แต่คนที่อยู่ในระบบบำนาญแบบใหม่ก็มีความรู้สึกว่าเสียเปรียบ เพราะสูตรเดิมจะได้เงินบำนาญในอัตราที่ใกล้เคียงเงินเดือนสุดท้ายมากกว่า
       
       ประเด็นนี้ สุดท้ายแล้วคงเป็นหน้าที่ของกรมบัญชีกลางที่จะต้องหาแนวทางชดเชยสมาชิกเพื่อ ไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบกัน ส่วนประเด็นที่สมาชิกต้องการให้แก้ไขมาตรา 59 ในการจ่ายเงินให้ทายาทกรณีสมาชิกเสียชีวิตก่อนเกษียณ โดยเพิ่มเงินชดเชยและเงินประเดิมด้วยนั้น เรื่องนี้ทางกรมบัญชีกลางซึ่งดูแลอยู่ได้ชี้แจงไปแล้วว่าไม่สามารถทำได้
       
       “สำหรับ กบข.เราไม่ได้นิ่งนอนใจในส่วนที่แก้ไขกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องของกรมบัญชีกลาง เราเข้าใจดีว่าเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพราะว่าต้องใช้ภาระงบ ประมาณอีกเยอะ และจะต้องใช้เวลายาวนานในการที่จะให้ผ่านกระบวนการของการแก้ไขกฎหมาย ในฐานะ กบข.เอง เราก็ดูว่ามีเรื่้องอะไรบ้างที่เราสามารถทำได้เองบ้าง และมีสิทธิประโยชน์ให้สมาชิกได้บริหารจัดการเองได้บ้าง” เลขาธิการ กบข.กล่าว
       
       ส่วนประเด็นเรื่องผลตอบแทน 9% นั้น ...เลขาธิการ กบข.บอกว่า สาเหตุสำคัญของเรื่องนี้น่าจะมาจากความคาดหวังหลังจากที่จัดตั้งกองทุน กบข. มา ซึ่งในตอนที่เขาได้รับการชักชวน มีการตั้งสมมติฐานถึงตัวเลขผลตอบแทนที่สมาชิกจะได้รับหลังจากเกษียณ เช่นผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้ 9% หรืออัตราเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น 8% แต่หลังจากเข้ามาเป็นสมาชิก กบข. ตัวเลขต่างๆ ก็มีการเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมหลายๆ อย่างที่เปลี่ยนไป ในเรื่องของภาวะเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุนก็เปลี่ยนแปลงไป
       
       “ถ้าเราจำได้ดี ช่วงปี 2539 หรือปี 2540 อัตราดอกเบี้ยเงินฝากสูงถึง 14-15% แต่ขณะนี้อัตราดอกเบี้ยลดลง 2-3% ภาวะเงินเฟ้อก็สูงขึ้น การที่จะลงทุนแล้วหาผลประโยชน์ตอบแทนเลข 2 หลัก จึงไม่ใช่เรื่องง่าย”
       
       อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นทางเลือกให้สมาชิก กบข. จึงได้ศึกษาแผนที่จะเพิ่มทางเลือกการลงทุนใหม่ให้แก่สมาชิก จากเดิมที่สามารถเลือกรูปแบบการลงทุนได้ 4 แบบตามความเสี่ยงของสมาชิก ซึ่งประกอบด้วย แผนหลัก แผนผสมหุ้นทวี แผนตราสารหนี้ และแผนตลาดเงิน
       โดยแผนที่ กบข.ศึกษาอยู่นั้น คือ แผนทางเลือกการลงทุนที่ปรับลดความเสี่ยงตามอายุสมาชิกโดยอัตโนมัติ (Life Path Choice) เพื่อ ให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของสมาชิก กบข.ที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจในการเลือกแผนการลงทุน และมีระยะเวลาออมเงินกับ กบข.นาน โดยแผนการลงทุน Life Path Choice เป็นที่นิยมในกองทุนบำนาญทั่วโลก
       
       หลักการของแผนดังกล่าว คือ ปรับลดความเสี่ยงตามอายุสมาชิกที่เพิ่มขึ้น โดยมีวิธีการบริหารจัดการหลากหลายแนวคิด กองทุนบำนาญบางแห่งใช้แนวคิดค่อยๆ ปรับลดความเสี่ยงในการลงทุนแต่ละสินทรัพย์ทีละน้อย (Smooth gliding) บางกองทุนเน้นลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงมากตลอดระยะเวลาการออมของสมาชิก แต่ปรับลดความเสี่ยงจากการลงทุนทั้งหมดเมื่อสมาชิกเหลืออายุการออม 1-2 ปีก่อนเกษียณ
       
       และบางกองทุนเปิดโอกาสให้สมาชิกที่เกษียณอายุและยังฝากเงินออมให้กอง ทุนบริหารต่อสามารถลงทุนในหุ้นได้ไม่ต่ำกว่า 20% เพื่อหาผลตอบแทนต่อเนื่อง โดยพลังดอกเบี้ยทบต้นจะช่วยทวีคูณผลตอบแทนจากเงินออมที่มีมาก
       
       “เหตุที่วิธีการปรับลดความเสี่ยงของกองทุนมีลักษณะต่างกัน เพราะความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงของสมาชิกกองทุนแตกต่างกันนั่นเอง ซึ่งเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญต่อการพัฒนาแผนการลงทุนใหม่ อย่างมาก กบข.จึงจำเป็นต้องศึกษาวิธีการและข้อมูลต่างๆ ให้รอบคอบและรอบด้าน ก่อนจะเสนอแผน Life Path Choice ให้สมาชิกเลือก คาดว่าจะใช้ได้ในปีหน้า"
       
       ศาลฯ ยกฟ้องคดี กบข.ขาดทุนปี 51 แล้ว 430คดี
       
       โสภาวดี กล่าวว่า ในช่วงปี 2552-2553 กบข.ถูกสมาชิกฟ้องร้องต่อศาลปกครองกลาง อันเนื่องจากผลประกอบการของ กบข.ขาดทุนในปี 2551 รวมทั้งสิ้น 633 คดี ปัจจุบันศาลปกครองได้มีคำสั่งยกฟ้องและจำหน่ายคดีของสมาชิกรวม 430 คดี เนื่องจากศาลวินิจฉัยแล้วเห็นว่า การลงทุนของ กบข.เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และการคำนวณผลประโยชน์จากหน่วยลงทุนของสมาชิกที่เกษียณอายุราชการในปี 2551 เป็นการตีมูลค่าตามราคาตลาด (Mark to Market) ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามประกาศของคณะกรรมการ กบข. โดยคาดว่าภายในปีนี้ศาลปกครองน่าจะมีคำพิพากษาคดีที่สมาชิกฟ้องร้อง กบข.ครบทุกคดี
       
       เลขาธิการ กบข.ชี้แจงเพิ่มเติมว่า วิกฤตการเงินของสหรัฐฯ ในปี 2551 ส่งผลให้การลงทุนในตราสารทุนทั่วโลกตกอยู่ในสภาวะตกต่ำอย่างต่อเนื่อง และทำให้ผลการดำเนินงานของ กบข. ติดลบอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก แต่เมื่อภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นในปี 2552 และปี 2553 ผลการดำเนินงานของ กบข.ก็ดีขึ้น โดยผลตอบแทนการลงทุนของ กบข.เฉลี่ยนับตั้งแต่ตั้งกองทุน (ปี 2540-2554) อยู่ที่ 6.97%

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-04-17 14:00:03


ความเห็นที่ 22 (1483892)

กบข.เล็งใช้ Life Path Choiceเพิ่มทางเลือกใหม่ให้สมาชิก

เลขาธิการกบข. เผยกำลังศึกษาแผนทางเลือกการลงทุนที่ปรับลดความเสี่ยงตามอายุสมาชิกโดย อัตโนมัติ Life Path Choice ชี้เป็นที่นิยมในกองทุนบำนาญ

น.ส.โสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า ปีนี้ กบข.ศึกษา แผนทางเลือกการลงทุนที่ปรับลดความเสี่ยงตามอายุสมาชิกโดยอัตโนมัติ (Life Path Choice) เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของสมาชิก กบข.ที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจในการเลือกแผนการลงทุน และมีระยะเวลาออมเงินกับ กบข.นาน โดยแผนการลงทุน Life Path Choice เป็นที่นิยมในกองทุนบำนาญทั่วโลก
 
โดย แผนทางเลือกการลงทุนใหม่ มีหลักการปรับลดความเสี่ยงตามอายุสมาชิกที่เพิ่มขึ้น โดยมีวิธีการบริหารจัดการหลากหลายแนวคิด ซึ่งกองทุนบำนาญบางแห่งใช้แนวคิดค่อย ๆ ปรับลดความเสี่ยงในการลงทุนแต่ละสินทรัพย์ทีละน้อย บางกองทุนเน้นลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงมากตลอดระยะเวลาการออมของสมาชิก แต่ปรับลดความเสี่ยงจากการลงทุนทั้งหมดเมื่อสมาชิกเหลืออายุการออม 1-2 ปีก่อนเกษียณ และบางกองทุนเปิดโอกาสให้สมาชิกที่เกษียณอายุและยังฝากเงินออมให้กอง ทุนบริหารต่อสามารถลงทุนในหุ้นได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 เพื่อหาผลตอบแทนต่อเนื่อง โดยพลังดอกเบี้ยทบต้นจะช่วยทวีคูณผลตอบแทนจากเงินออมที่มีมาก
 
“เหตุ ที่วิธีการปรับลดความเสี่ยงของกองทุนมีลักษณะต่างกัน เพราะความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงของสมาชิกกองทุนแตกต่างกันนั่นเอง ซึ่งเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญแต่การพัฒนาแผนการลงทุนใหม่ อย่างมาก กบข.จึง จำเป็นต้องศึกษาวิธีการและข้อมูลต่างๆให้รอบคอบและรอบด้าน ก่อนจะเสนอแผน Life Path Choice ให้สมาชิกเลือก คาดว่าจะใช้ได้ในปีหน้า”น.ส.โสภาวดีกล่าว
 
ปัจจุบัน กบข.มี แผนลงทุนให้สมาชิกเลือก 4 แผน ตามความเสี่ยงที่ยอมรับและโอกาสสร้างผลตอบแทน ได้แก่ แผนหลัก แผนผสมหุ้นทวี แผนตราสารหนี้ และแผนตลาดเงิน โดยมีสมาชิก กบข.เปลี่ยนแผนการลงทุนมากกว่า 2,000 ราย สมาชิกเกือบทั้งหมดเลือกแผนผสมหุ้นทวี สะท้อนให้เห็นว่า สมาชิก กบข.ที่เลือกแผนการลงทุนมีความรู้ความเข้าใจด้านการลงทุน ยอมรับความเสี่ยงได้สูง จึงเลือกลงทุนในหุ้น เพื่อโอกาสในการสร้างผลตอบแทน

ส่วนเงินสมาชิก กบข.แบ่ง เป็น 4 ส่วน คือ เงินสะสม เงินสมทบจากภาครัฐ เงินชดเชย และเงินประเดิม โดยเงินที่สามารถเปลี่ยนแผนการลงทุนได้มีเพียงเงินสะสม เงินสมทบเท่านั้น ส่วนเงินชดเชยและเงินประเดิม จะนำไปลงทุนในแผนหลัก เพราะเงินดังกล่าวจะเป็นเงินของสมาชิกต่อเมื่อเลือกรับบำนาญ แต่ในกรณีที่สมาชิกเลือกรับบำเหน็จ กบข.ต้องคืนเงินดังกล่าวให้กรมบัญชีกลาง เนื่องจากเป้นเงินชดเชยสูตรบำนาญที่เปลี่ยนแปลงไป หากสมาชิก กบข.สนใจเปลี่ยนแปลงแผนลงทุนหรือสอบถามรายละเอียด โทร 1179 กด 6

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-04-14 10:21:06


ความเห็นที่ 21 (1482821)

กบข.กระตุ้นสมาชิกสะสมเพิ่ม หวั่นออมหลังเกษียณไม่พอใช้

วันที่ 07 เมษายน พ.ศ. 2555 เวลา 12:49:19 น.


