ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > "เหรียญ ยอดนิยม"

"เหรียญ ยอดนิยม"



  

"พระมหาเจดีย์จุฬามณี" วัดหลวงพ่อเนื่อง อ.อัมพวา

รูปแบบ "พระมหาเจดีย์จุฬามณี"
 

คมชัดลึก :พระครูโกวิทสมุทรคุณ (หลวงพ่อเนื่อง โกวิโท) อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๔๗๕ ณ อุโบสถ วัดบางกะพ้อม อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม โดยมี หลวงพ่อคง ธมฺมโชโต เจ้าอาวาสวัดบางกะพ้อม เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อแช่ม โสฬส เจ้าอาวาสวัดจุฬามณี เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ท่านอาจารย์ปล้อง วัดบางกะพ้อม เป็นพระอนุสาวนาจารย์

 พ.ศ.๒๔๗๙ หลวงพ่อเนื่องสอบได้นักธรรมชั้นเอก ขณะเดียวกันท่านมีความเชี่ยวชาญในทางวิปัสสนา และพุทธาคมเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยได้อาจารย์ดีตั้งแต่อุปสมบท ประกอบด้วยความตั้งใจมั่นในการศึกษาและปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โดยได้ศึกษาจากหลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม เจ้าของเหรียญ ๑ ใน ๕ ของชุดเบญจภาคีเหรียญยอดนิยมอันโด่งดัง หลวงพ่อแช่ม วัดจุฬามณี และหลวงปู่ใจ วัดเสด็จ ผู้สร้างตำนานตะกรุดลูกอมอันลือลั่น

 หลวงพ่อเนื่องจึงเป็นพระเกจิอาจารย์ที่ชาวสมุทรสงคราม และจังหวัดใกล้เคียง มีความเคารพศรัทธาเลื่อมใสเป็นอย่างมาก จนได้รับพระราชทานสมณศักดิ์พระครูสัญญาบัตรที่ "พระครูโกวิทสมุทรคุณ" เมื่อพ.ศ.๒๔๙๖ ต่อมาได้เลื่อนขึ้นเป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโท ฝ่ายวิปัสสนาคันธุระ เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๗

  หลวงพ่อเนื่องได้ดูแลบูรณปฏิสังขรณ์วัดจุฬามณี จนเป็นวัดที่มีความสวยงามและร่มรื่น มีอุโบสถจตุรมุขหินอ่อน ๓ ชั้น กว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร สูง ๑๐ เมตร มูลค่าการก่อสร้างกว่าสิบล้านบาท

 เมื่อต้นปี ๒๕๓๐ หลวงพ่อเริ่มมีอาการอาพาธ จนถึงวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๐ เวลา ๐๖.๒๐ น. หลวงพ่อได้ละสังขารอย่างสงบ ยังความโศกเศร้าแก่ศิษยานุศิษย์เป็นอันมาก ทิ้งไว้แต่หลักคำสอน วัตถุมงคล และผลงานการก่อสร้างวัดจุฬามณีอันสวยงามและร่มรื่นถึงทุกวันนี้

 และที่น่าอัศจรรย์เป็นอย่างยิ่งคือ สรีระสังขารของท่านไม่เน่าเปื่อยแต่อย่างใด คงอยู่ในสภาพเดิมทุกอย่าง โดยประดิษฐานอยู่ในหีบแก้วบนมณฑป ที่ทางวัดและศิษยานุศิษย์ร่วมกันจัดสร้างขึ้นอย่างงดงามยิ่ง ซึ่งพุทธศาสนิกชนทุกท่านสามารถกราบสักการะสังขารของหลวงพ่อได้ทุกวัน ที่ศาลาทรงไทยลายรดน้ำดุจวิมานทอง

 ช่วงที่หลวงพ่อเนื่องยังอยู่ ท่านได้ปรารภให้จัดสร้างพระมหาเจดีย์จุฬามณี โดยได้เขียนแบบไว้แล้ว แต่ท่านได้มรณภาพไปก่อน ปัจจุบันคณะศิษยานุศิษย์จึงได้ดำเนินการก่อสร้างพระมหาเจดีย์จุฬามณี ตามเจตจำนงของหลวงพ่อ การก่อสร้างได้ดำเนินการมาโดยตลอด ดังที่เห็นในทุกวันนี้ ทั้งนี้เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อไป

 ผู้มีจิตศรัทธาร่วมทำบุญในโครงการนี้ โดยบริจาค ๕,๐๐๐ บาทขึ้นไป จะได้รับการจารึกชื่อและนามสกุลไว้ที่มหาเจดีย์จุฬามณี ติดต่อโดยตรงได้ที่วัดจุฬามณี หรือสอบถามโทร.๐๘-๑๘๔๗-๕๐๔๘



ผู้ตั้งกระทู้ Admin กระทู้ตั้งโดยเว็บมาสเตอร์ :: วันที่ลงประกาศ 2010-08-20 08:17:14


1

ความเห็นที่ 64 (2999028)
ศาสนา-พระเครื่อง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 5 เมษายน 2557

 

เหรียญปั๊มหลวงพ่อพานรุ่นแรกเหรียญแจกสร้างโบสถ์ปี๑๙'ครึ่งแสน!

เหรียญปั๊มหลวงพ่อพานรุ่นแรก เหรียญแจกสร้างโบสถ์ปี๒๕๑๙ ที่เช่ากัน 'ครึ่งแสน!' : พระองค์ครู ไตรเทพ ไกรงู

             พระอุโบสถ หรือโบสถ์เปรียบเสมือนเป็นสถานที่ซึ่งทำหน้าที่คลอดพระภิกษุซึ่งเป็นภิกษุใน พุทธศาสนา โดยมีคติความเชื่อที่มีกันมาอย่างยาวนานว่าการร่วมทำบุญสร้างพระอุโบสถนั้น ผู้ทำทานจะได้อานิสงส์สูงมาก

             เนื่องจากการสร้างโบสถ์ต้องใช้ปัจจัยดังนั้น วัดต่างๆ จึงมักจะประกาศเชิญชวนให้พุทธศาสนิกชน ได้มาทำบุญสร้างกุศลด้วยกัน ด้วยการทำบุญซื้ออิฐ หิน ปูน ทราย กระเบื้อง ฯลฯ โดยวัดมักจะสร้างวัตถุมงคล และพระเครื่องมอบเป็นที่ระลึกให้ผู้ร่วมทำบุญ

             ด้วยเหตุที่วัตถุมงคลและพระเครื่องที่ออกในงานบุญสร้างโบสถ์ ไม่ว่าจะวางศิลาฤกษ์ ยกช่อฟ้า และฝังลูกนิมิต มีการสร้างออกมาจำนวนมาก ชนิดที่เรียกว่าเมื่อใครได้มาหากให้ใครต่อก็จะให้เลย โดยไม่เห็นคุณค่า และมักไม่ค่อยเก็บรักษาไว้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อเกจิผู้สร้างมรณภาพ ขณะเดียวกันวัตถุมงคลและพระเครื่องที่ก็มีคำร่ำลือเรื่องปาฏิหาริย์ หรือมีประสบการณ์มาก จึงกลายเป็นขอหายาก ที่สำคัญคือ มีราคาค่างวดขึ้นมาทันที

             อย่างกับกรณีล่าสุดเหรียญปั๊มรุ่นแรก พระครูประวัติศีลาจารย์ หรือหลวงพ่อพาน สุขกาโม อดีตเจ้าอาวาสวัดเฉลิมราษฎร์ หรือวัดโป่งกะสัง ต.หาดขาม อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่สร้างไว้เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๙ ท่านได้ทำแจกแก่ผู้ที่ซื้ออิฐและปูน ถวายวัดในการสร้างพระอุโบสถจำนวนการสร้างมากถึง ๑๐,๐๐๐  เหรียญ มีเฉพาะเนื้อทองแดงอย่างเดียว บล็อกเดียว ใครจะคิดว่าปัจจุบันนี้สภาพสวยๆ มีค่านิยมถึงหลักแสนกลางๆ เลยทีเดียว

             เหตุผลหนึ่งที่ทำให้วัตถุมงคลและพระเครื่องของหลวงพ่อพานได้รับความนิยม คือ ท่านเป็นศิษย์ของพระครูพินิตสุตคุณ (หลวงพ่อทองศุข วัดโตนดหลวง) ด้วย คือหลวงพ่อพาน ท่านทราบว่าหลวงพี่เพลิน ได้เดินทางไปศึกษาวิชากับหลวงพ่อทองศุข วัดโตนดหลวง ท่านจึงขอตามไปด้วย เมื่อไปถึงก็ได้ฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษาวิชาแขนงต่างๆ จากหลวงพ่อทองศุข โดยหลวงพ่อทองศุข ท่านเมตตาสอนให้จนครบ แต่จะได้วิชาไม่เหมือนกัน มีทั้งแคล้วคลาด เมตตา คงกระพัน และวิชาทำผงพุทธคุณ อีกทั้งวิชาทำตะกรุดต่างๆ รวมทั้งวิชาว่านยา

             ด.ต.วิรัตน์ อาจสัญจร ผบ.หมู่งานจราจร สน.บางยี่ขัน กทม. ผู้สะสมวัตถุมงคลพระเครื่อง และรวบรวมปาฏิหาริย์พระหลวงพ่อพาน แนะว่า วัตถุมงคลและพระเครื่องที่เราได้รับมอบจากวัดจากการทำบุญในโอกาสต่างๆ อย่ามองข้าม และอย่างมองว่าไร้คุณค่า อย่างกับเหรียญปั๊มหลวงพ่อพาน รุ่นแรกๆ สภาพที่นำมาเป็นพระองค์ครู อย่างน้อยต้องมีไม่ต่ำกว่า ๕๐,๐๐๐ บาท จึงจะได้ครอบครอง  
 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-04-05 16:00:38


ความเห็นที่ 63 (2990312)

เหรียญเสมาหลวงปู่ศุข รุ่นสร้างศาลหลักเมือง

คอลัมน์ เปิดตลับพระ


"พระครูวิมลคุณากร" หรือ "หลวงปู่ศุข เกสโร" พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งวัดปากคลองมะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท ที่มีพุทธคุณาคมด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาด คงกระพัน

มีนาม เดิมว่า ศุข เกษเวช เกิดเมื่อวันจันทร์ เดือน 4 ขึ้น 8 ค่ำ ปีวอก พ.ศ.2390 ที่บ้านมะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท ครบอายุ 22 ปี เข้าพิธีอุปสมบท ณ วัดโพธิ์บางเขน (วัดโพธิ์ทองล่าง) มีพระครูเชย จันทสิริ วัดโพธิ์บางเขน เป็นพระอุปัชฌาย์

ได้รับการถ่ายทอดวิทยาคมจากหลวงพ่อเชย พระอุปัชฌาย์ และพระอาจารย์เปิง วัดชินวนาราม ตลอดจนหลวงปู่เฒ่า วัดหงษ์ จ.ปทุม ธานี ซึ่งเป็นศิษย์สายหลวงพ่อเชย วัดโพธิ์ทองล่าง

ครั้งหนึ่ง หลวงปู่ศุขได้มาพักจำพรรษาอยู่ที่วัดอู่ทอง ซึ่งเป็นวัดร้าง จนชาวบ้านแถบนั้นเกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึงนิมนต์ท่านมาสร้างวัดขึ้นใหม่ คือ วัดปากคลองมะขามเฒ่า จนวัดแห่งนี้มีความเจริญรุ่งเรือง

หลวงปู่ศุขมรณภาพอย่างสงบ เมื่อเดือน 1 ปีกุน พ.ศ.2466 สิริอายุ 76 ปี

ย้อนไปปีพ.ศ.2521 จังหวัดชัยนาท ดำเนินการจัดสร้างศาลหลักเมือง และมีความประสงค์จะมอบวัตถุมงคลเป็นที่ระลึกแก่ผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคทุน ทรัพย์ ในการสร้างศาลหลักเมืองจังหวัดชัยนาท

คณะกรรมการ ดำเนินงานฯ มีมติให้จัดสร้างเหรียญที่ระลึกของหลวงปู่ศุข (พระครูวิมลคุณากร) วัดปากคลองมะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศ

ลักษณะ เหรียญเป็นรูปเสมาคว่ำ มีหูห่วง จัดสร้างเป็นเหรียญเนื้อทองคำ (หนัก 1 บาท) 400 เหรียญ, เหรียญเนื้อเงิน 1,000 เหรียญ และเหรียญเนื้อทองแดง 50,000 เหรียญ

ด้านหน้าเหรียญ มีขอบรอบเป็นลายกนก ใต้หูห่วงมีอักขระขอม นะ โม พุท ธา ยะ ตรงกลางเหรียญเป็นรูปนูน หลวงปู่ศุข ยืนถือไม้เท้า ข้างศีรษะเหนือไหล่มีอักขระขอม มะ อะ อุ ตอกโค้ด "ภะ" เป็นอักขระขอม ด้านซ้ายและขวาของหลวงปู่ศุข มียันต์ "นะเศรษฐี" กำกับทั้งสองข้าง เหนือขอบล่างมีอักษรไทย "พระครูวิมลคุณากร (ศุข) วัดปากคลองมะขามเฒ่า"

ส่วนด้านหลังเหรียญมีขอบรอบเป็นลายกนก เช่นกัน ใต้ขอบด้านบนเป็นยันต์องค์พระ ตรงกลางเหรียญจารึกเป็นอักษรไทยว่า "ที่ระลึกในงานสร้างศาลหลักเมืองชัยนาท"

วันอาทิตย์ที่ 9 เม.ย.2521 เวลา 07.30 น. ประกอบพิธีบวงสรวง เวลา 15.00 น. ประกอบพิธีพุทธาภิเษก "เหรียญเสมาหลวงปู่ศุข รุ่นสร้างศาลหลักเมือง" ณ วัดบรมธาตุวรวิหาร เวลา 20.00 น. ดับเทียนชัย

มีพระเกจิ อาจารย์ร่วมนั่งปรกอธิษฐานจิต ประกอบด้วย หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี, หลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม, หลวงพ่อพุฒ วัดทุ่งแก้ว, หลวงพ่อสุด วัดกาหลง, หลวงพ่อพริ้ง วัดโบสถ์โก่งธนู, หลวงพ่อหน่าย วัดบ้านแจ้ง, หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลยก์

หลวงพ่อฉาบ วัดคลองจันทร์, หลวงพ่อเชื้อ วัดบำเพ็ญบุญ, หลวงพ่อชม วัดตลุก, หลวงพ่อจรัล วัดอัมพวัน, หลวงพ่อสนิท วัดศีลขันธาราม, หลวงพ่อเปลื้อง วัดสุวรรณภูมิ, หลวงพ่อวิชา วัดศรีมณีวรรณ, หลวงพ่อเจ้ย วัดท้ายเจริญสุข, หลวงพ่อสด วัดหางน้ำสาคร, หลวงพ่อพุฒ วัดบ้านกล้วย พระครูวุฒิชัยโสภณ วัดบรมธาตุวรวิหาร

นับเป็นอีกเหรียญหนึ่งที่น่าสนใจ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-01-05 08:06:28


ความเห็นที่ 62 (2990001)
ศาสนา-พระเครื่อง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 30 ธันวาคม 2556

 

พระใหม่มาแรงปี๕๖เหรียญหลวงพ่อคูณรุ่นเมตตา

พระใหม่มาแรงแห่งปี๒๕๕๖เหรียญหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ รุ่นเมตตา : เรื่องและภาพ ไตรเทพ ไกรงู

             การพ้นโทษของ “เสี่ยอู๊ด” หรือ นายสิทธิกร บุญฉิม หลังติดคุกมา ๕ ปี ในคดี “พระสมเด็จเหนือหัว” เมื่อช่วงเช้าวันที่ ๒๐  มิ.ย.๒๕๕๖ ถือเป็นข่าวใหญ่ของวงการพระเครื่อง โดยเฉพาะวงการสร้างพระใหม่ ถึงแม้ในปี ๒๕๕๖ เสี่ยอู๊ดไม่ได้สร้างอะไรที่ออกมาเป็นกระแสในวงการพระใหม่ แต่ปรากฏว่ามีพระใหม่บางรุ่นที่มีกระแสความนิยมที่เรียกว่า "เหนือความคาดหมายของวงการพระใหม่" เลยทีเดียว พระรุ่นดังกล่าว คือ "เหรียญหลวงพ่อคูณ รุ่นเมตตา" ที่จัดสร้างโดยมูลนิธิมิราเคิลออฟไลฟ์ ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และคณะกรรมการวัดบ้านไร่ เพื่อนำรายได้สมทบทุนการจัดสร้างอาคารศูนย์ "หนึ่งใจ...ช่วยเหลือผู้ประสบภัย" ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี

             "เหรียญหลวงพ่อคูณ รุ่นเมตตา" ประกอบด้วย เหรียญรูปไข่พิมพ์ครึ่งองค์, เหรียญรูปไข่ครึ่งองค์ พิมพ์จีวรห่มคลุม และเหรียญรูปไข่ พิมพ์เต็มองค์ทั้ง ๓ แบบสร้างเนื้อทองคำ เนื้อเงินหน้าทองคำ เนื้อเงินหลังแบบ เนื้อนวะหลังแบบ เนื้อเงินหลังยันต์ไม่ตัดปีก เนื้อเงิน เนื้อนวะ เนื้อชนวนพระกริ่ง เนื้ออัลปาก้า เนื้อนวโลหะทองบ้านเชียง เนื้อทองทิพย์สูตรใหม่ เนื้อทองทิพย์สูตรใหม่ พิเศษ ๓ โค้ด ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าเหรียญรุ่นนี้สร้างความหนักใจให้ผู้สร้างไม่น้อย เพราะได้เลื่อนการปลุกเสกมาหลายครั้งเนื่องจากหลวงพ่อคูณต้องเข้าโรงพยาบาล

             ผู้จองสอบถามมาอย่างต่อเนื่องเพราะอยากได้มาก ระยะแรกยอดจองเรียกว่า “พอไปได้” โดยเฉพาะยอดจองที่ผ่านธนาคาร ในส่วนของศูนย์พระขอคืนยอดจำนวนมากเพราะไม่มั่นใจว่าหลวงพ่อคูณจะได้ปลุกเสก หรือไม่ หลังจากหลวงพ่อคูณออกจากโรงพยาบาล หลวงพ่อเมตตาเสกให้ในสัปดาห์แรกที่มาอยู่วัด จากนั้นได้ส่งวัตถุมงคลให้ผู้จองครบทุกราย ในเดือนเหลือกว่าครึ่งหนึ่งของการจัดสร้าง เมื่อของได้ออกไปผู้เช่าเห็นรูปแบบเหรียญจริงก็ทยอยมาขอบูชาเพิ่ม

             ปัจจุบันเหรียญหลวงพ่อคูณ รุ่นเมตตา กลายเป็นสุดยอดวัตถุมงคลรุ่นล่ามาแรงแห่งปี ๒๕๕๖ เหรียญทองคำ เปิดให้จอง ๖๐,๐๐๐ บาท ปัจจุบันในตลาดราคาเช่าหากันสูงถึง ๒๐๐,๐๐๐ -๒๕๐,๐๐๐ บาท ส่วนเนื้ออื่นๆ เช่น เหรียญไข่ครึ่งองค์จีวรห่มคลุม เนื้อเงินหลังยันต์ไม่ตัดปีก ตอนเปิดจอง ๓,๕๐๐ บาท ปัจจุบันขยับเป็น ๑๐,๐๐๐ บาท ส่วนเนื้อเงินหน้ากากทองคำจาก ๖,๐๐๐ บาท ในตลาดมีการเช่าซื้อกันสูงถึง ๓๐,๐๐๐ บาท ส่วนเนื้ออื่นๆ เช่น เนื้อนวโลหะ เนื้อฉนวนพระกริ่ง เนื้ออัลปาก้า และเนื้อโลหะทองบ้านเชียง ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน เฉพาะเหรียญแจกฟรี ซึ่งเป็นเหรียญทองแดงสร้างจำนวน ๓,๐๐๐ เหรียญ เพื่อแจกผู้ไปร่วมพิธีปลุกเสก มีการเช่าหากันสูงถึง ๘,๐๐๐ บาทเลยทีเดียว

             เหตุของความนิยม "เหรียญหลวงพ่อคูณ รุ่นเมตตา" นอกจากความงดงานในพุทธศิลป์ของเหรียญแล้วหลวงพ่อคูณได้มอบตะกรุดทองคำ หรือตะกรุดท้องแขน ที่ท่านสร้างและปลุกเสกทุกเสาร์ ๕ ของทุกปี ซึ่งไม่เคยให้ผู้ใด มาเป็นชนวนเททองถึง ๑๐๐ ดอก ในพิธีบวงสรวงและเททองนำฤกษ์ ณ วัดบ้านไร่ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๕ นายมนัส โนนุช กรรมการและผู้อำนวยการ สำนักนโยบายและแผน มูลนิธิมิราเคิล ออฟ ไลฟ์ ผู้แทนพระองค์ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ปรากฏว่า ตะกรุดไม่หลอมละลาย นายมนัสต้องตั้งสมาธิจิตอธิษฐานถึงองค์หลวงพ่อคูณ ชนวนโลหะและแผ่นจารต่างๆ ของท่านที่มอบให้มาจึงหลอมละลายในเบ้าเป็นที่อัศจรรย์

"พระ"สมเด็จพระสังฆราช


             เนื่องในโอกาสปีมหามงคล สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ (เจริญ สุวฑฺฒโน) เจริญพระชันษาครบ ๑๐๐ ปี (วันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๖) ได้มีหน่วยงานต่างๆ นับ ๑๐ แห่ง ขออนุญาตสร้างวัตถุมงคลเพื่อนำไปปัจจัยสมทบทุนอันเกี่ยวเนื่องกับสมเด็จพระ สังฆราชฯ มาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๕ ต่อเนื่อง พ.ศ.๒๕๕๖ ทั้งนี้ตอนยมรับว่าวัตถุมงคลบางรุ่นบางโครงการไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร แต่ทันทีที่สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เนื่องจากติดเชื้อในกระแสพระโลหิต ประชาชนแห่เช่าวัตถุมงคลไว้เป็นที่ระลึกทุกรุ่น ส่งผลให้วัตถุมงคลที่สร้างใหม่ได้รับอานิสงส์ไปโดยปริยาย เช่นเดียวกับการมรณภาพของพระเกจิอาจารย์ลูกศิษย์จะถามหาวัตถุมงคลที่ขึ้น ชื่อว่า "รุ่นสุดท้าย"

             สำหรับวัตถุมงคลที่ขึ้นชื่อว่า "รุ่นสุดท้าย" สมเด็จพระสังฆราชฯ (เจริญ สุวฑฺฒโน) คือ พระหลวงพ่อทวด มงคลมหาบารมี ๘๕ จัดสร้างขึ้น เนื่องในโอกาสปีมหามงคล สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ เจริญพระชันษาครบ ๑๐๐ ปี ในวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๖ โดยได้อัญเชิญตราประจำวัดสิรินธรเทพรัตนาราม ในพระราชูปถัมภ์ ซึ่งประกอบด้วยตราสัญลักษณ์อันเป็นมงคลยิ่ง ๒ ประการ คือ ธรรมจักร อันเป็นสัญลักษณ์แห่งการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และพระนามาภิไธย "สธ" มาประดิษฐานยังองค์หลวงพ่อทวด ทั้งนี้ ได้จัดพิธีพุทธาภิเษกจัดขึ้น ณ อุโบสถ วัดบวรฯ เวลา ๑๔.๑๙ น.วันพฤหัสบดีที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๖ ก่อนที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์เมื่อเวลา ๑๙.๓๐ น.ของวันเดียวกัน ซึ่งในวงการพระเครื่องถือว่าเป็นรุ่นสุดท้ายที่ปลุกเสกขณะที่พระองค์ยังมี พระชนม์ชีพอยู่
 
             การจัดสร้างวัตถุมงคลหลวงพ่อทวด รุ่นมงคลมหาบารมี ๘๕ ในครั้งนี้ วัตถุมงคลทุกแบบพิมพ์จัดสร้างจำนวนจำกัด เนื้อทองคำ ๙๙ องค์ เนื้อเงิน ๑,๙๙๙ องค์ เนื้อนวโลหะ ๓,๙๙๙ องค์ เนื้อทองทิพย์ ๕,๙๙๙ องค์ เนื้อว่าน ๙,๙๙๙ องค์ ส่วนพิมพ์เสมาหน้ากากทองคำ ๔๙๙ องค์


"พระ"แรงในหมู่ลูกศิษย์


             ในการสร้างพระใหม่มีพระเกจิอาจารย์ที่ขึ้นชื่อว่านิมนต์ยากและท่านมักไม่รับ กิจนิมนต์หากผู้ที่ทำใบฎีกาไม่สำคัญมากพอ คือ หลวงปู่แผ้ว ปวโร วัดประชาราษฎร์บำรุง (วัดรางหมัน) อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ที่ลูกศิษย์ตั้งให้ฉายานามเป็น “เทพเจ้าแห่งกำแพงแสน” และ "หลวงปู่บัว ถามโก" หรือ พระครูสังฆกิจบูรพา แห่งวัดศรีบูรพาราม (วัดเกาะตะเคียน) จ.ตราด ที่ลูกศิษย์ขนานนามให้ "เทพเจ้าแห่งโชคลาภภาคตะวันออก" ด้วยเหตุผลที่ว่าหากท่านไปนั่งปรกปลุกเสกวัตถุมงคลรุ่นใดมักจะไปรับความนิยม จากลูกศิษย์อย่างล้นหลาม

             ในกรณีของหลวงปู่บัว ถามโก นอกจากท่านจะไม่รับกิจนิมนต์ปลุกเสกวัตถุมงคลแล้ว เรื่องการอนุญาตสร้างวัตถุมงคลที่ออกในนามวัดศรีบูรพาราม ก็เป็นเรื่องยากมาก ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับ "เหรียญหล่อหลวงพ่อโต ซำปอกง รุ่นเจ้าสัวโต" ซึ่งเป็นเหรียญที่วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร กทม. จัดสร้างขึ้นเพื่อมอบเป็นรางวัลในงานประกวดพระเครื่องพระบูชาของวัดที่จะจัด ขึ้นระหว่างวันที่ ๒๘-๒๙ กันยายน ๒๕๕๖ คือ เป็นเหรียญรุ่นเดียว

             "เหรียญหล่อหลวงพ่อโต ซำปอกง รุ่นเจ้าสัวโต" ประกอบพิธีพุทธาภิเษกเมื่อวันจันทร์ที่ ๒ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๖เวลา ๑๗.๑๙ น. ณ วิหารหลวง วัดกัลยาณมิตร ทั้งนี้ หลวงปู่บัว ถามโก ปลุกเสกวัตถุมงคล ได้มานั่งปรกพุทธาภิเษกด้วย ซึ่งเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เหรียญรุ่นนี้ได้รับความนิยม โดยในรอบเกือบ ๒ ปี ท่านปลุกเสกร่นนี้รุ่นเดียว ลูกศิษย์หลวงปู่บัวจึงแห่เช่าเหรียญรุ่นนี้กันจำนวนมาก

             สำหรับค่านิยม "เหรียญหล่อหลวงพ่อโต ซำปอกง รุ่นเจ้าสัวโต" ประกอบด้วย ๑.เนื้อทองคำ สร้าง ๓๘ องค์ เปิดจอง ๕๕,๐๐๐ บาท ขณะนี้ค่านิยมอยู่ในหลักแสนต้นๆ ๒.เนื้อเงิน สร้าง ๕๐๐ องค์ เปิดจอง ๒,๕๐๐๐ บาท ปัจจุบันอยู่ที่ ๔,๐๐๐ บาท ๓.เนื้อนวโลหะเต็มสูตร สร้าง ๑,๐๐๐ แบ่งเป็นหน้ากากเงิน ๓๙๙ องค์ เพื่อแจกรางวัลรวมชนะเลิศในแต่ละโต๊ะ ปัจจุบันเล่นหากันที่ ๒,๕๐๐๐-๓,๐๐๐ บาท ในขณะที่หน้ากากทองคำแท้เล่นหากันที่ ๑๕,๐๐๐ บาท ส่วน ๔.เนื้อโลหะผสม สร้าง ๕,๐๐๐ องค์ ค่านิยมอยู่ที่ ๑,๕๐๐-๒,๐๐๐ บาท

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-12-31 10:18:53


ความเห็นที่ 61 (2989292)
ศาสนา-พระเครื่อง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม 2556

 

เหรียญครูบาเจ้าศรีวิชัยปี๒๕๑๗เหรียญดังสายเหนือที่กำลังมาแรง

เหรียญครูบาเจ้าศรีวิชัยปี๒๕๑๗เหรียญดังสายเหนือที่กำลังมาแรง

            ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย อมตเถราจารย์ชื่อดังอันดับหนึ่งแห่งเมืองล้านนา แม้ว่าท่านจะละสังขารไปนานแล้ว แต่ความเชื่อความศรัทธาเลื่อมใสในบารมีความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน ยังคงสถิตอยู่ในความรู้สึกของพุทธศาสนิกชนและประชาชนทั่วไปอย่างไม่เสื่อม คลาย

            ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย เกิดเมื่อวันอังคารที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๔๒๑ ปีขาล ที่บ้านปาง เมืองลี้ ปัจจุบันอยู่ในเขต ต.ศรีวิชัย อ.ลี้ จ.ลำพูน บิดาชื่อ "นายควาย" มารดาชื่อ "นางอุสา" ต้นตระกูลเป็นหมอคล้องช้าง ของเจ้าหลวงดาราดิเรกฤทธิ์ไพโรจน์ (เจ้าดาวเรือง) เจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ ๗ ตรงกับช่วงปลายแผ่นดินรัชกาลที่ ๕ เล่ากันว่า ขณะที่ท่านถือกำเนิดนั้น ได้เกิดปาฏิหาริย์ มีฟ้าร้องคำรามจนสะเทือนไปทั่ว บิดามารดาจึงตั้งชื่อท่านว่า "ฟ้าร้อง" หรือ "ฟ้าฮ้อง"

            เมื่อท่านอายุ ๑๘ ปี ได้บวชเป็นสามเณร  ต่อมาอายุครบ ๒๒ ปี ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์ ณ วัดบ้านโฮ่งหลวง อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน โดยมีครูบาสมณะ เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ฉายา "สิริวิชโยภิกขุ" หรือ พระสีวิไช หรือ พระศรีวิชัย หลังจากบวชแล้ว แทนที่ท่านจะศึกษาเล่าเรียนพระพุทธศาสนา และการปฏิบัติธรรม แต่กลับไปสนใจวิชาไสยศาสตร์ คาถาอาคม โหราศาสตร์ แพทย์แผนโบราณ การก่อสร้าง และวิชาป้องกันตัวต่างๆ มากเป็นพิเศษ ต่อมาท่านได้เดินทางสู่สำนักวัดดอยแต ซึ่งเป็นสำนักสงฆ์สายอรัญญวาสี เพื่อศึกษากับครูบาอุปละ อันเป็นจุดพลิกผันต่อวิถีชีวิตของพระศรีวิชัย ให้กลับมามุ่งเน้นความรู้ด้านการปฏิบัติธรรมและการบำเพ็ญสมาธิภาวนา ใต้ร่มเงาแห่งพระบวรพุทธศาสนาอย่างถูกต้องตามหลักศาสนา หลังจากนั้นท่านได้เดินทางกลับสู่วัดบ้านปาง ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส สืบต่อจาก "ครูบาแค่งแคระ"

            ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย ได้สร้างวัดและบูรณะวัดต่างๆ ในภาคเหนือมากมายหลายแห่ง แทบจะทั่วแคว้นแดนล้านนา นับเป็นผลงานอันยิ่งใหญ่ของท่าน ที่พุทธศาสนิกชนต่างเคารพเทิดทูน และศรัทธาเลื่อมใสท่านอย่างกว้างขวาง อีกประการหนึ่งที่ทำให้ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง และอยู่ในความทรงจำของชาวล้านนามาโดยตลอด คือ การเป็นผู้นำในการสร้างทางขึ้นสู่วัดพระธาตุดอยสุเทพ ซึ่งใช้เวลาสร้างเพียง ๕ เดือนเศษ โดยไม่ได้ใช้งบประมาณของรัฐบาลเลย

            ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย มรณภาพเมื่อวันที่  ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๑ วัตถุมงคลของท่านทุกรุ่นจัดสร้างขึ้นหลังจากที่ท่านได้มรณภาพแล้ว แต่ก็ล้วนได้รับความศรัทธาเลื่อมใสจากชาวล้านนาอย่างสูง และต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ ซึ่ง มีการเช่าบูชาในราคาค่านิยมสูงหลายรุ่นด้วยกัน

            สำหรับเหรียญครูบาเจ้าศรีวิชัย วัดบ้านปาง ปี ๒๕๑๗ นับเป็นเหรียญที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ในทุกวันนี้

            การจัดสร้างเหรียญรุ่นนี้มี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ ยุคล เป็นประธาน คุณนิตย์ พงษ์ลัดดา เป็นผู้ดำเนินการจัดสร้าง แกะแม่พิมพ์โดยช่างฝีมือเยี่ยมในยุคนั้น คือ ช่างยิ้ม ยอดเมือง

            ประกอบพิธีพุทธาภิเษกเมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๑๗ ที่วัดบ้านปาง อ.ลี้ จ.ลำพูน โดยท่านเจ้าคุณพระเทพสารเวที เจ้าคณะภาคเหนือ (ธรรมยุต) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พระเถราจารย์ผู้ร่วมพิธีพุทธาภิเษกล้วนเป็นพระอริยสงฆ์ชื่อดังแห่งเมือง เหนือทั้งสิ้น อาทิ ครูบาพรหมจักร วัดพระพุทธบาทตากผ้า, ครูบาอินทจักร วัดน้ำบ่อหลวง, ครูบาคำแสน คุณาลังกาโร วัดป่าดอนมูล, ครูบาชุ่ม โพธิโก วัดวังมุย, หลวงพ่อสิม พุทธาจาโร วัดสันติธรรม, ครูบาชัยวงศ์ษา วัดพระบาทห้วยต้ม, ครูบาทึม วัดจามเทวี, ครูบาสิงห์ชัย วัดป่าซางงาม ฯลฯ

            เหรียญครูบาเจ้าศรีวิชัย วัดบ้านปาง ปี ๒๕๑๗ จัดสร้างด้วยเนื้อทองคำ จำนวน ๙ เหรียญ, เนื้อเงิน ๕๗๙ เหรียญ, เนื้อนวโลหะ ๓,๕๕๙ เหรียญ และเนื้อทองแดง ๕,๖๒๕ เหรียญ นอกจากนี้ยังมี ล็อกเกตลงหิน อีก ๒๒๗ อัน เหรียญทองคำ ไม่มีหู และไม่มีการตอกโค้ด ส่วนเหรียญเงิน ไม่มีหู แต่มีการตอกโค้ด ตัว 'ศ' และ 'ช' เช่นเดียวกับล็อกเกต

            สำหรับ เหรียญนวโลหะ ตอกโค้ดตัว 'ศ' และเหรียญทองแดง ตอกโค้ดตัว 'จ' เหรียญรุ่นนี้มี ๒ พิมพ์ คือ พิมพ์เศียรหนาม และพิมพ์เศียรโล้น เนื่องจากเมื่อปั๊มเหรียญใกล้ครบจำนวนที่กำหนดไว้ ปรากฏว่าแม่พิมพ์เกิดชำรุด จึงได้นำเหรียญพิมพ์เศียรหนาม มาถอดพิมพ์ แล้วปั๊มเหรียญต่อไป คือ เหรียญพิมพ์เศียรโล้น จนครบตามจำนวนที่กำหนดไว้ ทำให้เหรียญพิมพ์เศียรหนาม มีจำนวนการสร้างมากกว่า โดยเฉพาะ เหรียญทองคำ และเหรียญเงิน เป็นพิมพ์เศียรหนามทั้งหมด ส่วนเหรียญนวโลหะ และเหรียญทองแดง มี ๒ พิมพ์ ในวงการนักสะสมนิยมเหรียญพิมพ์เศียรหนาม มากกว่า เหรียญพิมพ์เศียรโล้น

            สนนราคาเช่าหา เหรียญทองแดงอยู่ที่หลักหมื่นต้น เหรียญนวโลหะประมาณ ๔-๕ หมื่นบาท เหรียญเงินหลักแสนต้น ส่วนเหรียญทองคำไม่มีการหมุนเวียน ทุกคนที่มีอยู่ต่างหวงแหนสุดๆ เพราะมีแค่ ๙ เหรียญเท่านั้น

            "เหรียญรุ่นนี้มี ๒ พิมพ์ คือ พิมพ์เศียรหนาม และ พิมพ์เศียรโล้น เนื่องจากเมื่อปั๊มเหรียญใกล้ครบจำนวน ปรากฏว่าแม่พิมพ์เกิดชำรุด จึงได้นำเหรียญพิมพ์เศียรหนามมาถอดพิมพ์ แล้วปั๊มเหรียญต่อไป คือ เหรียญพิมพ์เศียรโล้น..."

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-12-19 07:26:38


ความเห็นที่ 60 (2988911)
ศาสนา-พระเครื่อง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม 2556

 

เหรียญเจ้าสัวหลวงปู่บุญองค์แชมป์มีราคาสูงกว่า๒ล้าน

เหรียญเจ้าสัวหลวงปู่บุญองค์แชมป์มีราคาสูงกว่า ๒ ล้านบาท : พระองค์ครู เรื่องและภาพ ไตรเทพ ไกรงู

             วัตถุมงคลที่หลวงปู่บุญ หรือพระพุทธวิถีนายก อดีตเจ้าอาวาสวัดกลางบางแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม สร้างนั้นมีมากมาย อาทิ พระหลวงปู่บุญ เจ้าสัว รุ่นแรก, พระหลวงปู่บุญ พิมพ์เศียรโล้นสะดุ้งกลับ เนื้อผงยาจินดามณีและเนื้อดิน หรือแม้แต่เครื่องรางของขลังและเบี้ยแก้ต่างๆ ซึ่งล้วนทรงพุทธานุภาพเป็นที่ยอมรับและนิยมสะสมของบรรดาลูกศิษย์ลูกหาและนัก นิยมสะสมพระเครื่องและเหรียญคณาจารย์มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

             ประการสำคัญ คือ หลวงปู่บุญ ถูกยกให้เป็นต้นตำรับ "ยาจินดามณี" ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น "ยาวาสนา" ที่ผู้ใดได้รับประทานก็จะเกิดสิริมงคลอย่างยิ่ง และตราบจนปัจจุบันวัตถุมงคลต่างๆ ของวัดกลางบางแก้วก็ยังคงใช้ "ผงยาจินดามณี ตำรับหลวงปู่บุญ" เป็นส่วนผสมในเนื้อหามวลสาร และยังคงไว้ซึ่งพุทธคุณแก่กล้าดังเดิม

             ในเรื่องของพุทธคุณนั้น เด่นทางด้านโชคลาภ ทำมาค้าขาย และทางด้านแคล้วคลาดอีกด้วย เชื่อกันว่าผู้ที่ห้อยบูชาเหรียญเจ้าสัวแล้วทำมาหากินด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต จะเจริญรุ่งเรือง ร่ำรวยทุกคน จึงได้รับสมญาว่าเหรียญเจ้าสัว อย่างในสมัยก่อนนั้น ผู้ที่บูชาเหรียญเจ้าสัวได้แก่เจ้าสัวหยุด เจ้าสัวชม เจ้าสัวโป๊ะ ชมภูนิช เจ้าสัวเป้า บุญญานิตย์ และกำนันแจ้ง ทุกท่านล้วนแต่มีฐานะร่ำรวย ผู้ที่มีเหรียญนี้ไว้ล้วนแต่อุดมด้วยโชคลาภ ทรัพย์สินพูนทวีมีฐานะ เขาจึงมักเรียกเหรียญนี้กันว่า "เหรียญเจ้าสัว"

             เหรียญเจ้าสัวมีพุทธลักษณะเป็นเหรียญหล่อโบราณ หูเชื่อม ด้านหน้าเป็นรูปพระพุทธ นั่งขัดสมาธิเพชร บนอาสนะฐานบัวคว่ำบัวหงาย ด้านข้างมีกรอบซุ้มเรือนแก้ว ๒ เส้นขนานกัน กรอบซุ้มหยักเข้ารูป พระเกศองค์แหลมเรียวยาวเกือบจรดเส้นกรอบซุ้ม พระเมาลีเป็นตุ่ม มีรายละเอียดที่เส้นสังฆาฏิ พระพาหากลม ด้านหลังเหรียญเรียบ ไม่มีอักขระเลขยันต์ หรือตัวหนังสือใดๆ แต่มีรอยตะไบ ที่ตกแต่งพิมพ์ให้เรียบร้อย บางเหรียญมีรอยเหล็กจาร ทั้งโดยลายมือของหลวงปู่บุญ และลายมือของหลวงปู่เพิ่ม หูเหรียญของแท้ ต้องมีร่องรอยเชื่อมหู ซึ่งเป็นรอยเก่าปรากฏอยู่ ในส่วนที่เป็นหูในตัวก็มีแต่มีน้อย

             เหรียญเจ้าสัว ถือว่าสุดยอดของเหรียญหลวงปู่บุญ สภาพสวยๆ ที่เรียกว่าองค์แชมป์มีราคาสูงกว่า ๒ ล้านบาท องค์ที่นำมาเป็นภาพพระองค์ครูเป็นของ "หนึ่ง เซ็นทรัล" หรือ "นายรัชต์ชยุตม์ กาญจนสินเกษม" ซึ่งเคยติดรางวัลที่ ๑ มาหลายสนาม

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-12-14 14:12:20


ความเห็นที่ 59 (2987546)


เหรียญเด่น-พระเกจิดังชุมพร


พันธุ์แท้พระเครื่อง
ราม วัชรประดิษฐ์


เมื่อ เอ่ยถึงเกจิดังเมืองชุมพร ต้องนึกถึงหลวงพ่อสงฆ์ วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย พระเกจิดังแห่งประตูสู่ภาคใต้ ซึ่งวัตถุมงคลของท่านล้วนเป็นที่ต้องการของลูกศิษย์ลูกหาและนักสะสมจนถึง ปัจจุบัน โดยเฉพาะ "เหรียญกลมรุ่นแรกที่ระลึกงานผูกพัทธสีมา วัดหาดแก้ว ปี 2502" เป็นที่นิยมสะสมอย่างมาก สนนราคาเล่นหานับวันจะสูงขึ้นเรื่อยๆ

หลวง พ่อสงฆ์เกิดเมื่อวันอังคาร เดือน 6 ปีขาล พ.ศ.2433 ที่บ้านวินัยเหนือ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร บิดาชื่อ แดง มารดาชื่อ นุ้ย ประกอบอาชีพทำนา ท่านใฝ่ใจศึกษาหาความรู้มาตั้งแต่เด็ก

พออายุได้ 18 ปี บิดามารดาจึงให้บวชสามเณรที่วัดสวี ศึกษาด้านพระธรรมวินัย พระปริยัติ และอักษรขอม เมื่ออายุครบบวชจึงได้อุปสมบทที่วัดวิสัยเหนือ โดยมีหลวงพ่อชื่น วัดแหลมปอ เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายา "จันทสโร"

หลัง บวชแล้วจำพรรษาอยู่ที่วัดวิสัยเหนือระยะหนึ่ง จึงเดินทางมาจำพรรษาอยู่ที่ วัดควน ตำบลวิสัยเหนือ ศึกษาทางด้านกรรมฐานและด้านวิทยาคม จำพรรษาอยู่ได้หนึ่งพรรษาจึงออกธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆ จนมาถึงจังหวัดภูเก็ต ได้พบกับพระอาจารย์รอด วัดโต๊ะ ซึ่งผู้คนให้ความเคารพนับถือมาก ท่านจึงฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษาวิทยาคมต่างๆ จนหมดสิ้นเป็นเวลา 2 พรรษา จากนั้นกราบลาอาจารย์ออกธุดงค์อีก 7 ปี




วัน หนึ่ง นางร่อยพร้อมด้วยลูกชายเดินทางไปทำนาที่ไกลจากบ้านหลายกิโลเมตร ขณะเดินทางพลันได้ยินเสียงของนกร้องว่า "หนักก็วางเสีย หนักก็วางเสีย" เมื่อมองหานกตัวนั้นพบ นกตัวนั้นก็บินไป ทั้งสองแม่ลูกก็ตามไป พอถึงต้นไม้ก็พบเห็นแต่พระสงฆ์รูปหนึ่งจีวรเก่าคล้ำขาดรุ่งริ่ง ท่าทางสงบ พอได้สติได้เข้าไปกราบสอบถามอย่างละเอียด



ด้วยความเลื่อมใส จึงได้นิมนต์ท่านไปจำพรรษาที่วัดร้างใกล้หมู่บ้าน ซึ่งมีแต่ซากสิ่งก่อสร้าง กุฏิเก่าๆ ทรุดโทรมอย่างมาก โบสถ์ก็เหลือแต่เสาต้นใหญ่สี่ต้น พระพุทธรูปองค์ใหญ่ก็ชำรุดผุพัง มีต้นไม้ต้นหญ้าขึ้นรกรุงรัง หลังจากท่านมาอยู่ก็ได้รับความช่วยเหลือจากชาวบ้านมาหักร้างถางต้นไม้ และช่วยกันบูรณะเสนาสนะต่างๆ ขึ้นมาใหม่จนเป็นวัดที่มั่นคงแข็งแรง และเจริญรุ่งเรืองเป็น "วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย" มาถึงทุกวันนี้

หลวง พ่อสงฆ์เป็นพระเกจิที่เคร่งในวัตรปฏิบัติ มีเมตตาธรรม เป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชน รวมทั้งสรรพสัตว์ทั้งหลาย เล่ากันว่าครั้งหนึ่งเคยมีกวางตัวหนึ่งหลงเข้ามาในวัด ท่านก็ได้ให้ผลไม้และอาหารมันกิน มันอยู่ที่วัดได้ปีหนึ่งก็กลับเข้าป่าไป ปรากฏว่ามันสามารถรอดพ้นจากการไล่ล่าได้ทุกครั้ง บางครั้งมันจะกลับมาหาหลวงพ่อที่วัด อยู่สองสามวันก็จะกลับเข้าป่าไปอีก แม้กระทั่งเต่าที่อยู่แถวป่าไผ่ใกล้วัดที่มีบ่อและสระน้ำ เป็นเต่าตัวโตๆ มาจากไหนไม่รู้ บางครั้งก็เห็นมันเดินมาหาหลวงพ่อที่กุฏิ อยู่ที่เชิงบันไดหลายสิบตัว พอวันพระที่สำคัญๆ พวกเต่าจะพากันมาอยู่ที่หน้าหอสวดมนต์ จนพระทำวัตรเสร็จมันพบหลวงพ่อสงฆ์แล้วก็เข้าไปอยู่ในป่าไผ่ดังเดิม


นอก จากนี้ ยังเป็นที่ร่ำลือกันว่าหลวงพ่อสงฆ์มีวาจาสิทธิ์ยิ่งด้วย ท่านมรณภาพด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2526 ยังความเศร้าโศกเสียใจแก่ชาวบ้านและลูกศิษย์ของท่านเป็นอย่างมาก ตอนที่หลวงพ่อสงฆ์มรณภาพท่ามกลางสายตาชาวบ้านนับพันที่มาอาบน้ำศพหลวงพ่อ พวกเต่ามันคลานขึ้นศาลาและเข้าไปนอนใต้ที่ตั้งโลงศพของหลวงพ่อ พวกมันร้องไห้ทุกตัวน้ำตาไหลจนเห็นได้ชัด เรื่องนี้ชาวบ้านเล่ากันมาจนทุกวันนี้

วัตถุมงคลของหลวงพ่อ สงฆ์นั้นท่านได้อนุญาตให้ลูกศิษย์ทำพระเครื่องรูปท่านอยู่หลายรุ่นด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเหรียญรูปเหมือนของท่าน เครื่องราง ลูกอม ยาฉุน ซึ่งบางท่านนำไปพกพาก็เกิดพุทธานุภาพมากมายเป็นที่ปรากฏและเล่าขานกันปากต่อ ปาก ทั้งเมตตามหานิยม โชคลาภ แคล้วคลาดปลอดภัย มหาอุด ที่เด่นๆ อาทิ เหรียญกลมรุ่นแรกที่ระลึกงานผูกพัทธสีมา วัดหาดแก้ว ปี 2502, พระหล่อหลวงพ่อสงฆ์, รูปเหมือนลอยองค์ เนื้อดิน ชุบรัก ปี 2505, พระเหรียญรุ่นแรกปี 2506, พระหล่อรูปเหมือนขนาดบูชา, พระหล่อรูปเหมือนปั๊ม ปี 2508, พระรูปเหมือนปั๊ม ก้นอุดยาฉุน ปี 2509, พระหล่อรูปเหมือนปั๊มอักษรนูน ปี 2509, พระหล่อรูปเหมือนปั๊ม ปี 2510, พระปิดตาหลวงพ่อสงฆ์ วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย และพระปิดตารุ่นแรก เนื้อนวโลหะ ปี 2519 เป็นต้น

วัตถุมงคลของท่านทุกรุ่นพุทธคุณเข้มขลัง ศักดิ์สิทธิ์ จึงเป็นที่ปรารถนาของศิษยานุศิษย์และผู้ที่ได้รู้ประวัติความเป็นมาของหลวง พ่อสงฆ์ ปัจจุบันสนนราคาบางรุ่น บางพิมพ์ ยังพอหาเก็บได้ นักสะสมยังพอมีโอกาสหาเอาไว้ เพื่อเป็นสมบัติของตัวเองและวงศ์ตระกูลครับผม

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-11-26 14:45:03


ความเห็นที่ 58 (2987465)

เหรียญรูปเหมือนรุ่นแรก 2487 หลวงพ่อวัน วัดประสิทธิชัย

พันธุ์แท้พระเครื่อง
ราม วัชรประดิษฐ์


"เป็นเหรียญคณาจารย์ทางภาคใต้ ที่นับได้ว่าเป็นที่นิยมสะสมของชาวใต้และบรรดานักนิยมสะสมพระเครื่อง"

หลวง พ่อวัน มะนะโส เป็นชาวจังหวัดตรังโดยกำเนิด เกิดที่บ้านตำบลควนขัน อายุ 13 ปี ได้มาอยู่กับท่านอธิการเรือง วัดป่าพยอม จังหวัดพัทลุง เพื่อศึกษาอักขรสมัยจนแตกฉานเชี่ยวชาญทั้งภาษาไทยและภาษาขอม

พอ อายุ 17 ปี จึงบวชเป็นสามเณร ศึกษาด้านพระปริยัติธรรม ทั้งร่ำเรียนด้านพุทธาคมจากเจ้าสำนักวัดเขาอ้ออันลือเลื่องของภาคใต้จนชำนาญ การ เมื่ออายุครบบวช ท่านจึงอุปสมบท ณ วัดป่าพยอมนั่นเอง

หลวง พ่อวัน ติดตามพระอุปัชฌาย์คงไปศึกษาด้านพระธรรมคัมภีร์ ที่วัดตูล 3 พรรษา แล้วย้ายไปจำพรรษากับพระครูกาชาด ที่วัดป่าลิลัย เพื่อศึกษาด้านวิปัสสนาธุระอีก 1 พรรษา จากนั้นเดินทางกลับบ้านเกิดจำพรรษา ณ วัดประสิทธิชัย จังหวัดตรัง กระทั่งเจ้าอาวาสรูปเดิมมรณภาพ ท่านจึงได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสสืบมา

หลวงพ่อวัน เคร่งครัดในวัตรปฏิบัติ พัฒนาศาสนสถานและศาสนวัตถุ ทั้งสงเคราะห์ผู้มีความตกทุกข์ได้ยากอย่างไม่เลือกชั้นวรรณะ จนเป็นที่เคารพศรัทธาเลื่อมใสของบรรดาชาวบ้านชาวเมืองและจังหวัดใกล้เคียง เป็นอย่างมาก

ท่านได้รับการแต่งตั้งสมณศักดิ์เรื่อยมา สมณศักดิ์สุดท้ายได้รับการสถาปนาแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะที่ พระบริสุทธิศีลาจาร สังฆปาโมกข์ เจ้าคณะจังหวัดตรัง ในปีพ.ศ.2493 ท่านมรณภาพในปีพ.ศ.2503 สิริอายุ 84 ปี พรรษาที่ 64


ความ ที่หลวงพ่อวันมีลูกศิษย์ลูกหามาก ท่านจึงสร้างวัตถุมงคลไว้แจกจ่ายมากมาย อาทิ เหรียญรูปเหมือน และตะกรุด เป็นต้น และจากการที่ท่านบำเพ็ญเพียรทั้งทางวิปัสสนาธุระ กอปรกับพุทธาคมที่ร่ำเรียนมา วัตถุมงคลของท่านจึงทรงไว้ซึ่งพุทธคุณเป็นเลิศ ด้านอยู่ยงคงกระพันชาตรี โดยเฉพาะ "เหรียญรูปเหมือนรุ่นแรก ปี 2487" ซึ่งเป็นเหรียญที่ได้รับความนิยมที่สุด แกะแม่พิมพ์รูปหลวงพ่อคมชัดสวยงามมาก

เหรียญรูปเหมือนรุ่น แรก หลวงพ่อวันนี้ สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกในการบำเพ็ญกุศลอายุครบ 68 ปี ในสมัยดำรงตำแหน่งพระครูมันตภานีสังฆการ รองเจ้าคณะจังหวัดตรัง ในปีพ.ศ.2487 ส่วนใหญ่เป็นเนื้ออัลปาก้า

ลักษณะเป็นเหรียญ ปั๊มรูปไข่ หูในตัว ยกขอบนูนแบนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พิมพ์ด้านหน้า ตรงกลางเป็นรูปเหมือนหลวงพ่อวันหน้าตรง ครึ่งองค์ ห่มจีวร โดยรอบมีอักษรไทยว่า "รองเจ้าคณะจังหวัดตรัง พระครูมันตภานีสังคการ (วันมะนะโส) วัดประสิทธิชัย" ส่วนพิมพ์ด้านหลัง ตรงกลางเป็น "ยันต์พระเจ้า 5 พระองค์" ชักเป็นยันต์สี่ ด้านบนสุดชักเป็น "ยันต์องค์พระ" มีอักษรไทยกำกับโดยรอบว่า "ไว้เป็นที่ระลึกเพื่อความสวัสดีในการบำเพ็ญกุศลเมื่ออายุครบ 68 ปี 2487"

