ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > พระ - เหรียญ รุ่น ภปร+สก

พระ - เหรียญ รุ่น ภปร+สก


คอลัมน์ รอบด้านวงการพระ

โดย อริยะ เผดียงธรรม

 


รุ่นเปิดขุมทรัพย์

* "โอตตัปปะคือ ความเกรงกลัวต่อการทำบาปไม่กล้าทำบาป แม้ถูกจ้างวาน ถ้ารู้ว่าเป็นบาป เราก็ไม่กล้าทำยอมอด เราจะเกิดโอตตัปปะ เพราะฉะนั้นจิตใจเราจะสะอาดบริสุทธิ์มาก" สาระธรรมมงคล หลวงปู่ท่อน ญาณธโร วัดศรีอภัยวัน จ.เลย* เปิดสั่งจองแล้ว "พระแสงดาบอาญาสิทธิ์ เหล็กน้ำพี้ สมเด็จพระเจ้าตาก สินมหาราช รุ่นเปิดขุมทรัพย์" เนื้อโลหะโบราณ ปิดทองเครื่องทรง พิธีมหามังคลาภิเษก ณ วัดระ ฆังโฆสิตาราม บางกอกน้อย กรุงเทพฯ ในวันที่ 28 ธ.ค. 2553 เวลา 13.19 น. จัดสร้างตามจำนวนสั่งจอง โดยเปิดให้สั่งจองเพียง 90 วันเท่านั้น วัตถุประสงค์เพื่อหารายได้จัดสร้างศาลาการเปรียญ และศูนย์ปฏิบัติธรรม และ อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ วัดขุมบ่อทรัพย์ จ.ตราด ติดต่อสั่งจองสอบถามรายละเอียดได้ที่ วัดขุมบ่อทรัพย์ จ.ตราด โทร.08-1431-4088 วัดระฆังโฆสิตาราม ตำหนักแดง คณะ 2 กรุงเทพฯ โทร.08-5359-7401, 08-6028-1263 สำนักงานจูมทองการช่าง กรุงเทพฯ โทร. 0-2866-5388, 08-1255-2511* ได้ชื่อว่าเป็นอดีตพระเกจิอาจารย์รูปหนึ่งสายเขาอ้อ จ.พัทลุง ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก "พระอาจารย์นำ แก้วจันทร์" เพราะท่านเป็นพระท


พระอาจารย์นำ,หลวงปู่นำ

ี่เคร่ง ในศีลปฏิบัติและมีจิตเมตตากรุณา ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้ที่พบเห็น ท่านได้ช่วยเหลือเกื้อกูลต่อสังคมโดยส่วนรวมมากมาย และยังเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของพี่น้องชาวไทยและชาวต่างชาติ* วัตถุมงคลที่ท่านได้จัดสร้างและอธิษฐานจิตปลุกเสกไว้มีมากมาย ล้วนได้รับความนิยมจากวงการพระเครื่อง จนราคาในปัจจุบันแพงและหายากอย่างเช่น "เหรียญรูปไข่ รุ่น ภปร" ซึ่งสร้างขึ้นในการพระราชทานเพลิงศพพระอา จารย์นำ แก้วจันทร์ ปี 2520 เหรียญรุ่นนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเครื่องหมาย "ภปร" ประดิษ ฐานไว้หลังเหรียญ นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงเสด็จพระ ราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพด้วยพระองค์เอง พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ณ เมรุชั่วคราว วัดดอนศาลา อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ซึ่งมีลูกศิษย์ลูกหาคณะศรัทธาพระอาจารย์นำจำนวนมากร่วมไว้อาลัยเป็นครั้งสุด ท้าย* เหรียญรุ่นนี้จัดสร้างเพียง 10,000 เหรียญเท่านั้น และหมดในชั่วพริบตาเดียว เป็นเหรียญที่หมดเร็วมากเป็นประวัติ ศาสตร์ของการสร้างเหรียญในประเทศไทยก็ว่าได้ เหรียญรุ่นนี้ใช้เนื้อพระกริ่งทักษิณ ชินวโร (รุ่นสุดท้าย) ที่ได้ปล


(ภาพบน)

เหรียญพระอาจารย์นำ

(ภาพล่าง)

เหรียญจิ๊กโก๋,มเหศวรปู่นาม

ุกเสก เอาไว้ ผสมกับเนื้อเหรียญรุ่นแรกที่เหลือจากการปั๊มนำมาจัดสร้าง และได้ทำพิธีปลุกเสก ณ อุโบสถ "ภปร" วัดดอนศาลา โดยมี พระเกจิอาจารย์มาร่วมพิธีจำนวนมาก อาทิ พ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง จ.นคร ศรีธรรมราช พ่อท่านแสง วัดคลองน้ำเจ็ด จ.ตรัง พ่อท่านมุม วัดนาสัก จ.ชุมพร หลวงพ่อหมุน วัดเขาแดง จ.พัทลุง เป็นต้น ถือเป็นเหรียญดีมีคุณค่าที่หายากอีกรุ่น ที่นักสะสมต่างหาบูชาและเก็บสะสม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร.08-4354-8157* พระเครื่องตระกูลเก่าของจังหวัดสุพรรณบุรีไม่มีใครไม่รู้จัก "พระมเหศวร" ซึ่งเป็นยอดพระในเบญจภาคี หนึ่งในยอดขุนพล พุทธคุณเทียบเท่า "พระผงสุพรรณ" นักเลงพระรุ่นเก่านิยมเรียกว่า "พระสวน" ตามพุทธลักษณะองค์พระที่สวน กัน พ้องมงคลนาม "พระอิศวร" ซึ่งมีฤทธิ์อำนาจมากเหนือบรรดาเทพเทวดาทั้งปวง ด้วยอิทธิฤทธิ์ปาฏิ หาริย์ และประสบการณ์ของผู้บูชาพระมเหศวรเป็นประจักษ์พยานยืนยันว่าสุดยอดทุกด้าน จากหลักฐานในใบ ลานทอง 3 แผ่น ที่พบในกรุจารึกประวัติ ศาสตร์การสร้างพระเครื่อง * สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงแปล ความว่า "ศุภมัสดุ ๑๒๖๕ สิทธิการิยะ บรมกษัตริย์พระยาศรีธรรมโศกราชเป็นผู้ศรัทธาสร้าง แลพระฤๅษีพิลาไลย์ กับ พระฤๅษีสี่ตน จึ่งอัญเชิญเทวดามาช่วยกัน เสกด้วยมนต์คาถาครบ ๓ เดือน ถ้าผู้ใดพบเห็นให้รีบเอาไปไว้สักการบูชาเป็นของวิเศษ แม้จะมีอันตรายประการใดก็ดี ให้อาราธนาผูกไว้ที่คอ คุ้มครองภยันตรายได้ทั้งปวง จะออกรณรงค์สงคราม ให้ประสิทธิ์ด้วยศัสตราอาวุธทั้งปวง"* ล่าสุด พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง "หลวงปู่นาม" วัดน้อยชมภู่ จ.สุพรรณบุรี ได้สร้าง "พระมเหศวร" เฉกเช่นเดียวกับของเก่า ด้วยการเชิญพระรัตนตรัยเป็นประธานบรรจุพุทธคุณ อัญเชิญบารมีพระมหากษัตราธิราชในอดีตกาล อัญเชิญพระฤๅษีทั้ง 108 มาปลุกเสกบรรจุพุทธคุณ และอัญเชิญนะโภคทรัพย์ประทับไว้เป็นสัญลักษณ์ ให้รู้ว่าใครใช้พระองค์นี้มีแต่เจริญ ด้วยโภคทรัพย์เงินทอง ไม่รู้จักคำว่า "จน" สร้างไว้ 3 เนื้อคือ เนื้อชินตะกั่ว และเนื้อฝาบาตร ขณะนี้กำลังเปิดให้สั่งจอง รับพระได้หลังงานกฐินที่ 7 พ.ย.2553 ส่วนเนื้อผงหลวงปู่นามมีดำริให้นำไปบรรจุกรุของวัด กว่าจะเปิดก็ต้องใช้เวลา 80-100 ปี ใครพลาดรุ่นนี้ก็รอเวลาเปิดกรุก็แล้วกัน หรือหาบูชาเหรียญจิ๊กโก๋หลวงปู่นามไปพลางๆ ก่อน ไปดูตามศูนย์พระเครื่องชั้นนำทั่วไป*



ผู้ตั้งกระทู้ Admin กระทู้ตั้งโดยเว็บมาสเตอร์ :: วันที่ลงประกาศ 2011-01-22 10:25:14


1

ความเห็นที่ 63 (2985085)

ปูม"พระไพรีพินาศ" ยอดนิยมแห่งวัดบวรฯ

วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 14:10:25 น.

 

 



 


ช่วง ที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงครองตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร "พระไพรีพินาศ" ถือเป็นพระประจำพระองค์ท่านและเป็นพระที่มีชื่อเสียงของวัดบวรฯ

วัด บวรฯได้เริ่มสร้างพระไพรีพินาศเป็นครั้งแรก เมื่อสมเด็จพระสังฆราชเข้ารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบวรฯ ประมาณปี 2504 เป็นปีแรก แต่ไม่ได้สร้างทุกปี

เพิ่งมาสร้างทุกปีตั้งแต่ปี 2521 และรุ่นที่ได้รับความนิยมจากนักสะสมและเซียนพระทั้งหลาย คือ รุ่นปี 2528 และรุ่นปี 2534

แต่ หลังจากพระองค์ประชวร ทุกวันที่ 3 ตุลาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันประสูติของสมเด็จพระสังฆราช ทางวัดบวรฯจะสร้างพระไพรีพินาศเพื่อแจกให้ประชาชนเอาไว้บูชา นับรวมตั้งแต่วัดบวรฯเริ่มสร้างพระไพรีพินาศจนถึงปัจจุบัน น่าจะมีไม่ต่ำกว่า 50 รุ่น

พระโสภณคณาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรฯ เล่าว่า พระไพรีพินาศของวัดบวรฯ เป็นพระที่มีชื่อเสียง องค์จริงตั้งอยู่ ณ เก๋งบนชั้นสองด้านทิศเหนือของพระเจดีย์ใหญ่ วัดบวรฯสร้างขึ้นจากหินลาวา

สันนิษฐาน ว่านำมาจากประเทศอินโดนีเซีย โดยมีศิลปะใกล้เคียงกับบุโรพุทโธ พระไพรีพินาศที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยม คือรุ่นที่สร้างขึ้นแรกๆ อาทิ พระกริ่งไพรีพินาศ พระชัยวัฒน์ไพรีพินาศ เป็นต้น


นอก จากนี้ วัดบวรฯยังสร้างพระไพรีพินาศเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวันคล้ายวันประสูติของ สมเด็จพระสังฆราช อาทิ พระไพรีพินาศเนื้อผงนพคุณ ฉลองพระชนมายุ 100 พรรษา พระกริ่งไพรีพินาศเนื้อทองคำ รุ่นแรก มีพระนามย่อ "ญสส" รุ่นปี 2533 และสร้างเหรียญพระไพรีพินาศ รุ่นแรก ที่มีชื่อย่อ "ญสส" ปี 2533 รวมทั้งมีการสร้างพระไพรีพินาศอีกหลายรุ่นที่เป็นพระผง ซึ่งมีมวลสารมงคลจากสถานที่ต่างๆ

ขณะที่ "พระราชรัตนมงคล "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เล่าเกร็ดเกี่ยวกับพระไพรีพินาศ ซึ่งเป็นพระที่มีชื่อเสียงของวัดบวรฯว่า สมเด็จพระสังฆราชเคยเล่าให้อาตมาฟังว่า จุดเริ่มต้นของพระไพรีพินาศนั้นราวปี 2391 มีคนนำมาถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งทรงพระผนวชอยู่วัดบวรฯ

พระไพรีพินาศองค์นี้ ทรงแสดงอภินิหารให้ปรากฏ โดยบรรดาอริราชศัตรูที่คิดปองร้ายรัชกาลที่ 4 ต่างพ่ายแพ้ พระองค์จึงโปรดให้ถวายพระนามพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวว่า "พระไพรีพินาศ"

ทั้งนี้ สมเด็จพระสังฆราชเคยสงสัยว่าพระไพรีพินาศองค์นี้ว่าสร้างจากอะไร จึงได้ลองถอดแม่พิมพ์และจำลองมาไว้ที่ตำหนักคอยท่าปราโมช 1 องค์ ก็พบว่าพระไพรีพินาศเป็นพระพุทธรูปศิลา หน้าตักกว้าง 33 เซนติเมตร และมีความสูงถึงปลายรัศมี 53 เซนติเมตร

ด้วยเหตุนี้ ทำให้คนส่วนใหญ่ต้องการพระไพรีพินาศไว้บูชา เพื่อให้ศัตรูที่คิดร้ายพ่ายแพ้ ส่วนเรื่องการสร้างพระไพรีพินาศเป็นวัตถุมงคลนั้น เริ่มสร้างประมาณปี 2495 ซึ่งส่วนใหญ่ทางวัดเป็นผู้สร้าง พระองค์จะไม่นิยมสร้างวัตถุมงคล

การ แจกพระของสมเด็จสังฆราชนั้นพระองค์จะไม่แจกเฉพาะพระ แต่จะแจกธรรมะด้วย ทุกครั้งที่พระองค์แจกพระไพรีพินาศหรือว่าอะไรก็แล้วแต่ จะต้องมีหนังสือหรือว่าธรรมะด้วย ไม่เคยแจกพระอย่างเดียว

ด้าน "วัธนชัย มุตตามระ" หรือ "แทน ท่าพระจันทร์" บอกเล่าถึงพระไพรีพินาศ วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหารว่า พระพุทธรูปองค์นี้ มีผู้นำมาถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เมื่อยังทรงพระผนวชอยู่ราว พ.ศ.2391 ก่อนถวายพระนามว่า "พระไพรีพินาศ"

เมื่อ ปลายปี พ.ศ.2495 ถือเป็นครั้งเเรกที่มีการสร้างพระไพรีพินาศเป็นพระเครื่อง โดยมีพระกริ่งไพรีพินาศ พระชัยวัฒน์ไพรีพินาศ เเละเหรียญพระไพรีพินาศ ซึ่งได้รับความนิยมจากเซียนพระจากอดีตถึงปัจจุบัน

"พระกริ่งไพรี พินาศ จะมีสองพิมพ์คือบัวเหลี่ยมเเละบัวเเหลม องค์หนึ่งราคาเช่าหลายเเสนบาท ขณะที่พระชัยวัฒน์ไพรีพินาศราคาจะอยู่ที่หลักเเสนต้นๆ เเล้วเเต่ความสวย ด้านเหรียญพระไพรีพินาศ หากเป็นเนื้อทองคำ ราคาเช่าสูงประมาณสองถึงสามเเสนบาท ส่วนเนื้อทองเเดงราคาเช่ามีตั้งเเต่ระดับหลักหมื่นขึ้นไป"

ส่วน "จ่าโกวิท แย้มวงษ์" เจ้าของนิตยสารอภินิหารพระเครื่อง กล่าวว่า พระไพรีพินาศเป็นพระเก่าแก่ชื่อดัง ทั้งพระกริ่งไพรีพินาศเเละพระชัยวัฒน์ไพรีพินาศได้รับความนิยมเเละเป็นที่ รู้จักดีของผู้ที่นิยมพระ โดยมีราคาเช่าในระดับหลักเเสนบาท มีผู้เคารพบูชาในเรื่องความศํกดิ์สิทธิ์ ให้ผู้ที่จะมาทำมิดีมิร้ายหรือศัตรู ต่างมีอันเป็นไปและพ่ายแพ้ภัยตนเอง

"เมื่อ ต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา พล.ต.ท.นเรศ นันทโชติ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค1 (ผบช.ภ.1) ก็เป็นประธานในการจัดสร้างพระไพรีพินาศขึ้นเพื่อการสร้างขวัญกำลังใจและความ เป็นสิริมงคลยึดเหนี่ยวจิตใจในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจภูธรภาค 1 ก็ถือเป็นตัวอย่างการได้รับความศรัทธาได้เเละความนิยมได้อย่างดี" จ่าโกวิทกล่าว

เป็นอีกหนึ่งพระเกียรติคุณของสมเด็จพระสังฆราช
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-10-28 08:11:00


ความเห็นที่ 62 (1482945)


เหรียญคุ้มเกล้าปี 2522 'หลวงปู่แหวน'ร่วมปลุกเสก (1)


มุมพระเก่า
อภิญญา


สมเด็จ พระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงกล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า 'ทรงทำอุปการะก่อนแก่พสกนิกร เพราะทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจโดยธรรม อีกทั้งยังให้ความสุข ความเจริญแก่พสกนิกร ชื่อว่าทรงเป็นบุพการีของพสกนิกร ซึ่งเหล่าพสกนิกรชาวไทยจักถวายความจงรักภักดีเป็นล้นพ้นดุจบิดาของตน'

ดัง นั้น เมื่อมีการสร้างวัตถุมงคลที่ระลึกต่างๆ จึงมีผู้ให้ความสนใจอย่างมาก เพราะคนไทยทั้งปวงต่างเชื่อมั่นว่า ผู้ใดมีพระบรมฉายาลักษณ์ไว้บูชาจะนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคลสูงสุดและปลอดภัย จากภยันตรายทั้งมวล จึงทำให้วัตถุมงคลที่จัดสร้างเป็นที่ระลึก ซึ่งมีพระบรมรูปและพระปรมาภิไธยย่อ 'ภปร' ไม่ว่าจะเป็นพิมพ์ไหน แบบไหน ปีไหนล้วนเป็นที่ปรารถนาและทรงคุณค่าอย่างยิ่ง รวมทั้งมีมูลค่าในการสะสมเพิ่มขึ้นไปตามกาลเวลา

ตลอดปี 2554 ซึ่งตรงกับปีมหามงคลที่พระองค์ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ 84 พรรษา นอกจากจะมีการจัดสร้างวัตถุมงคลเพื่อเป็นที่ระลึกและร่วมเทิดพระเกียรติแล้ว ยังส่งผลให้พระเครื่องและของที่ระลึกรุ่นเก่าๆ ของรัชกาลที่ 9 กลับมาได้รับความนิยมและเป็นที่เสาะหากันอย่างคึกคักอีกครั้ง

อย่างเช่น วัตถุมงคลดี พิธีใหญ่ 'เหรียญคุ้มเกล้า' สร้างเมื่อปี 2522 ที่หลายคนต่างหาเช่าเก็บไว้บูชา

ด้วยเหตุที่เป็น 'ของดี' ที่เสด็จฯ ทรงประกอบพิธีเททอง

สำหรับ 'เหรียญคุ้มเกล้า' มีประวัติการสร้างดังนี้ เนื่องในวาระครบรอบ 30 ปีของการให้บริการโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช เมื่อ 27 มีนาคม 2522 กองทัพอากาศได้ดำริสร้างอาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉินขนาดใหญ่สูง 12 ชั้นที่ทันสมัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศลและเสริมสร้างบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมบรรดาผู้ป่วยทั้ง หลายไปชั่วกาลนาน โดยสิ้นค่าใช้จ่ายกว่า 600 ล้านบาท จากเงินที่ประชาชนทั่วประเทศร่วมใจกันบริจาค

ในการรณรงค์หาทุนสร้าง 'อาคารคุ้มเกล้าฯ' และจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยไว้ใช้ในอาคารคุ้มเกล้าฯ กองทัพอากาศได้จัดสร้าง 'วัตถุมงคลคุ้มเกล้า' ขึ้นเพื่อสมนาคุณแก่ผู้มีจิตศรัทธา ให้การสนับสนุน ประกอบด้วย พระพุทธรูปบูชา พระกริ่ง และเหรียญพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระปรมาภิไธยย่อ 'ภปร' ประดิษฐานที่เหรียญ และทรงให้ช่างในพระองค์เป็นผู้ปั้นแบบเหรียญพระบรมรูปด้านหน้าเป็นพระบรม ฉายาลักษณ์ ด้านหลังเป็นพระปรมาภิไธยย่อ 'ภปร'

เหรียญคุ้มเกล้า ปี 2522 'หลวงปู่แหวน'ร่วมปลุกเสก (จบ)

มุมพระเก่า
อภิญญา


พิธี ลงอักขระแผ่นทอง นาก เงิน แผ่นยันต์อักขระที่ใช้สร้าง 'เหรียญคุ้มเกล้า' ได้จัดพิธีลงอักขระ ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพ มหานคร โดยมี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นประธานพร้อมด้วย สมเด็จพระราชาคณะและพระเถระผู้ใหญ่รวม 60 รูป ทำพิธีลงอักขระแผ่น ทอง นาก เงิน เป็นปฐมฤกษ์ หลังจากนั้นได้นำแผ่น ทอง นาก เงิน ไปให้พระเถราจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิทั่วประเทศ จารึกอักขระจนครบ 1,250 รูป

พิธี เททองหล่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถเสด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปทรงเททองหล่อพระพุทธรูปคุ้มเกล้าฯ ณ วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ซึ่งตรงกับวันที่ 'หลวงปู่แหวน สุจิณโณ' มีอายุครบ 97 ปี เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2527 โดยมีสมเด็จพระสังฆราช พร้อมด้วยพระเถระผู้ใหญ่ผู้ทรงคุณอีก 9 รูป เจริญชัยมงคลคาถา ในโอกาสนี้ได้ทรงทำพิธีหลอมแผ่นทอง นาก เงิน ที่ได้ทำพิธีลงอักขระแล้ว เป็นชนวนนำไปสร้างวัตถุมงคลคุ้มเกล้าต่อไป

จากนั้น ประกอบพิธีพุทธาภิเษกหมู่อย่างใหญ่โตมโหฬาร 4 วัน 4 คืน 6-9 เมษายน 2527 โยงสายสิญจน์จากพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามมายังปะรำพิธี ณ ท้องสนามหลวง นิมนต์พระเถรานุเถระผู้ทรงคุณ เกจิอาจารย์ดัง 108 รูปจากทั่วประเทศผลัดเปลี่ยนกันนั่งปรกปลุกเสกตลอดรวม 4 คืน อาทิ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี, หลวงปู่ดูุลย์ วัดบูรพาราม, หลวงปู่แหวน วัดดอยแม่ปั๋ง, หลวงปู่ครูบาพรหมจักร วัดพระพุทธบาทตากผ้า, หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังก์วิเวการาม, หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง เป็นต้น

โดยเฉพาะ 'หลวงปู่แหวน' ที่มาร่วมนั่งปรกอธิษฐานจิต นับว่าเป็นวาระพิเศษส่งผลให้วัตถุมงคลรุ่นนี้ไม่ธรรมดาในสายตาของนักสะสม มีผู้กล่าวถึงและว่าท่านสำเร็จเป็นพระอรหันต์ เปี่ยมล้นด้วยเมตตาธรรม และมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่างๆ วัตถุมงคลของท่านต่างร่ำลือในความเข้ม มีผู้นิยมแสวงหาไว้พกพาติดตัว เพื่อความเป็นสิริมงคล

เหรียญทุกรุ่น ที่หลวงปู่แหวนอธิษฐานจิตปลุกเสก พุทธคุณโดดเด่นในเรื่องเมตตามหานิยม ค้าขายเจริญรุ่งเรือง การเดินทางแคล้วคลาดปลอดภัย สยบสิ่งชั่วร้ายต่างๆ นานา วัตถุมงคลที่นิยมมากคือ 'เหรียญหลวงปู่แหวนรุ่นแรก พิมพ์หน้าวัว'

สำหรับ วัตถุมงคลรุ่นคุ้มเกล้า ในวันแรกของพิธี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปทรงจุดไฟพระฤกษ์ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม มอบให้พล.อ.อ.ประพันธ์ ธูปะเตมีย์ ผบ.ทอ. อัญเชิญเข้าขบวนแห่มายังปะรำพิธี จากนั้นในเวลา 19.19 น. สมเด็จพระสังฆราช เสด็จมาจุดเทียนชัยจากไฟพระฤกษ์

เริ่มพิธีพุทธาภิเษกจนถึงรุ่งอรุณของวันที่ 4 สมเด็จพระญาณสังวรฯ เป็นประธานดับเทียนชัย เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีพุทธาภิเษก

นับเป็นพิธีพุทธาภิเษกที่ต้องจารึกเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์ว่า พิธีนี้ใหญ่จริงๆ

ยาม นี้จึงมีประชาชนถวิลหาเช่าบูชา'เหรียญคุ้มเกล้า' กันอย่างกว้างขวาง ทั้งในแวดวงเซียนพระเองก็ตาม ต่างเก็บเหรียญนี้ เพื่อเก็งกำไรเพราะเชื่อว่ารุ่นนี้มีอนาคตสดใส ซึ่งก็เป็นจริงตามที่คาดการณ์เอาไว้ ราคาของเหรียญเริ่มขยับขึ้นเรื่อยๆ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-04-09 06:40:29


ความเห็นที่ 61 (1449233)

 

100 ปี สมเด็จพระสังฆราช "พระองค์แรก" แห่งกรุงรัตนโกสินทร์


อิลลา อิลลาซ : เรื่อง




 

วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2456 เด็กชายผู้หนึ่งถือกำเนิดขึ้นในตระกูล "คชวัตร" ณ ดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ของลำน้ำแคว ในหมู่บ้านรุ่งสว่าง บนถนนปากแพรก ต.บ้านเหนือ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี เป็นบุตรชายคนโตของ นายน้อย คชวัตร ปลัดอำเภออัมพวา จ.สมุทรสงคราม และนางกิมน้อย ทำอาชีพตัดเสื้อ นามว่า "เจริญ" มีน้องชายคลานตามกันออกมาอีก 2 คน

ขณะที่มีอายุได้ 9 ปี เด็กชายเจริญต้องสูญเสียบิดา ทำให้ครอบครัวลำบากมาก จึงย้ายไปอยู่ในอุปการะของ "ป้ากิมเฮง" ผู้เป็นพี่สาวแม่

เด็กชายเจริญสุขภาพไม่สู้ดีนัก เจ็บป่วยออดแอดเป็นประจำ จนมีการไปบนบาน หากหายจากความเจ็บป่วยจะบวชเป็นสามเณร หลังศึกษาเล่าเรียนจนจบชั้นประถมปีที่ 5 จากโรงเรียนประชาบาลวัดเทวสังฆาราม ไม่รู้ว่าจะไปศึกษาต่อที่ไหน จึงหันหน้าเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ มุ่งศึกษาพระธรรม และบวชเณรแก้บนที่ติดค้างไว้

เมื่ออายุ 14 ปี บุตรชายคนโตของตระกูลคชวัตร ตัดสินใจบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดเทวสังฆาราม โดยมี พระครูอดุลยสมณกิจ (พุทฺธโชติ ดี เอกฉันท์) เจ้าอาวาส ซึ่งเรียกกันว่า "หลวงพ่อวัดเหนือ" เป็นพระอุปัชฌาย์

นับแต่นั้นเป็นต้นมา สามเณรก็เดินบนเส้นทางแห่งธรรม โดยไม่หันกลับมาสู่ทางโลกอีกเลย

เด็กชายที่ถือกำเนิดจากบ้านคชวัตร เป็นครอบครัวที่ใจบุญสุนทาน มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา มักจะชอบเล่นเป็นพระ หรือเล่นเกี่ยวกับการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เช่น เล่นสร้างถ้ำ ก่อเจดีย์ เล่นทอดผ้าป่า ทอดกฐิน เล่นทิ้งกระจาด แม้ของเล่นก็ชอบทำของเล่นที่เกี่ยวกับพระ เช่น ทำคัมภีร์เทศน์เล็ก ๆ ตาลปัตรเล็ก ๆ

นิสัยที่แปลกอีกอย่าง คือชอบเล่นเทียน จนป้าต้องหาเทียนมาให้จุดเล่น บางครั้งนั่งเล่นเทียนส่องดูเปลวเทียวจนสว่าง

ทำแบบนี้เรื่อยมา จนกระทั่งได้ครองเพศบรรพชิต

70 กว่าปีต่อมา ใครเลยจะคาดคิดว่าเณรน้อยจากลุ่มแม่น้ำแควจะได้รับพระราชทานสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในราชทินนามเดิม คือสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ. 2532 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9


เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์แรกที่มิได้ทรงเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ แต่ทรงได้รับพระราชทานสถาปนาในราชทินนามพิเศษ คือ "สมเด็จพระญาณสังวร" เป็นพระองค์ที่ 2 เช่นเดียวกับ สมเด็จพระสังฆราช (สุก) เป็นระยะเวลาห่างกันถึง 152 ปี

 



 

 

60 ปี บนเส้นทางธรรม จนก้าวสู่ตำแหน่งผู้นำศาสนากว่า 20 ปี ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจได้สมบูรณ์ครบถ้วนในฐานะประมุขฝ่ายสงฆ์ ผู้นำทางจิตใจเป็นศูนย์กลางแห่งบวรพระพุทธศาสนา

แม้การบรรพชาของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ จะเริ่มต้นจากการบวชแก้บน แต่ก็ทรงอยู่ในความปกครองของหลวงพ่อวัดเหนือ ทรงปฏิบัติรับใช้หลวงพ่อ ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ เรียนรู้การต่อเทศน์ จนขึ้นเทศน์ปากเปล่าให้ญาติโยมฟังในโบสถ์คืนวันพระ ขณะที่ยังเป็นสามเณร

จากนั้นได้เริ่มเรียนบาลี ไวยากรณ์ ที่วัดเสน่หา กระทั่งวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2472 หลวงพ่อวัดเหนือได้พาเจ้าพระคุณสมเด็จฯ เดินทางมากรุงเทพฯ พาไปเข้าเฝ้าถวายตัวต่อ

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงสมณศักดิ์ที่สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เพื่ออยู่ศึกษาพระปริยัติธรรมในสำนักวัดบวรนิเวศ

สมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯทรงพระเมตตารับไว้ ประทานนาม ว่า เจริญ สุวฑฺฒโน ซึ่งมีความหมายว่า "ผู้เจริญดี"

เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ได้ทรงบันทึกเล่าเหตุการณ์เกี่ยวกับการเข้ามาอยู่วัดบวรนิเวศวิหาร ของพระองค์ไว้อย่างน่าสนใจ

มีตอนหนึ่งบันทึกว่า "สมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ นั้น ทรงมีพระเมตตาต่อภิกษุสามเณรทั่วไป โดยเฉพาะสามเณรที่มาจากบ้านนอก ดูจะมีพระเมตตาเป็นพิเศษ ทรงฝึกให้สามเณรอ่านหนังสือพิมพ์ หากสามเณรรูปใดอ่านไม่คล่อง หรือไม่ถูก ก็จะทรงอ่านให้ฟังเสียเอง

ครั้งหนึ่งสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ รับสั่งให้เอากระดาษรองข้างในขวด แต่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ไม่เข้าพระทัย เอากระดาษไปรองก้นขวด พอทอดพระเนตรเห็นเข้าก็รับสั่งว่า "เณรนี่ก็โง่เหมือนกัน" แล้วก็ทรงทำให้ดู

ส่วนความดีพระทัย ที่ปรากฎในบันทึกระบุว่า "ไม่มีปีใดที่ให้ความสุขกาย สุขใจมากเท่ากับคราวที่สอบ ป.ธ.3 ได้" จากนั้นทรงมุ่งมั่นศึกษาเรียนประโยค 4 แต่กลับสอบตก ด้วยเหตุที่ว่า ทรงละเลยเรื่องง่าย ๆ ทรงรู้สึกเสียใจและท้อแท้ใจมาก พอคิดทบทวนและไตร่ตรองดู ได้พบความจริงด้วยพระองค์เองว่า