โสภาวดี เลิศมนัสชัย

 

นางสาวโสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า กบข.จะเปิดช่องทางให้สมาชิกออมเพิ่มตั้งแต่เริ่มรับราชการ โดยสามารถส่งเงินสะสมเข้า กบข.ได้สูงสุด 12% ของเงินเดือน จากปัจจุบันที่ส่งเงินสะสมเดือนละ 8% ของเงินเดือนเท่านั้น ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับกองทุนบำนาญประเทศต่างๆ ซึ่งโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15% ขณะที่วิวัฒนาการทางการแพทย์ก้าวหน้าทำให้อายุขัยของประชากรโลกยืนยาวเฉลี่ย อยู่ที่ 70-75 ปี

นางสาวโสภาวดีกล่าวว่า การออมเงินเพื่อการเกษียณ เป็นสิ่งสำคัญที่ควรเริ่มต้นทันที เพื่อให้มีเงินออมเพียงพอสำหรับใช้จ่ายในช่วงที่ไม่มีรายได้ประจำ กบข.จึงส่งเสริมให้สมาชิกออมเพิ่ม เพื่อให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตหลังเกษียณ เพราะผลตอบแทนการลงทุนของ กบข.เฉลี่ยตั้งแต่จัดตั้งกองทุน ระหว่างปี 2540-2554 อยู่ที่ประมาณ 7% สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราเงินเฟ้อ และปัจจุบัน มีสมาชิก กบข.ออมเพิ่ม 13,804 ราย โดยมากกว่าครึ่งสมาชิกเลือกออมเพิ่มสูงสุดที่ 12% ของเงินเดือน

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-04-08 09:07:42


ความเห็นที่ 20 (1480378)

 

การเงิน - การลงทุน

วันที่ 27 มีนาคม 2555 08:43

กบข.ยันไม่มีนโยบายการันตีผลตอบแทนลงทุน

โสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)

จากบข.ยันไม่มีนโยบายการันตีผลตอบแทนการลงทุน 9% ต่อปีตามที่สมาชิกร้องเรียน เผยผลตอบแทนย้อนหลัง 7% ต่อปี ลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงแค่ 35%

กกรณีที่ข้าราชการสมาชิก กบข.ร้องเรียนโดยระบุว่า กบข.ในช่วงก่อตั้ง กบข. กระทรวงการคลัง ได้ชักชวนข้าราชการเข้ามาเป็นสมาชิก กบข. โดยระบุว่า ผลตอบแทนการลงทุนของ กบข.จะอยู่ที่ 9% แต่ช่วงที่ผ่านมาผลตอบแทนการของ กบข.เฉลี่ย 15 ปีตั้งแต่จัดตั้งกองทุน ( ปี 2540 -2554) อยู่ที่ประมาณ 7%

นางสาวโสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่า ในช่วงการก่อตั้ง กบข. กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลาง มิได้การันตีผลตอบแทนการลงทุนของ กบข.ไว้ที่ 9% ตามที่สมาชิกร้องเรียน อย่างไรก็ดี การที่ กบข. จะสร้างผลตอบแทนการลงทุนเฉลี่ยต่อปีที่ 9% ได้นั้น จำเป็นที่ต้องปรับเปลี่ยนนโยบายการจัดสรรการลงทุนระยะยาว (Strategic Asset Allocation: SAA) โดยเปิดทางให้ กบข.ลงุทนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น มากขึ้น เพื่อสร้างโอกาสในการหาผลตอบแทน

"กฎหมายกำหนดให้ กบข. ต้องลงทุนในตารสารหนี้ไม่ต่ำกว่า 60%  เนื่องจากภาครัฐเห็นว่าตราสารหนี้เป็นสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง เหมาะสมสำหรับกองทุนเพื่อการเกษียณที่ต้องการความมั่นคงจากการลงทุนในระยะ ยาว แต่ต้องยอมรับว่าการลงทุนในตราสารหนี้นั้น ความเสี่ยงต่ำจริง โอกาสสร้างผลตอบแทนการลงทุนก็ต่ำด้วยเช่นกัน โดยช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2552-2554) ผลตอบแทนการลงทุนตราสารหนี้ไทยของ กบข.อยู่ ที่ 2.9% ขณะที่การลงทุนในหุ้นแม้จะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูง แต่สมาชิกต้องยอมรับความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดหุ้นระยะสั้นได้ด้วย โอกาสที่จะขาดทุนอาจมากกว่าในอดีตที่เคยเกิดขึ้น โดยผลตอบแทนการลงทุนในหุ้นช่วง 3 ปีที่ผ่านมาของ กบข.อยู่ที่ 35.4%" นางสาวโสภาวดีกล่าว 

ทั้งนี้ ปัจจุบัน พ.ร.บ.กำหนดให้ กบข.ลง ทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง เช่น ตราสารหนี้ ไม่ต่ำกว่า 60% ของพอร์ตการลงทุน และกำหนดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น การลงทุนทางเลือก ไว้เพียง 35% ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่ต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับกองทุนบำนาญในต่างประเทศ อย่างเช่น กองทุนบำนาญข้าราชการแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย (CalPERS) ซึ่งมีผลตอบแทนการลงทุนเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี (ปี 2552 -2554) อยู่ที่ประมาณ 8.5% แต่มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นประมาณ 50% ขณะที่ผลตอบแทนการลงทุนเฉลี่ยย้อน 3 ปีของ กบข. อยู่ที่ 6.68% ในขณะที่สัดส่วนการลงทุนหุ้นเพียง 20% เท่านั้น

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-03-27 10:56:59


ความเห็นที่ 19 (1480373)

ม็อบ กบข.จี้รัฐแก้สูตรคิดผลตอบแทน ขีดเส้น 15 วัน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 27 มีนาคม 2555 09:04 น.    
 

       นายออน กาจกระโทก รองประธานองค์กรเครือข่ายสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า เช้าวันนี้(27 มี.ค.) สมาชิก กบข. ได้รวมตัวกันที่หน้ากระทรวงศึกษาธิการ กว่า 3,000 คนแล้ว จากทั้งหมดที่คาดว่าจะมีสมาชิกเข้าร่วมกว่า 10,000 คน เพื่อเข้ายื่นเรื่องขอให้รัฐบาลนำเสนอแก้ไข พ.ร.บ.กบข. ปี 2539 มาตรา 63 การคิดคำนวณบำเหน็จบำนาญข้าราชการ บรรจุวาระเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ให้ทันในสมัยการประชุมสภาสมัยสามัญนิติบัญญัติครั้งนี้ โดยจะรอคำตอบภายใน 15 วัน เนื่องจาก ขณะนี้ นายพีระพันธ์ พาลุสุข ฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทย และคณะ ได้ทำร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว


        นายออน กล่าวด้วยว่า เหตุผลที่เรียกร้องความเป็นธรรมครั้งนี้ มี 2 ประเด็นหลักคือ เรื่องของการปรับสูตรคิดคำนวณผลตอบแทนให้คนเป็นสมาชิกใหม่ ซึ่งของเดิมหากไม่เป็นสมาชิก จะใช้เงินเดือนสุดท้าย คูณอายุราชการ หารด้วย 50 และจะทวีคูณเท่าไหร่ก็ว่ากันไป แต่ขณะที่ผู้เป็นสมาชิก มาคำนวณตามมาตรา 63 ของ พ.ร.บ.กบข. จะเอาเงินเฉลี่ย 24 เดือนสุดท้าย คูณด้วยอายุราชการ หารด้วย 50 และการรับบำนาญจะต้องไม่เกินร้อยละ 70 ของเงินเดือน หารเฉลี่ยของ 24 เดือนสุดท้าย สูตรนี้ทำให้ผู้เป็นสมาชิก ได้รับเงินเดือน เช่น 50,000 บาท จะเหลือ 20,000 บาท แต่ผู้ที่ไม่เป็นสมาชิก ใช้สูตรคำนวณของปี 2494 จะเหลือเงิน 37,000-40,000 บาท ทำให้บำนาญของสมาชิก กบข. เหลือน้อยกว่ามาก และประเด็นที่ 2 เงินสมทบที่รัฐบาลนำไปบริหารจัดการแล้ว ยืนยันว่าจะช่วยให้สมาชิกได้รับผลตอบแทน ประมาณ 1-3 ล้านบาทนั้น ไม่เป็นไปตามที่ประกาศ จึงเป็นเหตุให้ต้องเรียกร้องความเป็นธรรม

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-03-27 10:37:34


ความเห็นที่ 18 (1480356)

มรสุมรุม กบข. ดูแลจน ขรก.ไม่พอยาไส้

  • 27 มีนาคม 2555 เวลา 08:26 น.
  • โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

กลายเป็นประเด็นร้อนปะทุขึ้นมาอีกครั้ง สำหรับการบริหารงานของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพข้าราชการ หรือ กบข. โดยในวันที่ 27 มี.ค.นี้ สมาชิก กบข. 1-5 หมื่นคน นัดชุมนุมยื่นข้อเรียกร้องสิทธิผลประโยชน์ที่ควรได้ต่อรัฐบาลอีกครั้ง ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า

ที่สำคัญรอบนี้มากันยกยวง ทั้งทหาร ตำรวจ ครู ข้าราชการพลเรือน

ประเด็นเรียกร้องที่สำคัญ คือ การแก้ไขกฎหมายของกองทุน ตามมาตรา 63 ให้สมาชิกได้รับบำนาญที่สูงขึ้น จากที่ปัจจุบันถูกล็อกไว้ให้ได้ไม่เกิน 70% ของเงินเดือนเดือนสุดท้าย

นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายให้ลาออกจากการเป็นสมาชิก กบข. ไปรับบำนาญแบบเก่า หากเห็นว่าการได้รับผลตอบแทนจากการเป็นสมาชิก กบข.ได้รับผลตอบแทนน้อยกว่าการได้รับบำเหน็จบำนาญแบบเก่า

ข้อเรียกร้องดังกล่าว ให้ครอบคลุมสมาชิก กบข.ปัจจุบัน และที่เกษียณอายุราชการไปแล้วด้วยทั้งหมด

สมาชิก กบข.ที่นัดรวมตัวกันเรียกร้องครั้งนี้ได้ขีดเส้นตายให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขกฎหมายทันสมัยการประชุมสภาในวันที่ 18 เม.ย.นี้

หากไม่ได้รับการตอบรับก็จะหาทางยกระดับการเรียกร้องต่อไป

การออกมาเรียกร้องของเครือข่ายสมาชิก กบข. 12 องค์กรในครั้งนี้ไม่ได้เป็นครั้งแรก เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล สมาชิกก็รวมตัวยื่นข้อเสนอกับรัฐบาลทุกครั้ง

แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้รับการตอบสนองที่เป็นชิ้นเป็นอันจากทุกรัฐบาล

ที่ผ่านมาแม้ว่ากระทรวงการคลังจะเสนอทางออกชงให้รัฐบาลไฟเขียวผ่าทางตัน แต่ก็ไม่มีรัฐบาลไหนกล้าขับเคลื่อนอย่างจริงจัง

เพราะการดำเนินการแก้ไขต้องใช้เงินจ่ายให้กับสมาชิกเป็นแสนล้านบาท

รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ชี้แจงว่า ที่ผ่านมาได้เสนอให้แก้ไขการคิดสูตรบำเหน็จบำนาญของสมาชิก กบข. ที่จะถูกล็อกไว้ไม่เกิน 70% ของเงินเดือนสุดท้าย ให้ได้ไม่น้อยกว่า 70% ของเงินเดือนสุดท้าย

ทว่า การดำเนินการส่วนนี้ต้องครอบคลุมไปถึงข้าราชการที่เป็นสมาชิกและเกษียณอายุ ไปแล้ว ที่รัฐบาลต้องจ่ายเงินชดเชยให้ย้อนหลังเป็นจำนวนแสนล้านบาท

ทั้งหมดนี้ยังไม่นับรวมกับภาระที่ต้องจ่ายให้กับสมาชิกในจำนวนที่มากขึ้นในอนาคต

 

นี่จึงเป็นต้นเหตุใหญ่ที่ทำให้รัฐบาลที่ผ่านมาไม่กล้าเห็นชอบ

ซึ่งต้องยอมรับว่าสูตรการคิดเงินในการดูแลสมาชิกของ กบข.ตามกฎหมายนั้น ทำให้ข้าราชการได้สิทธิน้อยกว่าเดิมอย่างมาก เห็นได้ชัดจากตัวอย่างที่สมาชิก กบข.สะท้อนออกมาดังต่อไปนี้

กรณีของสมาชิก กบข. ที่เป็นทหาร ตำรวจ ที่ปฏิบัติราชการชายแดน ที่ได้วันทวีคูณ

แต่เมื่อ กบข.กำหนดให้วันรับราชการไม่เกิน 35 ปี เช่น รับราชการตั้งแต่อายุ 20 ปี จนถึงอายุ 50 ปี อายุราชการ 30 ปี ในระหว่างรับราชการได้มีคำสั่งให้ไปปฏิบัติงานป้องกันประเทศออกสนามรบ ออกชายแดน 20 ปี การ ออกราชการเอาชีวิตไปเสี่ยงต่างๆ นานา รวมมีอายุราชการ 50 ปี

ถ้าเป็นการรับบำเหน็จบำนาญแบบไม่ได้เป็นสมาชิก กบข. ลาออกเมื่ออายุ 50 ปี คิดแล้วได้รับเงินจำนวนเต็มสูตร

เงินเดือนสุดท้าย คูณด้วยอายุราชการ หาร 50 ก็จะได้เงินบำนาญหลังเกษียณในจำนวนที่สูง

แต่พอเข้าเป็นสมาชิก กบข. สูตรการคิดอายุราชการกลับให้ไม่เกิน 70 เปอร์เซ็นต์ (เฉลี่ยให้เวลารับราชการให้แค่ 35 ปี) หายวับไป 15 ปี

ถ้ารอเกษียณอายุ 55 ปี หายไป 20 ปี แล้วจะอยู่ปฏิบัติงานไปทำไหม วันรับราชการได้มาก็ไม่สามารถคิดบำเหน็จบำนาญได้ ถ้าสถานการณ์เป็นแบบนี้ ก็ขอลาออกจากการเป็นสมาชิก กบข.ดีกว่า

รังสรรค์ ยอมรับว่า กรณีของทหาร ตำรวจ ครู ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยง การเป็นสมาชิก กบข.จะเสียเปรียบอย่างมาก เมื่อคิดเทียบกับระบบบำนาญแบบเก่า

กรมบัญชีกลางจึงได้เสนอให้มีการการันตีผลตอบแทนสมาชิก กบข.ไม่ต่ำกว่าปีละ 9% จากปัจจุบันที่ได้อยู่ที่ประมาณ 7% แต่รัฐบาลก็กลัวว่าการไปรับประกันหากกองทุน กบข.ทำไม่ได้ก็เป็นปัญหาตามมาภายหลัง

ในประเด็นผลตอบแทนก็เป็นเรื่องน่าเห็นใจสมาชิก กบข. โดยเฉพาะสมาชิกเก่าที่ยังมีสิทธิเลือกระหว่างจะเป็นสมาชิก กบข. หรือจะรับบำนาญแบบเก่า ซึ่งตอนนั้นได้รับการชี้แจงว่าจะได้รับผลตอบแทนปีละไม่ต่ำกว่า 9% ทำให้ข้าราชการหลายคนตัดสินใจเข้าเป็นสมาชิก กบข.