ถ้าท่านผู้อ่านไปพบเหรียญที่มีลักษณะ ตรงกับเหรียญรุ่นแรกนี้ แต่เป็นเนื้อตะกั่วและขนาดเล็กกว่าล่ะก็ ของแท้เหมือนกันนะครับ แต่สร้างจำนวนน้อยและไม่เป็นที่นิยมนักครับผม

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-11-25 19:42:50


ความเห็นที่ 57 (2987171)

เหรียญมหาปราบ หลวงปู่ศุข รุ่นแรก

เปิดตลับพระใหม่


"พระ ครูวิมลคุณากร" หรือ "หลวงปู่ศุข เกสโร" พระเกจิดังแห่งวัดปากคลองมะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท ที่มีพุทธคุณาคมด้านเมตตามหานิยมแคล้ว คลาด คงกระพัน

ท่าน มีนามเดิมว่า ศุข เกษเวช เกิดเมื่อวันจันทร์ เดือน 4 ขึ้น 8 ค่ำ ปีวอก พ.ศ.2390 ที่บ้านมะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท อายุครบ 22 ปี เข้าพิธีอุปสมบท ณ วัดโพธิ์บางเขน (วัดโพธิ์ทองล่าง) มีพระครูเชย จันทสิริ วัดโพธิ์บางเขน เป็นพระอุปัชฌาย์


ท่านได้รับถ่ายทอดวิทยาคม จาก หลวงพ่อเชย พระอุปัชฌาย์ และพระอาจารย์เปิง วัดชินวนาราม ตลอดจน หลวงปู่เฒ่า วัดหงษ์ จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นศิษย์สายหลวงพ่อเชย วัดโพธิ์ทองล่าง

ครั้งหนึ่งหลวงปู่ศุข ได้มาพักจำพรรษาที่วัดอู่ทอง ซึ่งเป็นวัดร้าง จนชาวบ้านแถบนั้นเกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึงนิมนต์ท่านมาสร้างวัดขึ้นใหม่ คือ วัดปากคลองมะขามเฒ่า จนวัดแห่งนี้มีความเจริญรุ่งเรือง

หลวงปู่ศุข มรณภาพอย่างสงบ เมื่อเดือน 1 ปีกุน พ.ศ.2466 สิริอายุ 76 ปี

พ.ศ.2555 พระราชสุทธิโสภณ (ประทวน ปภากโร) ขณะดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดชัยนาท (ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดชัยนาท) และเจ้าอาวาสวัดปากคลองมะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท จัดสร้าง "เหรียญมหาปราบหลวงปู่ศุขรุ่นแรก" เพื่อแจกญาติโยมที่ร่วมงานทำบุญคล้ายวันมรณภาพหลวงปู่ศุข ในวันที่ 23 ธ.ค. 2555

ลักษณะเหรียญรูปทรงคล้ายสมอเรือหรือน้ำเต้า มีหูห่วง จัดสร้างเป็นเนื้อเงิน 108 เหรียญ และเนื้อทองแดง 6,000 เหรียญ

ด้าน หน้าเหรียญ มีขอบ ตรงกลางเป็นรูปนูนหลวงปู่ศุขยืนถือไม้เท้าอยู่กลางยันต์ 108 ด้านล่างมีรูปโบและอักษรไทย เขียนคำว่า "พระครูวิมลคุณากร (หลวงปู่ศุข) วัดปากคลองมะขามเฒ่า ๕๕๕"

ส่วนด้านหลังเหรียญ ตรงกลางมีอักขระขอมเป็นวงกลม มียันต์มหาปราบและหนุมาน 8 กร ปรากฏอยู่ รอบวงกลมยังมียันต์และอักขระขอมจำนวนมาก ใต้หูห่วงมีอักษรไทย เขียนคำว่า "มหาปราบ"

วันที่ 24 พ.ย.2555 ประกอบพิธีพุทธาภิเษก เป็นวาระ 3 ที่อุโบสถวัดปากคลองมะขามเฒ่า มีพระเกจิอาจารย์ชื่อดังนั่งปรกอธิษฐานจิต ประกอบด้วย หลวงพ่อวิชา วัดชอนทุเรียน, หลวงพ่อพร้า วัดโคกดอกไม้, หลวงพ่อโฉม วัดเขาปฐวี, หลวงพ่อกำจัด วัดป่าสัก, พระอาจารย์ติ๋ว วัดมณีชลขัณฑ์ เป็นต้น

ด้วย เจตนาการจัดสร้างที่บริสุทธิ์ และมีพระเกจิคณาจารย์ชื่อดังเข้าร่วมพิธีปลุกเสก ทำให้เหรียญมหาปราบหลวงปู่ศุขรุ่นแรก มีพุทธคุณโดดเด่นรอบด้าน

ผู้ที่มีเหรียญนี้ไว้ครอบครองต่างมีประสบการณ์อัศจรรย์มากมาย จัดเป็นเหรียญยอดนิยมอีกเหรียญหนึ่งของชาวเมืองชัยนาท

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-11-21 08:34:43


ความเห็นที่ 56 (2986080)

ชมรมพระเครื่อง

แทน ท่าพระจันทร์


สวัสดี ครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน วันนี้เรามาคุยกันถึงเหรียญหลวงพ่อพุ่ม วัดบางโคล่ ซึ่งเป็นเหรียญหนึ่งที่นิยมกันมากและจัดเข้าชุดอยู่ในเบญจภาคีเหรียญเช่นกัน ปัจจุบันหายากมากๆ ครับ ประวัติความเป็นมาของเหรียญรุ่นนี้มีอย่างไร จะได้นำมาเล่าสู่กันฟังครับ

หลวงพ่ออุ่ม (พระครูรัตนรังษี) วัดบางโคล่นอก เป็นพระเถระ ผู้ ทรงวิทยาคมสูง สมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศน์ให้ความเคารพหลวงพ่อพุ่มมาก กรมหลวงชุมพรฯ ท่านก็เป็นศิษย์คนหนึ่งของหลวงพ่อพุ่มด้วยเช่นกัน

หลวงพ่อ พุ่มท่านเกิดเมื่อ ประมาณปีพ.ศ.2399 ที่บ้านหนามแดง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ในสมัยเด็กท่านชอบแสวงหาศึกษาวิทยาคม พออายุได้ 12 ปี ท่านจึงได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดหนามแดง ต่อมาจนอายุได้ 20 ปี ท่านก็ได้อุปสมบทที่วัดหนามแดง ได้รับฉายาว่า "จันทโชติ" เมื่อท่านได้บวชแล้วท่านก็สนใจศึกษาวิปัสสนาธุระ และออกธุดงควัตร ต่อมาหลวงพ่อพุ่มก็ได้รับอาราธนาเป็นเจ้าอาวาสวัดบางโคล่นอก ในปีพ.ศ.2461 และได้รับสมณศักดิ์เป็นพระปลัดพุ่ม ต่อมาก็ได้รับเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูรัตนรังษี และเป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อพุ่มท่านมรณภาพในปีพ.ศ.2489 สิริอายุได้ 90 ปี พรรษาที่ 70

ใน ปีพ.ศ.2477 ศิษยานุศิษย์ของท่านได้ร่วมกันจัดบุญฉลองอายุของหลวงพ่อขึ้น และในงานนี้ พระครูวินัยธรสวัสดิ์ วัดมหาธาตุฯ ซึ่งเป็นศิษย์ของหลวงพ่อพุ่มได้จัดสร้างเหรียญหลวงพ่อพุ่มขึ้นเป็นครั้งแรก โดยได้ให้ทางโรงงานปั๊มเหรียญประดิษฐ์ภัณฑ์ เป็นผู้ปั๊มเหรียญ จำนวน 1,000 เหรียญ เพื่อแจกเป็นที่ระลึกแก่ผู้ที่มาร่วมทำบุญอายุในครั้งนั้น เป็นเหรียญรูปไข่หูเชื่อม ข้างกระบอก ด้านหน้าเป็นรูปหลวงพ่อครึ่งองค์ ด้านหลังเป็นรูปยันต์น้ำเต้าทอง อักขระตัวบนสุดเป็นตัวอุณาโลม อักขระที่อยู่ในยันต์น้ำเต้าทองตัวบนเป็นตัวนะ แถวล่างเป็นมะ อะ อุ เหรียญรุ่นนี้ ด้านหน้ามีแม่พิมพ์เดียว ส่วนด้านหลังมี 2 บล็อก รูปแบบตัวยันต์เหมือนกัน เพียงแต่บล็อกด้านหลังช่างต้องแกะไว้ 2 ตัว เนื่องจาก พอปั๊มไประยะหนึ่งบล็อกด้านหลังจะมักชำรุด จึงต้องทำบล็อกด้านหลังไว้ เป็น 2 ชุด ด้านหลังจึงเกิดมี 2 แบบ แบบแรกคือยันต์จรดขอบ กล่าวคือตัวอักขระตัวอุณาโลมด้านบนจะมีหางยาวไปจรดขอบของเหรียญ ซึ่งบล็อกนี้เป็นแบบบล็อกนิยม สนนราคาสูงกว่าอีกบล็อกหนึ่ง คือแบบยันต์ไม่จรดขอบ ตัวอักขระ อุณาโลมหางจะยาวไม่จรดขอบของเหรียญ สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ครับ ทั้ง 2 แบบนี้นิยมทั้ง 2 แบบ เพียงแต่แบบยันต์จรดขอบจะมีสนนราคาสูงกว่าเท่านั้นครับ เท่าที่ทราบเหรียญรุ่นแรกนี้สร้างเพียงเนื้อทองแดงเนื้อเดียวเท่า นั้นครับ

เหรียญ หลวงพ่อพุ่มมีผู้ใช้คล้องคอเกิดประสบการณ์ต่างๆ มากมาย ทั้งทางด้านอยู่ยงคงกระพัน และแคล้วคลาด เมตตามหานิยม ดังนั้นจึงเป็นที่นิยมกันมาก สนนราคาในปัจจุบันสูงมากเช่นกันครับ

ในวันนี้ก็ได้นำรูปเหรียญหลวงพ่อพุ่มมาให้ชมกันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทั้งสองบล็อกครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-11-08 01:48:26


ความเห็นที่ 55 (2985796)

หลวงพ่อทบ เพชรบูรณ์

พันธุ์แท้พระเครื่อง
ราม วัชรประดิษฐ์


หลวง พ่อทบ อดีตเจ้าอาวาสวัดพระ พุทธบาทชนแดน พระเกจิชื่อดังของจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นที่เคารพศรัทธาของเหล่าสาธุชน ด้วยมีเมตตา-กรุณาธรรม ไม่เลือกชั้นวรรณะ และมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เป็นที่ปรากฏ จนได้รับสมญา "เทพเจ้าแห่งความเมตตา"

ด้านวัตถุมงคลของท่าน ซึ่งมีมากมายหลายประเภท ทั้งรูปหล่อโลหะ เหรียญ ตะกรุด แหวน ฯลฯ ก็เป็นที่กล่าวขวัญถึงประสบการณ์ของผู้บูชาอยู่เป็นเนืองนิตย์ และได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในแวดวงนักนิยมสะสมเหรียญคณาจารย์ทั่ว ประเทศ

หลวงพ่อทบ ธัมมปัญโญ หรือพระครูวิชิตพัชราจารย์ เกิดเมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ.2424 ที่บ้านยางหัวลม (ปัจจุบัน คือ ต.วังชมภู) ต.นายม อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดช้างเผือก บ้านยางหัวลม มีพระอาจารย์สี เป็นพระอุปัชฌาย์


ศึกษาร่ำ เรียนหนังสือขอมและไสยเวทวิทยาคมกับพระอาจารย์สีจนแตกฉาน พออายุครบบวชจึงอุปสมบทที่วัดเกาะแก้ว ต.นายม โดยมีพระครูเมือง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ปาน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์สี เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา "ธัมมปัญโญ"

หลังจาก อุปสมบท กลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดช้างเผือก และศึกษาวิชาอาคมเพิ่มเติมจากพระอาจารย์สี พระอาจารย์ปาน และหลวงทศบรรณ ซึ่งเป็นฆราวาสผู้มีอาคมแก่กล้า นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาวิปัสสนากรรมฐานจากพระครูเมือง จนเป็นที่เลื่องลือว่า "ท่านสามารถนั่งวิปัสสนาได้หลายวัน โดยไม่ฉันอาหารเลย"

จาก นั้นกราบลาพระอาจารย์ออกธุดงค์เพื่อบำเพ็ญศีลและเจริญภาวนาพร้อมแสวงหาวิชา ความรู้ในที่ต่างๆ จนถึงนครเวียงจันทน์ ประเทศลาว กระทั่งเห็นว่าสมควรแก่เวลาที่จะกลับสู่มาตุภูมิ เพื่อประกอบศาสนกิจและสร้างความเจริญรุ่งเรืองต่อพระบวรพุทธศาสนา จึงมุ่งหน้าเข้าประเทศไทยทาง จ.ตราด สู่ วัดศิลาโมง ต.นายม อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์

จากนั้นทำการบูรณะวัดครั้งใหญ่ สร้างกุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ ขุดบ่อน้ำ ประการสำคัญคือ ได้สร้างอุโบสถจนแล้วเสร็จสมบูรณ์ และใช้ประกอบศาสนกิจต่างๆ มาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยังเป็นผู้นำในการก่อสร้างพระอุโบสถจนสำเร็จเรียบร้อยถึง 16 หลัง ทั้งยังได้วางศิลาฤกษ์หลังที่ 17 ไว้แล้วที่วัดช้างเผือก แต่มรณภาพเสียก่อน


ระหว่าง ธุดงค์ท่านยังได้พบพระเกจิดังหลายรูป อาทิ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า และหลวงพ่อเง่า อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีภูมิ และรับถ่ายทอดพระเวทวิทยาคมต่างๆ ทั้งเมตตามหานิยม แคล้วคลาด คงกระพัน มหาอุด มหาอำนาจ ฯลฯ ซึ่งท่านก็ได้ใช้วิชาเหล่านั้นสงเคราะห์ญาติโยมมาตลอดชีวิตของท่าน



สมณศักดิ์ สุดท้าย ได้รับแต่งตั้งให้เป็น เจ้าคณะอำเภอชนแดน และได้รับพระ ราชทานสมณ ศักดิ์ที่พระครูวิชิตพัชราจารย์ ก่อนกลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดพระพุทธ บาทเขาน้อย อำเภอชนแดน และกลับมาที่วัดช้างเผือก ตามที่พระอาจารย์สีได้กล่าวฝากไว้ในอดีตว่า "หากจะถึงวาระสุดท้ายของชีวิตแล้ว ก็ให้กลับมาพัฒนาวัดช้างเผือก อย่าปล่อยให้ร้างนะ" ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ.2519 สิริอายุ 95 ปี 74 พรรษา บรรดาศิษยานุศิษย์และผู้เคารพนับถือ ได้นำสังขารของท่านบรรจุไว้ในโลงแก้วเพื่อสักการบูชาและรำลึกถึงตลอดไป

วัตถุ มงคลที่หลวงพ่อทบสร้าง เรียกได้ว่า "ดังและมากด้วยประสบการณ์กันทุกรุ่นทุกแบบ" แต่ที่เรียกเสียงฮือฮา คือ "เหรียญหลวงพ่อทบ รุ่นทูลเกล้าฯ" ที่ออกที่วัดโพธิ์ทอง อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2518 ในงานฉลองอายุครบ 95 ปี ซึ่งไปมีชื่อข้องเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดเป็นข่าวใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์ หลายๆ ฉบับ เมื่อปี พ.ศ.2536 ในคดีมรดกเลือด ที่ยายมอบมรดกให้หลานทั้งหมด แต่ตัวนายไมตรีผู้พ่อติดการพนันมีหนี้สินมากมาย จึงเกิดความบ้าคลั่งก่อเหตุสะเทือนขวัญดังกล่าว ก็เป็นคติเตือนใจได้ว่า"การพนันไม่เคยทำให้ใครได้ดี มีแต่ความหายนะ"

เหตุการณ์แบบนี้เป็นข่าวกันอยู่ทุกวี่วัน ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่กับเหรียญ รุ่นทูลเกล้าฯ ยังคงอยู่ในความทรงจำของทุกคนไม่รู้ลืม

กลายเป็นเหรียญยอดนิยมเป็นที่แสวงหามาถึงปัจจุบัน ครับผม

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-11-05 07:19:48


ความเห็นที่ 54 (2985597)

"เหรียญสมเด็จพระสังฆราช เจริญพระชันษา 100 ปี" : เหรียญสำคัญแห่งยุค

วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 20:00:11 น.

 

 











บรรยากาศประชาชนที่กำลังต่อแถวรอเช่าเหรียญสมเด็จพระสังฆราช



บรรยากาศแผงขายพระบริเวณรอบรั้ววัดบวรฯ

 

โดย อรวิมล พิมพ์จันทร์
 

ตั้งแต่ช่วงเช้าที่วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งพระศพของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พบว่าเต็มไปด้วยประชาชนที่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาและสมเด็จพระสังฆราช เดินทางมาร่วมถวายความอาลัยเป็นครั้งสุดท้ายกันอย่างเนืองแน่น ประชาชนต้องต่อแถวนานหลายชั่วโมงกว่าจะได้เข้าไปในพระตำหนักเพ็ชร อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งของวัด จะพบว่ามีประชาชนจำนวนมากอีกเช่นกันมาต่อแถวเพื่อเช่าเหรียญสมเด็จพระสังฆราชไปบูชา ซึ่งเหรียญสมเด็จพระสังฆราชนี้ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ถูกทำออกมาหลายรุ่นหลายขนาดและถูกเช่าไปบูชาจนเริ่มเหลือน้อยลงทุกที บางรุ่นก็ถูกเช่าไปจนหมด 

พระโสภณคณาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาศวัดบวรฯ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการจัดทำเหรียญสมเด็จพระสังฆราช กล่าวว่า การจัดสร้างเหรียญที่ให้ประชาชนนำไปบูชาในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากปีนี้เป็นวาระมงคลกาลที่สมเด็จพระสังฆราชทรงเจริญพระชันษา 100 ปี เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2556 ทางวัดได้กำหนดให้มีการจัดสร้างเหรียญพระรูปเหมือนสมเด็จพระสังฆราช มีอยู่หลายขนาด เช่น พระรูปประทับนั่งเต็มองค์ ส่วนด้านหลังขอพระบรมราชานุญาตอัญเชิญพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร. ประดิษฐาน มีขนาด 8 เซนติเมตรและมีเหรียญขนาด 3.2 เซนติเมตร ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกในงานพระศพ ด้านหลังเป็นตรางานฉลองพระชันษา 100 ปี

เหรียญพระชันษา 100 ปี เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2556 พระรูปประทับนั่งเต็มองค์
 ด้านหลังอัญเชิญพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร. ประดิษฐาน ขนาด 8 เซนติเมตร

นอกจากนี้ ยังมีอีกเหรียญ ซึ่งด้านหลังเป็นพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร. ขนาด 3.2 เซนติเมตร เนื้อทองคำ เนื้อเงินและเนื้อทองแดง มีข้อความด้านหลังรอบพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร. ระบุฉลองพระชันษา 100 ปี วันที่ 3 ตุลาคม 2556 เนื้อทองคำจะจัดเป็นชุดชุดละ 3 เหรียญ จัดสร้างเพียง 111 ชุด เพื่อตอบแทนผู้บริจาคเงิน 100,000 บาท ส่วนเหรียญเงินมีเพียง 519 เหรียญ มอบให้ผู้บริจาคเงินจำนวน 3,000 บาท และเหรียญทองแดง 25,000 เหรียญ มอบให้ผู้บริจาคเงินจำนวน 200 บาท ปัจจัยที่เหลือจากการจัดสร้างเหรียญหักต้นทุนแล้วก็นำเข้าสู่โครงการ บูรณปฏิสังขรณ์พระอารามวัดบวรฯ โดยเหรียญฉลองพระชันษา 100 ปี ถูกเช่าหมดแล้ว เหลือเพียงเหรียญทองคำไม่กี่ชุด สาเหตุที่เป็นที่นิยมมาก เนื่้องจากมีงานสำคัญ 2 งานต่อเนื่อง ฉลองพระชันษา 100 ปีไปไม่กี่วันก็มาเป็นงานพระศพ ดังนั้น ความเคารพ นับถือ ผูกพันในสมเด็จพระสังฆราชจึงมีมาก เหรียญดังกล่าวจึงเป็นที่ปรารถนาของพุทธศาสนิกชน

เหรียญพระรูปเหมือน ภ.ป.ร. ฉลองชันษา 100 ปี สูง 3.2 เซนติเมตร
 เนื้อทองคำ เนื้อเงินและเนื้อทองแดง

มากกว่านั้น ยังมีการทำเป็นพระผงรูปเหมือนสมเด็จพระสังฆราช ด้านหลังเป็นพระนามย่อ ญสส มีข้อความระบุ เจริญพระชันษา 100 ปี วันที่ 3 ตุลาคม 2556 ทำเป็นจำนวนมาก เพื่อให้ประชาชนนำไปสักการะบูชาได้อย่างทั่วถึง สำหรับผู้บริจาค 100 บาท ปัจจัยที่ได้จะนำไปสมทบมูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อที่นำดอกผลของมูลนิธินี้มาดำเนินกิจกรรมในพระนามสมเด็จพระสังฆราช เช่น การจัดทุนโครงการน้ำพระทัยสมเด็จพระสังฆราชประทานอุปถัมภ์ทุนสำหรับเยาวชนผู้ขัดสนแต่ตั้งใจเรียนดี และผู้ป่วยยากไร้ที่อยู่ในโรงพยาบาลที่ทรงสร้างอาคาร 17 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเป็นการอุดหนุนการศึกษาสำนักการศึกษาบาลี

อย่างไรก็ตาม แม้เหรียญฉลองพระชันษา 100 ปี จะเหลือเพียงเหรียญทองคำซึ่งมีราคาแพงไม่กี่ชุด แต่ยังมีเหรียญรุ่นก่อนๆ ที่จัดสร้างเมื่อครั้งครบ 19 ปีและ 23 ปีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งมีความงดงามไม่แพ้กัน ที่พิเศษคือในรุ่นนี้สมเด็จพระสังฆราชยังทรงมีพระสุขภาพดี เสด็จมาทรงประกอบพิธีชัยมังคลาภิเษกที่พระอุโบสถวัดบวรฯ และทรงอธิษฐานจิตด้วยพระองค์เอง เหรียญดังกล่าวยังคงมีเหลืออยู่มากพอสมควร

นอกจากนี้ ยังมีวัด โรงพยาบาล โรงเรียน หน่วยงานราชการต่างๆ ที่มีการขออนุญาตสร้างเหรียญพระรูปเหมือน ทางวัดบวรฯ พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อสังคม ก็อนุญาตให้มีการจัดทำ จึงทำให้มีเหรียญสมเด็จพระสังฆราชหลากหลายรุ่นให้พุทธศาสนิกชนนำไปบูชา

สิ่งมงคลสักการะที่ระลึกฉลองพระชันษา 100 ปี วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2556
 วัตถุประสงค์เพื่อการบูรณะพิพิธภัณฑสถานจังหวัดกำแพงเพชร เฉลิมพระเกียรติ

นอก จากจะหาเช่าเหรียญสมเด็จพระสังฆราชภายในวัดบวรฯ แล้วบางรุ่นที่หายากยังสามารถหาเช่าได้จากแผงขายพระรอบรั้ววัด โดยจากการไปสอบถามผู้ค้าแถวนั้นก็ทราบว่ายังพอมีฉลองพระชันษา 100 ปีวางให้เช่าอยู่ โดยเนื้อทองแดงมีราคา 150 บาท เนื้อทองแดงลงยาราคา 150 บาทและเนื้อทองพ่นทรายราคา 200 บาท แม่ค้าแผงพระคนหนึ่งเปิดเผยว่า ในช่วงนี้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับสมเด็จพระสังฆราชเป็นที่นิยมมาก อย่างเหรียญฉลองพระชันษา 100 ปีทุกเนื้อขายดีหมด ส่วนประชาชนจะเลือกเช่าเนื้ออะไรไปบูชา ก็ขึ้นอยู่กับกำลังทรัพย์ ทั้งนี้ เหรียญดังกล่าวทางร้านจะได้ส่วนต่างประมาณเหรียญละ 30-50 %

ด้าน ประชาชนที่มาต่อแถวรอเช่าเหรียญสมเด็จพระสังฆราชต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน ว่า เดินทางมาเช่าเหรียญสมเด็จพระสังฆราช ที่นิยมมากที่สุดคือเนื้อทองแดงและพระผง เนื่องจากมีราคาไม่สูง ทั้งนี้ มีความศรัทธาในสมเด็จพระสังฆราชเพราะพระองค์เป็นที่บูชาสูงสุด ตั้งใจเช่าให้ลูกหลานและครอบครัวเก็บไว้บูชา เพื่อความเป็นสิริมงคล
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-11-02 06:30:00


ความเห็นที่ 53 (2985086)

ชมรมพระเครื่อง

แทน ท่าพระจันทร์


สวัสดี ครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน สำหรับผู้ที่ยังไม่ค่อยทราบเรื่องพระเครื่องมากนัก ได้สอบถามมาอยู่หลายท่านว่าเหรียญเจ้าสัว หรือพระเจ้าสัวคืออะไร วัดไหน หลวงพ่ออะไร วันนี้ผมก็เลยถือโอกาสเล่าสู่กันฟังเกี่ยวกับเรื่องพระที่เรียกกันว่าเหรียญ เจ้าสัวกันเลยนะครับ

พระเครื่องที่เรียกกันว่า "เหรียญเจ้าสัว" ก็คือพระเครื่องที่หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ท่านได้ปลุกเสกไว้ ชื่อจริงๆ แต่เดิมก็คือพระซุ้มกระจัง เป็นพระหล่อแบบโบราณ ซึ่งในปีพ.ศ.2477 เป็นปีที่หลวงปู่บุญมีอายุครบ 84 ปี ท่านเจ้าคุณพระวินัยกิจโกศลอดีตเจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตร ผู้เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่บุญ เป็นผู้จัดการหล่อที่วัด เพื่อแจกจ่ายในงานทำบุญฉลองอายุหลวงปู่บุญครบ 7 รอบ

ลักษณะ ของพระเป็นรูปพระพุทธรูปนั่งปางสมาธิบนฐานกลีบบัวอยู่ในซุ้มแบบเรือน แก้ว การสร้างเป็นแบบหล่อโบราณ แต่มีการทำหูเชื่อมที่ด้านบน จึงมีลักษณะเป็นแบบเหรียญหล่อ ตัวพิมพ์ของพระเท่าที่สามารถแยกได้เป็นพิมพ์ชะลูดและพิมพ์ต้อ เนื้อโลหะของพระที่แจกในส่วนของวัดกลางบางแก้วจะมีเนื้อเงิน มีจำนวนไม่มากนัก และเนื้อทอง แดงอีกส่วนหนึ่งซึ่งมีจำนวนมากกว่า แต่พระทั้งหมดก็มีจำนวนไม่มากนักครับ มีบางท่านว่าเคยเห็นที่เป็นเนื้อทองคำด้วย แต่เท่าที่เห็นมักจะเป็นเนื้อเงินกับเนื้อทองแดงเป็นส่วนใหญ่

สำหรับ คำว่าเจ้าสัวนั้น ได้มีการเรียกกันในภายหลัง เนื่องจากผู้ที่ได้รับแจกพระซุ้มกระจังในยุคนั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นศิษย์ผู้ใกล้ชิด และเป็นผู้ที่ได้ช่วยทำบุญสร้างเสนาสนะในวัดอยู่เสมอมา ต่อมาก็ได้ทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรืองมีฐานะดีขึ้นมาก จนอยู่ในขั้นเจ้าสัว ยกตัวอย่างเช่น หลงจู๊หยุด นายอากรสุราบ้านอยู่ตรงข้ามวัดกลางบางแก้ว บางคนก็เรียกว่า "เจ้าสัวหยุด" เจ้าสัวชม เจ้าของโรงสีเซ่งเฮงหลี ผู้เป็นศิษย์ของหลวงปู่บุญ หลวงปู่บุญจะสร้างถาวรวัตถุอะไร เจ้าสัวชมรู้เข้าต้องเข้ามาร่วมทำบุญสร้างถวายทุกครั้ง นายโป๊ะ ชมภูนิช และนายเป้า บุญญานิตย์ ทั้งสองท่านก็เช่นกันไม่ว่าหลวงปู่จะทำอะไรก็จะเข้าร่วมทำบุญด้วยทุกครั้ง เช่น การสร้างโรงเรียนพุทธวิถีนายกเป็นต้น และทั้งสองท่านก็เป็นคหบดีระดับเจ้าสัวเช่นกัน นายช่างแจ้ง ผู้ออกแบบและสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม "หอบุญรังสฤษดิ์" สร้างเสร็จก็ไม่ขอรับเงินค่าจ้าง เพียงขอเหรียญซุ้มกระจังเท่านั้น ต่อมาภายหลังได้เป็นกำนัน มีฐานะมั่นคงระดับเจ้าสัวเช่นกัน

ครับ ตามที่ยกตัวอย่างเล่ามานั้นหลายๆ ท่านที่ได้รับเหรียญหล่อซุ้มกระจังไปแล้ว ท่านก็ตั้งหน้าทำมาหากินโดยสุจริตและมีจิตใจเป็นบุญเป็นกุศลอยู่เดิม การทำกิจการค้าขายก็เจริญก้าวหน้า ร่ำรวยฐานะมั่นคง ระดับเจ้าสัวด้วยกันทุกคน จนต่างคนก็ร่ำลือกันไปทั่ว และมีการเรียกขานเหรียญหล่อซุ้มกระจังกันว่า "เหรียญเจ้าสัว" ก็ด้วยที่ว่าใครที่มีไว้บูชาแล้วทำมาหากินโดยสุจริต จะมีฐานะดีขึ้นและมั่นคง ค่าความนิยมเช่าหาก็สูงขึ้นมากเช่นกันครับ

มี ข้อสังเกตว่าใครที่มีเหรียญเจ้าสัวแต่ทำมาหากินไม่สุจริต ก็จะรักษาไว้ไม่ได้ให้มีอันเป็นไป หรือมีเหตุให้ต้องออกไป เรียกว่าหมดบุญประมาณนั้นครับ ก็พอคร่าวๆ นะครับว่าเหรียญเจ้าสัวนั้นมีความเป็นมาอย่างไรตามที่เล่ามาครับ   ในวันนี้ผมก็ได้นำรูปเหรียญเจ้าสัวมาให้ชมกันด้วยอีกเช่นเคยครับ

ด้วยความจริงใจ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-10-28 08:14:18


ความเห็นที่ 52 (2981066)

เหรียญพระพุทธนิรสรรพภัย

เปิดตลับพระใหม่


ในปี พ.ศ.2556 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาปริณายก ทรงเจริญพระชันษาครบ 100 ปี

ในวาระอันเป็นมงคลนี้ พระองค์ประทานอนุญาตให้เชิญพระรูปฉลอง 100 ปี ของพระองค์ ประดิษฐานบน "เหรียญพระพุทธนิรสรรพภัย" อันมีความหมายว่า "พระพุทธเจ้าแห่งความปราศจากภัยทั้งปวง"

นับเป็นเหรียญ ศักดิ์สิทธิ์เหรียญเดียวในโอกาสอันสำคัญยิ่งนี้ที่ประดิษฐาน ทั้งองค์พระพุทธรูปและพระรูปองค์ สมเด็จพระสังฆราชฯ โดยมูลนิธิรักษ์ แผ่นดินไทย ในพระสังฆราชูปถัมภ์

พระพุทธรูปนิรสรรพภัย ออกแบบโดย อาจารย์สุเมธ พุฒพวง นักวิชาการช่างศิลป์ชำนาญการพิเศษ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร พระพุทธปางมารวิชัย ศิลปะสมัยสุโขทัยทรงเครื่องจักรพรรดิราชใหญ่ อันแสดงถึงสรรพสมบัติทั้งหลายทั้งปวง นับเป็นวัตถุมงคลที่มีพุทธคุณอันสูงสุด

ลักษณะเป็นเหรียญกลมรูปไข่ ไม่มี หูห่วง

ด้านหน้าเหรียญ ตรงกลางเป็นพระรูปเหมือน สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก นั่งขัดสมาธิเต็มองค์ รอบขอบเหรียญ เขียนคำว่า "ฉลองพระชันษา ๑๐๐ ปี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก"

ด้านหลังเหรียญ เป็นรูปพระพุทธนิร สรรพภัย ใต้ฐานพระพุทธรูป เขียนคำว่า "พระพุทธนิรสรรพภัย" 

ในโอกาสที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเจริญพระชันษา 100 ปี ที่พุทธศาสนิกชนทั่วประเทศต้องการเก็บไว้เป็นที่ระลึก เพื่อความเป็นสิริมงคล ป้องกันอันตรายและประสาทพรชัยมงคล

มูลนิธิ รักษ์แผ่นดินไทย ในพระสังฆราชูปถัมภ์ ได้จัดสร้างพระพุทธรูปและเหรียญพระพุทธนิรสรรพภัย (ปราศจากภัยทั้งปวง) ฉลององค์สมเด็จพระสังฆราชฯ พระชันษา 100 ปี วันที่ 3 ตุลาคม 2556 มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินรายได้สร้าง "อาคารเฉลิมพระเกียรติพระชันษา 101 ปี สมเด็จพระสังฆราชฯ ณ รัตนธรรมสถาน ในพระสังฆราชูปถัมภ์" ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ในครั้งนี้

เหรียญ พระพุทธนิรสรรพภัย (ปราศจากภัยทั้งปวง) ฉลององค์สมเด็จพระสังฆราชฯ พระชันษา 100 ปี วันที่ 3 ตุลาคม 2556 เป็นเหรียญในประวัติศาสตร์ที่มาแรงสุดๆ ซึ่งในขณะนี้ใกล้หมดลงเต็มทีแล้วในการสร้างครั้งนี้ทั้งเนื้อทองคำ เงิน นวโลหะ ทองแดงและตะกั่วถ้ำชา (ซึ่งหาได้ยากมาก) ส่วนองค์พระบูชาเป็น เนื้อโลหะผสมมีทั้งขนาดหน้าตัก 1.5 นิ้วขนาดหน้าตัก 5 นิ้ว และขนาดหน้าตัก 9 นิ้ว

ซึ่งขณะนี้ยอดจองบางรายการหมดแล้ว เนื่องจากสร้างจำนวนจำกัด พระทุกองค์ มีโค้ดและหมายเลขกำกับทุกองค์สามารถสั่งจองบูชา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังราช สกลมหาสังฆปริณายก และนำเงินรายได้สมทบทุนสร้าง "อาคารเฉลิมพระเกียรติพระชันษา 101 ปี สมเด็จพระสังฆราชฯ ณ รัตนธรรมสถาน ในพระสังฆราชูปถัมภ์"

สอบถามรายละเอียดที่ มูลนิธิรักษ์แผ่นดินไทย ในพระสังฆราชูปถัมภ์ หรือศูนย์พระเครื่องชั้นนำ โทร.08-1403-1755, 08-9872-2701, 08-7999-2000 รับวัตถุมงคล วันที่ 3 ตุลาคม 2556 ณ สถานที่สั่งจองเท่านั้น

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-09-19 08:16:16


ความเห็นที่ 51 (2980357)

เหรียญพระพุทธนิรสรรพภัย ฉลอง100 ปี พระสังฆราช



ในปีพ.ศ.2556 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเจริญพระชันษาครบ 100 ปี

นับเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่เจริญพระชันษายืนนานกว่าสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใด ในอดีตที่ผ่านมา ทั้งทรงดำรงตำแหน่งต่างๆ ทางคณะสงฆ์ยาวนานกว่าพระองค์อื่นๆ คือ ทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 24 ปี ทรงดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต 25 ปี ทรงดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร 52 ปี

ในวาระอัน เป็นมงคลนี้ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานอนุญาตให้เชิญพระรูปฉลอง 100 ชันษา ของพระองค์ ประดิษฐานบน "เหรียญพระพุทธนิรสรรพภัย" อันมีความหมายว่า "พระพุทธเจ้าแห่งความปราศจากภัยทั้งปวง" นับเป็นเหรียญศักดิ์สิทธิ์เหรียญเดียวในโอกาสอันสำคัญยิ่งนี้ที่ประดิษฐาน ทั้งองค์พระพุทธรูป และพระรูปองค์สมเด็จพระสังฆราชฯ สังฆราชาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยมูลนิธิรักษ์แผ่นดินไทย ในพระสังฆราชูปถัมภ์

องค์พระพุทธรูปนิรสรรพภัย ออกแบบโดย อาจารย์สุเมธ พุฒพวง นักวิชาการช่างศิลป์ชำนาญการพิเศษ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร พระพุทธปางมารวิชัย ศิลปะสมัยสุโขทัยทรงเครื่องจักรพรรดิราชใหญ่ อันแสดงถึงสรรพสมบัติทั้งหลายทั้งปวง นับเป็นวัตถุมงคลที่มีพุทธคุณอันสูงสุด

ในโอกาสที่สมเด็จพระ ญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเจริญพระชันษาครบ 100 ปี ที่พุทธศาสนิกชนทั่วประเทศต้องการเก็บไว้เป็นที่ระลึก เพื่อความเป็นสิริมงคล ป้องกันอันตรายและประสาทพรชัยมงคล

มูลนิธิ รักษ์แผ่นดินไทย ในพระสังฆราชูปถัมภ์ ได้จัดสร้างพระพุทธรูปและเหรียญพระพุทธนิรสรรพภัย (ปราศจากภัยทั้งปวง) ฉลององค์สมเด็จพระสังฆราชฯ พระชันษา 100 ปี วันที่ 3 ตุลาคม 2556 มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินรายได้สร้าง "อาคารเฉลิมพระ เกียรติพระชันษา 101 ปี สมเด็จพระสังฆราชฯ ณ รัตนธรรมสถาน ในพระสังฆราชูปถัมภ์" ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ในครั้งนี้

พระพุทธรูปและเหรียญได้ประกอบพิธีพุทธาภิเษกถึง 5 ครั้งด้วยกัน ครั้งที่ 1 จัดที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2556 ครั้งที่ 2 จัดที่สิมอีสาน วัดป่าแสงอรุณ จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.2556 ครั้งที่ 3 ที่วัดพระสิงห์วรวิหาร จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2556 ครั้งที่ 4 ที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2556


และ จะมีพิธีมหาพุทธาภิเษกครั้งสุดท้าย ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ในวันเสาร์ที่ 14 กันยายน 2556 (เวลาบ่าย) โดยมีสมเด็จพระวันรัต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในพิธี พุทธาภิเษก ภายในมณฑลพิธีพระอุโบสถ เพื่อประกอบพิธีเททอง-หล่อพระไพรีพินาศ พระพุทธนิรสรรพภัย และพุทธาภิเษกเหรียญพระพุทธนิรสรรพภัย

พิเศษสุด เหรียญเนื้อตะกั่วถ้ำชา เพียง 999 องค์ บูชา 1,500 บาท/องค์ มีโค้ดและหมายเลขกำกับ จองและรับเหรียญได้ระหว่างวันงาน โดยในวันที่ 10-15 ก.ย.2556 ได้จัดให้ประชาชนร่วมมหากุศลครั้งยิ่งใหญ่ ถวายเป็นพระกุศล ด้วยการเขียนแผ่นทองจารึกนามเป็นมหามงคล หล่อพระพุทธรูปพระพุทธนิรสรรพภัย และพระไพรีพินาศ ณ หน้าโบสถ์รังษี วัดบวรนิเวศวิหาร และแจกพระรูปองค์สมเด็จพระสังฆราชฯ ที่เป็นแผ่นปั๊มโลหะ สำหรับผู้ร่วมกุศลในครั้งนี้วันละ 500 แผ่น

พิธีมหาพุทธา ภิเษกที่ผ่านมานั้น ได้เกิดปรากฏการณ์อาทิตย์ทรงกลด ณ สิมอีสาน และมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ซึ่งผู้ร่วมงานได้ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก และเกิดละอองฝนโปรยปรายเกิดเป็นสายรุ้งทอทาบ เป็นที่น่าอัศจรรย์แก่ผู้อยู่ในพิธีโดยถ้วนทั่ว

เหรียญพระ พุทธนิรสรรพภัย (ปราศจากภัยทั้งปวง) ฉลององค์สมเด็จพระสังฆราชฯ พระชันษา 100 ปี วันที่ 3 ตุลาคม 2556 เป็นเหรียญในประวัติศาสตร์ที่มาแรงสุดๆ ซึ่งในขณะนี้ใกล้หมดลงเต็มทีแล้วในการสร้างครั้งนี้ทั้งเนื้อทองคำ เงิน นวโลหะ ทองแดงและตะกั่วถ้ำชา (ซึ่งหาได้ยากมาก) ส่วนองค์พระบูชาเป็นเนื้อโลหะผสมมีทั้งขนาดหน้าตัก 1.5 นิ้วขนาดหน้าตัก 5 นิ้ว และขนาดหน้าตัก 9 นิ้ว

ซึ่งขณะนี้ยอดจองบางรายการหมด แล้ว เนื่องจากสร้างจำนวนจำกัด พระทุกองค์ มีโค้ดและหมายเลขกำกับทุกองค์สามารถ สั่งจองบูชา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระ สังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และนำเงินรายได้สมทบทุนสร้าง "อาคารเฉลิมพระเกียรติ พระชันษา 101 ปี สมเด็จพระสังฆราชฯ ณ รัตนธรรมสถาน ในพระสังฆราชูปถัมภ์"

สอบถามรายละเอียดที่ มูลนิธิรักษ์แผ่นดินไทย ในพระสังฆราชูปถัมภ์ หรือศูนย์พระเครื่องชั้นนำ โทร.08-1403-1755, 08-9872-2701, 08-7999-2000 รับวัตถุมงคล วันที่ 3 ตุลาคม 2556 ณ สถานที่สั่งจองเท่านั้น

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-09-12 06:20:23


ความเห็นที่ 50 (2978793)
ศาสนา-พระเครื่อง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม 2556

 

เหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อพานสุขกาโม

เหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อพาน สุขกาโม สุดยอด! เหรียญเหนียวมหาอุดคงกระพันแห่งเมืองประจวบ : พระองค์ครู เรื่องและภาพไตรเทพ ไกรงู

               หลวงพ่อพาน สุขกาโม อดีตเจ้าอาวาสวัดเฉลิมราษฎร์ หรือวัดโป่งกระสัง บ้านโป่งกะสัง หมู่ ๔ ต.หาดขาม อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์  เกิดวันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๕๔ ในสกุล พุ่มอำภา เป็นชาวบ้านกล้วย ต.บางเค็ม อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี อุปสมบท ณ พัทสีมา วัดหนองไม้เหลือง เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๕

               หลวงพ่อพานเป็นพี่น้องกับหลวงพ่อเพลิน วัดหนองไม้เหลืองและได้บวชเรียนที่วัดหนองไม้เหลืองเพชรบุรี หลวงพ่อพานได้มาจำพรรษาที่วัดโป่งกะสังและเป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๓ ยังเป็นสำนักสงฆ์ หลวงพ่อพานท่านเป็นพระปฏิบัติมีความมุ่งมั่นในการก่อร่างสร้างวัดโป่งกะสัง ที่ยังไม่มีอะไรเลย ให้เป็นวัดที่มีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นมากมายจากบารมีของท่าน ท่านได้มรณภาพเมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๓๙  รวมอายุ ๘๔ ปี ปัจจุบันสรีระของท่านไม่เน่าเปื่อย ถูกเก็บไว้ในโลงไม้เพื่อให้ลูกศิษย์ได้ชมบารมี

               หลวงพ่อพาน เป็นพระที่มีวัตรปฏิบัติดี จึงเป็นที่รักของพระผู้ใหญ่และหนึ่งในนั้นคือ หลวงพ่ออินทร วัดยาง อ.เมือง จ.เพชรบุรี หลวงพ่อพานนับถือหลวงพ่ออินทรมากไปมาหาสู่กันตลอด หลวงพ่ออินทร วัดยาง นี้เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อฉุย วัดคงคาราม เมื่อมีเวลาว่าง หลวงพ่อพานจะมาพักที่วัดยางเสมอ ถึงแม้ต่อมา หลวงพ่ออินทรจะได้รับการแต่งตั้งเป็นพระเทพวงศาจารย์ และเป็นเจ้าคณะจังหวัดเพชรบุรี ความสนิทสนมของหลวงพ่ออินทรกับหลวงพ่อพานนี้ก็ไม่มียศฐาบรรดาศักดิ์มากั้น มีแต่ศิษย์พี่ศิษย์น้อง เพราะหลวงพ่อพานเรียกหลวงพ่ออินทรว่าคุณพี่อินทร โดยหลวงพ่ออินทรก็ยังได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่หลวงพ่อพานด้วย และหลวงพ่อพานก็ยังฝากตัวเป็นศิษย์ของพระครูพินิตสุตคุณ (หลวงพ่อทองศุข วัดโตนดหลวง) ด้วย

               เมื่อครั้งที่หลวงพ่อพานยังมีชีวิตอยู่ หลวงพ่อพานเป็นพระที่เก็บตัว วัดของท่านแทบจะเรียกว่าอยู่ในป่าก็ว่าได้ ทำให้ท่านไม่เป็นที่รู้จักของคนต่างถิ่นมากนัก แต่ในท้องที่กุยบุรีแล้วท่านเป็นอันดับหนึ่งเรื่องคงกระพันชาตรี เหรียญรุ่นแรกของท่านสร้างใน พ.ศ.๒๕๑๙ สุดยอดมหาอุดตลอดกาลเมืองประจวบคีรีขันธ์

               ดาบตำรวจวิรัตน์ อาจสัญจร ผบ.หมู่งานจราจร สน.บางยี่ขัน กทม. ผู้สะสมพระหลวงพ่อพาน อธิบายให้ฟังว่า หลวงพ่อพาน สร้างวัตถุมงคลไว้ไม่มากเพราะท่านเป็นพระที่ไม่ยอมให้ใครสร้าง เหรียญรุ่นแรกของท่านจัดสร้าง เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๙ จำนวนไม่เกิน ๑ หมื่นเหรียญ เพราะบล็อกแตกเสียก่อน ตามประวัติ เหรียญรุ่นนี้ ท่านก็ได้เล่าให้ นายอรรตภูมิ สร้อยทอง ฟังเช่นกัน เพราะนายอรรตภูมิถามท่านว่า หลวงพ่อเขาลือกันว่า เหรียญหลวงพ่อมีปลอมและเสริมด้วยหรือ เห็นเขาลือกัน ท่านจึงเล่าให้ฟังว่า

               วันที่สร้างเหรียญรุ่นนี้ตัวท่านอยู่กับหลวงพ่ออินทร์ วัดยาง จ.เพชรบุรี หลวงพ่ออินทร์ได้สร้างเหรียญของท่าน ทางผู้สร้างได้มาที่วัด ออกแบบ กำหนดจำนวน หลวงพ่ออินทร์จึงถามหลวงพ่อพานว่าไม่สร้างเหรียญหรือ หลวงพ่อพานตอบ ไม่สร้างหรอกวัดเราจน แต่ถ้าได้ราคา ๑ บาทต่อเหรียญ ก็จะทำ ผู้สร้างตอบตกลง จึงได้จัดสร้าง เมื่อสร้างเสร็จก็นำเหรียญมาไว้ที่วัดยาง หลวงพ่อพานก็ทยอยนำเหรียญนั้นกลับวัดโป่งกะสัง ส่วนเหรียญรุ่น ๒ สร้างจำนวน ๕,๐๐๐ เหรียญ มีเนื้อเดียวเช่นกัน

               สำหรับค่านิยมของเหรียญรุ่นแรกนั้น ดาบตำรวจวิรัตน์บอกว่า หากเป็นเหรียญที่อยู่ในสภาพสวยๆ สมบูรณ์มีค่านิยมเกือบ ๒ หมื่นบาท แต่ถ้าเป็นเหรียญที่ผ่านการใช้

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-08-31 08:24:40


ความเห็นที่ 49 (2977641)
ศาสนา-พระเครื่อง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม 2556

 

เหรียญหลวงพ่อเพชรเก่าที่สุดภาคใต้หลักล้าน

เหรียญหลวงพ่อเพชร เกาะพะงันเก่าที่สุดของภาคใต้...ราคาหลักล้าน : เหรียญหลักยอดนิยม โดยตาล ตันหยง


            จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีพระเกจิอาจารย์ชื่อดังทั้งในอดีตและปัจจุบัน เมื่อหลายสิบปีก่อน ที่นี่มีพระเกจิอาจารย์ผู้แก่กล้าอาคมขลังที่มีชื่อว่า “เพชร” อยู่ถึง ๓ ท่าน คือ หลวงพ่อเพชร วัดอัมพวัน อ.เกาะพะงัน, หลวงพ่อเพชร วัดวชิรประดิษฐ์ (วัดเฉงอะ) อ.กาญจนดิษฐ์ และ หลวงพ่อเพชร วัดศรีเวียง อ.ไชยา ทั้ง ๓ ท่านมีเหรียญรูปเหมือนที่วงการพระนิยมกันมาก โดยเฉพาะ เหรียญหลวงพ่อเพชร ๒ ท่านแรก ทุกวันนี้เช่าหากันถึงหลักล้านขึ้นไป

            สำหรับ เหรียญหลวงพ่อเพชร วัดเฉงอะ รุ่นแรกปี ๒๔๗๐ ได้เขียนถึงไปแล้วเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ วันนี้จะได้นำเรื่องของ เหรียญหลวงพ่อเพชร วัดอัมพวัน อ.เกาะพะงัน มาเสนอต่อ

            หลวงพ่อเพชร วชิโร (พระครูวิบูลย์ธรรมสาร) เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ ๙ สิงหาคม ๒๓๙๐ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ที่บ้านมะเดื่อหวาน ต.เกาะพะงัน อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ในตระกูล “พรหมสนิท” เมื่ออายุ ๑๓-๑๔ ปี บิดาได้พาไปฝากให้เรียนอักขรวิธี ก ข นอโม
กับ พระอุปัชฌาย์จันทร์ วัดมะเดื่อหวาน จนกระทั่งอายุ ๑๘ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดมะเดื่อหวาน โดยมี พ่อท่านจันทร์ เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากบรรพชาเป็นสามเณรแล้ว ท่านได้ครองเพศบรรพชิตเรื่อยมา จนได้อุปสมบทเมื่ออายุ ๒๑ ปี ณ พัทธสีมา วัดมะเดื่อหวาน โดยมี พระอุปัชฌาย์จันทร์ เจ้าอาวาสวัดมะเดื่อหวาน เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการขวัญ เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพ่อท่านคง วัดอัมพวัน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา “วชิโร”

            หลวงพ่อเพชร มรณภาพเมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๙ ปีชวด (ข้อมูลจาก “ดอกพร้าวชาวเกาะ” oknation.net/blog) มีบางข้อมูลว่า หลวงพ่อเพชร มรณภาพ เมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๗

            เหรียญหลวงพ่อเพชร รุ่นแรก วัดอัมพวัน อ.เกาะพะงัน นับเหรียญพระสงฆ์เหรียญแรกของภาคใต้ สร้างเมื่อปี ๒๔๖๓ บางแห่งบอกว่าสร้างปี ๒๔๖๕, ๒๔๖๗, ๒๔๖๘ ก็มี...เรื่องปีที่ออกเหรียญนี้จึงยังไม่แน่ชัด ลักษณะเหรียญเป็นรูปเสมา ด้านหน้าเป็นรูป หลวงพ่อเพชร ห่มจีวรเฉวียงบ่า พาดสังฆาฏิ นั่งสมาธิบนตั่ง ล้อมด้วยลายไทยเป็นรูปพญานาคขนดเศียรลงล่างทั้งสองข้าง ด้านบนของเหรียญเขียนว่า “ที่รฦก” มีอักษรล้อมรอบรูปท่านว่า “ท่านพระครูวิบูลย์ธรรมสาร (เพ็ชร) วัดอัมภวัน” ด้านหลังเหรียญเป็น “ยันต์มงกุฎพระพุทธเจ้า” ด้านเหนือยันต์เขียนว่า “เกาะพงัน” ขนาดเหรียญกว้างประมาณ ๒.๒ ซม. สูงประมาณ ๓ ซม.เท่าที่พบเห็นมีเนื้อทองแดงและเนื้อทองแดงกะไหล่ทอง เกี่ยวกับปีที่มีการสร้างเหรียญนี้ มีหลายกระแส บ้างก็ว่าสร้างในสมัยที่หลวงพ่อเพชรยังมีชีวิตอยู่ แต่มีผู้ค้นคว้าหลักฐานต่างๆ สรุปได้ว่า เหรียญนี้สร้างขึ้นภายหลังจากที่หลวงพ่อเพชรมรณภาพแล้ว คือ สร้างแจกในงานพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อเพชร เมื่อต้นปี ๒๔๖๘ ทำพิธีในโบสถ์วัดอัมพวัน โดยพระคณาจารย์หลายท่านใน จ.สุราษฎร์ธานี นั่งปรกปลุกเสก

            อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเหรียญนี้จะสร้างในสมัยที่หลวงพ่อเพชรยังมีชีวิตอยู่ หรือสร้างหลังจากท่านมรณภาพแล้วก็ตาม วงการนักสะสม
เหรียญก็ยังให้ความนิยมสะสมกันอย่างกว้างขวาง ถือว่าเป็น เหรียญพระเกจิอาจารย์เหรียญแรกของภาคใต้ ที่มีอายุเก่าที่สุด เป็นเหรียญที่หายาก เพราะสร้างน้อย และที่สำคัญสุดคือ เป็นเหรียญสนนราคาเช่าหาแพงที่สุดของบรรดาเหรียญพระเกจิอาจารย์สายใต้ เหรียญสวยคมชัดลึกสภาพเดิมๆ ทุกวันนี้คงหาไม่ได้ เอาชนิดที่พอสวย ราคาเช่าหาในทุกวันนี้ต้องมี ๓ ล้านบาทขึ้นไป แต่ก็ใช่ว่าจะพบเห็นได้ง่ายๆ ของหมุนเวียนมีน้อยมาก เพราะผู้ที่มีอยู่ในครอบครองต่างก็หวงแหนกันทุกคน

            (ขอขอบพระคุณ ภาพและข้อมูล จาก คุณชรินทร์ สงขลา นักสะสมเหรียญพระพุทธรูปและพระเกจิอาจารย์ยุคเก่า)