"การสอบตกนั้นเป็นผลของความประมาท ความหยิ่งทนงในความรู้ของตนเองมากเกินไป คิดว่าสอบได้แน่ ไม่พิจารณาให้รอบคอบ ด้วยสำคัญผิดว่าตนรู้ดีแล้ว จึงทำข้อสอบผิดพลาดมาก มุ่งแต่คาดคะเนหรือเก็งข้อสอบเท่านั้น"

นับแต่นั้นมาทรงตั้งใจศึกษาพระปริยัติธรรม จนสอบได้ เปรียญธรรม 9 ประโยค เรียนภาษาสันสกฤตและภาษาอังกฤษ พอเป็นพื้นฐานให้พระองค์ทรงศึกษาต่อ จนฟัง พูด อ่าน และเขียนภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี แต่ไม่เคยละเลยเป็นธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติในคณะธรรมยุตที่ว่า

"ภิกษุสามเณรพึงปฏิบัติสมาธิ"

ขณะเดียวกัน สมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ ก็ทรงพระเมตตา ทรงมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในโอกาสสำคัญ ๆ

ครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน เสด็จออกทรงผนวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา และเสด็จประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร 15 วัน ทรงปฏิบัติหน้าที่พระอภิบาล

เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงสร้างผลงานในด้านต่าง ๆ มากมาย ทั้งการศึกษา การปกครอง การสั่งสอน เผยแผ่ การก่อสร้างปฏิสังขรณ์ และการสาธารณสงเคราะห์

เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงประกาศเมตตาจิตของผู้จัดตั้งหรือจัดทำเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่คนทั้งหลายว่า

"กรุณา คือความคิดปรารถนาให้ผู้อื่นปราศจากทุกข์ เมื่อเห็นทุกข์เกิดแก่ผู้อื่น ก็พลอยหวั่นใจสงสาร เป็นเหตุให้คิดช่วยทุกข์ภัยของกันและกัน สิ่งที่เป็นเครื่องเปลื้องช่วยบำบัดทุกข์ภัยทั้งหลาย เช่น โรงพยาบาล เป็นต้น ล้วนประกาศกรุณาของท่านผู้สร้าง"

 

 

 



ถวายสักการบูชา

ในวโรกาสที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จะทรงเจริญพระชันษา 100 ปี ในเดือนตุลาคม 2556 นับเป็นอุดมมงคลที่คณะสงฆ์ทั่วประเทศและประชาชน

ทั้งหลายได้ร่วมกันถวายเป็นสักการบูชา เป็นสมเด็จพระสังฆราชที่มีพระชันษายืนยาวที่สุดในรัชสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการผู้จัดการมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับเป็นประธานจัดหาทุนทรัพย์จัดซื้ออุปกรณ์และเครื่องมือแพทย์ โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา จ.กาญจนบุรี เพื่อถวายเป็นสักการบูชาแด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงมีพระราชปรารภพระราชทานแนวทางการจัดหาทุน ให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วม โดยไม่มีการบังคับใด ๆ ทั้งสิ้น

เนื่องจากโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา ตั้งอยู่ จ.กาญจนบุรี อันเป็นพระชาติภูมิของสมเด็จพระสังฆราช ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกระทรวงสาธารณสุข เพื่อก่อสร้าง "ตึก 100 ปี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก" เป็นอาคารคนไข้ ขนาด 298 เตียง สูง 8 ชั้น กำหนดแล้วเสร็จเดือนกรกฎาคม 2555 แต่ยังขาดอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ ที่ต้องใช้งบประมาณถึง 250 ล้านบาท มูลนิธิมหามกุฏฯ ได้จัดจำหน่ายหนังสือคำสอนสมเด็จพระสังฆราช ราคาเล่มละ 100 บาท ผ่านธนาคารพาณิชย์ไทยทุกแห่ง และเชิญชวนหน่วยงานต่าง ๆ ตั้งกองผ้าป่าสามัคคี

เปิดรับบริจาคเงินผ่านธนาคารพาณิชย์ไทยทุกแห่ง ชื่อบัญชี "100 ปี สังฆราชเพื่อ ร.พ.พหลฯ" หรือการบริจาคเงินผ่านเว็บไซต์ของโครงการ www.sangharajacentennial.org
 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-10-04 09:04:47


ความเห็นที่ 60 (1438860)

เหรียญพระพุทธปฏิมากร

คอลัมน์ เปิดตลับพระใหม่
คอลัมน์ เปิดตลับพระใหม่



เมื่อพูดถึงวัตถุมงคลทางภาคใต้ที่มีความเข้มขลังและเป็นที่ต้องการของนักสะสมพระเครื่องวัตถุมงคลทั่วไปแล้ว

ต้องนับรวม "เหรียญพระพุทธปฏิมากร" ปี 2483 รุ่นแรก วัดชนาธิปเฉลิมพระอารามหลวง ต.พิมาน อ.เมือง จ.สตูล เป็นเหรียญยอดนิยมและหาชมได้ยากเหรียญหนึ่งของภาคใต้

สร้างขึ้นเป็นที่ระลึกในงานผูกพัทธสีมา วัดชนาธิปเฉลิม เมื่อปี พ.ศ.2483 มีพระเกจิอาจารย์ภาคใต้หลายท่านร่วมปลุกเสก ส่วนมากเป็นพระอาจารย์สายเขาอ้อ อาทิ หลวงพ่อวัน แห่งวัดประสิทธิชัย จ.ตรัง, พระอาจารย์เอียด วัดดอนศาลา จ.พัทลุง, พ่อท่านหมุน วัดเขาแดงตะวันออก จ.พัทลุง, พระอาจารย์ปาล วัดเขาอ้อ จ.พัทลุง เป็นต้น

ปี พ.ศ.2552 พระปัญญาวุฒิวิมล เจ้าอาวาส จัดสร้าง "เหรียญพระพุทธปฏิมากร ย้อน พ.ศ.2483 รุ่นสอง"

มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดตั้งกองทุนชมรมอนุรักษ์พระปฐมเจดีย์ ภายในวัดชนาธิปเฉลิม และจัดสร้างรูปเหมือนสมเด็จหลวงปู่ทวด สถิตใต้ฐานพระปฐมเจดีย์ รวมทั้งดูแลรักษาพระพุทธรูปประธานเก่าแก่คู่กับวัด

เหรียญพระพุทธปฏิมากร ย้อน พ.ศ.2483 รุ่นสอง เป็นวัตถุมงคลที่พิธีกรรมเข้มขลัง โดยสุดยอดพระเกจิสายเขาอ้อสายใต้ครั้งประวัติศาสตร์ โดยมีคณะกรรมการที่ได้รับอนุญาตให้จัดสร้างจากพระปัญญาวุฒิวิมล เจ้าอาวาสวัดชนาธิปเฉลิม เพียง 5 ท่าน คือ นายประพงศ์ อินทรัตน์ ประธาน, ว่าที่พันตรีพงศ์จักรกฤษณ์ สิทธิบุศย์ รองประธาน, นายยงยุทธ พฤกษะศรี เลขานุการ, นายจำปา คงเพ็ชร เหรัญญิก และนายทัดพล เจียมศุภเศรษฐ์ กรรมการ

เหรียญดังกล่าวจัดสร้างเป็นเนื้อทองแดง และเนื้ออัลปาก้า จำนวน 3,000 เหรียญ ทุกเหรียญตอกโค้ดพระเจดีย์

ด้านหน้าเหรียญ ตรงกลางเหรียญเป็นรูปพระพุทธปฏิมากร พระพุทธรูปประธาน วัดชนาธิปเฉลิม ขอบซ้ายด้านข้างพระพุทธรูปเขียนคำว่า "ที่ระลึกในงาน" และขอบขวาด้านข้าง เขียนคำว่า "ผูกพัทธสีมา" ส่วนใต้พระพุทธรูปเขียนคำว่า "วัดชนาธิปเฉลิม สตูล"

ด้านหลังเหรียญ ไม่มีขอบเหรียญ ตรงกลางเป็นยันต์ ตอกโค้ดพระเจดีย์

ทั้งนี้ เหรียญเนื้อทอง แดง ราคาบูชาเหรียญละ 299 บาท จำนวน 2,000 เหรียญ

เหรียญเนื้ออัลปาก้า (เจดีย์ในยันต์) ราคาบูชาเหรียญละ 999 บาท จำนวน 350 เหรียญ เนื้ออัลปาก้า (เจดีย์นอกยันต์) ราคาบูชาเหรียญละ 599 บาท จำนวน 500 เหรียญ เนื้ออัลปาก้า (เจดีย์คู่) ราคาบูชาเหรียญละ 1,999 บาท จำนวน 100 เหรียญ เนื้ออัลปาก้าชุดกรรมการ จำนวน 50 เหรียญ

เหรียญรุ่นนี้ประกอบพิธีพุทธาภิเษก อย่างยิ่งใหญ่ ณ วัดสำเภาทอง จ.พัทลุง โดยมีพระเกจิอาจารย์สายเขาอ้อนั่งปรกอธิษฐานจิต อาทิ พ่อท่านห้อง เจ้าอาวาสวัดเขาอ้อ, พ่อท่านอุทัย วัดดอนศาลา เป็นต้น

กล่าวได้ว่า เหรียญพระพุทธปฏิมากร ย้อนพ.ศ.2483 รุ่นสอง เป็นเหรียญที่ควรค่าแก่การบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลยิ่ง

ผู้สนใจติดต่อสอบถามได้ที่วัดชนาธิป เฉลิมพระอารามหลวง ต.พิมาน อ.เมือง จ.สตูล
 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-08-14 06:36:46


ความเห็นที่ 59 (1438460)

พระสมเด็จอุณาโลม พิธีใหญ่-พระเกจิดังเสก(1)

มุมพระเก่า
อภิญญา



พระพิมพ์สามเหลี่ยม ปัจจุบันได้รับความนิยมจากนักสะสม เพราะขนาดกะทัดรัดเลี่ยมห้อยคอเหมาะกับทุกเพศทุกวัย ประเภท "ชายก็ได้-หญิงก็ดี" ทุกวันนี้ที่นิยมสุดๆ กระแสแรงติดลมบนไปแล้ว "พระนางพญา" และ "พระสมเด็จจิตรลดา" ซึ่งว่ากันว่ากลายเป็นพระในฝัน เพราะสนนราคาไปไกลสุดที่ใจจะใฝ่คว้ามาครอบครอง

นักสะสมหลายคนจึงหันมามองรุ่นนี้ "พระสมเด็จนางพญา สก." และ "สมเด็จพระอุณาโลมทรงจิตรลดา" จัดเป็นอีกของดี สิ่งมงคลที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระบรมราชานุญาตให้จัดสร้างขึ้นเมื่อปี 2519 โดยสร้างจากมวลสารผงศักดิ์สิทธิ์ของพระเกจิอาจารย์ดังในอดีต และผงศักดิ์สิทธิ์จากสถานที่สำคัญๆ มากมาย

อีกทั้งจัดพิธีพุทธาภิเษกอย่างยิ่งใหญ่ มีพระเกจิคณาจารย์ดังทั้งสายกรรมฐาน และสายพุทธาคมได้รับการอาราธนานิมนต์มานั่งปรกอธิษฐานจิต ณ พระอุโบสถคณะรังษี วัดบวรนิเวศวิหาร ถึง 7 วัน 7 คืน ระหว่างวันที่ 5-12 กรกฎาคม 2519 โดยเฉพาะ "หลวงปู่โต๊ะ" วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพฯ ได้มาร่วมปลุกเสกถึง 5 วันด้วยกัน

พระรุ่นนี้จัดสร้างขึ้นโดย มูลนิธิส่งเสริมการศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เพื่อหารายได้สมทบทุนการก่อสร้างอาคารเรียนสำหรับพระสงฆ์สามเณรภายในวิทยาลัยสงฆ์วังน้อย ซึ่งต่อมาได้ขอตั้งเป็นวัดชื่อ "วัดชูจิตธรรมาราม" และ "มหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย" ตามลำดับ โดยมูลนิธิได้รับพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธยย่อ "ส.ก." มาประดิษฐานไว้ด้านหนึ่งของพระผงสมเด็จพระนางพญานี้ พร้อมทั้งพระราชทานผงดอกไม้และผงธูปที่ทรงบูชาพระพุทธมาเพื่อผสมกับผงศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ รวม 199 ชนิด เพื่อเป็นผงสร้างพระสมเด็จนางพญา ส.ก. และพระสมเด็จอุณาโลม ทรงจิตรลดา ซึ่งคงยากที่จะนำเสนอให้ครบ

เอาแต่เพียงที่สำคัญยิ่งคือ 1. ผงดอกไม้พระราชทาน เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2517 ผงธูปพระราชทาน ผงดอกไม้ที่ล้นเกล้าทั้งสองพระองค์ทรงบูชาพระพุทธชินสีห์ ในเทศกาลเข้าพรรษา 2517 ดอกไม้ที่ล้นเกล้าทั้งสองพระองค์ทรงบูชาพระพุทธชินสีห์ในคราวเสด็จแปรพระราชฐานทักษิณนิเวศน์ 2517 ผงธูปและดอกไม้ หลวงปู่ขาว วัดถ้ำกลองเพล จ.อุดรธานี, อาจารย์ฝั้น วัดป่าอุดมสมพร จ.สกลนคร, อาจารย์วัน วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม จ.สกล นคร หลวงปู่สาม วัดไตรวิเวการาม จ.สุรินทร์ อาจารย์แว่น วัดสุทธาวาส จ.สกลนคร ผงธูปและดอกไม้จากพระอุโบสถ วัดราชบพิธฯ, วัดบวรนิเวศวิหาร, วัดพระศรีรัตนศาสดาราม, วัดเทพศิรินทราวาส วัดพระเชตุพนฯ และวัดอัมพวา 2. ผงดอกไม้ ผงธูปบูชาในพระปฐมเจดีย์มันดุท อินโด นีเซีย ผงพระสมเด็จโต วัดระฆังโฆสิตาราม ผงปูนกะเทาะจากองค์พระทอง วัดไตรมิตรวิทยาราม ผงพระสมเด็จบางขุนพรหม ผงสมเด็จวัดสามปลื้ม ผงพระหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ผงพระหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผงธูป-ทอง หลวงพ่อโสธร จ.ฉะเชิงเทรา เป็นต้น

พระเกจิอาจารย์ดังที่เข้าร่วมปลุกเสกในยุคนั้น แต่ละท่านล้วนเป็นที่เลื่อมใสศรัทธา และมีวิชาอาคมขลังคือ 1.พระครูสันติวรญาณ (สิม) วัดถ้ำผาปล่อง จ.เชียงใหม่ 2.พระเทพวราลังการ วัดป่าสุทธาวาส จ.เลย 3.พระญาณสิทธาจารย์ วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม จ.นครราชสีมา 4.พระอาจารย์อ่อน วัดโพธาราม จ.อุดรธานี 5.พระสุทธสารโสภณ วัดศรีโพนแท่น จ.เลย

6.พระอาจารย์เปลื้อง วัดบางแก้วผดุงธรรม จ.พัทลุง 7.พระสังวรวิมลเถร (โต๊ะ) วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพฯ 8.พระโพธิสังวรคุณ (ไพฑูรย์) วัดโพธินิมิต กรุงเทพฯ 9.พระครูสารธรรมนิเทศ (มา) วัดวิเวกอาศรม จ.ร้อยเอ็ด 10.พระอาจารย์สี มหาวีโร วัดประชาคมวนาราม 11.พระราชธรรมานุวัตร (อ่อน) วัดประชานิคม จ.กาฬสินธุ์

12.พระครูศีลขันธสังวร (อ่อนสี) วัดพระงาม จ.หนองคาย 13.พระครูทัศนปรีชา (ขม) วัดป่าบ้านบัวค่อม 14.พระอาจารย์สาม อกิญจโน วัดไตรวิเวการาม จ.สุรินทร์ 15.พระครูญาณปรีชา (เหรียญ) วัดป่าอรัญญบรรพต จ.หนองคาย 16.หลวงพ่อจ้อย วัดเขาสุวรรณประดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี

17.พระอาจารย์หัวพา วัดป่าพระพนิต จ.หนองคาย 18.พระชินวงศาจารย์ (พุธ) วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา 19.พระครูวิบูลย์ธรรมภาณ (โชติ) วัดภูเขาแก้ว จ.อุบลราชธานี 20.พระครูวินิตวัฒนคุณ วัดบ้านนาเจริญ จ.อุบลราชธานี 21.พระอาจารย์วัน อุตตโม วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม จ.สกลนคร เป็นต้น

พระสมเด็จอุณาโลม พิธีใหญ่-พระเกจิดังเสก (2)

คอลัมน์ มุมพระเก่า
อภิญญา



ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะ "พระสมเด็จอุณาโลม ทรงจิตรลดา" ซึ่งได้ถอดแบบมาจาก "พระสมเด็จจิตรลดา" ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสร้าง ด้านหน้าเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งสมาธิอยู่บนอาสนะบัวสองชั้นในทรงกรอบสามเหลี่ยมหน้าจั่วคล้ายพระสมเด็จจิตรลดา แต่เพิ่มรายละเอียดในองค์พระปฏิมากรให้ชัดเจนขึ้นและเพิ่มยันต์อุณาโลมที่ด้านหลังองค์พระ พร้อมกับมีอักขระจารึกว่า "เอตังสะติง พะมะนะอะกะสะนะทะอะ สะ อะ" เป็น 3 บรรทัด อักษรจมลงไปในเนื้อพระด้านหลัง ขนาดพระมีสองพิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่ สูง 3 ซ.ม. กว้าง 2 ซ.ม. หนา 0.5 ซ.ม. ส่วนพิมพ์เล็กสูง 2.5 ซ.ม. กว้าง 1.7 ซ.ม. หนา 0.4 ซ.ม. พระเครื่องพิมพ์นี้เป็นพระเครื่องเนื้อผงพุทธคุณ สีแบบอิฐเผา จำนวนสร้าง 100,000 องค์

หลังจากนั้นได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาเชิญเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในพิธีพุทธาภิเษก ณ วัดบวรนิเวศวิหาร โดยอาราธนาพระคณาจารย์ผู้มีชื่อเสียงจากทั่วประเทศมาร่วมปลุกเสกไม่น้อยกว่า 35 รูป พระเกจิอาจารย์ในพิธีพุทธาภิเษก วันที่ 5-12 กรกฎาคม 2519 รายนามพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ 10 รูป ที่เจริญพุทธมนต์ในพิธีพุทธาภิเษก 7 พระอุโบสถ คณะรังษี วัดบวรนิเวศวิหาร วันที่ 5 กรกฎาคม 2519 เวลา 17.00 น.

1.สมเด็จพระวันรัต วัดสังเวชวิศยาราม 2.สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา 3.สมเด็จพระพุทธิวงศมุนี วัดเบญจม บพิตร 4.พระพรหมคุณาภรณ์ วัดสระเกศ 5.พระธรรมวราลังการ วัดบุปผาราม 6.พระธรรม วิสุทธาจารย์ วัดพิชยญาติการาม 7.พระธรรมธีรราชมหามุนี วัดปากน้ำ 8.พระราชสารมุนี วัดเขมาภิรตาราม 9.พระปริยัติเมธี วัดมกุฏกษัตริยาราม 10.พระอุดมศีลคุณ วัดบุรณศิริมาตยาราม

รายนามพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ 10 รูป ที่เจริญชัยมงคลคาถา ในการทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสร็จพระราชดำเนิน ทรงยกเศวตฉัตร ทรงเจิมพระสมเด็จนางพญา ส.ก. เหรียญพระนามาภิไธยย่อ และทรงเจิมพระผงสมเด็จพระอุณาโลม ทรงจิตรลดา ณ พระอุโบสถ คณะรังษี วัดบวรนิเวศ วันที่ 12 กรกฎาคม 2519 เวลา 16.00 น.

1.สมเด็จพระมหาวีรวงค์ วัดราชผาติการาม 2.พระสานโสภณ วัดเทพศิรินทราวาส 3.พระพุทธพจน์วราภรณ์ วัดราชบพิธ 4.พระญาณวโรดม วัดบวรนิเวศวิหาร 5.พระธรรมปาโมกข์ วัดราชประดิษฐ์ 6.พระธรรมเสนานี วัดพระเชตุพนฯ 7.พระธรรมวราภรณ์ วัดนรนาถสุนทริการาม 8.พระเทพวราภรณ์ วัด บุรณศิริมาตยาราม 9.พระเทพปัญญากวี วัดราชาธิวาส 10.พระเทพกวี วัดบวรนิเวศวิหาร

รายนามพระอาจารย์ที่นั่งบริกรรมภาวนาในพิธีพุทธาภิเษก สมเด็จนางพญา ส.ก. สมเด็จพระอุณาโลม ทรงจิตรลดา และเหรียญต่างๆ กับพระบูชา "พระมงคลนิมิต" ณ พระอุโบสถ คณะรังษี วัดบวรนิเวศวิหาร วันที่ 5 ถึง 12 กรกฎาคม 2519 เป็นเวลา 7 วัน 7 คืน อาทิ 1.พระครูสันติวรญาณ (หลวงปู่สิม) วัดถ้ำผาปล่อง จ.เชียงใหม่ 2.พระเทพวราลังการ วัดป่าสุทธาวาส จ.เลย 3.พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงพ่อเมตตาหลวง) วัดเทพพิทักษ์ปุณญาราม จ.นครราช สีมา 4.พระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ วัดโพธาราม จ.อุดรธานี 5.พระสุทธสารโสภณ (โสภณ) วัดศรีโพนแท่น จ.เลย 6.พระอาจารย์เปลื้อง ปุณณวันโต วัดบางแก้วผดุงธรรม จ.พัทลุง 7.พระสังวรวิมลเถระ (หลวงปู่โต๊ะ) วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพฯ 8.พระโพธิสังวรคุณ (หลวงพ่อไพฑูรย์) วัดโพธินิมิต ธนบุรี 9.พระครูสารธรรมนิเทศ (หลวงพ่อมา) วัดวิเวกอาศรม จ.ร้อยเอ็ด 10.พระอาจารย์ศรี มหาวีโร วัดประชาคมวนาราม จ.ร้อยเอ็ด 11.พระราชธรรมานุวัตร (หลวงพ่ออ่อน) วัดประชานิคม จ.กาฬสินธุ์ 12.พระครูศีลขันธสังวร (หลวงพ่อสีอ่อน) วัดพระงาม จ.หนองคาย 13.พระครูทัศนปรีชา (หลวงพ่อขม) วัดป่าบ้านบัวค่อม 14.พระอาจารย์สาม อกิญจโน วัดไตรวิเวการาม จ.สุรินทร์ 15.พระครูญาณปรีชา (หลวงพ่อเหรียญ) วัดป่าอรัญญบรรพต จ.หนองคาย 16.หลวงพ่อจ้อย วัดสุวรรณประดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี 17.พระอาจารย์หัวพา วัดป่าพระพนิต จ.หนองคาย 18.พระชินวงศาจารย์ (หลวงพ่อพุธ) วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา 19.พระครูวิบูลย์ธรรมภาณ (หลวงพ่อโชติ) วัดภูเขาแก้ว จ.อุบลราชธานี 20.พระครูวินิตวัฒนศุณ วัดบ้านนาเจริญ จ. อุบลราชธานี 21.พระอาจารย์วัน อุตตโม วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม จ.สกลนคร เป็นต้น
 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-08-11 10:41:25


ความเห็นที่ 58 (1434029)

พระผงปิดตาภควัมบดี นักสะสมนิยม-หลวงพ่อยิ้ม(1)

คอลัมน์ มุมพระเก่า
อภิญญา



จังหวัดกาญจนบุรีเป็นถิ่นกำเนิดของ "คนดัง-พระดี" จำนวนไม่น้อย ดินแดนแห่งนี้จะมีขุมทองหรือไม่นั้นต้องใช้เวลาพิสูจน์ แต่ที่แน่ๆ มี "ทองแท้" ในวงการสงฆ์อยู่อย่างมหาศาล สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ก็ทรงเป็นหน่อเนื้อเชื้อไขที่ชาวเมืองกาญจน์ภาคภูมิใจยิ่งพระองค์หนึ่ง

พระกรุ-พระเก่าของเมืองนี้แทบไม่ต้องเอ่ยอ้างในคุณวิเศษ โดยเฉพาะ "พระท่ากระดาน" ชื่อชั้นอยู่ในระดับแนวหน้าว่า "คงกระพันชาตรีเป็นยอด" ส่วนเครื่องรางของขลังก็เด่นดังไม่ใช่ย่อย พระเกจิอาจารย์ผู้สร้างแต่ละองค์ล้วนเป็นที่ยอมรับในความเก่ง กาจด้านวิชาอาคม

โดยเฉพาะเมื่อกล่าวถึงสิ่งมงคลเครื่องรางของขลังอย่าง "ลูกอม" ต้องยกให้ "หลวงพ่อเฒ่ายิ้ม" หรือ "หลวงปู่ยิ้ม" แห่งวัดศรีอุปลาราม (วัดหนองบัว) อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ดั่งคำขวัญที่ชาวเมืองพูดกันติดปาก "ลูกอมต้องวัดหนองบัว (หลวงพ่อยิ้ม) แหวนพิรอดต้องวัดบ้านทวน (หลวงพ่อม่วง) ถ้าเป็นเจ้าชู้ต้องวัดเหนือ (หลวงพ่อดี) ถ้าเป็นอ้ายเสือต้องวัดใต้ (หลวงพ่อเปลี่ยน)"

"หลวงพ่อเฒ่ายิ้ม" ท่านเป็นบุรพาจารย์รูปสำคัญของวัดหนองบัวซึ่งมรณภาพไปเมื่อ 90 ปีที่แล้ว และเป็นหนึ่งในพระอาจารย์ของกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ หรือ "เสด็จเตี่ย" ที่ทรงโปรดและกริ่งเกรงในวิทยาคม

พระคณาจารย์ดังซึ่งสืบสายพุทธาคมจากตำรับตำราของท่านอย่างรู้ลึกรู้จริง พระมงคลสิทธิคุณ หรือหลวงพ่อลำใย ปิยวัณโณ อดีตเจ้าอาวาสวัดทุ่งลาดหญ้า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งปัจจุบันท่านละสังขารไปแล้ว

หลวงพ่อเฒ่ายิ้มเป็นชาววังด้ง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี โดยกำเนิดในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อปีมะโรง เดือน 5 วันอังคาร ปี 2387 บิดาชื่อ นายยิ่ง มารดาชื่อ นางเปี่ยม ไม่ปรากฏนามและจำนวนพี่น้อง

ในวัยเด็กมีอุปนิสัยใจคอกล้าหาญ พูดจริงทำจริง เด็กรุ่นเดียวกันหรือแก่กว่าต่างยกให้เป็นลูกพี่ แม้จะมีเพื่อนฝูงคบหามาก แต่ก็ไม่เคยทำตัวเกเรให้เป็นที่อิดหนาระอาใจแก่ครอบครัว ตรงกันข้าม ได้ช่วยเหลือพ่อแม่ประกอบอาชีพค้าไม้ไผ่ ล่องไปขายยังปากอ่าวแม่กลองด้วยความขยันขันแข็ง ต่อมาได้เข้าอุปสมบทที่วัดหนองบัว โดยมีพระอาจารย์กลิ่น เจ้าอาวาสเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์แดง วัดเหนือ กับพระอาจารย์อินทร์ วัดทุ่งสมอ เป็นคู่สวด ได้รับฉายา "จันทโชติ"

หลังบวชแล้วได้ขยันร่ำเรียนหนังสือขอม บาลี มงคลทีปนี มูลกัจจายน์ พระเจ้าสิบชาติ สูตรสนธิ จนช่ำชอง และสามารถท่องจำพระปาติโมกข์จนสวดได้ในพรรษาที่ 2 จากนั้นได้ออกเสาะหาพระอาจารย์ที่เชี่ยวชาญพุทธาคมตามวัดต่างๆ ใน จ.สมุทรสงคราม ขอถ่ายทอดวิชาความรู้ไว้ได้มากมายหลายแขนง วัดแรกที่มุ่งตรงไปพักคือ วัดบางลี่น้อย อำเภออัมพวา เรียนทำน้ำมนต์โภคทรัพย์ โหราศาสตร์กับหลวงพ่อพระปลัดทิม ผู้เป็นอุปัชฌาย์เก่าแก่ของชาวบางช้าง เมื่อคล่องแคล่วแล้วก็ไปศึกษาต่อที่วัดลิงโจน (วัดปากสมุทรสุดคงคา ในปัจจุบัน) ได้วิชาทำธงกันอสุนีบาตสายฟ้าและพายุคลื่น, วิชาลงอักขระหวาย, ลูกอมหมากทุย เป็นต้น

รูปต่อมาที่ท่านร่ำเรียนวิชาด้วยก็คือ หลวงพ่อกลัด วัดบางพรหม อำเภออัมพวา ได้รับการถ่ายทอดด้านมหาอุดและมหานิยมคงกระพันชาตรี จากนั้นไปเรียนทางแพทย์แผนโบราณกับหลวงพ่อแจ้ง วัดประดู่ พระอาจารย์รูปสุดท้ายคือ หลวงพ่อกลิ่น พระอุปัชฌาย์ของท่านได้ถ่ายทอดด้านกรรมฐานและคาถาอาคมให้อย่างหมดไส้หมดพุง อาทิ คาถากำบังกายหายตัว, ดำดิน ดำน้ำ เป็นต้น เมื่อสิ้นหลวงพ่อกลิ่น ท่านก็รับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดหนองบัวสืบต่อมา

ผลงานของท่านดีเด่นทั้งด้านการปกครองและพัฒนา ทั้งได้ปฏิบัติกรรมฐานจนบุคคลทั่วไปยอมรับ พระสงฆ์สามเณรยกย่องให้เป็นปรมาจารย์ด้านกรรมฐาน ตลอดอายุขัยจึงแวดล้อมไปด้วยศิษยานุศิษย์ จากบันทึกประวัติและคำบอกเล่าของผู้ใกล้ชิด กล่าวกันว่าท่านเป็นพระที่ชอบสันโดษ ไม่มีความมักใหญ่ใฝ่สูงแต่อย่างใด มีจิตใจเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวเป็นยอด

มุ่งทำอะไรแล้วต้องสำเร็จลุล่วงทุกอย่าง

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-07-15 09:15:45


ความเห็นที่ 57 (1433470)

พระกริ่งปรโม รุ่นแรก พระเกจิชลบุรี-หลวงปู่เริ่ม(1)

คอลัมน์ มุมพระเก่า
อภิญญา



ยามใดก็ตามที่มีความรู้สึกนึกถึง "สงฆ์ดีศรีเมืองชล" ยามนั้นย่อมปรากฏภาพของ "หลวงปู่เริ่ม ปรโม" อดีตเจ้าอาวาสวัดจุกกะเฌอ อ.ศรีราชา ผุดขึ้นมาในมโนสำนึกเสมอ โดยเฉพาะในหมู่ผู้เป็นศิษย์ มิอาจลืมเลือนบารมีความศักดิ์สิทธิ์ของท่านไปได้ ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านมากี่ปี และแม้จะไม่มีสังขารของท่านให้พบเห็น เพราะเพียงแค่ภาพถ่ายก็ฉายให้เห็นอดีตอันเกรียงไกรของท่าน รวมทั้งผลงานที่สร้างสรรค์ไว้ให้พระพุทธศาสนา