แต่พอสถานการณ์เศรษฐกิจเปลี่ยนไปจากตอนนั้นดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ 14% ต่อปี แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 23% ต่อปี ทำให้การสร้างผลตอบแทนให้กับสมาชิก กบข.ตามที่บอกไว้เป็นเรื่องยาก

ปัญหาเรื่องที่ต้องใช้เงินจำนวนมากและการการันตีผลตอบแทนที่เป็นการผูกมัดกองทุน กบข. ทำให้รัฐบาลไหนก็ไม่กล้าตัดสินใจ

ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่จะให้สมาชิก กบข.ลาออกจากการเป็นสมาชิก หากเห็นว่าได้รับผลตอบแทนน้อยกว่าระบบเก่า

เพราะหากเปิดทางให้ทำเช่นนั้นได้ก็เท่ากับยุบทิ้งกองทุน กบข.ดีๆ นี่เอง

เพราะสมาชิกของกองทุน กบข.จะแห่มารับเงินบำเหน็จบำนาญจนหมด เพราะการเป็นสมาชิกให้สิทธิน้อยกว่าการไม่ได้เป็นสมาชิก

แม้ว่ารัฐบาลจะมีคิดเปิดช่องทางนี้ ก็จะให้สิทธิข้าราชการที่ทำงานก่อนปี 2540 ที่กองทุนเริ่มดำเนินการเท่านั้น เพราะข้าราชการดังกล่าวต้องเลือกว่าจะอยู่ระบบไหน

ส่วนข้าราชการที่เข้าทำงานตั้งแต่ปี 2540 ที่ถูกบังคับต้องเข้าระบบ กบข.อยู่แล้ว รัฐบาลปิดช่องให้ออกจากกองทุนเพื่อป้องกันกองทุนล่มนั้นเอง

แม้ว่าจะเป็นเรื่องยาก หาทางออกลำบาก แต่ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่สามารถนิ่งเฉย เตะถ่วงซื้อเวลาได้อีกต่อไป

เพราะการโยนปัญหาไว้ใต้พรม ยิ่งวันยิ่งแก้ขยายวงกว้างพอกพูนปัญหามากขึ้น และเป็นภาระมากขึ้น

ปัญหาที่เกิดขึ้นฟ้องชัดเจน การเป็นสมาชิก กบข.ของข้าราชการ เป็นการถูกลิดรอนผลประโยชน์ที่ควรได้จากการเสียสละที่นาที่ได้อย่างเต็มเม็ด เต็มหน่วย

ซึ่งหากรัฐบาลไม่แก้ไขอย่างจริงจังให้ถึงรากเหง้าของปัญหา การทำงานของข้าราชการที่ไร้ใจ เพราะทำไปไม่ได้ผลตอบแทนที่สร้างขวัญกำลังใจ จะส่งผลกระทบการสานต่อเดินหน้านโยบายของรัฐบาลมีปัญหาติดขัด

ที่สำคัญเมื่อรู้ว่าเป็นปัญหา และรีบดำเนินการแก้ไข จะทำได้ง่ายกว่าทิ้งไว้จนเป็นเนื้อร้าย จนแก้ไขไม่ได้

เพราะหากปล่อยไปถึงจุดนั้น จะเสียหายทั้งกองทุนที่คนไร้ศรัทธา เพราะต่างเห็นว่าเป็นองค์กรเอาเปรียบดูดเลือดกับข้าราชการกว่า 1 ล้านคนที่ทำงานเพื่อประเทศ

แน่นอนว่าจะเสียหายกับรัฐบาลเอง ที่ถูกมองว่าลอยตัวอยู่เหนือปัญหาอยู่ร่ำไป ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ได้รับการแก้ไข เน้นแต่นโยบายหาเสียงแจกเงินสร้างความนิยมเป็นหลักเท่านั้น

ที่สำคัญประเทศเสียหาย ที่คนทำงานให้กับประเทศหมดใจที่จะทำงานภายใต้การเป็นสมาชิก กบข. ที่ควรจะสร้างรายได้ความมั่นคงให้กับข้าราชการหลังเกษียณมีผลตอบแทนที่สูง ขึ้น แต่นี่กลับทำให้ได้น้อยลงกว่าเดิม ข้าราชการที่ไหนจะมีใจทำงานให้รัฐบาลต่อไป

รัฐบาลอาจบอกได้ว่าเป็นการบริหารของกองทุนที่เป็นเอกเทศ และปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนด แต่หากมีช่องโหว่และสร้างความเดือดร้อนให้กับลูกน้องในสังกัดที่สนองงานร่วม 1 ล้านคน การจะเมินเฉยไม่เหลียวแลย่อมจะมีปัญหาตามมาอีกมาก ทั้งในทางการเมืองและในทางประสิทธิภาพในการทำงาน

เรื่องนี้จึงท้าทายต่อกระบวนการจัดการของรัฐปูแดงที่แรงฤทธิ์ไม่น้อย

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-03-27 09:32:58


ความเห็นที่ 17 (1472104)

“ครู” สุรินทร์เตรียมบุกยื่น “ปู” ที่ อุดรฯ - จี้แก้ “กบข.” เพิ่มเงินบำนาญอ้างไม่พอกิน
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 17 กุมภาพันธ์ 2555 17:30 น.    
 
สุรินทร์ - ครูเมืองช้าง เคลื่อนไหวเรียกร้องรัฐบาลแก้ไข พ.ร.บ.กบข.มาตรา 63 รวม 4 ข้อ เปลี่ยนหลักเกณฑ์คำนวณเงินบำเหน็จบำนาญให้ได้มากขึ้น อ้างหลังเกษียณได้รับเงินน้อยไม่พอเลี้ยงชีพ กลายเป็น “คนจนพันธุ์ใหม่” เผย ขับเคลื่อนร่วมกับเครือข่ายสมาชิก กบข.ทั่วประเทศกว่า 1 ล้านคน ระบุ รวมตัวบุกพบ “นายกฯ ปู” ประชุม ครม.สัญจร จ.อุดรฯ 22 ก.พ.นี้ ก่อนระดมพลบุกทำเนียบและรัฐสภา 24 ก.พ.
       
       วันนี้ (17 ก.พ. ) ที่หอประชุมโรงเรียนโนนเทพ ต.หนองเทพ อ.โนนนารายณ์ จ.สุรินทร์ นายตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) สรรหา พร้อมด้วย ดร.วิศร์ อัครสันตติกุล ประธานองค์กรเครือข่ายสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) แห่งประเทศไทย ได้เป็นประธานเปิดการสัมมนาสมาชิก กบข.จ.สุรินทร์ เตรียมพร้อมสู่ครูอาชีพ เรียนรู้วิทยฐานะ เชิงประจักษ์ พิทักษ์สิทธิ์ครูไทย โดยมี นายเลิศชาย สุขประเสริฐ ประธานองค์กรเครือข่ายสมาชิก กบข.แห่งประเทศไทย จ.สุรินทร์ เป็นผู้กล่าวรายงาน มีครูอาจารย์ ในพื้นที่ จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นสมาชิก กบข.เข้าร่วมสัมมนากว่า 300 คน
       
       ทั้งนี้ เพื่อขับเคลื่อนและเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขหลักเกณฑ์การคำนวณเงิน กบข.ในมาตรา 63 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ โดยมีเรียกร้อง 4 ข้อประกอบด้วย 1.ให้ได้รับบำนาญที่สูงขึ้น 2.ลาออกได้ 3.ตายให้ได้รับประโยชน์ที่เป็นธรรม และ 4.ให้มีผลย้อนหลังไปถึงผู้เกษียณราชการไปแล้ว เนื่องจากปัจจุบันเห็นว่าเป็นกฎหมายเอารัดเอาเปรียบก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหาย ไม่เป็นธรรมแก่ข้าราชการที่เป็นสมาชิก กบข.เป็นอย่างมาก เพราะสมาชิกสูญเสียผลประโยชน์มหาศาล ไม่ดูแลสมาชิกในวัยเกษียณตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้อย่างแท้จริง
       
       ดร.วิศร์ อัครสันตติกุล ประธานองค์กรเครือข่ายสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การผลักดันเรียกร้องเรื่องดังกล่าว ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 ม.ค. ที่ผ่านมา ทางองค์การเครือข่าย กบข.ได้นำตัวแทนข้าราชการที่เป็นสมาชิก กบข.ทั่วประเทศเข้าพบ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่รัฐสภา ซึ่งทั้ง 2 คนได้รับเรื่องไว้แล้วและรับปากกว่าจะเร่งดำเนินการให้
       
       โดยได้มอบหมายให้ ดร.พีรพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย (พท.) ดำเนินการในส่วนของการร่างกฎหมายที่รัฐสภา และ นายเวียง วรเชษฐ์ ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย เป็นผู้ประสานการดำเนินงานกับฝ่ายการเมือง เพื่อเร่งให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ตามที่สมาชิก กบข.ทั่วประเทศ เรียกร้องมานานกว่า 4 ปีแล้ว เนื่องจากเป็นกฎหมายอัปยศ เอารัดเอาเปรียบสมาชิกทุกคน เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นก็ปล่อยให้สมาชิกรับไว้ทั้งหมด ทำให้สมาชิกเดือดร้อนเสียหายมาก
       
       ขณะที่ทางฝ่ายกฎหมายของรัฐสภา ได้จัดทำร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้นำเสนอประธานรัฐสภาแล้ว เพื่อดำเนินการในส่วนของสภาผู้แทนราษฎร เมื่อพิจารณาเสร็จแล้วก็จะได้ส่งให้วุฒิสภาดำเนินการต่อไป ซึ่งทางองค์กรเครือข่ายฯได้ขอให้ เร่งดำเนินการให้เสร็จทันสมัยการประชุมสมัยนิติบัญญัติ ในเดือนมีนาคมนี้ เพราะข้าราชการที่เป็นสมาชิกได้รับความเดือดร้อนมานานมากแล้ว
       
       ดร.วิศร์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตัวแทนสมาชิก กบข.จำนวนมาก ได้นัดหมายจะรวมตัวขับเคลื่อนไปพบ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่มีกำหนดเดินทางมาประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ที่ จ.อุดรธานี ในวันพุธที่ 22 ก.พ นี้ จากนั้นจะรวมตัวกันไปรับฟังผลการพิจารณาที่ทำเนียบรัฐบาลและที่รัฐสภา ในวันศุกร์ที่ 24 ก.พ.นี้
       
       “จึงขอวิงวอนให้ทางรัฐบาลได้โปรดเห็นใจข้าราชการสมาชิก กบข.ที่เดือดร้อนกับเรื่องนี้มานาน ด้วยการเร่งแก้ไขกฎหมาย กบข.ให้โดยด่วนด้วย” ดร.วิศร์ กล่าว
       
       ดร.วิศร์ กล่าวอีกว่า กบข.นั้น มีสมาชิกเป็น ข้าราชการทหาร ตำรวจ ครู อยู่ทั่วประเทศประมาณ 1,180,000 คน ซึ่งต่างรู้ที่มาที่ไปกันหมดแล้วว่า กองทุนนี้ตั้งขึ้นและเอาเปรียบข้าราชการอย่างมาก แทนที่ข้าราชการจะมีชีวิตสุขสบายหลังเกษียณ กลับมีไม่พออยู่พอกิน เพราะเงินบำนาญมีน้อยจึงได้ถูกตั้งชื่อว่า “คนจนพันธุ์ใหม่” เพราะฉะนั้นจึงได้ร่วมกับขับเคลื่อนมา 4-5 ปีแล้ว
       
       ตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขจากรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา นั่นคือ แก้ไขมาตรา 63 หลักเกณฑ์ ว่าด้วยการคำนวณเงินบำนาญที่ต้องให้ได้รับบำนาญสูงขึ้นจากที่ไม่เกิน 70% เฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ให้ได้ประมาณ 80-85 หรือ 90% โดยต้องเฉลี่ยเป็น 24 เดือนสุดท้าย
       
       ประเด็นที่ 2 คือ ต้องให้สมาชิกสามารถลาออกได้ เพราะคนที่เป็นสมาชิกถ้าลาออกไม่ได้นั้นลำบากมาก ประเด็นที่ 3 คือ ตายให้ได้ประโยชน์ตามสิทธิ และประเด็นสุดท้าย พี่น้องข้าราชการที่เกษียณไปแล้วในขณะนี้ลำบากมาก เพราะนั้นต้องมีผลย้อยหลังไปถึงบุคคลเหล่านั้นด้วย
       
       ทางด้าน นายเลิศชาย สุขประเสริฐ ประธานองค์กรเครือข่ายสมาชิก กบข.แห่งประเทศไทย จ.สุรินทร์ กล่าวว่า ข้าราชการครูสุรินทร์ มีความรู้สึกเหมือนกับครูทั่วประเทศในเรื่องกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกับผลกระทบที่ได้รับ เนื่องจากครูที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว ได้รับเงินบำเหน็จบำนาญค่อนข้างน้อยมากประมาณร้อยละ 55% ไม่พอค่าใช้จ่ายประจำวัน พวกเราในฐานะครูบาอาจารย์ที่ได้เห็นว่าได้รับความเดือดร้อนจึงได้รวมตัวเป็นเครือข่าย เพื่อขับเคลื่อนและต่อสู้ให้กองทุนบำเหน็จบำนาญสามารถจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญให้เพียงพอที่จะครองชีพได้อย่างมีเกียรติในสังคม
       
       ทั้งนี้ พวกเราได้เริ่มต้นการต่อสู้ จากการประสานงานกันในเครือข่ายของครูในทุกเขตพื้นที่การศึกษาและวางแผนประสานงานกับฝ่ายการเมือง ทั้งวุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้แก้ไข พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ฉบับนี้ เนื่องจาก พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นพระราชบัญญัติการเงิน มีผลกระทบต่อการเงินจึงต้องผ่านคณะรัฐมนตรี คือ ต้องมีคณะรัฐมนตรีเห็นชอบด้วย หากรัฐมนตรีเห็นชอบก็จะเสนอไปยังสภาผู้แทนราษฎร
       
       ฉะนั้น การขับเคลื่อนได้ต้องอาศัยพลังจากทุกภาคส่วน ทั้งครูที่ได้รับผลกระทบ ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ผู้ที่มีหน้าที่พิจารณาร่างแก้ไขเพิ่ม พ.ร.บ.หากเขาเห็นด้วยก็สามารถขับเคลื่อนให้ประสบผลสำเร็จได้
       
       “พวกเรามีเครือข่ายทั่วประเทศ ซึ่งทุกจังหวัดจะแต่งตั้งเครือข่ายขึ้นมาเพื่อประสานงานรวมพลังกันให้เห็นว่าครูเดือดร้อนจริงๆ หากไม่มีผลตอบรับกลับมา หรือรัฐบาลนิ่งเฉย ก็จะมีมาตรการขับเคลื่อนต่อสู้ต่อไป ซึ่งครูตื่นตัวมากเพราะมีผลกระทบโดยตรง และเดือดร้อนกันมาก เพราะวิธีคิดเงินบำเหน็จบำนาญของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ถูกต้อง จึงพยายามที่จะต่อสู้ ให้ครูได้รับอย่างน้อยมีเงินเหลือประมาณร้อยละ 80 ของเงินเดือนๆ สุดท้าย หลังเกษียณอายุราชการ” นายเลิศชาย กล่าว

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-02-18 15:25:03


ความเห็นที่ 16 (1463196)

ชวนออมรับมือเกษียณ



น.ส.โสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่า ในปี 2555 กบข.มีแผนรณรงค์ออมเพิ่ม ออมต่อ อย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการบวกกิจกรรมพิเศษเพื่อกระตุ้นการออมเพิ่ม ออมต่อ เช่น ให้สิทธิพิเศษในการฝึกอบรมความรู้ เพื่อความก้าวหน้าในอาชีพ แก่สมาชิกที่ออมเพิ่ม หรือให้สิทธิพิเศษกิจกรรมท่องเที่ยว สัมมนาด้านสุขภาพ สำหรับสมาชิกที่ออมต่อกับกบข. เป็นต้น เพื่อกระตุ้นในสมาชิก กบข. ใส่ใจการออมเพื่อการเกษียณให้มากขึ้น นอกจากนี้ กบข. ได้เตรียมแผนพัฒนาหลักสูตรวางแผนทางการเงินสำหรับสมาชิกครู เพื่ออบรมให้สมาชิกครู กบข. ในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีกด้วย หลังจากในปี 2554 กบข. ได้เดินสายสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับสมาชิกทั่วประเทศ ให้สมาชิกได้เริ่มตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ดังนั้นหากไม่มีการวางแผนทางการเงินที่ดี อาจมีรายได้ไม่พอใช้หลังเกษียณ

อย่างไรก็ตาม ผลจากการสื่อสารให้กับสมาชิกทั่วประเทศตลอดปี 2554 มีสมาชิกร่วมกิจกรรม และใช้บริการของ กบข. เพื่อบริหารเงินออมเพิ่มขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาสมาชิกออมเพิ่มรวม 12,941 ราย โดยเป็นสมาชิกใหม่ที่ออมเพิ่มเข้ามาในปี 2554 จำนวน 6,089 คน

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-01-03 11:17:03


ความเห็นที่ 15 (1463106)

กบข.ปรับแผนเลือกลงทุนแบบช่วงอายุ



น.ส.โสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่า ในปี 2554 ที่ผ่านมา กบข.ได้สื่อสารและทำความเข้าใจเรื่องแผนทางเลือกการลงทุนให้่สมาชิกกบข.ทั่วประเทศเห็นถึงความเสี่ยงและโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่แตกต่างกันของแผนทางเลือกการลงทุนแต่ละแผน และเปิดโอกาสให้สมาชิกเปลี่ยนแผนการลงทุนให้เหมาะสมได้ ทั้งหมด 4 แผน ได้แก่ แผนผสมหุ้นทวี, แผนหลัก, แผนตราสารหนี้ และแผนตลาดเงิน ซึ่ง ณ สิ้นปี 2554 สมาชิกกบข.เปลี่ยนแผนการลงทุนทั้งหมด 1,934 คน เพิ่มขึ้น 188% จากสิ้นปี 2553

ส่วนแผนทางเลือกการลงทุนใหม่ของกบข. จะปรับลดความเสี่ยงการลงทุนลงตามอายุ หรือ Life Path Choice ซึ่งสมาชิกจะเลือกเปลี่ยนแผนเพียงครั้งเดียว หลังจากนั้นจะเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนอัตโนมัติให้เหมาะสมกับระยะเวลาที่เหลือสำหรับการออม ในปี 2554 กบข.ได้ศึกษาวิจัยโอกาสในการยอมรับรวมถึงความสามารถและความต้องการยอมรับความเสี่ยงในการลงทุนของสมาชิก กว่า 10,000 คน ปรากฏว่าสมาชิกส่วนใหญ่ 82% มองว่าแผนทางเลือกการลงทุนเป็นเรื่องดี และสมาชิก 1 ใน 3 มองว่าแนวคิดในการพัฒนาแผนทางเลือกการลงทุนใหม่ เป็นทางเลือกที่ดี ดังนั้น ในปี 2555 กบข.เตรียมศึกษาแผนทางเลือกการลงทุนแบบ Life Path Choice ในต่างประเทศ และช่วงอายุที่เหมาะสมที่จะมีการเปลี่ยนแผนการลงทุนจากเสี่ยงสูงไปสู่ความเสี่ยงที่ต่ำกว่า โดยจะพัฒนาแผนให้เสร็จทันภายในสิ้นปีนี้

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-01-02 12:07:15


ความเห็นที่ 14 (1462543)

กบข.ควงเฟิร์สช้อยผ่อนสินค้า0% เอื้อสมาชิกฟื้นฟูบ้านหลังน้ำท่วม
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 27 ธันวาคม 2554 10:00 น.    
 
       กบข.จับมือกรุงศรี เฟิร์สช้อยส์ มอบสิทธิสมาชิกข้าราชการ ผ่อนสินค้า0% ช่วงฟื้นฟูบ้านจากน้ำท่วม ประเดิม 22 จังหวัดก่อนตั้งแต่วันนี้ถึง 31 มีนาคม ก่อนขยายโครงการไปทั่วประเทศเริ่ม 1 เมษายน-30 มิถุนายน
       
       นางสาวโสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า ร่วมกับ กรุงศรี เฟิร์สช้อยส์ จัดโครงการ“โครงการส่งเสริมการบริหารจัดการการใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพกับสินเชื่อกรุงศรี เฟิร์สช้อยส์สำหรับสมาชิกกบข.” โดยมอบสิทธิพิเศษให้สมาชิก กบข. สามารถผ่อนชำระสินค้าหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าอื่นที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% เป็นระยะเวลา 6-18 เดือนตั้งแต่วันนี้ - 30 มิถุนายน 2555
       
       “โครงการนี้ถือเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของสมาชิก กบข. ในจังหวัดที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วมรวม 22 จังหวัด ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ในการผ่อนชำระสินค้าที่จำเป็นจากบัตรกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ หลังจากสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลาย และอยู่ในช่วงฟื้นฟูบ้านเรือนที่อยู่อาศัย”
       
       ด้าน นางสาวณญาณี เผือกขำ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อผ่อนชำระ บริษัท อุยธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด (กรุงศรี เฟิร์สช้อยส์) กล่าวว่า ทางบริษัท มั่นใจว่าสมาชิกกบข.จะได้รับความสะดวกจากร้านค้าตัวแทนกรุงศรี เฟิร์สช้อยส์กว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งนอกจากสมาชิก กบข.จะได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษในการผ่อนชำระแล้วยังได้รับเงินคืนพิเศษสูงสุด 7,000 บาท เมื่อมีการผ่อนชำระสินค้าผ่านบัตรกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์อีกด้วย
       
       ทั้งนี้ แคมเปญที่บัตรกรุงศรี เฟิร์สช้อยส์ร่วมกับกบข.จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันนี้ - 31 มีนาคม2555 ใน 22 จังหวัด ประกอบด้วย นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทองพระนครศรีอยุธยาลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรสาคร สมุทรปราการ นครนายก ฉะเชิงเทรา อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ ปราจีนบุรี และ กรุงเทพมหานคร ก่อนจะมีการขยายโครงการไปยังจังหวัดอื่นทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน -30 มิถุนายน 2555
 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-12-27 12:39:56


ความเห็นที่ 13 (1451973)

กบข.เผยพอร์ตลงทุนหุ้นไทยยังดี ไม่มีการลงทุนตรงในบจ.ที่ถูกน้ำท่วม
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 ตุลาคม 2554 10:42 น.    
 