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-08-21 23:01:55


ความเห็นที่ 48 (2977640)
ศาสนา-พระเครื่อง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม 2556

 

เหรียญหลวงพ่อเพชรวัดศรีเวียงสุราษฎร์ธานี

เหรียญหลวงพ่อเพชรวัดศรีเวียงอ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี : เหรียญหลักยอดนิยม

              หลวงพ่อเพชร ชื่อดังของเมืองสุราษฎร์ธานี มี ๓ ท่าน คือ หลวงพ่อเพชร วัดอัมพวัน อ.เกาะพะงัน หลวงพ่อเพชร วัดวชิรประดิษฐ์ (วัดเฉงอะ) อ.กาญจนดิษฐ์ และ หลวงพ่อเพชร วัดศรีเวียง อ.ไชยา...หลวงพ่อเพชร ๒ ท่านแรกได้ลงไปแล้วเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ และวันอาทิตย์ที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๖ วันนี้จะได้ลงเรื่องของ หลวงพ่อเพชร วัดศรีเวียง ต่อไป

              หลวงพ่อเพชร อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีเวียง (หนองอูม) เป็นบุตรขุนศรีอักษร (อินทร์) และนางแก้ว ปานรอด เกิดที่บ้านเหมือง หมู่ ๒ ต.เวียง อ.ไชยา เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๒๐ เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๓ อายุ ๒๓ ปี ท่านได้บรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดพระบรมธาตุไชยา โดยมี พระครูโสภณเจตสิการาม (คง วิมโล) เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอธิการกลับ วัดท่าม่วง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระอธิการเจิม วัดพระบรมธาตุไชยา เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายาว่า “วฑฺฒโน” หลังจากอุปสมบทแล้ว ท่านได้ศึกษาทางพระศาสนากับพระครูรัตนมุณีศรีสังฆราชาลังกาแก้ว (หนู ตีสโส)

              ตลอดเวลาที่จำพรรษาอยู่ที่วัดพระบรมธาตุไชยา ๑๙ พรรษา หลวงพ่อเพชร มีความอุตสาหะและเคร่งครัดในการปฏิบัติศาสนกิจอย่างจริงจัง จะเข้าวิปัสสนากรรมฐานในพระวิหารหลวงเสมอ ท่านเคร่งครัดในการปฏิบัติพระธรรมวินัยเป็นอย่างยิ่ง ทุกวันพระ ๘ ค่ำท่านจะเทศนาสั่งสอนชาวบ้านเป็นประจำ

              ต่อมา พ.ศ.๒๔๖๒ ท่านได้ย้ายจากวัดพระบรมธาตุไชยา ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีเวียง (หนองอูม) พำนักอยู่ที่วัดนี้รวม ๔๙ พรรษา จนถึงวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๑๑ ท่านได้มรณภาพด้วยโรคชรา สิริอายุได้ ๙๑ ปี พรรษา ๖๘

              ในวันที่ท่านมรณภาพ ชาวบ้านได้เอาผ้าจีวรของท่านไว้เป็นที่ระลึก บางคนเอาขมิ้นทาฝ่ามือ ฝ่าเท้าของท่าน แล้วเอาผ้าขาวประทับเพื่อเอารอยฝ่ามือฝ่าเท้านั้นไว้บูชากราบไหว้ โดยทำติดต่อกันจนต้องเข้าคิวอย่างเนืองแน่น แสดงถึงพลังความศรัทธาเลื่อมใสในตัวท่านอย่างแท้จริง

              เหตุการณ์มหัศจรรย์อีกเรื่องหนึ่ง คือ ก่อนจะบรรจุสังขารของท่านลงหีบศพ นายแพทย์จะฉีดฟอร์มาลินเพื่อรักษาศพ ปรากฏว่าเข็มฉีดยาไม่ระคายผิวของท่านเลย ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างตกตะลึงไปตามๆ กัน ลูกศิษย์ต้องจุดธูปเทียนทำพิธีกล่าวขอขมาโทษและขออนุญาต ทำให้การฉีดยาสำเร็จโดยสะดวก

              วันบรรจุศพตรงกับวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๑๒ ในวันนั้น “ท่านพุทธทาสภิกขุ” เจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุราชวรวิหาร และสวนโมกขพลาราม ได้มาเทศนายกย่องบูชาหลวงพ่อเพชรว่าเป็นอาจารย์ของท่าน เป็นตัวอย่างการเป็นอาจารย์ของทุกๆ คน ท่านพุทธทาสได้ให้ความเคารพนับถือหลวงพ่อเพชรมาก

              นอกจากหลวงพ่อเพชร วัดศรีเวียง แล้วที่ อ.ไชยา ยังมี หลวงพ่อเพชร วัดวชิราราม (ดอนพต) อีกท่านหนึ่ง ซึ่งท่านทั้งสองมีอายุและพรรษาใกล้เคียงกันมาก และเป็นเจ้าอาวาสวัดใกล้เคียงกันด้วย ถือเป็นพระมหาเถระผู้อาวุโสที่ชาว อ.ไชยา ให้ความเคารพนับถือมาก

              การสร้างวัตถุมงคลของหลวงพ่อเพชร วัดศรีเวียง

              ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๒ คือ เหรียญหลวงพ่อเพชร รุ่นแรก โดยนายแช่ม ไวทยินทร์ เป็นผู้ดำเนินการ จัดทำร่วมกับนายจำรูญ คงสนอง จำนวนสร้างประมาณไม่เกิน ๓๐๐ เหรียญ เป็นเหรียญเนื้อเงินแท้ พิมพ์รูปไข่

              (เหรียญหลวงพ่อเพชร วัดศรีเวียงนี้ บางกระแสกล่าวว่าอาจจะสร้างก่อนปี ๒๔๙๒ โดยพิจารณาจากฝีมือการออกแบบเหรียญ ซึ่งนิยมสร้างเหรียญลักษณะนี้ในช่วงปี ๒๔๘๐ เป็นต้นมา และเหรียญนี้ที่พบเห็นในวงการเป็นเหรียญเนื้ออัลปาก้า บางเหรียญสีออกไปทางเนื้อฝาบาตร...นับเป็นอีกมุมมองหนึ่งของนักสะสมเหรียญ พระเกจิอาจารย์ยุคเก่า)

              ต่อมา พ.ศ.๒๔๙๗ สร้างเหรียญรุ่น ๒ เป็นเนื้อทองแดง โดยสร้างพร้อมกับเหรียญหลวงพ่อเพชร วัดดอนพต จำนวนสร้างไม่ได้แจ้งไว้ หลังจากนั้นมีการสร้างเหรียญอีกหลายรุ่นด้วยกัน ล้วนได้รับความศรัทธาเลื่อมใสจากศิษยานุศิษย์และชาวบ้านมาก

              สำหรับ เหรียญหลวงพ่อเพชร วัดศรีเวียง รุ่นแรก ปี ๒๔๙๒ เป็นเหรียญรูปไข่ ด้านหน้า รูปหลวงพ่อเพชรครึ่งองค์ ห่มคลุม ลักษณะนูนต่ำ ใต้รูปมีตัวหนังสือไทยอ่านว่า “ท่านเพ็ชร วัดศรีเวียงไชยา” ด้านหลังเป็นรูปยันต์และตัวอักขระขอม ไม่มีตัวหนังสือไทยใดๆ ทั้งสิ้น เป็นเหรียญเนื้อเงิน สนนราคาเหรียญสวยๆ ทุกวันนี้เช่าหากันที่หลักแสนต้นขึ้นไป ถือเป็นเหรียญหลักยอดนิยมเหรียญหนึ่งของวงการนักสะสมเหรียญพระเกจิอาจารย์ ชื่อดังในอดีต และเป็นเหรียญที่หายากพอสมควร

              นอกจากจะเป็นเหรียญที่ออกแบบได้อย่างงดงาม เรียบง่ายแล้ว ในด้านพุทธคุณก็เป็นที่เลื่องลือกันว่า มีความศักดิ์สิทธิ์ในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแคล้วคลาด ปลอดภัย และเมตตามหานิยม นับเป็นเหรียญพระเกจิอาจารย์ยุคเก่าที่ชาวสุราษฎร์ธานีหวงแหนกันมาก

              (ขอขอบพระคุณ...ข้อมูลจากเว็บไซต์ “ชมรมลูกหลานแต้จิ๋วสุราษฎร์ธานี” และภาพเหรียญของคุณชรินทร์ สงขลา)

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-08-21 23:01:05


ความเห็นที่ 47 (2977636)

บล็อกลองพิมพ์...ต้องลอง!

คำคมคารมเซียน
วิเชียร ฤกษ์ไพศาล


มีพิมพ์พระเครื่องฯ ประเภทหนึ่ง ซึ่งพักหลังได้ยินบ่อย  เป็นผลผลิตที่เกิดขึ้นหลังมีการจัดสร้างพระกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน สมาสจาก 2 คำ จนเป็นศัพท์เซียนว่า "บล็อก-ลองพิมพ์"

ลองเอามาเล่าสู่เสริมความรู้สำหรับผู้หัดเล่นหน้าใหม่   ถ้าไม่อ่าน...พรุ่งนี้คุณจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง!

บล็อกลองพิมพ์: พระเครื่องฯ ที่ทดลองทำขึ้นก่อนลงมือผลิตจริง

กระบวนการจัดสร้างพระเครื่องฯ ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นพระผง-พระโลหะ-พระเหรียญ สิ่งหนึ่งซึ่งขาดไม่ได้คือ...แม่พิมพ์ เรียกทับศัพท์ภาษาต่างด้าวว่า "บล็อก"  เมื่อช่างศิลป์ขึ้นรูปพระองค์ต้นแบบจนเสร็จสวยงาม ก็จะนำพระนั้นไปใช้ทำเจ้าเครื่องมือที่ว่านี้

หากอยากผลิตมากๆ เป็นแสนองค์ ก็คงต้องเตรียมเผื่อพังไว้หลายบล็อก ก่อนเริ่มลงมือผลิตจริง ก็จะทดลอง กดพิมพ์หรือปั๊มพระขึ้นมาดูเป็นตัวอย่าง

ตรวจสอบรายละเอียดกันชัดๆ อีกสักครั้ง หากยังสวยไม่หนำ...คณะกรรมการสร้างก็อาจสั่งให้ตกแต่งบล็อกกันอีกรอบ... เพื่อความลงตัว ตรงนี้เองจึงเกิดพระจำนวนหนึ่งซึ่งอยู่นอกสายการผลิต คิดชื่อเรียกภายหลังว่า... "บล็อกลองพิมพ์"

แม้ยังไม่เอาจริง พระเครื่องฯ องค์ทดลอง เหล่านี้ก็โยนทิ้งไม่ได้ คล้ายๆ คุ้นๆ ที่คุณๆ คงเคยได้รับปฏิทินปีใหม่ พิมพ์เป็นรูปพระพุทธหรืออริยสงฆ์องค์สำคัญๆ  ครั้นจบครบปีก็หมดวาระการใช้งาน  เป็นปฏิทินทั่วไปก็คงระเห็จลงถังขยะ แต่สำหรับกรณีนี้...มิสามารถ

เลยต้องจัดเก็บไว้เป็นที่ระลึก...จนเต็มตู้ พระลองพิมพ์ที่ว่านี้ก็ครือกัน  ผู้สร้างส่วนมากจึงมักเก็บรวบรวมนำไปเข้าพิธีปลุกเสกด้วย บางท่านก็นำไปใช้บูชาซะเอง ...ไม่เสียของ

ความที่เป็นพระองค์ทดลอง เนื้อหามวลสารจึงมักไม่เหมือนกับพระในพิมพ์มาตรฐาน เช่นที่เป็นพระผง ก็มักเอาผงอะไรที่พอใช้ได้มาลองกดดูอย่าง พระลองพิมพ์ "ขุนแผนผงพรายกุมาร" ของหลวงปู่ทิม บางท่านที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าว่า มีทั้งผงโอวัลติน ขนมกระยาสารท ไปจนถึง...ผงกาแฟ ในพระโลหะ-พระเหรียญที่มักใช้โลหะพิเศษในการผลิต บางชนิดอาจมีราคาแพง เช่น เนื้อเงิน นาก ทองคำ   เพื่อเป็นการประหยัดงบฯ และถนอมบล็อกไปในตัว จึงมักใช้โลหะเนื้ออ่อนมาใช้ทดลองผลิต เช่น ตะกั่ว

ทีนี้ความที่เป็นผู้สร้างย่อมมีสิทธิพิเศษ เมื่อคิดจะเก็บไว้ใช้เองจึงชอบแซมขอแถมด้วยการเสริมเติมแต่งต่อให้พระลอง พิมพ์ของ ตัวเอง...ไม่ธรรมดา  ยกตัวอย่างพระเหรียญ มักขอให้พระอาจารย์ท่านจารซะ... เต็มสูตร   แถมประเคนตอกสารพัดโค้ดที่มี แบบ...มันมือ

ถ้ามีโค้ดเลข...จะเลือกเลขมงคลเป็น 9 ตอกซะหลายๆ 9... เอาเคล็ด!  บ้างก็เพิ่ม Option พิเศษด้วยเกศา-จีวรของหลวงปู่ ติดแปะไว้ จนแล...เริ่ดหรู พอเลี่ยมขึ้นคอ-แขวนโชว์ ก็เป็นที่โก้เก๋ พิเศษกว่าพิมพ์ปกติไปซะงั้น และเพราะขึ้นชื่อว่า "ลอง" จำนวนจึงต้องมีน้อย ใครเห็นอยากห้อย จึงต้อง...จ่ายแพง ลองไปลองมา...เลยกลายเป็นที่นิยม  ในระยะหลังจำต้องมีบล็อกนี้...จัดให้ เข้าชั้นทำเนียบเป็นพิมพ์พิเศษ...แบบมาตรฐาน

อย่างเหรียญรุ่น 8 ของพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ที่ตั้งใจแต่แรกจะทำแค่เนื้อทองคำ ระบุไว้ชัดหลังเหรียญว่า...เหรียญทองคำ  แต่ก็มีเหรียญจำนวนหนึ่ง ซึ่งถ้าไม่ใช่สายตรงอาจ...งงได้

อ่านว่า...ทองคำ ไหงเป็นเนื้อ...ทองฝาบาตร   คือตัวอย่างพระลองพิมพ์ที่หายาก เพราะสร้างจำนวนน้อยประมาณ ...20 เหรียญ!

เกี่ยวกับเรื่องบล็อกลองพิมพ์นี้ ก็มีบางกรณีที่ยังเถียงกันไม่เสร็จ สาเหตุเพราะข้อมูลคลุมเครือไม่ชัด ขัดแย้งเป็นหลายฝ่าย   เอ่ยชื่อไม่ได้ แต่บอกราคาได้ บล็อกลองพิมพ์แบบไหนไม่รู้ รู้แต่ว่าถ้าอยากได้ต้องจ่าย 2 แสน

อยากลองสักองค์มั้ยครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-08-21 22:51:50


ความเห็นที่ 46 (2977137)
ศาสนา-พระเครื่อง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 12 สิงหาคม 2556

 

เหรียญหลวงพ่อปู่วัดโกรกกรากปี๑๔ของดี

เหรียญหลวงพ่อปู่วัดโกรกกรากปี๑๔ ของดีที่คนพื้นที่มีมักหวงแหน ไม่มีมาให้ชมได้ง่ายๆ : พระองค์ครู เรื่องและภาพไตรเทพ ไกรงู

             "เหรียญพระพุทธ" คือเหรียญที่จำลองพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์เป็นที่นับถือและศรัทธาลงบนเหรียญ เพื่อความสะดวกต่อการพกพาติดตัว คือเหรียญที่จำลองพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์เป็นที่นับถือและศรัทธาลงบนเหรียญ เพื่อความสะดวกต่อการพกพาติดตัว เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวและสร้างขวัญกำลังใจ ตามความเชื่อที่ว่า พระองค์จะดูแลและคุ้มครองรักษาให้อยู่รอดปลอดภัย

             ทั้งนี้ มีการจัดอันดับเหรียญพระพุทธที่ขึ้นชื่อว่าแพง ๕ อันดับต้นๆ คือ ๑.เหรียญพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.พิษณุโลก เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ และเป็นพระพุทธรูปสำคัญยิ่งของประเทศไทย ทั้งนี้ ในปี พ.ศ.๒๔๖๐ ได้มีการสร้างเหรียญพระพุทธชินราชขึ้นครั้งแรก ๒.เหรียญพระพุทธโสธร วัดโสธรวรารามวรวิหาร จ.ฉะเชิงเทรา เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์อีกองค์หนึ่งของประเทศไทย และในปี พ.ศ.๒๔๖๐ ก็ได้มีการสร้างเหรียญหลวงพ่อพระพุทธโสธรขึ้นเป็นครั้งแรกเช่นกัน และเหรียญนี้ก็เป็นเหรียญที่หายาก และนิยมจัดอยู่ชุดเบญจภาคีเหรียญพระพุทธ

             ๓.เหรียญหลวงพ่อวัดมงคลบพิตร วัดมงคลบพิตร จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองอีกองค์หนึ่ง ที่สร้างด้วยทองสัมฤทธิ์ทั้งองค์ที่มีขนาดใหญ่มากองค์หนึ่ง ในปี พ.ศ.2460 ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์องค์หลวงพ่อมงคลบพิตร และมีการสร้างเหรียญแจกเป็นที่ระลึก ซึ่งถือเป็นเหรียญรุ่นแรกและจัดอยู่ในชุดเบญจภาคีเหรียญพระพุทธ

             ๔.เหรียญมหาพุทธพิมพ์ พ.ศ.๒๔๖๑ นับเป็นเหรียญพระพุทธที่ได้รับความนิยมสูงในแวดวงนักสะสมเหรียญ รูปพรรณสัณฐานและขนาดของเหรียญถอดแบบมาจาก เหรียญหลวงพ่อโสธร ปี ๒๔๖๐ เป็นเหรียญพระพุทธที่มีความสวยงามสง่า กอปรกับพุทธคุณเป็นเลิศปรากฏ และ ๕.เหรียญหลวงพ่อวัดไร่ขิง จ.นครปฐม ซึ่งเป็นพระพุทธรูปหนึ่งในตำนานเรื่องพระพุทธรูปลอยน้ำห้าองค์คือ หลวงพ่อโสธร หลวงพ่อวัดเขาตะเครา หลวงพ่อวัดบ้านแหลม หลวงพ่อโตบางพลี และหลวงพ่อวัดไร่ขิง ในปี พ.ศ.๒๔๖๗ ได้มีการสร้างเหรียญหลวงพ่อวัดไร่ขิงขึ้นเป็นครั้งแรก

             สำหรับภาพพระองค์ครูฉบับนี้เป็นเหรียญ หลวงพ่อปู่วัดโกรกกราก รุ่นแรก พ.ศ.๒๕๑๔ ซึ่งเป็นการจำลองจากหลวงพ่อปู่พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของวัด ส่วนเหรียญรุ่นแรกมีการจัดสร้างเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๒ เป็นเหรียญที่ชาวสมุทรสาครหวงแหนกันมากโดยเฉพาะในหมู่ช่าวประมง

             ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อปู่เล่าสืบกันว่า ในอดีตบ้านท่าฉลอมและบ้านท่าจีน เป็นเมืองทำมาค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าของชาวจีนโพ้นทะเล สมัยนั้นใช้เรือสำเภาใบสองเสาบรรทุกสินค้าเข้ามา พอเรือแลนผ่านหน้าวัดโกรกกรากก็จุดประทัดไหว้หลวงพ่อปู่ เพื่อขอพรให้สินค้าขายดี พอสินค้าหมดเดินทางกลับก็จุดประทัดไหว้หลวงพ่อปู่ ขอให้เดินทางกลับถิ่นฐานด้วยความปลอดภัย ซึ่งชาวจีนถือปฏิบัติเช่นนี้ตลอดการติดต่อค้าขายทางเรือ

             ต่อมาเรือประมง เมื่อจะออกทะเลหาปลาก็จุดประทัดไหว้หลวงพ่อปู่ตามแบบอย่างชาวจีนด้วย รวมถึงการค้าขายทางบก พ่อค้าแม่ค้าก็มักยึดถือตามๆ กันมา แม้แต่สาธุชนที่มาไหว้หลวงพ่อปู่ในปัจจุบันส่วนมากก็จุดประทัดถวายหลวงพ่อ ปู่ เป็นประจำทุกๆ วันเช่นเดียวกัน คนในพื้นที่ถ้าขับยวดยานพาหนะผ่านโบสถ์หลวงพ่อปู่ก็จะบีบแตรถวายสักการะองค์ หลวงพ่อปู่ทุกครั้ง ซึ่งโบสถ์หลวงพ่อปู่จะเปิดให้ผู้มาทำการสักการะกราบไหว้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา ๐๖.๐๐-๑๙.๐๐ น.

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-08-18 07:23:18


ความเห็นที่ 45 (1410360)

เหรียญหลวงพ่อแป๊ะ รุ่น 1

คอลัมน์ เปิดตลับพระใหม่



'พระครูยติธรรมานุยุติ' หรือ 'หลวงพ่อแป๊ะ' เจ้าอาวาสวัดสว่างอารมณ์ ต.ขุนแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังรุ่นใหม่แห่งลุ่มน้ำนครชัยศรี

ท่านเป็นศิษย์เอกของหลวงพ่อเพี้ยน วัดตุ๊กตา อ.นครชัยศรี และเคยไปศึกษาเล่าเรียนวิชาอาคมยันต์เกาะเพชรเพิ่มเติมจากพระอาจารย์ฤๅษีลิงดำ วัดท่าซุง ถือเป็นศิษย์เอกผู้หนึ่งของพระอาจารย์ทั้ง 2 ท่าน

พระครูยติธรรมานุยุติ ได้สร้างวัตถุมงคลเหรียญเสมารุ่นแรก เป็น 'เหรียญหลวงพ่อ แป๊ะ รุ่น 1' เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 สร้างความฮือฮาให้กับบรรดานักสะสมนิยมพระเครื่องวัตถุมงคล

เหรียญรุ่นนี้ ได้จัดสร้างจำนวนจำกัด ภายหลังปั๊มเหรียญเสร็จสิ้น ได้ทำลายแม่พิมพ์บล็อกต่อหน้าสักขีพยานจำนวนมาก จึงทำให้เหรียญรุ่นนี้ เป็นเหรียญยอดนิยมของชาวนครปฐมและบรรดาเซียนพระต่างเช่าบูชาหามาเก็บไว้ในครอบครอง

เหรียญรุ่นดังกล่าว ลักษณะเป็นเหรียญรูปเสมาลายกระหนก จัดสร้างเป็นเนื้อเงิน เนื้อทองแดง เนื้อทองฝาบาตร และเนื้อนวโลหะ จำนวนเนื้อละ 5,000 เหรียญ

ด้านหน้าเหรียญ ขอบเหรียญมีลวดลายกระหนกล้อมรอบ มีรูปหลวงพ่อแป๊ะนั่งยองบริกรรมคาถาในอ่างน้ำมนต์ โดยถือขันและถือกริชอยู่ในมือ ด้านบนของเหรียญ มีอักษรเขียนว่า "รวย" และยันต์มะอะอุ เขียนเป็นภาษาขอม ด้านล่างใต้ฐานหลวงพ่อแป๊ะ เขียนว่า หลวงพ่อแป๊ะ และเลข ๑ กำกับแสดงความหมายว่าเป็นรุ่น 1 ที่ด้านขวาจะตอกโค้ดเป็นยันต์ตัวอุณาโลมติดไว้

ด้านหลังเหรียญ เป็นลายกระ หนก ด้านบนมีคำว่า "รวย" กำกับอยู่และมียันต์ประจำตัวหลวงพ่อแป๊ะ เป็นยันต์อุณาโลม อินจัน มะ อะ อุ ซึ่งเป็นยันต์ครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อแป๊ะ ส่วนที่กลางเหรียญ เขียนยันต์นะฤๅชา กำกับไว้ มีความหมายถึงความเมตตามหานิยม ใต้ยันต์นะฤๅชา มียันต์ 8 ทิศ ล้อมรอบยันต์นะฤๅชาตัวใหญ่ ส่วนด้านล่างของยันต์จะมีคำเขียนว่า "วัดสว่างอารมณ์ (แคแถว) อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม" เขียนไว้ตามโค้งของขอบเหรียญ

สำหรับเหรียญรุ่นนี้ ประกอบพิธีพุทธาภิเษก โดยพระเกจิอาจารย์ชื่อดังจากหลายวัด อาทิ หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่, พระธรรมปริยัติเวที เจ้าคณะภาค 15 เจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์, พระพิพัฒน์วิริยาภรณ์ เจ้าคุณวัดไร่ขิง, พระครูวิบูลสิริธรรม เจ้าอาวาสวัดตุ๊กตา อ.นครชัยศรี, หลวงพ่อพูน วัดบ้านแพน จ.พระนครศรีอยุธยา และพระเกจิดังจากวัดต่างๆ อีก 99 รูป นั่งเจริญพุทธมนต์

มี พระพรหมดิลก เจ้าคณะภาค 14 วัดสามพระยา กทม. เป็นประธานจุดเทียนชัย

ปัจจุบัน เป็นเหรียญที่ประชาชนให้ความนิยมมาก แม้เป็นเหรียญใหม่ แต่ก็เป็นที่เสาะแสวงหาของนักสะสมพระเครื่องอีกรุ่นขณะนี้
 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-03-24 09:41:05


ความเห็นที่ 44 (1409712)

เหรียญหลวงปู่เหลา

คอลัมน์ เปิดตลับพระใหม่



"พระโพธิญาณมุนี" หรือ "หลวงปู่เหลา จุนโท" อดีตเจ้าอาวาสวัดประชาบำรุงและอดีตเจ้าคณะจังหวัดมหาสาร คาม (ธ) เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชาวมหาสารคามมาอย่างยาวนาน

มีนามเดิมว่า เหลา นาสวัสดิ์ เกิดเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2443 ณ บ้านท่าแร่ ต.กุดฆ้องชัย อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ พ.ศ. 2463 ได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ พระอุโบสถวัดพิชยญาติการาม เขตคลองสาน กรุงเทพฯ สำหรับชื่อพระอุปัชฌาย์สืบค้นไม่ได้

ในปีพ.ศ. 2498 หลวงปู่เหลา ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดประชาบำรุง จ.มหาสารคาม ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะจังหวัดมหาสารคาม (ธ) จนถึงปีพ.ศ. 2500 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญในราชทินนามที่ พระโพธิญาณมุนี

ล่วงเข้าสู่ปัจฉิมวัย ท่านมีอาการอาพาธเรื้อรังด้วยโรคมะเร็งที่ต่อมลูกหมาก สุดท้ายได้มรณภาพอย่างสงบ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2508 สิริอายุ 64 พรรษา 44

สำหรับวัตถุมงคลของหลวงปู่เหลา เท่าที่สืบค้นพบมีเพียงรุ่นเดียว แต่ได้รับความนิยมจากบรรดานักนิยมสะสมพระเครื่องในพื้นที่เป็นอย่างมากคือ เหรียญรูปเหมือนหลวงปู่เหลา จัดสร้างในปีพ.ศ. 2500

เหรียญรุ่นนี้ ทางวัดประชาบำรุง ร่วมกับคณะศิษยานุศิษย์จัดสร้างถวายหลวงปู่ ในวาระที่หลวงปู่เหลา สิริอายุครบ 55 ปี โดยได้แจกคณะศิษยานุศิษย์ รวมทั้งแจกให้กับพุทธศาส นิกชนที่เข้าร่วมงานมุทิตาสักการะ

เหรียญดังกล่าว ลักษณะเป็นเหรียญรูปคล้ายใบเสมา เนื้อทองแดง จำนวนการสร้างไม่เกิน 3,000 เหรียญ

ด้านหน้าเหรียญยกขอบสองชั้น บริเวณกลางเหรียญเป็นรูปเหมือนหลวงปู่เหลาครึ่งองค์หันหน้าตรง ด้านบนรูปเหมือนมีอักษรเขียนคำว่า "วัดประชาบำรุง" ใต้รูปเหมือนเขียนคำว่า "พระโพธิญาณมุนี จนฺทเถร"

ด้านหลังเหรียญ ไม่มีขอบเหรียญ ตรงกลางเป็นอักขระยันต์หุ่นมนุษย์ หัวใจธาตุทั้ง 4 และหัวใจพระเจ้า 5 พระองค์ พุทธคุณครอบจักรวาล เมตตามหานิยม ป้องกันภัย กันสิ่งอัปมงคล แคล้วคลาดปลอดภัย เป็นต้น ล่างสุดมีอักษรเขียนคำว่า "ศิษย์สร้าง" และ (พ) น่าจะหมายถึงตัวย่อสมณศักดิ์ของหลวงปู่เหลา

เหรียญรุ่นนี้ หลวงปู่เหลา ได้ประกอบพิธีพุทธาภิเษกเดี่ยว ภายในพระอุโบสถตลอดพรรษา จึงการันตีได้ในความเข้มขลัง

กล่าวกันว่า ผู้ที่มีเหรียญรุ่นนี้ห้อยคอพกติดตัว ล้วนเคยมีประสบการณ์อัศจรรย์มากมาย

จัดเป็นเหรียญยุคเก่าที่ค่อนข้างหายากอีกเหรียญหนึ่งของเมืองสารคาม แต่ราคาเช่าหายังไม่สูงเท่าใดนัก เหรียญสวยอยู่หลักร้อยปลาย สวยน้อยราคาอยู่หลักร้อยกลาง

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-03-17 09:33:13


ความเห็นที่ 43 (1407660)

เปิดประวัติ'หลวงพ่อเฮ็น'(จบ) วัตถุมงคลดังขลังดี-หลากรุ่น

มุมพระเก่า
อภิญญา

เมื่อ ปี 2537 "หลวงพ่อเฮ็น" วัดดอนทอง ต.ตะงาว อ.ดอนพุด จ.สระบุรี ได้เป็นประธานอธิษฐานจิตวัตถุมงคล รุ่นฉลองอายุครบ 7 รอบ 84 ปี มีทั้งเหรียญ รูปเหมือน และวัตถุมงคลอีกหลายรายการ ในวันดังกล�าวพิธีปลุกเสกเกิดปาฏิหาริย์มหัศจรรย์ขึ้นหลายอย่าง

งาน พิธีตรงกับวันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม 2537 ซึ่งเป็นวันที่มีการจัดพิธีการปลุกเสกวัตถุมงคลหลวงพ่อเฮ็น วัดดอนทอง จ.สระบุรี ขณะที่พิธีได้เริ่มขึ้นโดยพระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิ เริ่มพิธีสวดธัมมจักกัปปวัตนสูตร ท้องฟ้าที่มีแสงแดดจ้าร้อนแรง ปราศจากเมฆหมอก ไม่มีวี่แววที่จะส่อเค้าว่าจะมีฝนเลย

แต่เมื่อ พระสงฆ์ได้สวดธัมมจักกัปปวัตนสูตรได้ประมาณ 5 นาที ผ่านไปได้เกิดละอองฝนโปรยปรายลงมาเปรียบดั่งน้ำทิพยมนต์ทั่วบริเวณของวัดดอน ทอง ทั้งๆ ท้อง ฟ้าโปร่งและมีแสงแดดจ้า ละอองฝนได้ พรมอยู่จนใกล้พระสงฆ์สวดเสร็จจึงหยุดตก ขณะที่ท้องฟ้าคงอยู่สภาพเดิม คือมีแสงแดดกล้าและปราศจากเมฆหมอกแต่อย่างใด ว่ากันว่าเป็นเพราะเทพยดา ฟ้า ดิน ร่วมอนุโมทนาในพิธีนี้


ด้วย ปรากฏการณ์ครั้งที่ 2 ได้เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อพระเถรานุเถระที่ได้รับนิมนต์มา เพื่อนั่งปรกปลุกเสกได้เริ่มประจำที่ เวลาได้ผ่านไปประมาณ 10 นาที ท้องฟ้าที่สว่างมีแสงแดดจ้า กลับมืดครึ้มพร้อมทั้งมีเสียงฟ้าร้องติดต่อกันเป็นระยะๆ อยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงโดยไม่มีฝนตกแต่อย่างใด ท่ามกลางสายตาผู้ที่ไปร่วมพิธีหลายร้อยคน

เหตุการณ์อัศจรรย์ทั้ง 2 ครั้งของวันพิธีปลุกเสกวัตถุมงคลหลวงพ่อเฮ็น วัดดอนทอง นับเป็นเหตุ การณ์ที่มีนิมิตหมายอันเป็นมหามงคลที่แสดงให้เห็นถึงความสุข สงบร่ม เย็น ความอุดมสมบูรณ์ และความเจริญรุ่งเรือง อันมีพร้อมสรรพในวัตถุมงคลของหลวงพ่อเฮ็น รุ่นฉลองอายุครบ 7 รอบ 84 ปี อย่างหาที่สุดมิได้


ราย นามพระเถระที่ร่วมพิธีนั่งภาวนาปลุกเสก มีนามเป็นมงคลคือ 1.หลวงปู่วันนา วัดคลองเกตุ จ.ลพบุรี 2.หลวงปู่มัง วัดเทพกุญชร จ.ลพบุรี 3.หลวงพ่อเฮ็น วัดดอนทอง จ.สระบุรี 4.หลวงพ่อผัน วัดราษฎร์เจริญ (แปดอาร์) จ.สระบุรี 5.หลวงพ่อวันนา วัดดอนพุด จ.สระบุรี 6.หลวงพ่อแหร่ม วัดมะขามเรียง จ.สระบุรี 7.หลวงพ่อทิม วัดพระขาว จ.พระนครศรีอยุธยา 8.หลวงพ่อหอม วัดท่าอิฐ จ.อ่างทอง 9.หลวงพ่อหมอ วัดโคกกระต่ายทอง จ.พระนครศรีอยุธยา 10.หลวงพ่อนาค วัดหนองโปร่ง จ.สระบุรี 11.หลวงพ่อทองใบ วัดอบทม จ.อ่างทอง 12.หลวงพ่อเพชร วัดไผ่หลิ่ว จ.พระนครศรีอยุธยา 13.หลวงพ่อรวย วัดตะโก จ.พระนครศรีอยุธยา 14.หลวงพ่อดี วัดพระรูป จ.สุพรรณบุรี 15.หลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม 16.หลวงพ่อถม วัดเชิงท่า จ.ลพบุรี

วัตถุมงคล รุ่นนี้มีเหรียญทองแดงรุ่นวาสนา, รุ่นเงินดี มีสุข เหรียญล�อแม็กซ์ทองเหลือง ทุกองค์ตอกโค้ด เนื้อทองคำทุกองค์มีหมายเลขรหัส และใบกำกับ เฉพาะพระกริ่งตอก 3 โค้ด โค้ดที่ 1 ตอกโดยคณะผู้สร้าง โค้ดที่ 2 ตอกโดยกรรมการวัด โค้ดที่ 3 ตอกโดยคณะครูและนักเรียนวิทยาลัยเทคนิคสระบุรี

เพื่อ ให้เป็นไปตามเฉพาะตำรับครบสูตรหลวงพ่อเฮ็น หลังจากอธิษฐานภาวนาปลุกเสกใหญ่ในวันที่ 15 ตุลาคม 2537 แล้ว หลวงพ่อเฮ็นได้อธิษฐานจิตตภาวนาปลุกเสกเดี่ยวพิเศษต่ออีก 9 วัน 9 คือ เรียกว่าหรคุณสรรเสริญคุณ พระพุทธเจ้าและจะอธิษฐานจิตตภาวนาปลุกเสกเดี่ยวสรรเสริญคุณพระศรีรัตนตรัย ต่อไปอีกถึงวันเพ็ญ เดือน 12 (วันลอยกระทง) เพื่อความสว่างไสวในชีวิตตามตำรับสมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศน์ อีกคำรบหนึ่ง

นับเป็นสุดยอดวัตถุมงคลที่น่าสะสมยิ่ง

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-02-22 06:59:58


ความเห็นที่ 42 (1407502)

วัตถุมงคลย้อนยุค"วัดหนัง" 84ปีมรณภาพ-หลวงปู่เอี่ยม

ในเขตจอมทอง กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่อีกแห่งหนึ่งย่านฝั่งธนบุรี ที่มีพระอารามหลวงที่มีความงดงามหลายแห่ง เป็นเขตอนุรักษ์เมืองเก่า นอกจากเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมทางฝั่งธนบุรี เขตจอมทองยังมีวัดที่มีผู้คนนิยมเดินทางเข้ามาสักการะหลายแห่งด้วยกัน

เอ่ย นามวัดหนัง แทบไม่มีใครไม่รู้จัก พระอารามแห่งนี้ ในสมัยก่อนมีความโด่งดังเป็นอย่างยิ่ง ด้วยชื่อเสียงกิตติศัพท์ของ "พระภาวนาโกศล" หรือ "หลวงปู่เอี่ยม สุวัณณสโร" วัดหนังราชวรวิหาร เขตจอมทอง กรุงเทพฯ ที่ลูกศิษย์ใกล้ชิดมักนิยมเรียกขานท่านว่า "เจ้าคุณเฒ่าวัดหนัง"

โดยเฉพาะวัตถุมงคลของหลวงปู่เอี่ยม ได้รับความนิยมจากบรรดานักนิยมสะสมพระเครื่องเป็นอย่างยิ่ง

วัดหนัง ถือเป็นวัดสำคัญอีกวัดในฝั่งธนฯ เป็นวัดเก่าแก่ริมคลองด่าน

"วัด หนัง" เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่ ณ ฝั่งเหนือคลองด่าน แขวงบางค้อ เขตจอมทอง กรุงเทพฯ เดิมเป็นวัดราษฎร์ มีสืบมาแต่โบราณ มีนามว่าวัดหนังมาแต่เดิม แม้ได้สถาปนาเป็นพระอารามหลวงแล้ว ก็มิได้พระราชทานนามใหม่

มีประวัติว่าสร้างตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชกาลสมเด็จพระสรรเพ็ชญ์ที่ 9 (พระเจ้าท้ายสระ) ก่อนหน้าเป็นวัดพระอารามหลวง


วัด หนังเคยเป็นวัดร้างอยู่กว่า 200 ปี ต่อมา สมเด็จพระศรีสุลาลัย พระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงสถาปนาวัดขึ้นใหม่ทั้งพระอาราม

ด้วยเหตุนี้เองที่วัดหนังไม่ได้ เป็นสถาปัตย กรรมแบบไทยผสมจีนตามแบบพระราชนิยมของรัชกาลที่ 3 แต่เป็นวัดแบบไทย ด้วยพระบรมราชชนนีของพระองค์ทรงสถาปนาขึ้น เหตุที่ทรงสถาปนาน่าจักเนื่องด้วยราชนิกุลสายพระชนนีสมเด็จพระศรีสุลาลัย เป็นชาวสวนวัดหนัง

รัชกาลที่ 3 ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ ขึ้นภายในวัดอีกมากมาย อาทิ พระอุโบสถก่ออิฐถือปูนขนาด 5 ห้อง ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธปฏิมากร พระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยเป็นพระประธาน

มีเจ้าอาวาสปกครอง ดังนี้ 1.พระนิโรธรังสี 2.พระโพธิวงศาจารย์ (ขาว) 3.พระราชกวี (มุ้ย) 4.พระครูสังวรยุตตินทรีย์ (ทอง) 5.พระภาวนาโกศลเถร (เอี่ยม) 6.พระวิเชียรกวี (ฉัตร) 7.พระสุนทรศีลสมาจาร (ผล)

เมื่อครั้ง "พระธรรมศีลาจารย์" เจ้าอาวาสวัดหนังรูปที่ 8 ได้บูรณปฏิสังขรณ์พระอารามจนครบถ้วนบริบูรณ์ และได้บูรณะพระอุโบสถ พระวิหาร พระปรางค์ ได้ดำริจะทำพิธียกช่อฟ้าพระอุโบสถ

นอกจากนี้ ยังปรารภที่จะบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่สืบทอดกันมาจากอดีตเจ้าอาวาสตั้งแต่ สมัยหลวงปู่เอี่ยมเป็นลำดับมาไว้ที่พระปรางค์ พร้อมกันนี้ วัดหนังได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและยกช่อฟ้าพระ อุโบสถ ในวันที่ 18 เมษายน 2554

ในโอกาสอันเป็นมหามงคลนี้ คณะสงฆ์วัดหนัง โดย "พระวิเชียรโมลี" เจ้าอาวาสวัดหนังราชวรวิหาร เขตจอมทอง กรุงเทพฯ ได้จัดสร้างวัตถุมงคลและประกอบพิธีมหามงคลพุทธาภิเษก วันที่ 5 เมษายน 2554 ณ พระอุโบสถวัดหนัง แขวงบางค้อ เขตจอมทอง กรุงเทพฯ

เพื่อ ให้ญาติโยมสาธุชนได้เช่าบูชาไว้สักการะ ซึ่งการจัดทำวัตถุมงคลในครั้งนี้เป็นการสร้างที่ยิ่งใหญ่ตามต้นตำรับของวัด ที่ทำไว้ในยุคหลวงปู่เอี่ยมสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งบัดนี้ท่านมรณภาพไปแล้วเป็นปีที่ 84 วัตถุมงคลของท่านเป็นสิ่งที่ล้ำค่าหาได้ยากยิ่ง

วัตถุมงคลที่ได้จัดสร้าง อาทิ พระพุทธรูปหลวงพ่อสุโข เช่าบูชาองค์ละ 2,554 บาท

รูป หล่ออดีตเจ้าอาวาส ประกอบด้วย รูปหล่อหลวงปู่เอี่ยม ขนาด 7 นิ้ว องค์ละ 2,554 บาท รูปหล่อหลวงปู่เอี่ยม ขนาด 5 นิ้ว องค์ละ 2,000 บาท รูปหล่อหลวงปู่เอี่ยม ขนาด 3 นิ้ว องค์ละ 1,000 บาท รูปหล่อหลวงปู่เอี่ยม ขนาด 1.5 นิ้ว องค์ละ 399 บาท

รูปหล่อหลวงพ่อฉัตร ขนาด 5 นิ้ว องค์ละ 2,000 บาท รูปหล่อหลวงพ่อผล ขนาด 5 นิ้ว องค์ละ 2,000 บาท รูปหล่อพระธรรมศีลาจารย์ ขนาด 5 นิ้ว องค์ละ 2,000 บาท

เหรียญเสมา ทองคำพิมพ์ใหญ่ เหรียญละ 35,000 บาท เหรียญเสมาทองคำพิมพ์เล็ก เหรียญละ 32,000 บาท เหรียญเสมาพิมพ์ใหญ่ เนื้อเงิน เหรียญละ 500 บาท เหรียญเสมาพิมพ์เล็ก เนื้อเงิน เหรียญละ 500 บาท เหรียญเสมาพิมพ์ใหญ่ เนื้อนวะ เหรียญละ 250 บาท เหรียญเสมาพิมพ์ใหญ่ เนื้อทองแดง เหรียญละ 100 บาท

เหรียญหลวงปู่เอี่ยม (กลม) เนื้อเงิน เหรียญละ 800 บาท เหรียญหลวงปู่เอี่ยม (กลม) เนื้อนวะ เหรียญละ 200 บาท

พระผงสามอดีตเจ้าอาวาส เหรียญละ 100 บาท พระผงหลวงปู่เอี่ยม เหรียญละ 100 บาท

พระปิดตายันต์ยุ่ง เนื้อสัมฤทธิ์เงิน พิมพ์ใหญ่ องค์ละ 999 บาท พิมพ์กลาง 599 บาท พิมพ์เล็ก 499 บาท

ติดต่อสอบถามรายละเอียดในการสั่งจองได้ที่สำนักงานกลางวัดหนัง โทร.0-2875-4405, 0-2468-3419

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-02-20 13:00:39


ความเห็นที่ 41 (1407155)


เหรียญพระธาตุพนม


คอลัมน์ เปิดตลับพระใหม่

"พระ ธาตุพนม" ปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญของชาวพุทธสองฝั่งโขง ประดิษฐานอยู่ที่ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ตามตำนานกล่าวว่าสร้างขึ้นใน พ.ศ.8 มีอายุเก่าแก่กว่า 2,500 ปี

ภายในพระบรมธาตุเจดีย์บรรจุสิ่งของมี ค่ามากกว่า 2,500 ชิ้น และบรรจุพระอุรังคธาตุ (กระดูกส่วนหน้าอกของพระพุทธเจ้า) และพระบรมสารีริกธาตุอีกหลายองค์ ตลอดระยะที่ผ่านมามีการบูรณปฏิสังขรณ์รวม 5 ครั้ง

วันที่ 11 สิงหาคม 2518 เกิดเหตุเศร้าสลดใจ พระธาตุพนมล้มพังครืนทลายลง ก่อนมีการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่โดยรัฐบาลใน สมัยม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี

ที่ผ่านมามีการบูรณะ 5 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ ในสมัย ม.ร.ว.ศึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี เสร็จสิ้นในเดือนมีนาคม 2522 สมัยพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรี

จากนั้นมีงานฉลองสมโภชองค์พระธาตุพนม เป็นประจำทุกปี ในปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-19 กุมภาพันธ์ 2554 ตรงกับวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 3 ไปสิ้นสุดวันแรม 1 ค่ำ เดือน 3 รวม 9 วัน 9 คืน

ย้อนไปในปี พ.ศ.2523 พระเทพรัตนโมลี (แก้ว) อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมในขณะนั้น ได้จัดสร้างวัตถุมงคลเป็นเหรียญพระธาตุ พนม รุ่นพิทักษ์ไทย ไว้แจกจ่ายพุทธศาสนิกชน ที่มาทำบุญในวัด ส่วนหนึ่งมอบให้จังหวัดไว้แจกจ่ายส่วนราชการ อีกส่วนหนึ่งเก็บไว้ในคลังจังหวัด ศาลากลางจังหวัดนครพนม (หลังเดิม)

เหรียญ รุ่นดังกล่าวประกอบด้วย เนื้อทองแดงลงยาสีน้ำเงิน สีแดง สีเขียว และเนื้อทองแดงผิวไฟ จัดสร้างรวมกันประมาณ 10,000 เหรียญ ลักษณะเป็นเหรียญรูปทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ มีหูห่วง

ด้านหน้าเหรียญ ขอบเหรียญมีลายเส้นนูนรอบขอบ 2 ชั้น ตามส่วนเว้าโค้งของเหรียญ ตรงกลางเหรียญประดิษฐานพระธาตุพนมองค์ปัจจุ บันลอยนูนเด่น ด้านล่างสลักตัวหนังสือนูนคำว่า "พระธาตุพนม" ซ้ายขวาตัวหนังสือมีพญานาค 2 ตนที่คอยปกปักรักษาพระธาตุพนมชูคอประกบ ด้านล่างสุดสลักลวดลายประกบท้ายเหรียญ

ด้านหลังเหรียญ ใต้หูห่วงมียันต์อักขระในวงเส้นและนอกวงเส้น ตรงกลางเหรียญมีลายเส้นแผนที่ประเทศไทย ถัดลงมาสลักชื่อรุ่นเหรียญคำว่า "พระธาตุพนมพิทักษ์ไทย" ประกบด้วยดอกจันปิดหัวท้าย ถัดลงมาสลักลายเส้นเป็นลายเซ็น "พระเทพรัตนโมลี" กำกับไว้ มีลายเส้นขีดยาวและจุดปิดท้าย บรรทัดล่างสุดระบุ "๒๕๒๓" พุทธศักราชที่สร้างเหรียญ

เหรียญรุ่นนี้มีพิธีพุทธาภิเษกที่ลานต้น ศรีมหาโพธิ์ภายในวัด ปลุกเสกโดยคณาจารย์ผู้ ทรงวิทยาคมจากสำนักต่างๆ จำนวน 9 รูป หนึ่งในนั้นมีพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร พระเกจิชื่อดังร่วมพิธีแผ่เมตตาจิตด้วย

ทำให้เหรียญรุ่นนี้มีพุทธคุณ สูงส่ง ราคาหาเช่าในปัจจุบันเหรียญสภาพสวยคมชัด เนื้อทองแดงลงยาสีน้ำเงิน แดง เขียว ค่านิยม 1,700-1,800 บาท ส่วนเนื้อทองแดงผิวไฟอยู่ที่ 700-800 บาท

เดิมเป็นเหรียญหายาก ไม่พบความเคลื่อน ไหวตามศูนย์พระเครื่องนานกว่า 10 ปีแล้ว กระทั่งมีการเปิดตู้เซฟที่คลังจังหวัดหลังเดิม จึงได้พบเห็นอีกครั้ง  จัดเป็นอีกเหรียญที่เข้มขลังและมากด้วยประสบการณ์

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-02-16 06:24:18


ความเห็นที่ 40 (1407067)

เปิดประวัติ'หลวงพ่อเฮ็น' (2) วัตถุมงคลดังขลังดี-หลากรุ่น

คอลัมน์ มุมพระเก่า
อภิญญา

หลังจากที่ "หลวงพ่อเฮ็น" วัดดอนทอง ต.ดงตะงาว อ.ดอนพุด จ.สระบุรี ได้ศึกษาเล่าเรียนในด้านคาถาอาคมจนมีความชำนาญ เจนจัดด้านวิชาแขนงต่างๆ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจาก หลวงพ่อแก้ว วัดพรรณนารายณ์ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์แล้ว ท่านจึงได้ตัดสินใจออก ธุดงค์รอนแรมมาตามป่าและภูเขาเพื่อแสวงหาที่สงบวิเวกบำเพ็ญสมณธรรม และปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน

ระหว่างที่ท่านธุดงค์อยู่ในป่าดงดิบ เป็นเวลานาน สหธรรมิกอยู่ด้วยกันหลายรูป ท่านได้แลกเปลี่ยนวิชาความรู้ทางเวทมนตร์คาถา ทั้งที่เป็นพระชาวเขมรและชาวไทย ซึ่งท่านก็สามารถพาตัวรอดมาจากป่าดงดิบและภัยธรรมชาติต่างๆ และสัตว์ป่าสัตว์ร้ายนานาชนิด จนกระทั่งรอนแรมผ่านมาถึงจังหวัดศรีสะเกษ แวะจำพรรษาอยู่ที่ วัดขุขันธ์ 1 พรรษากับ ท่านพระอาจารย์ศรี

ต่อ จากนั้นก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ แวะพักผ่อนร่างกายที่วัดบูรพาราม แล้วจึงเดินล่องมาจนถึงบุรีรัมย์ นางรอง ล่องลงมาจนถึง จ.นครราช สีมา เข้าจำพรรษาที่วัดเสิงสาง กับ หลวงปู่สอน พระคณาจารย์ผู้เรืองเวทวิทยาคมของเมืองโคราช ต่อจากนั้นก็เดินทางเรื่อยลงมาถึง จ.พระนครศรีอยุธยา (กรุงเก่า) ไปกราบนมัสการพระพุทธมงคลบพิตร พระพุทธรูปที่มีความศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองประจำ จ.พระนครศรีอยุธยา ท่านจึงได้พบกับ พระอาจารย์ต่วน พระคณาจารย์ผู้เรืองพระเวทอาถรรพณ์แห่งสำนักวัดกล้วย และได้จำพรรษาอยู่ที่วัดกล้วยถึง 3 พรรษา เพื่อขอศึกษาเล่าเรียนตำราวิชาทำตะกรุดภุชงค์เบญจฤทธิ์ ที่มีอานุภาพสูงส่งทางด้านอยู่ยงคงกระพันชาตรี


พร้อม ทั้งวิชาการสร้างเสื้อยันต์ ตลอดจนเครื่องรางของขลัง ผ้ายันต์อนันตคุณที่มีกฤดาภินิหารนานัปการ พระอาจารย์ต่วนท่านก็ให้ความอนุเคราะห์ถ่ายทอดพระเวทอาถรรพณ์ให้จนหมดสิ้น นับได้ว่าหลวงพ่อเฮ็น วัดดอนทอง ท่านก็จัดว่าเป็นศิษย์เอกของพระอาจารย์ต่วน วัดกล้วย รูปหนึ่ง หลังจากที่หลวงพ่อเฮ็นได้รับการถ่ายทอดประสิทธิ์ประสาทวิทยาอาคมพระเวท อาถรรพณ์แล้ว ท่านจึงได้กราบลาพระอาจารย์ต่วนผู้เป็นอาจารย์ เพื่อจาริกแสวงธรรมต่อไป ลุถึงปีกุน พ.ศ.2478 ถึงปีชวด พ.ศ.2479 ก็รอนแรมมาถึงวัดดอนทอง บ้านตะงาว กิ่ง อ.ดอนพุด จ.สระบุรี ท่านเห็นเป็นวัดที่สงบวิเวกดี จึงตัดสินใจเข้าพำนักอาศัยกับหลวงพ่อนพ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสรูปก่อนในสมัยนั้น ก็ได้รับความศรัทธาจากบรรดาญาติโยมและชาวบ้านตะงาว ดอนทองเป็นอย่างดี จึงได้พำนักจำพรรษาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

หลวงพ่อเฮ็นเคยปรารภว่า ได้ออกท่องธุดงค์รอนแรมตามป่าเขาลำเนาไพร เพื่อแสวงหาที่สงบวิเวกบำเพ็ญสมณธรรม และปฏิบัติวิปัสสนาระหว่างทางในป่าเขาในถ้ำบ้าง ขุนเขาบ้าง เป็นที่พำนัก รักษาศีล และเจริญวิปัสสนา ได้พบกับความยากลำบากต่างๆ นานา พบกับภัยธรรมชาติก็อาศัยสรรพวิชาที่ได้ร่ำเรียนมากับอาจารย์สามารถปัดเป่าไป ได้ ระหว่างทางพบกับความลี้ลับมหัศจรรย์มากมาย

สมัยเมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว ระหว่างชายแดนด้านประ เทศเขมรมีแต่ป่าดงดิบทั้งนั้น ใครไม่แน่จริงเดินเข้าไปก็ไม่สามารถออกมาได้ กลายเป็นผีเฝ้าป่าไปเท่านั้น หลวงพ่อเฮ็นเล่าว่า ในป่าดงดิบแถบนั้นการเอาตัวรอดจากภัยธรรมชาติเป็นเรื่องมิใช่ง่าย นอกจากต้องมีพลังจิตกล้าแข็งแล้ว การผจญกับสัตว์ป่านานา ชนิดบางครั้งต้องใช้วิชาไสย ศาสตร์แก้ไขเหตุการณ์เฉพาะ หน้าไปด้วย