อดีตของวัดจุกกะเฌอเป็นเพียงที่พักสงฆ์ มีพระธุดงค์ ชื่อ "หลวงพ่อทอง" ริเริ่มสร้างขึ้นจนกลายเป็นวัด ท่านอยู่จำพรรษา 2 ปีก็จากไป จากนั้นก็มีสมภารปกครองสืบต่อกันมาคือ หลวงพ่อเอียด, หลวงพ่อเมือง, หลวงพ่อฉาบ, พระอาจารย์วัน, พระอาจารย์จาบ, พระอาจารย์แดง และพระอาจารย์ถัน ซึ่งน่าแปลกตรงที่อดีตเจ้าอาวาสวัดนี้ล้วนแต่อยู่ครองวัดไม่นานก็ต้องสึกออกไป

จนกระทั่งถึงยุคของ "หลวงปู่เริ่ม" ที่นับว่าวัดมีความมั่นคงเจริญรุ่งเรืองอย่างเห็นได้ชัด

ท่านเป็น "เกจิมีครู" องค์หนึ่ง ซึ่งพระอาจารย์แต่ละท่านเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศ มีคุณวิเศษระดับสุดยอด อย่างเช่น สมเด็จพระสังฆราช(อยู่) วัดสระเกศ, หลวงพ่ออ่ำ วัดหนองกระบอก, หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ, หลวงปู่เทียน วัดโบสถ์

หลวงปู่เริ่ม มีราชทินนามสมณศักดิ์ว่า "พระครูศรีฉฬังคสังวร" เกิดในตระกูล "เฉียงเอก" ตรงกับวันที่ 7 ก.ค.2448 ณ บ้านเลขที่ 26 อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี บุตรของนายมิ่ง และนางเลี่ยม มีพี่น้องรวมทั้งสิ้น 11 คน

มีอุปนิสัยฝักใฝ่ในพระพุทธศาสนามาตั้งแต่เยาว์วัย เมื่ออายุครบ 20 ปี ได้เข้าอุปสมบทที่วัดแหลมฉบัง มีพระครูสุนทรธรรมรส วัดอ่างศิลา เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์จั้ว และพระอาจารย์ลำดวน เป็นพระคู่สวด ได้รับฉายาว่า "ปรโม"

จากนั้นได้มาจำพรรษาและศึกษาพระธรรมวินัยที่วัดจุกกะเฌอ ซึ่งขณะนั้นมีหลวงพ่อถัน เป็นเจ้าอาวาส เหตุที่ท่านไม่บวชที่วัดนี้ เพราะสมัยนั้นยังไม่มีโบสถ์ ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานก็มีชื่อเสียงเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาเพราะท่านประพฤติปฏิบัติดีให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวบ้าน

ล่วงถึงพรรษาที่ 6 หลวงพ่อถันมรณภาพ ท่านจึงได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสสืบต่อ และปีต่อมาก็ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบล ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้รับแต่งตั้งเป็นพระครู ซึ่งนับว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถและเป็นนักปกครองที่ดี จากนั้นก็ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ และเจ้าคณะอำเภอตามลำดับ

งานด้านการปกครอง พ.ศ.2479 เป็นเจ้าอาวาสวัดจุกกะเฌอ, พ.ศ.2484 เป็นพระกรรมวาจารย์, พ.ศ.2485 เป็นพระอุปัชฌาย์, พ.ศ.2487 เป็นเจ้าคณะตำบลบึง-หนองขาม, พ.ศ.2518 รักษาการเจ้าคณะอำเภอศรีราชา, พ.ศ.2519 เป็นเจ้าคณะอำเภอศรีราชา, พ.ศ.2530 ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดจุกกะเฌอเพื่อรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดจุฑาทิศธรรมสภารามวรวิหาร (พระอารามหลวง) กิ่งอำเภอเกาะสีชัง ชลบุรี เพื่อสนองงานคณะสงฆ์

สมณศักดิ์ พ.ศ.2481 เป็นพระครูชั้นประทวน, พ.ศ.2493 เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นตรี, พ.ศ.2507 เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นโท, พ.ศ.2515 เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นเอก, พ.ศ.2520 เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะอำเภอชั้นเอก
 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-07-11 10:37:07


ความเห็นที่ 56 (1432317)

หลวงปู่เส็ง จันทรังสี อดีตพระเกจิดัง-วัดบางนา

คอลัมน์ อริยะโลกที่ 6



"วัดบางนา" อ.สามโคก จ.ปทุมธานี เป็นวัดที่มีอายุเก่าแก่ร่วม 300 ปีมาแล้ว สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2310 เป็นวัดที่ชาวรามัญสร้างขึ้นมาใช้เป็นที่ประกอบศาสนกิจตามประเพณี และเป็นสถานศึกษาแก่บรรดาลูกหลานของชาวรามัญในย่านนั้น

วัดบางนา เดิมอยู่ห่างจากแม่น้ำเจ้าพระยา ไปทางทิศตะวันตก ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนวัดบางนา ต่อมาย้ายร่นลงไปอยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อความสะดวกในการสัญจรไปมา

ในอดีตวัดบางนามีชื่อเสียงมากมีคนไปทำ บุญที่วัดมากที่สุด เนื่องจากเป็นวัดเก่าแก่มีพระไปบวชศึกษาเล่าเรียนมาก พระที่วัดต่างก็ถือปฏิบัติกิจของสงฆ์อย่างเคร่งครัด ชาวบ้านจึงศรัทธาเลื่อมใสเข้าไปทำบุญกันมาก

โดยเฉพาะ "หลวงปู่เส็ง จันทรังสี" อดีตเจ้าอาวาสวัดบางนา ซึ่งถือว่าเป็นพระที่ได้รับสมณศักดิ์รูปแรกของวัดบางนา และท่านเป็นผู้เริ่มทำพระเครื่องวัตถุมงคลของวัดบางนาจนโด่งดัง

ชาติภูมิหลวงปู่เส็ง เกิดเมื่อปี พ.ศ.2444 เป็นคนพื้นเพละแวกวัดบางนานั่นเอง บ้านท่านอยู่ทางใต้วัดติดคลองบางนา โยมพ่อชื่อ จู เป็นชาวจีนล่องเรือสำเภาจากเมืองจีนมาอยู่ที่สามโคกใช้สกุล "แซ่บุญเซ็ง" โยมแม่ชื่อ เข็ม เป็นชาวรามัญ ครอบ ครัวมีพี่น้องทั้งหมด 7 คน พี่น้องของท่านเสียชีวิตด้วยโรคฝีดาษด้วยกันหมด เหลือเพียงท่านเท่านั้น

ครั้นเมื่ออายุครบบวช โยมพ่อและโยมแม่ให้ท่านบวชที่วัดบางนา เมื่อปี พ.ศ. 2465 โดยมี ท่านเจ้าคุณรามัญมุนี หรือพระครูนันทมุนี วัดบางหลวง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูบวรธรรมกิจ หรือ หลวงปู่เทียน วัดโบสถ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ หลวงปู่ทัด ลาหุโล เจ้าอาวาสวัดบางนา มีศักดิ์เป็นน้าชายของท่าน เป็นพระอนุสา วนาจารย์ ได้รับฉายาว่า จันทรังสี

ภายหลังที่เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์แล้วหลวงปู่เส็งก็ศึกษาเล่าเรียนอักขระเลขยันต์จากพระอาจารย์ต่างๆ และมีการเรียนภาษาขอมและภาษารามัญ ท่านศึกษาเล่าเรียนทั้งสองภาษาจนแตกฉาน

นอกจากนี้ ท่านยังไปศึกษาวิชาอาคมต่างๆ จากหลวงปู่เทียน ที่วัดโบสถ์อีกด้วย หลวงปู่เส็งมีปฏิปทาในการใฝ่หาวิชาความรู้มาก ใครแนะนำสั่งสอนท่านก็จดจำไว้เป็นอย่างดี หลวงปู่ท่านเชี่ยวชาญด้านภาษาขอมเป็นพิเศษ เรื่องอักขระเลขยันต์ต่างๆ

กระทั่งปีพ.ศ.2486 หลวงปู่ทัด เจ้าอาวาสวัดบางนามรณภาพ หลวงปู่เส็ง ได้รับแต่งตั้งให้รักษาการเจ้าอาวาสไปก่อน

ในปีพ.ศ.2487 สามารถสอบนักธรรมชั้นเอก และ พ.ศ.2489 ท่านได้รับการแต่งตั้งจากคณะสงฆ์ให้เป็นเจ้าอาวาสวัดบางนาอย่างเป็นทางการ

หลวงปู่ให้การศึกษาแก่พระภิกษุสาม เณรเป็นอย่างดี ขณะเดียวกันท่านก็บูรณปฏิสังขรณ์วัดจนรุ่งเรือง รับงานการสร้างโบสถ์ต่อจากหลวงปู่ทัด เจ้าอาวาสองค์ก่อนที่ทำคั่งค้างไว้จนสำเร็จลุล่วงลงด้วยดี

หลวงปู่เส็งเป็นพระปฏิบัติ ท่านมักจะออกธุดงค์ไปปริวาสกรรมทุกปีมิได้ขาด มีปฏิปทาในทางสมถะ หมั่นบริกรรมภาวนาเจริญพระคาถาวิชาต่างๆ

เล่ากันว่าเวลาว่างจากงานที่ต้องกระทำ ท่านจะนั่งนับลูกประคำที่คล้องคออยู่ บริกรรมพระคาถาตลอดเวลา

หลวงปู่เส็งเป็นสมภารปกครองวัดเรื่อยมาจนกระทั่งอายุ 65 ปี ท่านจึงเริ่มทำวัตถุมงคล การทำวัตถุมงคลครั้งแรกนั้นท่านสร้างพระผงสมเด็จ 3 ชั้น รุ่นแรกของวัดบางนา ในปี พ.ศ.2510 หลังจากสร้างพระผงสมเด็จ 3 ชั้นออกมาแจกจ่ายแก่ลูกศิษย์ลูกหาแล้วหลวงปู่ยังสร้างพระกริ่งรูปเหมือนท่าน มีทั้งแบบหลังตรงและหลังค่อม เนื้อทองแดงผสม สร้างพระปิดตาเนื้อทองเหลืองผสม สร้างเหรียญรูปไข่ รุ่นขี่วัวเนื้อทองแดงผสม สร้างเหรียญจอบรูปหลวงปู่มีทั้งจอบเล็กและจอบใหญ่ สร้างเหรียญหยดน้ำเนื้อทองแดงผสม สร้างรูปหล่อเนื้อผงปิดทอง ที่กล่าวมานี้เป็นวัตถุมงคลรุ่นเก่าๆ ที่หลวงปู่สร้างขึ้นมา

หลวงปู่นำเงินไปสร้างวัดวังหิน อ.บ้านไร่ จ.อุทัย ธานี ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งได้ทำนุบำรุงหมู่กุฏิเสนาสนะวัดบางนาที่ชำรุดทรุดโทรมให้ดีขึ้น

สาเหตุที่หลวงปู่ไปสร้างวัดวังหินอีกแห่งหนึ่งนั้น ก็เนื่องจากท่านเห็นว่าสมัยนั้นชาวบ้านยากจนมาก ถิ่นที่อยู่ก็ทุรกันดารเป็นแหล่งหลบซ่อนของเหล่าเสือปล้น หลวงปู่เกรงว่าชาวบ้านและลูกหลานจะมีนิสัยดุร้ายกันไปหมด จึงไปสร้างวัดให้เพื่อบรรเทาจิตใจให้ร่มเย็นลงบ้าง เพื่อให้ธรรมะได้เข้าถึงจิตใจลูกหลานและผู้ที่คิดกลับตัวกลับใจหันมาบวชเรียนทำให้ผู้คนมีศีลธรรมขึ้น

วันที่ 21 มกราคม 2531 หลวงปู่เส็ง เทพเจ้าของชาวรามัญย่านวัดบางนา มรณภาพอย่างสงบ สิริอายุ 87 ปี

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-07-03 08:14:34


ความเห็นที่ 55 (1432137)

น้ำมนต์-ตะกรุดปรอท "หลวงปู่ทองมา"วัดสว่างฯ

คอลัมน์ มุมพระเก่า
อภิญญา



1.ตะกรุดคาดเอว
2.ตะกรุดปรอท
3.ตะกรุดยอดนิยม
4.หลวงปู่ทอฝมา อาโร
′หลวงปู่ทองมา′ วัดสว่างฯ จังหวัดร้อยเอ็ด ก็มี "พระเด็ด" ไม่แพ้จังหวัดไหน ไม่ว่าจะเป็นพระเครื่องหรือพระเกจิอาจารย์ รับประกันได้ในความเก่ง เช่น "หลวงปู่ทองมา ถาโร" อดีตเจ้าอาวาสวัดสว่างท่าสี ต.ท่าม่วง อ.เสลภูมิ ซึ่งได้รับสมญานามว่า "หลวงพ่อหมอยาเทวดา"

ครั้งยังมีชีวิตท่านดังมากในเรื่อง "น้ำมนต์" มีความศักดิ์สิทธิ์ชนิด ที่ว่า เสกล้างหน้าเป็นสิริมงคล เสกน้ำมนต์แก้เสนียดจัญไรภัยพิบัตินานาทั้งปวง แก้ถูกกระทำย่ำยี ปราบผีสางนางไม้ ช่วยให้คลอดบุตรง่าย ฯลฯ และที่ขึ้นชื่อลือชาคือ การรักษาคนบ้าวิกลจริตหายเป็นปลิดทิ้ง

กิตติศัพท์ของหลวงปู่ทองมาดังสะท้านฟ้าภาคอีสาน เป็นผู้ที่แตกฉานในคันถธุระและวิปัสสนาธุระ จนเชื่อว่าท่านบรรลุธรรมชั้นสูง สามารถบังคับอำนาจทางจิตได้อย่างฉับพลัน เป็นพระนักสร้างสรรค์พัฒนาทั้งพระศาสนาและผู้คนจนเกิดกระแสศรัทธาเลื่อมใสในวงกว้าง ศิษย์ที่เป็นบรรพชิตรูปหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงก็คือ หลวงพ่อล้อม สีลสังวโร วัดป่าเมตตาธรรม

ท่านเกิดเมื่อวันพุธที่ 8 ส.ค. 2443 ณ บ้านท่าสี อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด บุตรของนายแกนท้าว และนางหา นามสกุลภูมิวัล เป็นลูกคนที่สอง ในจำนวนพี่น้อง 8 คน (ชาย 4 หญิง 4) เมื่ออายุ 15 ปี ได้บวชเณรที่วัดบ้านงิ้วโพธิ์ มีพระอาจารย์คำ เป็นอุปัชฌาย์ แล้วย้ายมาอยู่วัดป่าน้อย ในเมืองอุบลราชธานี

อายุ 20 ปีได้กลับมาอุปสมบทที่วัดท่าม่วง เมื่อปีพ.ศ.2460 มี พระอาจารย์สีลา เป็นอุปัชฌาย์ พระอาจารย์สุบิน และพระอาจารย์ไค เป็นพระคู่สวด จากนั้นย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่วัดเมืองกลาง (จำปาสัก) เมืองเวียงจันทน์ ประเทศลาว เพื่อศึกษาอักษรขอม และวิทยาคมต่างๆ กับท่านอาจารย์มหาทา ซึ่งกำลังมีชื่อเสียงในด้านเมตตามหานิยม วิชาอาคมต่างๆ

อยู่วัดเมืองกลาง 5 พรรษาก็กราบลาอาจารย์ออกธุดงค์ไปเพียงรูปเดียว โดยจาริกไปตามป่าดงพงไพรและถ้ำผา ซึ่งยังเต็มไปด้วยศัตรูหมู่สัตว์ร้ายนานาชนิด อยู่ที่ละหนึ่งเดือนบ้าง สองเดือนบ้าง จะไปเฉพาะสถานที่สำคัญซึ่งล้วนแต่มีความศักดิ์สิทธิ์

ตลอดเวลาที่ท่านคลุกคลีอยู่กับป่าเขาลำเนาไพรนานหลาย 10 ปี ท่านมีวิริยะ อุตสาหะ ฝึกฝนจิตอย่างเอาจริงเอาจังและเคร่งครัด ยากจะ มีพระภิกษุในยุคนี้ทำได้เหมือน ทั้งแบบโยคะและสมถวิปัสสนา ฉันเอกา (มื้อเดียว) เป็นประจำ นิยมฉันผลไม้เหมือนกับฤๅษีชีไพร จนมีตบะ แก่กล้า บรรลุผลสำเร็จทางจิตใจตามที่ท่านได้ตั้งใจและมุ่งหวังแต่แรก

นอกจากนี้ ในขณะเที่ยวจาริกธุดงค์ ได้ใช้เวลาศึกษาสมุนไพรและวิจัยวิจารณ์รากไม้นานาพันธุ์อย่างละเอียดละออตามแบบแผนโบราณจนมีความเชี่ยวชาญสามารถพิเศษ นำมาทดลองรักษาคนป่วยไข้ได้ผลเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง โดยวาระสุดท้ายของชีวิตละสังขารลงเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2534 สิริอายุ 91 ปี พรรษา 71

วัตถุมงคลหลวงปู่ทองมาส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องรางของขลัง โดยเฉพาะตะกรุดท่านสร้างไว้หลายรุ่นทั้งยุคต้น ยุคกลาง และยุคปลาย มีราคาเช่าหาแตกต่างกันไปตามความหายาก ส่วนใหญ่ท่านสร้างแจก และคนที่ได้รับแจกไปก็ได้รับประสบการณ์หลากหลาย เช่น ตะกรุดโทน ดีทางอยู่ยงคงกระพัน ป้องกันอุบัติเหตุ เคยมีคนนำไปใช้ในสงครามเวียดนาม ปรากฏว่ารอดตายจากกระสุนปืนและสะเก็ดระเบิดอย่างปาฏิหาริย์ "ตะกรุดร้อยแปด" ดีทางแคล้วคลาด มหาอุด หยุดศัตรูหมู่มาร กันผีสางนางไม้ สีผึ้งมหาเสน่ห์นิยม ดีทางด้านติดต่อการงานและค้าขาย

"ตะกรุดปรอท" สร้างแจกทหารไปสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งคุณพิเศษของปรอท เป็นธาตุกายสิทธิ์และแปลกกว่าธาตุอื่นๆ คนโบราณนับถือจริงๆ กล่าวว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ป้องกันได้นานาประการคือ กันงูหรือตะขาบกัด ป้องกันภูตผีปีศาจทั้งหลาย และถ้าผีสิงให้เอาสายปรอทสวมคอ ผ้ายันต์สิบทิศ หรือผ้ายันต์สงคราม สร้างน้อย เน้นพุทธคุณคงกระพันแคล้วคลาด ปลุกเสกในช่วงธุดงค์ โดยจะแจก ให้เฉพาะผู้ที่มีความจำเป็นต่อชาติบ้านเมืองเท่านั้น เช่น ทหาร ตำรวจ ราคาเช่าหาเคยขึ้นไปถึงหลักแสน

นอกจากนี้ ยังมีพระกริ่งศรีเทพ และเหรียญรุ่นแรก ด้านหลังมี 2 พิมพ์คือ พิมพ์เจดีย์กับพิมพ์ยันต์ห้า ซึ่งมีมูลค่าการเช่าหาในวงการพระเครื่องแพงขึ้นทุกขณะ กล่าวกันว่า วัตถุมงคลทุกชนิดที่ท่านสร้าง เชื่อว่าดีจริง เพราะท่านจะรับรองด้วยคำพูดที่ว่า

เมื่อสร้างแล้วก็ต้องทำให้ดีจริงๆ มิใช่หลอกลวงเขา

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-07-01 11:11:51


ความเห็นที่ 54 (1431711)

กระบอกยาศักดิ์สิทธิ์ ของดีเกจิดัง-ครูบาสร้อย(จบ)

มุมพระเก่า



ต่อมา "หลวงพ่อครูบาสร้อย ขันติสาโร" ได้สบโอกาสที่จะสร้างศาลา ท่านก็มาติดปัญหาที่หินสองก้อนนี้ ซึ่งทำให้ท่านหวนคิดถึงนิมิตในครั้งนั้นว่าเจ้าที่ท่านช่วยเอาหินออกแล้วนี่ จนช่างผู้คุมงานเสนอให้ท่านย้ายที่ตั้งศาลา แต่ปรากฏว่าในขณะนั้นได้มีรถที่ใช้ก่อสร้างทางของกรมทางฯ มาจอดที่วัด เจ้าหน้าที่ทั้งสองคนได้มาบอกหลวงพ่อว่าได้รับคำสั่งให้มาช่วยยกหินสองก้อนนั้นออกไป ทำให้การสร้างศาลาลุล่วงไปด้วยดี จนแล้วเสร็จในราวเดือน 5 ของปี 2506

และท่านก็ได้พัฒนาปรับปรุงวัดเรื่อยมา และในระหว่างนั้นท่านก็ได้ให้การอุปถัมภ์ทั้งวัดต่างๆ และหน่วยงานของราชการ เช่น โรงพยาบาล เสียดายที่รายละเอียดส่วนนี้ไม่มีบันทึกไว้ แต่ที่แน่ๆ ทั้งละหานทราย และนางรอง ท่านก็ได้ให้การช่วยเหลือหลายแห่งเหมือนกัน

บั้นปลายชีวิตหลวงพ่อสร้อยท่านได้ตรากตรำอย่างหนักในช่วงชรา ผมเองจำได้ว่าครั้งหนึ่งก่อนท่านมรณะไม่เท่าไหร่ ท่านยังมีเมตตาช่วยเททองวัตถุมงคลให้กับวัดที่หลวงปู่สุขให้การทำนุบำรุงมาก่อนอย่างเต็มใจ แม้ช่วงนั้นท่านจะไม่แข็งแรงเท่าไหร่ ซึ่งหลังจากเททองเสร็จไม่เท่าไหร่ท่านก็มรณภาพ ไม่ทันได้กลับมาปลุกเสก ซึ่งอาจนับได้ว่าเป็นวัตถุมงคลชุดสุดท้ายของท่านก็ว่าได้

จนเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2540 ลูกศิษย์ได้นำท่านเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลนครธนพระราม 2 จนวันที่ 14 มกราคม 2541 หลวงปู่หงสŒท่านได้มาเยี่ยมหลวงพ่อสร้อย ด้วยหลวงปู่หงส์ท่านว่าท่านฝัน หลวงพ่อสร้อยท่านกระโดดลงจากเตียง เมื่อพบกัน หลวงปู่หงส์ท่านได้ทำด้ายคล้องคอให้แก่หลวงพ่อสร้อย และหลวงพ่อสร้อยท่านได้กล่าวกับหลวงปู่หงส์ในทำนองว่า? จะขอลาแล้ว ขอลามรณภาพจะได้ไหม? ซึ่งหลวงปู่หงส์ท่านก็นิ่ง แล้วก็เดินทางกลับ

จากนั้นวันที่ 17 มกราคม 2541 หลวงพ่อสร้อยท่านได้เรียกพระลูกวัดที่อยู่ที่นั้นมารวมกัน ได้จับมือจับแขนพระทุกรูป และได้กล่าวอบรมเป็นครั้งสุดท้าย ในลักษณะว่า "ต่อไปเราจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วนะ ให้ปฏิบัติตัวกันให้ดี ขยันทำงาน มีอะไรก็ทำไป ให้ประหยัดและอดทนทุกคนนะ" มาวันที่ 18 มกราคม 2541 หลวงพ่อสร้อยได้สั่งให้ลูกศิษย์นับเงินที่ลูกศิษย์มาร่วมทำบุญกับท่าน เพื่อเตรียมเป็นค่าใช้จ่ายแก่โรงพยาบาล ยังความตกใจและหวั่นใจของลูกศิษย์เป็นอย่างมาก เนื่องด้วยท่านเองยังไม่หาย และอาการก็ทรุดหนัก แต่ท่านเตรียมออกจากโรงพยาบาล

เข้าช่วงกลางคืนของวันที่ 18 มกราคม 2541 ท่านได้สำลักเสมหะและท่านได้เข้าสมาธิจนถึงราวตีสามย่างตีสี่ ได้เรียกให้พระมาช่วยพลิกตัวท่าน ถึงนาทีนั้นพระทุกรูปได้รวมกันนั่งสมาธิภาวนาอยู่หน้าห้องหลวงพ่อ จนล่วงเข้าเวลา 07.19 น. ของวันที่ 19 ธันวาคม 2541 ท่านก็ได้หยุดดับธาตุขันธ์ ทิ้งเหลือไว้แต่คุณงามความดี ที่ยังคงประทับอยู่ในหัวใจของลูกศิษย์ทุกคน สิริอายุ 69 ปี

นอกจากคุณงามความดีของ "หลวงพ่อครูบาสร้อย ขันติสาโร" ที่เหลือทิ้งไว้ให้ลูกศิษย์ลูกหาได้รำลึกถึงแล้ว ยังมีวัตถุมงคลซึ่งเปรียบเสมือนสิ่งมงคลที่ทรงทั้งคุณค่าและราคา นับวันจะหาได้ยากยิ่ง

โดยเฉพาะ "กระบอกยาศักดิ์สิทธิ์" นี้
 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-06-28 09:05:59


ความเห็นที่ 53 (1429242)

รูปหล่อพระพุทธสิหิงค์

คอลัมน์ เปิดตลับพระใหม่


วัดศรีดอนชัย ต.เวียงเหนือ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน เป็นวัดแรกของเมืองปายที่มีประวัติการสร้างในปีพุทธศักราช 1855 โดยมีองค์พระพุทธสิหิงค์ (พระสิงห์ปาย) เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ ศิลปะยุคเชียงแสน สิงห์หนึ่ง ยุคแรก พระพักต์แช่มชื่นอิ่มเอิบ มีพระวรกายอวบอ้วน

เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวอำเภอปาย

ในทุกปีจะมีการอาราธนาพระพุทธสิหิงค์ออกสรงน้ำตามหมู่บ้านชุมชน เป็นประเพณีที่งดงามอลังการยิ่ง

ปัจจุบันวัดศรีดอนชัยได้ร่วมกันสร้างวิหารศิลปะล้านนาขึ้น ในการนี้วัดศรีดอนชัยได้จัดสร้างวัตถุมงคลพระพุทธสิหิงค์ (พระสิงห์ปาย) รุ่นแรก จำลอง ขนาดหน้าตัก 9 นิ้ว สร้างเป็นเนื้อโลหะสัมฤทธิ์ จำนวนสร้าง 156 องค์ (มีหมายเลขกำกับ) ทำบุญองค์ละ 5,000 บาท

ประกอบพิธีพุทธาภิเษกเมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 พฤศจิกายน 2553 ในองค์พระบรรจุวัตถุมงคลจากวัดดังๆ หลายแห่งในภาคเหนือ

พระพุทธสิหิงค์เป็นพระพุทธรูปหล่อหุ้มทอง ปางสมาธิ ตามประวัติกล่าวว่า พระเจ้ากรุงลังกาองค์หนึ่งได้สร้างขึ้นไว้ ต่อมาเจ้านครศรีธรรมราชได้ไปขอมาถวายพระร่วงแห่งกรุงสุโขทัย

ครั้นเมื่อพระบรมราชาธิราชที่ 1 แห่งกรุงศรีอยุธยาได้กรุงสุโขทัยเป็นเมืองขึ้น จึงได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานที่กรุงศรีอยุธยา ต่อมาได้มีผู้นำไปไว้ที่เมืองกำแพงเพชรและที่เชียงราย

พระเจ้าแสนเมืองมา เจ้านครเชียงใหม่ ยกทัพไปตีเมืองเชียงรายได้ จึงได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานที่เชียงใหม่ พร้อมกับพระแก้วมรกต

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชตีเมืองเชียงใหม่ได้ในปี พ.ศ.2205 ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานที่วัดพระศรีสรรเพชญ์ กรุงศรีอยุธยา เป็นเวลา 105 ปี

เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าชาวเชียงใหม่ซึ่งสมัยนั้นยังอยู่ข้างพม่า ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์กลับไปที่เชียงใหม่ มณฑลพายัพได้กลับมาเป็นของไทย ในสมัยพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระบวรราชเจ้า มหาสุรสิงหนาท จึงได้โปรดให้อัญเชิญลงมายังกรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ.2338 โดยประดิษฐานอยู่ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระบวรราชวัง

สำหรับรูปหล่อพระพุทธสิหิงค์ หรือพระสิงห์ปายรุ่นแรก มีจำนวนน้อย สมคุณค่าในการเช่าบูชาไว้เป็นสิริมงคลกับตนเองและครอบครัว ปัจจุบันเหลืออยู่จำนวนไม่มากแล้ว

ดังนั้น หากผู้ที่มีความประสงค์ร่วมทำบุญบูชา เพราะเป็นรุ่นแรกสร้างเป็นครั้งแรก โดยจะนำปัจจัยเข้าสมทบในการสร้างวิหารศิลปะล้านนาของวัดศรีดอนชัย ที่ใกล้จะแล้วเสร็จอยู่ในขณะนี้ให้เสร็จสมบูรณ์สืบไป

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-06-24 13:14:44


ความเห็นที่ 52 (1428594)

หลวงพ่อทวด ปี 2524 เด่นประสบการณ์-นิรันตราย

คอลัมน์ มุมพระเก่า
อภิญญา



หลวงพ่อทวด วัดช้างให้ จ.ปัตตานี ถือเป็นพระประเภทนิรันตราย ในช่วงโหมดหาเสียงเลือกตั้ง นักการเมืองส่วนใหญ่หาอาราธนาพกพาติดตัว รุ่นเก่าสร้างเมื่อปี 2497 ความนิยมไปไกล สนนราคาเล่นหาก็สูงลิบหลักแสนหลักล้านในสภาพสวยๆ ปัจจุบันจึงกลายเป็นพระในฝัน หลายคนเลยหันมาหารุ่นหลังๆ แทน

หลวงพ่อทวดรุ่นหนึ่งที่ไม่ค่อยจะมีคนพูดถึงบ่อยนัก แต่ราคาพระรุ่นนี้ขยับไปเรื่อยๆ "หลวงพ่อทวด วัดช้างให้ ปี 2524" จัดเป็นเนื้อว่านรุ่น 3 ของวัดช้างให้ รุ่นแรกคือ หลวงปู่ทวด เนื้อว่านปี 2497 รุ่นที่ 2 คือ รุ่นพินัย กรรม รุ่นนี้จึงเป็นรุ่นที่ 3

แต่หากดูจากพิธีปลุกเสกที่ยิ่งใหญ่ ครบสูตร รุ่นนี้จะถือเป็นรุ่นที่สองที่มีพิธีปลุกเสกที่ยิ่งใหญ่ พิธีดีเทียบเท่ารุ่นแรกในปี 2497 หรืออาจจะใหญ่กว่าก็ได้ ดำเนินการจัดสร้างโดย พระครูอนุกูลปริยัติกิจ อดีตเจ้าอาวาสวัดช้างให้ จ.ปัตตานี

ส่วนผสมของพระรุ่นนี้ได้แก่ 1.ว่านและผงที่เหลือจากการสร้างพระเนื้อว่านปี 97 จำนวน 1 ลังใหญ่ 2.ดินกากยายักษ์

พระคณาจารย์ที่เข้าร่วมพุทธาภิเษก อาทิ 1.หลวงพ่อหมุน วัดเขาแดงตะวันออก จ.พัทลุง 2.หลวงพ่อวัดคลองท่อม จ.พัทลุง 3.หลวงพ่อสอน วัดปิยาราม จ.ปัตตานี 4.หลวงพ่อวัดโคกหมัน จ.ปัตตานี 5.หลวงพ่อวัดทุ่งคา ยะหริ่ง จ.ปัตตานี 6.พระอาจารย์นอง วัดทรายขาว จ.ปัตตานี โดยมี หลวงพ่อดำ วัดตุยง จุดเทียนชัย ท่านเจ้าคุณวัดนาประดู่ ดับเทียนชัย