       ASTVผู้จัดการรายวัน - กบข. ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมใกล้ชิด เผยพอร์ตลงทุนไม่มีการลงทุนตรงในหุ้นที่ได้รับผลกระทบตรง แต่ยอมรับอาจส่งผลทางอ้อม รอประเมินความเสียหาย ก่อนปรับพอร์ตลงทุนตามสถานการณ์
       
       นาวสาวโสภาวดี เสิศมนัสชัย เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เราเองติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ส่วนจะกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหนนั้น คงต้องรอประเมินความเสียหายอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเองมีมาตรการเพิ่มเพดานการขาดดุลงบประมาณเพิ่มอีก 50,000 ล้านบาท ในส่วนนี้ก็น่าจะช่วยได้ โดยหลังจากน้ำลดแล้ว คาดว่าจะต้องใช้เวลาประมาณ 6 เดือนในการฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้น
       
       ทั้งนี้ ในส่วนของการลงทุนของกบข.เอง ก็มีการติดตามอย่างใกล้ชิดเช่นกัน โดยพอร์ตการลงทุนในหุ้นของกบข.เอง ไม่มีการลงทุนตรงในหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย แต่อาจจะได้รับผลกระทบทางอ้อม โดยหลังจากนี้คงต้องประเมินอีกครั้งว่าหุ้นที่ลงทุนไปนั่น ได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง โดยปัจจุบันสัดส่วนการลงทุนหุ้นในประเทศของกบข.อยู่ที่ 7%
       
       สำหรับการลงทุนในต่างประเทศ นางสาวโสภาวดีกล่าวว่า ผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐและปัญหาหนี้ยุโรป ส่งผลต่อการลงทุนทั่วโลก ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นในสหรัฐเอง ก็เชื่อว่าในที่สุดแล้ว รัฐบาลสหรัฐก็คงต้องหาแนวทางแก้ปัญหาแต่ต้องใช้เวลา และเชื่อว่าความเสี่ยงที่เศรษฐกิจถดถอยอาจจะยังไม่เกิด โดยในปัจจุบัน กบข.มีสัดส่วนการลงทุนในพันธบัตรสหรัฐด้วยส่วนหนึ่ง ซึ่งขณะนี้การลงทุนดังกล่าวยังให้ผลตอบแทนได้ดี และยังไม่ได้ลดสัดส่วนการลงทุนดังกล่าวลง ขณะเดียวกันการลงทุนของกบข.เอง ยังมีการป้องความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเอาไว้ด้วย เพื่อป้องกันความผันผวนของค่าเงิน
       
       ในส่วนของยุโรปเอง มองว่า ปัญหาหนี้สาธารณะที่เกิดขึ้นถ้าหากยังไม่มีแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน ก็อาจจะลุกลามเป็นปัญหาของระบบสถาบันการเงินแทน เนื่องจากสถาบันการเงินในยุโรปส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับปัญหาหนี้ของกรีซ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ายุโรปจะต้องหาแนวทางแก้ไขปัญหาได้เช่นกัน แต่จากความไม่ชัดเจนในขณะนี้ทำให้นักลงทุนยังไม่มั่นใจ ทั้งนี้ คงต้องติดตามการประชุมของสหภาพยุโรปที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 23 ตุลาคมนี้ ว่าแนวทางในการแก้ปัญหาจะออกมาในรูปแบบใด
       
       ทั้งนี้ กบข.เองมีสัดส่วนการลงทุนในพันธบัตรยุโรปส่วนหนึ่ง โดยเป็นการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเยอรมัน ซึ่งถือว่ายังมีสถานะกดารเงินที่แข็งแกร่ง รวมถึงพันธบัตรัฐบาลอังกฤษด้วย ซึ่งไม่ได้รับกระทบ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-10-20 12:50:13


ความเห็นที่ 12 (1449239)

 

กบข.พร้อมเปิดรับเอกสารคืนเงินเกษียณ

  • 03 ตุลาคม 2554 เวลา 16:55 น
  • กบข.เปิดรับเอกสารขอรับเงินคืนจากสมาชิกเกษียณตั้งแต่ ต.ค.นี้  พร้อมแนะ “ออมต่อ รอจังหวะ” หลังผลตอบแทนผันผวน

น.ส.โสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2554 มีสมาชิกเกษียณอายุราชการจำนวน 9,000 ราย เบื้องต้นประมาณการเงินจ่ายคืนสมาชิกเกษียณปี 2554 ไว้ที่ 7,200 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ข้าราชการทหาร และข้าราชการตำรวจ ทั้งนี้ ไม่รวมถึงสมาชิกที่เข้าโครงการเกษียณอายุ ก่อนกำหนด (Early Retire) ประจำปีงบประมาณ 2555 ตามที่ส่วนราชการอนุมัติ เบื้องต้นพบว่าเป็นสมาชิก กบข.ประมาณ 5,500 ราย

ทั้งนี้ สมาชิกที่เกษียณอายุราชการและเออร์รี่รีไทร์สามารถส่งเอกสารขอรับเงินคืนจาก กบข.ผ่านหน่วยงานต้นสังกัดของสมาชิก โดย กบข. กำหนดเปิดรับเอกสารขอรับเงินคืน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม เป็นต้นไป โดยสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่โทร 1179 กด 6

อย่างไรก็ดี ในปีนี้เกิดวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรปซึ่งปัจจุบันแนวทางการแก้ปัญหายังไม่มีความชัดเจน ประกอบการภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัว ส่งผลให้ภาวะการลงทุนทั่วโลกผันผวนโดย กบข.ได้ดำเนินการปรับกลยุทธ์การลงทุน โดยลดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเช่น หุ้นทั้งในและนอกประเทศ เหลือเพียง 16% ของพอร์ต และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง เช่น ตราสารหนี้ เป็น 77% จึงมีความเป็นได้ว่า ผลตอบแทนของ กบข.ในปีนี้อาจต่ำกว่าปีก่อน ดังนั้นสมาชิก กบข.ที่เกษียณอายุหรือเออร์รี่รีไทน์ในปีนี้ควรออมต่อกับ กบข. เพื่อรอจังหวะนำเงินก้อนออกจากกบข.ในช่วงที่มูลค่าต่อหน่วย(NAV) ปรับตัวดีขึ้นจะเป็นประโยชน์แก่สมาชิก กบข.มากกว่า

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-10-04 09:22:20


ความเห็นที่ 11 (1444539)

สมาชิกกบข.บุกทน. จี้‘ยิ่งลักษณ์’ แก้กฎหมายคำนวณบำนาญ

 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชน ชาลีเครือ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นางฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับหนังสือจากเครือข่ายสมาชิกกบข.แห่งประเทศไทย ที่มาขอเข้าพบจำนวน 120 คน นำโดยนายวิศร์ อัครสันตติกุล ประธานองค์กรเครือข่ายสมาชิกกบข.แห่งประเทศไทย เพื่อร้องขอให้แก้ไขกฎหมายกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข.) เนื่องจากเป็นปัญหาของกบข.ทั่วประเทศ 1 ล้านคนเศษ ที่ต้องการแก้ไขหลักเกณฑ์การคำนวณเงินกบข.ตามมาตรา 63 แห่งพ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 เพราะเป็นกฎหมายที่เอารัดเอาเปรียบ ไม่เป็นธรรม สมาชิกฯ เดือดร้อนมาก สูญเสียผลประโยชน์มหาศาล ไม่สามารถดูแลสมาชิกในวัยเกษียณได้อย่างแท้จริง จึงขอให้นายกรัฐมนตรีเร่งแก้กฎหมายดังกล่าวเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับข้าราชการที่ทำงานสนองนโยบายรัฐบาลด้วย

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-09-08 11:39:20


ความเห็นที่ 10 (1439207)

กบข.ปรับพอร์ตลงทุนรับมือตลาดผันผวน


น.ส.โสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า วิกฤตหนี้ยุโรปและความกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจเข้าสู่ภาวะถดถอย ได้ส่งผลกระทบให้ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมทั้งตลาดหุ้นไทยปรับ ตัวลดลง ดังนั้น ในช่วงที่ผ่านมา กบข.ในฐานะกองทุนเพื่อการเกษียณได้ติดตามสถานการณ์ลงทุนอย่างใกล้ชิด และประเมินแล้วว่า ปัจจัยภายนอกดังกล่าวจะส่งผลให้ตลาดหุ้นมีความผันผวน จึงได้ดำเนินการปรับพอร์ตการลงทุนโดยลดสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศจาก 11.4% เมื่อช่วงต้นปี เหลือเพียง 7.8% ในปัจจุบัน โดย กบข.ยังถือครองหุ้นต่างประเทศบางส่วนที่มีพื้นฐานดี เพราะเชื่อมั่นว่าเมื่อเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว ราคาหุ้นเหล่านี้จะปรับตัวดีขึ้น นอกจากนี้ กบข.ยังปรับลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยด้วยเช่นกัน

"ช่วงที่ผ่านมา กบข.ได้ปรับกลยุทธ์การลงทุน โดยลดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงอย่างหุ้น และเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำ แม้จะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนน้อยกว่า เพื่อลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุน ขณะเดียวกัน ก็มองโอกาสรอจังหวะที่เข้าซื้อหุ้น เมื่อระดับราคาหุ้นลดลงต่ำกว่าราคาพื้นฐาน เพราะยังเชื่อมั่นว่าหุ้นเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว โดย กบข.จะเน้นการลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานดี ราคาเหมาะสม เมื่อสถานการณ์กลับมาดีขึ้น ราคาหุ้นเหล่านี้มีโอกาสจะฟื้นตัว และสร้างผลตอบแทนที่ดี" น.ส.โสภาวดีกล่าว

นอกจากนี้ ในระยะยาว กบข.ยังมีแผนเพิ่มสินทรัพย์การลงทุนใหม่ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน คือ สินค้าโภคภัณฑ์เพื่อกระจายความเสี่ยงให้พอร์ตการลงทุน และป้องกันความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อ รวมทั้งเป็นทางเลือกในการสร้างผลตอบแทนให้กองทุน โดยปัจจุบันคณะกรรม การ กบข.ได้อนุมัติให้ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์และโครงสร้างพื้นฐานประมาณ 1% และ 1% ของพอร์ตตามลำดับ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-08-16 08:56:58


ความเห็นที่ 9 (1438609)

ขรก.สะอื้น! กบข.ส่อขาดทุนหุ้นสหรัฐ ผู้ถือหน่วย9กองทุนต่างประเทศอ่วม เงินลงทุนหายวับ !



สมาชิก กบข.ระทึก พิษสหรัฐ-ยุโรปฉุดผลตอบแทนลงทุนในต่างประเทศร่วง เปิดพอร์ตลงทุนบอนด์สหรัฐเกือบ 1 หมื่น ล. พอร์ตหุ้นขาดทุนหนักสุด ผู้บริหารปลอบใจให้มองระยะยาว กองทุนเอฟไอเอฟ ลงทุนสหรัฐกระอัก ผลตอบแทนติดลบระนาว กอง 1US-OPP ของค่าย "วรรณ" เจ๊งหนัก แนะลูกค้าโยกเงินหนีย้ายเข้ากองอื่น เชียร์ทั้งกองทอง-หุ้นอาเซียน ชี้สหรัฐจมนานถึงปีครึ่งนับจากนี้



นางโสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงผลกระทบจากวิกฤตในสหรัฐและยุโรปต่อพอร์ตลงทุนในต่างประเทศของ กบข.ว่า ที่ผ่านมา กบข.ได้จัดสรรเงินลงทุนส่วนหนึ่งในตราสารหนี้และพันธบัตรรัฐบาล (Fix Income) ในต่างประเทศ สัดส่วน 5% ของเงินลงทุนรวม 3.8 แสนล้านบาท คิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะแยกเป็นส่วนที่ลงทุนในสหรัฐประมาณ 45% มูลค่าเกือบ 1 หมื่นล้านบาท ขณะที่ลงทุนในยุโรปจะมีเยอรมนีสัดส่วน 25% และอังกฤษ 5% ส่วนญี่ปุ่นลงทุนประมาณ 25%

 


"สัดส่วนการลงทุนในสหรัฐและประเทศในยุโรปค่อนข้างเยอะ แต่ กบข.ไม่เป็นห่วงเนื่องจากพันธบัตรเหล่านี้ยังอยู่ในระดับอินเวสต์เมนต์เกรด แต่เชื่อว่าผลตอบแทนโดยรวมของบอนด์ต่างประเทศที่ลงทุนไปจะยังบวกได้ใกล้เคียงปีก่อน เพราะ กบข.ได้ใช้กลยุทธ์ลงทุนบอนด์ระยะสั้นขึ้น เพื่อปรับการลงทุนให้สอดคล้องกับตลาด"

นางสาวโสภาวดีกล่าวยอมรับว่า ส่วนการลงทุนหุ้นในต่างประเทศต้นปีลงทุนอยู่ประมาณ 85% ซึ่งเป็นการทยอยลงทุนในตลาดใหญ่อย่างสหรัฐ อังกฤษ เยอรมนี แต่ขณะนี้ได้ปรับลดพอร์ตเหลือ 70% โดยย้ายไปลงทุนในตลาดเกิดใหม่ (emerging market) จึงทำให้ในช่วงระยะสั้นพอร์ตลงทุนหุ้นในต่างประเทศยังไม่ได้กำไรจากส่วนต่างราคาหุ้นแน่นอน เพราะตลาดต่างประเทศยังคงปรับลดต่อเนื่อง

"ถ้ามองการลงทุนในระยะสั้นคงจะไม่กำไร แต่สำหรับ กบข.ถือลงทุนระยะยาวก็เลยอยากให้มองผลตอบแทนระยะยาวด้วย แต่ถ้ามองผลตอบแทนแบบปีต่อปีก็จะตกใจตื่นตระหนกได้" นางสาวโสภาวดีกล่าว

ผู้สื่อข่าวประชาชาติธุรกิจรายงานว่า ปัจจุบันกองทุนต่างประเทศที่ออกไปลงทุนในสหรัฐมีจำนวน 9 กองทุน พบว่าในช่วงย้อนหลัง 1 เดือน กองทุนส่วนใหญ่ติดลบ จะเหลือเพียงกองทุน I-US10 ของ บลจ.เอ็มเอฟซี ที่ยังเป็นบวกอยู่ที่ 0.93% ขณะที่ผลตอบแทนเฉลี่ยของกลุ่มอยู่ที่ -4.71% แต่ถ้าดูย้อนหลัง 3 เดือน กองทุนติดลบกันถ้วนหน้า โดยผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ -7.40%