ท่าน ใช้เวลาธุดงค์ยาว นานหลายปีวนเวียนอยู่ในป่าเขา จนการปฏิบัติวิปัสสนาก้าวหน้ากล้าแข็งดีแล้วจึงธุดงค์เข้ามาในเขตประเทศไทย ได้พบพระคณาจารย์ต่างๆ ของไทยหลายรูปที่ธุดงควัตรอยู่ในป่า ได้ศึกษาสนทนาธรรมแลกเปลี่ยนกัน และธุดงค์เรื่อยผ่านเข้ามา ทางทุ่งนาบ้าง บ้านคนบ้าง จนกระทั่งถึงเมืองสระบุรี ท่านเดินทางไปถึงบ้านดง ตะงาว กิ่ง อ.ดอนพุด ได้พบ วัดดอนทอง เห็นเป็นวัดที่มีความสงบวิเวกดี มีบ้านเรือนชาวบ้านอยู่ไม่มากนัก

จากนั้นจึงได้อยู่จำพรรษาที่ "วัดดอนทอง" เมื่อปี พ.ศ. 2479 ระหว่างจำพรรษาอยู่ที่นั่นได้เป็นที่ศรัทธาของชาว บ้านดอนทองมาก ด้วยมีศีลาจารวัตรงดงาม ครั้นเมื่อ หลวงพ่อแพ เจ้าอาวาสวัดดอนทอง มรณภาพ ชาวบ้านได้นิมนต์หลวงพ่อเฮ็น ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสสืบต่อมา พ.ศ.2535 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระ ครูสัญญาบัตรในราชทินนาม "พระครูอรรถธรรมธร"

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-02-15 05:22:58


ความเห็นที่ 39 (1405658)

เหรียญหลวงปู่จันทร์

คอลัมน์ เปิดตลับพระใหม่

"หลวงปู่จันทร์ สุภัทโท" หรือ "พระครูวิบูลธรรมรัต" อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านโคกยาว ต.ดงดวล อ.นาดูน จ.มหาสารคาม พระเกจิอาจารย์ชื่อดังสายวิปัสสนากัมมัฏฐาน สืบสายธรรมจากพระครูสีหราช วัดบ้านแก่นท้าว อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม บูรพาจารย์รุ่นเก่าเชี่ยวชาญไสย เวทสายเขมร

หลวงปู่จันทร์ เกิดเมื่อปี พ.ศ.2456 ณ บ้านยางสีสุราช อ.ยางสีสุราช จ.มหาสารคาม ได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ วัดยางสีสุราช ต่อมาไปฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษาวิทยาคมจากพระครูสีหราช

นอกจากนี้ ยังไปศึกษาเพิ่มเติมจาก หลวงปู่ดำ วัดหนองหิน อ.พยัคฆภูมิพิสัย หลวงปู่จันทร์ มรณภาพอย่างสงบ ในปี พ.ศ.2530 สิริอายุ 74 พรรษา 54

สำหรับวัตถุมงคลของหลวงปู่จันทร์ สร้างขึ้นมาหลายรุ่น แต่เนื่องจากไม่มีการบันทึกประวัติการสร้างไว้ ที่ผ่านมานักสะสมวัตถุมงคลเข้าใจผิดว่าเหรียญใบเสมารูปเหมือนหลวงปู่จันทร์ รุ่นปี 2521 จัดสร้างขึ้นเนื่องในโอกาสที่หลวงปู่จันทร์ มีอายุ 65 ปี เป็นเหรียญรุ่นแรกของท่าน

ต่อมามีการค้นพบเหรียญรูปเหมือนของท่านที่สร้างในปี พ.ศ.2517 และศิษยานุศิษย์ที่เคยรับใช้ใกล้ชิดหลวงปู่ยืนยันว่าเหรียญรุ่นนี้ เป็นเหรียญรุ่นแรกที่วัดบ้านโคกยาว ได้จัดสร้างขึ้น เพื่อมอบให้แก่ญาติโยมที่มาร่วมงานมุทิตาสักการะหลวงปู่จันทร์ สิริอายุครบ 60 ปี พรรษา 40

เหรียญรุ่นนี้ จัดสร้างเป็นเหรียญทองแดงรมดำ จำนวนการสร้างประมาณ 3,000 เหรียญ ลักษณะเป็นเหรียญรูปไข่ยกขอบ 2 ชั้น มีหูห่วง

ด้าน หน้าเหรียญ เป็นรูปเหมือนหลวงปู่จันทร์ ครึ่งองค์ ด้านล่างรูปเหมือนเขียนว่า "หลวงพ่อจันทร์ สุภฒโท" จากด้านขวาของเหรียญโค้งขึ้นไปด้านบนวนลงไปด้านซ้าย เขียนว่า "วัดโคกยาว มหาสารคาม ๓๐ พ.ค.๑๗" เป็นวันเดือนปีพุทธศักราชที่จัดสร้าง

ด้านหลังเหรียญด้านขวามีตัวอักษรเขียนว่า "วัดโคกยาว" และด้านซ้ายเหรียญเขียนว่า "อ.กริ่ง นาดูน" ช่างแกะบล็อกผิด ที่ถูก คือ อ.กิ่ง นาดูน บริเวณกลางเหรียญมีอักขระยันต์ 4 แถว อ่านว่า "นะมะพะทะ มะพะทะนะ พะทะนะมะ ทะนะมะพะ" เป็นคาถาตั้งธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ป้องกันภัยรอบด้าน ด้านบนใต้ห่วงยังมียันต์มะ อะ อุ ปิดด้วยอุนาโลม 3 ตัว

เหรียญรุ่นนี้ หลวงปู่จันทร์ ประกอบพิธีพุทธาภิเษกเดี่ยว ภายในอุโบสถตลอดพรรษา ด้วยความที่หลวงปู่มีพลังจิตที่แก่กล้า เจตนาการจัดสร้างที่บริสุทธิ์ พุทธคุณจึงโดดเด่นรอบด้าน

สำหรับผู้ที่มีเหรียญหลวงปู่รุ่นนี้ไว้ในครอบครอง ต่างมีประสบการณ์มากมายไม่ว่าจะเป็นด้านแคล้วคลาด โชคลาภ เป็นต้น
จัดเป็นเหรียญยอดนิยมในพื้นที่อีกเหรียญหนึ่งของอำเภอนาดูนและใกล้เคียง เป็นเหรียญที่ค่อนข้างหายาก แต่ราคาเช่าหายังไม่สูงเท่าใดนัก เหรียญสวยจะอยู่หลักร้อยปลาย สวยน้อยราคาอยู่หลักร้อยกลาง

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-01-30 07:24:47


ความเห็นที่ 38 (1403803)

เหรียญเจ้าคุณนรฯรุ่นแรก

คอลัมน์ เปิดตลับพระใหม่

วันที่ 8 มกราคม ของทุกปี ถือเป็นวันคล้ายวันมรณภาพ 'พระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต' วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพฯ หรือที่รู้จักกันดีในนาม 'ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต ธัมมวิตักโกภิกขุ'

วง การพระมักเรียก "เจ้าคุณนรฯ" ท่านมีนามเดิมว่า ตรึก จินตยานนท์ เกิดที่หลังวัดโสมนัสวิหาร อ.ป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ เมื่อวันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2440 เป็นบุตรคนโตของพระนรราชภักดี (ตรอง จินตยานนท์) มารดาชื่อ ภุก จินตยานนท์

เมื่อเจริญวัยขึ้น ท่านได้เข้าศึกษาวิชาเบื้องต้นที่โรงเรียนวัดโสมนัสฯ จนจบชั้นประถม (ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดในสมัยนั้น) และได้เข้าศึกษาชั้นมัธยมที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร

สำเร็จการศึกษา ชั้นมัธยมด้วยการสอบได้ที่ 1 ของสนามสอบ ทั้งนี้ การสอบในสนามสอบในสมัยนั้น เป็นการสอบรวมกันหลายๆ โรงเรียน โดยใช้ข้อสอบเดียวกัน อาจจะกล่าวได้ว่าท่านสอบได้ที่ 1 ของประเทศในสมัยนั้น และได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนข้าราชการพลเรือน (ปัจจุบัน คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) โดยเลือกเรียนวิชารัฐศาสตร์

สำหรับการเรียน วิชารัฐศาสตร์ของท่าน จบด้วยการสอบไล่ได้ที่ 1 ของชั้นเรียน ภายหลังจากการที่ท่านศึกษาอยู่ในปีสุดท้าย นักศึกษาในปีนั้นต้องเข้ารับการซ้อมรบเสือป่าในฐานะนักเรียนเสือป่ารักษา พระองค์

หลังจากซ้อมรบเสือป่าเสร็จสิ้น ในหลวงรัชกาลที่ 6 ทรงโปรดให้ท่านเป็นฝ่ายในและโปรดเกล้าฯ ให้ท่านเข้าไปรับใช้ประจำห้องบรรทมในที่สุด

ด้วย ความจงรักภักดีที่ท่านมีต่อล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ท่านจึงปฏิบัติรับใช้ด้วยความขยันและซื่อสัตย์จนเป็นที่โปรดปรานของพระองค์ จนได้รับโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาพานทองที่ พระยานรรัตนราชมานิต เมื่อปี พ.ศ.2462 (ขณะนั้นท่านอายุเพียง 25 ปีเท่านั้น)

ต่อมา เมื่อรัชกาลที่ 6 สวรรคต เจ้าคุณนรฯ ได้อุปสมบทในวันถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศล ณ วัดเทพศิรินทราวาส โดยมี สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวรเถร) เป็นพระอุปัชฌาย์ ขณะที่บวช เจ้าคุณนรฯ มีอายุ 28 ปี

ท่านละสังขาร เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2514 สิริรวมอายุ 74 ปี พรรษา 46

เหรียญรูปเหมือนเจ้าคุณนรฯ รุ่นแรก สร้างขึ้นในงานทำบุญฉลองอายุครบ 70 ปี เมื่อปี พ.ศ.2510 ลักษณะเป็นเหรียญหลังเต่า มีหู

ด้าน หน้าเหรียญ เป็นรูปเหมือนท่านครึ่งองค์หันหน้าตรง มีเส้นขนแมวในหูเหรียญ ดวงตาคมชัด สันเหรียญมีร่องรอยการตัด ใต้รูปเหมือน เขียนคำว่า "ธมฺมวิตกฺโกภิกขุ ๗๐"

ด้านหลังเหรียญ ไม่มีขอบ ตรงกลางเป็นยันต์คมชัด พบว่ามี 2 แบบ คือ แบบบล็อกเคลื่อนกับบล็อกไม่เคลื่อน

วัน เวลาผ่านไป ความนิยมในเหรียญเจ้าคุณนรฯ รุ่นแรก ในหมู่บรรดานักสะสมนิยมพระเครื่องยิ่งมีมากขึ้น นอกจากได้สัมผัสพุทธคุณที่เด่นชัดแล้ว สนนราคาค่านิยมเล่นหายังขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ

ปัจจุบันเป็นที่ต้องการของนักสะสมพระเครื่องอย่างมาก

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-01-14 06:54:13


ความเห็นที่ 37 (1403230)

เหรียญหลวงปู่สีดา

คอลัมน์ เปิดตลับพระใหม่

'หลวง ปู่สีดา ปัญญาธโร' หรือ 'พระมงคลสารคุณ' สิริอายุ 88 พรรษา 68 เจ้าอาวาสวัดโสมนัสประดิษฐ์ ต.หนองแสง อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม เป็นพระเถระที่มีเมตตาธรรมสูง เป็นทั้งพระนักการศึกษา และพระเกจิเรืองวิทยาคม อยู่ในศรัทธาชาว อ.วาปีปทุม

หลวงปู่สีดา เกิดที่บ้านนาดูน ต.นาดูน อ.นาดูน จ.มหาสารคาม อุป สมบทเป็นพระภิกษุ ณ อุโบสถวัดทรงศิลา อ.นาดูน โดยมีหลวงปู่สร้อย จิตตทันโต พระเกจิชื่อดังในยุคนั้น เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านได้มีโอกาสร่ำเรียนวิทยา คมจากหลวงปู่สร้อย พระอุปัชฌาย์ของท่าน ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะเป็นพระเกจิเรืองวิทยาคม

หลวงปู่สีดา มีวัตรปฏิบัติในช่วงหลังออกพรรษา ท่านนิยมชมชอบออกเดินท่องธุดงควัตรไปตามป่าเขาลำเนาไพรหลายแห่งในภาคอีสาน บางครั้งก็เดินเข้าไปในฝั่งลาว ในปี พ.ศ.2508 หลวงปู่สีดา ได้รับแต่งตั้งดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอวาปีปทุม และดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโสมนัสประดิษฐ์จนถึงปัจจุบัน

กล่าวถึง วัตถุมงคลของหลวงปู่สีดา คณะศิษยานุศิษย์ที่เคารพเลื่อมใสศรัทธาท่าน ได้ร่วมกันจัดสร้างขึ้นมาหลายรุ่น ด้วยกัน แต่ที่เป็นสุดยอดปรารถนาของบรรดาเซียนพระและนักสะสมนิยมพระเครื่อง คือเหรียญรูปเหมือนรุ่น 1 ปี พ.ศ.2513

เหรียญดังกล่าวจัดสร้างขึ้น ในวาระที่หลวงปู่สีดา สิริอายุครบ 49 ปี และได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอกที่ พระครูมานิตย์ปฏิภาณ ลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดได้เก็บไว้บูชาน้อมติดตัวเป็นสิริมงคล

เหรียญ รุ่นนี้จัดเป็นเนื้อทองแดง จำนวนสร้างประมาณ 2,000 เหรียญ ลักษณะคล้ายเหรียญรูปไข่ มีหูห่วง ด้านหน้าเหรียญ ยกขอบเหรียญ ส่วนขอบเหรียญด้านในเป็นจุดไข่ปลา ตรงกลางเหรียญเป็นรูปเหมือนหลวงปู่สีดาครึ่งองค์หันหน้าตรง ด้านขวา ของเหรียญโค้งขึ้นไปด้านบนวนไปด้านซ้าย เขียนคำว่า "วัดโสมนัสประดิษฐ์ อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม" ใต้รูปเหมือนมีตัวอักษรเขียนคำว่า "หลวงพ่อพระครูมานิตย์ปฏิภาณ" ด้านหลังเหรียญ เป็นอักขระยันต์นะโม พุทธายะ

สำหรับ เหรียญรุ่นนี้ หลวงปู่สีดา ได้ประกอบพิธีปลุกเสกเดี่ยวในกุฏิของท่านทุกวันนานหลายเดือน ภายหลังเสร็จพิธีพุทธาภิเษก ได้มีการนำออกแจกจ่ายให้กับพุทธศาสนิกชนที่มาร่วมงานมุทิตาสักการะครบรอบ 49 ปี และฉลองเลื่อนสมณศักดิ์ คนละ 1 เหรียญ ด้วยเจตนาการจัดสร้างที่บริสุทธิ์ เหรียญรุ่นดังกล่าวจึงมีพุทธคุณโดดเด่นรอบด้าน แคล้วคลาดคงกระพัน เมตตามหานิยม ค้าขาย โชคลาภ เป็นต้น ในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ผู้ที่ห้อยเหรียญหลวง ปู่สีดารุ่นปี 2513 ติดตัว ต่างมีประสบการณ์อัศจรรย์มากมาย

อย่างไรก็ตาม ราคาเช่าหายังไม่สูงนัก เหรียญสวยในพื้นที่ ราคายังอยู่แค่เพียงหลักร้อยปลายเท่านั้น

จัดเป็นวัตถุมงคลอีกรุ่นหนึ่งของหลวงปู่สีดา ที่นักสะสมพระเครื่องผู้เลื่อมใสศรัทธา

ควรหาบูชาไว้ในครอบครอง

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-01-07 07:52:37


ความเห็นที่ 36 (1401613)

พระเกจิฯ'จาด-จง-คง-อี๋'(2) โด่งดังยุคสงครามอินโดจีน

คอลัมน์ มุมพระเก่า
อภิญญา

นักสะสมวัตถุมงคล ไม่มีใครไม่รู้จัก "หลวงพ่อจง พุทธสโร" วัดหน้าต่างนอก จ.พระนครศรีอยุธยา ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังแก่กล้าในพลังจิตพุทธาคม ในยุคสงครามอินโดจีน โดยที่มีชื่อเรียกกันติดปากว่า 4 รูปด้วยกัน "จาด-จง-คง-อี๋"

"หลวงพ่อจง" ได้สร้างวัตถุมงคลไว้มากมายหลายอย่างและได้สร้างแจกทหาร ตำรวจ ในสงครามอินโดจีน ในช่วงปี 2483-2485 เป็นต้นมา เช่น เสื้อยันต์แดง ตะกรุดชุด จนทำให้ทหารที่รอดชีวิตมา ต่างพูดเสียงเดียวกันว่า "วัตถุมงคลของหลวงพ่อจงสุดยอดจริงๆ"

เมื่อไม่นานมานี้ได้มีโอกาสไปเที่ยววัดหน้าต่างนอก เจอกับ "หลวงพ่อแม้น" เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ท่านเล่าให้ฟังว่าสังขารของหลวงพ่อจง ได้ฌาปนกิจไปเมื่อปี 2509 ก่อนเผาลูกศิษย์ 2 คน ได้แอบใช้ปากกัดนิ้วชี้ทั้งซ้ายและขวาของหลวงพ่อจงเก็บไว้ หลังจากนั้นก็นำไปเลี่ยมบูชาในคอ ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น ผ่านมาหลายปี เจ้าคนทั้ง 2 เดินทางมาที่วัดหน้าต่างนอก นำนิ้วทั้งซ้ายและขวามามอบให้ที่วัดเก็บรักษา

"นิ้วมือข้างซ้ายของหลวงพ่อจง" นั้น หลวงพ่อแม้นนำไปบรรจุไว้ในมณฑปเจดีย์ ส่วน "นิ้วมือข้าวขวา" บรรจุไว้ในผอบแก้ว ตั้งบูชาไว้ด้านหลังรูปเหมือนหลวงพ่อจง เพื่อให้ลูกศิษย์ลูกหาบูชาขอพร เพื่อความเป็นสิริมงคล

น่าอัศจรรย์นิ้วมือหลวงพ่อจงยังคงสดใสเหมือนนิ้วมือคนธรรมดา

แถมเล็บงอกยาวออกมาด้วย เหตุนี้เองกลายเป็นแรงบันดาลใจ ทำให้ผมอยากจะเขียนถึง วัตถุมงคลยอดนิยม "เหรียญหลวงพ่อจงรุ่นแรก" ในครั้งนี้

ท่านมีนามเดิมว่า "จง" สำหรับวันเดือนปีเกิดนั้น เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่ล่วงเลยผ่านพ้นมานาน อีกทั้งการบันทึกก็มิได้มีหลักฐานที่เด่นชัด แต่ระบุไว้พอรู้ความว่า ท่านได้เกิดในสมัยต้นรัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี วันพฤหัสบดี เดือน 4 ปีวอก ตรงกับวันที่ 6 มีนาคม 2415 อย่างไรก็ตาม ด้วยเวลานั้นยังไม่มีการใช้ชื่อสกุล จึงไม่มีการระบุชื่อนามสกุลเดิมของท่านไว้


ท่านถือกำเนิดในท้องที่ ต.หน้าไม้ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา โยมบิดา-มารดา ชื่อว่า นายยอดและนางขลิบ ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา ชีวิตหลวงพ่อจง ในวัยเยาว์ เป็นผู้มีความชอบวัด ติดวัด เข้าวัดฟังธรรมอยู่เป็นนิจ มากกว่าเด็กในวัยเดียวกันที่ชอบเที่ยวเตร่หาความสนุกสนานไปวันๆ

ดังนั้นเมื่ออายุครบอุปสมบทในปี 2435 โยมบิดามารดาจึงจัดพิธีอุปสมบทให้ได้เป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดหน้าต่างใน โดยมี หลวงพ่อสุ่น เจ้าอาวาสวัดบางปลาหมอ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอาจารย์อินทร์ เจ้าอาวาสวัดหน้าต่างนอก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์โพธิ์ เจ้าอาวาสวัดหน้าต่างใน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา "พุทธสโร"

ภายหลังอุปสมบท ท่านได้อยู่พำนักเพื่อศึกษาพระธรรมวินัย ตลอดจนวิชาการต่างๆ ที่วัดหน้าต่างใน ได้มาศึกษาหาความรู้ในด้านพระปริยัติธรรมและธรรมสิกขา พร้อมทั้งฝึกฝนด้านการเขียนอ่านอักษรทั้งไทยและขอมจาก "พระอาจารย์โพธิ์" เจ้าอาวาสวัดหน้าต่างใน ซึ่งเป็นพระอนุสาวนาจารย์

การแสวงหาความรู้ของพระภิกษุจงมิได้หยุดยั้งอยู่แต่เพียงภายในวัดหน้าต่างใน เท่านั้น ท่านยังคงเสาะแสวงหาที่เรียนต่อไป อย่างเช่นการไปเรียนวิชาฝ่ายกัมมัฏฐานกับ "หลวงพ่อปั้น วัดพิกุล" ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง ด้วยภูมิธรรมความรู้ อันเกิดจากความวิริยะพากเพียร ทำให้ท่านเป็นที่เคารพศรัทธาของญาติโยมทั้งหลาย

ในขณะนั้นปฏิปทาของหลวงปู่เอี่ยม วัดหน้าต่างนอก เป็นที่เลื่องลือกันมาก ในสมัยนั้นท่านเป็นพระปฏิบัติในด้านพระกัมมัฏฐาน น้ำมนต์ของท่านศักดิ์สิทธิ์มาก ผู้คนเลื่อมใสศรัทธาไปมาหาสู่เพื่อสักการะไม่ขาดสาย ครั้นต่อมาหลวงปู่เอี่ยมมรณภาพ ทางคณะสงฆ์จึงได้อาราธนา "หลวงปู่อินทร์" ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสแทนหลวงปู่เอี่ยม ต่อมาหลวงปู่อินทร์ได้ลาสิกขาบท ทางคณะสงฆ์จึงได้อาราธนานิมนต์ "หลวงพ่อจง" ซึ่งบวชอยู่ "วัดหน้าต่างใน" มาดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดหน้าต่างนอก

เมื่อ "หลวงพ่อจง" ได้มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดหน้าต่างนอก ท่านก็ได้บูรณะอุโบสถหลังเก่า ซึ่งเดิมทีเป็นเรือนไม้ บูรณะเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ตลอดทั้งวิหารคู่กับอุโบสถนั้น แล้วก็ได้สร้าง "พระพุทธฉาย" ขึ้นที่หน้าวัด เพื่อเป็นอนุสรณ์ และได้สร้าง "เรือหงส์" ขึ้นอีกหนึ่งลำ จากนั้นได้ซ่อมแซมเสนาสนะ เช่น กุฏิซึ่งมีสภาพทรุดโทรมให้อยู่ในสภาพที่ดี เป็นต้น

ท่านเป็นพระเถราจารย์ที่มีวิทยาคมแก่กล้า ได้รับการถ่ายทอดวิทยาคมจาก หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ อ.บางบาล และหลวงพ่อปั้น วัดพิกุล จ.พระนครศรีอยุธยา นอกจากนี้ ยังเป็นสหายธรรมกับหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค เป็นอันมาก เนื่องจากมีพระอุปัชฌาย์องค์เดียวกัน

เนื่องจากคุณธรรมอันวิเศษ ที่หาได้ยากของหลวงพ่อจง ทำให้กิตติศัพท์แพร่หลายออกไปอย่างกว้างขวาง งานปลุกเสกเครื่องมงคลในกรุงเทพฯ ที่จัดพิธีใหญ่ทุกงาน หลวงพ่อจงจะต้องได้รับนิมนต์มาร่วมพิธีด้วยทุกครั้งไป ถือว่าเป็นพระเถราจารย์ที่ขาดเสียมิได้

ด้วยคุณธรรมอันสูงส่งของท่านดังนี้ วิทยาคมที่ปรากฎชัดส่วนมากคือ แคล้วคลาด คงกระพัน เมตตามหานิยม และมหาลาภ แม้กระทั่งสมเด็จพระสังฆราช (แพ) จะสร้างเครื่องมงคลครั้งใด ต้องมีบัญชาให้ท่านเจ้าคุณศรี (สนธิ์) นิมนต์หลวงพ่อจงมาร่วมปลุกเสกด้วยทุกครั้งไปมิเคยขาด

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2508 เวลา 01.55 น. หลวงพ่อจงได้ถึงแก่มรณภาพด้วยอาการสงบ ท่ามกลางความโศกสลดของคณะศิษย์ที่นั่งเฝ้าโดยใกล้ชิดทั้งหลาย หลังจากนั้น 1 ปี คณะศิษย์จึงได้จัดงานฌาปนกิจสังขารของท่านที่วัดหน้าต่างใน

"หลวงพ่อจง" ได้สร้างพระเครื่องวัตถุมงคลไว้มากมายหลายชนิด มีทั้งเหรียญ ผ้ายันต์ ตะกรุด แผ่นยันต์มหาลาภ และกันไฟ แต่ที่มีชื่อเสียงมากคือ เสื้อยันต์แดง ผ้ายันต์สิงห์มหาอำนาจ แผ่นยันต์พิมพ์ด้วยกระดาษสอง และปลาตะเพียนเงิน-ตะเพียนทอง

สำหรับเหรียญหลวงพ่อจงรุ่นแรก สร้างเมื่อปี 2484 เพื่อแจกลูกศิษย์ในการร่วมสร้างหอสวดมนต์ เป็นเหรียญปั๊มแบบโบราณเนื้อเงินลงยา และเนื้อทองแดง ทรงข้าวหลามตัด ด้านหน้าโหนกนูนมาก เป็นรูปหลวงพ่อจง ริ้วจีวรคมชัด มีชื่อ "หลวงพ่อจง" อยู่ข้างล่าง ด้านหลังเป็นท้องกระทะ มีข้อความ "ที่รฤกในการสร้างหอสวดมนต์ พ.ศ.๒๔๘๔" อักขระยันต์คมชัด ขอบเหรียญปลิ้น

เหรียญรุ่นนี้ปัจจุบันหายาก สนนราคาเล่นหาสูงมาก ของปลอมมีระบาดหนัก  คนสมัยก่อนให้พรไว้ว่า "ใครมีเหรียญหลวงพ่อจง ขอให้จงรวย"

ตกถึงทุกวันนี้รวยสมใจไปหลายราย!!!

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-12-20 06:21:42


ความเห็นที่ 35 (1401548)

เหรียญหลวงปู่ตา

คอลัมน์ เปิดตลับพระใหม่

"หลวง ปู่ตา" หรือ 'พระครูสิริวุฒาจาร' อดีตเจ้าคณะตำบลเสือโก้ก เขต 2 อดีตเจ้าอาวาสวัดสังวรณ์ อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม เป็นพระเกจิอาจารย์รุ่นเก่าอีกรูปหนึ่งที่เรืองวิทยาคม มีชื่อเสียงโด่งดังในพื้นที่อำเภอวาปีปทุม

สืบทอดปฏิปทาและวิทยา คมจากหลวงปู่ซุน วัดบ้าน เสือโก้ก ต.เสือโก้ก อ.วาปี ปทุม ซึ่งเป็นบูรพาจารย์รุ่นเก่าของจังหวัดมหาสารคาม

หลวงปู่ตา เกิดในปี พ.ศ. 2442 ณ บ้านไก่นา ต.เสือโก้ก อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม ครอบครัวประกอบอาชีพทำไร่ทำนา

เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ อุโบสถวัดบ้านเสือโก้ก โดยมีพระครูสุนทรสาธุกิจ หรือหลวงปู่ซุน เป็นพระอุปัชฌาย์


ต่อ มาญาติโยมชาวบ้านไก่นา ต.เสือโก้ก อ.วาปีปทุม ได้นิมนต์ให้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านไก่นา เนื่องจากขาดแคลนพระผู้ใหญ่ หลวงปู่ตา ได้รับนิมนต์และกลับมาพัฒนาวัดบ้านเกิด ได้ทุ่มเทกำลังกายกำลังใจพัฒนาวัดแห่งนี้ จนมีความเจริญรุ่งเรือง

หลวงปู่ตา มรณภาพอย่างสงบในปี พ.ศ. 2524 สิริอายุ 82 พรรษา 62

สำหรับ วัตถุมงคลของหลวงปู่ตา จากการสืบค้นพบว่ามีการสร้างน้อยมาก แต่รุ่นที่ได้รับความนิยมจากคณะศิษยานุศิษย์เป็นอย่าง สูง คือ เหรียญรูปเหมือนทรงหยดน้ำ รุ่นแรกสร้างปี 2523 ก่อนที่หลวงปู่ จะละสังขารเพียงปีเดียว

เหรียญรุ่นนี้ ทางวัดจัดสร้างขึ้นเพื่อแจกศิษยานุศิษย์และมอบให้พุทธศาสนิกชนที่ร่วมงาน มุทิตาสักการะเนื่องในวาระที่หลวงปู่สิริอายุวัฒนะ 81 ปี พรรษ 61 เป็นเหรียญ เนื้อทองแดงรมดำ จำนวนการสร้างประมาณ 2,000 เหรียญ

ลักษณะเป็นเหรียญรูปทรงคล้ายหยดน้ำยกขอบมีหูห่วง

ด้านหน้าเหรียญ เป็นรูปเหมือนหลวงปู่ตา ครึ่งองค์ด้านล่างมีตัวอักษรเขียนว่า พระปลัดตา นิรักสุกสโส

ด้านหลังเหรียญ มีอักขระยันต์เด่นในทุกด้านและมีตัวอักษรเขียนว่า วัดสังวร ต.เสือโก้ก อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม

เหรียญ รุ่นนี้ หลวงปู่ตา ได้ประกอบพิธีพุทธาภิเษกเดี่ยว ภายในกุฏิของท่านนานหลายเดือน ด้วยเจตนาการจัดสร้างที่บริสุทธิ์ และมีพระเกจิคณาจารย์ชื่อดังเข้าร่วมพิธีปลุกเสก ทำให้เหรียญรูปเหมือนการันตีได้ในความเข้มขลัง

แม้จะเป็นเหรียญที่ มีอายุการสร้างนานกว่า 30 ปี แต่ราคาเช่าหาในพื้นที่ยังไม่สูงเท่าใดนัก เนื่องเพราะนักสะสมวัตถุมงคลส่วนใหญ่ ยังไม่ทราบประวัติความเป็นมาของหลวงปู่ตาและประวัติการสร้างเหรียญ

ปัจจุบัน เหรียญนี้มีราคาเช่าหา เหรียญสวยอยู่หลักร้อยปลาย นับว่าเป็นเหรียญที่ราคาเช่าหายังไม่สูงเท่าใดนัก

จัดเป็นวัตถุมงคลอีกรุ่นหนึ่งของหลวงปู่ตา ที่นักสะสมนิยมพระเครื่องวัตถุมงคลควรหาบูชาไว้ในครอบครอง

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-12-19 08:46:32


ความเห็นที่ 34 (1401394)


เหรียญหลวงพ่อรุ่ง


คอลัมน์ เปิดตลับพระใหม่

'พระไพโรจน์วุฒาจารย์' หรือที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า 'หลวงพ่อรุ่ง ติสสโร' วัดท่ากระบือ ต.บางยาง อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร เป็นอีกพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง

เกิดเมื่อวันเสาร์ แรม 8 ค่ำ เดือน 9 ปีระกา พ.ศ.2416 ที่ ต.หนองนกไข่ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร

อายุ 21 ปีบริบูรณ์ ท่านได้เข้าพิธีอุปสมบท ที่วัดน้อยนพคุณ เมื่อวันเสาร์ที่ 5 พฤษภาคม 2437 มีพระอุปัชฌาย์ทับเป็นพระอุปัชฌาย์  ต่อมาย้ายไปจำพรรษาที่วัดท่ากระบือ

หลวงพ่อรุ่งมีความสนใจในด้านการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน เคยศึกษาในสำนักพระอาจารย์เกิด วัดกำแพง อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เป็นปฐม

หลังจากนั้นได้ศึกษาทางพุทธาคมกับพระอาจารย์อีกหลายสำนัก มีวัตรปฏิบัติทางธุดงค์ โดยออกเดินทางไปในพื้นที่ภาคเหนือ บางครั้งได้ล่วงเลยเข้าไปในเขตดินแดนประเทศพม่า

พ.ศ.2483 ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอกระทุ่มแบน และพ.ศ.2494 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่พระไพโรจน์วุฒาจารย์

หลวงพ่อรุ่งมรณภาพอย่างสงบ เมื่อวันศุกร์ที่ 27 กันยายน 2500 สิริอายุ 85 ปี พรรษา 64 วัตถุมงคลของหลวงพ่อรุ่งเป็นที่นิยมกันแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นตะกรุด เสือยันต์ ผ้ายันต์ ธงยันต์ ฯลฯ

โดยเฉพาะเหรียญหลวงพ่อรุ่งหน้าแก่ ยันต์หยิก เป็นเหรียญรุ่นแรกปี 2484 เป็นเหรียญที่บรรดาเซียนพระและนักสะสมนิยมพระเครื่องต่างเสาะแสวงหาเก็บไว้ ในครอบครอง เหรียญรุ่นนี้จัดสร้างเป็นเนื้อนากและเหรียญทองคำ ว่ากันว่าเหรียญหลวงพ่อรุ่งหน้าแก่ยันต์หยิก บล็อกนิยมทั้งสองเนื้อถือว่าสุดยอดหายาก

ปัจจุบันเหรียญนากน่าจะเหลือไม่เกิน 8 เหรียญ ส่วนเหรียญทองคำเหลือเพียง 1 เหรียญเท่านั้น ทำให้ยอดเหรียญพระเกจิจากมหาชัยรุ่นนี้มีผู้นิยมศรัทธาเสาะหามาครอบครอง โดยค่าเช่าหาสูงลิบถึงหลักแสนขึ้นไป ลักษณะเหรียญคล้ายหยดน้ำ มีหู  ด้านหน้าเหรียญ เป็นรูปเหมือนหลวงพ่อรุ่งครึ่งองค์หันหน้าตรง จารึกข้อความ "พระ ครู รุ่ง" จากมุมซ้าย-บนและขวา ตามลำดับ ด้านใต้รูปเหมือนเขียนคำว่า "วัดท่ากระบือ"
ด้านหลังเหรียญ เป็นยันต์และอักขระคาถาอาคม ใต้ยันต์เขียนตัวเลข "พ.ศ.๒๔๘๔"

เหรียญวัตถุมงคลของหลวงพ่อรุ่งมีพุทธคุณเด่นด้านแคล้วคลาดปลอดภัย เมตตามหานิยม เป็นเหรียญดีพิธีเข้ม ได้รับความนิยมสูงและกล่าวขวัญมากตราบจนถึงปัจจุบัน

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-12-17 04:49:23


ความเห็นที่ 33 (1401393)

พระเกจิฯ'จาด-จง-คง-อี๋'(1) โด่งดังยุคสงครามอินโดจีน

คอลัมน์ มุมพระเก่า
อภิญญา

ย้อน กลับไปในยุคสงครามอินโดจีน พระเกจิอาจารย์ชื่อดังอยู่ 4 รูป ที่มีลูกศิษย์ลูกหาเลื่อมใสศรัทธามากมาย วัตถุมงคลของท่านเป็นที่ต้องการอย่างมาก เพราะโดดเด่นทางด้านแคล้วคลาดคงกระพันชาตรี ว่ากันว่า "ปืนยิงไม่ออก มีดฟังไม่เข้า" เล่าลือกันปากต่อปากเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

พระเกจิอาจารย์นามพยางค์เดียว นิยมเรียกผูกติดกัน "จาด-จง-คง-อี๋"

"หลวงพ่อจาด คังคสโร"
วัดบางกระเบา จ.ปราจีนบุรี "หลวงพ่อจง พุทธสโร" วัดหน้าต่างนอก จ.พระนครศรีอยุธยา "หลวงพ่อคง ธัมมโชโต" วัดบางกะพ้อม อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม และ หลวงพ่ออี๋ พุทธสโร วัดสัตหีบ จ.ชลบุรี

พระครูสิทธิสารคุณ หรือ หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี เป็นพระเกจิอาจารย์เรืองวิทยาคมมีชื่อเสียงโด่งดังในพื้นที่แถบภาคตะวันออก นามเดิมว่า จาด วงษ์กำพุช เกิดเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2415 ตรงกับวันอังคาร เดือน 4 ปีวอก แรม 6 ค่ำ ที่บ้านดงน้อย อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายปอ วงษ์กำพุช ส่วนมารดานั้นไม่ทราบชื่อ เนื่องจากถึงแก่กรรมตั้งแต่ท่านยังเยาว์

ต่อมาบิดาได้ยกท่านให้เป็นบุตรบุญธรรมของนายถิน และนางหลิน สีซัง คหบดีชาวบ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี ซึ่งทั้งสองท่านได้ให้ความรักและความเมตตาแก่ท่านมาก เพราะไม่มีลูกเป็นของตนเอง ในวัยเยาว์ของท่านมิได้บันทึกปรากฏไว้แต่อย่างใด แต่เมื่อท่านอายุครบ 20 ปี บิดาบุญธรรมของท่านได้นำท่านไปฝากกับพระอาจารย์ที่วัดบ้านสร้าง เพื่อเรียนการขานนาค และการปรนนิบัติพระอาจารย์


เมื่อฝึกอบรมได้เป็นเวลาพอสมควร วันที่ 13 เมษายน 2436 ทำพิธีอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดบ้านสร้าง อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี โดยมี พระครูปราจีนบุรี แห่งวัดหลวงปรีชากุล เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอาจารย์อ้วน วัดบ้านสร้าง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์หลี วัดบางคาง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา "คังคสโร"

หลังจากอุปสมบทแล้ว ได้เดินทางไปโปรดโยมบิดาที่วัดเกาะแก้วเวฬุวัน ต.ดงน้อย อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา แล้วได้จำพรรษาที่วัดนี้ ขณะที่จำพรรษาที่วัดเวฬุวัน ท่านได้มีโอกาสศึกษาวิชาจากพระอาจารย์จัน (บางตำราว่าชื่อ พระอาจารย์จีน) ซึ่งเป็นพระเถระที่มีชื่อเสียงมากในสมัยนั้น และยังเป็นผู้สอนภาคปฏิบัติ ท่านจึงได้ฝึกกรรมฐานจนแก่กล้า

ครั้นพรรษาที่สองได้ติดตาม พระอาจารย์อ้วน ไปศึกษาพระปริยัติธรรมกับพระอาจารย์อยู่ วัดไกรสีห์ บางกะปิ กรุงเทพฯ และเมื่อพรรษาที่สี่ ท่านจึงได้กลับมาจำพรรษาที่วัดบางกระเบา หลังจากนั้นได้ออกธุดงค์อยู่ในป่าเป็นเวลาหลายปี ท่านได้พบพระภิกษุมากมาย อาทิ หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ จ.ชลบุรี, หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก จ.พระนครศรีอยุธยา, หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง จ.นครปฐม เป็นต้น

หลวงพ่อจาดได้ศึกษาวิชาหลายแขนง เช่น คาถาการปล่อยคุณไสย เมตตามหานิยม และอยู่ยงคงกระพัน เมื่ออายุประมาณ 40 ปี ท่านได้เดินทางกลับไปจำพรรษา ณ วัดบางกระเบา อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี

หลวงพ่อจาด เป็นพระที่เชี่ยวชาญวิทยาคม โดยเฉพาะในด้านวิชามหาอุดอยู่ยงคงกระพัน แต่จะไม่แสดงตนอวดวิชา แต่จะใช้วิชาดังกล่าวก็ต่อเมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น ยุคสงครามมหาเอเชียบูรพา พระเครื่องหลวงพ่อจาดได้มีการจัดสร้างกันหลายครั้ง แต่ครั้งที่ยิ่งใหญ่และสร้างกันเป็นจำนวนมาก เกิดขึ้นปี 2483 ซึ่งพระคณาจารย์ผู้ทรงคุณวิทยาคมทั่วประเทศ ได้จัดสร้างวัตถุมงคลแจกเหล่าทหารหาญ

หลวงพ่อจาด ได้รับอาราธนาจาก จอมพล ป.พิบูลสงคราม ให้ร่วมประกอบปลุกเสกเครื่องรางของขลัง สร้างเป็นเหรียญนั่งเต็มองค์ ด้านหลังเป็นพระมหาอุตม์ นั่งอยู่กลางดอกบัว มีทั้งเนื้อเงินลงยาและทองแดง เกียรติคุณแห่งเหรียญหลวงพ่อจาดได้มาประจักษ์ขึ้น เมื่อเครื่องบินฝรั่งเศสมาทิ้งระเบิด แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเกิดปาฏิหาริย์เลื่องลือไปทั่ว จนได้รับสมญานามว่าเทพเจ้าแห่งภาคตะวันออก

หลวงพ่อจาด ดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่พระภิกษุทั่วไป และเป็นที่เคารพนับถือของพระเถระผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมเด็จพระสังฆราช (แพ) ลำดับสมณศักดิ์และงานปกครองคณะสงฆ์ ปี 2447 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ที่ พระครูจาด ปี 2457 เป็นเจ้าคณะแขวง อ.บ้านสร้าง ปี 2461 เป็นพระอุปัชฌาย์ ปี 2470 หลวงพ่อจาดได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร ชั้นโท ในราชทินนาม พระครูสิทธิสารคุณ

ท่านได้มรณภาพอย่างสงบ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2499 สิริอายุ 85 ปี

แม้สังขารลาโลกไปแล้วก็ตาม แต่คุณงามความดีที่ได้ประกอบศาสนกิจมาตลอดชีวิต พุทธศาสนิกชนชาวปราจีนบุรี ได้จดจำอย่างมิลืมเลือน

วัตถุมงคลของท่านล้วนเป็นที่นิยมสะสมของบรรดาศิษยานุศิษย์และบรรดานักนิยม สะสมพระเครื่องและเหรียญคณาจารย์ ทั้งนี้ เหรียญหลวงพ่อจาด ที่ได้รับความนิยมจากบรรดาเซียนพระนักสะสมวัตถุมงคล สร้างเมื่อปี 2484 ลักษณะเป็นเหรียญกลม มีหูเชื่อม จัดสร้างเป็นเนื้ออัลปาก้าและเนื้อทองแดง

ด้าน หน้าเหรียญ ตรงกลางเป็นรูปเหมือนหลวงพ่อจาดครึ่งองค์หันหน้าตรง ขอบเหรียญเขียนว่า "ปีที่ ๗๐ แห่งอายุขัย พระครูสิทธิสารคุณ (จาด)" ด้านหลังเหรียญ เป็นรูปพระปิดตา ล้อมรอบด้วยดอกบัว ใต้พระเขียนคำว่า "เจริญลาภ" ปัจจุบันเป็นเหรียญที่หายากและยังไม่พบของปลอมเลียนแบบมากนัก เนื่องจากเป็นเหรียญรูปเหมือนรุ่นแรกของท่าน ทั้งได้รับการยกย่องให้เป็นเหรียญยอดนิยมของจังหวัดปราจีนบุรี

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-12-17 04:46:17


ความเห็นที่ 32 (1400970)

พระหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว

คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง
โดย ราม วัชรประดิษฐ์


วัด กลางบางแก้ว จังหวัดนครปฐม นับเป็นวัดที่มีชื่อเสียงและเป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชนตั้งแต่อดีต จวบจนถึงปัจจุบัน เจ้าอาวาสทุกรูปเป็นพระภิกษุที่ทรงไว้ ซึ่งศีลาจารวัตรและปกครองดูแลพัฒนาวัดให้รุ่งเรืองสืบเนื่องเรื่อยมา ส่งเสริมพระบวรพุทธศาสนาให้คงอยู่ยืนยาวสืบไป น้อมนำให้พุทธศาสนิกชนแวะเวียนกันเข้าวัด ฟังเทศน์ฟังธรรม ร่วมทำบุญทำทานกันอย่างเนืองแน่นมาโดยตลอด

ฉบับนี้ขอกล่าวถึง "หลวงปู่บุญ ขันธโชติ" อดีตเจ้าอาวาสของวัดกลางบางแก้ว พระเกจิอาจารย์ผู้โด่งดังและเป็นที่เคารพเลื่อมใสมากรูปหนึ่งในจังหวัด นครปฐม วัตถุมงคลของท่านล้วนทรงพุทธานุภาพ เป็นที่นิยมสะสมและแสวงหา ของชาวจังหวัดนครปฐมและใกล้เคียง รวมทั้งวงการนักนิยมสะสมพระเครื่องและเหรียญคณาจารย์ครับผม

พระพุทธ วิถีนายก หรือ หลวงปู่บุญ ขันธโชติ เป็นชาวกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทร สาคร เกิดเมื่อปี พ.ศ.2391 ศึกษาร่ำเรียน อักขระสมัยเบื้องต้นกับพระปลัดทอง วัดคงคาราม (วัดกลางบางแก้ว) พออายุได้ 15 ปี จึงบรรพชาเป็นสามเณร อายุ 22 ปี อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดกลางบางแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม โดยพระปลัดปาน วัดพิไทยทาราม (วัดตุ๊กตา) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระปลัดทอง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระอธิการทรัพย์ วัดงิ้วราย เป็นพระอนุศาสนาจารย์


หลวง ปู่บุญตั้งใจศึกษาพระปริยัติธรรมและพุทธาคมจนแตกฉานเชี่ยวชาญ ปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดในสมณเพศ เป็นที่เคารพศรัทธา แก่พุทธศาสนิกชน จนในปี พ.ศ.2429 ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดกลางบาง แก้ว ท่านได้พัฒนา วัดจนเจริญรุ่งเรือง ปฏิบัติสังฆกิจต่างๆ เพื่อเผยแผ่และสืบทอดพระพุทธศาสนา ตามหลักธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกจากนี้ ท่านยังเป็นพระนักปฏิบัติมุ่งธุดงควัตรและเจริญวิปัสสนากรรมฐาน จนได้รับการยกย่องให้เป็นพระเกจิยอดเยี่ยมแห่งยุค แม้สมเด็จพระสังฆราช (แพ) แห่งวัดสุทัศนเทพ วราราม หรือท่านเจ้าคุณพระสุนทรสมาจารย์ (พรหม) วัดกัลยาณมิตร ยังให้ความเคารพศรัทธา

ยาวาสนาจินดามณี



สมณศักดิ์ ของหลวงปู่บุญ ในปี พ.ศ.2431 ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระกรรมวาจาจารย์ ปี พ.ศ.2442 ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอ ปี พ.ศ.2459 เป็นพระอุปัชฌาย์ และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรที่พระครูอุตรการบดี และดำรงตำแหน่งเจ้าคณะแขวง ปี พ.ศ.2462 เลื่อนสมณศักดิ์เป็นที่พระครูพุทธวิถีนายก ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการคณะสงฆ์จังหวัดนครปฐม สมุทร สาคร และสุพรรณบุรี สมณศักดิ์สุดท้ายได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญใน ราชทินนามเดิมที่ พระพุทธวิถีนายก ในปี พ.ศ.2472 ท่านมรณภาพในปี พ.ศ.2478 สิริอายุ 89 ปี พรรษาที่ 67

วัตถุมงคลที่หลวงปู่บุญสร้างมีมาก มาย ทั้งพระเครื่องและเครื่องรางของขลัง ซึ่งล้วนเป็น ที่ยอมรับและนิยมสะสมของบรรดาลูกศิษย์ลูกหาและนักนิยมสะสมพระเครื่องและ เหรียญคณาจารย์ โดยเฉพาะยาจินดามณี ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น "ยาวาสนา" คือ ผู้ใดได้รับประทานก็จะเกิดสิริมงคลอย่างยิ่ง และวัตถุมงคลชิ้นเอกที่นับได้ว่าหายากยิ่งและเป็นที่แสวงหาอย่างสูงคือ "เหรียญพระพุทธชินราช" ซึ่งเป็นเหรียญปั๊มรูปเหมือนที่หลวงปู่บุญสร้างเป็นครั้งแรกและครั้งเดียว และยังได้รับการยกย่องว่าเป็นเหรียญจำลองพระพุทธชินราชเหรียญหนึ่งที่มีความ งดงามมาก อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีวัตถุมงคลอื่นๆ อาทิ พระหลวงปู่บุญ เจ้าสัว รุ่นแรก, พระหลวงปู่บุญ พิมพ์เศียรโล้นสะดุ้งกลับ เนื้อผงยาจินดา มณีและเนื้อดิน หรือแม้แต่เครื่องรางของขลังและเบี้ยแก้ต่างๆ ซึ่งต่างก็ล้วนได้รับความนิยมอย่างสูงมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เนื่องด้วยความเลื่อมใสศรัทธาในหลวงปู่บุญและพุทธานุภาพที่ปรากฏประจักษ์

ปัจจุบัน วัตถุมงคลต่างๆ ของวัดกลางบางแก้ว ก็ยังคงใช้ "ผงยาจินดามณี" ตำรับหลวงปู่บุญ เป็นส่วนผสมในเนื้อหามวลสาร และยังคงไว้ ซึ่งพุทธคุณแก่กล้าเป็นที่นิยมและแสวงหาของพุทธศาสนิกชนเช่นเดิมครับผม

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-12-13 07:53:42


ความเห็นที่ 31 (1400909)

เหรียญเสน่ห์มา-สตางค์มี หลวงพ่อเสน่ห์ วัดพันสี

คอลัมน์ หลังเลนส์ส่องพระ
เอกอุ

พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง "หลวงพ่อเสน่ห์" วัดพันสี จ.อุทัยธานี ศิษย์ต่างรู้จักกันดีท่านมีบุคลิกที่เรียบง่าย แต่เชี่ยวชาญทางด้านวิชาอาคมต่างๆ วัตถุมงคลทุกรุ่นกำลังได้รับความนิยมจากนักสะสม พิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลใหญ่ๆ หลังปี 2525 ต้องมีท่านร่วมปลุกเสกเสมอ

สมัยก่อนสุดยอดพระเกจิอาจารย์ปลุกเสกเก่งต้องมีชื่อ หลวงพ่อแพ จ.สิงห์บุรี, หลวงพ่อมี วัดมารวิชัย, หลวงพ่อไวย์ วัดบรมฯ, หลวงพ่อชม วัดเขาดิน, หลวงพ่อเก๋ วัดแม่น้ำ, หลวงพ่อดี วัดพระรูป และหลวงพ่อเสน่ห์ วัดพันสี เป็นต้น

"หลวงพ่อเสน่ห์ วัดพันสี" ปีนี้สิริอายุย่างเข้า 80 ปี ท่านบวชตั้งแต่ปี 2496 นับเนื่องถึงปัจจุบัน 57 พรรษา ท่านบวชกับหลวงพ่อชิต วัดยางขาว ที่สืบสายวิชาหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า หลวงพ่อกัน วัดเขาแก้ว เป็นพระคู่สวด


นอกจากนั้นยังเป็นศิษย์หลวงปู่สี เขาบุญนาค พระอรหันต์ 7 แผ่นดิน เรียนสายหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพธิ์ จากหลวงพ่อกัน วัดเขาแก้ว ซึ่งสร้างเหรียญรุ่นแรกก็ดังกระหึ่ม เมื่อปี 2520 เกิดปาฏิหาริย์ควายขวิดไม่เข้า เหรียญนั้นจึงเรียกว่า "เหรียญควายขวิด" ตั้งแต่นั้นมา หลวงพ่อเสน่ห์ท่านเป็นพระใจดีมีเมตตามาก เป็นที่พึ่งของทุกคน

ตอนที่ "หลวงปู่สี ถ้ำเขาบุญนาค" ยังดำรงขันธ์อยู่ ท่านเคยทำนายไว้ล่วงหน้าว่า อาจารย์เสน่ห์บารมีมาก จะดังตอนแก่ ยิ่งนานวันแสงแห่งศรัทธา ความชัดเจนแจ่มใสในพุทธาคมที่แก่กล้า สั่งสมมานาน ปรากฏชัดเจนในหลวงพ่อเสน่ห์ วัดพันสี แห่งเมืองอุทัยธานีแล้ว

วัตถุมงคลของหลวงพ่อเสน่ห์มีประสบการณ์ด้านแคล้วคลาดเล่าขานกันปากต่อปาก เมื่อ ส.อ.เกรียงศักดิ์ สร้อยระย้าแก้ว ค่ายจิรประวัติ ปฏิบัติหน้าที่ชุดคุ้มครองครู โดนวางระเบิดทั้งรถ มีทหาร 7 นาย แรงระเบิดทำให้มีสะเก็ดติดตามตัว เสื้อผ้าขาด แต่ทั้ง 7 นายรอดได้อย่างปาฏิหาริย์ ทั้ง 7 มีตะกรุด และยันต์หมวก ที่หลวงพ่อเสน่ห์ แห่งวัดพันสี ลงให้ทั้งสิ้น

อีกเหตุการณ์หนึ่ง เมื่อ ส.อบต.ท่าโพธิ์ เกิดอุบัติเหตุรถชนพังยับ ส.อบต.คลานออกมาจากรถ ไม่เป็นอะไรเลย รถพังขนาดชาวบ้านนึกว่าผี หรือวิญญาณ ลอยออกมาได้ ในตัวพกตะกรุดของหลวงพ่อเสน่ห์ดอกเดียวเท่านั้น

ล่าสุดหลวงพ่อเสน่ห์ได้จัดสร้าง "เหรียญเสน่ห์มาสตางค์มี" ลาภล้อม 8 ทิศ เหรียญนี้พุทธคุณเกี่ยวกับลาภ เหรียญเดียวในห้วงนี้ที่ศิษย์ถามหากันมากที่สุด หลวงพ่อเสน่ห์ปลุกเสกเกือบ 1 ปี

เหรียญกลมหลวงพ่อเสน่ห์นั่ง มีกลีบบัวเป็นเกาะรอบ มีคำว่า "เสน่ห์มาสตางค์มี" หน้า หลังตวัดเป็นนะสำเร็จ สูตรที่หลวงพ่อเสน่ห์สำเร็จในสายหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพธิ์ หลังเป็นยันต์นาคบาศ 8 ทิศ เกี่ยวทรัพย์เกี่ยวเงินเกี่ยวทอง คล้องมาให้ทั้ง 8 ทางไม่ว่างเว้น กลางยันต์ลงนะปัดตลอด หรือนะล้อมตัว นะต้นตำรับที่เสกสรร เป็นดั่งเหรียญรุ่นแรก ที่เรียกว่า "รุ่นควายขวิด" หรือ "ควายขวิดไม่เข้า" มีคำว่า "อุทัยธานี มีทรัพย์" เหรียญนี้ ต่อไปดังแรงเป็นที่สุดแห่งเหรียญโภคทรัพย์ เมืองพระชนกจักรตรี