จริงๆ แล้วพระชุดนี้ ถูกจัดสร้างเมื่อปี 2522 แต่พอปลุกเสกพระเสร็จเรียบร้อยก็เปิดให้เช่าบูชา แต่ตอนนั้นทางวัดยังไม่ได้ทำกล่อง ใครทำบุญในตอนนั้นก็จะไม่มีกล่องให้ พระถูกสร้างจำนวนมาก ครั้นปี 2524 ได้จัดจึงว่าจ้างโรงงานทำกล่องพาสติกเพื่อบรรจุ อาจจะด้วยการสื่อสารกันไม่ชัดเจนหรือยังไรไม่ทราบ กล่องพระเครื่องหลวงพ่อทวดในครั้งนั้น ฝากล่องพิมพ์ปีพ.ศ.2524

จุดนี้เองผู้คนที่เช่าบูชาหลังจากนั้นไปจึงเข้าใจว่าพระเครื่องชุดนี้ปลุกเสกปี 2524 ซึ่งที่ถูกต้องจริงๆ ต้องปี 2522 ต่างหาก ในครั้งนั้นเท่าที่ค้นหาข้อมูล นอกจากทางวัดจะสร้างพระเนื้อว่านแล้ว ยังสร้างเหรียญเม็ดแตง ซึ่งเหรียญเม็ดแตงนี่จะรูปแบบคล้ายกับเหรียญเม็ดแตงรุ่นแรก ปี 2508 รวม ไปถึงพระบูชารูปเหมือนหลังเตารีด

กล่าวสำหรับ หลวงพ่อทวดเนื้อ ว่านปี 2524 นั้นแยกออกเป็นพิมพ์หลักๆ คือ แยกออกเป็น 4 พิมพ์ คือ 1.พิมพ์ใหญ่ 2.พิมพ์กลาง 3.พิมพ์พระรอด 4.พิมพ์กรรมการ จำนวนการสร้างพิมพ์กรรมการ จำนวน 2,000 องค์ ส่วนพิมพ์อื่นๆ รวมกันประมาณ 2-3 แสนองค์ โดยพิมพ์กลางจะเป็นพิมพ์ที่มีจำนวนมากสุด รองลงมาคือพิมพ์ใหญ่ และพิมพ์พระรอดจะมีจำนวนน้อยสุด

บางท่านอาจจะสับสนในการแยกพระหลวงพ่อทวด ระหว่างพิมพ์ใหญ่และพิมพ์กลาง จุดสังเกตให้ท่านนับกลีบบัว เพราะถ้าเป็นพระพิมพ์ใหญ่จะมี 7 กลีบ ส่วนพิมพ์กลางจะมี 9 กลีบ ส่วนจะแยกบล็อกก็เห็นจะมี บล็อกหน้าใหญ่ บล็อกลูกบอล ก็แล้วแต่ความนิยมของแต่ละสนาม ส่วนประสบการณ์พระชุดนี้รับรองสุดยอด

เอาแค่ตัวอย่างประสบการณ์ 2 เรื่องก็เกินคุ้มแล้ว เรื่องแรกเมื่อปี พ.ศ.2535 มีการลอบวางระเบิดที่สถานีรถไฟหาดใหญ่ มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในเหตุการณ์นั้นหลายคน แต่มีชายผู้หนึ่งที่อยู่ในระยะใกล้กับจุดระเบิดมากกลับไม่เป็นอะไรเลย ในคอของเขามีหลวงพ่อทวดรุ่นนี้

เรื่องที่สอง ปีพ.ศ.2536 เกิดอุบัติเหตุตึกของโรง แรมถล่มครั้งใหญ่ในจังหวัดนครราชสีมา ก่อนตึกถล่ม มีเซลส์แมนจำนวน 3-4 คน ของบริษัทหนึ่งพักอยู่ตามกำหนดแล้วทั้งหมดจะต้องพักอยู่อีก 2-3 วัน แต่ปรากฏว่า ทางบริษัทได้โทรศัพท์สั่งให้เดินทางไปจังหวัดนครพนมด่วน เซลส์ แมนกลุ่มนั้นจึงเช็กเอาต์ออกจากโรงแรมไปก่อนตึกถล่ม 1 ชั่วโมง เท่านั้น

ทุกคนแขวนหลวงพ่อทวดปี 2524 ทั้งพิมพ์ธรรมดา และพิมพ์กรรมการ (ที่มา.. หนังสือ หลวงปู่ทวด ประวัติและวัตถุมงคล ISBN 9748362884) ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ.2546 คุณวัชรพงศ์ ระดมเพ็ง บรรณาธิการ และผู้รวบรวม

ส่วนสนนราคาหลวงพ่อทวดปี 2524 ยังไม่สูงมากนัก

หากผู้พิสมัยพระยอดนิรันตรายประเภทนี้ ยังไม่มีไว้บูชา ต้องรีบหาด่วน
 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-06-20 10:34:38


ความเห็นที่ 51 (1428476)

หลวงปู่สาม อกิญฺจโน

ไม่มาเกิดไม่มาตายเรียกว่าชาติสุดท้าย "หลวงปู่สาม อกญฺจโน" วัดป่าไตรวิเวก จ.สุรินทร์ "ธรรมะของจริงอยู่กับบุคคลทุกคน

หมายเหตุ - ในโอกาสวันถวายเพลิงสรีระสังขาร หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา คณะศิษย์วัดภูสังโฆ ได้จัดทำหนังสือ ไม่มาเกิดมาตายเรียกว่า “ชาติสุดท้าย” แจกเป็นที่ระลึก ก่อนหน้านี้คณะผู้จัดทำได้เคยจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้แล้วนำถวายหลวงตามหาบัวครั้งยังดำรงขันธ์อยู่มาก่อนแล้ว เนื่องจากการพิมพ์ครั้งล่าสุดนี้หนังสือมีจำนวนจำกัด

ทางกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์จึงได้ขออนุญาต พระอาจารย์วันชัย วิจิตโต เจ้าอาวาสวัดภูสังโฆ นำรายละเอียดของหนังสือมาเผยแผ่ซึ่งท่านได้แจ้งว่า ให้พิจารณาว่าจะเป็นประโยชน์หรือไม่ ทางกองบรรณาธิการจึงจะนำเสนอต้นฉบับตามเดิม โดยเพิ่มเนื้อหาที่เป็นเทศนาของพ่อแม่ครูอาจารย์แต่ละรูปเข้ามาอีกส่วนหนึ่ง แล้วนำเสนอต่อเนื่องไปคราวละสัปดาห์จนกว่าจะสิ้นความหลักในหนังสือ มีรายละเอียดดังนี้

******************************

ธรรมะของจริงก็อยู่กับบุคคลทุกคน เว้นไว้แต่ไม่ทำ ถ้าทำต้องมีทุกคน เพราะธรรมเป็นของจริง ต้องทำจริงจึงจะเห็นธรรมของจริง การกระทำก็ทำจิตใจให้สงบ

ใจจะสงบได้ ก็ต้องอาศัยการพยายามทำจิตใจให้มันดี ทำจิตใจให้พอใจในใจ เพราะธรรมเป็นของละเอียดลึกซึ้ง

ของจริงมันมีทุกๆ คน ธรรมะแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ก็มีอยู่ในทุกคน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็มีอยู่ทุกคน แต่เราทำไมถึงไม่ถึงพระพุทธ ไม่ถึงพระธรรม ไม่ถึงพระสงฆ์ ต้องอาศัยการกระทำ ฝึกหัดดัดแปลงจิตให้มันดี ให้มันสงบ ให้เป็นสมาธิ

จิตใจจะเป็นสมาธิก็ต้องอาศัยการพยายามมีสติกำหนดจิตใจให้มันอยู่ ความรู้ความเห็นทุกอย่างนั้นมันอยู่ในโลก

ธรรมะของจิตนั้นมันต้องพยายามทำใจให้มันอยู่ ให้มันอยู่จนพรากจากอารมณ์ภายนอก ความคิดความนึกทุกอย่างไม่ต้องคำนึง จนต้องอยู่เป็นอันเดียว พอรู้สึกอยู่อย่างเดียว สติความระลึกสัมปชัญญะ ความรู้ตัวก็ต้องรู้อยู่กับที่นั้น ถ้าใจมันละเอียดไป มันต้องอยู่รู้กับที่

ถ้าจิตใจมันละเอียดไปแล้วมันก็แน่วแน่เป็นหนึ่ง

เพราะฉะนั้นเราต้องพยายาม การภาวนาก็เป็นบุญเป็นกุศลมากมาย ถ้าทำได้ทุกๆ วัน ทำได้เสมอไป ก็เป็นกุศลทุกวัน ให้คิดดูความแก่ ความเจ็บ ความตาย จะมาถึงวันไหนเราก็ไม่รู้ ไม่ว่าแต่คนเฒ่า คนแก่ คนหนุ่มก็ตาย ได้ฝึกหัดทำทุกวันๆ มันตายไปก็ยังได้ขึ้นสวรรค์

การกระทำจิตใจนี้เป็นของดี เป็นยอดของทาน ฝึกหัดอริยทรัพย์ภายในนั่นเป็นอริยะ

ฝึกหัดดัดแปลงจิตใจให้มันดีมันบริสุทธิ์หมดมลทิน เพราะฉะนั้นต้องรีบทำทุกๆ คน ทำคุณงามความดีให้มีให้เกิดขึ้นในดวงจิตดวงใจเพื่อเป็นอุปนิสัยไป ถ้ายังไม่ถึงมรรคผลนิพพาน มันก็ต้องมีอุปนิสัยติดในจิตในใจ พกแต่สิ่งที่ดีสิ่งที่ชอบไปในอนาคตกาลข้างหน้าอีกก็จะดี จะไปทุกภพทุกชาติต้องอาศัยการกระทำ ถ้าเราไม่ทำก็ไม่มีอะไร ไม่ได้อะไร ถ้าฝึกหัดไปทุกวันๆ จะเป็นหรือไม่เป็น ก็ทำให้เรามีศรัทธาในการภาวนา การกระทำทุกๆ วันไป ทำให้มันนานๆ นั่งสักชั่วโมงสองชั่วโมง ถ้าใจมันสงบลงไปแล้ว เราจะนั่งสักสามสี่ชั่วโมงก็ไม่เป็นอะไร ไม่เจ็บไม่ปวดไม่เหน็ดไม่เหนื่อยอะไร

ต้องหัดกระทำอยู่อย่างนั้นจนใจนี่มันตั้งแน่วแน่ หรือทำไปสงบไป ปีติเกิดขึ้น เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ความสุขก็เกิดขึ้น ความเข้าใจก็เกิดขึ้น

ความกล้าหาญความอาจหาญมันก็มีอยู่ในใจ ต้องอาศัยการกระทำ ถ้าเราไม่ทำก็ไม่มีอะไร ไม่เป็นบุญไม่เป็นกุศลอะไร

ถ้าเราทำไปต้องได้บุญได้กุศลทุกวันทุกเวลาไป ทุกคืนเราจะนอนก็ไหว้พระ ไม่ได้อะไรก็ภาวนาไป ไหว้พระ 3 ที 10 ที พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง เป็นสรณะที่พึ่งของตน แล้วก็นั่งสมาธิไป ภาวนาไป พุทโธ พุทโธ หลับตานั่งนานๆ ไม่นานมากก็ 5 นาที 10 นาที ค่อยหัดไปทุกวันๆ ไป ดีกว่านอนเปล่าๆ ไม่มีอะไร

อยากได้คุณงามความดี สิ่งที่ดีที่ชอบก็ต้องประกอบให้เกิดขึ้นในจิตในใจ

การภาวนามันเป็นยอดของทานอันเลิศ

เก็บอยู่ในจิตในใจทุกภพทุกชาติไปจนได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ก็ต้องอาศัยบำเพ็ญบารมีของตนนี้แหละ

บารมีของตนนี้แหละเป็นเสบียงอาหารไปข้างหน้าอีก เกิดไปชาติไหนก็เป็นคนที่มีความดีความงามอยู่ในจิตใจ เพราะเราได้ฝึกหัดดัดแปลงจิตใจของเราให้มันบริสุทธิ์กาย บริสุทธิ์วาจา บริสุทธิ์ใจ เพราะฉะนั้นเราต้องทำให้เสมอไป สมดังภาษิตท่านว่า วิริเยน ทุกขมัจเจติ คนผู้จะล่วงทุกข์ได้ ก็ต้องอาศัยความเพียร

เพียรนอกก็ต้องทำเหมือนกัน

การทำบุญ การให้ทาน หรือพวกชาวไร่ชาวนาก็ต้องอาศัยความเพียร หากเพียรมันถึงจะมีผล ทำอะไรก็ทำด้วยความเพียรพยายาม การทำจิตใจก็เหมือนกัน ต้องอาศัยความพยายาม ต้องอาศัยความเพียร เพื่อให้จิตมันอยู่ ให้มันสงบ ให้มันบริสุทธิ์ไปจึงจะได้มรรคผลเกิดขึ้นตามภูมิตามธรรม ถ้าจิตเรามันรวมพักครั้งหนึ่ง ก็ติดอยู่ในจิตในใจเสมอไป เพราะฉะนั้นเราควรพยายามในการบุญการกุศล
คนทุกวันนี้ก็มีแต่เรื่อง มีแต่ความวุ่นวายมากมาย รีบทำคุณงามความดีให้มันมีขึ้นในจิตในใจ หลุดพ้นจากความไม่ดี ทำจิตใจให้มันละเอียดไปจนกว่าละเรื่องโลก โลกนี้มีแต่ความรู้ความเห็น

ความเข้าใจทุกอย่างของโลก ธรรมะของจริงมีแต่หมดไปๆ จนตั้งแน่วแน่เป็นหนึ่งอยู่

ตั้งจิตดวงเดียว ตั้งให้มันแน่วแน่อยู่นั่น

อย่างทางจะไปพระนิพพานก็ต้องอาศัยความพยายามจนมันตั้งแน่วแน่ได้

โลกนี้มันประกอบไปด้วยความทะเยอทะยาน ถ้าทำจิตให้มันดี ให้มันสงบ ไปดียิ่งกว่าโลกนี้หลายเท่า

ทำใจให้สงบครั้งหนึ่งๆ อย่างนี้ โอ๊ย จิตใจมันมีความปลื้มในจิตในใจ ความยินดีในใจหาที่สุดไม่ได้ การพยายามทำตนของตนให้|มันดีขึ้นนี่ยากเหลือเกิน สมัยนี้ทุกวันมีแต่ความเพลิดเพลินกับการดูหนังดูลิเกทั่วๆ ไป เดี๋ยวก็มีๆ ประโยชน์ของตนไม่เคยคิดถึงเลย คิดถึงแต่โลก คิดถึงแต่ประโยชน์ของตนให้มาก อย่าไปคิดถึงประโยชน์ในโลกนี้ หาอยู่หากินด้วยความสุจริตพออยู่พอกิน อยู่ไปก็ทำบุญทำทาน

นั่งสมาธิภาวนาของตนอันนี้สำคัญ

โลกประกอบไปด้วยกองทุกข์ หมดทั้งตัวก็เป็นทุกข์ทั้งนั้น ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ ทุกข์อันนี้แหละบางคนทุกข์ยากจน จะหากินเช้าเย็นก็ยังไม่พอกิน ยากเท่าไร ทุกข์เท่าไร คนไม่มีบุญ ไม่มีวาสนา ไม่ค่อยทำบุญ คนเขาเคยทำบุญทำทาน เขาก็เกิดในทรัพย์ในสมบัติ

ดูเถิดคนไม่เหมือนกัน ในโลกนี้ต่างๆ กัน หัวใจก็ไม่เหมือนกัน เป็นคนเหมือนกัน แต่จิตใจไม่เหมือนกัน บางคนใจร้ายสามารถฆ่าคนตายได้ มันต่างกันอย่างนั้นแหละ

แล้วการบุญการกุศลก็ไม่เชื่ออีก หัวใจมันก็โหดร้าย

ต้องพยายามกระทำจิตใจให้มันสงบ จิตใจก็อ่อนน้อมต่อธรรม ต่อวินัย ต่อธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

ถ้าใจเรามันดีขึ้นเรื่อยๆ ละก็ ใจมันก็อ่อน ถ้าฝึกหัดตนให้ชำนิชำนาญ ใจก็กล้าหาญ อาจหาญกำจัดโรค กำจัดภัยได้ทุกอย่าง

การภาวนาทำให้หายเหน็ดเหนื่อยไป

ถ้าวันไหนไม่ได้ภาวนาก็อ่อนเพลียไป ถ้ามานั่งได้สักสองชั่วโมงอย่างนี้หายเหนื่อยสบาย การกระทำจิตใจต้องอาศัยการอบรมจิตใจของตน จนให้มีอุปนิสัยติดอยู่ในจิตใจของตนก็ดีขึ้นทุกภพทุกชาติไป แต่ยังไม่พ้นทุกข์ ดีไปทุกภพทุกชาติ

ถ้าภาวนาบางคนก็ยาก ทางที่ดีก็การทำบุญให้ทานนั้นแหละ ทำให้มาก การให้ทานก็ดี มันจะได้ทรัพย์มีสมบัติเกิดเป็นเทพเทวดาก็อาศัยศรัทธา ถ้าการภาวนาทำจริงๆ ไปให้ได้มรรคผลนิพพานก็ต้องอาศัยทำจิตใจนี่แหละดัดแปลงจนใจเป็นสมาธิ เลยสมาธิไปจนวางภาระในโลกนี้ โลกอันนี้มันก็อยู่ที่สันดาน

วางได้ทำจิตใจให้มันแน่วแน่เป็นหนึ่งนั้น จึงจะถูกหนทางพระนิพพานฯ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-06-19 14:12:35


ความเห็นที่ 50 (1428395)

Pic_178202

 

พระผงสุพรรณ พิมพ์หน้าแก่ กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี ของ ชัยญา ลิ้นปราชญา.

เดินเข้า สนามพระวิภาวดี วันนี้ ก็หูผึ่งกับข่าว พระสมเด็จจิตรลดา ของ รังใหญ่ ที่มีออกมาอย่างเงียบๆสักพักใหญ่แล้ว แต่ไม่เงียบสนิท เพราะเป็นพระจากรังของ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์--ชาวบ้านร้านพระก็เลยสนใจใคร่รู้กันว่าขายทำไม

คำตอบคือไม่ได้ขายเพราะอยากได้เงิน แต่เล่นไปเล่นมาแล้วเบื่อที่เริ่มหายาก ตามเก็บต่อไปก็คงไม่ถึงไหน แถมยังแพงขึ้นๆไม่มีเหตุผล พี่อ๊อฟ-เพรียวพันธ์ ก็เลยเปิดกุฏิ นิมนต์ให้ พระสมเด็จจิตรลดา 30 องค์ แยกย้ายไปหาวัดใหม่ แต่ก็ยังเดินสนามพระเหมือนเดิม แต่คราวนี้เน้นไปทาง เครื่องรางของขลัง ซึ่งอลังการมาก

ก็เป็นไปตามที่บอกว่า สมบัติผลัดกันชม ดังนั้น รุ่นใหญ่ถึงได้บอกนักว่าให้เล่น พระแท้และสวย เพราะเวลาเปลี่ยนมือซื้อขาย รับรองว่าเงินไม่หายไปไหน

 

พระรอด พิมพ์ต้อ กรุวัดมหาวัน ลําพูน จาก ช้าง ท่าดินแดง.

พระรอด พิมพ์ต้อ กรุวัดมหาวัน ลําพูน จาก ช้าง ท่าดินแดง.


คนที่บอกว่าไม่จำเป็น เพราะ ไม่มีวันขาย ขอบอกว่า พูดได้ในรุ่นตัวเองเท่านั้น เพราะไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า เมื่อจากไป ลูกหลานอาจไม่คิดเหมือนเรา ไม่ชอบพระเหมือนเรา เขาก็อาจจะขาย เอาเงินไปทำอย่างอื่น ซึ่งก็เข้าตำรา สมบัติผลัดกันชม จนได้--ดังนั้นก็สร้าง สมบัติ ให้ น่าชม ไม่ดีกว่ารึ รุ่นหลังที่รับไปจะได้คล่องตัว

และถ้าสวยเหมือนองค์แรกวันนี้ คือ พระผงสุพรรณ พิมพ์หน้าแก่ กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี รับรองกำไรไปถึงรุ่นลูกของเหลน เพราะเป็นพระมีคุณค่าครบเครื่องทั้งอายุสมัย พุทธศิลป์ และพุทธคุณ

กรุพระผงสุพรรณ พบเมื่อปี 2456 โดยจ่าเมืองสมัยนั้น ชื่อ เปล่ง สุพรรณโรจน์ ไปยิงนกกับเพื่อน ก็เห็นเด็กๆปีนอยู่บนพระปรางค์เก่าร้าง อุ้ม พระกำแพงศอก ลงมา  จึงดุให้เอาพระไปเก็บที่เดิม (เพราะสมัยนั้นถือว่าเอาของวัดเข้าบ้านเป็นบาป) พอปีนขึ้นไปดูบนพระปรางค์ ก็เห็น พระกำแพงศอก ตอกตะปูติดไว้ตามผนังและวางอยู่ จึงไปรายงานเจ้าเมือง พระยาสุนทร-สงคราม (อี้ กรรณสูต) ท่านจึงให้ขุดกรุพระปรางค์ และนำพระไปถวาย รัชกาลที่ 6 ซึ่งเสด็จฯประพาส ดอนเจดีย์ หลักฐานการทำ ยุทธหัตถี ซึ่งพบในปีเดียวกัน

พระเครื่องที่นำขึ้นถวาย จมื่นอมร ดรุณารักษ์ บันทึกว่า “...มีพระพุทธรูปลีลา หล่อพิมพ์ด้วยโลหะธาตุอย่างหนึ่ง พระพุทธรูปมารวิชัย พิมพ์ด้วยดินเผาอย่างหนึ่ง อย่างละหลายร้อยชิ้น ได้ทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานแจกแก่เสือป่า ลูกเสือ ทหาร และตำรวจภูธร ที่โดยเสด็จทั่วกัน

อย่างไรก็ดี ความที่กรุพระปรางค์แตกมา 10 กว่าวันแล้ว ชาวบ้านจึงไปขนข้าวของในกรุออกไปก่อนมากมาย แต่ก็ยังเหลืออีกมาก ต้องใช้นักโทษขุดค้นได้หลายเกวียน

ที่น่าเสียดายที่สุดคือ ลุงเจิม คนแจวเรือจ้างท่าวัดประตูสาร ซึ่งลงไปในกรุคนแรกๆ ก่อนทางการจะไปถึง เล่าว่า ได้ ลานทองจารึก 20-30 แผ่น แต่ถูกตำรวจตาม แกจึงเอาไปหลอมได้ทองหนัก 20-30 บาท เอาไปขายได้เงินถึง 500 บาท รวยไปเล้ย เพราะสมัยนั้นข้าวเปลือกเกวียนละ 10 บาทเท่านั้น--แต่เป็นการทำลายประวัติศาสตร์ของชาติไปอย่างไม่รู้เท่า เศร้าแทน

 

 

พระยอดขุนพล กรุวัดไก่ ลพบุรี ของ ฐกร บึงสว่าง.

พระยอดขุนพล กรุวัดไก่ ลพบุรี ของ ฐกร บึงสว่าง.


ยังดี ที่ยังมีลานทองจารึกเหลืออยู่ในกรุอีก 3 แผ่น จึงสามารถทราบเรื่องราวของพระกรุนี้ได้ว่า เป็นผลงานการสร้างของ “พระฤาษี 11 ตน (ก็คือ 11 คน) มีพระฤาษีผู้เป็นใหญ่ตน 1 พระฤาษีพิราลัยตน 1 พระฤาษีตาไฟตน 1 พระฤาษีตาวัวตน 1” สร้างเพื่อถวาย พระยาศรีธรรมาโศกราช

คำแปลจากภาษามคธในลานทองจารึก บอกว่า เมื่อได้มติเอกฉันท์ 4 พระฤาษีผู้เป็นใหญ่จึงให้พระฤาษี 11 ตนไปเอาว่านอันมีฤทธิ์ เช่น กฤษณา มาให้ได้ 1,000 กับเกสรดอกไม้อันวิเศษ มีเกสรบัวเป็นต้นอีก 1,000 อย่าง แร่ต่างๆ และดินที่เขาไกรลาส เมื่อได้ครบแล้วก็ทำพิธีอัญเชิญเทวดามาบดยา และให้พระฤาษีเอาว่านทั้งหลายมาตำเป็นผงปั้นกับดิน 4 ใจกลางเมือง แล้วทำเป็น พระพิมพ์ ไว้ พิมพ์ด้วยลายมือของ พระมหาเถระปิยะทัสสี-สารีบุตร

ในคำแปล บอกอุปเท่ห์การบูชาว่ามีดีครบทุกเรื่อง เช่น ถ้าจะไปสงครามให้เอาพระสรงน้ำมันหอม เสกนวหรคุณ แล้วเอาน้ำมันหอมมาใส่ผม จะชนะข้าศึกสมปรารถนา, ถ้าจะให้เป็นมหาจังงัง ให้เอาพระไว้บนหัวแล้วอธิษฐานขอ สัตว์ที่จะทำร้ายจะคงยืนอยู่อย่างนั้น--คนเมืองสุพรรณผู้มีอันจะกิน จึงต้องแสวงหา พระผงสุพรรณ มาใช้บูชาก่อนพระเครื่องอื่น แพงเท่าไหร่ก็มีใบสั่งตลอด อย่าง
องค์สวย ของ เสี่ยชัยญา ลิ้นปราชญา ที่เพิ่งได้มา ว่ากัน หลาย ล้าน

 

 

พระพิมพ์ซุ้มรัศมี (เนื้อผงว่านพญาไม้ผุ) หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว นครปฐม.

พระพิมพ์ซุ้มรัศมี (เนื้อผงว่านพญาไม้ผุ) หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว นครปฐม.


ตามมาด้วย พระรอด พิมพ์ต้อ กรุวัดมหาวัน ลําพูน จาก เสี่ยช้าง ท่าดินแดง แม้จะไม่งามหูตากะพริบ แต่ก็โชว์ได้ เพราะเป็นพระสภาพสมบูรณ์ ฟอร์มทรงได้สัดส่วน ส่งให้องค์พระดูโดดเด่น ยิ่งได้ ซุ้มโพธิ์ ที่คมชัดพลิ้วไหว และ ปีกเนื้อด้านข้าง มาเป็นองค์ประกอบ ยิ่งเสริมให้พระองค์นี้ดูดีมีเสน่ห์

องค์ต่อไป เป็น พระรูปเหมือนหล่อโบราณ พิมพ์ขี้ตา หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน พิจิตร ซึ่งส่งภาพมาทางไปรษณีย์ หลายเดือนแล้ว แต่ข้าพเจ้าเพิ่งเห็นเมื่ออาทิตย์ก่อนนี่เอง เพราะมัวแต่ยุ่งจัดระเบียบที่ทำงาน

พอเห็นภาพพระ ตอนแรกนึกว่าแฟนทางบ้านมีพระแท้สวยเจ๋งให้ชมเหมือนกันวุ้ยปรากฏว่าเจ้าของคือพล.ต.อ.ขัตติยะอนันตวงศ์ อดีต ผบก.ภ.จ.พิษณุโลก พลิกดูหน้าซอง เห็นชื่อ ลุงเปี๊ยก-ปรีชา เอี่ยมธรรม นักเขียนรุ่นแรกของ สปีริต ที่ปลีกวิเวกไปอยู่ที่บ้านดําเนินสะดวก ส่งมา จึงถึงบางอ้อว่าเพราะได้ กุนซือ ดีนี่เอง

 

 

พระรูปเหมือนหล่อโบราณ พิมพ์ขี้ตา หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน พิจิตร ของ พล.ต.อ.ขัตติยะ อนันตวงศ์.

พระรูปเหมือนหล่อโบราณ พิมพ์ขี้ตา หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน พิจิตร ของ พล.ต.อ.ขัตติยะ อนันตวงศ์.


เรื่อง กุนซือเนี่ยสำคัญเพราะถ้าไม่เก่งไม่แม่นเป็นแค่กุน (หมู) ไม่มีซือ ก็พาเราหลงทิศหลงทางเป็น หมูสนาม ไปอีกคน แล้วจะเป๋ตลอดไป ทางที่ดีควรมี กุนซือ หลายๆคน เพื่อ ดับเบิ้ลเช็ก

อีกองค์ เป็นพระกรุ คือ พระ ยอดขุนพล กรุวัดไก่ ลพบุรี องค์นี้เป็นพระกรุพระเก่าที่ได้รับความนิยมมาเนิ่นนาน แต่ไม่ค่อยได้เห็นพระองค์ จริงเพราะจำนวนพระที่ ค้นพบมีน้อย และด้วยอายุที่อยู่ในกรุมานาน 600 ปี เมื่อถูกนําขึ้นจากกรุอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทําให้พระที่มีน้อยอยู่แล้วเกิดชํารุดเสียหายไปกว่าครึ่ง พระกรุนี้จึงเหลือมาให้เห็นในยุคปัจจุบันนับองค์ได้ และองค์นี้ของ เสี่ยฐกร บึงสว่าง เป็นองค์หนึ่งในจํานวนนั้นที่ยังคงความสวยสมบูรณ์ไว้ได้ดีเยี่ยม

อีกรายการ คือ พระพิมพ์ซุ้มรัศมี (เนื้อผงว่านพญาไม้ผุ) หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว นครปฐม

 

 

เหรียญหล่อรุ่นแรก ล.พ.เนื่อง วัดจุฬามณี สมุทรสงคราม ของ แมน รัตนา.

เหรียญหล่อรุ่นแรก ล.พ.เนื่อง วัดจุฬามณี สมุทรสงคราม ของ แมน รัตนา.


หลวงปู่บุญ เป็นเจ้าอาวาสวัดกลางบางแก้ว ระหว่าง พ.ศ.2429-2478 นานถึง 49 ปี และได้สร้างพระเครื่องมากมาย หลายเนื้อ แปลกๆ เช่น พระบูชาไม้โพธิ์นิพพานบูรพาทิศ (เอากิ่งชี้ไปทางตะวันออกและหักเอง) พระบูชาปางปาฏิหาริย์เนื้อขี้นกเขาเปล้า เนื้อผงว่าน เนื้อผงยาจินดามณี ด้วย

ต่อไปเป็น พระนาคปรกใบโพธิ์ เนื้อทองคํา ท่านเจ้าคุณพระญาณนรรัตนราชมานิต วัดเทพศิรินทร์ฯ จัดสร้างโดย เจ้าคุณอุดมสารโสภณ เมื่อ พ.ศ.2513 ซึ่งจัดเป็นพระเครื่องรุ่นสุดท้ายที่ ท่านเจ้าคุณนรฯ อธิษฐานจิต ความคมชัดสวยงามเรียบร้อยของพิมพ์พระ ทําให้ศิษย์ท่านนิยมแสวงหากันอย่างสูง องค์นี้ของ เสี่ยศักดิ์  ตลิ่งชัน

สุดท้าย เหรียญหล่อรุ่นแรก ล.พ.เนื่อง วัดจุฬามณีสมุทรสงครามที่เสี่ยแมนรัตนา เขียนมาว่า สร้างเป็นกรณีพิเศษ เททองหล่อที่วัดสุทัศน์ฯ ในพิธีสร้างพระชัยวัฒน์จำนวน 19 เหรียญ (แต่ไม่บอกว่าเป็นพระชัยวัฒน์รุ่นไหน) ดีที่ด้านหลังเหรียญบอกปีสร้างไว้ว่า ร.ศ.187

 

 

สปีริต ปก พระปิดตา ราคา 25 ล้าน.