นายมนรัฐ ผดุงสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) วรรณ เปิดเผยว่า บริษัทมีกองทุนเปิดวรรณ ยูเอส รีคอฟเวอรี่ ออพพอร์ทูนิตี้ ฟันด์ (1US-OPP) ลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ ซึ่งยังคงให้ผลตอบแทนลดลงต่อเนื่อง แต่ที่ผ่านมาได้แนะนำให้นักลงทุนย้ายเงินไปลงทุนในกองทุนอื่นแล้ว เนื่องจากเห็นว่าสหรัฐยังไม่น่าจะปรับตัวดีขึ้นภายในระยะ 1 ปีกว่านี้ แต่ก็ยังมีนักลงทุนบางส่วนที่ยังติดอยู่ในกองทุนดังกล่าวอยู่

"คิดว่านับจากนี้อีก 1 ปีครึ่ง สหรัฐก็ยังคงไม่ไปไหน ซึ่งกลยุทธ์การลงทุนตอนนี้เห็นว่า กองทุนที่อ้างอิงกับราคาทองคำ กองทุนตลาดหุ้นในอาเซียน ก็ถือว่าน่าสนใจ เพราะแนวโน้มการเติบโตดี" นายมนรัฐกล่าว

ทั้งนี้ มูลค่าสินทรัพย์รวมของกองทุน 1US-OPP ณ วันที่ 3 ส.ค. อยู่ที่ 113 ล้านบาท ลดลงจากวันก่อตั้งที่อยู่ประมาณ 147 ล้านบาท

ด้านนายสุทยุต เชื้อพานิช ผู้จัดการกองทุนอาวุโส ฝ่ายตราสารทุน ต่างประเทศ บลจ.เอ็มเอฟซีกล่าวว่า กองทุน I-US10 ยังสามารถให้ผลตอบแทนเป็นบวก เนื่องจากกองทุนนี้เข้าลงทุนในปี 2010 ซึ่งเป็นจังหวะที่ตลาดหุ้นสหรัฐยังมีทิศทางดีและปรับตัวขึ้น แต่มาเริ่มลดลงในปี 2011 ประมาณ 70% ซึ่งในช่วงนั้นเอ็มเอฟซีได้ปรับพอร์ตอย่างรวดเร็วตามความผันผวนของตลาด จึงทำให้ยังประคองตัวได้และไม่ขาดทุนมากนักเมื่อราคาปรับตัวลง

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-08-12 11:06:51


ความเห็นที่ 8 (1431773)

กบข.พลิกกลยุทธ์ลงทุน


นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวในงานจัดประชุมใหญ่สมาชิกประจำปี"54 ว่า การลงทุนของกบข. ในปี"54 ต้องระมัดระวัง เพราะยังมีปัจจัยเสี่ยงจากปัญหาเศรษฐกิจโลกที่กบข.จะไปลงทุนในต่างประเทศ ขณะที่ต้องจับตาปัจจัยการเมืองหลังการเลือกตั้งหากทุกอย่างเรียบร้อยจะส่งผลดีต่อการลงทุน ทั้งนี้ จะพยายามดูแลให้ตอบแทนในปี"54 ได้ใกล้เคียงกับปี"53 ที่เติบโต 8.9%

ด้านน.ส.โสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการกบข. กล่าวว่า การลงทุนในปี"54 กบข.ต้องปรับกลยุทธ์การลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ยอมรับว่า 5 เดือนแรกที่ผ่านมาผลการลงทุนยังมีความผันผวนมาก โดยเฉพาะจากปัญหาการเมืองในประเทศ มีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ อาจทำให้ผลตอบแทนของสมาชิก กบข. ทั้งปี"54 ไม่สูงเท่ากับปี"53

นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ปัญหาหนี้สาธารณะในกรีซมีแนวโน้มจะลุกลามไปอิตาลีเป็นเรื่องที่ธปท.ต้องติดตามใกล้ชิด

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-06-28 16:50:34


ความเห็นที่ 7 (1426482)

กบข.เข้าซื้อกิจการบลจ.นครหลวงไทยเบ็ดเสร็จ100% จ่อหาพันธมิตรเสริมศักยภาพ





 

นางสาวโสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข.)เปิดเผยว่ากบข.เข้าซื้อหุ้น จำนวน 60%ในบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) นครหลวงไทย จำกัด จากเดิมที่ถือหุ้นจำนวน 40% ส่งผลให้กบข.ถือหุ้นจำนวน 100% ของทุนจดทะเบียน สาเหตุที่ กบข.ตัดสินใจเข้าซื้อบลจ.นครหลวงไทยเนื่องจากมีความเชื่อมั่นในความแข็ง แกร่งขององค์กร บุคลากร รวมถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมยังคงเติบโตดีเพราะประชาชนให้ความสนใจเรื่องการ ออมและการลงทุนมากขึ้น


     
“กบข.เล็งเห็นโอกาสและศักยภาพในการเติบโตที่ดีของ บลจ.นครหลวงไทยจึงได้ตัดสินใจลงทุนอีก 60% โดยอนาคตกบข.เตรียมหาพันธมิตรรายใหม่เข้ามาช่วยเสริมทัพเพื่อเพิ่มขีดความ สามารถการแข่งขันในธุรกิจ และจะมีการเปลี่ยนแปลงชื่อบริษัทพร้อมโลโก้ใหม่ในเร็วๆนี้ ”นางสาวโสภาวดี กล่าว


     
นางสาวโสภาวดี กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้น ยังได้ผู้บริหารมืออาชีพอย่างดร.ศุภกร สุนทรกิจ เข้ามารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการคนใหม่ ซึ่งเป็นผู้มีความรู้และมีประสบการณ์สูงในอุตสาหกรรมกองทุนรวมเชื่อว่าจะ สามารถให้บริการและสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี


     
ปัจจุบัน บลจ. นครหลวงไทย มีทรัพย์สินภายใต้การบริหารงานทั้งสิ้นประมาณ  26,000 ล้านบาท  โดยมีผลิตภัณท์การลงทุนที่ครบวงจรเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและผู้ สนใจ  อาทิเช่นกองทุนรวมตราสารทุน กองทุนรวมตราสารหนี้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ  กองทุนรวมเพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษี (RMF & LTF)  กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์  ฯลฯ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-06-03 11:30:15


ความเห็นที่ 6 (1424349)
กบข.มองแนวโน้มเงินเฟ้อสูงขึ้นต่อเนื่องเสี่ยงต่อเศรษฐกิจในระยะยาว    โดย สุวิภา บุษยบัณฑูร   
วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม 2011 เวลา 07:35 น.

alt กบ ข.ชี้ทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับภาวะเงินเฟ้อสูง และคาดว่าจะอยู่ในระดับสูงไปอีกระยะหนึ่ง ตามแนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์และราคาสินค้าทั่วไปที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ชี้เป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจในระยะยาว พร้อมติดตามสถานการณ์เงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด และวางกลยุทธ์จัดสรรการลงทุนไปในสินทรัพย์หลายประเภทอย่างรอบคอบ

นางสาวโสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข.) เปิดเผยว่าปัจจุบันประเทศต่างๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อสูง (High Inflation) รวมถึงประเทศไทยที่กำลังเผชิญกับปัญหาดังกล่าวเช่นกัน ล่าสุด อัตราเงินเฟ้อเดือนเมษายนของไทยอยู่ที่ระดับ 4.0% สูงสุดในรอบ 18 เดือน ขณะที่ปัญหาเงินเฟ้อยังคงมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงอีกระยะหนึ่ง และอาจกลายเป็นความเสี่ยงในระยะยาวต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างในสหรัฐอเมริกา ที่ผลจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้นได้บั่นทอนความมั่นใจและกำลังซื้อของ ผู้บริโภค เป็นผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาสแรกปีนี้ขยายตัวเพียง 1.8% (QoQ Annulized) ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 2%

 “เงินเฟ้อมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ตามการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์และราคาสินค้าอื่นๆ และในระยะยาวคาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในอัตราที่สูงกว่าในอดีตที่ผ่านมา เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานทั้งด้านอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นตามประชากรโลก ขณะที่อุปทานมีอยู่อย่างจำกัดและผลิตได้ไม่ทันความต้องการ ยิ่งในช่วงที่ผ่านมามีปัจจัยอื่นเข้ามาเป็นตัวแปรที่ส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อ ทั้งผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิในประเทศญี่ปุ่น และความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ” นางสาวโสภาวดีกล่าว

อย่างไรก็ดี ภาวะเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ กบข.ติดตาม และนำมาพิจารณากำหนดกลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดย กบข.ได้มีการจัดสรรและกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์หลายประเภท (Asset Allocation) เพื่อรองรับความผันผวนที่จะเกิดขึ้นจากปัยจัยเสี่ยงต่างๆ ซึ่งภายใต้สถานการณ์เงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้นและเป็นแรงกดดันให้ธนาคารกลาง ประเทศต่างๆ ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการดำเนินนโยบายการเงิน ทั้งนี้ กบข.มองว่าจากสภาวะดังกล่าวจะส่งผลให้การลงทุนในหุ้นมีแนวโน้มให้ผลตอบแทน ที่ดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนในพันธบัตรและเงินฝาก และเมื่อพิจารณาเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) ที่มีแนวโน้มขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่งแม้เงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้น ทำให้หุ้นของประเทศเกิดใหม่ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเอเชียและกลุ่ม BRIC ได้แก่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน มีความน่าสนใจที่จะเข้าลงทุน

นางสาวโสภาวดี กล่าวต่อว่า ภาวะเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องถือเป็นความท้าทายของ กบข.ซึ่งเป็นกองทุนเงินออมระยะยาวที่ทำหน้าที่บริหารเงินออมของข้าราชการ และมุ่งหวังสร้างผลตอบแทนการลงทุนระยะยาวสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ กบข.จึงมีการจัดสรรการลงทุนไปในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ รวมทั้งหุ้นไทย ซึ่งปัจจุบัน กบข.มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทยกว่า 10% ของสินทรัพย์ทั้งหมด และมองว่าหุ้นไทยโดยภาพรวมยังมีความน่าสนใจ เนื่องจากความสามารถในการสร้างรายได้ของบริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มดีตามการ ขยายตัวของเศรษฐกิจไทย โดย กบข.คาดว่าในปีนี้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้ในระดับ 4-4.5% ในขณะที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปีนี้จะอยู่ในระดับ 3.3-3.8%

เกี่ยวกับ กบข. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) จัดตั้งขึ้นตาม พรบ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 เพื่อเป็นหลักประกันการจ่ายบำเหน็จบำนาญและให้ประโยชน์ตอบแทนการรับราชการ แก่ข้าราชการเมื่อออกจากราชการ ส่งเสริมการออมทรัพย์ของสมาชิก และจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นให้แก่สมาชิก กบข. มีสถานะเป็นองค์กรของรัฐจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะไม่มีสถานะเป็นส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ มีคณะกรรมการ กบข.เป็นผู้กำหนดนโยบาย ปัจจุบัน กบข.มีสมาชิก 1.2 ล้านคน มูลค่าสินทรัพย์สุทธิประมาณ 500,000 ล้านบาท

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-05-16 10:29:51


ความเห็นที่ 5 (1406817)

กบข.เตือนสมาชิกรับสิทธิยกเว้นภาษี

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 11 กุมภาพันธ์ 2554 08:48 น.
 