จัดสร้างเนื้อเงินจำนวน 300 เหรียญ บูชาเหรียญละ 1,500 บาท เนื้อนวะสร้างจำนวน 500 เหรียญ บูชาเหรียญละ 400 บาท เนื้อทองจังโก้ สร้างจำนวน 3,212 เหรียญ บูชาเหรียญละ 200 บาท เนื้อทองแดงรมดำสร้างจำนวน 3,300 เหรียญ บูชาเหรียญละ 150 บาท

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-12-12 08:13:42


ความเห็นที่ 30 (1400763)

4 พระเกจิฯนามมงคล(2) หลวงปู่ทิม-วัตถุมงคลดัง

คอลัมน์ มุมพระเก่า
อภิญญา


หลวงปู่ทิม อิสสริโก

พระ เกจิอาจารย์ดัง "หลวงปู่ทิม อิสสริโก" วัดละหารไร่ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ได้ชื่อว่าเป็น "เทพเจ้าภาคตะวันออก" เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า องค์พระอริยสงฆ์ที่ทรงปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ทรงวิทยาคุณมีความศักดิ์สิทธิ์ มีอภินิหาร จนเป็นที่เลื่องลือของประชาชนชายฝั่งทะเลตะวันออกของประเทศไทย หรือลูกศิษย์ลูกหาหลายคนขนานนามท่านว่าเทพเจ้าแห่งภาคตะวันออก

ชีวประวัติ ของท่านนั้น ได้มีนิตยสารหนังสือพระเครื่องหลายเล่มนำมาเสนออย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่ไม่ค่อยได้นำเสนอมากนักนั่นก็คือเรื่องอภินิหารความศักดิ์สิทธิ์ ในด้านปลุกเสกวัตถุมงคล ในที่นี้มีบางเรื่องที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาเล่าให้ฟัง มีอยู่ครั้งหนึ่งที่วัดกระบกขึ้นผึ้ง ได้จัดให้มีพิธีปลุกเสกเครื่องรางของขลัง ในพิธีนี้หลวงพ่อทาบ เจ้าอาวาสวัดกระบกขึ้นผึ้ง ในสมัยนั้นท่านมีชื่อเสียงโด่งดังในทางทำสีผึ้งอันศักดิ์สิทธิ์ ในทางเมตตามหานิยมสูง ในวันนั้นได้นิมนต์หลวงปู่ทิม วัดระหารไร่ไปนั่งปรกปลุกเสกวัตถุมงคลด้วย

ระหว่างที่พระอาจารย์รูปอื่นนั่งปรกอยู่นั้นหลวงปู่ทิมก็ได้เดินทางมาถึงงาน ล่าช้านิดหน่อย ท่านจึงเดินตรงที่พระอุโบสถ ซึ่งทางวัดได้จัดเตรียมอาสนะไว้ให้ท่าน เพียงช่วงที่หลวงปู่ทิมได้หยิบด้ายสายสิญจน์ขึ้นมาถือไว้ในมือเบาๆ เท่านั้น พระอาจารย์ที่ร่วมนั่งปรกอยู่ก่อนหน้านั้นทุกรูปถึงกับสะดุ้งเหมือนโดนไฟฟ้า ชอร์ต เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงพลังจิตอันแก่กล้าของหลวงปู่ทิมอย่างเห็นได้ชัด

พระกริ่งชินบัญชร



เรื่อง ที่สอง เมื่อประมาณปี 2511 ที่วัดตะพงนอ อ.เมือง จ.ระยอง ได้มีพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลของหลวงพ่อจันทร์ วัดตะพงนอก ในพิธีดังกล่าวได้มีการนิมนต์พระเกจิอาจารย์มาร่วมพิธีหลายรูป และหลวงปู่ทิมก็เป็นรูปหนึ่งในจำนวนนั้น

หลังจากที่ได้เริ่มพิธีปลุกเสก บรรดาพระอาจารย์ต่างนั่งปรกปลุกเสกอย่างเต็มที่ หลวงพ่อรัตน์ (อดีตเจ้าอาวาสวัดหนองกระบอก) ซึ่งในขณะนั้นท่านเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสตะพงนอก ได้นำโอ่งใส่น้ำสำหรับทำน้ำมนต์มาตั้งไว้ด้วย และได้นิมนต์หลวงปู่ทิมมาทำน้ำมนต์เพียงรูปเดียวเท่านั้น

หลังจากที่หลวงปู่ทิม ได้นั่งปรกทำน้ำมนต์อยู่นั้น เหตุการณ์ที่อัศจรรย์ได้เกิดขึ้น ต่อหน้าประชาชนจำนวนมากมายที่อยู่ภายในงานขณะนั้น พอหลวงปู่ทิมเริ่มนั่งปรกปลุกเสกน้ำในโอ่งที่เตรียมไว้นั้นได้เริ่มเดือด ขึ้นเรื่อยๆ อย่างเห็นได้ชัด ท่ามกลางผู้พบเห็นเป็นจำนวนมาก ปรากฏว่าหลังจากเสร็จพิธีน้ำมนต์ในโอ่งนั้นได้ถูกผู้ที่มาร่วมในพิธีแย่งไป จนหมดสิ้น

เรื่องอิทธิฤทธิ์อภินิหารของ หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ จ.ระยอง หลวงพ่อรัตน์ วัดหนองกระบอก ท่านได้เล่าว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งได้นิมนต์พระอาจารย์ชื่อดังมาถึง 4 รูปด้วยกัน มี หลวงพ่อหอม วัดซาวหมาก หลวงพ่ออ่ำ วัดท้องคุ้ง หลวงพ่อชื่น วัดมาบข่า และองค์สุดท้ายหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่

โดยนิมนต์ให้หลวงพ่อทั้ง 4 รูป ต่างคนต่างทำตะกรุดสาริกาองค์ละดอก ตามตำราของแต่ละท่านที่ได้ร่ำเรียนมา เมื่อได้ตะกรุดมาทั้งหมดแล้วได้นำไปรวมไว้ในบาตรที่มีน้ำมนต์อยู่เรียบร้อย แล้ว

หลวงพ่อทั้ง 4 รูปนั่งล้อมบาตร จากนั้นหลวงพ่อรัตน์ได้นิมนต์ให้เสกตะกรุดที่อยู่ในบาตร โดยเริ่มจากหลวงพ่อหอมก่อน แล้วก็เป็นหลวงพ่ออ่ำ และหลวงพ่อชื่น รูปสุดท้ายเป็นหลวงปู่ทิม

สิ่งที่แปลกก็คือ หลวงปู่ทิมได้นั่งบริกรรมคาถาจนตะกรุดลอยขึ้นมาจากก้นบาตรเป็นที่อัศจรรย์ ยิ่งนัก หลวงพ่อหอม หลวงพ่ออ่ำ หลวงพ่อชื่น และหลวงพ่อรัตน์ได้เห็นดังนั้นถึงกลับตกใจ และได้กระซิบบอกหลวงปู่ทิมว่าขอให้ท่านทำให้ตะกรุดลอยขึ้นมาวิ่งไปรอบบาตร ได้ไหม

หลวงปู่ทิมก็ได้นั่งบริกรรมคาถาต่อจนกระทั่งตะกรุดวิ่ง ไปรอบๆ ในบาตร ท่ามกลางความตกตะลึงของพระเกจิอาจารย์ที่มาร่วมพิธีในวันนั้น กลายเป็นเรื่องโจษจันกันไปทั่วจังหวัดระยอง

หากพูดถึงวัตถุมงคลของหลวงปู่ทิมที่ท่านได้เมตตาอธิษฐานจิตปลุกเสกไว้มีอยู่ มากมายหลายรุ่น อาทิ พระกริ่งชินบุญชร เหรียญหลวงปู่ทิม ซึ่งเป็นที่นิยมกันอย่างมาก เหรียญรุ่น 1 หรือที่เรียกว่า รุ่นแรก สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2508 เพื่อแจกเป็นที่ระลึกในงานทำบุญฉลองสมณศักดิ์ที่ท่านได้เป็น พระครูภาวนาภิรัต

หลวงปู่ทิม แม้วันนี้ท่านได้ละสังขารเป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดละหารไร่ไปแล้ว แต่ลูกศิษย์ลูกหายังนึกถึงท่านอยู่ตลอด

พระ เครื่องวัตถุมงคลตลอดจนเครื่องรางของขลังที่ท่านสร้างขึ้นมาได้สงเคราะห์ผู้ ใช้ที่เคารพนับถือมามากมายนับไม่ถ้วน สนนราคาที่ตีค่าเป็นเงินนับวันจะเพิ่มขึ้นและหายากขึ้นทุกวัน วัตถุมงคลหลายชนิดมีปัญหาและสับสนจากผู้รู้จริงบ้างไม่รู้จริงบ้าง ด้วยความโลภและขาดคุณธรรมของบางคน จึงเป็นเหตุให้วัตถุมงคลของท่านมีปัญหามากมาย เป็นที่กังขาสิ่งไหนสร้างทันสร้างไม่ทันท่าน

ขนาดการทำพิธีปลุกเสกก็ยังมีหลายคนเอามากล่าวอ้างจนทำให้ท่านเสียชื่อเสียง ก็มี อย่างเรื่องที่มีคนบางคนไปพูดว่าท่านได้นำเด็กทารกที่เสียชีวิตแล้ว มาเป็นมวลสารในการทำวัตถุมงคล

เรื่องนี้มีผู้รู้กล่าวว่า ในครั้งนั้นได้มีลูกศิษย์นำเอาลิ้นเด็กทารกที่เสียชีวิตแล้ว มาให้ท่านเป็นมวลสารในการสร้างวัตถุมงคลท่านก็ไม่ขัดข้อง ได้นำมาบดได้ 1 ถ้วยตะไล เป็นมวลสารในการสร้างพระขุนแผนพลายกุมารที่โด่งดังมากอยู่ในปัจจุบัน ราคาเล่นหาเป็นหลักหมื่นหลักแสน

วันนี้หลวงปู่ทิมท่านได้จากลูกศิษย์ลูกหาไปแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่คือคุณงามความดี และวัตถุมงคลที่เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจ และคุ้มครองภยันตรายทั้งปวง เมตตามหานิยมแก่ผู้ที่ได้พบเห็น

สำหรับ ทายาทที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาอาคมอย่างครบถ้วนจากหลวงปู่ทิม ขณะนี้กำลังมีชื่อเสียง พระเกจิอาจารย์รูปนั้นก็คือ "พระอาจารย์สาคร มนุญโญ" แห่งวัดหนองกรับ จ.ระยอง ใครอยากได้ของดีที่พุทธคุณไม่ธรรมดาลองไปหาท่านดูก็แล้วกัน

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-12-10 00:31:56


ความเห็นที่ 29 (1400659)

4พระเกจิฯนามมงคล(1) หลวงปู่ทิม-วัตถุมงคลดัง

คอลัมน์ มุมพระเก่า
อภิญญา

คน ในสมัยโบราณ นิยมตั้งชื่อลูกชายว่า "ทิม" ซึ่งคำว่า "ทิม" ถ้าแปลตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง อาคารที่อยู่ในเขตพระราชฐาน มักสร้างเป็นเรือนแถวใช้ประโยชน์ต่างๆ ส่วน "ทิมสงฆ์" หมายถึงศาลาที่พักสงฆ์ที่เข้าไปประกอบศาสนพิธีในวัง

อดีตพระเกจิ อาจารย์ชื่อดัง 4 รูป ชื่อ "ทิม" เหมือนกันและโด่งดังไม่แพ้กัน นามเป็นมงคลคุ้นหูลูกศิษย์ลูกหาและประชาชนทั่วไป ปัจจุบันวัตถุมงคลของท่านได้รับความนิยมอย่างมาก รูปแรก "พระอาจารย์ทิม ธัมมธโร" วัดช้างให้ จ.ปัตตานี ปัจจุบันศิษย์บางคนก็นิยมเรียกท่านว่า "หลวงปู่ทิม" เป็นผู้สร้างตำนานพระเครื่องหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ รุ่นแรก ปี 2497 ที่ได้รับความนิยมสนนราคาเล่นหาหลักแสนหลักล้านอยู่ในทุกวันนี้ กระแสยังส่งหลวงปู่ทวด วัดอาวุธวิกสิตาราม กรุงเทพฯ ปี 2506 แรงตามไปด้วย

รูป ที่ 2 "หลวงปู่ทิม อิสริโก" วัดละหารไร่ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง วัตถุมงคลพระผงพรายกุมาร และพระกริ่งชินบัญชรกำลังแรงติดลมบน นักสะสมนิยมเล่นหา สนนราคาขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ รูปที่ 3 "หลวงปู่ทิม อัตตสันโต" วัดพระขาว จ.พระนครศรีอยุธยา เจ้าตำรับเครื่องรางของขลังชานหมากเมตตามหานิยม และปลาตะเพียนเรียกทรัพย์ ปัจจุบันวัตถุมงคลของท่าน ทุกพิมพ์ทุกรุ่นได้รับความนิยมเกือบทั้งหมด

รูป ที่ 4 "หลวงปู่ทิม รตนโชโต" อดีตร่มโพธิ์ทอง 2 พระอารามดัง วัดประยุรวงศาวาส (วัดรั้วเหล็ก) เขตธนบุรี กรุง เทพฯ เป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดนวลนรดิศ (วัด มะกอกใน) เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ ปัจจุบันเหรียญของท่านหายาก คาดว่าต้องเป็นเหรียญดังมากในอนาคต

พระ ครูวิสัยโสภณ หรือที่ชาวบ้านรู้จักกันดีในนามของ "พระอาจารย์ทิม" นั้นเดิมท่านชื่อ นายทิม พรหมประดู่ เกิดเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2455 ณ บ้านนาประดู่ ตำบลนาประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี เป็นบุตรของนายอินทองกับนางนุ่ม พรหมประดู่ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม 6 คน เมื่อท่านอายุได้ 9 ขวบ บิดามารดาได้ฝากให้อยู่กับพระครูภัทรกรณ์โกวิท ซึ่งขณะนั้นยังเป็น พระแดง ธมฺมโชโต เจ้าอาวาสวัดนาประดู่ ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน เพื่อจะได้เรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดนาประดู่


อายุ ได้ 18 ปี ท่านก็ได้บวชเป็นสามเณร จากนั้นก็สึกออกมาช่วยพ่อแม่ทำนา จนอายุได้ 20 ปี พระอาจารย์ทิมจึงบวชเป็นพระภิกษุที่วัดนาประดู่ โดยจำพรรษาที่วัดนาประดู่ 2 พรรษา แล้วย้ายไปอยู่ที่วัดมุจลินทวาปีวิหาร อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม ต่อมาก็ได้ย้ายกลับมาเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมที่วัดนาประดู่

หลัง จากนั้นประมาณปี 2484 พระอาจารย์ทิม ได้ย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสที่วัดราษฎร์บูรณะ (วัดช้างให้) ซึ่งในตอนแรกยังคงไปๆ มาๆ ระหว่างวัดช้างให้กับวัดนาประดู่ เพราะพระอาจารย์ทิม ท่านยังคงเป็นครูสอนนักธรรมอยู่ที่วัดนาประดู่ด้วย

ช่วง ที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่จังหวัดปัตตานี รถไฟสายใต้จากหาดใหญ่ไปสุไหงโก-ลก ต้องขนทหารและสัมภาระผ่านหน้าวัดช้างให้วันละหลายๆ เที่ยว และหลายๆ ขบวน ทำให้ประชาชนขวัญเสียหวาดกลัวภัยสงคราม ในขณะนั้นพระอาจารย์ทิมต้องรับภาระหนัก คือต้องจัดหาอาหารและที่พักแก่ผู้ที่เดินทางผ่านวัดไม่เว้นแต่ละวัน นับเป็นผู้ทรงคุณธรรมที่มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มาตั้งแต่ต้น

เมื่อ ครั้งที่ พระอาจารย์ทิม ท่านไปอยู่ที่วัดช้างให้ใหม่ๆ นั้น วัดแห่งนี้อยู่ในสภาพที่ถูกทิ้งร้างทรุดโทรม ท่านได้ริเริ่มตกแต่งสถูปที่บรรจุอัฐิหลวงปู่ทวดให้เป็นที่น่าเคารพบูชา ท่านได้ดำริที่จะสร้างพระอุโบสถ โดยท่านได้ร่วมกับ นายอนันต์ คณานุรักษ์ จัดสร้างพระเครื่องหลวงปู่ทวด โดยทำพิธีปลุกเสก มีพระอาจารย์ทิม วัดช้างให้ เป็นประธานในพิธีและนั่งปรก ได้เงินจากผู้มีจิตศรัทธาที่มาเช่าพระเครื่องหลวงปู่ทวดได้นำเงินมาสร้างพระ อุโบสถ และปรับปรุงบริเวณวัดช้างให้

พระอาจารย์ทิม ได้เริ่มอาพาธด้วยโรคมะเร็งที่หลอดอาหารตั้งแต่ปี 2510 และ ท่านได้มรณภาพเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2512

แม้ ท่านจะมรณภาพไปนานแล้ว แต่สิ่งที่ท่านสร้างไว้มากมาย ยังประโยชน์แก่บวรพระพุทธศาสนา อาทิ พระอุโบสถ วิหารสำหรับประดิษฐานหลวงปู่ทวด เพื่อให้พุทธศาสนิกชนมาเคารพสักการะ สถูปที่บรรจุอัฐิธาตุของหลวงปู่ทวดที่ติดกับทางรถไฟสายใต้ กุฏิสำหรับเป็นที่อาศัยของพระเณร กุฏิเจ้าอาวาสวัดช้างให้ ศาลาการเปรียญตลอดถึงวัตถุต่างๆ ที่มีอยู่ในวัดช้างให้ โรงเรียนวัดช้างให้หลังคาทรงเรือนไทยเป็นตึก 2 ชั้น ติดกับทางรถไฟหน้าวัด พระเจดีย์องค์ใหญ่ที่ตั้งเด่นตระหง่านอยู่กลางวัดช้างให้ เป็นต้น

วัตถุ มงคลที่พระอาจารย์ทิม ได้จัดสร้างและปลุกเสกไว้ได้รับความนิยมอย่างมาก รุ่นนี้ก็ได้อานิสงส์เช่นกัน "หลวงปู่ทวด" วัดอาวุธวิกสิตาราม กรุงเทพฯ ก็ดัง ปี 2506 ในครั้งนั้นพระคณาจารย์ชื่อดัง ปรมาจารย์ด้านวิปัสสนา ท่านเจ้าคุณพระมหารัชมังคลาจารย์ (เทศ นิทเทสโก) อดีตเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ ได้จัดสร้างวัตถุมงคลขึ้น เพื่อเป็นที่ระลึกในงานผูกพัทธสีมาฝังลูกนิมิต วัดสารนารถธรรมาราม จ.ระยอง ซึ่งได้ประกอบพิธีมหาพุทธาภิเษกใหญ่ ณ พระอุโบสถวัดสัมพันธวงศ์ ซึ่งในครั้งนั้นทางวัดได้อาราธนาพระเกจิอาจารย์ชื่อดังทั่วประเทศร่วมนั่ง ปรกอธิษฐานจิต ปลุกเสก อาทิ พระอาจารย์ทิม วัดช้างให้ จ.ปัตตานี, พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร, หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม, พระอาจารย์วัน อุตตโม เป็นต้น

ในคราวนั้น พระอาจารย์ทิม วัดช้างให้ ได้นำหลวงปู่ทวดปี 2505 พิมพ์หลังหนังสือเล็ก ว มีจุดพิมพ์นิยม มาด้วย 1 กล่อง ได้นำเข้าในพิธีพุทธาภิเษกด้วย เมื่อจบพิธี คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม ซึ่งได้ไปร่วมอธิษ ฐานธรรมในพิธี ได้ลุกขึ้นแล้วเดินไปยังกล่องที่บรรจุหลวงปู่ทวด แล้วถามกับผู้ดูแลพิธีว่า "ในกล่องนี้บรรจุพระอะไร ทำไมรัศมีดีจริงๆ" ซึ่งลูกศิษย์ได้ตอบว่า "หลวงปู่ทวด วัดช้างให้ครับ"

เมื่อทราบแล้วคุณแม่บุญเรือน จึงได้ดำริจัดสร้างหลวงปู่ทวดขึ้นจำนวนหนึ่ง มี 4 พิมพ์ คือ 1.หลังยันต์เฑาะว์ดอกบัว มอบถวายวัดสัมพันธวงศ์ 2.หลังยันต์นะอรหัง มอบให้วัดอาวุธวิกสิตาราม 3.หลังเรียบ 4.หลังหนังสือ จัดให้มีพิธีพุทธาภิเษก 3 ครั้ง คือ 1.พระอาจารย์ทิม วัดช้างให้ ปลุกเสกเดี่ยว ที่วัดสัมพันธวงศ์ 2.ร่วมพิธีที่วัดเอี่ยมวรนุช 3.คุณแม่บุญเรือน อธิษฐานธรรมให้พร้อมกับเหรียญพระพุทโธภาส มวลสารสำคัญในการสร้างพระคือ ว่านมหามงคลต่างๆ ดินผสมผงใบลาน แร่กากยายักษ์ ทรายเงินทรายทองของคุณแม่บุญ เรือน

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2553 คณะกรรมการโดยมี พระเทพปัญญามุนี พระศรีรัชมงคลเมธี เป็นประธานได้ตรวจสอบวัตถุมงคลต่างๆ ที่กุฏิสามัคคีรังสรรค์ ซึ่งเป็นกุฏิของพระสิทธิสารโสภณ อดีตเจ้าอาวาสวัดอาวุธวิกสิตาราม จึงได้พบพระพิมพ์ต่างๆ เช่น พระพุทโธน้อย พระพิมพ์สมเด็จประจำวัน หลวงปู่ทวด เป็นต้น

นับเป็นสิ่งมงคลทรงคุณค่าที่จะหายากในอนาคต

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-12-09 07:43:23


ความเห็นที่ 28 (1400522)

จำนวนคนอ่านล่าสุด 280 คน

  เหรียญมหาลาภพ่อพรหม

คอลัมน์ เปิดตลับพระใหม่
'หลวงพ่อพรหม ถาวโร' วัดช่องแค อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ พระเกจิอาจารย์รุ่นเก่าที่มีชื่อเสียงของปากน้ำโพ

ถือกำเนิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 เมษา ยน 2426 ณ ต.บ้านแพรก อ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา อุปสมบท ที่วัดเขียนลาย ต.บ้านแพรก อ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2447 มีหลวงพ่อถม วัดเขียนลาย เป็นพระอุปัชฌาย์

มรณภาพเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2518 สิริอายุ 91 ปี 71 พรรษา

ย้อน ไปเมื่อ พ.ศ.2516 คณะกรรมการวัดช่องแคได้จัดสร้างเหรียญเสาร์ห้า "มหาลาภ" หลวงพ่อพรหม จัดพิธีปลุกเสกใหญ่ในวันเสาร์ห้า เพื่อหาทุนสร้าง ศาลาการเปรียญ

เหรียญรุ่นนี้เป็นที่เลื่องลือกันว่า "ดีทางให้โชคให้ลาภ"

ลักษณะเหรียญ เป็นเหรียญปั๊มทรงกลม ไม่มีหูห่วง มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 2.9 เซนติเมตร จัดสร้างจำนวน 6,500 เหรียญ เป็นเหรียญเงิน 300 เหรียญ และทองแดง 6,200 เหรียญ

ด้านหน้าเหรียญ ตรงกลางเป็นรูปเหมือนหลวงพ่อพรหมนั่งขัดสมาธิเต็มองค์ ไม่มีฐาน หรือผ้าปูนั่ง ด้านบนขอบโค้งเขียนว่า "หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค" ล้อมรอบขอบเหรียญเป็นรูปกลีบบัวและจุดไข่ปลา

ด้านหลังเหรียญ ตรงกลางเป็นรูปดอกบัวบาน มีเลข "๕" อยู่ตรงกลางเหรียญ ด้านบนมีอักขระขอม 10 ตัว ด้านล่างเขียนว่า "เหรียญมหาลาภ ๒๕๑๖"

การแยกพิมพ์เหรียญเสาร์ห้า มหาลาภ หลวงพ่อพรหม บล็อกแม่พิมพ์ด้านหน้าของเหรียญมีพิมพ์เดียว แต่เหรียญที่ปั๊มช่วงหลังเกิดตำหนิเป็นเม็ดเนื้อ 'รูปเม็ดงา' ขึ้นข้างไหล่ซ้ายของหลวงพ่อ จึงเรียกเป็น 'พิมพ์เม็ดงา' ซึ่งที่จริงก็เป็นพิมพ์เดียวกับพิมพ์ไม่มีเม็ดงา

ส่วนด้านหลังมี 2 พิมพ์ เรียกว่า 'พิมพ์ที่ 1 และพิมพ์ที่ 2' ด้านหลังพิมพ์ที่ 1 จะอยู่กับด้านหน้าพิมพ์ไม่มีเม็ดงา ส่วนด้านหลังพิมพ์ที่ 2 จะอยู่กับด้านหน้าพิมพ์มีเม็ดงา โดยเฉพาะเหรียญเงินทุกเหรียญเป็นเหรียญมีเม็ดงา เพราะปั๊มในช่วงหลัง

ด้วย เจตนาการจัดสร้างที่บริสุทธิ์ และมีพระเกจิคณาจารย์ชื่อดังเข้าร่วมพิธีปลุกเสก ทำให้เหรียญมหาลาภหลวงพ่อพรหมมีพุทธคุณโดดเด่นรอบด้าน ผู้ที่มีเหรียญนี้ไว้ครอบครองต่างมีประสบการณ์อัศจรรย์มากมาย

วัตถุมงคลของหลวงพ่อพรหม แห่งวัดช่องแค ได้รับความนิยมอย่างสูง จนกลายเป็นพระชุดหลักของวงการพระเครื่องไปแล้ว เหรียญเสาร์ห้า มหาลาภ หลวงพ่อพรหมรุ่นนี้เป็นวัตถุมงคลอีกรุ่นหนึ่งที่มีรูปทรงสวยงาม จำนวนสร้างไม่มาก และเป็นเหรียญที่มีประสบการณ์

ราคาเช่าบูชาอยู่ที่หลักหมื่นกลาง เป็นเหรียญที่หายาก
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-12-08 07:53:01


ความเห็นที่ 27 (1400418)

คอลัมน์ ชมรมพระเครื่อง

ด้วยความจริงใจ แทน ท่าพระจันทร์

สวัสดี ครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน จังหวัดเพชรบุรีเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีพระเกจิอาจารย์ที่เก่งๆ ดังๆ อยู่หลายรูปด้วยกัน เช่น หลวงพ่อฉุย วัดคงคาราม หลวงพ่อทองสุข วัดตะโหนดหลวง หลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ หลวงพ่อกุน วัดพระนอน เป็นต้น วัตถุมงคลของท่านล้วนแล้วแต่หายาก และมีสนนราคาแพงทั้งสิ้น เนื่องจากประสบการณ์ต่างๆ จากวัตถุมงคลของท่านที่ผ่านมาเป็นที่กล่าวขวัญกันมากนั่นเองครับ เหรียญรุ่นเก่าของเพชรบุรีที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาช้านานก็คือ เหรียญของหลวงพ่อฉุย วัดคงคาราม

หลวงพ่อฉุยท่านเป็นชาวเพชร บุรี เกิดที่บ้านสะพานช้าง ตำบลมะม่วง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ 20 พฤศจิ กายน พ.ศ. 2400 โยมบิดาชื่อ นง โยมมารดาชื่อ นก หลวง พ่อฉุยท่านเป็น คนรักสันโดด เป็นคนจริง ในวัยเด็กก็ช่วยบิดามารดาทำนา จนถึงอายุครบบวชบิดามารดาจึงนำท่านไปอุปสมบทที่วัดคงคาราม ในปี พ.ศ. 2421 โดยมีพระพิศาลสมณกิจ(สิน) วัดคงคาราม เจ้าคณะจังหวัดเพชรบุรีเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์อบ วัดคงคาราม เป็นพระ กรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ครุฑ วัดมหาธาตุ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

นับ ตั้งแต่ท่านอุปสมบทแล้วท่านก็จำพรรษาอยู่ที่วัดคงคารามตลอดจนมรณภาพ ในด้านคุณความดีของหลวงพ่อนั้น หลวงพ่อฉุยท่านจึงได้รับแต่งตั้งให้ดำรงค์ตำแหน่งดังนี้ ปี พ.ศ. 2429 เป็นฐานานุกรม ที่พระใบฎีกา ปี พ.ศ. 2431 เป็นพระสมุห์ ปี พ.ศ. 2432 เป็นพระวินัยธร ปี พ.ศ. 2446 เป็นพระปลัด ปีพ.ศ. 2450 ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็น "พระครูสุวรรณมุณี" ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัดเพชรบุรี และในวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2460 ได้รับเลื่อนตำแหน่งเป็นเจ้าคณะจังหวัดเพชรบุรี และต่อมาเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2460 ก็ได้รับพระราชทานเลื่อนสัญญาบัตรสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นโท มีราชทินนามตามสัญญาบัตรว่า "พระสุวรรณมุณีนรสีหธรรมทายาทสังฆปาโมกข์" มีนิตภัตเดือนละ 4 ตำลึง และดำรงค์ตำแหน่งนี้ตลอดจนมรณภาพ

หลวงพ่อ ฉุยท่านเป็นพระภิกษุที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ทั้งเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านวิปัสสนาธุระ และพุทธาคม หลวงพ่อฉุยท่านเป็นพระสงฆ์ที่มีผู้คนเคารพนับถือท่านมาก ทั้งในจังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดใกล้เคียง ทุกๆ วันจะมีญาติโยมที่เคารพนับถือในตัวท่านมากราบหลวงพ่อมากในทุกวัน จนถึงวันหนึ่งหลวงพ่อฉุยท่านรู้ว่าวาระสุดท้ายของท่านมาถึง ท่านจึงสั่งให้พระวัดมหาธาตุมาติกา และประชุมสงฆ์เพื่อท่านจะขอขมาหลังเสร็จพิธีแล้ว ท่านก็ได้สำรวจจิตเข้าสู่สมาธิจนกระทั่งถึงเวลา 3 นาฬิกา ของวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2466 ท่านก็สิ้นลมอย่างสงบ ท่ามกลางญาติโยมที่มาเฝ้าท่านในขณะนั้น สิริอายุได้ 65 ปี พรรษาที่ 45

เหรียญ รุ่นแรกและรุ่นเดียวที่หลวงพ่อสร้างไว้ก็คือเหรียญปี พ.ศ. 2465 เป็นเหรียญรูปเหมือนของท่าน ด้านหลังมีอยู่สองบล็อก คือบล็อกโมมีไส้ และบล็อกโมไม่มีไส้ครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-12-07 07:05:14


ความเห็นที่ 26 (1400314)

สนามพระ 05/12/53

Pic_131689

พระสมเด็จหลวงปู่ภู พิมพ์ 7 ชั้นหูติ่ง.

วันนี้ ประเทศไทยเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความจงรักภักดี ทั้งเซียนทั้งลูกค้าในสนามพระพากันชมพิธีเฉลิมฉลอง เนื่องใน วันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวา ซึ่งจัดกันทุกมุมเมือง.....

สนามพระวิภาวดี ซึ่งเริ่มเคาต์ดาวน์สู่สิ้นปี จึงขออัญเชิญพระเครื่องงามๆที่มาชุมนุมเต็มสนามพระฯในวันสำคัญนี้ นำพระพุทธคุณอันประเสริฐ ถวายเป็น พระพรชัยมงคล ให้ "ในหลวง" ทรงพระเจริญ--ใครเป็นเจ้าของพระเครื่องวันนี้ ควรปลื้มมั่กๆ.....

พระเครื่ององค์แรกคือ พระลือโขงหรือพระฤาโขง สุดยอดพระเครื่องเมืองเหนือที่มีชื่อเสียงมาก ด้านความอลังการของ พุทธศิลป์หริภุญไชย ที่มีอิทธิพลศิลปะพม่า (พุกาม) ผสม.....

พระสมเด็จอรหัง พิมพ์เล็ก หลังจาร วัดมหาธาตุ กทม. องค์คะแนน ของซุป เตาปูน.

พระสมเด็จอรหัง พิมพ์เล็ก หลังจาร วัดมหาธาตุ กทม. องค์คะแนน ของซุป เตาปูน.


ลักษณะเป็นพระพิมพ์เนื้อดินเผาขนาดเขื่อง (ใหญ่กว่าพระคง, พระลือ) องค์พระประทับนั่งปางมารวิชัยภายในซุ้มเรือนแก้ว เหนือฐานบัว 2 ชั้น พระพักตร์ ปรากฏรายละเอียด หู ตา จมูก ปาก ครบสมบูรณ์ และชัดเจน อ่อนช้อยงดงาม เหมือนแย้มยิ้ม .....

ระยะแรกที่พบพระ ในกรุ วัดกู่เหล็ก ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังวัดประตูลี้ (ที่พบพระฤา, พระเลี่ยง) ชาวถิ่นคิดว่าเป็น รูปจำลองพระนางจามเทวี จึงนิยมเรียกกันว่า "พระนางจามเทวี ซุ้มเรือนแก้ว".....

แต่จำนวนพระมีน้อยมาก เพราะถูกนักนิยมพระเจ้าถิ่นเช่าตัดตอนเก็บไว้หมด ทำให้พระไม่แพร่หลาย ไม่ค่อยมีใครได้เห็นพระแท้องค์จริงมากนัก มีแต่เสียงร่ำลือถึงความงดงามว่าเทียบเคียงกับ พระรอด.....

กระทั่งราวๆปี 2511 ก็มีการค้นพบพระพิมพ์นี้จากที่เดิมอีกครั้งใหญ่ แต่คัดแล้วได้พระสภาพสมบูรณ์เพียงแค่หลักร้อยองค์เท่านั้น แต่ก็ทําให้พระแพร่หลายมากขึ้น นักนิยมพระ เครื่องพระพิมพ์จึงได้เห็นชื่นชม "พระฤาโขง" ว่างดงามสมคําร่ำลือ.....
พระปิดตามหายันต์ หลวงพ่อทับ วัดทอง พิมพ์นั่งยอง ของติ นครปฐม.

พระปิดตามหายันต์ หลวงพ่อทับ วัดทอง พิมพ์นั่งยอง ของติ นครปฐม.


เมื่อมีผู้นําพระมาสู่สนามส่วน กลาง ก็ได้รับการยอมรับว่าเป็น พระแท้ ถึงยุค เป็นเหตุให้มีการแสวงหากันมากขึ้น แต่ก็ไม่ค่อยจะมีพระองค์งามๆหลุดรอดมา เพราะนักนิยมพระเมืองเหนือเลือกเก็บรักษาไว้เหนียวแน่น.....

อย่างองค์ในภาพนี้ที่ได้ชื่อว่าเป็นองค์ แชมป์ของกรุ ที่ถูกนักนิยมพระรุ่นใหญ่ลายครามแห่งเมืองปากน้ำโพ นิมนต์ท่านไปจําวัดนิ่งอยู่ในเซฟมานานนับสิบปี เพิ่งออกมาเปิดหูเปิดตา ย้ายที่จำวัดใหม่ ไปอยู่กรุงเทพฯ โดยฝีมือ เสี่ยพรรค คูวิบูลย์ศิลป์ ที่เฝ้าตามติดและตามตื๊อพระองค์นี้ตามคำแนะนำของ พ่อ ศิริ คูวิบูลย์ศิลป์ เซียนเหนือรุ่นเดอะ เห็นภาพแล้วก็ยอมรับว่า งามอย่างมีคุณค่า คู่ควรกับการตามตื๊อ ราคาเกือบ 3 ล้านบาท-- จ๊าก.....

องค์ที่สอง คือ พระสมเด็จหลวงปู่ภู พิมพ์ 7 ชั้นหูติ่ง 1 ในพระพิมพ์นิยมมาตรฐานของ หลวงปู่ภู วัดอินทรวิหาร กทม. ศิษย์เอก สมเด็จฯโต ผู้มีวิชาพุทธาคมเข้มขลัง เป็นเจ้าตำรับวิชา ตะกรุดดั้นเมฆ และ ตะกรุดไม้ครูนิ้วเพชรพระอิศวร.....
พระปิดตา พิมพ์นิยม หลังยันต์ หลวงปู่เจียม วัดกําแพง ชลบุรี ของพจน์ จินตนาเลิศ.

พระปิดตา พิมพ์นิยม หลังยันต์ หลวงปู่เจียม วัดกําแพง ชลบุรี ของพจน์ จินตนาเลิศ.


พระพิมพ์นี้ เมื่อพิจารณาพิมพ์ทรง เชื่อได้ว่ามีต้นแบบมาจาก พระสมเด็จวัดเกศไชโย พิมพ์นิยม.....

พูดถึงเรื่อง ตะกรุด ก็มีท่านผู้ชมเคยจอมอถามมาว่า ตะกรุด ซึ่งไม่ได้มีรูป องค์พระ มีดีวิเศษได้ยังไง ข้าพเจ้าก็ไปค้นคว้าหาเรื่องราวมาแล้วขอตอบว่า การสร้างคุณวิเศษฤทธิ์เดชปาฏิหาริย์นั้น ในพระคัมภีร์ของพราหมณ์บอกว่า เกิดได้ หลายวิธี คือ โดยการบริกรรมพระคาถา โดยอำนาจว่านยา โดยการเล่นแร่แปรธาตุ และ โดยการใช้อักขระเลขยันต์ ซึ่ง ตะกรุด เกิดจากวิธีหลัง.....

เขียนอักขระเลขยันต์ เกิดจากพราหมณ์ฮินดูก่อน ต่อมาเกจิอาจารย์ ไทย เขมร ลาว ฯลฯ ได้ใช้เลขยันต์อักขระแบบพุทธ และพัฒนามาจารึกไว้ในแผ่นโลหะแล้วม้วนเป็นตะกรุดเพื่อให้สะดวกในการพกติด ตัว.....

การพกตะกรุดในไทยได้รับความนิยมในสมัยอยุธยา เพราะสมัยก่อนคนโบราณไม่นิยมใช้พระเครื่อง เพราะเห็นเป็นของสูง พระควรอยู่ในวัด ไม่นำเข้าบ้านด้วยซ้ำ จึงนิยมพกเครื่องรางของขลัง เช่นผ้าประเจียด ตะกรุด นอกจากพกติดตัว เกจิอาจารย์หลายสำนักยังมีวิชา ฝังตะกรุด ไว้ในร่างกาย ซึ่งต้องเป็นตะกรุดเนื้อทองคำเท่านั้น ถึงจะไม่เป็นสนิม เกิดบาดทะยักตาย --ที่ดังมากเรื่อง ฝังตะกรุดก็คือ หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ นี่ยังไง ตบผัวะเดียว ตะกรุดหายเข้าท้องแขน แต่ตอนทำ ทุกคนบอกว่าเหมือนถูกเมียหยิกเนื้ออ่อนๆ ปวดอย่าบอกใคร.....
พระลือโขง กรุวัดกู่เหล็ก ลำพูน องค์แชมป์กรุ โดยพรรค คูวิบูลย์ศิลป์.

พระลือโขง กรุวัดกู่เหล็ก ลำพูน องค์แชมป์กรุ โดยพรรค คูวิบูลย์ศิลป์.


ตามมาด้วย พระของขวัญ (เคลือบ) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กทม. รุ่นแรก ของ ผบ.พัน พ.อ.อชิรวิชญ์ ศรีไพบูลย์.....

เห็นพิมพ์พระตื้นๆรายละเอียดเส้นศิลป์บางเบาแบบนี้แหละ ที่ผู้ชำนาญการบอกว่าเป็น พระแท้ดูง่าย ถูกต้องตรงลักษณะตามพิมพ์เป๊ะ ความเยี่ยมยอดของพระองค์นี้ อยู่ที่ความสมบูรณ์ ที่ไม่มีร่องรอยสัมผัสใช้ให้เห็นแม้แต่น้อย เห็นได้จาก เคลือบแลคเกอร์ ที่ยังอยู่ให้เห็นแบบเต็มร้อย ที่สำคัญ ยันต์หลังองค์พระ ที่ชัดเจนแจ่มแจ๋ว ซึ่งต้องจดจำ เพราะมืออาชีพเขาใช้ ชี้ขาดความเก๊-แท้ ขั้นสุดท้าย ก่อนจ่ายสตางค์.....

ลำดับต่อไป เป็น พระสมเด็จอรหัง พิมพ์เล็ก (หลังจาร) วัดมหาธาตุ กทม. ซึ่งสำคัญไม่แพ้ พระสมเด็จวัดระฆัง-บางขุนพรหม ของ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯโต เพราะผู้สร้างคือ สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร (สุก ไก่เถื่อน) ซึ่งมีประวัติว่าเป็น พระอาจารย์บอกพระกรรมฐาน ของ สมเด็จฯโต.....

และยังเป็นต้นตำรับ ผู้สร้าง พระพิมพ์เนื้อผงพุทธคุณรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า แบบ "ชิ้นฟัก" ด้านหลังมีรอยจารและรอยปั๊มอักขระคำว่า  "อรหัง" กํากับไว้ ทําให้เรียกว่า พระสมเด็จอรหัง.....
พระของขวัญ เคลือบ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กทม. รุ่นแรก ของ พ.อ.อชิรวิชญ์ ศรีไพบูลย์.

พระของขวัญ เคลือบ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กทม. รุ่นแรก ของ พ.อ.อชิรวิชญ์ ศรีไพบูลย์.


พิมพ์พระมีทั้งขนาดมาตรฐาน และขนาดเล็ก ที่เชื่อกันว่าเป็น พระคะแนน แบบองค์นี้ของ เสี่ยซุป เตาปูน--เล็กแต่ราคาใหญ่ แพงกว่า พระพิมพ์ใหญ่ เพราะมีน้อยหายากส์กว่า.....

อีกองค์คือ พระปิดตามหายันต์ หลวงพ่อทับ วัดทอง (พิมพ์นั่งยอง) ชื่อนี้นักนิยมพระเครื่องทุกระดับชั้นได้ยิน เป็นต้องรู้ว่าคือ ต้นตำรับพระปิดตาเนื้อโลหะผสม ที่สวยที่สุด เพราะพิมพ์ทรงจัดสร้างไว้อย่างลงตัวทั้งศาสตร์แห่งวิชาพุทธาคมและพุทธศิลป์ ผนวกกับชื่อเสียงเกียรติคุณของผู้สร้าง ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีพระเวทวิชาอาคมเข้มขลัง และวิธีการสร้างแบบโบราณที่ต้อง ลงจารแผ่นโลหะเสกกำกับแบบ "ทับถม" ขึ้นพิมพ์เทหล่อทีละองค์ เพื่อให้พระของท่านมีดีทั้งนอก-ในตามตํารา.....

เวลาที่ผ่านมากว่าร้อยปี ย่อมพิสูจน์ได้ว่า พระปิดตาตระกูลนี้มีอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์เพียงไร และทําไมจึงได้รับการยกย่องให้เป็น พระปิดตาเนื้อโลหะหมาย เลข 1 ของวงการ--องค์ในภาพนี้ของ เสี่ยติ นครปฐม ซึ่งเห็นแล้ว ติไม่ได้เลย กับความสวยแซ่บ.....

ต่อด้วย เหรียญหลวงปู่ เอี่ยม วัดหนังยันต์ ๕ เนื้อสําริด ของ เสี่ยซุป เตาปูน อีกแล้ว.....
เหรียญหลวงปู่เอี่ยม วัดหนังยันต์ ๕ เนื้อสําริด ของซุป เตาปูน.

เหรียญหลวงปู่เอี่ยม วัดหนังยันต์ ๕ เนื้อสําริด ของซุป เตาปูน.


เหรียญนี้งามเหลือเกิน จนต้องถามราคาว่าเท่าไหร่ พอรู้ปุ๊บก็หายอยากปั๊บ เพราะยังไม่มีกะตังค์ ตั้งล้านกว่า.....

ถัดไปก็ไม่ธรรมดา คือ พระปิดตา พิมพ์นิยม หลังยันต์ หลวงปู่เจียม วัดกําแพง ชลบุรี พระปิดตาเนื้อผงพุทธคุณ (คลุกรักจุ่มรัก) อันดับ 3 ในทําเนียบพระปิดตา "5 เสือ" เมืองชล.....

เรื่องชื่อฉายา มีแฟนคอลัมน์ถามว่าเหมาะสมไหม เปรียบพระเป็นเสือสาง ซึ่งขอบอกว่านามฉายานี้มาจากนักเขียนนักนิยมพระรุ่นเก๋า ซึ่งคำว่า เสือ ในที่นี้ หมายถึงความยิ่งใหญ่--เจ้าของพระองค์สวยเจ๋งนี้ชื่อ เสี่ยพจน์ จินตนาเลิศ แห่ง บ.สุขสมบูรณ์น้ำมันปาล์ม.....

ข่าวบริการวันนี้ อ.ลักษณ์ เรขานิเทศ ขอเชิญร่วมพิธี สมโภชพระพุทธมหาเศรษฐีนวโกฏิ ตามพิธีโบราณ และร่วมเททอง สร้าง พระพุทธมหา เศรษฐีนวโกฏิ องค์ที่ 8-9-10 เพื่อส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ที่วัดพระศรีมหาธาตุฯบางเขน.....

ถ้าแฟนไทยรัฐ อ่าน สนามพระวิภาวดี ล่วงหน้า ตั้งแต่วันเสาร์ 4  ธ.ค.ก็ยังไปทันพิธี สวดนพเคราะห์ เวลา 16.00 น. ส่วนวันนี้ 5  ธ.ค. ตั้งแต่เช้า 09.09 น.-12.09 น. เป็นพิธีเททองหล่อ พระพุทธมหาเศรษฐีนวโกฏิ ในงานมีบริการตรวจดวงชะตา เพื่อวางแผนชีวิตกับ โหรฟันธง--ใครอยากรู้ว่าจะถึงฆาต โดนอีโต้ฟันคอขาดหรือไม่ ถ้าปีหน้าริจะเลิกกับเมียเก่า ก็ไปตรวจดวงซะ ว่าควรจะเตรียมเข้าหอลงโรงหรือเตรียมโลง สอบถามได้ที่สถาบันพยากรณ์ศาสตร์ 0-2938-2115-6.....

เดือนนี้เป็นเดือนแห่งการเฉลิมฉลอง "ในหลวง" กิจกรรมที่น่าสนใจใน กทม.มีมากมาย แนวธรรมะ ก็เช่นนิทรรศการ พระราชดำรัสแสงส่องทางแผ่นดิน ประมวลพระราชดำรัสด้านความสามัคคี ศาสนาและคุณธรรม การแสดงศิลปกรรม ตู้แห่งความเพียร ซึ่งมีแรงบันดาลใจจากพระราชนิพนธ์เรื่อง พระมหาชนก--งานมีถึง 19  ธ.ค.ที่อาคารนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนินกลาง.....

อีกข่าวมาจาก วัดอัมพวัน สระบุรี ซึ่งคณะศิษย์และชมรมพระเครื่องสระบุรี จะจัดงาน ครบรอบ 118 ปีหลวงพ่อย้อย "ปุญญมี" 18-19  ธ.ค.นี้.....

หลวงพ่อย้อย เป็นพระเกจิแก่กล้าเข้มขลัง ได้รับยกย่องเป็นพระอริยสงฆ์ เพราะเป็นพระสุปฏิปันโน เคร่งครัดมาก ไม่สนใจลาภยศ บวชมานาน 69 พรรษาโดยไม่มียศอะไรเลย.....

หลวงพ่อย้อย มีอาคมสูง และใช้ในทางดีงาม ทำให้วัตถุมงคลของท่านเป็นที่ต้องการกันมาก ที่สุดยอดคือ ตะกรุดมหาจักรพรรดิตราธิราช ซึ่งท่านดำลงไปทำตะกรุดใต้ แม่น้ำป่าสัก ซึ่งความดีวิเศษของตะกรุดหลวงพ่อย้อยนี้ กล่าวกันว่า แม้แต่ สมเด็จพระสังฆราชฯ ก็ยังมีติดพระองค์.....

หลังจาก หลวงพ่อย้อย มรณภาพไปเมื่อปี 2525 ยิ่งทำให้เชื่อว่าท่านคือพระบริสุทธิ์ เพราะสังขารยังไม่เน่าเปื่อย จึงยังมีผู้คนไปสักการะร่างท่านจนทุกวันนี้.....

วันที่ 18  ธ.ค.มีทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อสร้างศาลาการเปรียญ กลางคืนมีดนตรีลูกทุ่ง ส่วน 19 ธ.ค.มีประกวดพระหลวงพ่อย้อยทุกรุ่น .....

ลากันวันนี้ ด้วยเรื่องของ เสี่ยตี๋ กับ เสี่ยธวัชชัย ที่คบกันมาตั้งแต่เรียนหนังสือ ป่านนี้ก็อายุครึ่งคน มีลูกมีเต้าโตๆกันแล้ว เดิม เสี่ยตี๋ ทำร้านอาหาร แต่เจ๊ง จึงหันหน้าเข้าวัดเพราะกลุ้ม วันหนึ่งได้ยินพระเทศน์ ว่า อย่ายึดติดวัตถุ ให้ยึดธรรมะดีกว่า ก็เลยคิดได้ เอาพระเครื่องที่เก็บรักษาไว้นานไม่กล้าขายไปปล่อย ได้เงินมา 3-4 ล้าน ใช้หนี้แล้วก็ยังเหลือ เลยเอาไปทำทุน เปิดแผงพระ กิจการก็ดี เพราะมีเพื่อนมาก.....

มาปีนี้พระเริ่มหายาก แผงพระทำท่าจะไปไม่รอด ทำให้ เสี่ยตี๋ เริ่มกลุ้มว่าจะทำอะไรกิน ก็พอดี เสี่ยธวัชชัย โผล่ไปหา บ่นว่าเศรษฐกิจไม่ดี เซ็งลี้ไม่ฮ้อ ต้นปีมีปัญหาการเมือง กลางปี น้ำท่วม ปลายปีทำท่าจะมีสงครามเกาหลี เงินจึงเริ่มฝืดๆ.....

เสี่ยตี๋ ซึ่งรู้ว่าเพื่อนเก็บพระไว้เยอะ ก็อยากได้พระเพื่อนไปขาย เลยกล่อมว่าอย่ายึดติดเซ่ ใช้ธรรมะดีกว่า พระที่มี ก็เอาไปขายทำทุนซะ เสี่ยธวัชชัย ฟังเพื่อนชักแม่น้ำทั้ง 5 สักพัก ก็ตกลงใจ ยอมให้ เสี่ยตี๋ เอาพระกำแพงทั้ง เม็ดขนุน ซุ้มกอ นางพญา ไปขาย แค่ 2 วัน เสี่ยตี๋ ก็เอาเงินมาให้ 7 ล้าน เสี่ยตี๋ บอกว่า เห็นไหม นี่เพราะไม่ยึดติด แล้วถามว่าคิดออกหรือยัง ว่าจะทำอะไรถึงจะดี--เพื่อนตอบว่ารู้แล้ว อั๊วจะไปลงทุนเปิดร้านพระที่ต่างจังหวัด รับซื้อพระมาขายลื้อนี่ไง.....

เพราะ เสี่ยธวัชชัย เห็น เสี่ยตี๋ แค่ ไทเกอร์ พระไปขาย วันสองวันก็รับ ค่าเหนื่อย ไปตั้ง 10 เปอร์เซ็นต์ 7 แสน เลยเลิกยึดติดเป็นปลิดทิ้ง หันมายึดตังค์ จึงย้ายอาชีพมาขายพระเหมือนกัน เจ้าค่ะ อามิตตพุทธ.