สปีริต ปก พระปิดตา ราคา 25 ล้าน.


ต่อไปเข้าสนามพระใหม่ ซึ่งตั้งแต่ต้นปีนี้มา จะเห็นชัดว่า มี พระใหม่ ไม่กี่สำนักออกให้เช่าบูชา สาเหตุสำคัญคือ เศรษฐกิจไม่ดี คนจึงลดการใช้จ่ายลง--แต่ คนเล่นพระ ยังไง้ ยังไงก็อดไม่ได้ ต้องเช่าต้องซื้อ แต่ก็เลือกเฉพาะบางรุ่นที่ดีจริงๆ

ทำให้วัดที่เคยจัดสร้างวัตถุมงคลเพื่อหาเงินไปบูรณปฏิสังขรณ์ และ พัฒนากิจกรรมทางศาสนา ต้องงดการจัดสร้างไปตามกัน เพราะ ไม่มั่นใจกำลังซื้อ จึงมีแต่รุ่นที่มั่นใจว่า มีดีจริงๆ ออกมา

ซึ่งต้องมี พระหลวงพ่อทวด ซึ่งได้รับความเชื่อถือศรัทธา เป็นอมตะ เพราะถ้าพูดถึงพุทธคุณด้าน แคล้วคลาด ภยันตราย ทุกคนต้องนึกถึง พระหลวงพ่อทวด เป็น อันดับแรก แน่นอน

พิธีสร้าง หลวงพ่อทวด ที่ใหญ่และเข้มขลังที่สุดของปีนี้ คือ รุ่น เจริญพร หลวงพ่อทอง วัดสำเภาเชย ปัตตานี ซึ่งตอนหลวงพ่อยังอยู่ กระแสก็แรงอยู่แล้ว เพราะหลวงพ่อนำชนวนมวลสารที่เก็บรักษาไว้ชั่วชีวิตมาใช้แบบหมดย่าม พอหลวงพ่อมรณภาพ ก็ยิ่งกลายเป็น รุ่นสุดท้าย หลวงพ่อทอง ที่นักสะสมต้องการมากขึ้น

 

 

รุ่นโภคทรัพย์ หลวงพ่อจรัญ.

รุ่นโภคทรัพย์ หลวงพ่อจรัญ.


ก่อนปลุกเสก คนไม่แน่ใจว่าจะมีการสร้างต่อหรือไม่เพราะหลวงพ่อมรณภาพไปก่อน แต่เมื่อเห็นกับตาว่ามีพิธีใหญ่มาก พระเกจิสายหลวงพ่อทวด และสายเขาอ้อ รุ่นใหญ่ๆไปกันคับคั่งที่สุด เช่น หลวงพ่อเขียว วัดห้วยเงาะหลวงพ่อหวาน วัดสะบ้าย้อย หลวงพ่อคล้อย วัดภูเขาทองฯ พอเสร็จพิธี รุ่นเจริญพร ก็กลายเป็น พระหลวงพ่อทวด ที่ตลาดถามหาทันที

เพราะนอกจากเป็น รุ่นสุดท้าย หลวงพ่อทอง และพิธีเข้มขลังแล้ว คนอยากเช่าเพื่อสร้างกุศลกับ หลวงพ่อทอง เป็นครั้งสุดท้าย เพราะรายได้จากรุ่นนี้ ท่านยกให้ไปสร้างอาคารอเนกประสงค์ให้ อ.ปนาเระ และแจกทุนการศึกษาเด็กยากจนใน 3 จังหวัดภาคใต้ ทุกคนจึงพร้อมใจกันสานต่อเต็มที่ รุ่นนี้จึงมีหรือจะไม่ดัง

กับทั้ง รูปแบบ ก็ ใหม่ หมด เช่น รูปหล่อลอยองค์พ่อทวด หน้าเลื่อน ซึ่ง หล่อโบราณ ที่ทำได้สวยงามคมชัดที่สุด ตอนนี้เนื้อทองคำหมดแล้ว ส่วนเนื้ออื่นๆ เช่น นวะแก่ทอง ทองขาว ทองระฆัง สัมฤทธิ์ ก็มีอีกไม่มาก

บูชารับพระได้เลยที่วัดหรือสอบถาม 08-9655-7914, 08-1566-8889 และ 08-6300-2549

 

 

พระนาคปรกใบโพธิ์ เนื้อทองคํา เจ้าคุณพระญาณ-นรรัตนราชมานิต วัดเทพศิรินทร์ฯ 2513 ของ ศักดิ์ ตลิ่งชัน.

พระนาคปรกใบโพธิ์ เนื้อทองคํา เจ้าคุณพระญาณ-นรรัตนราชมานิต วัดเทพศิรินทร์ฯ 2513 ของ ศักดิ์ ตลิ่งชัน.


อีกรุ่นเป็นวัตถุมงคลที่หลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ และเป็นพระที่มีชื่อเสียงมาก ด้านกรรมฐาน คือ หลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน สิงห์บุรี ซึ่งเมตตาอนุญาตให้จัดสร้าง รุ่นโภคทรัพย์ เพื่อนำรายได้ไปสร้างหอพักสงฆ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) วิทยาเขตขอนแก่น เพื่อให้พระเณรมีที่จำวัด

พอเห็นรูปแบบ รุ่นโภคทรัพย์ หลวงพ่อจรัญ เช่น รูปหล่อบูชา 9 นิ้ว ทุกคนก็บอกเป็นเสียงเดียวว่า สวยมาก เพราะสร้างด้วย เนื้อสนิมเขียวหยก

ส่วน รูปหล่อปั๊ม ขนาด 32 มิลก็ฮอตมาก เพราะแกะพิมพ์ได้เหมือนหลวงพ่อที่สุด ลูกศิษย์ชอบใจมาก ขนาด เนื้อทองคำ องค์ละ 9 หมื่น ออกมาก็หมดทันที ก็เลยไปรุมเช่า เนื้อทองสตางค์ ซึ่งสร้างเพียง 5,999 องค์ตอกโค้ดและหมายเลข

ส่วน เหรียญโภคทรัพย์เล็ก (เม็ดแตง) ก็สวยน่ารัก ขนาดจิ๋วๆก็จริงแต่แกะแบบได้ละเอียด หลังเป็น ราชสีห์ ซึ่งบ่งบอกสัญลักษณ์เมืองสิงห์บุรี และบอกให้รู้ว่า พระอาจารย์ ของท่าน คือ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพธิ์ ซึ่งเก่งกล้าอาคมในการสร้างราชสีห์ ที่สุด ทำให้มั่นใจได้ว่าเหรียญโภคทรัพย์เล็ก มีดีครบทั้งโชคลาภ เมตตา แคล้วคลาด มหานิยม

จองได้ที่วัด และ มจร.ขอนแก่น หรือสอบถามที่ 08-1708-1586,08-1889 -6777 หรือ www.siristore.com

ตามด้วย หนังสือ สปีริต เล่มล่า ปก พระปิดตา ตระกูลแพงที่สุดในโลก คือ หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ อย่างองค์นี้ 25 ล้าน เดิมอยู่กับ เสี่ยวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ต่อมาไปอยู่กับ เสี่ยวิชัย รักศรีอักษร ก่อนจะแลกกับ สมเด็จวัดระฆัง--แต่ บิ๊กคิง เพาเวอร์ ยังมี พระซุ้มกอองค์เยี่ยมๆมาให้ดูครึ่งโหลในมุม พระท็อปไฟว์

 

 

รูปหล่อหลวงพ่อทวดลอยองค์ หน้าเลื่อน หล่อโบราณ รุ่น เจริญพร หลวงพ่อทอง วัดสำเภาเชย ปัตตานี.

รูปหล่อหลวงพ่อทวดลอยองค์ หน้าเลื่อน หล่อโบราณ รุ่น เจริญพร หลวงพ่อทอง วัดสำเภาเชย ปัตตานี.


ในเล่ม มี พระปิดตาหลวงพ่อแก้ว ให้ดูกันแบบไม่หวงไม่กั๊ก อัดให้เต็มที่ เล่มนี้ใครไม่เก็บไม่ได้ ขอบอก-อีกคอลัมน์คือ พระแท้แบบ พระพันตา ให้อัพเดทความเคลื่อนไหวราคาพระเครื่องรางของขลังกันแบบจริงใจไม่จิงโจ้

ต้องตามอ่าน เกจิ...เจ้าเก่า เขียน ตอบตำรับวิชา ยอดพระคณาจารย์ ส่วน เรียนเหรียญกับเซียนบอย บอกตำหนิจดจำ เหรียญหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง หลังยันต์ 5 พ.ศ.2469

ซอกแซกบ้านเซียน เสี่ยรัก สุพรรณ งัดพระเหรียญสวยๆมาให้ดู เพื่อยืนยันว่า เน้นคุณภาพ ถึงได้มีวันนี้ที่คนเชื่อถือ ส่วน รู้แล้วรวย อ่าน เหรียญหลวงพ่อมงคลบพิตร 2485 และ กรุเก่าที่บ้านเกิด เป็น พระกรุนาดูน อีกคอลัมน์ยอดฮิต เครื่องราง ขลัง ขลัง อ่าน น้ำเต้ากันไฟให้ทรัพย์--สมัครสมาชิกที่ 0-2886-6386-7 จะได้เก็บหนังสือได้ครบทุกเล่ม เพราะคนที่ซื้อไม่ทันตอนวางแผง บางทีตามไปซื้อที่สปีริต ก็ได้ไม่ค่อยครบแล้ว

ต่อไปเป็น คำถามสนามพระ ซึ่งท่านผู้ชมถามมาว่า สีกาอ่าง เนี่ย แบ่งชนชั้น หรือเปล่า เพราะเห็นเขียนถึงแต่ สนามพระในห้าง แต่ไม่สนใจ สนามพระริมฟุตปาท เลย

ขอเรียนว่า สนใจทั้งนั้น ถ้ามีพระแท้ แต่ในเมื่อพระแท้ๆสวยๆส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือเซียนพระ ที่มีกิจการเป็นหลักแหล่งอยู่ในห้างทั้งนั้น ข้าพเจ้าก็ต้องว่าไปตามทาง

แต่อย่าดูถูก แผงพระยองๆส่อง เพราะเคยมีข่าวว่า พบพระดีๆ บ่อยๆ ที่ฮือฮาหลายปีก่อน ก็ตอนชาวบ้านต่างจังหวัดเอาเหรียญทองคำไปขาย แผงพระก็เลยซื้อ หลักพัน ซึ่งเนื้อปกติซื้อกันสิบยี่สิบบาท พอมีมือสองมาซื้อต่อ ขายได้ 4 หมื่น สุดท้าย คนเล่นเป็น ขายไป 1 ล้าน เพราะเป็น เหรียญทองคำ หลวงพ่อทองศุข วัดโตนดหลวง เพชรบุรี

แผงพระยองๆส่อง จึงเป็นตลาดที่เต็มไปด้วยความหวัง หวังว่าจะเจอพระดีๆแท้ๆ บางคนไปก็หวังอยาก ลองวิชา ได้พระองค์ละร้อยสองร้อยมา ก็เอามาส่องหาความเหมือนและต่างกับพระองค์ละแสนละล้าน

ที่ไทยรัฐก็มีลูกค้าใหญ่ ชอบไปลองตา คือ เสี่ยประกิต ปวรกุล ต้องไปกระจายรายได้อาทิตย์ละหลายพัน ล่าสุด ตื่นเต้นมากเมื่อได้ พระสมเด็จ มาแค่ พันเดียว แต่พอเอาไปเปรียบเทียบกับองค์ดังๆ ราคา 20 ล้าน ก็มี ส่วนคล้าย จริงๆแฮะ ทำให้สาวกนักข่าวรุ่นน้องไทยรัฐตื่นเต้นมาก ใกล้เข้าไปแร้ว

เรื่อง ได้ดีที่แผงพระริมถนน มีจริงๆ อย่าง เสี่ยไมตรี ลูกชายข้าราชการชลประทาน ซึ่งเรียนจบมา 10 ปีแล้วแต่ไม่ทำงาน แต่พ่อแม่ก็ไม่กล้าว่า แม้จะสงสัยว่าเป็นงานสุจริตหรือเปล่า แต่ไม่กล้าถาม เพราะ เสี่ยไมตรี ปลูกบ้านให้หลายล้าน แถมยังให้ค่าเลี้ยงดูอีกเดือนเป็นแสน

ไม่นานมานี้ ความแตก เมื่อ เสี่ยไมตรี ถูกตำรวจเรียกตัวไปสอบสวน เพราะสงสัยว่า พัวพันกับขบวนการยาเสพติด เนื่องจากมีเงินโอนเข้าบัญชีมากผิดปกติ ทั้งที่ไม่มีงานการทำ

พ่อแม่พี่น้องก็เลยรู้ว่า เห็น เสี่ยไมตรี เอาแต่โต๋เต๋ ก็เพราะไปรับซื้อพระต่างจังหวัดทั่วประเทศ องค์ละสิบยี่สิบบาท หรือร้อยกว่า ได้มาก็เอามาขายส่งแผงริมถนน องค์ไหนก็ดูดีหน่อย ก็ส่งไปวัดตาเซียนสนามใหญ่ และเคยเจอฟลุก ที่เซียนใหญ่รับซื้อแพงๆอยู่บ่อยๆ

ตำรวจคุยแล้ว ก็ปล่อยตัว เพราะ เสี่ยไมตรี รอบคอบมาก ซื้อพระมาจากไหน เอาไปขายใคร เมื่อไหร่เท่าไหร่จดไว้หมด และพาไปชี้ตัวได้

แต่ที่น่าตกใจคือ สิบกว่าปีที่ทำมาหากินมาทางนี้ เสี่ยไมตรี ซึ่งลงทุนไปแค่แสนกว่าๆ ทำเงินหมุนเวียนได้ถึง 19 ล้านบาท เจ้าค่ะ อามิตตพุทธ.

 


สีกาอ่าง

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-06-18 21:39:15


ความเห็นที่ 49 (1427754)

พระเทริดขนนก

พันธุ์แท้พระเครื่อง



พระเทริดขนนก (อ่านว่า เซิด) กรุวัดเสมาสามชั้น นับเป็นพระกรุเก่าที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมสะสมกันอย่างกว้างขวางพิมพ์หนึ่งของจังหวัดเพชรบุรี จังหวัดเก่าแก่ของประเทศไทย ซึ่งมีความเจริญรุ่งเรืองและมีความสำคัญเรื่อยมาตั้งแต่ในสมัยสุวรรณภูมิ ทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี จนถึงสมัยอยุธยา

สาเหตุที่เรียกกันว่า "เทริดขนนก" นั้น เรียกขานตามลักษณะของพระเศียรซึ่งประดับมงกุฎ หรือที่เรียกกันว่า "เทริด" ส่วนคำว่า "ขนนก" มาจากลักษณะที่เป็นแฉกคล้ายขนนกเสียบเรียงกัน จึงรวมเป็น "เทริดขนนก" มีพุทธคุณปรากฏเป็นเลิศในด้านแคล้วคลาดและคงกระพันชาตรี

พระเทริดขนนก กรุวัดเสมาสามชั้น มีการขุดค้นพบเมื่อประมาณปี พ.ศ.2513 ที่ วัดเสมาสามชั้น ซึ่งปัจจุบันคือวิทยาลัยเทคโนโลยีเพชรบุรี และพบอยู่ประมาณ 200 กว่าองค์เท่านั้น ลักษณะเป็นพระเนื้อชินตะกั่วสนิมแดง มีพุทธศิลปะแบบสมัยลพบุรียุคต้น องค์พระมีขนาดกำลังดี คือ มีความสูงประมาณ 3.5 เซนติเมตร และกว้างประมาณ 2.3 เซนติเมตร

พุทธลักษณะองค์พระ ด้านหน้า พระประธานประทับนั่ง ขัดสมาธิราบ แสดงปางมารวิชัย เหนืออาสนะบัวเล็บช้าง มีกลีบบัวใหญ่ 3 กลีบ และกลีบแซม 2 กลีบ พระเศียรทรงเทริด ลักษณะเป็นรูปมงกุฎแบบเตี้ย มีกรอบกระบังหน้าลักษณะคล้ายขนนกมี 3 กลีบ และจะมีกลีบเล็กๆ โค้งอยู่ด้านหน้าเป็นกระจังอีกอันหนึ่ง ซึ่ง "พระเทริดขนนก กรุวัดค้างคาว" จะไม่มีกลีบเล็กๆ นี้ ฉลองพระศอแบบสร้อยสังวาล ต้นพระพาหาทั้งสองข้างประดับพาหุรัด ส่วนด้านหลัง มี พิมพ์หลังลายผ้าและพิมพ์หลังเป็นแอ่ง สามารถแบ่งแยกออกได้เป็น 2 พิมพ์ คือ

- พิมพ์เทริดขนนก แบบมีซุ้ม นิยมเรียกกันว่า "พระยอดขุนพล" องค์พระประธานจะประทับนั่งภายในซุ้มเรือนแก้ว

- พิมพ์เทริดขนนก แบบธรรมดา ลอยองค์ ไม่มีปีกข้าง เข้าใจว่าเป็นการตัดกรอบพิมพ์ชิดองค์พระ จึงตัดกรอบเส้นซุ้มออกไป

ด้วย "พระเทริดขนนก" นี้ เป็นพระเนื้อชินตะกั่ว ส่วนใหญ่จึงปรากฏสนิมแดง สีแบบเปลือกมังคุดแก่หรือสีลูกหว้าสุก น้อยองค์ที่จะเป็นสีแดงเลือดนกหรือแดงปนส้ม เมื่อนำสำลีหรือผ้านิ่มๆ มาเช็ดจะเกิดความมันวาวและใส พื้นผิวขององค์พระจะมีลักษณะแห้ง บางองค์ปรากฏรอยปริแตกร้าว คล้ายเส้นใยแมงมุม

การพิจารณาพระเทริดขนนก ใช้หลักการพิจารณาเช่นเดียวกับพระเนื้อชินตะกั่วที่บรรจุกรุโดยทั่วไป ซึ่งจะมีคุณ สมบัติ คือ เมื่อผ่านกาลเวลาเนิ่นนานก็จะปรากฏ "คราบไขความเก่าตามธรรม ชาติ" ลักษณะเป็นไขสีขาวขุ่น ผุดออกจากเนื้อขององค์พระ บางครั้งอาจเป็นสีน้ำตาลอ่อนแซมอยู่กับสนิมแดงที่จับเกาะติดแน่นทั่วทั้งองค์พระ ซึ่งล้างออกยากมาก

นอกจากนี้ จะมี "คราบหินปูน" เกาะติดอยู่กับองค์พระ บางองค์เกาะหนามากคล้ายขี้ตะกรัน โดยเฉพาะกรุที่มีความชื้นและน้ำท่วมถึง "คราบกรวด ดิน และทราย" ที่ฝังทับถม เป็นคราบสีน้ำตาล แต่เมื่อนำมาล้างออกจะปรากฏองค์พระที่งดงามยิ่ง ปรากฏคราบสนิมแดงชัดเจน ทำให้การพิจารณาธรรมชาติความเก่าขององค์พระง่ายยิ่งขึ้นครับผม
 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-06-14 08:41:20


ความเห็นที่ 48 (1427625)

เหรียญปั๊มพระปฐมเจดีย์ 2465

คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง
โดย ราม วัชรประดิษฐ์



วัดพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม พระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างมาแต่โบร่ำโบราณ ชาวบ้านมักเรียกขานกันว่า "วัดใหญ่" มีตำนานการสร้างหรือนิทานพื้นบ้านที่เล่าขานสืบกันมาว่า

"?.พระยาพาน บุตรพระยากงได้หลงมาทำสงครามชนช้างกับพระบิดา และฟันพระบิดาสิ้นพระชนม์บนคอช้าง อีกทั้งยังเกือบยึดพระมเหสีของพระยากง ซึ่งก็คือพระมารดาของพระองค์มาเป็นภรรยา ภายหลังสืบทราบว่า พระยากงเป็นพระบิดาก็ทรงเสียพระทัยยิ่งนัก จึงได้สั่งฆ่ายายหอมที่เลี้ยงดูมาด้วยความโกรธที่ปกปิดเรื่องราว จนพระองค์ต้องทำบาปฉกรรจ์ฆ่าพ่อของตนเอง?.ด้วยความเกรงกลัวบาปกรรม จึงได้ตั้งธรรมศาลาที่ตำบลบ้านธรรมศาลา แล้วชุมนุมสงฆ์และนักปราชญ์เพื่อปรึกษาหารือถึงการล้างบาป ก็ได้รับคำแนะนำให้สร้างพระเจดีย์สูงขนาดชั่วนกเขาเหินเป็นการไถ่บาป?."

อันเป็นตำนานเล่าขานถึงมูลเหตุแห่งการจัดสร้าง "พระปฐมเจดีย์" พระเจดีย์ที่เป็นใหญ่ซึ่งตั้งตระหง่าน และเป็นที่เคารพสักการะของชาวนครปฐมและใกล้เคียงมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน และด้วยอำนาจแห่งพระบรมสารีกริกธาตุที่ประดิษฐานอยู่ ณ พระปฐมเจดีย์ ได้เคยแสดงปาฏิหาริย์ให้ปรากฏต่อพระพักตร์ รัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ดังมีหลักฐานปรากฏในพระราชหัตถเลขา ทำให้ชื่อพระปฐมเจดีย์เป็นที่รู้จักและเลื่อมใสศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ มีการจัดสร้างวัตถุมงคลอันเกี่ยวเนื่องกับพระปฐมเจดีย์มากมาย เพื่อจัดหาทุนทรัพย์ไว้บำรุงรักษาและบูรณปฏิสังขรณ์ให้วัดพระปฐมเจดีย์ยังคงสภาพสมบูรณ์สืบไป แต่วัตถุมงคลที่จะต้องหยิบยกมากล่าวถึง คือ "เหรียญปั๊มพระปฐมเจดีย์ ปี 2465" ด้วยเหตุที่เป็นเหรียญที่ได้รับการยอมรับและยกย่องให้เป็น 1 ใน 4 เหรียญรูปจำลองพระบรมธาตุของไทยที่มีความโดดเด่นและเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางในแวดวงนักนิยมสะสมพระเครื่อง

เหรียญปั๊มพระปฐมเจดีย์ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2465 โดยเจ้าพระยาเทเวศรวงศวิวัฒน์ (ม.ร.ว.หลาน กุญชร) อดีตเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และเจ้าของ "โรงละครดึกดำบรรพ์" โรงละครชื่อดังในยุคนั้น เนื่องในโอกาสทำบุญฉลองอายุครบ 70 ปี วันที่ 18 พฤศจิกายน อันนับเป็นการบำเพ็ญกุศลครั้งยิ่งใหญ่ โดยนิมนต์พระสงฆ์ 200 รูปมารับบิณฑบาต ถวายภัตตาหารเพลพระสงฆ์ 10 รูป ต่อด้วยเทศน์อีก 1 กัณฑ์ เป็นเวลา 3 วัน และในวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2465 ยังได้จัดสร้าง "พระพุทธรูป" สูง 2 ศอกคืบ 4 นิ้ว 1 องค์ "พระเจดีย์ทองเหลือง" สูง 1 คืบ 6 นิ้ว ฐานกว้าง 11 นิ้ว 18 องค์ เป็นแบบจำลองพระปฐมเจดีย์นครปฐม และสร้าง "เหรียญปั๊มพระปฐมเจดีย์" จำนวน 10,000 เหรียญ เพื่อแจกจ่ายเป็นที่ระลึก และหลังจากนั้นเพียงไม่นาน ท่านก็ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2466

เชื่อกันว่า เหรียญปั๊มพระปฐมเจดีย์ น่าจะต้องผ่านพิธีปลุกเสกที่เข้มขลังจากพระเกจิอาจารย์ชื่อดังในยุคนั้นอย่างแน่นอน แต่ไม่มีหลักฐานระบุเป็นที่แน่ชัดว่าเป็นรูปใดบ้าง แค่เฉพาะเกียรติคุณของผู้สร้าง กับทั้ง ปาฏิหาริย์แห่งองค์พระปฐมเจดีย์ที่นำมาจำลองในเหรียญ ก็เพียงพอที่จะส่งให้เหรียญได้รับความนิยมและแสวงหาอย่างสูงแล้วครับผม
 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-06-13 10:24:07


ความเห็นที่ 47 (1427326)

เหรียญหลวงพ่ออุตตมะ 2511

เปิดตลับพระใหม่



'พระราชอุดมมงคล' หรือ ที่รู้จักกันทั่วไปในนามของ 'หลวงพ่ออุตตมะ' พระเกจิอาจารย์ชื่อดังของจังหวัดกาญจนบุรี ได้รับสมญาเทพเจ้าของชาวมอญ ด้วยท่านมีบทบาทผู้นำคนสำคัญของชาวมอญพลัดถิ่นที่สังขละบุรี

หลวงพ่ออุตตมะ เป็นชาวมอญ เกิดเมื่อปี พ.ศ.2453 ที่หมู่บ้านโมกกะเนียง อำเภอเย จังหวัดมะละแหม่ง (ปัจจุบันเป็นประเทศพม่า) เดิมชื่อ เอหม่อง ในวัยเยาว์เล่าเรียนอักขระรามัญและพม่ากับพระสงฆ์ที่วัดโมกกะเนียง

เมื่ออายุ 19 ปี บวชเป็นสามเณร ณ วัดเกลาสะ อำเภอเย จังหวัดมะละแหม่ง โดยมีพระเกตุมาลา เป็นพระอุปัชฌาย์ ศึกษาพระปริยัติธรรมและภาษาบาลีจนสอบได้นักธรรมตรีและโท

พ.ศ.2474 อายุครบบรรพชาจึงอุปสมบท ณ วัดเกลาสะ โดยมีพระเกตุมาลา เป็นพระอุปัชฌาย์ พระนันทสาโร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระวิสารท เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า อุตตมรัมโภ แปลว่า ผู้มีความพากเพียรอันสูงสุด

พ.ศ.2486 หลวงพ่ออุตตมะได้พบหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ที่อำเภอแม่สะเรียง พ.ศ.2490 จำพรรษาอยู่ที่วัดปรังกาสี อำเภอทองผาภูมิ อยู่ 1 พรรษา แล้วเดินทางต่อมายังจังหวัดราชบุรีเพื่อเยี่ยมชาวมอญในถิ่นนั้น และจำพรรษาที่วัดเกาะ อำเภอโพธาราม เริ่มฝึกพูด อ่าน เขียนภาษาไทย และรักษาโรคภัยไข้เจ็บแก่ชาวบ้าน

ต่อมา หลวงพ่ออุตตมะ ได้รับการถวายสัญชาติไทยและได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นตรีที่ พระครูอุดมสิทธิฐาจารย์ ปี พ.ศ.2512 ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระครูชั้นโทฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน และแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดวังก์วิเวการาม และได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์เรื่อยมา สมณศักดิ์สุดท้ายได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชอุดมมงคล

ท่านมรณภาพในปี พ.ศ.2550 สิริอายุ 96 ปี พรรษา 76

หลวงพ่ออุตตมะ เป็นพระที่มีความสมถะ มักน้อย รักสันโดษ เคร่งครัดในพระธรรมวินัย มีเมตตาธรรมและกรุณาธรรมสูงส่ง จึงเป็นที่เคารพเลื่อมใสของพุทธศาสนิกชนทุกเชื้อชาติ ทั้ง ไทย จีน มอญ พม่า ชาวเขา วัตถุมงคลของท่านจึงล้วนโด่งดังเป็นที่แสวงหา มีทั้ง ลูกประคำ พระผง ฯลฯ

โดยเฉพาะ เหรียญปั๊มรูปเหมือนรุ่นแรก ปี 2511 ซึ่งวัดวังก์วิเวการาม เป็นผู้จัดสร้างนั้น เป็นที่นิยมอย่างสูง หาดูหาเช่ายากมาก

เหรียญปั๊มรูปเหมือนหลวงพ่ออุตตมะ รุ่นแรก ปี 2511 ลักษณะเป็นเหรียญกลม หูเชื่อม ยกขอบหน้า-หลัง เนื้อทองแดง

ด้านหน้า เป็นรูปเหมือนหลวงพ่ออุตตมะครึ่งองค์ จารึกอักษรไทย "หลวงพ่ออุตตมะ"

ด้านหลัง เป็นรูปพระเจดีย์ 3 องค์ ด้านบนเป็นอักขระขอม ด้านล่างมีอักษรไทยว่า "กาญจนบุรี" และระบุปีที่สร้างคือ "๒๕๑๑"

เป็นเหรียญที่บรรดาเซียนพระและนักสะสมวัตถุมงคลเสาะหา

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-06-10 12:53:58


ความเห็นที่ 46 (1427201)

พระรอดวัดมหาวัน และ"พระรอดเมืองใต้" (จบ)

คอลัมน์ มุมพระเก่า
อภิญญา



ส่วนในบัญชรนี้จะเอ่ยถึงพระเครื่องที่มีพุทธคุณที่ทดแทนพระรอดได้ คือ พระขรัวอีโต้ กรุวัดเลียบ กรุงเทพฯ ซึ่งในวงการพระเครื่องถวายฉายานามพระเครื่องกรุนี้ว่า "พระรอดเมืองใต้"

พระขรัวอีโต้ กรุวัดเลียบ หรือพระขรัวอีโต้ลอยน้ำ เป็นพระกรุที่บรรจุไว้ในเจดีย์ในวัดราษฎร์บูรณะ เป็นที่รู้จักกันมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีตำนานกล่าวถึงพระชุดนี้ไว้ว่า

เมื่อศรีอยุธยาเสียแก่พม่าข้าศึก ผู้คนพากันอพยพหลบภัยสงครามอย่างไม่คิดชีวิต พระภิกษุรูปหนึ่งได้นำเอาน้องสาวซึ่งรอดจากพม่าเผาบ้านเรือนวอดวายให้เดินทางมาด้วยเพราะเป็นห่วงน้องสาวร่วมสายโลหิตที่เหลืออยู่เพียงคนเดียว การรอนแรมมานั้นก็มีเพียงกลดธุดงค์หลังเดียวเท่านั้นซึ่งได้แบ่งส่วนหนึ่งให้น้องสาวนอนร่วมด้วย ครั้นมาถึงกรุงธนบุรีก็ได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดราษฎร์บูรณะจนได้มีสมณศักดิ์เป็นถึงพระราชาคณะในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

ทว่าได้มีผู้กินแหนงแคลงใจและทำหนังสือคล้ายบัตรสนเท่ห์ไปยังเจ้ากรมสังฆการี ฟ้องร้องถึงการต้องรอนแรมมาในป่าดงกับสตรี (มาตุคาม) ซึ่งเป็นน้องสาวในกลดเดียวกันในทำนองว่าไม่เชื่อในศีลอันบริสุทธิ์ โดยกล่าวหาถึงขั้นปาราชิก จึงมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนกันขึ้นซึ่งมีการอ้างอิงพยาน ท่านพระราชาคณะรูปนั้นได้นำเอามีดอีโต้เหล็กที่น้องสาวได้นำติดตัวมาเป็นที่ระลึก เพราะเป็นมีดอีโต้คู่มือของบิดาก่อนจะถูกพม่าฆ่าตาย และท่านได้อธิษฐานกั้นกลางระหว่างท่านกับน้องสาวถือเป็นเขตแดนอันบริสุทธิ์โดยได้กล่าวประกาศต่อหน้าเทพยดา คณะกรรมการ และผู้คนที่มาฟังการสอบสวนว่า