       

กบข. ย้ำสมาชิกแนบใบแจ้งยอดเงินสมาชิก ยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2553 พร้อมแนะช่องทางสะดวกสำหรับผู้ที่ทำหายหรือต้องการขอใหม่ ผ่านเน็ตฯ หรือโทร 1179 กด 6   


นางสาวโสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)

เปิด เผยว่า กบข.ได้จัดส่งใบแจ้งยอดเงินสมาชิกประจำปี สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2553 , ใบรับรองยอดเงินสะสมที่สมาชิกส่งเข้า กบข. สำหรับปี 2553 และจุลสารประจำปี ไปยังหน่วยงานราชการต้นสังกัดกว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศ โดยสมาชิกสามารถขอรับใบแจ้งยอดเงินจากหน่วยงานต้นสังกัดได้ตั้งแต่กลางเดือน กุมภาพันธ์ 2554

       อย่างไรก็ดี ในช่วงระหว่างนี้จนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2554 เป็นช่วงของการยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2553 ดังนั้น จึงขอให้สมาชิก กบข. ทุกท่านที่ได้รับใบแจ้งยอดเงินสมาชิกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ได้โปรดตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลส่วนบุคคล อาทิ ชื่อ - สกุล คำนำหน้าชื่อ ที่อยู่วันเกิด หรือเงินเดือน ณ วันสมัคร ซึ่งจะต้องตรงกับข้อมูลที่ส่วนราชการต้นสังกัดแจ้งไว้ และในส่วนนี้สมาชิกต้องเก็บไว้เป็นหลักฐานอ้างอิงต่อไป

       ทั้งนี้ สมาชิก กบข. ทุกท่านสามารถนำใบแจ้งยอดเงินสมาชิกประจำปี 2553 ในส่วนที่ 2 ที่แสดงรายการใบรับรองยอดเงินสะสมที่สมาชิกส่งเข้า กบข. สำหรับปีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2553 แนบไปกับ ภ.ง.ด. 90 หรือ ภ.ง.ด.91 เพื่อขอยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี สำหรับเงินสะสมที่ส่งเข้ากองทุน ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินร้อยละ15 ของเงินเดือน และไม่เกิน 500,000 บาทในแต่ละปีภาษี

       นอกจากนี้ กบข. ยังได้จัดบริการเพิ่มเติมสำหรับสมาชิกที่ต้องการตรวจสอบและสั่งพิมพ์ใบแจ้ง ยอดเงินฉบับทดแทนด้วยตัวเองผ่านบริการ GPF Web Service เพียงสมาชิกเข้าสู่เว็บไซต์

       www.gpf.or.th และเลือกหัวข้อ GPF Web Service จากนั้นกรอกหมายเลขประจำตัวสมาชิกและรหัสผ่าน เลือกเมนู ยอดเงิน / ใบแจ้งยอดเงินสมาชิก ซึ่งใบแจ้งยอดเงินที่ปรากฏใน GPF Web Service จะมีข้อมูลสำคัญเหมือนกับใบแจ้งยอดเงินฉบับที่ส่งไปส่วนราชการต้นสังกัดทุก ประการ โดยสมาชิกสามารถสั่งพิมพ์ใบแจ้งยอดนี้ได้ด้วยตนเอง และสามารถใช้แนบเพื่อรับสิทธิในการลดหย่อนภาษีได้เช่นเดียวกัน หากสมาชิกต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.1179 กด 6

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-02-11 12:54:54


ความเห็นที่ 4 (1402338)

 

กบข.ปรับปรุงระบบITเพิ่มประสิทธิภาพทำงาน

กบข.เดินหน้าปรับปรุงระบบ IT หวังปรับประสิทธิภาพทำงาน สมาชิกเข้าถึงข้อมูลสะดวก

นางสาวโสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่า ในปี 2554-2556 กบข. ได้กำหนดกลยุทธ์ปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานภายในองค์กรโดยมีการนำระบบเครือ ข่ายสารสนเทศมาประยุกต์ใช้เพื่อลดขั้นตอน ลดกระบวนการทำงาน พนักงานสามารถเชื่อมต่อถึงกันและกัน เข้าถึงฐานข้อมูลสำคัญได้อย่างไร้ขีดจำกัดจากที่ใดก็ได้ เวลาไหนก็ได้ และผ่านอุปกรณ์สื่อสารใดก็ได้ (Anywhere, anytime, any devices)

ดังนั้น ในปี 2554 กบข.ได้ กำหนดแผนงานไว้ว่าจะเริ่มต้นด้วยการปรับปรุงโครงสร้างระบบไอที (IT Architecture) ให้รองรับแนวคิด ดังกล่าว โดยมีเป้าหมายให้ระบบงานภายใน กบข.ทั้งในส่วนที่บริหารภายใน กบข. บริหารโดยกิจการในเครือกบข.ให้ เกิดการเชื่อมต่ออย่างไร้ขีดจำกัด ( Seamless Integration) ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการทำงาน เพื่อสมาชิกซึ่งปัจจุบันมีข้อมูลสถิติมากมาย ไม่ว่าจะเป็นงานทะเบียนฐานข้อมูลทั่วไปของสมาชิกฐานข้อมูลเงินสะสมของสมาชิก ฯลฯ

นางสาวโสภาวดี กล่าวว่า เชื่อว่าการปรับปรุงเทคโนโลยีสารสนเทศใหม่ดังกล่าวจะรองรับ และสนับสนุนการปรับเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และกระบวนการทำงานโดยรวมของกบข. รวมทั้งช่วยให้ กบข. สามารถบรรลุเป้าหมายในเชิงยุทธศาสตร์ทั้ง 4 ด้าน ตามแผนยุทธศาสตร์ปี 2554-2556  ได้แก่ ด้านสมาชิก ด้านลงทุน ด้านองค์กร และด้านพนักงาน ภายใต้ระบบการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบงานสารสนเทศที่มีคุณภาพตาม มาตรฐานอุตสาหกรรม มีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง ไป ตลอดจนมีแผนรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง (Business Continuity Plan) เพื่อรองรับกรณีเกิดเหตุภัยพิบัติ หรือเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-12-28 13:49:10


ความเห็นที่ 3 (1402269)


"กบข."ขอเคลียร์ ปมบำนาญ2มาตรฐาน


พรเทพ อินพรหม
เสียงสะท้อนจากข้าราชการใกล้วัยเกษียณต่อกองทุนบำเหน็จบำนาญ (กบข.) ในระยะหลังๆ นี้ เป็นไปในทิศทางที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก จากหลายปมปัญหาที่ขมวดมัดกันอยู่คาใจข้าราชการ โดยเฉพาะข้าราชการผู้น้อย ที่คุกรุ่น รุนแรง มากขึ้น นับตั้งแต่ปี2551 ที่กบข. บริหารขาดทุน จนทำ ให้สมาชิกเสียขวัญกำลังใจ หรือจะเป็นปมคำถามวิธีการคำนวณการจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญรูปแบบใหม่ ที่สมาชิก กบข.บางกลุ่มรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม ถูกหลอกลวง

แล้วยังมีอีกหลายปัญหาสารพัด สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของสมาชิกที่มีต่อกองทุนนั้นเริ่มหดหายไป

คำถามคือมันเกิดอะไรขึ้น อะไรคือข้อเท็จจริง ในฝั่งผู้บริหาร กบข. เขาคิดกันอย่างไร

ใครมีหน้าที่ดูแลการจ่ายบำนาญ

น.ส.โสภา วดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการคณะกรรมการ กบข. ให้สัมภาษณ์พิเศษ "ข่าวสด" เปิดใจกรณีปัญหาความไม่เข้าใจของสมาชิกข้าราชการ โดยเฉพาะปัญหา วิธีการคำนวณบำนาญ ที่เป็นปัญหาค่อนข้างมากว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกินอำนาจของกบข. จะเข้าไปแก้ไขปัญหา ซึ่งยอมรับว่าการจ่ายบำนาญให้กับสมาชิกยังมีความเสียเปรียบกว่าข้าราชการที่ ไม่ได้เป็นสมาชิก กบข. อยู่

ขณะเดียวกัน ต้องยอมรับว่าปัญหาทุกวันนี้คือการที่ระบบการจ่ายบำนาญยังมีวิธีการคิด 2 แบบ แต่ความรับผิดชอบในส่วนนี้ก็ไม่ใช่ของกบข. แต่เป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลาง ที่จะต้องเข้าไปเร่งแก้กฎหมาย มาตรา 63 พ.ร.บ. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 เพื่อให้ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ได้รับการแก้ไข

"ถ้าพูด ตามความเป็นจริง กบข.เหมือนตกเป็นจำเลย เรื่องนี้ถ้าสมาชิกเข้าใจก็จะเรียกร้องได้ตรงจุด กบข.ก็รับรู้ปัญหา และข้อเรียกร้องมาโดยตลอด ไม่ได้นิ่งนอนใจ หรือทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ที่ผ่านมาก็หารือกับกรมบัญชีกลาง ทั้งที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการ หารือกับรัฐมนตรีคลังก็ทำมาหมดแล้ว แต่ทำไมต้องให้เราเป็นจำเลยอยู่คนเดียว ถ้าจะด่าจะว่าให้ไปที่บัญชีกลาง ไม่ใช่กบข."

วิธีการจ่ายบำนาญปัจจุบันเป็นอย่างไร

น.ส.โสภา วดี เผยต่อว่าระบบการจ่ายบำนาญในปัจจุบันมี 2 รูปแบบคือ 1. ข้าราชการที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุน (หมายถึงข้าราชการที่ไม่ได้สมัครใจเข้าเป็นสมาชิกกองทุน ในปีที่จัดตั้ง 27 มี.ค.40) จะได้รับบำนาญโดยคำนวณด้วยอัตราเงินเดือน เดือนสุดท้าย คูณอายุราชการ หารด้วย 50 ซึ่งจะได้รับเงินในอัตราที่ใกล้เคียงหรือเท่ากับเงินเดือนเดือนสุดท้าย

แต่ หากข้าราชการตัดสินใจที่จะเข้ามาเป็นสมาชิก กบข. จะได้รับวิธีการคำนวณบำนาญแบบที่ 2 คือ เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย คูณอายุราชการ หารด้วย 50 แต่บำนาญที่ได้รับต้องไม่เกิน 70% ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ซึ่งหากมองเฉพาะวิธีการคำนวณบำนาญแล้วจะพบว่าวิธีที่ 2 เสียเปรียบกว่าวิธีแรก



ดัง นั้น รัฐบาลจึงชดเชยบำนาญในส่วนที่สูญเสียไปสำหรับข้าราชการที่เข้าเป็นสมาชิก กบข. โดยแบ่งเป็น 4 ก้อนและจะจ่ายให้สมาชิกเมื่อเกษียณอายุราชการ ประกอบด้วย 1.เงินประเดิม เพื่อชดเชยเงินที่หายไปในช่วงเวลาก่อนสมัครเป็นสมาชิก กบข. มีสูตรคำนวณชัดเจนและจ่ายเป็นเงินก้อน 2.เงินชดเชย เพื่อชดเชยเงินที่หายไปในช่วงเวลาหลังสมัครเป็นสมาชิก จ่ายเพิ่ม 2% ทุกเดือนจนกว่าจะเกษียณ

ก้อนที่ 3 เงินก้อนที่รัฐหักจากเงินเดือน ทุกเดือน เดือนละ 3% เพื่อส่งเข้า กบข. เพื่อให้นำไปลงทุนบริหารให้เกิดดอกผล และ 4.เงินที่รัฐสมทบให้อีก 3% เท่ากันในทุกเดือน เพื่อส่งให้กบข. บริหารเช่นกัน

"เมื่อตั้งกองทุน ข้าราชการรุ่นเก่าเห็นว่ามีประเดิม ชดเชย สะสม สมทบ ก็สมัครใจสมัครเข้ากองทุนเข้ามาเยอะกว่า 1.06 ล้านคน แต่หลังจากนั้นมาเจอปัญหา มีการนำวิธีการคิดบำนาญแบบเก่า กับแบบใหม่มาเทียบกัน แล้วเห็นว่าเสียประโยชน์ แต่ลืมไปแล้วว่าคนที่เข้ามาเป็นสมาชิกจะได้รับเงินก้อนอีก 4 ก้อน ซึ่งไม่มีใครพูดถึงเลย"

ความคืบหน้าแก้ไขสูตรบำนาญ

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องการจ่ายบำนาญ 2 ระบบ กรมบัญชีกลางก็รับทราบปัญหามานานแล้ว และเร่งดำเนินการแก้ไข โดยว่าจ้าง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศึกษาการแก้ไขสูตรบำนาญ ซึ่งได้ข้อสรุปว่าสูตรบำนาญ กบข. เสียเปรียบเมื่อเทียบกับสูตรบำนาญเดิม

โดยเห็นว่าปัจจัยที่ใช้ ในการกำหนดสูตรบำนาญ กบข. เปลี่ยน แปลงไปจากประมาณการเดิมมาก มีสาเหตุจาก อัตราผลตอบแทนเดิมประมาณการไว้ที่ 9% แต่ปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 7% อัตราการขึ้นเงินเดือนข้าราชการประมาณการไว้ที่ปีละ 8% แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 10% และอายุขัยเฉลี่ยในปีที่ตั้ง กบข. คือ 71 ปี แต่ปัจจุบัน 78 ปี

ทั้ง นี้ ได้เสนอแนวทางการแก้ไขให้กรมบัญชีกลางพิจารณา โดยให้เพิ่มเงินประเดิมและเงินชดเชย รวมทั้งเพิ่มเงินบำนาญสูตร กบข. ให้แก่สมาชิกภาคสมัครใจ หรือให้สมาชิกภาคสมัครใจมีสิทธิ์เลือกใหม่ว่าจะรับเงินบำนาญสูตรเดิมหรือ สูตร กบข. เมื่อออกจากราชการ

"เข้าใจว่าเรื่องนี้ต้องใช้งบประมาณแน่ นอน แก้สูตรบำนาญต้องให้คลังพิจารณา เพราะมันกระทบงบประมาณ เราก็พร้อมติดตามความคืบหน้าและแจ้งให้สมาชิก กบข.ก็เข้าใจสมาชิก ที่ผ่านมารัฐบาลก็ขึ้นเงินเดือน เร่งผลักดันกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ซึ่งก็ทำได้เร็ว แต่เหมือนเรื่องนี้ที่เป็นปัญหา กลับไม่ได้รับการแก้ไข แต่ทราบเท่าที่คุยกับกรมบัญชีกลางก็มีการตั้งคณะกรรมการแก้ไขกฎหมายแก้สูตร บำนาญ ก็คาดว่ากระบวนการจะได้เริ่มต้นในช่วงต้นปีི นี้"