สีกาอ่าง

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-12-05 20:49:50


ความเห็นที่ 25 (1400046)

วัดดัง'หลวงพ่อโต'(9) ศักดิ์สิทธิ์-เหรียญยอดนิยม

คอลัมน์ มุมพระเก่า
อภิญญา

'หลวง พ่อโต'วัดบางพลีใหญ่ใน ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย (สะดุ้งมาร) องค์พระเป็นทองสำริดทั้งองค์ หน้าตักกว้าง 3 ศอก 1 คืบ ลืมพระเนตร เป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถวัดบางพลีใหญ่ใน ได้รับการกล่าวขวัญถึงความศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เคารพสักการะของชาวบางพลีและพุทธศาสนิกชนทั่วไป

ตามตำนาน เล่าสืบต่อกันมาว่า ประมาณกาล 200 กว่าปีล่วงมาแล้ว ได้มีพระพุทธรูป 3 องค์ ปาฏิหาริย์ลงมาจากทางเหนือ ลอยมาตามลำแม่ น้ำเจ้าพระยา พระพุทธรูปทั้ง 3 องค์นี้ เข้าใจว่าปวงชนในกรุงศรีอยุธยาคงอาราธนาท่านลงสู่แม่น้ำ เพื่อหลบหนีข้าศึก ด้วยในสมัยนั้นบ้านเมืองได้เกิดสภาวะสงครามขึ้นกับพม่า พระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ ได้แสดงอภินิหารลอยล่องมาตามลำแม่น้ำ และบางครั้งก็แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ผุดให้ผู้คนเห็นตามลำดับ จนเป็นที่โจษจันกันทั่ว ถึงอภินิหารและความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน ต่อมาภายหลังปรากฏว่า พระพุทธรูปองค์หนึ่งไปขึ้นประดิษฐานอยู่ที่ วัดบ้านแหลม จ.สมุทร สงคราม ในเวลาไล่เลี่ยกันพระพุทธรูปอีกองค์หนึ่ง ไปขึ้นประดิษฐานอยู่ที่วัดโสธรฯ จ.ฉะเชิงเทรา

ส่วนอีกองค์หนึ่งได้ล่องลอยเรื่อยมาตามลำแม่น้ำเจ้าพระยา ปาฏิหาริย์ลอยวกเข้ามาในลำคลองสำโรง ประชาชนพบ เห็นต่างโจษจันกันไปทั่ว พร้อมกับได้อาราธนาขึ้นที่ปากคลองสำโรง แต่พระ พุทธรูปไม่ยอมขึ้น (หลวงพ่อโต วัดบาง พลีใหญ่ใน)


ในที่นั้น มีผู้มีปัญญาดีคนหนึ่ง ได้ให้ความเห็นว่า คงเป็นเพราะบุญญาภินิหารของท่าน แม้จะใช้จำนวนผู้คนสักเท่าไรอาราธนาฉุดท่านขึ้นบนฝั่งไม่สำเร็จเป็นแน่ ควรจะเสี่ยงทายต่อแพผูกชะลอกับองค์ท่าน แล้วใช้เรือพายฉุดท่าน ให้ลอยตามลำน้ำสำโรง และอธิษฐานว่า "หากท่านประสงค์จะขึ้นโปรดที่ใดก็ขอจงได้แสดงอภินิหารให้แพที่ลอยมาจงหยุด ณ ที่นั้นเถิด"

เมื่อประชาชนทั้งหลายได้เห็นพ้องดีกันดังนั้นแล้ว ก็พร้อมใจกันทำแพผูกชะลอกับองค์ท่านแล้วใช้เรือ ซึ่งสมัยนั้นเป็นเรือพายทั้งสิ้น ช่วยกันจ้ำพายจูงแพลอยเรื่อยมาตามลำคลองเรือที่ใช้ลากจูงแพมานั้นมีชื่อแปลก ต่างๆ กัน เช่นชื่อ ม้าน้ำ เป็ดน้ำ ตุ๊กแก และอื่นๆ เป็นต้น และจัดให้มีการละเล่นต่างๆ มีละครเจ้ารำถวายมาตลอดทาง และการละเล่นอื่นๆ ครึกครื้นมาตลอดทั้งลำน้ำ

ครั้นแพลอยมาถึงบริเวณหน้าวัดพลับพลาชัยชนะสงคราม หรือวัดบางพลีใหญ่ใน แพที่ผูกชะลอองค์ท่านเกิดหยุดนิ่ง พยายามจ้ำและพายกันอย่างเต็มที่เต็มกำลัง แพนั้นก็หาได้ขยับเขยื้อนไม่

ประชาชนที่มากับเรือและชาวบางพลี จึงได้พร้อมใจกันอาราธนาตั้งจิตอธิษฐานว่า "ถ้าหลวงพ่อจะโปรดคุ้มครองชาวบางพลีให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขแล้วละก็ ขออาราธนาอัญเชิญองค์ท่านให้ขึ้นจากน้ำได้โดยง่ายเถิด" และเป็นที่น่าอัศจรรย์เป็นอย่างมาก เพียงใช้คนไม่มากนัก สามารถอาราธนาท่านขึ้นจากน้ำได้โดยง่าย ทำให้ประชาชนต่างแซ่ซ้องในอภินิหารของท่านเป็นอย่างยิ่ง และได้อาราธนาท่านขึ้นไปประดิษฐานอยู่ในวิหารนั้นเรื่อยมา

ครั้นต่อมาได้รื้อวิหารนั้นอีกเพื่อสร้างเป็นพระอุโบสถที่ถาวร จึงต้องชะลออาราธนาองค์ท่านมาพักไว้ยังศาลาชั่วคราว จนกระทั่งได้สร้างพระอุโบสถสำเร็จแล้ว จึงได้อาราธนาท่านไปประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถ เพื่อเป็นพระประธานของวัดบางพลีใหญ่ใน

เล่ากันว่า เมื่อคราวสร้างพระอุโบสถเสร็จใหม่ๆ ได้วัดช่องประตูพระอุโบสถกับองค์หลวงพ่อโต ปรากฏว่า ช่องประตูใหญ่กว่าองค์พระประมาณ 5 นิ้ว ซึ่งสามารถนำองค์หลวงพ่อโตผ่านเข้าไปได้

แต่พอถึงคราวอาราธนาจริง กลับปรากฏว่า องค์หลวงพ่อใหญ่กว่าประตูมาก คณะกรรมการจำนวนหนึ่งเห็นว่าควรทุบช่องประตูทิ้ง แต่อีกจำนวนหนึ่งเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อโต จึงได้พร้อมใจกันอธิษฐานขอให้หลวงพ่อโตสามารถผ่านเข้าประตูได้ เพื่อเป็นมิ่งขวัญคุ้มครองชาวบางพลีสืบไป

เมื่ออธิษฐานเสร็จก็อาราธนาหลวงพ่อโตผ่านประตูได้โดยสะดวก

การที่ท่านได้พระนามว่า "หลวงพ่อโต" คงเป็นเพราะองค์ของท่านใหญ่โต คือ ใหญ่โตกว่าองค์ที่ลอยน้ำมาด้วยกันทั้ง 2 องค์ จึงถือเป็นนิมิตอันดีให้ประชาชนพากันถวายนามว่า "หลวงพ่อโต" เป็นที่เคารพสักการะของชาวบางพลี ตราบเท่าทุกวันนี้

ทั้งนี้ การลำดับว่าองค์ไหนองค์พี่ องค์กลาง องค์น้อง และลอยมาพร้อมกันตามตำนานที่สืบต่อกันมา เข้าใจว่าคงจะนับเอาองค์ที่อาราธนาขึ้นจากน้ำได้ก่อนเป็นองค์พี่ ขึ้นจากน้ำองค์ที่ 2 เป็นองค์กลาง ขึ้นจากน้ำองค์ที่ 3 เป็นองค์น้อง ตามลำดับ คือ หลวงพ่อวัดบ้านแหลม จังหวัดสมุทรสงคราม อาราธนาขึ้นจากน้ำองค์ที่ 1 หลวงพ่อโสธร วัดโสธรฯ จังหวัดฉะเชิงเทรา อาราธนาขึ้นจากน้ำองค์ที่ 2 หลวงพ่อโต วัดบางพลีใหญ่ใน จังหวัดสมุทรปราการ อาราธนาขึ้นจากน้ำ เป็นองค์ที่ 3 เรียงกันตามลำดับ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-12-02 19:50:29


ความเห็นที่ 24 (1399799)

จำนวนคนอ่านล่าสุด 220 คน

 
เหรียญหลวงพ่อเชย


คอลัมน์ เปิดตลับพระใหม่
'พระครูมหาชัยบริรักษ์' หรือ 'หลวงพ่อเชย ญาณวัฑฒโน' พระเกจิเรืองนามเมืองสมุทรสาคร แห่งวัดเจษฎาราม ริมคลองมหาชัย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร

เกิด เมื่อวันเสาร์ที่ 5 เมษายน 2423 ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ปีเถาะ เวลา 06.00 น. ที่บ้าน ต.วังน้ำคู้ อ.เมือง จ. พิษณุโลก อุปสมบทเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2447 โดยมี พระครูสมุทรคุณากร (นิล) เป็นพระอุปัชฌาย์

อยู่ จำพรรษาที่วัดตึกมหาชยราม ต่อมาได้เดินทางเข้ามากรุงเทพฯ เพื่อศึกษาพระธรรมวินัยที่วัดราชสิทธาราม ในปีพ.ศ. 2459 ก่อนย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่วัดสวนแก้วอุทยาน อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม และจึงย้ายกลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดเจษฎาราม จ.สมุทรสาคร


หลวงพ่อเชยได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสเมื่อปี พ.ศ.2462

มรณภาพเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2500 เวลา 04.15 น. สิริอายุ 78 ปี พรรษา 52

ใน ห้วงที่หลวงพ่อเชยยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้จัดสร้างวัตถุมงคลอีกหลาย อย่าง เช่น ตะกรุดโทน ผ้ายันต์ สีผึ้ง พระกลีบบัวเนื้อทองเหลือง และพระประจำวันเนื้อทองเหลือง ล้วนแต่ได้รับความนิยมทั้งสิ้น

นอกจาก นี้ เหรียญวัตถุมงคลที่ได้รับการยอมรับจากวงการพระเครื่อง คือ เหรียญวัตถุมงคลรุ่นแรก เป็นเหรียญปั๊มรูปเหมือน ที่ระลึกวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 72 ปี

จัดสร้างโดยบรรดาคณะศิษย์ของท่าน ได้จัดสร้างขึ้นถวายเป็นมุทิตาสักการะ เป็นเหรียญทองแดง 3,000 เหรียญ และเหรียญเงิน 19 เหรียญ

ลักษณะของเหรียญ เป็นเหรียญปั๊มแบบมีหูในตัว รูปอาร์ม

ด้าน หน้าเหรียญ แกะขอบเป็นลวดลายกระหนก ตรงกลางเป็นรูปเหมือนพระครูมหาชัยบริรักษ์ (เชย ญาณวัฑฒโน) ครึ่งองค์ หันหน้าไปทางข้างซ้าย ด้านบนใต้หูห่วงเป็นจุดไข่ปลา

ด้านหลังเหรียญ ไม่มีขอบเหรียญ ตรงกลางเหรียญเป็นอักษร เขียนคำว่า "พระครูมหาชัยบริรักษ์(เชย)" ล่างลงมาเป็นอักขระขอม 3 บรรทัด โดยบรรทัดแรกเรียงตามโค้ง อีก 2 บรรทัดเรียงเป็นแถวตรง ถัดลงมาเป็นอักษรไทย 2 บรรทัด อ่านว่า "อายุครบ ๗๒ ปี พ.ศ.๒๔๙๔"

วัตถุมงคลที่หลวงพ่อเชย จัดสร้างล้วนแต่มีความประณีต พิถีพิถันด้านพิธีกรรมทุกเหรียญ ทั้งนี้ หลวงพ่อเชย อธิษ ฐานจิตปลุกเสกเดี่ยว ทำให้ได้รับการยอมรับจากวงการพระเครื่อง

เหรียญหลวงพ่อเชยทุกรุ่น เป็นเหรียญที่ได้รับความนิยมในวงการ มีพุทธคุณโดดเด่นด้านแคล้วคลาดปลอดภัย คงกระพันชาตรี อาวุธไม่ระคายผิว ผู้ที่มีเหรียญรุ่นนี้ไว้ในครอบครองต่างมีประสบ การณ์อัศจรรย์ให้เล่าขานกันนับไม่ถ้วน

ภายหลังจากที่ท่านได้มรณภาพไปแล้ว เหรียญรุ่นดังกล่าวเริ่มหายาก ส่วนใหญ่ถูกตามเก็บเข้ากรุ ทำให้ราคาเช่าบูชาสูงตามไปด้วย

นับว่าเป็นอีกหนึ่งเหรียญรุ่นใหม่ที่น่าเก็บสะสมไว้อีกเหรียญหนึ่ง
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-12-01 07:05:41


ความเห็นที่ 23 (1399798)

วัดดัง'หลวงพ่อโต'(8) ศักดิ์สิทธิ์-เหรียญยอดนิยม

คอลัมน์มุมพระเก่า

อภิญญา

หลวง พ่อโต เป็นพระพุทธรูปอีกองค์หนึ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ ประดิษฐานอยู่ที่วัดยาง ตั้งอยู่เลขที่ 1197 ถนนสุขุมวิท 77 ซอยอ่อนนุช 23 แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินที่ตั้งวัด เดิมมี 19 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา

ปี 2539 พระครูโสภณพัฒนาภรณ์ และญาติโยมได้ซื้อที่ดินเพิ่มขึ้นอีก 2 ไร่ 3 งาน 48 ตารางวา นางเทียม คุ้มภัย ถวายเพิ่มอีก 2 ไร่ 1 งาน 41 ตารางวา ปัจจุบันวัดมีเนื้อที่ทั้งหมด 24 ไร่ 2 งาน 31 ตารางวา และมีที่ธรณีสงฆ์ 1 แปลง เนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน 28 ตารางวา อยู่ใกล้หมู่บ้านปัญญา

วัดยางตั้งอยู่ริมคลองพระโขนง เมื่อเดินทางด้วยเรือจากพระโขนงไปประเวศ วัดจะอยู่ทางขวามือ คำว่า "วัดยาง" ตามประวัติเล่าว่า เป็นวัดที่มีพระสงฆ์อยู่จำพรรษาแต่เดิม ต่อมาเมื่อองค์หลวงพ่อโต ซึ่งเป็นพระ พุทธรูปไม้แกะสลักปางมารวิชัย ได้ลอยน้ำมาหยุดหรือมายั้งยังบริเวณท่าน้ำหน้าวัด ชาวบ้านซึ่งอยู่บริเวณรอบๆ วัดในครั้งนั้น ซึ่งเป็นคนลาวที่อพยพมาตั้งบ้านเรือนอยู่เป็นจำนวนมาก จึงได้อัญเชิญองค์หลวงพ่อขึ้นไว้บูชาสักการะที่วัด จึงได้เรียก "วัดยั้ง" กาลต่อมาคนลาวน้อยลง คนไทยมาอยู่อาศัยมากขึ้นคำว่า "วัดยั้ง" เลยเพี้ยนเป็น "วัดยาง" มาจนถึงปัจจุบันนี้ ส่วนคลองที่คนลาวมาอยู่อาศัยยังคงมีชื่อว่าคลอง "บ้านหลาย" (บ้านมาก) ซึ่งห่างจากวัดยางไปประมาณ 600 เมตร


วัด ยางเป็นวัดที่สร้างมานานแต่ยังไม่สามารถที่จะสืบค้นเรื่องราวความเป็นมาได้ และก็รวมไปถึงประวัติของพระพุทธรูปสำคัญ คือ หลวงพ่อโต ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ มีผู้เคารพนับถือกันไม่น้อย จากรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของข้อมูลเท่าที่พอจะหาได้จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่า อายุเกินกว่า 90 ปี (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) ว่าบิดาของท่านเคยบอกให้ฟังว่า เกิดมาก็เห็นหลวงพ่อโตประดิษฐานอยู่ที่วัดแล้ว

สภาพดั้งเดิมของ วัดได้เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา จนกระทั่งไม่เหลือเค้าอยู่จึงได้แต่สันนิษฐานจากคำบอกเล่า และการเทียบเคียงกับวัด ในละแวกใกล้ๆ กันที่เป็นวัดเก่าและคิดว่ามีอายุไล่เลี่ยกัน ในชั้นต้นนี้พอจะอนุมานไว้ก่อนว่าเป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ มีอายุราว 200 ปีขึ้นไป ปัจจุบันการคมนาคมไปยังวัดนับว่าสะดวกมาก โดยทางเข้าปากซอยอ่อนนุช ด้านถนนสุขุมวิท 77 ระยะทางประมาณไม่เกิน 3 กิโลเมตรก็ถึง สภาพทั่วไปของวัดยาง มีความเจริญและความพร้อมทุกด้าน ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นผลงานที่เกิดขึ้นจากความสามารถของ พระพิศาลพัฒโนดม (บุญช่วย ธัมมรักขิโต) เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2496 เป็นต้นมา

วัตถุมงคลของวัดยาง ได้รับความนิยมอยู่หลายรุ่น ส่วนใหญ่สร้างในรูปลักษณ์จำลองมาจากพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ หลวงพ่อโต ซึ่งเป็นพระพุทธรูปเก่าปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 3 เมตร ภายในองค์พระเป็นไม้หุ้มพอกด้วยปูน เป็นพระพุทธรูปที่ชาวบ้านและประชาชนทั่วไปเคารพสักการะอย่างมาก

วัตถุ มงคลที่นิยม เหรียญหลวงพ่อโต วัดยาง รุ่นแรก องค์ที่นำมาประกอบให้ชมนี้ เคยส่งเข้าประกวดติดที่ 1 งานที่อิมพีเรียล สำโรง เมื่อปี 2547 เหรียญรุ่นนี้ปลุกเสกโดย หลวงปู่เผือก วัดกิ่งแก้ว จ.สมุทรปราการ สร้างเมื่อปี 2496 เป็นเหรียญยอดนิยมที่หายากมาก สร้างแค่เพียง 800-1,000 เหรียญเท่านั้น

ใครมีไว้ในครอบครองโปรดอย่าปล่อยให้หลุดมือเด็ดขาด

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-12-01 07:04:11


ความเห็นที่ 22 (1399640)

เหรียญหลวงปู่ศุขรุ่นแรก

คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง
โดยราม วัชรประดิษฐ์

"เหรียญคณาจารย์" เป็นผลมาจากวิวัฒนาการการจัดสร้างเหรียญกษาปณ์และเหรียญที่ระลึก ซึ่งได้รับอิทธิพลจากตะวันตก ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีการริเริ่มผลิตเงินเหรียญแทนเงินตราแบบเก่า ซึ่งมีทั้งการจ้างชาวต่างชาติปั๊มเรียกว่าเหรียญ "ปั๊มนอก" ซึ่งจะสวยงามมีคุณภาพดีกว่าโรงงานของสยามที่เรียกว่า "ปั๊มใน" โดยเฉพาะในแผ่นดินพระพุทธเจ้าหลวง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยิ่งมีความนิยมปั๊มเหรียญกันมากขึ้น เหรียญที่รู้จักกันดีรุ่นแรกๆ ได้แก่ เหรียญพระพุทธชินสีห์ วัดบวรนิเวศวิหาร ที่สร้างใน ร.ศ.118 (พ.ศ. 2443) เมื่อคราวเสด็จกลับจากประพาสยุโรป หรือในวงการพระเรียกกันว่า "ปู่เหรียญ" และต่อมาก็นิยมทำรูปเกจิคณาจารย์เป็นที่ระลึกเป็นรูปลักษณะ "เหรียญ"


ในบรรดาเหรียญ คณาจารย์สำคัญระดับประเทศนั้น เหรียญหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท นับเป็นเหรียญที่งด งาม มีสนนราคาสูง ได้รับความนิยมอย่างมาก

สำหรับเหรียญสำคัญของหลวงปู่ศุขนั้น มีการจัดสร้างขึ้นเป็นเหรียญรูปไข่ค่อนไปทางกลม ห่วงเชื่อม ระบุปี 2466 เนื้อทองแดงเถื่อนและเนื้อตะกั่ว พิมพ์ด้านหน้า จำลองเป็นรูปหลวงปู่ศุข นั่งสมาธิสะดุ้งกลับอยู่เหนืออาสนะลายผ้า ด้านข้างจารึก "ยันต์ อุขึ้น อุลง" มีภาษาไทยล้อมรอบระบุสมณศักดิ์ "พระครูวิมลคุณากรวัดปากคลองมะขามเฒ่า" และด้านล่างระบุปี พ.ศ. "๒๔๖๖"

ส่วนพิมพ์ด้านหลัง สร้างเป็น "ยันต์สาม" ล้อมรอบยันต์ด้วยหัวใจธาตุคือ "นะ มะ อะ อุ" และหัวใจพระเจ้าห้าพระองค์ คือ "นะ โม พุท ธา ยะ" อักขระด้านล่างเป็นพระคาถาอำนวยพรคือ "อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง"


เหรียญรูปเหมือนหลวงปู่ศุข รุ่นแรก ปี 2466 นี้ มีแม่พิมพ์ด้านหน้าเพียงแม่พิมพ์เดียว ส่วนแม่พิมพ์ด้านหลังมีอยู่ 4 พิมพ์ ได้แก่

1. พิมพ์ด้านหลังไม่มีอุ

2. พิมพ์ด้านหลังมีอุเล็ก

3. พิมพ์ด้านหลังมีอุใหญ่

4. พิมพ์หลังอุ และ ดาว

ส่วนสาเหตุที่พิมพ์ด้านหลังมีหลายแบบนั้น สันนิษฐานว่า ในสมัยก่อนการทำบล็อกแม่พิมพ์คงจะไม่แข็งและเหนียวพอ โดยเฉพาะ "แม่พิมพ์ด้านหลัง" ซึ่งเป็นตัวกดย้ำ ทำให้แม่พิมพ์ชำรุดเสียหายก่อนแม่พิมพ์ด้านหน้า จึงจำเป็นต้องแกะแม่พิมพ์ด้านหลังขึ้นมาใหม่ ส่วน "หลักพิจารณาขั้นต้น" โดยเฉพาะด้านหน้าซึ่งมีพิมพ์เดียว ได้แก่

- ปลายหางคำว่าตัว ค คำว่า พระครู นั้นจะมีขีดเกินเล็กๆ ปรากฏอยู่

- มือขวาบนหน้าตักของหลวงพ่อแกะเป็นร่องดูเหมือนนิ้วแยก

- บริเวณร่องแยกในโบระบุปี พ.ศ. ด้านขวามือของหลวงพ่อมีขีดเล็กๆ ซ้อนกัน 2 ขีด ส่วนด้านซ้ายมี 3 ขีด

- นิ้วเท้าของหลวงพ่อแกะเป็นร่องดูเห็นเป็น 3 นิ้ว และนิ้วโป้งจะใหญ่ที่สุด

"เหรียญรูปเหมือนหลวงปู่ศุข รุ่นแรก ปี 2466" นี้ นับเป็นที่เสาะแสวงหาในหมู่พุทธศาสนิกชนอย่างกว้างขวาง และของแท้ๆ หาได้ยากยิ่ง ดังนั้น จึงควรพิจารณาด้วยความรอบคอบครับผม

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-11-30 06:39:07


ความเห็นที่ 21 (1399214)

เหรียญเจริญพรบน 88

คอลัมน์ เปิดตลับพระใหม่

หลวง ปู่คำบุ คุตตจิตโต แห่งวัดกุดชมภู จ.อุบลราชธานี เป็นวัตถุมงคลที่จัดสร้างขึ้น เพื่อนำรายได้ไปจัดตั้งเป็นกองทุนของหลวงปู่คำบุ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวในยามฉุกเฉินหรือเจ็บไข้ได้ป่วย

เนื่อง จากทางกรรมการวัด และลูกศิษย์ลูกหาส่วนใหญ่ได้เล็งเห็นและเห็นพ้องต้องกันว่า ปัจจัยต่างๆ ที่ได้มีผู้ศรัทธาและบริจาคมานั้น ส่วนใหญ่ได้มอบและถวายให้กับหลวงปู่คำบุ เพื่อบูรณะและปฏิสังขรณ์สิ่งก่อสร้างต่างๆ ภายในวัด

แต่ในยามที่ หลวงปู่ท่านได้เจ็บไข้หรือมีอาการป่วยอาพาธ และไปรักษาตัวที่โรงพยา บาล ท่านก็ได้นำเงินส่วนนี้มาใช้เพื่อเป็นค่ารักษา ดังนั้น ทางกรรมการวัดและลูกศิษย์รวมทั้งผู้ที่ศรัทธาจึงได้มีมติร่วมกันจัดสร้าง วัตถุมงคลขึ้นมารุ่นหนึ่ง เพื่อมอบให้ไว้เป็นทุนส่วนตัวต่างหากเพื่อรักษาอาการเจ็บไข้ ได้ป่วย

หลวงปู่คำบุ เป็นพระเกจิอาจารย์ผู้เรืองวิทยาคม เป็นศิษย์สายสำเร็จลุนแห่งนครจำปาสัก

เกิด วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2465 ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ปีจอ ท่านได้บรรพชา เมื่อปี พ.ศ.2482 ณ วัดกุดชมภู มี พระครูญาณวิสุทธิคุณ (หลวงปู่กอง) วัดตากโพธิ์ เป็นพระอุปัชฌาย์

"วัตถุมงคลรุ่นเจริญพร บน 88" เป็นเหรียญ ทรงรูปไข่มีห่วง ด้านหน้าเป็นรูปเหมือนหลวงปู่คำบุครึ่งองค์ ด้านบนเขียนว่า "เจริญพร" ด้านหลังเป็นอักขระยันต์ และตัวหนังสือเขียนว่า หลวงปู่คำบุ คุตฺตจิตฺโต วัดกุดชมภู ต.กุดชมภู อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี ประกอบไปด้วย 1.เหรียญทองคำลงยา 2.เนื้อเงินลงยา 3.เนื้อนวะหน้าเงิน 4.เนื้อนวะ 5.เนื้ออัลปาก้า และ 6.เนื้อทองแดง ซึ่งเนื้อโลหะต่างๆ เหล่านี้หลวงปู่คำบุท่านได้ลงอักขระบนแผ่นเงินแผ่นทอง และได้นำไปทำพิธีเททองเนื้อชนวนนำฤกษ์และกดพิมพ์ สมเด็จรูปเหมือนนำฤกษ์เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2553

ส่วนเนื้อผง เจริญพร บน 88 ประกอบด้วย 1.เนื้อผงพุทธคุณหน้ากากทองคำ 2.เนื้อผงพุทธคุณตะกรุดเงิน และ 3.เนื้อผงพุทธคุณ ซึ่งเนื้อผงที่ได้นำมาจัดสร้างในครั้งนี้ประกอบไปด้วย 1.ชานหมากของหลวงปู่ 2.เส้นเกศาของหลวงปู่ 3.จีวรของหลวงปู่ 4.มวลสารอื่นๆ ที่เป็นมงคลอีกมากมาย

วัตถุมงคลรุ่นนี้นอกเหนือจากการหล่อชนวน นำฤกษ์และกดพิมพ์นำฤกษ์ไปแล้ว จะมีพิธีปลุกเสกด้วยกันอีก 2 วาระ วาระแรกจะเป็นงานพิธีพุทธาภิเษก เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2553 ณ พระอุโบสถวัดกุดชมภู วาระที่ 2 จะมีพิธีปลุกเสกเดี่ยวอีกครั้งโดยหลวงปู่คำบุ ในวันที่ 18 มกราคม 2554

กำหนดรับพระได้ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2554 เป็นต้นไป

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-11-26 07:31:46


ความเห็นที่ 20 (1399141)

วัดดัง'หลวงพ่อโต' (4) ศักดิ์สิทธิ์-เหรียญยอดนิยม

คอลัมน์ มุมพระเก่า
อภิญญา

การ สร้างวัตถุมงคลของวัดพนัญเชิงวรวิหาร จังหวัดพระนคร ศรีอยุธยา เท่าที่รู้มาเกือบทุกปีวัดจะสร้างวัตถุมงคลเป็นรูปหลวงพ่อโตจำลองในพระวิหาร เป็นพระพุทธรูปแบบบูชาตามบ้านเรือนบ้าง เป็นพระเครื่อง เหรียญ ล็อกเกต เป็นต้น สร้างขึ้นมาเพื่อให้ประชาชนที่เลื่อมใสศรัทธาไปกราบไหว้หลวงพ่อโตสักการบูชา เพื่อหารายได้สมทบทุนซ่อมแซมและก่อสร้างถาวรวัตถุต่างๆ ภายในวัด แบบเดียวกับวัดโสธรวราราม จ.ฉะเชิงเทรา วัตถุมงคลต่างๆ มีผู้ศรัทธาเลื่อมใสกันมาก ต่างพากันเช่าบูชาหมดทุกปี

การจัดสร้าง วัตถุมงคลของวัดนี้ทำแบบเดียวกับการจัดสร้างวัตถุมงคลของวัดโสธรวราราม คือมีคณะกรรมการที่เรียกว่า "เฒ่านั้ง" ไปจ้างโรงงานทำแล้วควบคุมดูแลเรื่องการปั๊ม การสร้าง ไม่ให้มีของเสริม พิธีพุทธาภิเษก จะนิมนต์พระคณาจารย์ที่เก่งกล้าทางด้านพุทธาคมหลายๆ รูป มาร่วมกันนั่งปรกปลุกเสกภายในพระอุโบสถ เสร็จพิธีแล้วจะมีการฉลองสมโภชหลายวันหลายคืน เป็นพิธีใหญ่ ทำถูกต้องตามกระบวนการแบบโบราณทุกอย่าง ภายหลังจากนั้นจึงจะเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปที่สนใจเช่าบูชาวัตถุมงคลที่ จัดสร้างขึ้น


ลำดับ ขั้นตอนการสร้างวัตถุมงคล วัดปฏิบัติ ทำมาอย่างนี้ พระที่สร้างขึ้นมาจึงมีคุณภาพ มีความศักดิ์สิทธิ์ ก่ออภินิหารต่อผู้ที่นำไปใช้ เรียกว่ามีประสบการณ์ เป็นที่โจษขานเลื่องลือ และนิยมเสาะแสวงหากันมาก บังเกิดเป็นความนิยม มีราคาสูงขึ้นทุกวันๆ ดังมาจากประสบการณ์ด้านคุณภาพของมงคลชนิดนั้นๆ ไม่ได้ดังขึ้นมาจากการโฆษณา

วัตถุ มงคลของวัดพนัญเชิงฯ ที่สร้างขึ้นมีหลายแบบอย่าง อาทิ เหรียญหลวงพ่อโต พิมพ์เศียรเล็ก ปีพ.ศ.2460 ซึ่งมีความเชื่อกันว่าเป็นเหรียญรุ่นแรก และเชื่อกันว่าสร้างเมื่อปีพ.ศ.2460 ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีการจารึก พ.ศ.ที่สร้างไว้ในเหรียญก็ตาม แต่รู้กันเป็นนัยๆ ว่า สร้างเมื่อปีพ.ศ.2460 พร้อมกับเหรียญหลวงพ่อพุทธโสธร ปีพ.ศ.2460

สาเหตุที่เรียกกันว่า "พิมพ์เศียรเล็ก" หมายถึงเศียรของพระอัครสาวกเบื้องซ้าย และเบื้องขวา คือ พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร เศียรมีขนาดเล็กกว่าเหรียญหลวงพ่อโต เรียกกันว่า "พิมพ์เศียรโต" คำว่าเศียรเล็ก เศียรโต จึงถือเอาเศียรพระโมคคัลลานะและพระสารีบุตร มิได้มีความหมายถึงเศียรองค์พระพุทธเจ้าองค์กลาง ที่เรียกว่า "หลวงพ่อโต"

ด้วย เหตุนี้บรรดานักนิยมสะสมอนุรักษ์วัตถุมงคลจึงถือเอาขนาดของพระเศียรของพระ อัครสาวก เบื้องซ้ายและเบื้องขวา มาตั้งชื่อแบบพิมพ์ แยกออกจากกัน เพื่อให้เข้าใจความหมาย พูดกันรู้เรื่องง่ายเข้าไม่สับสน และที่เรียกชื่อว่า "พิมพ์เศียรเล็ก" มีเฉพาะเหรียญรุ่นนี้รุ่นเดียว ส่วนรุ่นอื่นๆ เขาก็มีชื่อเรียกเฉพาะแตกต่างกันไป

ลักษณะของเหรียญ เป็นเหรียญปั๊มมีหูในตัว รูปอาร์ม ด้านหน้าเป็นรูปจำลองหลวงพ่อโตและพระอัครสาวกเบื้องซ้ายเบื้องขวา คือ พระโมคคัลลานะและพระสารีบุตร ที่ประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหารวัดพนัญเชิง

ด้าน บนซ้ายมือเขียนว่า "พระพุทธไตร" ด้านบนขวามือเขียนว่า "ยรัตนนายก" ด้านหลัง ตรงกลางเป็นอักขระขอม 4 ตัว คือ "อิสวาสุ" อยู่ภายในขมวดยันต์ช่องละตัว มี 4 ช่อง ด้านบนเขียนว่า "วัดพนัญเชิงกรุงเก่า" ด้านล่างมีภาษาจีน 4 ตัว อ่านได้ความว่า "ซำปอฮุดกง"

ด้วยเหตุที่เป็นเหรียญพระพุทธที่ได้รับความนิยมใน ลำดับต้นๆ ถ้าเป็นเหรียญที่อยู่ในสภาพสวย ราคาประมาณ 5-8 แสนบาท

แต่ต้องระวังให้มาก เพราะมีการทำของปลอมออกมาเหมือนมาก จุดสังเกตที่สำคัญคือรอยใบเลื่อยด้านข้างของเหรียญ

อยากเป็นนักสะสมตัวจริงต้องหมั่นสังเกต!!!

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-11-25 17:25:12


ความเห็นที่ 19 (1398324)

เหรียญรุ่นแรกหลวงปู่เผือก

เปิดตลับพระใหม่

พระ เกจิอาจารย์ที่ได้รับการยกย่องเป็นเทพเจ้าแห่งปากน้ำอีกรูปหนึ่ง คือ 'พระครูกรุณาวิหารี' หรือที่ชาวบ้านทั่วไปนิยมเรียกกันติดปาก ว่า 'หลวงปู่เผือก ปัญญาธโร' อดีตเจ้าอาวาสวัดกิ่งแก้ว ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

กล่าวสำหรับ หลวงปู่เผือก เกิดในสกุล ขุมสุขทอง ที่บ้านคลองสำโรง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม 2412

เมื่อ อายุครบ 21 ปี ท่านได้เข้าพิธีอุปสมบทตามประเพณีที่วัดกิ่งแก้ว โดยมี หลวงปู่ทอง วัดราชโยธา (วัดราชบัวขาว) เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอาจารย์อิ่ม อินทสโร วัดกิ่งแก้ว เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายา ปัญญาธโร

ภายหลังอุปสมบท ได้อยู่จำพรรษาที่วัดกิ่งแก้ว ศึกษาภาษาไทยเพิ่มเติมจนมีความรู้แตกฉาน จึงเริ่มศึกษาพระธรรมวินัย ศึกษาอักขระขอมและฝึกการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน โดยมีพระอาจารย์อิ่ม เจ้าอาวาสวัดกิ่งแก้ว เป็นผู้อบรมสั่งสอน

พ.ศ.2442 พระอาจารย์อิ่มได้มรณภาพลง หลวงปู่เผือก ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสสืบแทน

หลวงปู่เผือกมรณภาพอย่างสงบ เมื่อวัน ที่ 29 มีนาคม 2501 สิริรวมอายุ 89 ปี พรรษา 69

ใน ห้วงที่หลวงปู่เผือกยังมีชีวิต ท่านได้สร้างวัตถุมงคลที่ได้รับความนิยมจากบรรดานักสะสมมากมายหลายรุ่น โดยเฉพาะ พระผงหลวงปู่เผือก รุ่นขุดสระเล็กและใหญ่

ส่วนเหรียญ วัตถุมงคลที่ได้รับความนิยม ไม่แพ้กัน คือ เหรียญรุ่นแรกหลวงปู่เผือก ปัญญาธโร วัดกิ่งแก้ว ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

สร้าง ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2481 โดยร้าน อมราภรณ์ ถนนตึกดิน กรุงเทพฯ หลวงปู่เผือก นำเหรียญดังกล่าวเข้าพิธีพุทธาภิเษกในงานหล่อพระรูปสมเด็จพระสังฆราชเจ้า วัดราชบพิธฯ

ลักษณะพิมพ์ทรงเป็นเหรียญสี่เหลี่ยม ผืนผ้า เนื้อฝาบาตร มีหูห่วง

ด้าน หน้าเหรียญ ตรงกลางเหรียญเป็นรูปหลวงปู่เผือกนั่งขัดสมาธิบนฐานบัว จุดสังเกตนิ้วโป้งมือขวาซ้อน มีเม็ดเล็กๆ ที่สังฆาฏิ มีติ่งที่ขอบเหรียญ

ด้านหลังมียันต์ห้าข้างบน มีข้อความ "พระครูกรุณาวิหารี วัดกิ่งแก้ว" ข้างล่าง จุดสังเกตอักษรคมชัด ยันต์ลึกชัด ยันต์ห้ามี "ผ" อยู่ข้างใน มีร่องรอยแต่งขอบเหรียญ ด้านข้างปั๊มตัดแบบโบราณ

วัตถุมงคลหลวงปู่เผือก เล่าขานกันปากต่อปากถึงพุทธคุณอันยอดเยี่ยม ครบถ้วนทั้งทางด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาดปลอดภัย คงกระพันชาตรี

ปัจจุบัน เหรียญรุ่นแรกหลวงปู่เผือกหายาก เซียนพระและนักสะสมชื่อดังนิยมเก็บสะสมไว้ในครอบครอง ส่งผลให้สนนราคา เช่าหาบูชาขยับขึ้นสูงตามไปด้วย

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-11-17 06:40:26


ความเห็นที่ 18 (1397710)

เหรียญ หลวงพ่อขวัญดี

คอลัมน์ เปิดตลับพระใหม่

'หลวง พ่อขวัญดี ปิยสีโล' พระเกจิดังแห่งวัดท่ามะปราง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก เจ้าตำรับตะกรุดขุนพล และแหวนพิรอดอันโด่งดัง ได้ละสังขารอย่างสงบ ด้วยวัยวุฒิ 72 ปี พรรษา 38 เมื่อช่วงเช้าวันที่ 19 กันยายน 2553

แต่ที่สร้างความฮือฮาให้แก่บรรดาคณะลูกศิษย์และสาธุชน ที่ได้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง คือ การมรณภาพในท่านั่งสมาธิของหลวงพ่อขวัญดี ซึ่งศิษย์ต่างเชื่อว่า ท่านกำหนดวันละสังขารด้วยการนั่งสมาธิถอดจิต ในขณะปลุกเสกวัตถุมงคลในกุฏิพร้อมกันไปด้วย  สร้างความเศร้าสลดอาลัยเป็นอย่างยิ่ง

หลวงพ่อขวัญดี มีนามเดิมว่า ขวัญเมือง โพธิ์ทอง เกิดปีเถาะ พ.ศ.2482 ที่ ต.บ้านไร่ อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก

ใน วัยเด็กได้บวชเป็นสามเณรอยู่ที่วัด ราชบูรณะ อ.เมืองพิษณุโลก ก่อนเข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2519 ที่วัดนางพญา อ.เมือง จ.พิษณุโลก โดยมีพระครูศีลสัมปัน เจ้าอาวาสวัดสระแก้ว เป็นพระอุปัชฌาย์

ภายหลังอุปสมบทได้ไปเรียนวิชากับหลวงพ่อม้วนและหลวงพ่อถนอม พร้อมกับออกธุดงค์ในป่าเรียนกัมมัฏฐาน ที่ยอดเขาสมอแคลง

หลวง พ่อขวัญดีท่านได้สร้างวัตถุมงคลจำนวนหลายรุ่น โดยเฉพาะ 'ตะกรุดขุนพล' ซึ่งเป็นตะกรุดที่โด่งดังในอดีต เซียนพระเครื่องทั้งหลายต่างให้ความนิยมเสาะแสวงหาสะสมกันเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ ยังได้จัดสร้าง "เหรียญหลวงพ่อขวัญดีรุ่นแรก" ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงจากบรรดาคณะศิษยานุศิษย์

เหรียญ หลวงพ่อขวัญดีรุ่นแรก เป็นเหรียญปั๊มรูปไข่ มีหูห่วง จัดสร้างเป็นเหรียญเนื้อทองแดงรมมันปู ในปี พ.ศ.2547 จำนวนการสร้าง 3,000 เหรียญ

ด้านหน้าเหรียญ เป็นรูปหลวงพ่อขวัญดีครึ่งองค์หันหน้าตรง มีตัวหนังสือด้านล่าง เขียนชื่อ "หลวงพ่อขวัญดี ปิยสีโล" ด้านโค้งขอบเหรียญด้านซ้าย เขียนว่า "รุ่นแรก" ด้านโค้งขอบเหรียญขวาของเหรียญ เขียนว่า "รุ่นเดียว"

ด้านหลัง เหรียญ เป็นอักขระขอม ว่าด้วยหัวใจของพระคาถาประจำตัวของหลวงพ่อ ตรงกลางเหรียญ คือ คาถานะหน้าทอง ประกอบด้วยอักขระขอม คือ นะโมพุทธายะ (คาถาพระเจ้าห้าพระองค์) คาถาด้านข้าง คือ จรณะ, ด้านบน เป็นคาถาหัวใจพระไตรปิฎก (มะอะอุ) บนยอดเป็นตัว นะ มีพุทธคุณทางด้านเมตตามหานิยม โชคลาภ และแคล้วคลาดปลอดภัย ขอบเหรียญด้านหลังล้อมรอบด้วยอักขระคาถา มงกุฎพระเจ้า (อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตัง พุทธปิติอิ) มีพุทธคุณทางด้านป้องกันภัยได้ร้อยแปด ด้านล่างตรงกลางเหรียญเขียนคำว่า "วัดท่ามะปราง พิษณุโลก"

เหรียญหลวงพ่อขวัญดีรุ่นแรก เป็นเหรียญที่ได้รับความนิยมในวงการ มีพุทธคุณโดดเด่นรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นโชคลาภ แคล้วคลาดปลอดภัย เมตตามหานิยม

ภายหลังจากที่ท่านได้มรณภาพไปแล้ว เหรียญรุ่นดังกล่าวเริ่มหายาก ส่วนใหญ่ถูกตามเก็บเข้ากรุ ราคาเช่าบูชาพุ่งขึ้นถึงหลักพัน นับว่าเป็นเหรียญอีกหนึ่งรุ่นที่น่าเก็บสะสมไว้อีกเหรียญหนึ่ง

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-11-11 05:17:59


ความเห็นที่ 17 (1397419)

รำลึก-หลวงพ่อเกษม สุสานไตรลักษณ์ จ.ลำปาง

คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง
โดย ราม วัชรประดิษฐ์


จาก จังหวัดเชียงใหม่ก็ลงมาที่จังหวัดลำปาง กราบสักการะสุดยอดพระเกจิอาจารย์แห่งล้านนาในอดีตอีกรูป คือ หลวงพ่อเกษม เขมโก แห่งสุสานไตรลักษณ์ ผู้เปี่ยมไปด้วยศีล สมาธิ ปัญญา จนได้รับการยอมรับยกย่องให้เป็น "เนื้อนาบุญที่ยิ่งใหญ่ในพระ พุทธศาสนา"

หลวง พ่อเกษม เขมโก เป็นเครือญาติสายตรงของตระกูล ณ ลำปาง ซึ่งเป็นตระกูลใหญ่ในจังหวัด เกิดที่บ้านท่าเก๊าม่วง ริมแม่ น้ำวัง อำเภอเมือง เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ.2455 เมื่อวัยเด็กเป็นคนรูปร่างค่อนข้างบอบบาง ผิวขาว แต่ดูเข้มแข็ง คล่องแคล่ว และมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด หลังจากจบการศึกษาชั้นประถมปีที่ 5 ได้ 2 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณรหน้าไฟในงานศพเจ้าอาวาสวัดบุญยืน (วัดป่าดั๊ว) เป็นเวลา 7 วัน นับเป็นการสร้างพื้นฐานความศรัทธาในพระ พุทธศาสนา จนถึงปี พ.ศ.2470 ท่านจึงตัดสินใจบรรพชาเป็นสามเณรอีกครั้ง

จากนั้นชีวิตท่านก็เริ่ม เข้าสู่ร่มเงาพระบวรพุทธศาสนาอย่างแท้จริง สามเณรเกษมเริ่มฉายแววแห่งความเป็นเลิศในเส้นทางธรรม มุ่งมั่นและจริงจังที่จะแสวงหาความรู้เกี่ยวกับพระธรรมวินัย ศึกษาอักขระขอม ตลอดจนภาษาพื้นเมือง เพื่อจะได้ทำความเข้าใจในพระธรรมคัมภีร์ที่จารขึ้นด้วยอักขระโบราณในกลุ่ม เมืองทางเหนือให้กระจ่างชัดขึ้น โดยฝากตัวเป็นศิษย์ของครูบาจันตาหรือพระครูพิชัยมงคล เจ้าอาวาสวัดพิชัยมงคล ผู้เชี่ยวชาญแตกฉานในด้านภาษาโบราณและวิทยาคมเร้นลับต่างๆ และในช่วงนี้เองที่ทำให้ท่านได้เริ่มฝึกวิปัสสนากรรมฐานในป่าช้าอันวิเวก ท้ายวัดพิชัยมงคล และเริ่มรับรู้ถึงความสงบจากการเจริญภาวนาซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของ วัตรปฏิบัติที่มุ่งการปฏิบัติภาวนา เพื่อหาทางหลุดพ้นจากวัฏสงสาร


ปี พ.ศ.2475 สามเณรเกษมได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ วัดบุญยืน ได้รับฉายา "เขมโก" แปลว่า ผู้มีธรรมอันเกษม นับแต่นั้นมาเส้นทางตามรอยพระบรมศาสดาของท่านก็แจ่มชัดสว่างไสว ด้วยปณิธานอันแรงกล้าที่จะสืบทอดพระศาสนา และแสวงหาความหลุดพ้นจากอนิจจัง อันเป็นความไม่เที่ยงแท้ของโลก ท่านสนใจใฝ่ศึกษาพระธรรมวินัยอย่างลึกซึ้ง จึงหมั่นศึกษาภาษาบาลีเป็นพิเศษ สามารถสอบนักธรรมเอกได้ในปี พ.ศ.2479 การลด ละ วาง ของท่านเริ่มแสดงให้เห็นจากการที่ท่านปฏิเสธการเข้าสอบเปรียญ 3 ประโยค ซึ่งจะนำสู่การมีสมณศักดิ์ จุดประสงค์สำคัญของหลวงพ่อเกษมหาได้อยู่ที่สมณศักดิ์ไม่ ท่านต้องการตีความและเข้าใจในพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ให้แจ่มแจ้งมากกว่า

หลวง พ่อเกษมให้ความสน ใจในการเจริญวิปัสสนากรรมฐานเป็นพิเศษ จึงฝากตัวเป็นศิษย์ครูบาแก่น สุมโน พระภิกษุ ฝ่ายอรัญวาสีผู้เจริญวิปัสสนาและถือธุดงค์เป็นวัตรปฏิบัติ เมื่อเจ้าอาวาสวัดบุญยืนมรณ ภาพ คณะสงฆ์และชาวบ้านจึงนิมนต์หลวงพ่อเกษมให้รับตำแหน่งสืบต่อ ซึ่งตอนแรกท่านไม่สู้เต็มใจนักด้วยเห็นว่าเป็นเครื่องถ่วงต่อการแสวง หาความหลุดพ้น แต่เมื่อพิจารณาแล้วว่าการดูแลภารกิจของวัดก็เป็นสิ่งจำเป็นประการหนึ่งใน ฐานะผู้สืบทอดพระศาสนา ท่านจึงตกลงเป็นเจ้าอาวาสวัดบุญยืน ปี พ.ศ.2492 ภารกิจของ วัดเริ่มเบาบางลง ท่านจึงลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาส แต่ถูกคณะสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ยับยั้งเป็นเวลาหลายปี จนในที่สุดท่านจึงตัดสินใจหลบออกจากวัดบุญยืนเงียบๆ ทิ้งเพียงข้อความบอกลาชาวบ้าน ซึ่งตอนหนึ่งกล่าวถึงความตั้งใจของท่านไว้ดังนี้ "ทุกอย่างเราสอนดีแล้ว อย่าได้คิดไปตามเรา เพราะเราสละแล้ว การเป็นเจ้าอาวาสเปรียบเหมือนหัวหน้าครอบครัวต้องรับภาระหลายอย่าง ไม่เหมาะสมกับเรา เราต้องการวิเวกไม่ขอกลับมาอีก"


จาก นั้นหลวงพ่อเกษมเริ่มเจริญวิปัสสนาตามสถานที่วิเวกต่างๆ เช่น ป่าช้าของศาลาวังทาน ป่าช้าบนดอยแม่อาง ฯลฯ ก่อนที่จะปักหลักตั้งมั่นบำเพ็ญธรรมที่ป่าช้าประตูม้า ซึ่งก็คือ "สุสานไตรลักษณ์" และต่อมาก็กลายเป็นศูนย์กลางแห่งศรัทธาในวัตรปฏิบัติของหลวงพ่อเกษม เขมโก จนชื่อเสียงและเกียรติคุณขจรขจายไปทั่วประเทศ ดังที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้เปรียบเทียบไว้ใน "หนังสืออนุสรณ์ครบรอบ 80 พรรษา ของหลวงพ่อเกษม" ความว่า

"ชีวิตและปฏิปทาของหลวงพ่อเกษม เขมโก ย่อมเตือนใจให้ระลึกถึงพระพุทธพจน์ที่ว่า สีลคนโธ อนุตตโร กลิ่นศีลยอดเยี่ยมกว่ากลิ่นทั้งปวง"

หลวง พ่อเกษมละสังขารเมื่อวันที่ 15 มกรา คม 2539 นับเป็นการสูญเสียพระอริยสงฆ์ผู้มีวัตรปฏิบัติเคร่งครัด ตัดแล้วซึ่งกิเลสทั้งปวง ลาภ ยศ ชื่อเสียง หลุดพ้นจากวัฏสงสารด้วยดวงจิตที่แน่วแน่ ประกอบด้วยการบำเพ็ญศีลอันบริสุทธิ์ มีสมาธิตั้งมั่น และปัญญาแห่งธรรมอันสว่างไสว ที่จะหาได้ยากยิ่งในโลกปัจจุบัน แม้กาลเวลาจะล่วงเลยไปนานเพียงใด ท่านยังคงเป็นที่เคารพศรัทธาและยึดมั่นของพุทธศาสนิกชนไม่เสื่อมคลาย วัตถุมงคลต่างๆ ที่ท่านจัดสร้างหรือปลุกเสกก็ล้วนทรงคุณค่า เป็นที่นิยมสะสม และแสวงหาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

ทุกวันที่ 28 พฤศจิกายน จะมีลูกศิษย์ลูกหาและประชาชนจากทั่วทุกสารทิศมารวมกันที่สุสานไตรลักษณ์ เพื่อร่วมทำบุญและกราบสักการะหลวงพ่อเกษม เขมโก เป็นประจำทุกปี ครับผม

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-11-09 06:31:31


ความเห็นที่ 16 (1397234)

เหรียญรุ่นแรก หลวงพ่อทองดำ

คอลัมน์ เปิดตลับพระใหม่

'หลวง พ่อทองดำ อินทวังโส' เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งวัดถ้ำตะเพียนทอง ต.ห้วยขุนราม อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี มีความเชี่ยวชาญวิทยาคมเป็นที่เลื่องลือ จนได้รับการยกย่องว่าเป็นพระเกจิอาจารย์ระดับแนวหน้าแห่งภาคกลาง

ปัจจุบัน สิริอายุ 76 พรรษา 54

อัตโนประวัติ มีนามเดิมว่า ทองดำ ปุยอบ เกิดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2477 ที่บ้านปรางค์กู่ อ.ปรางค์กู่ จ.ศรีสะเกษ ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา

อายุ 22 ปีบริบูรณ์ ได้เข้าพิธีอุปสมบทที่วัดสมอ อ.ปรางค์กู่ จ.ศรีสะเกษ มีพระครูวิรุฬธรรมกิจ เป็นพระอุปัชฌาย์

หลังอุปสมบท ได้ศึกษาในพระปริยัติธรรม สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรีและโท ก่อนได้รับการศึกษาวิทยาคมกับหลวงพ่อมุม อินทปัญโญ วัดปราสาทเยอร์เหนือ และพระเกจิอาจารยือีกหลายท่าน ทั้งวิชาการสักยันต์และการนั่งปวิปัสสนากัมมัฏฐาน

หลวงพ่อทองดำ เคยดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปราสาทจันโง ปกครองอยู่เกือบ 12 ปี ก่อนออกเดินท่องธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆ

จนกระทั่ง ท่านมาปักกลดอยู่ที่หน้าถ้ำตะเพียนทอง ต.ห้วยขุนราม มีญาติโยมเกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึงนิมนต์หลวงพ่อทองดำให้มาอยู่ ด้วยสถานที่ดังกล่าวมีความเงียบสงบเหมาะสำหรับการเจริญภาวนากัมมัฏฐานอย่าง ยิ่ง

เมื่อท่านเดินทางไปอยู่บริเวณดังกล่าว ท่านก็ช่วยกับชาวบ้านร่วมก่อสร้าง จนกลายเป็นวัดที่เจริญรุ่งเรืองมาจนถึงทุกวันนี้

กล่าวได้ว่าชื่อเสียงเกียรติคุณความเป็นสุดยอดพระเกจิอาคมขลังของหลวงพ่อทอง ดำ แห่งวัดถ้ำตะเพียนทอง เป็นที่เลื่องลือมานาน ร่ำลือถึงความเข้มขลังศักดิ์ สิทธิ์ในวัตถุมงคลที่มีพุทธคุณรอบด้าน

เหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อทองดำ อินทวังโส วัดถ้ำตะเพียนทอง อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี จัดสร้างขึ้นพร้อมพระเครื่องงิ้วดำรุ่น 4 ของสำนักสงฆ์ถ้ำตะเพียนทอง ประกอบพิธีพุทธาภิเษกใหญ่ เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2523 โดยมีพระเกจิอาจารย์ชื่อดังในอดีตแห่งยุค

ลักษณะเหรียญเป็นกลม มีหูห่วง จัดสร้างเป็นเนื้อทองแดงเพียงอย่างเดียว

ด้านหน้าเหรียญ ยกขอบเป็นลวดลายกนก ตรงกลางเป็นรูปเหมือนหลวงพ่อทองดำ หันด้านข้างครึ่งองค์ จารึกชื่อใต้รูปเหมือน ว่า "พระอาจารย์ทองดำ อินฺทวํโส"

ด้านหลังเหรียญ ยกขอบเหรียญ ตรงกลางเหรียญเป็นรูปปลาตะเพียนคู่ สัญลักษณ์ของวัดถ้ำตะเพียนทอง บรรจุด้วยคาถา "นะชาลีติ" คาถาพระสีวลี "นะโมพุทธายะ" พระเจ้าห้าพระองค์ "นะมะพะทะ" ขอบเหรียญรอบนอก เป็นอักขระ "อะสังวิสุโลปุสะพุภะ" บทพระพุทธคุณ 9 ประการของพระพุทธเจ้า ขอบเหรียญด้านล่างจาลึกชื่อ "สำนักสงฆ์ถ้ำตะเพียนทอง จ.ลพบุรี"

เนื่องจากเจตนาการจัดสร้างที่บริสุทธิ์ ชัดเจน และบารมีของพระเกจิคณาจารย์ที่ร่วมพิธีพุทธาภิเษกทุกรูปล้วนมีพลังจิตที่แก่ กล้าพุทธคุณวัตถุมงคลรุ่นนี้จึงเข้มขลังยิ่งนัก และโดดเด่นรอบด้าน

อย่างไรก็ตาม แม้เวลาจะล่วงเลยผ่านมาถึง 30 ปี แต่ราคาเช่าหาก็ยังไม่สูงเท่าใดนัก ราคาเช่าหาอยู่ที่หลักพันต้นเท่านั้น

เป็นอีกหนึ่งเหรียญรุ่นใหม่ที่น่าเก็บสะสมไว้

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-11-07 08:02:45


ความเห็นที่ 15 (1397085)

เหรียญหลวงพ่อสง่ารุ่นแรก

คอลัมน์ เปิดตลับพระใหม่

'พระ ครูอนุรักษ์วรคุณ' พระเกจิอาจารย์เรืองวิทยาคมชื่อดังแห่งลุ่มน้ำแม่กลอง หรือที่รู้จักกันดีในนาม "หลวงพ่อสง่า อนุปุพโพ" พระเกจิดังแห่งเมืองโอ่งแห่งวัดหนองม่วง อ.บางแพ จ.ราชบุรี