"ข้าแต่เทพยดาฟ้าดินทุกพระองค์ที่ตัวของข้าได้อัญเชิญเป็นสักขีพยานแห่งศีลอันวิสุทธิ์ของข้าตลอดการเดินทาง แม้จะมีมาตุคามร่วมมาด้วยก็ด้วยเหตุแห่งเมตตาจะเสียศีลถึงขั้นปาราชิกก็หาไม่ ข้าขอเสี่ยงสัตย์อธิษฐานด้วยอีโต้เหล็กเล่มนี้ขอให้เบาประดุจไม้ทองหลางลอยอยู่เหนือแม่พระคงคาเป็นอัศจรรย์ด้วยเถิด"

กล่าวจบก็มอบมีดอีโต้ให้สังฆการีนำไปทำพิธีล้างอาถรรพณ์หากจะมีการทำอาถรรพณ์ด้วยประการต่างๆ เพื่อให้มีดลอย สังฆการีทดสอบเป็นที่แน่ใจแล้วโดยนำไปลอยในแม่น้ำเจ้าพระยาก็ปรากฏว่าจม จึงนำกลับมาลอยยังบ่อน้ำในวัดราษฎร์บูรณะปรากฏว่ามีดลอยเหนือน้ำเป็นอัศจรรย์

ประชาชนพ่อค้าวาณิชและผู้มีจิตศรัทธาจึงร่วมใจกันสร้างพระเจดีย์และสร้างพระบรรจุไว้เป็นอนุสรณ์ถึงท่านพระราชาคณะในต้นกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเองดั่งปรากฏเป็นตำนานสืบต่อกันมา

การขุดพบพระขรัวอีโต้

พระกรุนี้แตกออกมาด้วยการถูกขุดเจาะประมาณปี พ.ศ.2475 ขณะมีการสร้างสะพานพระพุทธยอดฟ้าแต่มีจำนวนไม่มากนัก จนกระทั่ง พ.ศ.2486 สงครามกำลังถึงจุดเดือด สัมพันธมิตรนำเครื่องบินมาทิ้งระเบิดถล่มสะพานพุทธฯ และโรงไฟฟ้าวัดเลียบ จึงหลงมาถล่มลงที่พระอุโบสถและลานวัดจนเจดีย์ทลาย พระชุดนี้จึงทะลักออกมาเป็นจำนวนมาก

พุทธลักษณะเป็นพระพุทธประทับนั่งมารวิชัยอยู่ในทรงกรอบรูปเล็บมือปลายแหลมรองรับด้วยบานเส้นลวดเกลี้ยงสองชั้นและซุ้มกรอบด้านนอกก็เป็นซุ้มเส้นลวดเกลี้ยงเช่นกัน เป็นพระเนื้อดินผสมผงลงรักปิดทองมาแต่ในกรุอย่างงดงาม ของปลอมเป็นพระถอดพิมพ์จึงหดและฝ่อกว่าของจริง รักทองก็สดใหม่แม้จะมีการแช่ด่างทับทิมเพื่อให้ดูหม่นเก่าแต่ทองก็ยังไม่ผนึกในเนื้อเหมือนของแท้

พุทธคุณปรากฏด้านแคล้วคลาดในสงครามโลกครั้งที่ 2 และในการต่อสู้กันในระหว่างเกิดกบฏแมนฮัตตั้นอย่างฉกาจฉกรรจ์ ขนาดสะเก็ดระเบิดและลูกปืนที่ยิงใส่กันเป็นห่าฝนยังไม่สามารถทำอันตรายผู้มีพระขรัวอีโต้ได้แม้แต่น้อย

พระรอดเมืองใต้ที่เอ่ยมาเป็นที่ยอมรับโดยสากลว่าเป็นพระที่มีพุทธคุณโดดเด่นมาก ราคาเช่าหาเพียงแค่ไม่เกิน 2-3 พันบาท แต่อยากจะฝากไว้นิดนึงว่าระวังคนให้เช่าเอากรุวัดเทพากรมาให้เช่า เพราะราคาพระกรุวัดเทพากรจะถูกกว่า ส่วนวิธีการดูและแยกพระสองกรุนี้ให้ดูที่ด้านข้างองค์พระ หากเป็นกรุวัดเลียบจะมีพญานาคพาดเป็นเส้นซุ้มให้เห็น ส่วนกรุวัดเทพากรจะไม่มี ส่วนสีสันของพระนั้นหากเป็นกรุวัดเลียบจะมีวรรณะสีขาวนวล หากเป็นกรุวัดเทพากรจะออกสีแดงอ่อนๆ น่าสะสมมาก
 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-06-09 17:19:34


ความเห็นที่ 45 (1426633)

เหรียญหลวงปู่สุวรรณ วัดสุวรรณาราม มหาสารคาม

คอลัมน์ เปิดตลับพระใหม่

"พระ ครูสุวรรณประโชติ" หรือ "หลวงปู่สุวรรณ อรุโณ" เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่รูปหนึ่งที่มีวัตรปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มุ่งเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน

สืบสายธรรมจากหลวงปู่สอน สุนทโร วัดหนองเหล็ก อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสาร คาม อดีตพระเกจิชื่อดังยุคเก่าของเมืองมหาสารคาม

พระครูสุวรรณประโชติ มีนามเดิมว่า จันทรา เดชพลมาตย์ เกิดเมื่อปี พ.ศ.2478 ที่บ้านหนองผือ ต.หนองบัว อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม

เมื่ออายุ 20 ปี เข้าพิธีอุปสมบท ณ วัดเกษมสุขาราม ต.หนองบัว อ.โกสุมพิสัย โดยมีพระครูศิริโพธิ์คุณ วัดโพธิ์ศรีธาราม ต.โพนงาม อ.โกสุมพิสัย เป็นพระอุปัชฌาย์

ท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษาวิทยาคมกับหลวงปู่สอน สุนทโร วัดหนองเหล็ก อ.โกสุมพิสัย พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง

พ.ศ.2507 ได้รับความไว้วางใจจากคณะสงฆ์ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสุวรรณาราม

ปัจจุบัน หลวงปู่สุวรรณ สิริอายุ 76 พรรษา 56

วัตถุมงคลของท่านที่เป็นเหรียญรูปเหมือน ได้รับความนิยมจากนักสะสมในพื้นที่ คือ เหรียญคล้ายรูปหยดน้ำ สร้างปี พ.ศ.2529

เหรียญรุ่นนี้ วัดสุวรรณาราม ร่วมกับญาติโยมชาวบ้านหนองผือ จัดสร้างขึ้นเป็นที่ระลึกเนื่องในงานผูกพัทธสีมาอุโบสถวัดสุวรรณาราม โดยท่านได้แจกให้แก่ญาติโยมพุทธศาสนิกชนที่ร่วมบริจาคทำบุญกับทางวัด

ลักษณะเป็นเหรียญคล้ายรูปหยดน้ำมีหูห่วง เนื้อทองแดงรมดำ จำนวนการสร้างไม่เกิน 10,000 เหรียญ มีเนื้อทองแดงรมดำชนิดเดียว

ด้านหน้าเหรียญ บริเวณกลางเหรียญเป็นรูปเหมือนหลวงปู่สุวรรณ หน้าตรงครึ่งองค์ ด้านล่างมีตัวอักษรเขียนว่า "พระครูสุวรรณประโชติ"

ด้านหลังเหรียญ ยกขอบเริ่มจากด้านขวาของเหรียญวนไปด้านซ้าย เขียนว่า ที่ "ระลึกในงานผูกพัทธสีมาวัดสุวรรณาราม อ.โกสุมพิสัย จ.มหา สารคาม ๑๒ เม.ย.๒๙" บริเวณกลางเหรียญมีอักขระยันต์

เหรียญรุ่นนี้ได้ประกอบพิธีพุทธา ภิเษกในอุโบสถวัดสุวรรณาราม โดยมีพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของมหาสารคาม หลายรูปนั่งปรกอธิษฐานจิต อาทิ พระครูสุนทรธรรมภาณี หรือหลวงปู่สอน สุนทโร อดีตเจ้าคณะอำเภอโกสุมพิสัย, พระเทพวุฒาจารย์ อดีตเจ้าคณะ จังหวัดมหาสารคาม เป็นต้น ประกอบพิธีตั้งแต่ช่วงหัวค่ำจนถึงรุ่งเช้า ของวันใหม่ การันตีได้ในความเข้มขลัง

ภายหลังเสร็จพิธีพุทธาภิเษกได้นำออกให้เช่าบูชาไม่กำหนดราคา แล้วแต่ศรัทธา ปรากฏว่าได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม

หลายปีที่ผ่านมาผู้ที่มีเหรียญรุ่นนี้ห้อยคอพกติดตัว ล้วนเคยมีประสบ การณ์มากมายไม่ว่าจะเป็นแคล้วคลาด โชคลาภ เป็นต้น

จัดเป็นวัตถุมงคลอีกรุ่นหนึ่งของเมืองมหาสารคาม ที่ราคาเช่าหายังไม่สูงเท่าใดนัก เหรียญสวยอยู่หลักร้อยกลาง สวยน้อยราคาอยู่หลักร้อยต้น

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-06-05 06:48:13


ความเห็นที่ 44 (1426401)

พระพุทธรูปชาวมุกดาหาร เหรียญ100ปี-'หลวงปู่จาม'



จังหวัดมุกดาหาร โดยคณะสงฆ์ ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนทุกหมู่เหล่า พร้อมใจจัดทำ โครงการก่อสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา ประดิษฐาน ณ วัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์ ต.นาสีนวน อ.เมือง จ.มุกดาหาร

รูปแบบพระพุทธรูปขนาดใหญ่เฉลิมพระเกียรติฯ เป็นปางมารวิชัย ก่ออิฐถือปูนสีขาว ขนาดหน้าตักกว้าง 39.99 เมตร องค์พระสูง 59.99 เมตร ความสูงจากเศียรพระ 84 เมตร

'นายชาญวิทย์ วสยางกูร' ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการก่อสร้างพระพุทธรูปเฉลิมพระเกียรติฯ ของจังหวัดมุกดาหาร ว่า เนื่องจากการก่อสร้างไม่ได้รับงบประมาณของทางราชการสนับสนุน รายได้ส่วนใหญ่เกิดจากการรับบริจาค ณ วันที่ 27 เมษายน 2554 มียอดบริจาคทั้งสิ้น 16,478,114 บาท ประกอบกับการก่อสร้างมีขนาดใหญ่ จึงได้แบ่งการก่อสร้างออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้

1.ส่วนที่หนึ่ง การก่อสร้างฐานรากชั้นรองรับฐานดอกบัวได้ว่าจ้างบริษัท ส.การโยธา ๑๙๙๓ จำกัด ก่อสร้าง วงเงิน 29,950,000 บาท การก่อสร้างได้ดำเนินการถึงชั้นคานคอดิน ดำเนินการไปแล้วร้อยละ 26.36 ของเนื้องานทั้งหมด

2.ส่วนที่สอง การปั้นหล่อแบบพระเศียรและขดพระเกศ ได้ว่าจ้างนายแก้ว กอสิงห์ ดำเนินการก่อสร้าง วงเงิน 4,269,000 บาท ได้ปั้นแบบใกล้แล้วเสร็จและจะหล่อแบบต่อไป การหล่อแบบได้ดำเนินการไปแล้วร้อยละ 66 ของเนื้องานทั้งหมด

 


3.ส่วนที่เหลือ ได้แก่ การก่อสร้างฐานดอกบัวและองค์พระ ค่าใช้จ่าย 80,000,000 บาท จะดำเนินการจัดจ้างในโอกาสต่อไป

ทั้งนี้ การหารายได้นอกจากการขอรับบริจาคเป็นตัวเงิน ค่าฐานรากและค่าวัสดุแล้ว จังหวัดมุกดาหารได้รับความเมตตาจาก 'หลวงปู่จาม มหาปุญโญ' พระวิปัสสนาจารย์สายอีสานแห่งวัดป่าวิเวกวัฒนาราม อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร อนุญาตให้จัดสร้าง 'เหรียญ ๑๐๐ ปี หลวงปู่จาม มหาปุญโญ' เพื่อสมทบทุนสร้างพระพุทธรูปเฉลิมพระเกียรติฯ ณ วัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์ ต.นาสีนวน อ.เมือง จ.มุกดาหาร

ลักษณะเหรียญเป็นรูปใบสาเก จัดสร้างเป็นเนื้อทองแดง บูชา 199 บาท และเนื้อนวโลหะ บูชา 299 บาท

ด้านหน้าเหรียญ เป็นรูปเหมือนหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของหลวงปู่จาม นั่งขัดสมาธิ ใต้รูปเหมือนเขียนคำว่า "พระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล"

ด้านหลังเหรียญ เป็นรูปเจดีย์ทรงจุฬามณีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ใต้รูปเจดีย์ เขียนคำว่า "๑๐๐ ปี หลวงปู่จาม มหาปุญโญ พ.ศ.๒๕๕๓"

 


หลวงปู่จามถือเป็นพระปฏิบัติที่มีปฏิปทาน่าเลื่อมใสเป็นที่เคารพบูชาของญาติโยม พุทธศาสนิกชน และศิษยานุศิษย์โดยทั่วกัน ทั้งยังดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่พระภิกษุและฆราวาสรุ่นหลัง สร้างคุณูปการในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา

กล่าวได้ว่าชาวมุกดาหารล้วนแต่ให้ความเคารพและศรัทธาหลวงปู่จามเป็นยิ่งนัก ด้วยความเป็นพระเถระที่ยึดหลักคำสอนแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นที่พึ่งทางใจแก่พุทธศาสนิกชนผู้ตั้งมั่นอยู่ในธรรม

ผู้ที่สนใจเช่าบูชาเหรียญ ๑๐๐ ปีหลวงปู่จาม สมทบทุนสร้างพระพุทธรูปเฉลิมพระเกียรติฯ ณ วัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์ ต.นาสีนวน อ.เมือง จ.มุกดาหาร

ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ทำการปกครองจังหวัดมุกดาหาร โทร. 0-4261-1817, 0-4261-1330

ด้านนายภพ ภูสมปอง วิศวกรโยธาชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทนโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการว่า มีความคืบหน้าไปมากแล้ว โดยเฉพาะงานหล่อพระเศียร ซึ่งได้กำหนดสถานที่ก่อสร้างไว้บนพื้นที่เปล่าของเอกชน ถนนชยางกูร ก่อนถึงสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 มุกดาหาร-สะหวันนะเขต ณ ปัจจุบันงานก่อสร้างอยู่ในระหว่างงวดที่ 3-4 ซึ่งดำเนินการงานหล่อแบบไฟเบอร์ และหล่อขดพระเกศา ซึ่งได้สร้างดำเนินการไปแล้วประมาณร้อยละ 75 ใช้ระยะเวลาทั้งโครงการ 200 วัน ระยะเวลาดำเนินการถึงปัจจุบันประมาณกว่า 160 วัน ระยะเวลาคงเหลือกว่า 40 วัน

สำหรับงานฐานรากถึงระดับฐานดอกบัว ที่กำหนดสถานที่ก่อสร้างไว้ ณ ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเฉลิมพระเกียรติฯ วัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์ ปัจจุบันงานก่อสร้างอยู่ในระหว่างงวดที่ 6 ซึ่งดำเนินการเกี่ยวกับงานเข้าแบบและงานเทคอนกรีตคานชั้นที่ 1 โดยงานงวดที่ 6 เทคอนกรีตคานได้ร้อยละ 70 และอยู่ระหว่างดำเนินงานต่อไป ทั้งนี้ งานฐานรากถึงระดับฐานดอกบัวคืบหน้าแล้วประมาณร้อยละ 40 ระยะเวลาทั้งโครงการ 180 วัน ระยะเวลาดำเนินการถึงปัจจุบัน 150 วัน ระยะเวลาคงเหลือ 30 วัน

สำหรับผู้มีจิตศรัทธาสามารถบริจาคตามกำลังศรัทธาซื้อวัสดุก่อสร้างพระพุทธรูปเฉลิมพระเกียรติฯ ของจังหวัดมุกดาหาร ดังนี้ เหล็ก 25 บาท/กิโลกรัม คอนกรีตสำเร็จรูป 2,999 บาท/ลูกบาศก์เมตร หิน/กรวด 500 บาท/ลูกบาศก์เมตร ทราย 300 บาท/ลูกบาศก์เมตร ปูน (ถุง) 150 บาท/ถุง อิฐมอญ 300 บาท/ตารางเมตร

ที่สำนักงานคลังจังหวัดมุกดาหาร ศาลากลางจังหวัด ชั้น 3 โทร. 0-4261-1502
 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-06-02 17:53:25


ความเห็นที่ 43 (1426400)

พระสีวลีเมล็ดข้าว

คอลัมน์ เปิดตลับพระใหม่



'พระสีวลี' เป็นโอรสของพระนางสุปปวาสา ราชธิดาแห่งโกลิยนคร เมื่อก่อนถือกำเนิดปฏิสนธิในครรภ์ของพระมารดา ได้ให้ลาภสักการะเกิดขึ้นแก่พระมารดาเป็นอันมาก

แต่ด้วยผลกรรมในอดีตชาติ ทำให้ต้องอาศัยอยู่ในครรภ์ของพระมารดานานถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วัน

เมื่อพระสีวลีอุปสมบท ปรากฏว่าท่านเป็นพุทธสาวกที่มีลาภสักการะมากมาย ด้วยอำนาจบุญบารมีของท่านลาภสักการะเหล่านี้ได้เผื่อแผ่ไปยังหมู่คณะสงฆ์สาวกท่านอื่นด้วย

แม้พระพุทธองค์เมื่อทรงพาหมู่คณะสงฆ์เสด็จทางไกลในที่กันดาร ถ้ามีพระสีวลีร่วมเดินทางไปด้วยความขาดแคลนอาหารและที่พักอาศัยในระหว่างทางจะไม่เกิดขึ้นแก่หมู่คณะสงฆ์

พระสีวลีได้รับยกย่องในด้านโชคลาภมาก ด้วยอำนาจบุญที่ท่านพระสีวลีได้บำเพ็ญสั่งสมอบรมมาตั้งแต่อดีตชาติ เป็นปัจจัยส่งผลให้ท่านเจริญด้วยลาภสักการะ โดยมีเทพยดา นาค ครุฑ และมนุษย์ทั้งหลาย นำมาถวายโดยมิขาดตกบกพร่อง ไม่ว่าท่านจะอยู่ในที่ใดๆ ในป่า ในบ้าน ในน้ำ หรือบนบก เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้พระพุทธองค์จึงทรงประกาศให้ปรากฏในหมู่พุทธบริษัทตรัสยกย่องท่านเป็นเอตทัคคะเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในด้านโชคลาภ

นับว่าพระสีวลีเถระเป็นพระมหาสาวกอีกรูปหนึ่งที่ได้ช่วยกิจการพระศาสนา แบ่งเบาภาระของพระบรมศาสดาเป็นอย่างมาก

'พระสังฆรักษ์ประสิทธิ์ สิทธิโก' หรือพระอาจารย์ประสิทธิ์ วัดเพลง (โบสถ์สีชมพู) ต.ไทรม้า อ.เมือง จ.นนทบุรี จัดสร้างพระสีวลีรูปเมล็ดข้าว รุ่นลาภ ยศ สรรเสริญ สุข รุ่นที่ 2 เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ที่นำไปบูชา

ปัจจัยส่วนหนึ่งนำมาสมทบทุนสร้างศาลาการเปรียญและถาวรวัตถุที่ชำรุดทรุดโทรมมาก หลังจากปล่อยให้ร้างมานานโดยไม่มีการบูรณะซ่อมแซมแต่อย่างใด

ในการนี้พระอาจารย์ประสิทธิ์ได้นำหินปูชนียธาตุมาจัดสร้างเป็นพระสีวลีให้บูชา ด้วยมีความเชื่ออยู่ว่าอิทธิคุณของหินที่มีอานุภาพแห่งพระธาตุช่วยในการเจริญสมาธิที่ดี เป็นเมตตา มหานิยม ดีด้านคุ้มครองและแคล้วคลาด ใครมีไว้ติดตัวมักมีแต่โชคลาภไม่มีขาด สุขภาพแข็งแรง เจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน

พระสีวลีเป็นรูปเมล็ดข้าว ด้านหน้าเป็นรูปพระสีวลีแกะสลักด้วยมือทุกองค์

ด้านหลังเป็นยันต์ที่จารด้วยมือจากพระอาจารย์ประสิทธิ์ เป็นยันต์ "เฑาะ" มหาพรหมซ้อน รอบๆ เป็นอักขระ "นะ ชา ลิ ติ" เป็นการเสริมดวงเสริมบารมี ให้ดียิ่งขึ้น

ผู้สนใจสามารถติดต่อขอเช่าบูชาได้ที่วัดเพลง (โบสถ์สีชมพู) เท่านั้น

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-06-02 17:52:04


ความเห็นที่ 42 (1425401)

คอลัมน์ ชมรมพระเครื่อง

ด้วยความจริงใจ แทน ท่าพระจันทร์



สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน หลวงพ่อวัดไร่ขิง เป็นพระพุทธรูปพระประธานของวัดไร่ขิง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่มีประชาชนเคารพนับถือมาก มีคนไปกราบไหว้ขอพรและให้ท่านช่วยเหลือต่างๆ มาก โดยเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์จะมากเป็นพิเศษครับ วันนี้เรามาคุยกันถึงประวัติความเป็นมาและพระเครื่องรุ่นแรกของวัดนี้กันครับ

วัดไร่ขิงสร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นวัดราษฎร์ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) เจ้าคณะใหญ่ฝ่ายอรัญวาสี วัดศาลาปูน จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นผู้สร้าง ในขณะที่ท่านเองได้เลื่อนสมณศักดิ์จากพระญาณไตรโลก เป็นพระธรรมราชานุวัตร มียศเสมอชั้นธรรม ตำแหน่งอธิบดีสงฆ์ 4 หัวเมือง ได้รับอาราธนาจากวัดมหาธาตุ กทม. ลงไปครองวัดศาลาปูน เมื่อปี พ.ศ. 2394 และในปีนี้เอง ท่านกับผู้มีจิตศรัทธาที่อยู่ในบริเวณวัดไร่ขิงปัจจุบัน ได้ช่วยกันก่อสร้างวัดขึ้น เนื่องจากท่านเป็นคนนครชัยศรี และมีภูมิลำเนาอยู่แถบนั้น เมื่อท่านสร้างวัดและพระอุโบสถเสร็จเรียบ ร้อย ยังขาดพระประธานประจำอุโบสถ ท่านจึงได้เลือกพระพุทธรูปที่วัดศาลาปูนองค์หนึ่ง อัญเชิญมาเป็นพระประธานที่วัดไร่ขิง มีขนาดหน้าตักกว้าง 4 ศอก 2 นิ้ว สูง 4 ศอก 16 นิ้ว ซึ่งเป็นพระหล่อด้วยโลหะ ศิลปะสมัยอยุธยา พอกปูนลงรักปิดทองตามแบบพระในสมัยอยุธยาทั่วๆ ไป ท่านได้อัญเชิญพระพุทธรูปลงแพลูกบวบไม้ไผ่ ล่องลงมาจากเมืองกรุงเก่า

เนื่องจากพระมีน้ำหนักมาก แพลูก บวบจึงจมน้ำ ทำให้เหมือนกับว่าองค์พระลอยน้ำมา ชาวบ้านเห็นเข้าจึงกล่าวขานกันว่า พระลอยน้ำมา เมื่อถึงวัดจึงได้อัญเชิญหลวงพ่อขึ้นจากน้ำ ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ซึ่งเป็นวันตรุษสงกรานต์พอดี ขณะที่อัญเชิญหลวงพ่อขึ้นจากน้ำ เกิดนิมิตแสงแดดที่กำลังเจิดจ้า กลับมีเมฆมืดครึ้มปิดบังดวงอาทิตย์ และมีกระแสลมพัดแรงจัด ตลอดจนฟ้าคะนองกึกก้อง พร้อมกับฝนเทลงมาอย่างมากมาย นิมิตอันอัศจรรย์นี้ทำให้ชาวบ้านแถบนั้นนับถือและขนานนามหลวงพ่อว่า "หลวงพ่อวัดไร่ขิง" ตลอดจนถึงทุกวันนี้

ในสมัยก่อนการสัญจรไปมาที่วัดไร่ขิงไม่สะดวก ต้องเดินทางโดยทางเรือ การแพทย์ก็ยังไม่เจริญเหมือนสมัยนี้ ชาวบ้านแถบนั้น และละแวกใกล้เคียง เมื่อมีโรคภัยไข้เจ็บก็เอาดอกไม้ธูปเทียนที่มีผู้นำมาบูชาบ้าง น้ำมนต์บ้าง ไปต้มกิน ปรากฏว่าหายได้อย่างประหลาด จึงเพิ่มความเคารพสักการะ เลื่องลือไปทั่วสารทิศ เมื่อถึงงานปีจะมีผู้ไปนมัสการอย่างเนืองแน่นทุกปีตลอดมา ในสมัยพระอธิการใช้ครองวัดประมาณปี พ.ศ.2457 หวย ก.ข. กำลังเป็นที่นิยมในหมู่ประชาชน ชาวบ้านในแถบนั้นจะชอบไปเขย่าติ้วแล้วไปแทงหวยกัน ปรากฏว่าถูกกันอยู่เป็นเนืองนิตย์ เจ้ามือหวยขาดทุนบ่อยครั้งเข้า ก็เลยแอบเอาตะปูจีนมาตอกเย็บปากหลวงพ่อ เพื่อเป็นเคล็ดมิให้ให้หวยกับใครอีก จึงเป็นเหตุให้ปูนที่พอกไว้แตกหลุดออกมา ทางวัดจึงได้ลอกปูนที่พอกออกและปั้นขึ้นใหม่ เศษกากปูนที่ลอกออกมามีผู้นำไปใช้ได้ผลชะงัด

ต่อมาทางวัดจึงได้เก็บเศษปูนนั้นมาป่น แล้วนำมาผสมทำเป็นพระพิมพ์รูปจำลององค์หลวงพ่อ แบบพระสมเด็จ และนำไปบรรจุในรูปหล่อจำลองหลวงพ่อรุ่นแรก แบบห้อยคอและแบบบูชา มีผู้นำไปห้อยบูชาปรากฏอภินิหารทางแคล้วคลาดจากภยันตราย จนเป็นที่เล่าลือกันไปทั่ว

ปัจจุบันนี้ ทั้งพิมพ์แบบสมเด็จและพระบูชา พระรูปหล่อนั้นหาได้ยากแล้ว สนนราคาก็สูงพอสมควรครับ ในวันนี้ผมได้นำรูปมาให้ชมกันครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-05-25 17:21:06


ความเห็นที่ 41 (1424342)

เจาะประวัติ'หลวงปู่หลิว' เจ้าตำรับเหรียญพญาเต่าเรือน (2)

คอลัมน์ มุมพระเก่า
อภิญญา



1.หลวงปู่หลิว

2.เหรียญรุ่นแรกปี 2505

3.เครื่องรางกัณหา-ชาลี

ระหว่างปีพ.ศ.2481-2482 "หลวงปู่หลิว ปัณณโก" อยู่เรียนพระปริยัติธรรมในสำนักวัดหนองอ้อ แต่เรียนนักธรรมตรีได้เพียง 5 เดือนก็ต้องหยุดชะงัก เพราะต้องไปสร้างศาลาการเปรียญให้กับวัดโคก จ.สุพรรณบุรี ต่อมาได้ย้ายไปจำพรรษา ณ วัดร้างในหมู่บ้านท่าเสา ช่วยสร้างกุฏิและโบสถ์จนเสร็จ จึงกลับมายังวัดหนองอ้อ

ปีพ.ศ.2484 ได้รับนิมนต์ไปช่วยบูรณะวัดสนามแย้ จ.กาญจนบุรี จนมีความเจริญรุ่งเรือง กลายเป็นวัดใหญ่โตอีกแห่งในท้องถิ่น หลวงปู่หลิวสร้างสรรค์พัฒนาวัดสนามแย้อย่างยาวนานถึง 36 ปี จึงไปสร้างวัดขึ้นใหม่ที่ ต.จระเข้เผือก อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี ใช้เวลาถึง 5 ปีจึงเป็นรูปเป็นร่าง ตั้งชื่อว่า "วัดไทรทองพัฒนา"

ช่วงที่อยู่วัดนี้ท่านได้เก็บสะสมเงินจากการบริจาคของญาติโยมไปสร้าง "วัดไร่แตงทอง" ในเขต ต.ทุ่งลูกนก อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ก่อนที่จะย้ายมาจำพรรษา และสร้างสรรค์พัฒนาจนเป็นวัดที่ใหญ่โตมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป นอกจากนี้ ยังไปสร้างสำนักสงฆ์ประชาสามัคคี อ.บ้าน โป่ง จ.ราชบุรี ตลอดจนสถานีอนามัยบ้าน ไร่แตงทอง (หลวงปู่หลิว ปัณณโก อุปถัมภ์) เฉลิม พระเกียรติ ปี 2540 ท่านก็กลับมาจำพรรษายังวัดหนองอ้ออีกครั้ง ในฐานะเพียงพระลูกวัด

หลวงปู่หลิวเป็นพระทรงอภิญญาและมีพุทธาคมสูงส่ง มากด้วยเมตตาพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากในทุกๆ สถานที่ที่ท่านไปจำพรรษาอยู่ ทั้งนี้ ได้เคยตั้งปณิธานด้วยสัจจะ 2 ประการคือ 1.ลดเลิกอบายมุขทุกชนิด 2.เมื่อมีโอกาสจะสั่งสมบารมี ด้วยการสร้างเสนาสนะภายในวัด เช่น โบสถ์ วิหาร กุฏิ ศาลาการเปรียญ จนกว่าชีวิตจะหาไม่

อุปนิสัยถือสันโดษ ไม่ลุ่มหลงทั้งทางโลกและทางธรรม ไม่รับและไม่ยินดียินร้ายต่อสมณศักดิ์ แม้ลูกศิษย์ลูกหาจะอ้อนวอนเพียงใดท่านก็หายอมรับไม่ มีบุคคลต่างๆ จากทั่วสารทิศมาพึ่งบารมีขอพร ขอให้ท่านช่วยคลายทุกข์มากมาย ลูกศิษย์ของท่านจึงมีทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน ฮ่องกง

ท่านอยู่แบบสมถะ เรียบง่าย ในกุฏิไม่มีเครื่องปรับอากาศ ไม่มีทีวี ไม่มีตู้เย็น และสิ่งอันเป็นกิเลสยวนใจทั้งหลาย อาหารที่ขบฉันเน้นแบบง่ายๆ ทุกมื้อต้องมีผักต้มนิ่มๆ มะระขี้นก น้ำพริกรสไม่เผ็ด แกงเลียง ข้าวต้ม ผัดหมี่ซั่ว และผลไม้ที่ชอบมากก็คือ ทุเรียน รวมทั้งชอบฉันหมากเป็นประจำ