นอกเหนือ จากปมประเด็นสูตรคำนวณบำนาญ สมาชิกยังมีการร้องเรียนในประเด็นอื่นเพิ่ม เช่น การเสียประโยชน์จากเงินบำนาญ การเสียประโยชน์ของข้าราชการทหาร ตำรวจตระเวนชายแดนที่เสียสิทธิ์วันทวีคูณ แต่ก็จะถูกจำกัดกรอบไว้ที่ 70% ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ซึ่งก็ต้องใช้เวลาในกระบวนการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องเช่นเดียวกัน

มุมมองความเสี่ยงการลงทุน

น.ส.โสภา วดี กล่าวว่า ข้อร้องเรียนว่าเมื่อเป็นสมาชิกแล้วไม่สามารถลาออกได้ นั้นไม่ใช่ความผิดของ กบข. แต่เป็นแนวปฏิบัติของกฎหมายที่สนับสนุนให้เกิดการออมไว้ใช้ในยามเกษียณ อย่างไร ก็ตาม เข้าใจว่าประเด็นนี้ปะทุขึ้นมาพร้อมกับเหตุการณ์เมื่อปี཯ ที่กบข.บริหารขาดทุน ผลตอบแทนติดลบ 5.17%

สำหรับตัวแปรที่มีผลต่อ เงินสะสมอยู่กับกบข. ณ ปีที่ตั้งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ถือได้ว่าเป็นปีที่อัตราดอกเบี้ยสูงมากประมาณ 9% กรมบัญชีกลางจึงประเมินว่าผลประกอบการจากการบริหารกองทุน น่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 9% เช่นเดียวกับอัตราดอกเบี้ย ซึ่งในปีนั้น กบข. ก็สามารถบริหารกองทุนสร้างผลตอบแทนได้ถึง 10.96% และสูงต่อเนื่องเป็น 16.51% ในปีཥ


แต่เมื่อภาวะเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะเติบโตปกติ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารก็ลดลงต่อเนื่อง ล่าสุดสำหรับปีཱ คือเฉลี่ยประมาณ 0.5% ซึ่งกบข. ก็สามารถสร้างผลประกอบการเป็นบวกต่อเนื่องมาทุกปีจนกระทั่งปี཯ ซึ่งเป็นปีที่เกิดปัญหาวิกฤตซัพไพรม์ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก กบข.ในฐานะที่เป็นกองทุนเช่นเดียวกับกองทุนอื่นๆ ในต่างประเทศก็ได้รับผลกระทบ ผลประกอบการในปีนั้นขาดทุนเป็นปีแรก

ขณะ ที่ปี཰ ผลประกอบการก็กลับมาเป็นบวกอีกครั้งเป็น 8.92% และในปีཱ (ม.ค.-พ.ย.) อยู่ที่ 7.22% ซึ่งผลประกอบการที่ชนะเงินเฟ้อ และสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารเช่นนี้ถือได้ว่ากบข.ได้มีความเป็นมือ อาชีพในการบริหารกองทุนไม่ต่ำกว่ากองทุนอื่นๆ ในต่างประเทศ

"เราก็ ขาดทุนในปี཯ เพียงปีเดียว ซึ่งเป็นปีที่เศรษฐกิจเลวร้ายทั่วโลก ตลาดหลักทรัพย์ลดลงไป 70% แต่พอมันฟื้นตัวก็ฟื้นได้เร็ว เป็นธรรมดาการลงทุนที่จะมีความเสี่ยง แต่ถ้าจะเอาผลตอบแทนที่จะชนะเฟ้อก็ต้องลงทุนในหุ้น ไม่อย่างนั้นทำจะไม่ได้เลย"

ทั้งนี้ กบข.มีรูปแบบการกำหนดผลประโยชน์แบบกำหนดเงินสมทบ (Defined Contribution) ซึ่งเป็นแผนบำนาญที่รัฐไม่ประกันผลตอบแทน ขณะที่การลงทุนก็ย่อมมีความเสี่ยงอาจก่อให้เกิดความผิดพลาดได้ แต่การขาดทุนไม่ใช่ศัตรูหลักของเงินออม เพราะศัตรูหลักคืออัตราเงินเฟ้อ ดังนั้น นโยบายการลงทุนของ กบข.จึงมุ่งเพื่อเอาชนะเงินเฟ้อเป็นหลัก

สมาชิกข้าราชการกลุ่มปัญหาคือ

มอง ว่าเรื่องร้องเรียนต่างๆ มาจากปัญหาสำคัญที่เป็นแรงดันคือเรื่องภาระหนี้สิน คนที่โวยมากที่สุดคือ ครู ตำรวจ ทหาร แต่ข้าราชการกลุ่มอื่นจะเข้าใจ แต่ถามว่าทำไม 3 กลุ่มนี้ไม่เข้าใจกันเยอะ เพราะเขามีหนี้เยอะ พอออกจากราชการเขาก็หวังจะนำเงินสะสมนี้ไปใช้หนี้สิน เลยเป็นปัญหาว่าจะมีเรื่องราวอย่างนี้เกิดขึ้นเรื่อยๆ ก็มีทั้งที่เข้าใจและก็ทำเป็นไม่เข้าใจ

โดยปัจจุบันจากข้อมูลสมาชิก มีจำนวน 1.15 ล้านคน เป็น ข้าราชการครู 4.37 แสนคนหรือคิดเป็น 37.92% ข้าราชการตำรวจ 1.74 แสนคน คิดเป็น 15.12% และข้าราชการทหาร จำนวน 1.65 แสนคน คิดเป็น 14.34% จะเห็นได้ว่า กลุ่มที่เป็นปัญหานั้นมีสัดส่วนสูงสุดของสมาชิกกบข.ทั้งหมด "กบข.เป็นหน่วยปฏิบัติ ไม่ใช่หน่วยกำหนดนโยบาย คนจ่ายบำเหน็จบำนาญก็คือกรมบัญชีกลาง แต่เราก็จะรับปัญหาและสะท้อนกลับไปที่กรมบัญชีกลางและคอยติดตามผล ต่อไป"

กบข.เงินเดือนสูงกว่าข้าราชการหรือไม่

น.ส.โสภาวดี ระบุว่า กบข.มีสถานะเป็นนิติบุคคล จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.กบข. พ.ศ. 39 ค่าตอบแทนของพนักงาน กบข. ถือว่าอยู่ในขั้นต่ำของอุตสาหกรรมบริษัทจัดการหลักทรัพย์ โดยปัจจุบันอัตราการลาออกของพนักงานในฝ่ายลงทุนมีอัตราสูงมาก

เพราะค่าตอบแทนของ กบข.เฉลี่ยแล้วต่ำกว่าอุตสาหกรรมมาก การให้ผลตอบแทนที่ดีตามค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมเป็นทางหนึ่งเพื่อรักษา พนักงานบุคลากรด้านการลงทุน เพื่อให้องค์กรเดินหน้า และสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับ กบข.

คำถามต่างๆ เหล่านี้ สะท้อนออกมาจากสมาชิกต่อเนื่อง กินระยะเวลาพอสมควร ซึ่งจากการพูดคุย กบข.ก็เคลียร์ ปมใจที่มีต่อสมาชิกได้ในระดับข้อเท็จจริงที่มีอยู่ ทั้งยังยืนยันว่าทุกปัญหาของสมาชิก ไม่ได้นิ่งนอนใจ พร้อม รักษาผลประโยชน์ให้กับสมาชิกเต็มที่ แต่น่าเศร้าและ เหนื่อยใจคือถูกมองว่าเป็นจำเลย เอาเปรียบสมาชิก เป็นทองไม่รู้ร้อน

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-12-27 17:12:37


ความเห็นที่ 2 (1396622)

กรมบัญชีกลางเชื่อมระบบ GFMIS จ่ายตรงเงินแวตให้ อปท.

ดร.มั่น  พัธโนทัย  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงการจัดสรรเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม  ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น พ.ศ. 2552  ในระบบ GFMIS ว่า การประชุมชี้แจงในวันนี้ ได้รับความร่วมมือระหว่าง กรมบัญชีกลาง กรมสรรพากร และสำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดฝึกอบรมให้แก่ผู้อำนวยการกองคลัง เจ้าหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น (อปท.) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการปฏิบัติงานในการรับเงิน   การนำส่งเงิน และการเบิกจ่ายเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้แก่ อปท.  โดยผ่านระบบ GFMIS  ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554   จะเริ่มนำร่องก่อน 3 จังหวัด   ได้แก่ จังหวัดชลบุรี (รวมเมืองพัทยา)  จังหวัดนนทบุรี   และจังหวัดสมุทรสงคราม  โดยมี อปท.  รวมจำนวน 170  แห่ง  จะได้รับเงินจัดสรรจากรัฐที่ได้จาการจัดเก็บเงินรายได้ที่เป็นภาษีมูลค่า เพิ่ม ทุกเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2553 เป็นต้นไป       ดร.มั่นกล่าวต่อว่า การเปลี่ยนวิธีการจัดสรรแบบใหม่นี้ เพื่อให้ อปท. ได้รับการจัดสรรเงินรวดเร็ว ตรงเวลา  เนื่องจากที่ผ่านมากำหนดจ่ายเป็นรายงวด จำนวน 6 งวด   ตามระบบใหม่จะจ่ายทุกเดือน โดยกรมสรรพากรเบิกเงินรายได้ภาษีมูลค่าเพิ่มจากระบบ GFMIS และจ่ายต่อให้ อปท.ได้โดยตรง โดยไม่ต้องขออนุมัติถอนคืนเงินรายได้จากเงินคงคลัง   สำหรับสัดส่วนการจัดสรรเงินรายได้ให้แก่ อปท.  ตามกฎหมายฯ กำหนดไว้ร้อยละ 35 ของรายได้ของรัฐบาล  ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2553  ที่ผ่านมามีการจัดสรรเงินให้ อปท. เป็นเงิน  65,736 ล้านบาท   และในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554  ประมาณการไว้ที่ จำนวน  70,500 ล้านบาท  
"เบื้องต้นเริ่มนำร่อง อปท. ใน 3 จังหวัดก่อน  และจะขยายให้ครบ อปท.ทุกแห่งภายในสิ้นปีงบประมาณ  พ.ศ. 2554 นี้    การดำเนินการในลักษณะนี้จะช่วยให้มีเม็ดเงินลงไปสู่ท้องถิ่นได้เร็วขึ้น  และทำให้มีการพัฒนาและกระจายความเจริญสู่ท้องถิ่นทั่วประเทศได้อย่างมี ประสิทธิภาพ  นอกจากนี้การเบิกจ่ายเงินจากคลังได้โดยตรง เป็นการสนับสนุนภารกิจด้านการเงินการคลังทั้งในส่วนของหน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานท้องถิ่น  รวมทั้งเป็นข้อมูลสำคัญที่สนับสนุนการกำหนดนโยบายสำคัญด้านการเงินการคลัง ให้กับรัฐบาลได้อีกด้วย" ดร.มั่นกล่าว

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-11-01 16:54:34


ความเห็นที่ 1 (1392393)

ตั้งกมธ.ร่วมแก้ไขสูตรคำนวณบำเหน็จบำนาญ

Pic_115087

สมาชิก กบข.เศร้า สภาฯตั้งกมธ.ร่วมแก้ไขสูตรคำนวณบำเหน็จบำนาญ...

ที่ ประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณากรณีวุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ในเรื่องของการคำนวณบำเหน็จบำนาญ ตามที่ข้าราชการ กบข.เรียกร้อง ซึ่งวุฒิสภาได้แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 3/1 เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การคำนวณบำนาญให้ยกเลิกความในมาตรา 63 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2539 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา 63 การคำนวณบำนาญให้คำนวณจากอัตราเงินเดือนเฉลี่ยยี่สิบสี่เดือนสุดท้ายคูณด้วย เวลาราชการ หารด้วยห้าสิบ แต่ต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละเก้าสิบห้าของอัตราเงินเดือนเฉลี่ยยี่สิบสี่เดือน สุดท้าย” 

อย่างไรก็ตามหลังจากที่ประชุมใช้เวลาอภิปรายแสดงความเห็น อย่างกว้างขวางโดย ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่าสูตรคำนวณตามที่วุฒิสภาแก้ไขยังไม่เหมาะสมเพราะจะทำให้รัฐบาลมีภาระ ด้านงบประมาณเพิ่มจำนวนมาก

ขณะที่ ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยต้องการให้ที่ประชุมให้ความเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว โดยระบุว่าไม่น่าจะเป็นปัญหาหากรัฐบาลจัดงบประมาณอุดหนุนให้ในส่วนนี้ในที่ สุดที่ประชุมมีมติไม่ให้ความเห็นชอบตามที่วุฒิสภาแก้ไขด้วยคะแนนเสียง 258ต่อ 78 งดออกเสียง 5 ไม่ลงคะแนน 14 และตั้งกรรมาธิการร่วมกันขึ้นมาพิจารณาจำนวน22 คนแยกเป็นสภาผู้แทนราษฎร 11 คนและวุฒิสภาอีก11 คน

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-09-30 04:19:26



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2010 All Rights Reserved.
Wachon Nim

สร้างลิงค์ของโปรไฟล์ในแบบที่เป็นตัวคุณเอง