หลวงพ่อสง่า เกิดเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2469 ที่บ้านหม้อ ต.คลองตาคต อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

ในปี พ.ศ.2481 อุปสมบทที่วัดบ้านหม้อ จ.ราชบุรี โดยมีพระอธิการกลิ่น วัดคงคา เป็นพระอุปัชฌาย์
ศึกษาวิทยาคมจากหลวงปู่ดี วัดบ้านยาง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี, หลวงพ่อเปลี่ยน วัดใต้ จ.กาญจนบุรี, หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง และครูบาอาจารย์ท่านอื่น

พ.ศ.2538 ย้ายมาอยู่จำพรรษาที่วัดบ้านหม้อ อ.โพธาราม
มรณภาพลง เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2547 สิริอายุ 88 ปี พรรษา 66

หลวงพ่อสง่า ได้จัดสร้างวัตถุมงคลไว้ที่โดดเด่นหลายอย่าง แต่ที่โดดเด่นเป็นที่เลื่องลือ คือ เหรียญหลวงพ่อสง่า รุ่นแรก จัดสร้างปีเมื่อ พ.ศ.2511

เหรียญดังกล่าว เป็นเหรียญกลมรูปไข่ มีหูห่วง จัดสร้างเป็นเนื้อเดียว คือ เนื้อทองแดงผิวไฟ

เล่าขานกันว่า เหรียญรุ่นดังกล่าว หลวงพ่อสง่า ปลุกเสกที่วัดหนองม่วง หลวงพ่อได้ปลุกเสกไปแจกไปให้กับคณะศิษยานุศิษย์
ปลุกเสกตอนแรก พร้อมกับปั๊มทำเป็นเหรียญ ไม่มีการระบุ พ.ศ. แต่ครั้นพอทำไปได้จำนวนหนึ่ง หลวงพ่อท่านก็หยุด ให้ช่างแก้ไขใส่บล็อกเป็นเลขปี พ.ศ.2511 ไว้ที่ด้านหลัง

ดังนั้น เหรียญรุ่นนี้ที่ไม่มีตัวเลขระบุปี พ.ศ. จึงมีจำนวนน้อยมาก

ร่ำลือกันว่าเหรียญของหลวงพ่อสง่าที่ผ่านการปลุกเสก จะโดดเด่นเลื่องลือในพุทธคุณด้านเมตตามหานิยม อยู่ยงคงกระพัน และแคล้วคลาดจากภยันตรายต่างๆ

ด้านหน้าเหรียญ ตรงกลางเป็นรูปเหมือนหลวงพ่อสง่าครึ่งองค์หันหน้าตรง ด้านล่างใต้รูปเหมือน เขียนคำว่า "พ.ศ.๒๕๑๑ พระครูอนุรักษ์วรคุณ วัดหนองม่วง" บริเวณรอบขอบเหรียญเป็นอักขระยันต์

ด้านหลังเหรียญ บริเวณตรงกลางเป็นอักขระยันต์ประจำตัวหลวงพ่อสง่า ขอบโค้งด้านบน ไปจนถึงขอบโค้งด้านล่าง เป็นอักขระยันต์

เหรียญรุ่นดังกล่าว คณะศิษยานุศิษย์ หรือผู้ที่ห้อยเหรียญหลวงพ่อสง่ารุ่นนี้ ต่างมีประสบการณ์หลากหลาย ตามความศรัทธา จึงจัดเป็นเหรียญดีที่กำลังมาแรง อนาคตไกลอีกเหรียญหนึ่งของเมืองราชบุรี
แต่ด้วยความที่เป็นเหรียญหายาก ราคาเช่าบูชาอยู่ที่ 1,800-3,000 บาท
หรือมากกว่านั้นตามความสวยคมของเหรียญ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-11-05 06:16:05


ความเห็นที่ 14 (1396826)
 
เหรียญหลวงปู่ม่วง รุ่นแรก


คอลัมน์ เปิดตลับพระใหม่
'พระครูสุนทรจริยาวัตร' พระเกจิอาจารย์เรืองวิทยาคมชื่อดังแห่งลุ่มน้ำแม่กลอง หรือที่รู้จักกันดีในนาม 'หลวงปู่ม่วง นาคเสโน' แห่งวัดยางงาม ต.ยางงาม อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี

หลวงปู่ม่วงเป็นพระเกจิอาจารย์แห่งลุ่มน้ำแม่กลองรูปสุดท้าย เป็นที่เลื่อมใสของชาวบ้านอย่างมาก

เคยเป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภอปากท่อ จ.ราชบุรี และเจ้าอาวาสวัดยางงาม

หลวง ปู่ม่วงมีนามเดิมว่า ม่วง พุ่มโรจน์ เกิดเมื่อวันพุธที่ 21 สิงหาคม 2455 ตรงกับวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ปีชวด ณ บ้านหมู่ที่ 5 ต.ปากท่อ อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี

อุปสมบทเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 มิถุนายน 2474 ณ พัทธสีมาวัดปากท่อ อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี มี พระครูอินทเขมาจารย์ (พระราชเขมาจารย์) วัดช่องลม อ.เมือง จ.ราชบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์

ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2521 ได้รับพระราช ทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโท ในราชทินนามพระครูสุนทรจริยาวัตร

หลวงปู่ม่วงเป็นพระที่มีความเมตตา เคยปรารภว่า "อยากให้ทุกคนมีความเมตตา ด้วยมีเมตตาแล้ว สิ่งดีจะบังเกิดผลตามมา"

หลวง ปู่ม่วงมรณภาพด้วยโรคมะเร็งใน ต่อมน้ำเหลืองในช่องท้อง ด้วยอาการสงบ เมื่อ เวลา 13.00 น. วันที่ 22 สิงหาคม 2552 สิริอายุ 98 ปี พรรษา 78 เป็นที่เศร้าสลดแก่บรรดาสานุศิษย์และญาติโยมชาวเมืองราชบุรี

หลวงปู่ ม่วงได้จัดสร้างวัตถุมงคลไว้ที่โดดเด่นหลายอย่าง แต่ที่โดดเด่นเป็นที่เลื่องลือ คือ เหรียญหลวงปู่ม่วง รุ่นแรก จัดสร้างเมื่อ พ.ศ.2528 ในงานปิดทองฝังลูกนิมิต

เหรียญดังกล่าวเป็นเหรียญกลมรูปไข่ มีหูห่วง จัดสร้างด้วยกันหลายบล็อก แต่มีเนื้อเดียว คือ เนื้อทองแดงผิวไฟ

ร่ำ ลือกันว่าเหรียญของหลวงปู่ม่วงที่ผ่าน การปลุกเสกจะโดดเด่นเลื่องลือในพุทธคุณด้านเมตตามหานิยม อยู่ยงคงกระพัน และแคล้วคลาดจากภยันตรายต่างๆ ด้านหน้าเหรียญเป็นรูปเหมือนหลวงปู่ม่วงครึ่งองค์หันหน้าตรง ด้านล่วงใต้รูปเหมือนเขียนคำว่า "พระครูสุนทรจริยาวัตร (ม่วง)"

ด้านหลังเหรียญบริเวณตรงกลางเป็นอักขระยันต์ประจำตัวหลวงปู่ม่วง ขอบโค้งด้านบน เขียนคำว่า "ที่ระลึกงานผูกพัทธสีมา"

ขอบโค้งด้านล่างเขียนคำว่า "วัดยางงาม อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี" ข้างในยันต์มีตัวเลขไทย "๒๕๒๘" เป็นปีที่จัดสร้างเหรียญ

เหรียญ รุ่นดังกล่าวคณะศิษยานุศิษย์ หรือผู้ที่ห้อยเหรียญหลวงปู่ม่วงรุ่นนี้ต่างมีประสบ การณ์หลากหลาย ตามความศรัทธา จึงจัดเป็นเหรียญดีที่กำลังมาแรง อนาคตไกลอีกเหรียญหนึ่งของเมืองราชบุรี
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-11-03 07:19:45


ความเห็นที่ 13 (1396571)

เหรียญดีศรีเมืองตราด

คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง
โดย ราม วัชรประดิษฐ์

เหรียญ คณาจารย์ที่จะกล่าวถึงนี้ เป็นเหรียญเก่าแก่ที่เป็นที่นิยมสะสมและแสวงหาอย่างกว้างขวางในแวดวงนักนิยม สะสมพระเครื่องและเหรียญคณาจารย์ โดยเฉพาะชาวจังหวัดตราดและใกล้เคียง เป็นเหรียญที่ได้รับการยอมรับและยกย่องให้เป็น "เหรียญดีศรีเมืองตราด" ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาในตัวผู้สร้าง และความหมายของข้อความด้านหลังเหรียญ ซึ่งผิดแปลกแตกต่างไปจากเหรียญคณาจารย์โดยทั่วไป ที่มักมีพระคาถาหรือยอดยันต์เพื่อความขลัง นั่นคือ เหรียญปั๊มรูปเหมือนพระวิมลเมธาจารย์ วัดไผ่ล้อม จ.ตราด ครับผม

เหรียญ ปั๊มรูปเหมือนพระวิมลเมธาจารย์ วัดไผ่ล้อม จ.ตราด สร้างโดย ท่านเจ้าคุณพระวิมลเมธาจารย์ (เจ้ง จันทสร) หรือที่รู้จักและเรียกขานกันในนาม "ท่านเจ้าคุณเฒ่า" ผู้ได้รับสมญา บิดาแห่งการศึกษาจังหวัดตราด เนื่องด้วยท่านเป็นผู้ผลักดันให้วัดไผ่ล้อมเป็นแหล่งกำเนิดโรงเรียนประถม ศึกษาและมัธยมศึกษาใน จ.ตราด และ ยังเป็นโรงเรียนสอนนักธรรม สอนภาษาบาลี ให้ที่พัก และอุปการะนักเรียนในชนบทที่เข้ามาศึกษาต่อระดับสูงในตัวจังหวัด ให้ทุนการศึกษาแก่เยาวชนเป็นประจำทุกปี ตลอดจนให้บริการห้องสมุดแก่ภิกษุ สามเณร และบุคคลทั่วไป


ท่าน เจ้าคุณพระวิมลเมธาจารย์ วรญาคณา นุรักษ์ สังฆปาโมกข� (เจ้ง จันทสร) เป็นชาวจังหวัดตราดโดยกำเนิด เกิดที่บ้านแหลมหิน ต.หนองต้นทรง อ.เมือง เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2406 โยมบิดาชื่อ ฉัย โยมมารดาชื่อ อิ่ม ท่านเป็นผู้ที่มีความมานะพากเพียร มีวิริยะอุตสาหะ และมีกตัญญูกตเวทิตาต่อบุพการีมาตั้งแต่เยาว์วัย ในปี พ.ศ.2427 เมื่ออายุได้ 22 ปี ได้อุปสมบทที่วัดไผ่ล้อม โดย เจ้าอธิการรุ่ง วัดไผ่ล้อม เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายา "จันทสร" เมื่ออยู่ในสมณเพศ ท่านก็มีความสมถะ รักสันโดษ ตั้งใจใฝ่ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย คันถธุระ และวิปัสสนาธุระ ด้วยความบากบั่นและขยันหมั่นเพียร จนได้รับคำชมเชยจากพระอาจารย์ว่า "พระเจ้ง เธออ่านหนังสือธรรมเจ็ดคัมภีร์ได้ฉะฉาน อีกทั้งเทศน์ได้ด้วย"

ใน ปี พ.ศ.2445 ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม นอกเหนือจากการพัฒนาและผลักดันด้านการศึกษาแก่ ภิกษุ สามเณร และกุลบุตรกุลธิดาแล้ว ท่านยังเป็นที่พึ่งของชาวบ้านมาทุกยุคสมัยที่มีการพัฒนาการเปลี่ยนแปลงได้ อย่างสอดคล้อง สร้างสภาพแวดล้อมภายในวัดไผ่ล้อมให้เป็นวัดที่มีวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัด สอนสั่งภิกษุและสามเณรให้ควรแก่การเคารพศรัทธาและกราบไหว้ รวมทั้งยึดมั่นแนวทางแห่งความกตัญญู ซึ่งจะเป็นรากฐานที่มั่นคงในการดำรงชีวิต ด้วยความสามารถและผลงานที่ท่านสร้างสมมาโดยตลอด ทำให้เป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชาวตราดและจังหวัดใกล้เคียง ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์สูงถึงพระวิมลเมธาจารย์ วรญาณคณานุรักษ์ สังฆปาโมกข์ และได้เป็นเจ้าคณะจังหวัดตราดในเวลาต่อมา ท่านเจ้าคุณเฒ่ามรณภาพเมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ.2499 ณ วัดไผ่ล้อม สิริอายุ 94 ปี พรรษาที่ 72

สำหรับ เหรียญปั๊มรูปเหมือนพระวิมลเมธาจารย์ นั้น สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2491 ลักษณะเป็นเหรียญปั๊มรูปหยดน้ำทรงเหลี่ยม ยกขอบ 2 ชั้นทั้งหน้าและหลัง ด้านหน้าเป็นรูปเหมือนท่านเจ้าคุณพระวิมลเมธาจารย์ครึ่งรูป ด้านล่างจารึกชื่อ "พระวิมลเมธาจารย์" ถัดลงมาเป็นปี พ.ศ.ที่สร้าง คือ "๒๔๙๑" ความสำคัญของเหรียญอยู่ที่ด้านหลังเหรียญ ซึ่งเป็นอักษรไทยจารึกข้อความว่า "ขอเตือนว่า รักพ่อแม่อย่าลืมคุณ รักบุญอย่าลืมศีล วัดไผ่ล้อม ตราด"

ด้วยลักษณะแม่พิมพ์ดังกล่าวนี้ แสดงถึงความมุ่งมั่นของท่านเจ้าคุณเฒ่าที่ต้องการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญ และเตือนสติให้ระลึกถึงเสมอว่า ให้เชิดชูบิดาและมารดา อันเป็นองค์ปฐมเหนือสิ่งอื่นใด เป็นพระอรหันต์ในบ้านที่เราสามารถจับต้องและสัมผัสได้อย่างใกล้ชิด และเป็นผู้สอนสั่งสิ่งที่ดีงาม และปกป้องเราจากภยันตรายได้อย่างแท้จริง ซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้

"เหรียญปั๊มรูปเหมือนพระวิมล เมธาจารย์" กลายเป็นเหรียญคณาจารย์อันทรงคุณค่าสูงสุด ได้รับการยกย่องให้เป็น "เหรียญดีศรีเมืองตราด" เป็นที่เคารพเลื่อมใสและแสวงหาของพุทธศาสนิกชนมาตราบถึงปัจจุบันครับผม

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-11-01 05:19:21


ความเห็นที่ 12 (1396006)


หลวงพ่อวัดบ้านแหลม (1) พระดี-เหรียญดังยอดนิยม


คอลัมน์ มุมพระเก่า
อภิญญา


จังหวัด สมุทรสงคราม หรือโบราณเรียกว่า "แม่กลอง" เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่น้อยที่สุดในประเทศไทย ระยะทางห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 63 กิโลเมตร ตามถนนพระรามที่ 2 (ธนบุรี-ปากท่อ) มี 3 อำเภอคือ อำเภอเมือง, อำเภออัมพวา, อำเภอบางคนที เป็นจังหวัดที่อุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติ เรือกสวนไร่นา และทะเล ยิ่งกว่านั้นยังเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญของชาติไทย โดยเฉพาะในราชวงศ์จักรี พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ประสูติในดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ คำขวัญประจำจังหวัดได้แก่ "เมืองหอยหลอด ยอดลิ้นจี่ มีอุทยาน ร.2 แม่กลองไหลผ่าน นมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม"

หลวงพ่อบ้านแหลมเป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่ เมืองสมุทรสงคราม ท่านเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์มีอภินิหาร ผู้ที่มีความศรัทธา นับถือในองค์ท่านมักจะไปขอให้ท่านช่วยเหลืออยู่เนืองๆ และมักจะไม่ผิดหวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหายจากโรคภัยไข้เจ็บ และเรื่องการแคล้วคลาด ปลอดภัยจากอุบัติเหตุ มีเรื่องเล่ากันมากมายเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ และอภินิหารของหลวงพ่อบ้านแหลม เจ้าคุณพระธรรมปิฎก อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านแหลม เคยเล่าไว้อย่างน่ารับฟังและมีเหตุผลว่า "เรื่องอภินิหารของสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้ต้องได้ประสบด้วยตนเองจึงจะเชื่อ เพียงคำเขาเล่าว่าไม่มีอะไรพิสูจน์ เขียนไปก็จะกลายเป็นโฆษณาชวนเชื่อขัดกับความรู้สึกของคนบางจำพวก อีกอย่างหนึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อก็เป็นที่ประจักษ์แก่มหาชนแล้ว ชื่อเสียงของหลวงพ่อก็โด่งดังอยู่แล้ว ไม่ต้องประกาศคนก็รู้จัก"


มี คำถามว่า ทำไมหลวงพ่อบ้านแหลมจึงมาประดิษฐานอยู่วัดบ้านแหลม วัดบ้านแหลมเดิมชื่อว่า วัดศรีจำปา เป็นวัดโบราณไม่ทราบว่าใครเป็นผู้สร้าง จากหลักฐานของกองพุทธศาสนสถาน กรมการศาสนาบันทึกไว้ว่า วัดเพชรสมุทรวรวิหาร ได้ตั้งเป็นวัดเมื่อพ.ศ.2000 และได้รับวิสุงคามสีมา เมื่อพ.ศ.2400 วัดนี้มีอายุ 551 ปี ได้ตั้งมาก่อนแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ซึ่งน่าจะเป็นไปได้ เพราะมีหลักฐานว่าสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเคยเสด็จพระ ราชดำเนินมาพระราชทานผ้าพระกฐิน ที่วัดบางจีนกลาง

หลวงพ่อวัดบ้าน แหลมประดิษฐานที่วัดเพชรสมุทรฯ ประมาณ พ.ศ.2307-08 จากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ว่าชาวบ้านแหลมเมืองเพชรบุรีนั้นอพยพหนีภัยพม่า มาอยู่บริเวณปากคลองแม่กลองฝั่งใต้ใกล้วัดศรีจำปา ตั้งแต่พ.ศ.2307 นั้นแน่นอนและทยอยกันเข้ามาเรื่อยๆ ก่อนกรุงแตก ชาวบ้านแหลมที่อพยพมาอยู่ปากคลองแม่กลอง คนทั่วไป เรียกว่า "หมู่บ้านแหลม" ตามชื่อถิ่นเดิมที่อพยพมาเมื่อมาอยู่ใกล้วัดศรีจำปาก็ช่วยกันทำนุบำรุงวัด นี้ ซึ่งเป็นวัดเล็กๆ เก่าแก่โบราณให้ดีขึ้นและได้มีการเปลี่ยนชื่อวัดเสียใหม่ว่าวัดบ้านแหลม จนปัจจุบันคือ "วัดเพชรสมุทรวรวิหาร" ซึ่งก็คือวัดเดียวกัน


ชาว บ้านแหลมมีอาชีพทำการประมง ออกทะเลจับปลา วันหนึ่งไปล้อมอวนจับปลาที่ปากอ่าวแม่กลอง ได้พบพระพุทธรูป 2 องค์ องค์หนึ่งเป็นพระพุทธรูปยืนอุ้มบาตรและอีกองค์หนึ่งเป็นพระนั่งสมาธิปาง มารวิชัย เป็นพระแกะสลักจากศิลา ชาวบ้านได้แบ่งให้ญาติทางบางตะบูนไป และนำไปประดิษฐานที่วัดเขาตะเครา เรียกว่าหลวงพ่อวัดเขาตะเครา (จ.เพชรบุรี) จนทุกวันนี้มีความศักดิ์สิทธิ์มากเช่นเดียวกัน

สาเหตุที่หลวงพ่อ บ้านแหลมต้องมาจมน้ำอยู่ที่ปากอ่าวแม่กลองนั้น มีข้อสันนิษฐานกันหลายอย่าง แต่ที่น่าจะพิจารณามี 2 ประการ คือ 1.จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พ.ศ. 2307 พม่ายกกองทัพมาตีหัวเมืองทางใต้ แล้วเลยขึ้นมาจนถึงเมืองเพชรบุรี ดังได้กล่าวแล้วข้างต้น เมื่อกรุงศรีอยุธยาทราบข่าวศึกให้กองทัพพระยาพิพัฒน์โกษา และพระยาตากสินยกทัพไปทันรักษาเมืองเพชรไว้ได้

ดังนั้น หลวงพ่อบ้านแหลมอาจจะถูกอัญเชิญมาเป็นพระชัยนำทัพของแม่ทัพนายกองที่มารบกับ พม่าครั้งนี้ แล้วเรือลำใดลำหนึ่งได้ล่มลง หากเป็นกรณีนี้ชาวประมงต้องได้หลวงพ่อมา พ.ศ.2307 (พระชัยนำทัพส่วนใหญ่ใช้พระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัย) 2.เจ้านายไทยหรือคนไทยอพยพหนีพม่าได้นำหลวงพ่อบรรทุกเรือมาด้วย เพื่อนำไปซ่อนพม่า

เมื่อทราบข่าวว่าพม่ายกทัพมาตีเมืองไทย แล้วเรือได้ล่มลง หากเป็นกรณีนี้ชาวประมงต้องได้หลวงพ่อขึ้นมา พ.ศ.2308 เพราะหลักฐานจากประวัติหลวงพ่อวัดเขาตะเครา ว่า นำไปประดิษฐานไว้เมื่อ พ.ศ.2308 (พ.ศ.2307 คงไม่มีผู้ใดนำไปเพชรบุรี เพราะพม่ามาตีเมืองเพชรอยู่) หลวงพ่อจมน้ำอยู่ไม่นานจึงติดอวนชาวประมงขึ้นมาได้ หากจมน้ำอยู่นาน โคลน ทราย และหอย คงจะกลบองค์หลวงพ่อไปหมดแล้ว  หลวงพ่อคงจะจมน้ำอยู่ที่นั่นเลย

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-10-27 06:54:19


ความเห็นที่ 11 (1395837)

เหรียญปั๊มที่ระลึก งานผูกพัทธสีมา-พ่อท่านลี

คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง
โดย ราม วัชรประดิษฐ์


พ่อท่านลี วัดอโศการาม พระเกจิอาจารย์ผู้เป็นที่เคารพศรัทธาและเลื่อมใสของชาวจังหวัดสมุทรปราการ รวมทั้งพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป เป็นผู้สร้างและพัฒนาจนวัดอโศการามเจริญรุ่งเรืองและมีชื่อเสียงมาจวบจน ปัจจุบัน

หลวงพ่อลี ธัมมธโร หรือที่ชาวบ้านมักเรียกว่าพ่อท่านลี เป็นชาวบ้านหนองสองห้อง อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี เกิดเมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ.2449 เมื่อตอนเด็กค่อนข้างจะเป็นเด็กที่เลี้ยงยาก งอแงและขี้โรค อายุได้ 12 ปีท่านจึงเริ่มเรียนหนังสือไทย ท่านมีความฝักใฝ่เรื่องบาปบุญมาตั้งแต่เด็ก และมุ่งมั่นที่จะบวชเป็นพระภิกษุในพระบวรพุทธศาสนา

จนในปี พ.ศ.2468 อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ก็สำเร็จสมดังตั้งใจ เมื่อได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์ในสังกัดมหานิกาย ต่อมาท่านได้พบและฟังเทศน์จากพระอาจารย์บท ลูกศิษย์สายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้เห็นปฏิปทาและการปฏิบัติกิจสงฆ์ต่างๆ ท่านจึงเลื่อมใส ศรัทธา และออกธุดงค์ติดตามพระอาจารย์บทเพื่อไปพบพระอาจารย์มั่น ซึ่งขณะนั้นจำพรรษาอยู่ ณ วัดบูรพา จ.อุบลราชธานี ท่านได้รับการแนะนำสั่งสอนจากพระอาจารย์มั่นเพียงสั้นๆ ว่า "คำว่า 'พุทโธ' นี้คือความพิเศษ เป็นดวงแก้วแห่งธรรม" อันเป็นอุบายเบื้องต้นในการปฏิบัติกรรมฐาน นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาเพิ่มเติมจากพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม และพระอาจารย์มหาปิ่น ปญญาพโล ที่บ้านท่าวังหิน อันเป็นสถานที่ที่เงียบสงบเหมาะแก่การเจริญกรรมฐานอย่างยิ่ง


พ่อ ท่านลีพากเพียรปฏิบัติธรรมและวิปัสสนากรรมฐานระยะเวลาหนึ่ง จากนั้นท่านจึงได้แปรญัตติจากพระมหานิกายเป็นพระธรรมยุติกนิกาย ในปี พ.ศ.2471 ที่วัดบูรพา โดยพระอาจารย์มั่นเป็นผู้บรรพชาให้เป็นสามเณร และพระปัญญาพิศาลเถระ (หนู) แห่งวัดสระปทุม เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านออกธุดงค์กับพระอาจารย์มั่นเรื่อยมา จนพระอาจารย์มั่นให้ท่านออกธุดงค์โดยลำพัง ท่านจึงได้ออกธุดงค์กรรมฐานไปยังสถานที่หลายๆ แห่ง รวมถึงเขมร พม่า และอินเดีย ในที่สุดท่านมาจำพรรษาที่สำนักสงฆ์แม่ชีขาว จ.สมุทรปราการ และได้ก่อสร้างเสนาสนะต่างๆ และพัฒนาจนเป็น "วัดอโศการาม" มาจนทุกวันนี้ ท่านนับเป็นพระสุปฏิปันโนผู้ประพฤติดีประพฤติชอบ เป็นที่เลื่อมใสของพุทธศาสนิกชนทั่วหล้า สมณศักดิ์สุดท้ายได้รับพระราชทานเนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระ ชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่พระสุทธิธรรมรังสี คัมภีรเมธาจารย์ ในปี พ.ศ.2500 ท่านมรณภาพเมื่อปี พ.ศ.2504 สิริอายุ 55 ปี 3 เดือน 35 พรรษา

วัตถุมงคลของพ่อท่าน ลีมีมากมาย ซึ่งล้วนเป็นที่เคารพศรัทธาและแสวงหาของพุทธศาส นิกชนทั่วไป โดยเฉพาะ "เหรียญปั๊มที่ระลึกงานผูกพัทธสีมา" ที่สร้างขึ้นที่ระลึกในโอกาสผูกพัทธสีมาวัดอโศการาม ในวิสาขฤกษ์ ปี พ.ศ.2503

"เหรียญปั๊มที่ระลึกงานผูกพัทธสีมา" นับเป็นเหรียญที่มีความงดงามมาก อีกทั้งทรงคุณค่าในการเป็นทั้งเหรียญพระพุทธและเหรียญพระคณาจารย์อยู่ใน เหรียญเดียวกัน ลักษณะเป็นเหรียญปั๊มรูปทรงเสมา มีหูในตัว ด้านหน้า ตรงกลางพระประธานประทับนั่ง แสดงปางปฐมเทศนา โดยรอบวงกลมเป็นธรรมจักร มีอักขระขอมตรงกงล้อธรรมจักรทั้ง 4 ด้าน ว่า "นะ มะ พะ ธะ" ด้านล่างเป็นพระปัญจวัคคีย์นั่งพนมมือหันหลังให้ ขอบเหรียญเป็นลายกนก ส่วนล่างสุดเป็นรูปสระบัวอันหมายถึงบัวสี่เหล่าตามพุทธดำรัส สำหรับด้านหลังตรงกลางเป็นรูปเหมือนพ่อท่านลีครึ่งรูป ห่มจีวรลดไหล่อยู่ในวงกลมมีรัศมีกระจายโดยรอบ ล้อมด้วยวงกลมอีกชั้นหนึ่ง รอบ เหรียญมีอักษรไทยว่า "ที่ระลึกงานผูกพัทธสีมา วัดอโศการาม วิสาขฤกษ์ ๒๕๐๓" และมีอักขระขอมพร้อมตัว "อุ" ปิดหัวท้าย

ปัจจุบันชื่อเสียง เกียรติคุณ และความเลื่อมใสศรัทธาในหลวงพ่อลี หรือพ่อท่านลี แห่งวัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ ยังคงอยู่ในจิตใจของพุทธศาสนานิกชนชาวสมุทรปราการและบรรดาลูกศิษย์ลูกหา ซึ่งแวะเวียนมากราบไหว้รำลึกถึงพ่อท่าน กราบมนัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย และสร้างบุญสร้างกุศลกันที่วัดอโศการามอยู่เป็นเนืองนิตย์ โดยเฉพาะวันพระ วันหยุด และวันหยุดนักขัตฤกษ์ต่างๆ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-10-26 07:24:05


ความเห็นที่ 10 (1394969)


เหรียญรูปเหมือน 'หลวงพ่อหรุ่น'วัดอัมพวัน


คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง
โดย ราม วัชรประดิษฐ์

"เหรียญรูปเหมือนหลวงพ่อหรุ่น" นับเป็นเหรียญคณาจารย์เหรียญหนึ่งที่ได้รับความนิยมในวงการนักนิยมสะสม เหรียญคณาจารย์อย่างกว้างขวาง เรียกได้ว่าเป็น เหรียญที่มีราคาเล่นหากันสูงพอควรทีเดียวในบรรดาเหรียญคณาจารย์ด้วยกัน เนื่องด้วยพุทธาคมของหลวงพ่อหรุ่นผู้สร้างเป็นที่เลื่องลือขจรไกล โดยเฉพาะด้านอยู่ยงคงกระพันชาตรี

หลวงพ่อหรุ่น เดิมเป็นชาวตำบลเชียงราก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เกิดเมื่อราวปี พ.ศ.2390 ท่านมีความสนใจศึกษาทางด้านวิทยาคมและไสยศาสตร์มาตั้งแต่เด็กๆ เมื่อทราบว่าเกจิอาจารย์รูปใดเก่งกล้าสามารถทางด้านอาคมและไสยศาสตร์ ท่านก็จะดั้นด้นเดินทางไปฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษาหาความรู้จนเชี่ยวชาญแตกฉาน มีวิทยาอาคมเข้มขลังเป็นที่ยำเกรง

อีกทั้งท่านเป็นคนจริง จึงมักถูกชาวบ้านทั่วๆ ไปเรียกว่า "นักเลง" ต่อมาชื่อเสียงโด่งดังจึงขนานนามเป็น "เสือหรุ่น" หลังเข้าเป็นผู้ใหญ่บ้านและกำนัน โดยลำดับ ด้วยความดีความชอบจึงได้รับพระราชทานยศเป็นขุนกาวิจล


ต่อ มาท่านละทิ้งทางโลกมุ่งศึกษาทางธรรม โดยอุปสมบทที่วัดลำลูกกา ในปีพ.ศ. 2431 โดย พระญาณไตรโลก (สะอาด) อดีตเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ครั้งยังเป็นที่พระธรรมราชานุวัตร เป็นพระอุปัชฌาย์

หลังอุปสมบทได้ หลายพรรษา ได้ศึกษาพระธรรมวินัยและวิปัสสนากรรมฐานแล้ว ท่านจึงเริ่มเดินธุดงค์ คราหนึ่งท่านธุดงค์มาปักกลดในบริเวณข้างวัดอัมพวัน ถนนนคร ไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ ชาวบ้านเห็นถึงวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัด และมีคาถาอาคมแก่กล้า จึงได้นิมนต์ท่านมาพำนักที่วัดอัมพวัน

เมื่อ ลูกหลานและผู้เลื่อมใสศรัทธาทราบข่าว ก็พากันไปเยี่ยมนมัสการพร้อมขอวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังจากท่านอย่าง ล้นหลาม เนื่องจากท่านมีวิชาอาคมด้านคงกระพันชาตรีและมหาอุดเป็นเลิศ โดยเฉพาะในด้านการ "สักยันต์" จนได้รับฉายาว่า "หลวงพ่อหรุ่น เก้ายอด" ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดอัมพวันมาโดยตลอดจนมรณภาพในปี พ.ศ.2471 สิริอายุ 81 พรรษา 35

วัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังที่ท่าน สร้างไว้แจกจ่ายลูกศิษย์ลูกหามีทั้งสิ้น 4 ชนิด คือ เหรียญปั๊มรูปเหมือนครึ่งองค์ ตะกรุดโทน กระดูกห่านลงจารขอม และแหวนขาวเก้ายอด ซึ่งทุกชิ้นที่กล่าวมานี้หาดูหาเช่าได้ยากมากๆ เพราะท่านสร้างไว้จำนวนน้อยมาก แต่ทุกชิ้นล้วนปรากฏอภินิหารศักดิ์สิทธิ์มากมายแก่ผู้บูชาครอบครอง ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและนิยมสะสมกันในวงการนักนิยมสะสม เห็นจะเป็น "เหรียญรูปเหมือนหลวงพ่อหรุ่น"


เหรียญ รูปเหมือนหลวงพ่อหรุ่น จัดสร้างประมาณปี พ.ศ.2460 ที่ท่านสร้างเองจะมีจำนวนน้อยมาก แต่จะมีอีกส่วนหนึ่งซึ่งลูกศิษย์สร้างขึ้นแจกจ่ายกันเองแล้วต่างคนต่างก็นำ มา ให้หลวงพ่อหรุ่นปลุกเสกอีกทีหนึ่ง ประมาณ 4,000 เหรียญ ลักษณะเป็นเหรียญรูปไข่ หูเชื่อม ยกขอบโดยรอบเป็นเส้นแบน พิมพ์ด้านหน้า ตรงกลางเป็นรูปเหมือนครึ่งองค์หลวงพ่อหรุ่น ที่คอปรากฏเม็ดประคำ 5 เม็ด ด้านบนสุดจารึก "ตัวอุ" ลากหางยาวไปจนจดขอบหูเชื่อม

ต่อลงมาเป็น อักษรขอมว่า "อะ ระ หัง" มี "ตัวอุ" ขนาบทั้ง 2 ข้าง แถวต่อมาเป็นอักษรขอมว่า "มะ อะ" ถัดลงมามี "ตัวอุ" ซ้อน 2 ตัว ขนาบอยู่ทั้ง 2 ข้าง ถัดจากตัวอุ เป็นอักษรขอมทั้ง 2 ข้างว่า "พุท ธะ สัง มิ" ล่างสุด เป็นโบปลายกนก ภายในจารึกอักษรขอมว่า "ระ อะ ภะ" และมี "ตัวอุ" ขนาบทั้ง 2 ข้าง

สำหรับ พิมพ์ด้านหลัง มีด้วยกัน 2 พิมพ์ เพราะแม่พิมพ์เดิมชำรุดจึงสร้างแม่พิมพ์ด้านหลังขึ้นใหม่ พิมพ์แรก คือ "บล็อกหลังยันต์ใบพัด หรือพิมพ์บล็อกแตก" จะมีรอยบล็อกพิมพ์แตกบริเวณที่พาดลงมาตามขอบเหรียญด้านล่างด้านซ้ายของ เหรียญ โดยรอบด้านของเหรียญจะเป็น "ยันต์รูปใบพัด" ทั้งใหญ่ เล็ก ตรงกลางเป็น "ยันต์นะองค์พระ" ด้านบนเป็นตัว "อุ" และมีอักขระขอมเรียงเป็นแถว ส่วนพิมพ์ที่ 2 คือ "บล็อกหลังยันต์นะองค์พระในวงกลม" พิมพ์นี้ยันต์นะฯ จะอยู่ภายในเส้นล้อมวงรูปไข่ โดยรอบจะเป็นอักขระขอม

ตำหนิในพิมพ์ทรงนี้จะเป็นเส้นพิมพ์แตกบริเวณด้านขวาของเหรียญ ตรงมุมล่างที่ยันต์ใบพัด พาดจากขอบเหรียญไปยังยันต์ใบพัดครับผม

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-10-19 05:31:24


ความเห็นที่ 9 (1394864)

เหรียญปั๊มรูปเหมือน หลวงพ่ออุตตมะ ปี 2511

คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง
โดย ราม วัชรประดิษฐ์


พระ ราชอุดมมงคล หรือ พระมหาอุตตมะรัมโภ ภิกขุ หรือที่รู้จักกันทั่วไปในนามของ "หลวงพ่ออุตตมะ" พระ เกจิอาจารย์ชื่อดังของจังหวัดกาญจนบุรี ผู้สร้าง วัดวังก์วิเวการาม ซึ่งเป็นที่รู้จักของพุทธ ศาสนิกชนทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังได้รับสมญา "เทพเจ้าของชาวมอญ" ด้วยท่านมีบทบาทผู้นำคนสำคัญของชาวมอญพลัดถิ่นที่สังขละบุรี ครับผม

หลวง พ่ออุตตมะ เป็นชาวมอญ เกิดเมื่อปี พ.ศ.2453 ที่หมู่บ้านโมกกะเนียง อำเภอเย จังหวัดมะละแหม่ง (ปัจจุบันเป็นประเทศพม่า) เดิมชื่อ เอหม่อง ในวัยเยาว์เล่าเรียนอักขระรามัญและพม่ากับพระสงฆ์ที่วัดโมกกะเนียง ปี พ.ศ.2472 เมื่ออายุ 19 ปี ได้บวชเป็นสามเณร ณ วัดเกลาสะ อำเภอเย จังหวัดมะละแหม่ง โดยมีพระเกตุมาลา เป็นพระอุปัชฌาย์ ศึกษาพระปริยัติธรรมและภาษาบาลีจนสอบได้นักธรรมตรีและโท ในปี พ.ศ.2474 อายุครบบรรพชาจึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดเกลาสะ โดยมีพระเกตุมาลา เป็นพระอุปัชฌาย์ พระนันทสาโร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระวิสารท เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "อุตตมรัมโภ" ซึ่งแปลว่า ผู้มีความพากเพียรอันสูงสุด

ด้วยความพากเพียรและใฝ่ใจในการศึกษาพระ ธรรม ในไม่นานท่านก็สามารถสอบได้นักธรรมชั้นเอก ณ สำนักเรียนวัดปราสาททอง อำเภอเย จังหวัดมะละแหม่ง และสอบได้เปรียญธรรม 8 ประโยค ที่สำนักเรียนวัดสุขการี อำเภอสะเทิม จังหวัดสะเทิม ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของคณะสงฆ์ในประเทศพม่า


ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หลวงพ่ออุตตมะได้เดินทางกลับวัดเกลาสะ และได้รับมอบหมายให้เป็นอาจารย์สอนภาษาบาลีแก่ภิกษุสามเณร

ต่อ มาท่านก็ลาพระอุปัชฌาย์เพื่อเดินทางไปศึกษาวิปัสสนากรรมฐานที่วัดตองจอย จังหวัดมะละแหม่ง และวัดป่าเลไลย์ จังหวัดมัณฑะเลย์ จนมีความรู้ความสามารถในเรื่องวิปัสสนากรรมฐานตลอดจนวิชาไสยศาสตร์และพุทธา คมเป็นอย่างดี จากนั้น ท่านก็เริ่มออกธุดงควัตร ศึกษาและฝึกฝนวิปัสสนากรรมฐานไปตามสถานที่ต่างๆ แสวงหาวิเวกและยึดธรรมะเป็นสรณะสูงสุดอันเป็นหนทางแห่งการหลุดพ้น กอปรกับความเบื่อหน่ายเรื่องการรบราฆ่าฟันกันระหว่างชนเผ่า ท่านจึงตัดสินใจจากบ้านเกิด มุ่งหน้าข้ามแม่น้ำสาละวินเข้าสู่ประเทศไทยทางจังหวัดแม่ฮ่องสอน

ใน ปี พ.ศ.2486 หลวงพ่ออุตตมะได้พบหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ที่อำเภอแม่สะเรียง ปี พ.ศ.2490 จำพรรษาอยู่ที่วัดปรังกาสี อำเภอทองผาภูมิ อยู่ 1 พรรษา แล้วเดินทางต่อมายังจังหวัดราชบุรี เพื่อเยี่ยมชาวมอญในถิ่นนั้น และจำพรรษาที่วัดเกาะ อำเภอโพธาราม เริ่มฝึกพูด อ่าน เขียนภาษาไทย และรักษาโรคภัยไข้เจ็บแก่ชาวบ้าน

เมื่อออกพรรษาท่านจึงออกธุดงค์ไป ยังทองผาภูมิและสังขละบุรี จนปี พ.ศ.2500 ท่านได้มาปักกลด ณ วัดเก่าแก่รกร้างแห่งหนึ่งชื่อ "วัดวังกะ" ตั้งอยู่บนเนินสูงในบริเวณที่เรียกว่า "สามประสบ" เพราะมีแม่น้ำ 3 สายไหลมาบรรจบกัน คือ แม่น้ำซองกาเลีย แม่น้ำบีคลี่ และแม่น้ำรันตี ท่านเริ่มบูรณปฏิสังขรณ์โดยได้รับการร่วมแรงร่วมใจจากชาวไทย ชาวมอญ และบรรดาลูกศิษย์ลูกหาที่ทราบข่าวจนสำเร็จลุล่วง แต่เนื่องจากยังมิได้มีการขออนุญาตจากกรมการศาสนา วัดที่สร้างเสร็จจึงมีฐานะเป็นสำนักสงฆ์ แต่ชาวบ้านก็ยังเรียกว่า "วัดหลวงพ่ออุตตมะ"

ในปี พ.ศ.2505 เมื่อได้รับอนุญาตจากกรมการศาสนาเป็นที่เรียบร้อย หลวงพ่ออุตตมะจึงได้ตั้งชื่อสำนักสงฆ์ตามชื่ออำเภอว่า "วัดวังก์วิเวการาม ปี พ.ศ.2513 หลวงพ่อเริ่มสร้างพระอุโบสถ และปี พ.ศ.2518 ได้เริ่มสร้างเจดีย์จำลองแบบจากเจดีย์พุทธคยาที่ประเทศอินเดีย แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2529 กิตติศัพท์และชื่อเสียงของหลวงพ่ออุตตมะเป็นที่เลื่องลือขจรไกล วัดวังก์วิเวการาม กลายเป็นที่รู้จักและมีพุทธศาสนิกชนแวะเวียนมา กราบสักการะไม่ขาดสาย

หลวงพ่ออุตตมะ ได้รับการถวายสัญชาติไทยและได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นตรีที่ พระครูอุดมสิทธาจารย์ ปี พ.ศ.2512 ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระครูชั้นโทฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน และแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดวังก์วิเวการาม และได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์เรื่อยมา สมณศักดิ์สุดท้ายได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็น พระราชอุดมมงคล ในปี พ.ศ.2534 ท่านมรณภาพในปี พ.ศ.2550 สิริอายุ 96 ปี พรรษา 76

หลวงพ่อ อุตตมะ เป็นพระที่มีความสมถะ มักน้อย รักสันโดษ เคร่ง ครัดในพระธรรมวินัย มีเมตตาธรรมและกรุณาธรรมสูงส่ง จึงเป็นที่เคารพเลื่อมใสของพุทธศาสนิกชนทุกเชื้อชาติ ทั้ง ไทย จีน มอญ พม่า ชาวเขา ฯลฯ

วัตถุมงคลของท่านจึงล้วนโด่งดังเป็นที่แสวงหา มีทั้ง ลูกประคำ พระผง ฯลฯ โดยเฉพาะ เหรียญปั๊มรูปเหมือนรุ่นแรก ปี 2511 ซึ่งทางวัดเป็นผู้จัดสร้างนั้น เป็นที่นิยมอย่างสูง หาดูหาเช่ายากมาก

เหรียญ ปั๊มรูปเหมือนหลวงพ่ออุตตมะ รุ่นแรก ปี พ.ศ.2511 ลักษณะเป็นเหรียญกลม หูเชื่อม ยกขอบหน้า-หลัง เนื้อทองแดง ด้านหน้า เป็นรูปเหมือนหลวงพ่ออุตตมะครึ่งองค์ จารึกอักษรไทย "หลวงพ่ออุตตมะ" ส่วนด้านหลัง เป็นรูปพระเจดีย์ 3 องค์ ด้านบนเป็นอักขระขอม ด้านล่างมีอักษรไทยว่า "กาญจนบุรี" และระบุปีที่สร้างคือ "๒๕๑๑" ครับผม

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-10-18 07:03:31


ความเห็นที่ 8 (1393213)

เหรียญพระอาจารย์ฝั้น

คอลัมน์ เปิดตลับพระใหม่

'หลวงปู่ฝั้น อาจาโร' หรือที่ชาวบ้านเรียกขานว่า 'พระอาจารย์ฝั้น' อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร เป็นพระเถราจารย์สายวิปัสสนากัมมัฏฐาน ที่เป็นศิษย์ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต บูรพาจารย์สายพระป่า

หลวงปู่ฝั้น เกิดในสกุล สุวรรณรงค์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 สิงหาคม 2442 ที่บ้านม่วงไข่ ต.พรรณา อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

ได้เข้าพิธีบรรพชา ที่วัดโพนทอง บ้านบะทอง ซึ่งเป็นวัดมหานิกาย ต่อจากนั้นในปี พ.ศ.2463 จึงได้ถวายตัวเป็นศิษย์พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต และได้ขอญัตติเป็นธรรมยุติกนิกาย เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2468 ที่วัดโพธิ์สมภรณ์ จ.อุดรธานี โดยมีท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ เป็นพระอุปัชฌาย์

ครั้นอายุได้ 20 ปี ได้อุปสมบท ณ วัดสิทธิบังคม อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร มีพระครูป้อง เป็นพระอุปัชฌาย์ และเป็นผู้สอนการเจริญกัมมัฏฐาน ตลอดพรรษาแรก

ในช่วงชีวิตใต้ร่มกาสาวพัสตร์ของหลวงปู่ฝั้น ท่านได้ธุดงค์ยังสถานที่ต่างๆ เพื่อเผยแผ่พระธรรมคำสอน จนกระทั่งเป็นที่นับถือศรัทธาของญาติโยมจำนวนมาก และได้รับการยกย่องเป็นอริยสงฆ์รูปหนึ่งแห่งประเทศไทย

หลวงปู่ฝั้นมรณภาพอย่างสงบ เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2527 สิริอายุ 78 ปี พรรษา 58  สำหรับวัตถุมงคลของหลวงปู่ฝั้น บรรดาคณะศิษย์ได้ร่วมกันจัดทำวัตถุมงคลออกมาในหลายครั้ง ตามวาระโอกาสที่สำคัญ

กล่าว สำหรับเหรียญอาจารย์ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร มีจำนวนสร้างประมาณร้อยกว่ารุ่น สามารถแบ่งกลุ่มผู้สร้างหลัก ประมาณ 2-3 กลุ่มใหญ่ ดังนี้ 1.คณะศิษย์ทหารอากาศ 2.คณะศิษย์สกลนครนำโดยคุณมานิต ลิ้มเลิศเจริญ วนิช 3.กลุ่มลูกศิษย์คณะอื่นๆ เช่น ศิษย์น้ำอูน ศิษย์จันทบุรี เป็นต้น

ซึ่งค่าความนิยมของวัตถุมงคลของท่านอาจารย์มีตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักแสน   ทั้งนี้ ค่าความนิยมของวัตถุมงคลของท่านไม่ใช่ได้รับความนิยมเฉพาะรุ่นแรกเท่านั้น รุ่นหลังบางรุ่นยังมีค่านิยมมากกว่าเหรียญรุ่นแรกบางเหรียญด้วยซ้ำ เนื่องจากเจตนาของผู้สร้างถวาย จำนวนเหรียญ ประสบการณ์ รูปแบบเหรียญ ฯลฯ

สำหรับ 'เหรียญพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร' รุ่น 2 สร้างปี 2507 พิมพ์น้ำตัน (พิมพ์นิยม) จัดสร้างเพียง 216 เหรียญ โดยศิษย์คณะศิษย์ทหารอากาศ เป็นผู้จัดสร้างถวาย ลักษณะเป็นเหรียญรูปไข่ มีหูห่วง ด้านหน้าเหรียญ ตรงกลางเป็นรูปเหมือนหลวงปู่ฝั้นครึ่งองค์หันหน้าด้านข้าง ด้านโค้งขอบล่างใต้รูปเหมือน เขียนคำว่า "พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร"

ด้านหลังเหรียญ ตรงกลางเป็นรูปยันต์อักขระโบราณ ด้านโค้งขอบบน เขียนคำว่า "วัดบ้านหัวช้าง สกลนคร" ด้านโค้งขอบล่าง เขียนคำว่า "รุ่นสองศิษย์ ทอ.สร้างถวาย" ด้านบนยันต์อักขระ เขียนคำว่า "ที่ระลึกงานสร้างโบสถ์น้ำ" ด้านล่างใต้ยันต์อักขระ เขียนคำว่า "๒๕๐๗"

เหรียญหลวงปู่ฝั้นทุกรุ่นได้รับความนิยมในวงการ มีพุทธคุณโดดเด่นรอบด้าน ภายหลังจากที่ท่านได้มรณภาพไปแล้ว เหรียญรุ่นดังกล่าว โดยเฉพาะรุ่น 2 เริ่มหายาก ส่วนใหญ่ถูกตามเก็บเข้ากรุ ราคาเช่าบูชาพุ่งขึ้นถึงหลักหมื่นกลางๆ   นับว่าเป็นเหรียญอีกหนึ่งรุ่นที่น่าเก็บสะสมไว้อีกเหรียญหนึ่ง

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-10-07 18:22:06


ความเห็นที่ 7 (1392770)

สนามพระ 03/10/53

Pic_115746

เดินเข้า  สนามพระ ก็ยังไม่วายได้ยินเซียนพระคุยถึงเรื่อง ฟิล์มกับแอนนี่  ซึ่งกำลังเข้มข้น เพราะฝ่าย เฮียฮ้อ เจ้านายพระเอกออกมาแฉมั่ง ว่าไม่ถูกต้องที่จะยัดเยียดให้ ฟิล์ม รับเป็นพ่อเด็ก ทางที่ดีต้องตรวจ ดีเอ็นเอ เพื่อให้ชัวร์ว่าเด็กเป็นผลงานใคร

สมัยนี้ การตรวจ ดีเอ็นเอ เพื่อนำไป พิสูจน์ หลักฐาน นิยมกันมาก เพราะแม่นยำสุดๆ--แหม ถ้า พระเครื่อง มีส่วนผสมอะไรที่คล้ายๆ ดีเอ็นเอ ตรวจได้ว่าแท้หรือเก๊ ก็ดีเรยย์ เพราะพระเก๊จะได้ สูญพันธุ์ วงการพระจะได้มีแต่เรื่องดีๆมีมาตรฐาน

สปีริต เล่มล่าปกพระสมเด็จ องค์คุณนิยมองค์ ราคา 35 ล้าน.

สปีริต เล่มล่าปกพระสมเด็จ องค์คุณนิยมองค์ ราคา 35 ล้าน.

แต่เมื่อจินตนาการถึงบรรยากาศวงการพระ ที่มีแต่พระแท้ 100% ไม่มีพระเก๊เลยแม้แต่วิญญาณ การสะสมเล่นหา ก็คงไม่ "หนุกหนาน" เพราะไม่มีความตื่นเต้น ไม่มีความท้าทาย ไม่ได้ประลอง ความเก๋าในการดูพระเก๊พระแท้ ไม่มีเหตุการณ์คมเฉือนคมต้มตุ๋นกันให้ฮือฮา จึงน่าคิดว่า เราอยากให้วงการพระเป็นแบบไหนแน่

เข้าไปดูพระเครื่อง กัน องค์แรกสวย 5 ดาวคือ พระสมเด็จบางขุนพรหม พิมพ์ ใหญ่ สภาพสวยสมบูรณ์ พิมพ์ ชัด เพราะ คราบกรุเก่า ถูกลอกออกแบบมือ ชั้นครู

พระสมเด็จบางขุนพรหม พิมพ์ใหญ่ ของจ๊อบ มณเฑียร.

พระสมเด็จบางขุนพรหม พิมพ์ใหญ่ ของจ๊อบ มณเฑียร.

การ ลอกคราบกรุ เนี่ย สำมะคัญมากนะท่านผู้ชม เพราะ คราบกรุ ซึ่งมีลักษณะเป็น หินปูนขาวอมเหลือง เกิดในกรุอับชื้น เกาะองค์พระมานานหลายๆสิบปี จึงแน่นเหมือนเป็นเนื้อเดียวกัน เหมือนคราบหินปูนที่เกาะฟันคนยังไงยังงั้น หมอต้องใช้เครื่องกรอเลาะออก เพราะใช้มือแคะไม่ไหว แข็งมั่กๆ

ถ้าไม่ชำนาญ ก็อาจจะกรอคราบหินปูนโดนเนื้อฟัน ฟันไม่เสีย ก็มีเสียวกันบ้าง เสียวฟันไง

พระ ก็เหมือนกัน ถ้าเซียนพระไม่ชำนาญ ไม่รู้จักพิมพ์ทรง ว่าศิลปะพระเป็นยังไง เกิดเฉี่ยวไปโดนเนื้อพระออกแค่จิ๊ดเดียวละก้อ หูตาจมูกพระอาจจะแหว่งไป--พระราคาล้านก็หายวับไปนับแสน

บางขุนพรหม องค์นี้เป็นตัวอย่างการลอกกรุ ขั้นเทพ ซึ่งปัจจุบันหามือแบบนี้ไม่ได้แล้ว ที่มีอยู่ก็ระดับ ทำได้ แถมยังหายากเพราะทำไปๆ ตาจะเสียเพราะต้องเพ่งมาก จึงไม่มีคนอยากทำอาชีพนี้

พระเลี่ยง ประตูลี้ ลำพูน ของประเสริฐ ฝ้ายเพชร.

พระเลี่ยง ประตูลี้ ลำพูน ของประเสริฐ ฝ้ายเพชร.

สำหรับองค์นี้ สายสมเด็จต้องจำได้ว่าเป็นพระแชมป์คู่วงการ แต่ถูกเก็บเข้ารังใหญ่ไปนานมาก เพิ่งออกมาใหม่ เสี่ยบันเทิง อุบลธรรม หรือ จ๊อบ มณเฑียร

พระสมเด็จองค์ที่สอง เป็นของ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี กทม. เรียกกันว่ารุ่น ก้างปลา แช่น้ำมนต์ เพราะท่านนำพระแช่ไว้ในบาตรน้ำมนต์ เวลาใครเอาดอกไม้พวงมาลัยมากราบ ท่านก็เอาใส่ไปในบาตร ทำให้สีของดอกไม้ละลายในน้ำ เกาะเป็นคราบตามองค์พระ

เหรียญเลื่อนสมณศักดิ์ หลวงปู่ทิม วัดช้างให้ ปัตตานี 2508 เนื้ออัลปาก้า ของสุชัย เจนจิรวัฒนา.