นอก จากมีวัตรปฏิบัติ ที่เพียบพร้อมแล้ว ท่านยังมีอารมณ์ขัน จนเป็นที่ทราบของบุคคลใกล้ชิดทั่วไป จนมีการรวบรวมอารมณ์ขันของท่านมารวมได้เป็นเล่มทีเดียว ท่านได้ให้แง่คิดเกี่ยวกับการบำเพ็ญบารมีของท่านว่า "ชีวิตการดำรงอยู่ในเพศแห่งบรรพชิตนอกจากจะต้องบำเพ็ญเพียรศึกษาธรรมปฏิบัติ ธรรมวินัย เพื่อนำไปประกาศเผย แผ่ให้แก่สาธุชนคน ผู้ปรารถนาความสงบสุขทางจิตแล้ว เราในฐานะเป็นพระสงฆ์ เป็นพระ เป็นผู้นำทางด้านจิตใจและต้องมีส่วนในการพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญหูเจริญตา ทั้งทางจิตใจและสาธารณวัตถุ อันเป็นประโยชน์แก่คนหมู่ใหญ่ โดย ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง การสร้างเสนาสนะวัดวาอารามเป็นการชักนำให้ประชาชนได้บำเพ็ญทานบารมี รู้จักทำบุญเข้าวัด มีศาสนสถานไว้ประกอบศาสนกิจ เพื่อให้อนุรักษ์วัฒนธรรม ศีลธรรมอันดีงามของไทยสืบไป"

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-05-16 09:59:27


ความเห็นที่ 40 (1424271)

หลวงพ่อตาบ อัตตกาโม อดีตพระเกจิดังสระบุรี

คอลัมน์ อริยะโลกที่6

"พระครูเวชคามคณารักษ์" หรือ หลวงพ่อตาบ อัตตกาโม แห่งวัดมะขามเรียง อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี เป็นพระเกจิชื่อดังที่มีวัตรปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมีชื่อเสียงโด่งดังของ จังหวัดสระบุรี

อัตโนประวัติ มีนามเดิมว่า ตาบ คชรินทร์ เกิดวันอาทิตย์ที่ 12 พฤศจิกายน 2454 ณ บ้านกระโดน ต.ไผ่ขวาง อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี เป็นบุตรชายคนเดียวของครอบ ครัว

พอเติบโตได้เข้าเรียนชั้นประถมศึกษา ที่โรงเรียนวัดศักดิ์ อ.ท่าเรือ จ.พระนคร ศรีอยุธยา จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

กลับ มาช่วยบิดา-มารดา ทำงาน ระหว่างนี้ คุณตาแจ้ง ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านอักขระ ด้านเลขยันต์ เวทมนตร์พุทธาคม ได้สอนฝึก จนพอมีความสามารถด้านนี้แต่เยาว์วัย

ครั้นอายุครบ 21 ปี ได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดมะขามเรียง เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2476 มี พระครูศรีคณา ภิบาล (โฉม) วัดดอนพุด เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอธิการแซ วัดบ้านร่อม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการปลั่ง เจ้าอาวาสวัดมะขามเรียง เป็นพระอนุสาวนาจารย์

อยู่จำพรรษา ณ วัดมะขามเรียง ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม จน พ.ศ.2480 สอบได้นักธรรมชั้นเอก

นอก จากนี้ ยังได้ศึกษาวิชานัก เทศน์กับครูพรหม พระนักเทศน์ที่มีชื่อเสียงแห่งวัดสามง่าม กรุงเทพฯ สามารถเทศน์ได้ดีเยี่ยม เป็นที่ประทับใจ

ต่อมาหันกลับไปศึกษาด้านวิปัสสนากัมมัฏฐาน

พ.ศ.2497 ท่านเดินทางไปศึกษากับพระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทธิ) วัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ อาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระแห่งประเทศไทย จนมีความชำนาญ จึงได้กลับมายังวัดมะขามเรียง ตั้งสำนักปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน มีลูกศิษย์มากมายมาขอฝึกปฏิบัติกับหลวงพ่อเป็นจำนวนมาก

ด้านวิทยาคม หลวงพ่อตาบ ศึกษากับน้าชาย คือ พระครูประสาธน์วิทยาคม หรือ หลวงพ่อนอ วัดกลางท่าเรือ พระเกจิชื่อดังด้านตะกรุดหน้าผากเสือ อีกทั้งได้ศึกษาวิชากับหลวงพ่อพรหม วัดช่องแค, หลวงพ่อพิณ วัดมะขามโพรง เป็นต้น

พ.ศ.2489 คณะสงฆ์ได้แต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดมะขามเรียง จากนั้นร่วมกับชาวบ้านพัฒนาวัดมะขามเรียงบนเนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 14 ตารางวา เจริญรุ่งเรืองตามลำดับ

พ.ศ.2510 หลวงพ่อตาบ สร้างตะกรุด แจกจ่ายแก่คณะศิษย์ พ.ศ.2515 ได้สร้างเหรียญรุ่นแรกจำนวน 6,000 เหรียญ เป็นรูปหลวงพ่อนั่งเต็มองค์ เนื้ออัลปาก้า

ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2509 เป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ.2511 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรี ในราชทินนามพระครูอัตถจริยานุกูล พ.ศ.2527 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอกในราชทินนามเดิม

พ.ศ.2531 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูเจ้าคณะอำเภอบ้านหมอ ในราชทินนามพระครูเวชคามคณารักษ์

วัตถุ มงคลของหลวงพ่อตาบ ที่จัดสร้าง อาทิ ตะกรุดโทน ตะกรุดสามพี่น้อง ตะกรุดนวโลกุตระ (9 ดอก) ตะกรุดหน้าผากเสือ เหรียญรุ่นต่างๆ พระชัยวัฒน์ พระกริ่งเวชคาม รูปเหมือนกริ่ง มีดหมอ พระผงต่างๆ ผ้ายันต์ แหวนถักด้วยเชือกและจีวร เป็นต้น

วันที่ 31 ธันวาคม 2532 หลวงพ่อตาบ ละสังขารลง สิริอายุ 78 ปี แต่ร่างกายสังขารของท่านไม่เน่าเปื่อย บรรดาลูกศิษย์จึงนำสังขารร่างของท่านใส่ไว้ในโลงแก้ว ตั้งไว้ให้บรรดาพุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้

จนเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2551 ครบรอบวันละสังขารหลวงพ่อตาบ 19 ปี กุฏิของท่านเก่าทรุดโทรม พระครูศุภธรรมคุณ เจ้าคณะอำเภอบ้านหมอ และเป็นเจ้าอาวาสวัดมะขามเรียง พร้อมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี และคณะกรรมการวัด ได้ร่วมเป็นสักขีพยานเปิดกุฏิหลวงพ่อตาบ และได้นำวัตถุมงคลที่เหลือของท่าน เปิดให้เช่าบูชา

ในวันที่ 17 พ.ค.2554 นี้ พระครูศุภธรรมคุณ เจ้าคณะอำเภอบ้านหมอและเจ้าอาวาสวัดมะขามเรียง จ.สระบุรี คณะสงฆ์และศิษยานุศิษย์จะเคลื่อนย้ายสรีระหลวงพ่อตาบซึ่งบรรจุไว้ในโลงแก้ว ซึ่งสรีระของท่านมีสภาพไม่เน่าไม่เปื่อยเป็นที่อัศจรรย์และยังเคยเป็นข่าว โด่งดังมาแล้วทั่วประเทศ สรีระของท่านประดิษฐานที่ศาลาหลังเดิมมานานนับ 10 ปี

ในครั้งนี้จะเชิญไปยังมณฑปหลังใหม่ ทางวัดจะจัดพิธีกวนข้าวทิพย์ตามประเพณี ในงานจะมีการแจกวัตถุมงคลอีกด้วย จึงขอเชิญศิษยานุศิษย์ไปร่วมงานพร้อมเพรียงกัน

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-05-15 12:23:17


ความเห็นที่ 39 (1424270)


พระสมเด็จทศชินราช


คอลัมน์ เปิดตลับพระใหม่

พระ สมเด็จทศชินราช "ชนะสิบทิศ" วัตถุมงคลรุ่นสุดท้ายของ "หลวงพ่อแนม กตปุญโญ" หรือพระครูนิวาตธรรมโกศล อดีตเจ้าอาวาสวัดเขาหน่อ ต.บ้านแดน อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์

ลักษณะเป็นพระผงพิมพ์สี่เหลี่ยมแบบพระสมเด็จ ขนาดกว้าง 2 เซนติเมตร ยาว 3 เซนติเมตร หนา 5 มิลลิเมตร มีสีขาวนวล จำนวนการสร้าง 10,000 องค์

ด้านหน้าพระผง เป็นรูปพระพุทธปางสมาธิพิมพ์ปรกโพธิ์ มีใบโพธิ์ข้างละ 9 ใบ ฐาน 3 ชั้น ชั้นล่างสุดเป็นฐานสี่เหลี่ยม ชั้นกลางเป็นขาโต๊ะ ชั้นบนสุดเป็นแบบฐานหมอน และมีเส้นซุ้มโค้งรอบองค์พระ

ด้าน หลังพระผง เป็นรูปหลวงพ่อแนมครึ่งองค์หันหน้าตรงอยู่ตรงกลางวงรูปไข่ ล้อมรอบด้วยอักษรขอมพิมพ์จมลงในเนื้อพระ เป็นพระคาถาว่า สัมพุทเธอัด นะโมวิมุตตานัง และนะโมพุทธายะ ซึ่งเป็นคาถามหาอุด โชคลาภ เมตตามหานิยม

ด้าน ล่างเป็นอักษรตัวนูนว่า "หลวงพ่อแนม กตปุญโญ วัดเขาหน่อ จ.นครสวรรค์" แถวล่างสุดเป็นตัวเลข "๒๕๔๐" วนทั้งสี่มุมขององค์พระมีตัวอักษรเป็นคาถาธาตุทั้ง 4 ว่า นะมะพะทะ อยู่มุมละ 1 ตัว

หลวงพ่อแนม ได้อนุญาตให้นายสมชาย อึ้งวงษ์ รองนายกเทศมนตรีเทศบาลชุมแสง จัดสร้างหลังงานทำบุญวันคล้ายวันเกิดหลวงพ่อแนม ครบรอบ 79 ปี เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2543

คณะศิษย์ ได้ขออนุญาตสร้างพระผงเพื่อไว้ให้หลวงพ่อแจกในงานฉลองอายุครบ 80 ปี และจะสร้างให้เสร็จก่อนเข้าพรรษา เพื่อให้หลวงพ่ออธิษฐานจิตตลอดพรรษา ท่านอนุญาตให้สร้างและบอกว่าจะสร้างเป็นรุ่นสุดท้าย

ส่วนผสมพระผง หลวงพ่อแนม ได้มอบดินที่ได้มาจากสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ที่นำมาจากศรีลังกา พระธาตุในถ้ำพระนอนบนเขาหน่อ น้ำมันจันทร์ ธนบัตรเก่า เกศาของหลวงพ่อ ผงเกสรดอกไม้ ผงว่านต่างๆ ที่หลวงพ่อได้รวบรวมไว้

นายสมชาย ได้ให้ช่างออกแบบแล้วนำมาให้หลวงพ่อเป็นผู้เลือกแบบพิมพ์และสี พร้อมกันนั้นท่านได้ตั้งชื่อว่า "พระสมเด็จทศชินราชชนะสิบทิศ"

หลวง พ่อแนม ได้สอบถามนายสมชายว่า ให้เริ่มปั๊มพระผงวันที่ 15 มิถุนายน 2543 ก็แล้วกัน โดยย้ำว่าวันที่ 15 เป็นวันดี ให้เริ่มปั๊มองค์แรกก่อนเพล และเอ่ยว่า "เออดี จะมีงานใหญ่ มีของแจกแล้ว" ซึ่งวันที่ 15 มิถุนายน คือ วันที่ท่านละสังขารนั่นเอง

พระเถระที่นั่งปรกอธิษฐานจิตปลุกเสก ประกอบด้วย หลวงพ่อจ้อย จันทสุวัณโณ วัดศรีอุทุมพร, หลวงพ่อสมควร วิชชา วิสาโล วัดถือน้ำ, หลวงปู่ท้าว กัลยาโณ สำนักวชิรกัลยาณ์, หลวงพ่อแบน วัดส้มเสี้ยว, หลวงพ่ออ้วน วัดหนองกระโดน และหลวงพ่อแนม ได้อธิษฐานจิตบรรจุพุทธคุณ ส่วนผสมสร้างพระ 3 คืนก่อนมรณภาพ

พระ สมเด็จทศชินราชชนะสิบทิศ เป็นสุดยอดปรารถนาของบรรดานักสะสมวัตถุมงคล ที่สำคัญพระผงชุดนี้ยังไม่มีของปลอม ที่สังเกตได้ง่าย คือ พระผงทุกองค์จะมองเห็นชิ้นส่วนของธนบัตรกระจายทั่วองค์พระ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-05-15 12:22:21


ความเห็นที่ 38 (1423926)

พระกรุพระธาตุนาดูน

คอลัมน์ รู้ไปโม้ด
น้าชาติ ประชาชื่น nachart@yahoo.com


ขอทราบข้อมูลพระกรุนาดูน มีหลายพิมพ์ไหม ลักษณะเป็นอย่างไร และสำคัญอย่างไร

Weeraphap

ตอบ Weeraphap

จาก มหาวิทยา ลัยนเรศวร คณะสังคมศาสตร์ สาขา วิชาประวัติศาสตร์ อ.ราม วัชรประดิษฐ์ แฟนพันธุ์พระเครื่อง เคยเขียนอธิบายไว้ในข่าวสดดังนี้ "พระกรุนาดูน" หรือ "พระกรุพระธาตุนาดูน" เป็นพุทธศิลปะทวารวดี เป็นพระพิมพ์กรุโบราณ อายุเก่าแก่กว่า 1,200 ปี เป็นพระที่รู้จักกันกว้างขวางในหมู่นักเล่นพระและผู้นิยมสะสมพระเครื่อง โดยแตกกรุเมื่อปี พ.ศ.2522 ที่ ต.นาดูน อ.นาดูน จ.มหาสารคาม ซึ่งกรมศิลปากรร่วมกับราษฎรได้ช่วยกันขุดค้นบูรณะบริเวณท้องนาของชาวบ้าน โดยพบหลักฐานว่าเป็นแหล่งโบราณคดีมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 12 ถึงพุทธศตวรรษที่ 16 มีร่องรอยของเมืองโบราณยุคทวารวดี เรียกกันโดยทั่วไปว่า นครจัมปาศรี


ใน การขุดค้นครั้งนั้น พบโบราณวัตถุตลอดจนพระพุทธรูป พระพิมพ์ ศิลปะทวารวดี จำนวนมากมายหลายชิ้น ที่สำคัญคือพบพระบรมสารีริกธาตุบรรจุในผอบประดิษฐานในองค์พระสถูปทรงระฆัง จำลองสูง 24.4 เซนติเมตร สามารถถอดแยกได้เป็นสองส่วน ซึ่งต่อมาเป็นต้นแบบในการจัดสร้างเป็นองค์พระธาตุนาดูน นอกจากนี้ยังพบพระพิมพ์ดินเผาที่เป็นส่วนผสมระหว่างดินเหนียว ศิลาแลง แกลบ ทราย และกรวด จำนวนหนึ่ง พระพิมพ์ที่พบส่วนใหญ่แสดงให้เห็นถึงศิลปะทวารวดีอันเป็นรากฐานการเผยแพร่ พระพุทธศาสนาคติหินยานในบริเวณสุวรรณภูมิอย่างชัดเจน

องค์พระส่วนมาก เป็นพระแผง ซึ่งหมายถึงพระพิมพ์ขนาดเขื่อง ใหญ่กว่าฝ่ามือ และมีองค์พระพุทธปรากฏอยู่หลายองค์ ศิลปะแสดงให้เห็นอิทธิพลของมอญทวารวดีที่เผยแพร่จากภาคกลางและกระจายตัวอยู่ ในแถบภาคอีสาน บ่งบอกถึงการติดต่อสัมพันธ์ทางพุทธศาสนาอย่างเด่นชัด ทั้งนี้ มีการพบพระพิมพ์ต่างๆ ที่เรียกกันว่า กรุนาดูน ถึง 40 กว่าพิมพ์ บ้างทำเป็นองค์พระพุทธรูปนั่งบนบัลลังก์ ที่เรียกกันว่าพระนั่งเมือง บ้างทำเป็นพระพุทธรูปยืน ในลักษณาการตริภังค์ อันหมายถึงการผ่อนคลายอิริยาบถสามส่วน ได้แก่ การหย่อนไหล่ การหย่อนสะโพก และการหย่อนหัวเข่า ปรากฏในรูปพระลีลา ทั้งพบพระนาคปรก มีทั้งปรกคู่และปรกเดี่ยว และยังพบว่ามีการนำพระแผงมาตัดให้เล็กลงเหลือเฉพาะองค์ก็มี

สำหรับ สนนราคาของพระกรุนาดูน แม้จะเป็นที่รู้จักกันกว้างขวางเนื่องจากมีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน และมีพุทธศิลปะทวารวดีที่มีลักษณะเฉพาะตัว แต่เนื่องจากองค์พระมีขนาดเขื่อง และปรากฏในรูปของพระแผงจึงทำให้ราคาไม่สูงมากนัก ส่วนใหญ่อยู่ในระดับหลักพันถึงหลักหมื่น แต่พุทธคุณซึ่งขึ้นชื่อทางด้านแคล้วคลาดและเมตตามหานิยมทำให้มีผู้สนใจเสาะ แสวงหามาเก็บสะสมพอสมควร บางครั้งถึงขนาดทำเทียมเลียนแบบขึ้นมาด้วย

ย้อน ไปยังการพบพระกรุนาดูนในระยะแรก ปรากฏว่ามีพระจำนวนมากที่ชาวบ้านเข้ามาขุดค้น ทำให้พระกรุนาดูนแพร่หลายเข้าสู่วงการพระและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง และบางส่วนกรมศิลปากรเก็บรวบรวมไว้ และเนื่องจากเห็นว่าขอนแก่นเป็นจังหวัดใหญ่ มีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่มีความแน่นหนาและมั่นคง จึงเก็บรวบรวมพระนาดูนจำนวนหนึ่งไว้ที่ขอนแก่น แต่แล้วก็ถูกโจรกรรมชนิดกวาดเกลี้ยงทั้งกรุ เป็นการสูญเสียสมบัติของชาติครั้งใหญ่ ด้วยเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ โดยเฉพาะการแสดงให้เห็นความรุ่งเรืองของพุทธศาสนา เป็นความสูญเสียที่ไม่อาจประเมินราคาของมรดกทางศิลปะและวัฒนธรรมเป็นมูลค่า ทางเงินตราได้

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-05-11 15:20:57


ความเห็นที่ 37 (1423714)

พระวัดท้ายตลาด

พันธุ์แท้พระเครื่อง
ราม วัชรประดิษฐ์



วัดโมลีโลกยาราม หรือ วัดท้ายตลาด เป็นวัดโบราณตั้งแต่สมัยกรุงศรี อยุธยาเป็นราชธานี ทำเลที่ตั้งอยู่ริมคลองบางกอกใหญ่ หลังพระราชวังเดิม ในอดีตสมัยกรุงธนบุรีเป็นราชธานี บริเวณดังกล่าวนี้ ชาวบ้านเรียกกันว่า "ท้ายตลาด" หรือ "ท้ายพระราชวังเดิม" จึงนิยมเรียกขานวัดนี้กันว่า "วัดท้ายตลาด" และในแวดวงนักนิยมสะสมพระเครื่องทุกยุคทุกสมัยก็มักเรียกพระเครื่องจากกรุ พระเจดีย์วัดนี้กันติดปากว่า "พระวัดท้ายตลาด" ซึ่งพระเครื่องกรุนี้เป็นที่เลื่องลือด้านพุทธคุณเป็นเลิศมาแต่อดีตครับผม

ย้อน ไปในสมัยกรุงธนบุรี วัดท้ายตลาด นับเป็นวัดสำคัญคู่บ้านคู่เมือง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีทางศาสนา เช่นเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญ์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา และวัดพระศรีรัตนศาสดารามหรือวัดพระแก้วในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ และยังคงมีความสำคัญต่อเนื่องจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระมหากษัตริย์ทุกๆ พระองค์แห่งราชวงศ์ จักรียังทรงมีความผูกพันกับวัดท้ายตลาดมาโดยตลอด

สำหรับ "พระวัดท้ายตลาด" มีการค้นพบเมื่อคราวกรุพระเจดีย์แตก ได้ปรากฏพระพิมพ์เนื้อผงจำนวนมากมายถึง 89,000 องค์ และมีหลายแบบหลายพิมพ์ทรง อาทิ พระพิมพ์ปางอุ้มบาตร พระพิมพ์ปางปรกโพธิ์ข้างเม็ด ปางโมคคัลลาน์-สารีบุตร ฯลฯ ซึ่งปางต่างๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นคติการสร้างพระพุทธรูปซึ่งเกิดใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 3 ทั้งสิ้น

นอกจากนี้ พุทธลักษณะองค์พระนับเป็นการออกแบบที่ได้สัดส่วนงดงามและประณีต ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นฝีมือการสร้างในระดับ "ช่างหลวง" ที่สำคัญ พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเหมือนอย่างโบราณ กษัตริย์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ด้วยการสร้างพระพิมพ์ตามจำนวนพระธรรมขันธ์ เพื่อเป็นการสืบทอดพระศาสนา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงคิดค้นคัดเลือกพระพุทธอิริยาบถปางต่างๆ ในพระพุทธประวัติ (นับรวมกับแบบเดิม 8 ปาง เป็น 40 ปาง ประดิษฐานไว้ในหอราชกรมานุสร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม)

จึงสันนิษฐาน ได้ว่าพระวัดท้ายตลาด น่าจะสร้างขึ้นโดยรัชกาลที่ 3 และด้วยเหตุผลประการสุดท้าย คือ การจะสร้างพระได้จำนวนมากมายถึง 8 หมื่นกว่าองค์นั้น สามัญชนคนธรรมดาทั่วไปคงจะเป็นไปได้ยากมากแน่นอน

ใน ช่วงแรกๆ ที่กรุแตกนั้น พระวัดท้ายตลาดยังไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายนัก จนเมื่อคราวเกิดสงครามอินโดจีน ได้มีการนำพระซึ่งมีจำนวนมากส่งไปยังกระทรวงกลาโหม เพื่อแจกจ่ายไปยังเหล่าทัพต่างๆ เป็นการสร้างขวัญกำลังใจ ด้วยพุทธคุณเป็นที่ปรากฏประจักษ์แก่สายตาผู้ที่เข้าร่วมทัพ และบอกเล่าต่อเนื่องกันปากต่อปาก ทำให้พระวัดท้ายตลาดได้รับความนิยมและเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางยิ่ง ขึ้น จนปัจจุบันกลายเป็นพระพิมพ์เนื้อผงยอดนิยมสำหรับวงการนักนิยมสะสมพระเครื่อง พระบูชาไทยไปแล้ว

ข้อสังเกตที่จะฝากไว้ในการพิจารณา "พระวัดท้ายตลาด" ประการหนึ่ง คือ นอกจากพระที่นำมาแจกจ่ายเมื่อคราวสงครามอินโดจีนแล้ว ยังมีการนำพระบางส่วนไปบรรจุในกรุพระเจดีย์ตามวัดต่างๆ อาทิ วัดตะล่อมและวัดธนบุรี เป็นต้น ดังนั้น จากสภาพแวดล้อมและสภาวะภายในกรุแต่ละกรุที่แตกต่างกัน องค์พระจึงมีลักษณะพื้นผิวที่ต่างกันด้วย เช่น พระที่นำไปบรรจุไว้ที่วัดตะล่อม ซึ่งจะบรรจุใต้ฐานชุกชีคลุกอยู่กับปูนขาว ทำให้เวลานำองค์พระออกมา ผิวขององค์พระจึงถูกปูนขาวจับอยู่โดยทั่วไป แลดูไม่เข้มขลังเหมือนกับพระที่ออกจากกรุวัดท้ายตลาด ความนิยมและสนนราคาจึงลดหลั่นแตกต่างกันไปครับผม

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-05-10 07:35:07


ความเห็นที่ 36 (1423190)

หลวงปู่ศรี มหาวีโร พระเกจิแห่งร้อยเอ็ด

คอลัมน์ อริยะโลกที่6

"พระ เทพวิสุทธิมงคล" หรือ "หลวงปู่ศรี มหาวีโร" วัดประชาคมวนาราม (ป่ากุง) อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด พระวิปัสสนา จารย์สายอีสาน ที่ได้รับความเลื่อมใสศรัทธา เป็นอย่างมาก

ท่านมีนามเดิม ว่า ศรี ปักกะสีนัง เกิดเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2460 ตรงกับวันศุกร์ เดือนหก ปีมะเมีย ที่บ้านขามป้อม อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายอ่อนสีและนางทุม ปักกะสีนัง

ในช่วงปฐมวัย เข้าศึกษาที่โรงเรียนประชาบาล วัดบ้านขามป้อม ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำท้องถิ่น จบชั้นประถมปีที่ 6 และได้ขวนขวายเข้ามาเรียนต่อ ที่โรงเรียนสารคามพิทยาคม จนจบชั้นมัธยมปีที่ 3 เมื่อปี พ.ศ.2480 ก่อนได้เข้ารับราชการเป็นครู

ครั้นอายุ 28 ปี ท่านได้บรรพชาอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดราษฎร์รังสรรค์ บ้านป่ายาง อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด โดยมี พระโพธิญาณมุนี (ดำ) เจ้าคณะจังหวัดร้อยเอ็ด (ธรรมยุต) เป็นอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า มหาวีโร

พ.ศ.2489 ท่านได้จาริกไปจำพรรษาที่วัดป่าแสนสำราญ อ.วาริน ชำราบ จ.อุบลราชธานี มีโอกาสศึกษา ปฏิบัติธรรม เจริญวิปัสสนา กับ ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม ซึ่งเป็นศิษย์ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต

ด้วยความเลื่อมใส ศรัทธาในปฏิปทาของหลวงปู่มั่น บุรพาจารย์ใหญ่ ด้านวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งขณะนั้น อยู่ในช่วงปัจฉิมวัย พำนักอยู่ที่สำนักป่า บ้านหนองผือ ต.นาใน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

พระอาจารย์ศรี ได้ไปกราบนมัสการ และศึกษาธรรมกับหลวงปู่มั่น พร้อมทั้งเป?นอุปัฏฐาก รับใช้ จนกระทั่งหลวงปู่มั่น ได้ถึงแก่มรณภาพ

พ.ศ.2495 ได้ร่วมสร้างวัดป่าหนองแซง โดยบัญชาของ ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พันธุโล) วัดโพธิสมภรณ์ อุดรธานี

หลวง ปู่ศรี ได้ออกจาริกห่างถิ่นมหาสาร คาม ในปี พ.ศ.2496 ท่านจาริกมายังวัด ป่ากุง ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ สร้างมาประมาณ 170 ปี ท่านเป็นผู้นำศรัทธาในการพัฒนาวัดป่ากุงให้รุ่งเรืองโดยลำดับ จนกลายเป็นวัดที่งามสง่า เป็นศาสนสถานอันไพศาลสำหรับชาวพุทธผู้ศรัทธาในธรรม

หลวงปู่ศรี จำพรรษาที่วัดประชาคมวนาราม หรือวัดป่ากุง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2507 เป็นต้นมา ท่านเป็นผู้นำในการสร้างคุณูปการและสาธารณประโยชน์ เป็นจำนวนมาก

ที่เป็นงานยิ่งใหญ่ คือ การก่อสร้างพระมหาเจดีย์ชัยมงคล ณ วัดผาน้ำทิพย์ อ.หนอง พอก จ.ร้อยเอ็ด ประดิษฐานตระหง่านตระการตา ด้วยฝีมือลูกหลานไทย เป็นปูชนียสถานสำคัญสืบไปภายภาคหน้า

ในยามเช้า ผู้คนจากบ้านไกลหลายถิ่น จะมารวมกันที่หน้าวัดประชาคมวนาราม เพื่อเตรียมถวายภัตตาหารบิณฑบาต เป็นโอกาสที่สาธุชนจะได้กราบนมัสการหลวงปู่ศรีอย่างใกล้ชิด

การ บิณฑบาต เป็นวัตรที่พระกัมมัฏฐานประพฤติปฏิบัติ หลวงปู่ศรีจะตื่นแต่ดึก ออกเดินไปรอบวัด จนถึงเวลาบิณฑบาต ทำให้มีสุขภาพพลานามัยแข็งแรงแม้จะมีอายุกว่า 90 ปีแล้ว

หลังจาก บิณฑบาตแล้ว สาธุชนจะร่วมกันถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสามเณร หลังจากนั้นจะได้รับฟังธรรมเทศนาจากหลวงปู่ศรี ที่มีความสามารถอย่างสูงในการแจกแจงแสดงธรรมให้ผู้ฟังได้เข้าใจอย่างง่ายดาย

หลวง ปู่ศรี ได้พระคณาจารย์ที่เป็นสหธรรมิกที่ถูกอัธยาศัย อาทิ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน, หลวงปู่บัว สิริปุณโณ, พระอาจารย์ชา สุภัทโท ซึ่งท่านเคยได้ออกเดินธุดงค์บำเพ็ญสมณธรรมด้วยกัน ทั้งสิ้น

หลวงปู่ ศรี เป็นร่มโพธิ์สำหรับสาธุชนทุกคน ท่านมีเมตตาธรรมเสมอภาค ไม่เคยแบ่งชั้นแก่ผู้ใด แม้ท่านที่เดินทางไปวัดประชาคมวนาราม จ.ร้อยเอ็ด ก็จะได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี

ปัจจุบันนี้ แม้ท่านจะมีภารกิจต่างๆ มากมาย และเป็นประธานในการสร้างวัดไทยในต่างแดนอีกวัดหนึ่ง แต่ท่านก็โปรดเราด้วยธรรมเสมอ

ท่านแสดงธรรมไว้เป็นบทปฏิบัติว่า "ถ้าสติไปถึงจิตเมื่อไรเมื่อนั้นพวกกิเลสหรือนิวรณ์ ทั้งหลายนี่ มันจะถอยหนีไปหมดเลย"

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-05-08 09:24:07


ความเห็นที่ 35 (1422010)

ชาดกับพระเครื่อง

พันธุ์แท้พระเครื่อง
ราม วัชรประดิษฐ์

แต่ เดิมการสร้างพระพุทธรูป พระเครื่อง และพระพิมพ์ เป็นคติมหาบุรุษตามคัมภีร์มหาปุริสลักขณะ รวมกับอิทธิพลของศิลปะกรีกที่นับถือรูปเคารพ จากการเข้ามาบริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย จนเกิดเป็นศิลปะคันธารราฐขึ้นหลังการปรินิพพานของพระพุทธองค์กว่า 500 ปี ซึ่งพระพุทธรูปจะทำจาก ศิลาทราย ไม้ สัมฤทธิ์ และดิน โดยยังไม่มีสีเป็นองค์ประกอบ

ต่อเมื่อทฤษฎีมหาบุรุษในพระคัมภีร์ได้รับความนิยมแพร่หลาย จึงนิยมทาพระฉวี (ผิว) พระพุทธรูปด้วยสีทอง หรือนำแผ่นทองมาปิดที่เรียกกันว่า "การลงรักปิดทอง" เนื่องจากการจะทำให้แผ่นทองคำเปลวติดกับผิวองค์พระนั้นต้องมี "รัก" เป็นตัวกลาง ต่อมาเริ่มมีการลงสีในพระเครื่องและพระพิมพ์ สีที่ใช้ในชั้นแรกจะเป็นสีแดงที่เรียกว่า "ดินเทศ" ซึ่งนิยมเขียนเป็นลวดลายลงบนวัสดุตั้งแต่ยุคสำริด ก่อนประวัติศาสตร์