เหรียญเลื่อนสมณศักดิ์ หลวงปู่ทิม วัดช้างให้ ปัตตานี 2508 เนื้ออัลปาก้า ของสุชัย เจนจิรวัฒนา.

พระสมเด็จหลวงปู่โต๊ะ กำลังไต่ระดับเป็น พระสมเด็จรุ่นหลัง ที่ได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะนอกจากศรัทธาในท่านผู้สร้างแล้ว ยังเชื่อกันว่ามีส่วนผสมของผงพระชั้นยอดๆ เช่น สมเด็จวัดระฆัง บางขุนพรหม วัดพลับฯ ด้วยองค์นี้เจ้าของคือ เสี่ยฐกร บึงสว่าง

ขึ้นเหนือไปดู พระเลี่ยง ประตูลี้ ลำพูน จาก เสี่ยประเสริฐ ฝ้ายเพชร ซึ่งบอกราคามาแล้วตกกะใจเกือบหงายหลัง เพราะหลายแสน สวยๆเฉียดล้านแล้วเจ๊า

พระ เลี่ยง เป็นพระยุคเดียวกับ พระรอด พระคง พระบาง พบตามกรุในลำพูน แต่พบที่ กรุประตูลี้ มากที่สุด พร้อมพระลือหน้ามงคล พระเลี่ยงหลวง พระแปด พระสิบสอง พระแผ่นดุนทองคำและอื่นๆ เนื้อพระเป็นดินที่กรองละเอียด กดพิมพ์แล้วนำไปเผา และเพราะเป็นภูมิ ปัญญาโบราณ  เตาเผาจึงมีอุณหภูมิความร้อนไม่สม่ำเสมอ พระจึงโดนไฟไม่เท่ากัน ทำให้มีสีต่างกัน เช่น แดง เหลือง เขียว ขาว น้ำตาล--แต่ จะสีไหน ก็ เริ่มต้นราคาที่หลักแสน

รายการ ต่อไป หาดูยาก เรียกว่า พระบัณฑูรย์ กรุวังหน้า กทม.

วัง หน้า หมายถึง วังที่ประทับของพระราชวงศ์ชั้นสำคัญ รองจากพระมหากษัตริย์ ประมุขวังจึงเรียกกันง่ายๆว่า สมเด็จวังหน้า หรือย่อเป็น วังหน้า ไปในที่สุด แต่พระยศทางการ บางรัชกาลเรียกว่า สมเด็จพระราชวังบวรมหาสถานมงคล หรือบางรัชกาลเรียกว่า สมเด็จพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท โดยผู้ดำรงตำแหน่งนี้ มักเป็นพระอนุชาหรือพระโอรส ที่เป็นองค์รัชทายาท ซึ่งจะต้องขึ้นครองราชย์ต่อไป ต่อมาตำแหน่ง สมเด็จวังหน้า หรือ สมเด็จวังหลัง ก็เปลี่ยนเป็นตำแหน่ง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎ ราชกุมาร

สมัยก่อน ไทยยังถูกข้าศึกรุกราน ซึ่งมุ่งตีเมืองหลวง ยึดวังหลวงให้ได้ ถึงจะถือว่าชนะ ดังนั้น การจัดวางตำแหน่ง วังหลวง ที่ประทับพระมหากษัตริย์ จึงต้องปลอดภัยสูงสุดตามตำราพิชัยสงคราม โดยมี วังหน้า วังหลัง รายล้อม เป็นชั้นๆไว้ เพื่อป้องกันศัตรูไม่ให้จู่โจมได้ง่าย--ถึงได้บอกว่า คนที่กษัตริย์จะตั้งเป็น วังหน้า หรือ วังหลัง ต้องไว้ใจที่สุด เพราะถ้าไม่จงรักภักดี ก็อาจคิดกบฏชิงราชบัลลังก์ซะเอง เพราะง่ายมาก

แต่ละวังก็มีทุกอย่างเหมือนวังหลวง ทั้งที่ประทับ ไร่นาสาโท โรงละคร กองกำลัง ข้าทาสบริวาร และ วัดฯ

เมื่อ หมดยุค วังหน้า-วังหลัง ที่ ที่เคยเป็น วังหน้า ก็กลายเป็น ม.ธรรมศาสตร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โรงละครแห่งชาติฯ พระที่พบในบริเวณนี้ จึงเรียกว่า พระกรุวังหน้า และเชื่อว่าเป็นพระที่ วังหน้า ทรงสร้างไว้ในโอกาสต่างๆ เพราะสมัยก่อนคงเป็นไปไม่ได้ ที่ชาวบ้านจะเอาพระมาบรรจุไว้ในวัด ของ วังหน้า

พระบัณฑูรย์ วังหน้า มีศิลปะแบบรัตนโกสินทร์ ยุคต้น และปิดทองล่องชาดไว้ทำให้ดูงดงามเข้มขลังมีเสน่ห์ พบมากมายหลายสิบพิมพ์ แต่เพราะขนาดค่อนข้างเขื่อง จึงไม่นิยมนำไปห้อยคอ ทำให้ราคาอยู่ที่หลักพันหลักหมื่น ซึ่งก็ดี เพราะคนฐานะหยั่งเรามีโอกาสเก็บพระเก่าได้ สำหรับพิมพ์นี้ เสี่ยสุชิน เล่าสุทธิพงศ์ แจ้งมาว่าหายากที่สุด

รายการต่อไป ไม่เก่านัก แต่น่าสนใจมาก เพราะ บัดนี้ พระกริ่งโลกนารถ รุ่นแรก ก้นทองคำ หลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส จันทบุรี 2526 กำลังดัง

หลวง พ่อคง เป็นพระเกจิจอมเวทย์ รุ่นเดียวกับ หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ได้ชื่อว่าสำเร็จวิชา เสือสมิง และเวทยาคม วัตถุมงคลที่ท่านสร้างเสกไว้ จะมากยังไงก็ไม่เคยเหลือติดวัด ยิ่ง พระหลวงปู่ทิม กำลังร้อนแรง ยิ่งฉุดให้ของ หลวงพ่อคง แรงตาม

อย่างพระกริ่งรุ่นนี้ ท่านสร้างไว้เพียง 81 องค์เท่าอายุของท่าน ตอนนี้บอกแล้วตกใจ เพราะเป็นแสนแล้ว--องค์นี้จำวัดอยู่เกาะกง กัมพูชา โดย เสี่ยหมู เกาะกง บอกว่า หมายเลขที่ตอกไว้เป็นองค์ที่ 76

รูปเหมือนหล่อโบราณ หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อยุธยา รุ่นแรก ของเด่น อยุธยา.

รูปเหมือนหล่อโบราณ หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อยุธยา รุ่นแรก ของเด่น อยุธยา.

ถัดไปเป็น รูปเหมือนหล่อโบราณ หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อยุธยา ซึ่งเชื่อกันว่า เป็น รุ่นแรก ที่หลวงพ่อเทหล่อที่วัดด้วยตัวท่าน เอง เสี่ยเด่น อยุธยา จึงดี๊ด๊าที่หามาได้ และอวดว่าเป็นองค์สวย 100%--ใครมีสวยกว่า ขอท้าประชันหน่อย สวยไม่กลัว กลัวไม่แท้ เพราะสร้างไม่มาก หายากสุดๆ

สุดท้ายเป็นหนึ่งเดียววันนี้ คือ เหรียญเลื่อนสมณศักดิ์ หลวงปู่ทิม วัดช้างให้ ปัตตานี สร้างออกที่วัดตอนฉลองสมณศักดิ์ปี 2508

เนื้อ เหรียญมี 4 ชนิด คือ ทองคำ เงิน ทองแดง อัลปาก้า แพงตามลำดับ ล้านลงมาถึงแสนต้น องค์วันนี้ เป็น เนื้ออัลปาก้า ของ "บิ๊กก๋ง" สุชัย เจนจิรวัฒนา แห่งโตโยต้า อินเตอร์ยนต์ ชลบุรี สวยมาก ราคาจึงพอๆกับโตโยต้าวีออส เกียร์ออโต้ ป้ายแดง

พระปิดตาโชคลาภ รุ่นคูณ 88 มหาเศรษฐี หลวงพ่อคูณ  วัดบ้านไร่.

พระปิดตาโชคลาภ รุ่นคูณ 88 มหาเศรษฐี หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่.

เข้าสนาม พระใหม่ อันดับแรก ขอเชิญชวนให้พี่น้องแฟนเพลง สนามพระวิภาวดี ไทยรัฐ ร่วมกันถวายพระพรชัยมงคลแด่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เนื่องในวันคล้ายวันประสูติ 3 ต.ค.นี้

และวันรุ่ง ขึ้น 4 ต.ค. ก็เป็น วันเกิด แฮป***เบิร์ธเดย์ของ หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ พระเกจิผู้เป็นสุดยอดแห่งเมตตาน่าเคารพอย่างสูงสุดอีกรูปหนึ่ง เพราะตลอดชีวิต ปัจจัยเงินทองที่ท่านได้มาจากผู้ศรัทธาถวาย ท่านได้อุทิศแก่ศาสนาและสังคม ประมาณ 2 พันล้านบาท!

สิบกว่าปีก่อน วัตถุมงคลของท่านจึงได้รับความนิยมอย่างสูง แล้วก็ซาลงไป เพราะจัดสร้างมาก จนล้นตลาด แต่หลายปีมานี้ วัดแทบไม่อนุญาตให้สร้างเลย จึงทำให้ พระหลวงพ่อคูณ เริ่มกลับมาฮอตอีกครั้ง

พระปิดตาโชคลาภ รุ่น คูณ 88 มหาเศรษฐี จึงได้รับความสนใจมาก เพราะมีมวลสารว่านยาถึง 288 ชนิด และดอกไม้มหามงคล 108 ดี พิธีก็เยี่ยม มีพระเกจิทั่วประเทศร่วมพิธี 108 รูป จัดสร้างแค่ 4 แบบ แบบละ 888 ชุด-18888 ชุดเท่านั้น จองได้ที่ วัดบ้านไร่ หรือ วัดถนนหักใหญ่ ด่านขุนทด 08-0001-8775 และ 08-9585-5740 หรือวัดนก ซอยพณิชย์ธนฯ กทม.

อีกวัดเป็นของพระเกจิ ดังเมืองเพชร คือ หลวงพ่อคง วัดเขากลิ้ง--แปลกวุ้ย เพราะเป็นรุ่นที่สร้างฉลองวันเกิดเบิร์ธเดย์ 88 ปี เหมือน รุ่น คูณ 88 มหาเศรษฐี เลย ทั้งที่ข่าวฝากกันมาคนละสาย สายอีสานกับสายใต้--ถ้างวดนี้งวดหน้างวดไหนในเดือนนี้ มีเลข 8 มาละก้อ ก็อย่าลืมไปทำบุญแท้งกิ้วทั้งสองหลวงพ่อด้วย

พระพุทธประทานพร และเหรียญ หลวงพ่อคง  วัดเขากลิ้ง  รุ่นเจริญพร.

พระพุทธประทานพร และเหรียญ หลวงพ่อคง วัดเขากลิ้ง รุ่นเจริญพร.

วัตถุมงคล หลวงพ่อคง รุ่นนี้ เรียกว่า รุ่นเจริญพร ซึ่งเป็นคำดีมีมงคล ที่พระจะใช้ให้พรทุกคน เริ่มจัดสร้างโดยเททองหล่อ รูปเหมือนหลวงพ่อคง เท่าองค์จริง ไปเมื่อวันที่ 17-19 ก.ย.ที่ผ่านมา--และจัดสร้างพระ-เหรียญให้ลูกศิษย์ลูกหาบูชาจำนวนหนึ่ง ตามธรรมเนียมเวลาหลวงพ่อครบอายุมงคล

พระกริ่งโลกนารถ รุ่นแรก ก้นทองคำ หลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส จันทบุรี 2526 ของหมู เกาะกง.

พระกริ่งโลกนารถ รุ่นแรก ก้นทองคำ หลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส จันทบุรี 2526 ของหมู เกาะกง.

รุ่นเจริญพร มีไม่มากแบบมากเรื่อง แค่ 4 รายการ คือ พระพุทธประทานพร มงคล นิมิตรรัตนชัย เนื้อสัตตโลหะ เกศเงิน ฝังพลอยแดง หน้าตัก 5 นิ้ว สร้างแค่ 19 องค์ ส่วน เนื้อทองเหลืองผิวไฟ เกศนวะโลหะ ฝังพลอยแดง มี 100 องค์ พระสังกัจจายน์ เนื้อทองเหลืองผิวไฟ หน้าตัก 5 นิ้ว 100 องค์ และ เหรียญเจริญพร รูปเหมือนหลวงพ่อ แค่เนี้ย บางรายการที่วัดจึงหมดแล้ว เพราะศูนย์พระเอาโควตาไปเกือบหมด-สอบถามได้ที่ 08-1820-2065, 08 1116 -7044, 08-1940-7045

ไชโย สปีริต ออกแล้วจ้า ช้าไปไม่หน่อย เพราะติดขัดติดพันตั้งแต่ตอนม็อบ โรงพิมพ์โรงเพลทก็ชะงัก งานค้างเป็นแถว กว่าจะเคลียร์คิวกันได้ก็เสียเวลา แต่ก็เป็นกันทุกฉบับ จึงไม่มีใครถือสา โดยเฉพาะถ้าเป็น สปีริต ขอให้ออกเถอะ ช้าไม่ว่า เพราะรู้ว่า ทำยาก--บก.ตรวจพบรูปเพี้ยน ข้อความผิด ก็เปลี่ยนทันที เพราะนโยบายคือ ต้องใช้อ้างอิงได้แม่นๆ จึงไม่ยอมให้ข้อมูลแหม่งๆ

ปกเล่มนี้ เป็นพระสมเด็จวัดระฆัง  พิมพ์ ใหญ่ ที่เรียกกันว่า องค์ คุณนิยม  ซึ่งปัจจุบันเซียนพระสมเด็จประเมินราคาว่าต้อง 35 ล้าน ในเล่มน่าดูอ่านเหมือนเดิม ตั้งแต่เรื่อง นะ ปฐมกัป หลวงปู่ศุข, หลวง พ่อปาน วัดบางนมโค (ตอนอวสาน), ตะกรุดไมยราพสะกดทัพ ในเครื่องรางขลัง ขลัง

ฉบับ นี้ เจ้าพ่ออรรถสาสน์ เสี่ยสุขเกษม  ปาริชาติ-ดุสิต เปิดตัวอวดความหล่อ ความหล่อของพระ เพราะตัวเองไม่เหลือแล้ว เพราะอยู่กับแดดในสนามกอล์ฟทุกวัน ส่วนเซียนพระคุณภาพคือ สหธัช ศิริสัมฤทธิ์ หรือที่วงการเรียก เฮียหมู บางบอน

อยาก รู้แล้วรวย อ่าน พระหลวงปู่เผือก วัดกิ่งแก้ว ส่วน พระกรุที่บ้านเกิด เป็นตอน พระวัดท้ายตลาด เรื่อง เทพปกรณัม ยังเป็น บรมครูชีวกโกมาร ภัจจ์ ซึ่งถือเป็น เทพ องค์หนึ่ง ตอนนี้ รูปจำลองพ่อปู่ชีวก  กำลังฮอต  เพราะพิธีที่วัด ยานนาวา ใหญ่สุดในรอบ 50 ปี ส่วนคอลัมน์อื่นๆยังหลากหลายให้อ่านได้ทุกคน เช่น ท่องเที่ยว ศิลปะ เพนต์ติ้ง ธรรมเนียมประเพณีต่างๆและอาหาร ขนมอร่อยๆ

พระบัณฑูรย์ กรุวังหน้า กทม. ของสุชิน เล่าสุทธิพงศ์.

พระบัณฑูรย์ กรุวังหน้า กทม. ของสุชิน เล่าสุทธิพงศ์.

หน้าพิเศษ พระท็อปไฟว์ พิมพ์ 5 สี เป็นคอลเลกชั่นของบิ๊กคิงเพาเวอร์ วิชัย รักศรีอักษร สวยซึ้งใจทุกองค์ พอเปิดหน้า 44 ก็ว้าวกับ มหาสังข์ ของ พล.ต.อ.สนอง วัฒนวรางกูร ซึ่งส่งมาพร้อม พระฤาษีนั่ง ศิลปะบันทายศรี ปลาย ค.ศ. 10--สอบถามสมัครเมมเบอร์สีริตได้ที่ 0-2886-6386-7

บ่กันด้วยเรื่อง   "เฮียอั้ง-เมืองชล"  สมภพ  ไทย-ธีระเสถียร เซียนพระรุ่นใหญ่นิสัยดี  แต่ ความประพฤติดีไหม  ต้องไปถามอาซ้อ

เฮีย อั้ง  รู้ข่าวมาว่า เศรษฐีเก่าเมืองชลฯมีพระสมเด็จสวยมาก และมีเซียนไปจีบบ่อย แต่ทุกคนอยากวื้อถูก จึงติว่าสวยจนอาจจะเก๊มั่ง มีตำหนิมั่ง จึงไม่มีใครซื้อได้ซักคน  เพราะคนซื้อก็อยากซื้อถูก  คนขายก็อยากขายแพง

เฮียอั้ง เลยไปดูมั่ง พอเห็นก็บอกว่า ใครจะว่ายังไงไม่รู้ แต่ผมขอซื้อ 10 ล้านแล้วกัน ทำให้เจ้าของพระปลื้ม เฮียอั้ง มาก เพราะราคาใกล้เคียงกับที่ตั้งไว้ 12 ล้าน ในขณะที่เซียนอื่นๆให้แค่ 2 ล้าน 3 ล้าน เท่านั้น

พอ เฮียอั้ง มาคุยเรื่องนี้ให้พรรคพวกฟัง ทุกคนก็ขอดูพระว่าสวยแค่ไหน แต่ เฮียอั้ง บอกว่าเขาไม่ขายให้ ทุกคนร้องอ้าว ไหนว่าให้ 10 ล้านโอเค เฮียอั้ง บอกว่าก็โอเค เขาชอบที่จะซื้อ 10 ล้าน แต่ไม่ชอบที่ขอผ่อน  10  เดือน--สรุปว่า  พระแพง  แพ้เงินผ่อน  เจ้าค่ะ
อามิตตพุทธ.

สีกาอ่าง

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-10-03 08:02:42


ความเห็นที่ 6 (1390512)

ยันต์ แปดทิศ

คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง

ใกล้ตรุษ จีนแล้วก็ขอพูดถึงสัญลักษณ์สำคัญอีกอย่างหนึ่งของชาวจีนที่เรารู้จักกันใน ชื่อ "ยันต์แปดทิศ" หรือ "โป๊ย ข่วย" (ปากั้วถู) ซึ่งแพร่หลายอยู่ในบ้านเรา โดยบางคนนำไปติดไว้หน้าบ้าน หรือทางสามแพร่ง ในลักษณะของการแก้ "ฮวงจุ้ย" โดยที่อาจจะยังไม่ทราบรายละเอียดนัก

"โป๊ยข่วย" หรือ "ปากั้วถู" เป็นผังสัญลักษณ์แห่งฟ้าและดินในลัทธิเต๋า มีต้นกำเนิดในคัมภีร์โบราณ "อี้จิง" ซึ่งมีอายุกว่า 5,000 ปีล่วงมาแล้ว

"อี้" หมายถึงความเปลี่ยนแปลงของจักรวาล อาจถอดตัวอักษรได้เป็นพระจันทร์กับพระอาทิตย์ เราเรียกกันว่า "หยินกับหยาง" หรือความมืดความสว่าง ความร้อนความเย็น หญิงกับชาย หรือฟ้ากับดิน

ต้น กำเนิดของอี้จิงเกิดขึ้นในสมัยจักร พรรดิอวี่ บ้านเมืองเกิดอุทกภัยร้ายแรง ปรากฏมีมังกรแบก "ภาพเหอถู" ผุดขึ้นมาจากแม่น้ำฮวงโห และมีเต่าวิเศษคาบ "ตำราลิ่วซู" ผุดขึ้นมาจากลำน้ำลั่วสุ่ย องค์จักรพรรดิได้นำแผนภาพและตำรามาประกอบกัน ปรับเปลี่ยนภูมิลักษณ์ของฟ้าดิน แก้ปัญหาขุนเขา ลำน้ำ ขจัดปัดเป่าอุทกภัยให้กับประชาชนได้สำเร็จ จึงเกิดเป็น "ตำราเหลียงซาน" ที่รวมความพิสดารอันมิอาจล่วงรู้และเปลี่ยนแปลงฟ้าดินสืบทอดกันต่อมา และเรียกในชื่อ "โจว อี้" และกลายเป็นคัมภีร์ "อี้จิง" ในที่สุด


ดัง นั้น แผ่นภาพยันต์แปดทิศจึงเป็นผังความเปลี่ยนแปลงของจักรวาล โดยเชื่อว่าองค์จักรพรรดิจีนได้สังเกตลวดลายแผนผังบนหลังกระดองเต่าวิเศษ ผังดังกล่าวจึงสามารถใช้แก้ไขความบกพร่องของภูมิประเทศ และความเป็นไปในจักรวาล และยังสามารถใช้ทำนายทายทักความสัมพันธ์ของฟ้า ดิน และมนุษย์ได้

แผ่นยันต์โป๊ยข่วย หรือยันต์แปดทิศ ที่พบเห็นจะมีสัญลักษณ์ของหยิน-หยางอยู่ตรงกลาง และมีเส้นขีดล้อมรอบแปดทิศ ขีดเป็นรอยประ (--) และขีดเต็ม (-) เรียงจากบนลงล่างทิศละ 3 ชั้น "ขีดประ" หมายถึงหยิน "ขีดเต็ม" หมายถึงหยาง "ขีดบน" แทนฟ้า "ขีดกลาง" แทนมนุษย์ "ขีดล่าง" แทนดิน รวมกับธาตุทั้ง 5 อันได้แก่ ดิน น้ำ ทอง ไม้ ไฟ

เฉียน คือ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ตำแหน่งฟ้า หมายถึง พ่อ และการสร้างสรรค์

คุ น คือ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ตำแหน่งแห่งดิน หมายถึง แม่ และการยอมรับ

เจิ้น คือ ทิศตะวันออก ตำแหน่งสายฟ้า หมายถึง ลูกชายคนโต และการตื่นตัว

ซวิ่น คือ ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตำแหน่งลม หมายถึง ลูกสาวคนโต และความอ่อนโยน

ตุ้ย คือ ทิศตะวันตก ตำแหน่งทะเลสาบ หมายถึง ลูกสาวคนเล็ก และความร่าเริง

เกิ้น คือ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ตำแหน่งภูเขา หมายถึง ลูกชายคนเล็ก และความสงบ

ขั่น คือ ทิศเหนือ ตำแหน่งน้ำ หมายถึง ลูกชายคนกลาง และความลึกลับ

หลี คือ ทิศใต้ ตำแหน่งไฟ หมายถึง ลูกสาวคนกลาง และการติดตาม

ด้วยหลัก แห่งความสัมพันธ์ของจักรวาลและการเปลี่ยนแปลงของฟ้าดิน ทำให้ "ยันต์โป๊ยข่วย" สามารถช่วยเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ จากไม่มีเป็นมี จากบวกเป็นลบ จากร้ายกลายเป็นดี จากทุกข์กลายเป็นสุข นับเป็นแผ่นภาพสำคัญตามความเชื่อแห่งลัทธิเต๋า ที่กลายเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางของพุทธศาสนิก ชนคนไทยครับผม

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-09-16 07:02:54


ความเห็นที่ 5 (1390510)

หลวง ปู่ศุข พิมพ์รัศมี

คอลัมน์ เปิดตลับพระใหม่

"หลวง พ่อบุญ ส่ง ภัททจาโร" หรือ "พระมหาเจติยารักษ์" อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดชัยนาท และอดีตเจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุวรวิหาร (พระอารามหลวง ชั้นโท) ต.ชัยนาท อ.เมือง จ.ชัยนาท เป็นพระเถรานุ เถระชื่อดังรูปหนึ่งแห่งเมืองชัยนาท ที่มีศีลาจารวัตรเปี่ยมล้นด้วยเมตตาธรรม

หลวงพ่อบุญส่งเกิดในสกุลสุ บินมิตร์ เป็นชาวชัยนาทโดยกำเนิด เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม 2465

ใน ช่วงวัยหนุ่มเคยรับราชการครูอยู่ 2 ปี ก่อนลาออกเข้างานใหม่ เป็นหัวหน้าคนงานแขวงการทาง จ.ชัยนาท ทำงานได้เพียงปีเดียวเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ถูกเรียกตัวเข้ารับราชการเป็นทหารอากาศ สังกัดทหารเสนารักษ์ เป็นเวลา 4 ปี

ท่าน ได้เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม 2489 ณ พัทธสีมาวัดศรีวิชัยวัฒนาราม อ.เมือง จ.ชัย นาท โดยมีพระมหาทองเลี่ยม เป็นพระอุปัชฌาย์, พระปลัดบุญ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระมหาเมธี เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "ภัททาจาโร"

พ.ศ.2511 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุวรวิหาร (พระอารามหลวงชั้นโท)  เมื่อ อายุล่วงเข้าสู่วัยชรา สุขภาพไม่แข็งแรง สุดท้ายได้มรณภาพด้วยโรคหัวใจ ณ โรงพยาบาลรวมแพทย์ชัยนาท เวลา 10.57 น. วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม 2550 สิริอายุ 85 ปี พรรษา 62

ย้อนไปเมื่อปีพ.ศ.2520 หลวงพ่อบุญส่งได้จัดสร้างวัตถุมงคลเหรียญหลวงปู่ศุข พิมพ์รัศมี เพื่อหารายได้สมทบทุนบูรณะวัด จัดสร้างจำนวน 30,000 เหรียญ เป็นเนื้อทองแดง พิมพ์สี่เหลี่ยม

โดยมีพระเกจิอาจารย์ที่มานั่งปรกปลุกเสกและ อธิษฐานจิตจำนวนมาก อาทิ หลวงพ่อโม วัดห้วยกรด, หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่, หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง, หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี, หลวงปู่แหวน วัดดอยแม่ปั๋ง, อาจารย์นอง วัดทรายขาว, หลวงปู่บุดดา วัดกลางชูศรี, หลวงพ่ออุตตมะ วัดวิเวการาม, หลวงพ่อโอด วัดจันเสน, หลวงพ่อแนม วัดเขาหน่อ, หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ เป็นต้น

เหรียญหลวงปู่ศุข พิมพ์รัศมี ปี 2520 ด้านหน้าเหรียญเป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิเพชร มีรัศมีเป็นรูปใบโพธิ์  ด้าน หลังเหรียญมีอักขระขอมคำว่า "นะ" เป็นตัวนูนเพียงตัวเดียว ไม่มีการจารหรือตอกโค้ด

วัตถุมงคลเหรียญหลวงปู่ศุข พิมพ์รัศมี รุ่นนี้มีประสบการณ์หลากหลาย มีพุทธคุณรอบด้าน ทั้งเมตตามหานิยม มหาโชค มหาลาภ แคล้วคลาดปลอดภัย จากภยันตรายทั้งปวง   เป็นเหรียญที่ได้รับ ความนิยมจากบรรดาเซียนพระและนักนิยมสะสมพระเครื่องเป็นอย่างยิ่ง

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-09-16 07:00:40


ความเห็นที่ 4 (1390508)
 
เหรียญหลวงพ่อแดงวัดเขาบันไดอิฐ

รู้ไปโม้ด
nachart@yahoo.com

ผม เป็นแฟนข่าวสด อยากทราบว่า เหรียญหลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ จ.เพชรบุรี รุ่นปี 2503 นั้น ทางวัดสร้างกี่รุ่นกันแน่ครับ ผมอยากทราบความเป็นมาของเหรียญ และประวัติหลวงพ่อแดงท่านสร้างไว้ ช่วยตอบให้หายสงสัยด้วยครับ

คนเกาะหลัก จ.ประจวบคีรีขันธ์  ตอบ คนเกาะหลัก
"หลวงพ่อแดง" เกิดเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2421 ที่บ้านสามเรือน ตำบลบางจาก อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี อุปสมบท ที่วัดเขาบันไดอิฐ และจำพรรษาอยู่กับท่านอาจารย์เปลี่ยนตลอดมา ท่านได้ศึกษาพุทธาคมกับท่านอาจารย์ และหลวงพ่อฉุย วัดคงคา พระเกจิของเพชรบุรี (ต่อมาได้เป็นพระสุวรรณมุนี เจ้าคณะจังหวัดเพชรบุรี) และศึกษากับหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง พระอาจารย์ที่สำเร็จวิชาย่นระยะทาง หลวงพ่อแดง ท่านเคยมีเหรียญรูปหลวงพ่อฉุยและหลวงพ่อแช่มกลัดไว้ในย่ามเสมอ ถึงพ.ศ.2461 ท่านอาจารย์เปลี่ยนมรณภาพ หลวงพ่อแดงได้รับตำแหน่งขึ้นเป็นเจ้าอาวาสวัดเขาบันไดอิฐ และเป็นเจ้าอาวาสตลอดมาจนถึงปี 2503 ได้รับเลื่อนสมณศักดิ์เป็น "พระครู ญาณวิลาศ"


ใน ปีพ.ศ. 2503 นี้เอง คณะศิษยานุศิษย์ได้ขออนุญาตหลวงพ่อแดงจัดสร้างเหรียญรุ่นแรกขึ้นในโอกาสที่ หลวงพ่อได้เลื่อนสมณศักดิ์ดังกล่าว และมีอายุครบ 82 ปี เหรียญรุ่นแรกนี้หลวงพ่อแดงท่านได้แจกให้แก่บรรดาศิษย์และประชาชนทั่วไป นับเป็นเหรียญรุ่นหนึ่งที่นิยมบูชาและรู้จักกันมาก โดยเฉพาะเมื่อมีผู้บอกเล่าประสบการณ์ เช่น ประสบอุบัติเหตุรถยนต์พลิกคว่ำตกเขาพังยับเยิน แต่ผู้ที่แขวนเหรียญหลวงพ่อแดงเพียงแต่ฟกช้ำเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น หรือบางรายถูกลอบยิงระยะเผาขน แต่ปรากฏว่ายิงไม่ออก บางรายก็แคล้วคลาดยิงไม่ถูกอีกก็มี เป็นต้น

เหรียญรุ่นนี้จึงโด่งดัง มากขึ้นโดยลำดับ จนชาวต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และฮ่องกง ศรัทธาเลื่อมใสเข้ามาหาเช่าบูชาเหรียญรุ่นแรกของหลวงพ่อแดงกันเป็นอันมาก จนเกิดมีการปลอมเหรียญรุ่นนี้ขึ้นอย่างขนานใหญ่ โดยเหรียญปลอมที่ทำได้ดีมากในสมัยนั้นคือเหรียญที่เรียกกันว่าบล็อกฮงกง ซึ่งทำตำหนิได้ดี นอกจากนี้ หลวงพ่อแดงท่านยังสร้างวัตถุมงคลไว้อีกหลายอย่าง แต่ก็ไม่นิยมมากเท่ากับเหรียญรุ่นแรก

วันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2517 หลวงพ่อแดงมรณภาพอย่างสงบในท่าพนมมือไว้บนอก สิริอายุได้ 96 ปี พรรษาที่ 75 เป็นเจ้าอาวาสวัดเขาบันไดอิฐนาน 45 ปี ทิ้งไว้ซึ่งคุณความดีและเป็นที่พึ่งแก่สานุศิษย์ตลอดมา โดยที่ก่อนมรณภาพท่านเคยพูดกับพระปลัดบุญส่ง ธมัมปาโล รองเจ้าอาวาสขณะนั้นว่า "เมื่อฉันหมดลมหายใจแล้วอย่าเผา ให้เก็บร่างฉันไว้ที่หอสวดมนต์ และให้เอาเหรียญที่ปลุกเสกรุ่น 1 ใส่ปากไว้พร้อมเงินพดด้วง 1 ก้อน ส่วนนี้ฉันเอาไปได้และให้เอาขมิ้นมาทาตัวฉันให้เหลืองเหมือนทองคำ" ซึ่งพระปลัดบุญส่งได้ทำตามที่หลวงพ่อประสงค์ทุกประการ

สำหรับ วัตถุมงคลของหลวงพ่อแดงที่ได้รับความนิยมเป็นที่เสาะหาบูชามีหลายรุ่น เช่น เหรียญรุ่นแรก ปี 2503 มี 2 เนื้อ คือ เนื้อเงิน และเนื้อทองแดง เหรียญรุ่นสอง ปี 2507 ลักษณะคล้ายกับรุ่นแรก เหรียญรุ่นตระกูลโจว ปี 2510 ที่ระลึกครบรอบ 89 ปี เหรียญรุ่นแม่ทัพภาค ปี 2511 และปี 2513 เหรียญรุ่นจ.ป.ร.12 พระผงญาณวิลาศ มีหลายพิมพ์และหลายเนื้อ พุทธคุณในวัตถุมงคลของท่านเด่นทางเมตตามหานิยม
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-09-16 06:55:32


ความเห็นที่ 3 (1390507)

ชมรม พระเครื่อง

แทน ท่าพระจันทร์

สวัสดี ครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน วันนี้เราพูดคุยกันถึงพระอริยสงฆ์สายวิปัสสนากรรมฐานที่มีประชา ชนเคารพนับถือมากรูปหนึ่ง คือ พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ครับ

พระ อาจารย์ฝั้น อาจาโร ท่านเกิดเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ.2442 ที่ตำบลพรรณานิคม อำเภอพรรณานิคม จังหวัด สกลนคร โยมบิดาชื่อเจ้าไชยกุมาร(เม้า) โยมมารดาชื่อนุ้ย สุวรรณรงค์ ประมาณปี พ.ศ. 2461 ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดโพนทอง บ้านบะทอง ตำบล พรรณานิคม

ต่อ มาในปี พ.ศ.2462 ท่านก็ได้อุปสมบทที่วัดสุทธิบังคม อำเภอพรรณานิคม โดยมีพระครูป้อง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์นวล เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์สังข์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ และท่านก็ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดสุทธิบังคม พอออกพรรษา ท่านก็ได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดบะทอง ต่อมาท่านก็ได้พบกับพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2463 ที่วัดป่าภูไทสามัคคี และได้ถวายตัวเป็นศิษย์ของอาจารย์มั่น ต่อมาพระอาจารย์ฝั้นก็ได้พบกับพระอาจารย์ดูลย์ อตุโล ที่วัดโพธิ์ชัย บ้านม่วงไข่ ได้ศึกษาวิธีฝึกจิตตภาวนาเบื้องต้น ต่อมาพระอาจารย์ดูลย์ได้นำพระอาจารย์ฝั้นไปพบกับพระอาจารย์มั่น ที่บ้านตาลโกน อำเภอสว่างแดนดิน ท่านก็ได้ศึกษาอุบายวิธีการภาวนาจากพระอาจารย์มั่น อย่างลึกซึ้งและได้ไปพบกับพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล ที่แนวป่าบ้านหนองดินดำ และไปพบกับพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม ที่บ้านหนองหวาย ท่านได้ศึกษาปฏิบัติธรรมและได้ออกธุดงค์วิเวกไปที่พระพุทธบาทบัวบก อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี

ต่อมาเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ.2468 พระอาจารย์ฝั้นท่านก็ได้เปลี่ยนนิกายจากมหานิกายมาเป็นธรรมยุติกนิกาย ที่วัดโพธิสมภรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โดยมีท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์รถเป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์มุกเป็นพระอนุสาวนาจารย์ แล้วจึงได้กลับไปอยู่กับพระอาจารย์มั่น ที่วัดอรัญวาสี อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย เมื่อออกพรรษาแล้วท่านก็ได้ออกธุดงค์บำเพ็ญเพียรแสวงหาความวิเวกตามป่าช้า ตามป่าเขา ตามถ้ำ ไปในที่ต่างๆ ของจังหวัดอุดรธานี นครพนม อุบลราชธานี ยโสธร อำนาจเจริญ มุกดาหาร ขอนแก่น นครราชสีมา กรุงเทพฯ เชียงใหม่ หนองคาย จนถึงเมืองเชียงตุง เป็นต้น

พระอาจารย์ฝั้นท่านเป็นพระที่มีความ เคารพอ่อนน้อมกับพระเถระผู้ใหญ่ที่เป็นครูบาอาจารย์มาก

วาระสุดท้าย ของท่านมาถึงเมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2520 พระอาจารย์ฝั้นก็ได้มรณภาพที่วัดป่าอุดมสมพร ตำบลพรรณานิคม อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร สิริอายุได้ 78 ปี พระอาจารย์ฝั้นท่านเป็นพระอริยสงฆ์ที่ประชาชนเคารพเลื่อมใสศรัทธาในตัวท่าน มาก

สำหรับเหรียญรุ่นแรกของท่านนั้นสร้างโดยคณะศิษย์ทหารอากาศสร้าง ถวายในปี พ.ศ.2507 มีทั้งเนื้ออัลปาก้าและเนื้อทองแดงครับ ปัจจุบันเหรียญรุ่นนี้หายากครับ สนนราคาหลักแสนครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-09-16 06:52:21


ความเห็นที่ 2 (1390506)

เหรียญ-ผ้าประเจียด (1) วัตถุมงคลดังพ่อโอภาสี

คอลัมน์ มุมพระเก่า
อภิญญา

สมัย สงครามอินโดจีน พระเกจิอาจารย์ดังหลายองค์ต่างเป็นที่พึ่งทางกายและใจของบรรดาทหารหาญ และชาวบ้าน ดังนั้น วัตถุมงคล-เครื่องรางของขลังของพระเกจิอาจารย์ในยุคนั้น จึงโด่งดังมาจนทุกวันนี้ และมีมูลค่าในการเช่าหาที่ค่อนข้างสูง "ผ้าประเจียด" ของ หลวงพ่อโอภาสี แห่งอาศรมบางมด กรุงเทพฯ เป็นเครื่องรางอย่างหนึ่งที่ตราตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้คนสมัยนั้น เพราะมีคุณานุภาพอันวิเศษยิ่ง

ท่านจัดพิธีปลุกเสกที่วัดบวรนิเวศ โดยอาราธนาที่ทรงวิทยาคมมาร่วมพิธีด้วย 3 รูปคือ หลวงพ่อแฉ่ง วัดบางพัง นนทบุรี, หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อยุธยา และ หลวงพ่อจาด วัดบางกะเบา ฉะเชิงเทรา เมื่อทหารนำไปใช้ปฏิบัติการในสมรภูมิ ปรากฏว่ายิงไม่ออกบ้าง ยิงไม่ถูกบ้าง ข้าศึกเห็นทหารไทยก็พากันเสียขวัญ ถึงขนาดตั้งฉายาให้ว่า "ทหารผี" ไม่เพียงเท่านั้น พระเครื่องต่างๆ ของท่าน ยังสร้างประสบการณ์ให้ผู้คนร่ำลือมากมาย และเชื่อในความขลังไม่รู้คลาย


หลวง พ่อโอภาสี เป็นศิษย์เอกองค์หนึ่งของ หลวงพ่อกบ วัดเขาสาลิกา จ.นครนายก ซึ่งสำเร็จทางเตโชกสิณ มีนามเดิมว่า "ชวน" เป็นชาวจ.นครศรีธรรมราช บุตรของ นายมิตร-นางล้วน นามสกุล "มลิวัลย์" อายุได้ 5 ขวบ บิดามารดานำไปฝากไว้กับอาจารย์ ณ สำนักวัดใต้ เพื่อเล่าเรียนหนังสือ ก่อนจะนำไปฝากบวชเป็นสามเณร ณ สำนักวัดโพธิ์ โดยมีท่านอาจารย์ที่วัดนี้เป็นพระอุปัชฌาย์

เล่าเรียนพระปริยัติธรรม อยู่เป็นเวลานานพอสมควรจนความรู้แตกฉาน จึงได้ลาบิดา และมารดาเดินทางมาศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ โดยฝากตัวเป็นศิษย์ของสมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์ วัดบวรนิเวศวิหาร

ศึกษาได้ ระยะหนึ่งจึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ และเล่าเรียนทางด้านพระพุทธศาสนาในวิชาการต่างๆ เป็นเวลานานหลายปี จึงได้เข้าสอบไล่แปลพระปริยัติธรรม สอบได้เปรียญ 3 ประโยค กระทั่งถึงเปรียญ 7 ประโยคตามลำดับ

ท่านมหาชวนได้เป็นที่เคารพของประชาชน ทำให้คนรู้จักท่านมากขึ้น เพราะเห็นว่าการปฏิบัติภารกิจประจำวันของท่านเริ่มเปลี่ยนไป เพราะแทนที่จะนั่งหลับตาภาวนาเหมือนกับพระเกจิอาจารย์อื่นๆ แต่ท่านกลับบูชาเพลิงพร้อมกันไปด้วย

ไม่ว่าของสิ่งนั้นจะเป็น ทรัพย์สินเงินทองมีค่าใดๆ ก็ถูกนำเอาไปโยนเข้ากองไฟเสียหมด ไม่มีการเสียดายด้วยประการใดทั้งสิ้น แม้ท่านจะเผาไปมากเท่าใด ก็มีผู้ศรัทธานำไปถวายให้เผามากยิ่งขึ้น

สิ่งของที่ท่านนำไปบูชา เพลิงนั้น หากท่านผู้ใดต้องการจะขอ ท่านก็ยินดีให้ การกระทำของท่านประชาชนจึงนำไปวิพากษ์วิจารณ์กันทั่วกรุง บางคนก็มองในแง่อัศจรรย์ ซึ่งไม่เคยพบเห็น บางคนก็คิดว่าท่านวิกลจริต เพราะได้เห็นท่านมุ่งการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน โดยจะจุดธูปเทียนบูชาพระมีควันตลบอบอวลไปทั่วห้อง ทำให้บางคนคิดว่าไฟกำลังไหม้กุฏิของท่าน

แต่เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆ จะเห็นท่านนั่งสงบอยู่ที่หน้าบูชาพระในลักษณะของผู้ที่กำลังทำสมาธิ จึงจะเข้าใจว่าท่านเริ่มปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน โดยที่ตัวท่านเองไม่มีความกังวลใดๆ ทั้งสิ้น แต่จะยึดมั่นความสันโดษเป็นที่ตั้ง และท่านจะฉันอาหารเพียงมื้อเพลมื้อเดียวเท่านั้น

เหรียญ-ผ้าประเจียด (จบ) วัตถุมงคลหลวงพ่อโอภาสี
คอลัมน์ มุมพระเก่า
อภิญญา

เคย มีคนบอกว่า "หลวงพ่อโอภาสี" มื้อหนึ่งท่านฉันอาหารไม่เกิน 3 คำ แต่ท่านก็ดำรงชีวิตอยู่ได้ นับว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์อย่างมาก สิ่งที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือ ที่หน้าโต๊ะบูชาในกุฏิของท่านและบริเวณรอบๆ จะเต็มไปด้วยพระบรมรูปหล่อ และพระบรมรูปฉายของพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นจำนวนมากมาย

ทุกวันเมื่อฉันเพลเสร็จท่านจะเข้าห้องเพื่อทำสมาธินานจนกระทั่ง ถึง 4 โมงเย็น หลังจากนั้นก็จะไปทำวัตรสวดมนต์เย็นในโบสถ์ เสร็จแล้วก็จะกลับเข้าห้องบำเพ็ญภาวนาทำสมาธิต่อไปจนเช้าของอีกวันหนึ่ง

เมื่อ ท่านปฏิบัติเช่นนี้นานเข้า ได้มีผู้ที่เคารพไปหา ท่านมักจะกล่าวเสมอๆ ว่า "มหาชวนนั้นตายไปแล้ว อาตมาไม่ใช่มหาชวน" แต่ถ้าถามถึงอายุ ก็จะได้รับคำตอบว่า "อายุของอาตมานั้นไม่ทราบ แต่เวลานี้ 60 ปีเศษแล้ว" ทุกคนที่ได้ฟังต่างก็แปลกใจและตีความหมายไม่ออก จึงทำให้มีผู้เชื่อกันไปว่า หลวงพ่อโอภาสีมิใช่ตัวของมหาชวนโดยแท้จริง แต่เป็นวิญญาณของเทพเจ้าหรือผู้วิเศษองค์หนึ่งที่มาอาศัยร่างของมหาชวนอยู่ เท่านั้น


ประมาณ ปี พ.ศ.2484 หลวงพ่อโอภาสีได้ออกจากสำนักวัดบวรนิเวศวิหาร นัยว่าเสด็จพระอุปัชฌาย์ไม่ทรงโปรดการกระทำของท่าน และได้จาริกธุดงค์ไปยังจังหวัดต่างๆ จนพบกับองค์พจนสุนทร พระอาจารย์ที่เชี่ยวชาญในการค้นคว้าเรื่องวิญญาณ และได้รับคำแนะนำให้ไปอยู่ที่ ต.บางมด อ.บางขุนเทียน ซึ่งมีศาลเจ้าอยู่ด้วย

เมื่อ เดินทางไปยังสถานที่ดังกล่าวก็เกิดความพอใจและได้ปักกลดลงในที่ของนายเนียม คหบดี ซึ่งเป็นผู้ที่ศรัทธาในพระพุทธศาสนาคนหนึ่งในย่านนั้น ในตอนกลางคืน ท่านได้ใช้ความสงบวิเวกในบริเวณสวนนี้ทำกิจของท่านด้วยการนั่งหลับตาพนมมือ เข้าสมาธิอยู่ใกล้กับกองไฟที่ท่านสุมไว้อย่างสว่างไสว

ต่อมาเจ้าของ สวนและชาวบ้านละแวกนั้นได้เรียกชื่อท่านว่า "หลวงพ่อโอภาสี" และได้พร้อมใจกันสร้างกุฏิเล็กๆ ถวายเพื่อป้องกันแดดฝน แต่ท่านก็ไม่ได้สนใจมากนัก และก็ยังคงการสุมไฟไว้ตลอดทั้งคืน

ใน เวลาต่อมา การก่อไฟของหลวงพ่อได้กลายมาเป็นการเผาจตุปัจจัยสิ่งของต่างๆ ที่ประชาชนนำมาถวาย เป็นต้นว่า ธนบัตรนับจำนวนหมื่นๆ ผ้าที่ประชาชนนำมา ทอด เครื่องอุปโภคบริโภค เครื่องกระป๋อง หรือแม้แต่เครื่องประดับต่างๆ ก็โยนเข้ากองเพลิงทั้งสิ้น


เหล่า ชาวบ้านที่รู้จุดประสงค์ของท่านก็ต่างนำน้ำมันก๊าดไปถวายเพื่อใช้ในการเผา ปัจจัยต่างๆ นั่นเอง ซึ่งหลวงพ่อเคยกล่าวว่า "โดยปกติ แสงไฟที่เผาผลาญสรรพสิ่งอื่นๆ จนมอดไหม้เป็นเถ้าถ่านไปนั้นก็จัดเป็นธาตุที่มีความร้อนสูงอยู่แล้ว แต่ทว่าจิตใจของมนุษย์เรายังมีความร้อนยิ่งไปกว่า กล่าวคือ ร้อนด้วยความโลภ โกรธและหลง ไม่มีที่สิ้นสุด ฉะนั้น การที่อาตมานำเอาจตุปัจจัยไทยทานทั้งหลายที่มีผู้นำมาถวายมาเผาเสียเช่นนี้ ก็เพื่อเป็นพุทธบูชาขอให้ช่วยดับความร้อนในกายใจของมนุษย์ให้หมดไป หรือกล่าวอย่างง่ายๆ ก็คือ เผากิเลสทั้งหลายให้หมดไปนั่นเอง"

หลวง พ่อโอภาสีมรณภาพไปเมื่อวันที่ 31 ต.ค.2498 เป็นเวลาเกือบ 60 ปีแล้ว แต่สังขารยังมิได้มีการเผา ยังคงอยู่ประดิษฐานอยู่ในเจดีย์พระจุฬามณีภายในสวนอาศรมบางมด หรือวัดหลวงพ่อโอภาสี มีพุทธศาสนิกชนผู้เคารพศรัทธาไปกราบไหว้บูชามิได้ขาด ประหนึ่งท่านยังมีชีวิตอยู่

พระเครื่องและวัตถุมงคลของหลวงพ่อโอภา สีนั้นมีพุทธคุณดีทุกชนิด โดยเฉพาะเหรียญที่มีด้วยกันหลายรุ่น เช่น เหรียญกลมรุ่นแรก ปี 2495, เหรียญรุ่น 2 ปี 2496 เหรียญรุ่น 3 รูปอาร์ม ปี 2497 พิมพ์นิยมมีราวบันได เหรียญรุ่น 4 ปี 2498 เหรียญครุฑแบกเสมา นอกจากนี้ ยังมีพระกริ่งอรหัง ปี 2498 ซึ่งเป็นพระกริ่งที่วงการพระเครื่องเช่าหากันในนาม พระกริ่งหลวงพ่อโอภาสี เนื่องจากได้รับ ทองชนวน (ทองเก่าพันปี) จากหลวงพ่อโอภาสีซึ่งท่านปลุกเสก มาเป็นส่วนผสมในการหล่อสร้างด้วย

คาถาบูชาหลวงพ่อโอภาสี (คาถาอยู่เย็น) คือ "อิติสุคโต อรหัง พุทโธ นโมพุทธายะ ปฐวีคงคา พระภูมะเทวา ขมามิหัง" ให้ภาวนาทุกครั้งที่นึกขึ้นมาได้ อย่างน้อยควร 2 ครั้ง คือเมื่อตื่นนอน และหลังสวดมนต์ก่อนนอน ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-09-16 06:48:31


ความเห็นที่ 1 (1390113)

เหรียญพระธาตุพนม

คอลัมน์ เปิดตลับพระใหม่

พระ ธาตุพนม" ปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญของชาวพุทธสองฝั่งโขง ประดิษฐานอยู่ที่ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ตามตำนานกล่าวว่าสร้างขึ้นใน พ.ศ.8 มีอายุเก่าแก่กว่า 1,500 ปี

ภายในพระบรมธาตุเจดีย์ บรรจุสิ่งของมีค่ามากกว่า 2,500 ชิ้น และบรรจุพระอุรังคธาตุ (กระดูกส่วนหน้าอกของพระพุทธเจ้า) และพระบรมสารีริกธาตุอีกหลายองค์ ตลอดระยะที่ผ่านมามีการบูรณปฏิสังขรณ์รวม 5 ครั้ง

วันที่ 11 สิงหาคม 2518 เกิดเหตุเศร้าสลดใจ พระธาตุพนมล้มพังครืนทลายลงใน ก่อนมีการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่โดยรัฐบาลในสมัย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี

บูรณะสำเร็จเสร็จสิ้นเดือนมีนาคม 2522 สมัย พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรี

ก่อน หน้านี้ ในปี พ.ศ.2520 น.พ.บัญญัติ อติบูรณกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครพนม ในขณะนั้น ได้จัดสร้าง "เหรียญพระธาตุพนม รุ่นพระราชพิธีบรรจุพระอุรังคธาตุ" ไว้แจกจ่ายผู้เข้าร่วมในพระราชพิธีบรรจุพระอุรังคธาตุ

เป็นเหรียญรูป ไข่ มีหูห่วง จัดสร้างเป็นเนื้อเงิน เนื้อทองแดงผิวไฟ เนื้อทองแดงลงยา สีแดง น้ำเงิน เขียว เฉพาะรุ่นมีเปลวแสงรัศมีคล้ายหัวลูกศร (ธนู) ชนิดละ 10,000 เหรียญ

ด้านหน้าเหรียญ ตรงกลางเป็นรูปพระธาตุพนม พื้นหลังเป็นกงล้อธรรมจักร ด้านข้างสองฝั่งจากบริเวณพระธาตุชั้นแรก ไปจนถึงกึ่งกลางพระธาตุ มีแฉกลายเส้นสี่ชั้นซ้อนกัน ถัดลงมามีริบบิ้นพาดลากยาวใต้ฐานพระธาตุ สลักตัวหนังสือนูนระบุคำว่า "พระธาตุพนม"

ด้านหลังเหรียญ มีเส้นสันนูน จากขอบเหรียญด้านซ้ายไปขวาสลักคำว่า "พระราชพิธี บรรจุพระอุรังคธาตุ" ใกล้กันมีลายเส้นคล้ายสลักอักขระไว้ ตรงกลางเหรียญ มีมณฑปช่องว่างใจกลางมณฑปมีผอบ ภายในผอบมีจุด 9 จุดคล้ายพระอุรังคธาตุ บรรจุไว้ ถัดลงมาด้านซ้ายมีช้างแก้ว ด้านขวามีม้าแก้วค้ำมณฑปไว้ ด้านล่างสุดสลัก ปีพุทธศักราช "๒๕๒๐"

เหรียญรุ่นนี้ ประกอบพิธีพุทธาภิเษก วาระเดียวกับเหรียญ 3 รุ่น คือ เหรียญสมโภชพระธาตุพนม, เหรียญพระธาตุ พนม รุ่นพระราชพิธีบรรจุพระอุรังคธาตุ และเหรียญพระธาตุพนม รุ่นยกยอดฉัตรทองคำ

เหรียญนี้ ได้รับการปลุกเสกจากพระเกจิอาจารย์ชื่อดังผู้ทรงวิทยาคมจากสำนักต่างๆ จำนวน 9 รูป หนึ่งในนั้นมีพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร พระเกจิชื่อดังร่วมพิธีด้วย

เหรียญรุ่นดังกล่าว มี 2 บล็อก เป็นบล็อกที่มีแสงรัศมีวิ่งจากยอดพระธาตุคล้ายหัวลูกศร และบล็อกที่มีเปลวแสงรัศมีธรรมดา

เหรียญรุ่นนี้ มีพุทธคุณเข้มขลังครบทุกด้าน ด้วยได้รับการปลุกเสกจากสุดยอดเกจิที่เปลี่ยมล้นด้วยเมตตาและวิทยาคมสูงส่ง นั่งภาวนาจิตปลุกเสก ราคาเช่าหาบูชาในปัจจุบัน สภาพสวยๆ หลัก 500-1,000 บาท เป็นอีกเหรียญที่ควรเก็บสะสม

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-09-12 08:24:16



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2010 All Rights Reserved.
Wachon Nim

สร้างลิงค์ของโปรไฟล์ในแบบที่เป็นตัวคุณเอง