ส่วนที่เราเห็นริมพระโอษฐ์ของพระพุทธรูปเป็นสีแดงนั้น เริ่มนิยมขึ้นที่กลุ่มชนชาวรามัญหรือชาวมอญแห่งอาณาจักรสิริธรรมวดี อันมีศูนย์กลางอยู่ที่หงสาวดีเป็นแห่งแรก เหตุด้วยเนื่องจากพระภิกษุสงฆ์ชาวมอญนิยมขบฉันหมากพลูอยู่เป็นประจำ เมื่อสร้างรูปจำลองพระพุทธองค์เลยพลอยนำวัสดุที่เรียกว่า "ชาด" ทาริมพระโอษฐ์ และผู้คนก็ยังนิยมถวายหมากพลูแด่องค์พระพุทธรูปเฉกเดียวกับการถวายภิกษุสงฆ์ อีกด้วย

เมื่อชาวพยูนำโดยอนิรุทธมหาราชหรืออโนร ธามังฉ่อ ขยายอิทธิพลเหนือมอญทำให้พุกามรับเอาศิลปะต่างๆ ของชาวมอญเข้าไปด้วย เมื่อสร้างพระก็ทาสีพระพักตร์พระพุทธรูปเป็นสีขาวเหมือนการประแป้งของชาวพยู และทาริมพระโอษฐ์ให้เป็นสีแดงยิ่งทำให้ดูโดดเด่นจึงนิยมกันเรื่อยมา จนเผยแพร่เข้ามายังล้านนา

ในสยามประเทศนั้น อาจกล่าวได้ว่ารับเอาธรรมเนียมการทาริมพระโอษฐ์พระพุทธรูปให้เป็นสีแดงมาจาก มอญซึ่งหนีพวกพยูเข้ามาบริเวณภาคกลางทางหนึ่ง และเมื่อพม่าเข้ามามีอำนาจเหนือล้านนาอีกทางหนึ่ง วัสดุที่นิยมนำมาทาริมพระโอษฐ์พระพุทธรูปนั้นเรียกว่า "ชาด" ซึ่งเป็นแร่ชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นก้อนคล้ายก้อนหิน มีชื่อเรียกกันหลายอย่าง เช่น ชาดหรคุณ ชาดจอแส นิยมนำมาบดเป็นผงอาจผสมดินเทศให้มีสีแดงเข้มขึ้นทาตามอาคาร ชาวจีน และชาวเขิน(ไทยเขิน) มักใช้ในงานศิลปะ เช่น งานปิดทองล่องชาด งานเครื่องฮักเครื่องหาง และงานทาบนพระพุทธรูป และพระพิมพ์ เป็นต้น

ตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นต้นมา สยามรับอิทธิพลและนำศิลปะจีนมาประยุกต์ใช้ในราชสำนักอย่างแพร่หลาย ก่อให้เกิดงานประณีตศิลป์ เช่น งานลงรักปิดทอง งานประดับมุก งานประดับกระจก การทำมุกแกมเบื้อ ซึ่งการลงชาดก็เป็นงานฝีมืออีกชนิดหนึ่งที่นิยมนำมาใช้ในการทำอาคารสถานที่ การทำตู้พระไตรปิฎก การทำตู้ลายกำมะลอ และการทาชาดลงบนพระพุทธรูปและพระพิมพ์

ความนิยมดังกล่าวสืบเนื่องตั้งแต่สมัยล้านนามาจนถึงรัตนโกสินทร์ ที่นิยมสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่อง โดยปิดทองและทาชาด ทำให้พระพุทธรูปดูโดดเด่นงดงาม และนิยมมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ในบางครั้งจะพบเห็นพระพุทธรูปเก่าๆ มีรอยกะเทาะจนเห็นริ้วสีแดงอยู่ภายในดูเผินๆ เหมือนเส้นโลหิต เป็นเหตุให้ร่ำลือไปต่างๆ นานา ซึ่งความจริงแล้วสีแดงที่เห็นเป็นสีของชาดซึ่งนำมาใช้แทนการใช้รักซึ่งมีสี ดำ

ดังนั้น วิธีการดูพระพุทธรูป พระเครื่อง และพระพิมพ์เก่าอีกประการหนึ่งก็คือ ให้ดูความเก่าของชาดให้เป็น ยิ่งพระที่นิยมในราชสำนักแล้วจะใช้ชาดหรคุณ หรือชาดหรคุณไทย ซึ่งมีสีแดงจัดจ้าน มีน้ำหนักในตัว และเกาะติดทนนาน ไทยเราเองมีสุภาษิตเปรียบเทียบถึงผู้ที่มีความดีงามอยู่แล้วในตัวว่า "ชาดดีไม่ต้องทาสี (ใส่สี) ก็แดง" ครับผม

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-05-03 06:31:41


ความเห็นที่ 34 (1421923)

พระกริ่งวัดตรีทศเทพปี "30

คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง
โดย ราม วัชรประดิษฐ์

เสร็จ พิธียิ่งใหญ่และงดงามไปแล้ว สำหรับการยกช่อฟ้าพระอุโบสถวัดตรีทศเทพ ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ทรงประกอบการยกช่อฟ้า นำความปีติมายังทุกรูปทุกนาม ทำให้ครบองค์ประกอบสมบูรณ์แห่งศาสนสถาน เมื่อวันที่ 18 เมษายน ที่ผ่านมา

ในการนี้ ทางวัดตรีทศเทพได้จัดสร้างเหรียญและพระพิมพ์พระพุทธนวราชบพิตร ด้านหลังประดิษฐานพระปรมา ภิไธย ภปร. ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ มีพระบรมราชานุญาตให้จัดสร้างและพระราชทานไฟพระฤกษ์จุดในพิธีมหาพุทธาภิเษก ปรากฏว่าสาธุชนแห่กันมาจับจองบูชาจนเหรียญเนื้อทองคำ และเนื้อนวโลหะแก่ทอง หมดเกลี้ยงในพริบตา ตอนนี้เหลืออยู่แต่เหรียญเนื้อเงินหน้ากากทอง, เนื้อเงิน, เนื้อทองแดงชุบสามกษัตริย์, เนื้อทองแดง และพระพิมพ์เนื้อผงพุทธคุณ ซึ่งได้รับคำเล่าลือเรื่องคุณวิเศษเป็นที่น่าอัศจรรย์



ทาง วัดตรีทศเทพ โดยคณะกรรมการวัดจึงดำริจะนำสุดยอดวัตถุมงคลของวัดอีกอย่างหนึ่งซึ่งเก็บ รักษาไว้นานแล้วตั้งแต่เจ้าอาวาสรุ่นก่อนๆ ออกมาให้ร่วมบุญเช่าบูชา ส่งผลให้เกิดความตื่นตัวและตื่นเต้นในแวดวงสะสมพระเครื่องอย่างคาดไม่ถึง ซึ่งได้แก่ "พระกริ่งพุทธนวราชบพิตร และพระชัยวัฒน์พุทธนวราชบพิตร ปีพ.ศ.2530"

พระกริ่งและพระชัยวัฒน์ปี ′30 นั้น ลือลั่นสนั่นเมืองมาแต่ครั้งจัดสร้างและได้รับความนิยมที่เรียกว่ากระแสแรง จัดไม่มีตก สาเหตุเนื่องมาจาก ในคราวที่เจ้าอาวาสวัดตรีทศเทพรูปก่อน พระเทพวัชรธรรมาภรณ์ (สุรพงษ์ ฐานวรเถร) เมื่อครั้งยังดำรงสมณศักดิ์เป็นพระวัชรธรรมาภรณ์ ได้ทูลเชิญเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพิธีเททองพระพุทธนวราชบพิตร องค์พระประธานเพื่อประดิษฐานในพระอุโบสถซึ่งสร้างขึ้นใหม่ในคราวนั้น ได้ทูลเชิญเสด็จฯ เททองพระกริ่งและพระชัยวัฒน์พุทธนวราชบพิตร จำนวน 999 องค์ มีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยเสด็จ ในวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2530

พระกริ่งและพระชัยวัฒน์ที่สำเร็จขึ้นมานั้น มีพุทธลักษณะงดงาม เป็นองค์พระไภษัชคุรุเยี่ยงโบราณ ประทับนั่งปางมารวิชัย บนบัลลังก์บัวเล็บช้างคว่ำหงาย กระแสองค์พระงดงามมาก มีโค้ดกำกับ พร้อมกันนี้ทางวัดได้ออกใบอนุโมทนาบัตรกำกับด้วย

อานุภาพของพระกริ่ง และพระชัยวัฒน์ วัดตรีทศเทพ นั้น เป็นที่ลือลั่นตลอดมา สมดังพระราชดำรัสขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในคราวจัดสร้างพระพุทธ รูปพระพุทธนวราชบพิตรและพระราชทานไปประดิษฐานยังจังหวัดต่างๆ ที่อำนวยพรอันศักดิ์สิทธิ์ให้กับประชาชนความว่า

"...ขออานุภาพแห่ง องค์พระพุทธนวราชบพิตร จงปกปักรักษาท่านให้พ้นจากทุกข์ภัยทุกๆ ประการ บันดาลให้เกิดความสุขสวัสดี มีความก้าวหน้ารุ่งเรืองในการประกอบอาชีพ และมีความสมัครสมานกัน ในอันที่จะร่วมกันสร้างเสริมความมั่นคงและความเจริญก้าวหน้า ให้แก่บ้านเมืองของเราสืบไป..."

เพื่อเป็นการบุญขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาสอบถามรายละเอียดได้ที่ วัดตรีทศเทพ ครับผม

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-05-02 07:25:21


ความเห็นที่ 33 (1421874)

เหรียญหลวงปู่บุญหนา

คอลัมน์ เปิดตลับพระใหม่

"หลวง ปู่บุญหนา ธัมมทินโน" วัดป่าโสตถิผล บ้านหนองโดก หมู่ 4 ต.ช้างมิ่ง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร พระเกจิสายวิปัสสนากัมมัฏฐานชื่อดังแห่งภาคอีสาน

ท่าน เป็นศิษย์สืบสายธรรมหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต รุ่นสุดท้ายที่ยังมีชีวิตอยู่ อีกทั้งท่านยังเป็นหลานแท้ๆ ของพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร แห่งวัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกล นคร

หลวงปู่บุญหนา เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎา คม 2474 ตรงกับวันแรม 6 ค่ำ เดือน 8 ปีมะแม ที่ บ.หนองโดก ต.ช้างมิ่ง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

อายุ 22 ปี เข้าพิธีอุปสมบท ณ วัดแจ้ง บ้านหนองโดก ต.ช้างมิ่ง มีพระธรรมเจดีย์ (จูม พันธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ เป็นพระกรรมวาจาจารย์

ปัจจุบัน หลวงปู่บุญหนา สิริอายุ 80 พรรษา 58

เมื่อ วันที่ 19 กรกฎาคม 2540 คณะศิษย์สกลนคร นำโดยนายช่างสาธร ทัศนเอี่ยม และคุณชูชาติ กิติธรรม ได้จัดสร้างวัตถุมงคลขึ้น 1 รุ่น เป็นเหรียญหลวงปู่บุญหนา รุ่นแรก พิมพ์เต็มองค์ และพิมพ์ครึ่งองค์

จัดสร้างเนื่องในที่ระลึกการสร้างโบสถ์น้ำวัดป่าโสตถิผล ไว้แจกจ่ายผู้ที่มาทำบุญในโอกาสดังกล่าว

ลักษณะ เป็นเหรียญรูปไข่ มีหู รุ่นแรกมี 2 พิมพ์ คือ พิมพ์เต็มองค์ มีเนื้อเงิน 10 เหรียญ เนื้ออัลปาก้า 68 เหรียญ เนื้ออัลปาก้า กะไหล่ทอง 50 เหรียญ เนื้อสามกษัตริย์ 37 เหรียญ เนื้อทองแดง 134 เหรียญ รวม 299 เหรียญ

ส่วน พิมพ์ครึ่งองค์ (หน้าใหญ่) เนื้ออัลปาก้า 69 เหรียญ เนื้ออัลปาก้ากะไหล่ทอง 50 เหรียญ เนื้อจิวเวลรี่ 1 เหรียญ เนื้อสามกษัตริย์ 36 เหรียญ เนื้อทองแดง 134 เหรียญ รวม 290 เหรียญ

ด้านหน้าเหรียญ พิมพ์ครึ่งองค์ ขอบเหรียญมีเส้นสันนูน รอบขอบเหรียญจากซ้ายไปขวาสลักตัวหนังสือคำว่า "พระอาจารย์บุญหนา ธมฺมทินฺโน รุ่นแรก พ.ศ.๒๕๔๐" ตรงกลางเหรียญมีรูปเหมือนหลวงปู่ครึ่งองค์ ใต้ใบหูซ้ายหลวงปู่ตอกโค้ด กำกับ

ด้านหลังเหรียญ ขอบเหรียญมีเส้นสันนูนหนา ใต้หูห่วงใกล้ขอบเหรียญสลักตัวหนัง สือนูนคำว่า "วัดป่าโสตถิผล สกลนคร" ถัดลงมาตรงกลางเหรียญมีอักขระรวม 7 บรรทัด 2 บรรทัดแรกเป็นยันต์อักขระอ่านว่า "นะเมตตา โมกรุณา" ส่วน 5 บรรทัดที่เหลืออ่านว่า "นะมะพะทะ นะโมพุทธายะ" ด้านล่างสุดสลักคำว่า "ที่ระลึกงานสร้างโบสถ์น้ำ"

เหรียญรุ่นแรกนี้ แม้มี 2 บล็อก แตกต่างเฉพาะด้านหน้า บล็อกแรกพิมพ์ครึ่งองค์ (พิมพ์นิยม) ส่วนบล็อกสองพิมพ์เต็มองค์ แต่ด้านหลังเหรียญเหมือนกันหมด

มีพุทธคุณโดดเด่นเมตตามหานิยม แคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง

ราคา เช่าหาในปัจจุบัน เฉพาะพิมพ์เต็มองค์เนื้อเงิน 100,000 บาท เนื้ออัลปาก้า 50,000 บาท และเนื้อทองแดง 80,000 บาท ส่วนพิมพ์ครึ่งองค์ (หน้าใหญ่)

ราคาเช่าหาบูชาลดหย่อนใกล้เคียงกัน ตามสภาพความสวยคมชัดของเหรียญ

เป็นเหรียญดีมีประสบการณ์ ที่ได้รับการกล่าวขวัญสูง

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-05-01 08:16:57


ความเห็นที่ 32 (1421429)

"สนามพระ"ใหญ่ไร้พรมแดน

คอลัมน์ คำคม คารมเซียน

"สนาม"มักมีไว้ให้เล่นอะไรหนุกๆ เหนื่อยๆ

ตั้งแต่สนามบอล-บาสฯ-ม้า-มวย ฯลฯ

จนถึง "สนามพระ" ที่มี "พระ" ไว้ให้ "เล่น"

อยากรู้ว่าสนามนี้อยู่ไหน ไม่ให้เสียเวลา เราจะ...ตามไปดู! สนามพระ : แหล่งรวมร้านค้าที่ทำการซื้อ-ขายพระเครื่อง

ในอดีต...การซื้อ-ขายพระเครื่องอย่างจริงจังยังไม่เกิด แผง-ร้าน-ตู้-ตลาดพระจึงยังไม่มี ผู้คนสนทนาส่องพระกันตามบ้าน-ร้านกาแฟ

ประมาณปี 2495 "สนามพระ" จึงปรากฏ-ประกอบร่างกลางกทม. ....แถวเกาะรัตนโกสินทร์ ทีละน้อย-ทีละยุค แบ่งให้สนุกได้ 4 ช่วงบรรยากาศ

1.ยุคบุกเบิก (พ.ศ. 2495-2505) จากการค้นคว้าสอบถามให้การตรง กันว่า สนามแรกของนักส่องระดับรากหญ้า สถาปนาอยู่รายรอบสนามหลวง
เมื่อรวมตัวเกะกะมากเข้า ก็ขยับไปอยู่ใต้ถุนศาลอาญา ใกล้ๆ กันย่านนั้น...

ข้าราชการ-ขาใหญ่และผู้ดี จะนั่งจิบโกปี๊ขลุกคุย-ส่อง-แลกเปลี่ยนพระกันในร้านกาแฟเพิงสังกะสีของคุณตา "มหาผัน" เรียกโก้ๆ ล้อกันฮาๆ ว่า "บาร์มหาผัน" อีกที่-ที่ตีคู่กันมา คือ ร้านถ่ายรูป พระเครื่องฯ "โมนาลิซ่า" ของ อ.ประชุม กาญจนวัฒน์

2.ยุคตักกศิลา (พ.ศ.2506-ปัจจุบัน) จากยุคแรกเริ่มก็เพิ่มความนิยม
พอจอแจจนรกศาล เทศบาลสมัยนั้น จึงจัดหาที่ให้ใหม่ ซมซานข้ามฝั่งไปอยู่รอบอนุสาวรีย์ วัดมหาธาตุ ใกล้มหา"ลัยธรรมศาสตร์ อยู่ด้านนอกแป๊บเดียว ก็กระดึ๊บๆ เข้าไปด้านใน วุ่นวาย-ได้ใจ ก่อความเสียหายให้กับวัด
ถึงขั้นมีเรื่องมีราว จึงจำใจย้ายอีกครั้ง

คราวนี้แยกวงเป็น 2 สนาม ที่แรกบริเวณลานจอดรถรอบวัดราชนัดดา
อีกที่...พัฒนาตลาดร้างท่าพระจันทร์ ปรับแนวจากขายผักมา...ขายพระ!
ล่วงมาพ.ศ.นี้...ท่าพระจันทร์ยังคงมีมนต์ขลัง เป็นสนามพระชื่อดัง
เป็นตักกศิลาของวงการ

3.ยุคขึ้นห้าง (พ.ศ.2533-ปัจจุบัน) แล้วก็เกิดการพัฒนาตามระบอบทุนนิยม  ร้านขายปลีกทยอยย่อยสลาย กลายเป็นร้านค้าเครือข่ายบรรษัทลงทุนข้ามชาติ กวาดลูกค้าเข้าห้าง-ร้านสะดวกซื้อ ทันสมัย ติดแอร์เย็นฉ่ำ
ชิลกว่าห้องแถวแบกะดิน...แยะ ของบนแผงจะดูแพง ถ้าจัดแสดงบนชั้น-ตามตู้ ดูหรู-ดูดี มีราคากว่าเดิม...เยอะ สินค้าจึงพาเหรดอัพเกรดเป็นของห้าง

พระเครื่องของเราก็ตามติดมาไม่ห่าง เริ่มต้นยกระดับวงการกันที่ห้างพันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำ ย้ายไป-มาจนปักหลักที่พันธุ์ทิพย์ งามวงศ์วาน พระเครื่องมหาศาลรวมองค์อยู่ที่นี่! สนามห้างผุดตามแห่อีกหลายแห่ง

หนึ่งแหล่งที่หรูหรา คือบริเวณพลาซ่าของโรงแรมมณเฑียร สนามไฮโซยามบ่าย ถึงค่ำ ขาประจำล้วน ขาใหญ่...ไม่จน!

4.ยุคอินเตอร์เน็ต (พ.ศ.2543-ปัจจุบัน) เมื่อถึงยุคไร้พรมแดน คนแสนล้าน ต่อติดชิดใกล้ในโลกไซเบอร์ ร้านที่เคยกว้างขวางร้อย-พันตารางเมตร
เหลืออาณาเขตเท่ากับ "ศูนย์" SME-SML กันได้ด้วยระบบ On-line
เงินทำให้คนเข้าใจอะไรง่ายขึ้น

วงการพระก็อินเทรนด์ คิดเป็น-ทำไวไม่น้อยหน้า กำเนิดสนามพระแบบ "ดอตคอม" พร้อมให้ shop เต็มที่ 24 ช.ม. ไม่ต้องไปเช่าพระในสนามให้เมื่อยตุ้ม แค่นิ้วนุ่มๆ เคาะคีย์บอร์ดและคลิกเมาส์ สนามพระก็ Delivery...ถึงบ้าน!  โลกเปลี่ยนไปขนาดนี้ วงการพระ ก็เปลี่ยนไปขนาดนั้น แต่ธรรมะแห่งองค์พระศาสดาท่าน ไม่เคยเปลี่ยน สองพันห้าร้อยกว่าปียังสอนย้ำให้ทำดี

จึงกราบเรียนท่านสาธุชน อย่าเอาแต่ส่อง...จนลืมสวด อย่าเอาแต่สะสม...จนลืมให้ อย่าเอาแต่สนใจเรื่องมูลค่า...จนลืมว่าศีล-ภาวนาต้องปฏิบัติ พระเครื่องอยู่ในสนาม แต่พระจริงอยู่ในวัด...นมัสการบ้างนะโยม!

kumkom99@gmail.com

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-04-27 07:25:46


ความเห็นที่ 31 (1421311)

เจาะประวัติ'หลวงพ่อเปี่ยม' ยอดโหราจารย์-เหรียญเข้มขลัง(1)

คอลัมน์ มุมพระเก่า
อภิญญา


1.หลวงพ่อเปี่ยม

2.เหรียญรุ่นแรกปี2480

3.พระรอดปี2480

วัดเกาะหลัก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นวัดเก่าแก่ สร้างมาราวปีพ.ศ.2300 มีฐานะแรกเป็นสำนักสงฆ์ตั้งแต่สมัยอยุธยา พัฒนาเป็นวัดเกาะหลักและยกฐานะเป็นพระอารามหลวง เมื่อปีพ.ศ.2515

จาก คำบอกเล่าต่อๆ กันมาว่า เจ้าอาวาสที่ชื่อ "หลวงพ่อโสธร" ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกมีวาจาสิทธิ์ ผู้ใกล้ชิดและผู้ที่ผ่านไปมาต่างเคารพนับถือ ด้วยบารมีของเจ้าอาวาสทุกรูปทำให้วัดเกาะหลักมีความเป็นปึกแผ่นมั่นคง แต่รายละเอียดเกี่ยวกับความเจริญของวัดค้นหาหลักฐานไม่ได้ จนถึงสมัยพระครูสุทธาจารคุณ หรือหลวงพ่ออ่ำ จึงพอมีหลักฐานอยู่บ้าง

วัด เกาะหลัก เป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไป ด้วยความเคารพนับถือหลวงพ่อเปี่ยม (เปี่ยม จันทโชโต) หรือนามสมณศักดิ์ว่า "พระครูสุเมธีวรคุณ นิบุณศิริเขตต์ ชลประเวส สังฆวาหะ" ตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งท่านมีความแม่นยำในการพยากรณ์ดวงชะตา และมีความเชี่ยวชาญในการบรรจุดวงชะตาทางโหราศาสตร์ลงในพระประจำวันของบุคคล เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของเจ้าของดวงชะตา

ถึงขั้นเชื่อกันว่า การทำพิธีทางโหราศาสตร์ หากทำที่อื่นจะขลังน้อยกว่าทำที่โบสถ์วัดเกาะหลัก เพราะท่านได้สร้างเทวรูปประจำดาวนพเคราะห์ไว้ที่ลวดลายระหว่างเสาพระอุโบสถ โดยรอบและครบถ้วน การทำพิธีจึงเท่ากับอยู่ท่ามกลางทวยเทพประจำดาวเคราะห์ตามตำรับโดยแท้

ทั้ง นี้ ผู้คนที่นับถือหลวงพ่อเปี่ยม มิใช่เพราะความเป็นโหราจารย์เท่านั้น ท่านยังให้ความอนุเคราะห์รักษาโรคด้วยสมุนไพร การอบรมคุณธรรม ความรู้ด้านช่างต่างๆ อีกด้วย รวมไปถึงความเชื่อมั่นในพุทธคุณความขลังของพระเครื่องทุกชนิด โดยเฉพาะเหรียญรุ่นแรกที่มีราคาค่านิยมในวงการนักสะสมถึง "หลักหมื่นปลายๆ" ที่สำคัญ ท่านเป็นสุดยอดเกจิอาจารย์ที่ได้รับการ นิมนต์เข้าพิธีพุทธาภิเษกพระเครื่องใหญ่ๆ เช่น ร่วมปลุกเสกเหรียญพระแก้วมรกต ในคราวฉลองกรุงเทพฯ ครบ 150 ปี พ.ศ. 2475 และเป็น 1 ใน 108 เกจิที่ร่วมปลุกเสก "พระพุทธชินราช รุ่นอินโดจีน ปี 2485" ซึ่งพระเครื่องทั้ง 2 รุ่นนี้เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง และมีราคาค่านิยมสูงขึ้นทุกขณะ

หลวงพ่อเปี่ยม เป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดเกาะหลัก ที่ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ

ท่าน เกิดที่บ้านนาห้วย ต.เมืองเก่า อ.ปราณบุรี เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 7 ขึ้น 8 ค่ำ ปีมะเมีย ตรงกับวันที่ 25 พฤษภาคม 2426 เวลา 1 ทุ่ม 19 นาที เป็นบุตรคนสุดท้องของนายแก้ว นางหนูลัภธ์ นามสกุล ถาวรนันท์ มีพี่ชายร่วมบิดาคนหนึ่งชื่อนายถนอม และมีน้องสาวต่างมารดาอีกคนหนึ่งชื่อ ละมุน เป็นภรรยาขุนสอนสุขกิจ หรือนายแพทย์ ส.อันตริกานนท์

ครอบครัว ประกอบอาชีพทำไร่ เมื่ออายุ 3 ขวบ บิดาได้ออกจากบ้านไปค้าขายต่างจังหวัด แล้วไปตั้งภูมิลำเนาอยู่ที่อื่นไม่กลับบ้าน ท่านกับพี่ชายและมารดาได้ช่วยกันทำไร่ด้วยความเหนื่อยยาก อายุ 5 ขวบ มารดานำไปฝากเรียนหนังสือไทยและขอมกับเจ้าอาวาสวัดนาห้วย เรียนจนอ่านออกเขียนได้เล็กน้อย พออายุ 9 ขวบ ทางบ้านประสบอุบัติเหตุไฟไหม้บ้าน มารดาจึงกลับไปอยู่บ้านเดิม ที่บ้านสระแจง อ.หนองจอก จ.เพชรบุรี ท่านได้ไปอยู่กับมารดา ส่วนพี่ชายคงอยู่ที่วัดนาห้วย เรียนหนังสือต่อไปตามเดิม

อายุ 11 ขวบ ได้เรียนวิชาหมอน้ำมนต์กับหมอเขียว ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเสียงในทางรดน้ำมนต์ และไล่ผี จนสามารถรดน้ำมนต์คนไข้แทนหมอเขียวได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังได้เรียนวิชาการต่างๆ หลายแขนงจากอาจารย์ต่างๆ ที่มีชื่อเสียง เช่น วิชาปลูกสร้างบ้าน ช่างเขียน ช่างปั้น ช่างหยวก และวิชาอ่านเขียนหนังสือ พยายามฝึกฝนอยู่เสมอจนมีความรู้ ความสามารถดีขึ้นเป็นลำดับ

เจาะประวัติ"หลวงพ่อเปี่ยม" ยอดโหราจารย์-เหรียญเข้มขลัง (จบ)

คอลัมน์ มุมพระเก่า
อภิญญา


กระทั่ง อายุครบบวช "นายเปี่ยม ถาวรนันท์" จึงอุปสมบทที่วัดลาด อ.เมือง จ.เพชรบุรี พ.ศ.2446 โดยมี พระครูสุวรรณมุนี วัดพระทรง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระปลัดบุญ วัดชีว์ประเสริฐ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้ฉายาว่า "จันทโชโต"

หลังบวชแล้วจำพรรษาอยู่ที่วัดลาด 5 ปี ระหว่างจำพรรษาได้ศึกษาภาษาบาลี บำเพ็ญสมณกิจ ด้วยความเคร่งครัด และได้ออกไปจำพรรษาที่วัด นาห้วย ซึ่งขณะนั้นมีพระครูสุทธาจารคุณ (อ่ำ) เป็นเจ้าอาวาส ท่านเป็นกำลังสำคัญในการดูแลสร้างโบสถ์วัดนาห้วย จนสำเร็จ

ปี พ.ศ. 2458 พระครูสุทธาจารคุณ (อ่ำ) ย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดเกาะหลักและเจ้าคณะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ท่านได้รับมอบหมายจากคณะสงฆ์ ให้ไปเป็นผู้รักษาการในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดนาห้วย และได้แต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส ในปีพ.ศ.2459 ระหว่างที่อยู่วัดนาห้วยได้ไปศึกษาวิชาโหราศาสตร์ จากพระสุวรรณมุนี (ชิต) เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ จ.เพชรบุรี และเริ่มมี ชื่อเสียงทางโหราศาสตร์ตั้งแต่นั้นมา

หลวงพ่อเปี่ยม ปกครองพระภิกษุสามเณรภายในวัดด้วยคุณธรรม บูรณะและปฏิสังขรณ์วัดปรับปรุงแก้ไขวางผังการสร้างเสนาสนะให้เป็นระเบียบ เรียบร้อยด้วยความสามารถ จนปีพ.ศ.2462 ได้รับตราตั้ง เป็นพระครูชั้นประทวน ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอปราณบุรี และอำเภอเมือง ประจวบคีรีขันธ์ ปีพ.ศ.2463 เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นสามัญที่ "พระครูธรรมโสภิต" ปีพ.ศ.2465 เป็นพระอุปัชฌาย์ ปีพ.ศ.2467 เลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระครูสุเมธีวรคุณ เจ้าคณะรอง (รองเจ้าคณะจังหวัด) เมื่อพระครูสุทธาจารคุณ (อ่ำ) มรณภาพ คณะสงฆ์ได้ย้ายท่านไปเป็นเจ้าอาวาสวัดเกาะหลัก

ปีพ.ศ. 2473 และต่อมาปีพ.ศ. 2474 ได้รับตำแหน่งให้เป็นผู้รักษาการในตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปีพ.ศ.2484 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูเมธีวรคุณ ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปีพ.ศ.2484 เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่ "พระเมธีวรคุณ บุณคีรีเขตต์ ชลประเวศสังฆปาโมกข์" ในตำแหน่งเดิม

การเป็นเจ้าอาวาสวัดเกาะหลัก และเจ้าคณะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ของหลวงพ่อ ทำให้หลวงพ่อมีโอกาสแสดงออก ซึ่งอัจฉริยภาพอย่างเต็มที่ ท่านได้นำความรู้ความสามารถมาใช้ประโยชน์ในงานต่างๆ มากมาย งานสำคัญที่ท่านได้ทำคือการสร้างพระอุโบสถอันวิจิตรงดงามตระการตา การเปิดโรงเรียน นักธรรมและบาลี การสร้างบ่อน้ำ และถังน้ำประปาสำหรับวัด และการปกครองคณะสงฆ์ด้วยคุณธรรม งานทะนุบำรุงและการ ก่อสร้างสังฆาราม หลวงพ่อเปี่ยมทำไว้มาก มิใช่ทำที่วัดเกาะหลักอย่างเดียว แต่ได้ทำในสถานที่อื่นอีกด้วย

กล่าว สำหรับวัตถุมงคลที่ท่านสร้างไว้มีหลายชนิด เช่น เหรียญรูปเหมือน, พระรอด ปี 2480, รูปเหมือนปั๊ม, ล็อกเกต เป็นต้น ที่ได้รับความนิยมได้แก่

เหรียญรุ่นแรก ปี 2480 ด้านหน้ารูปเหมือนหน้าตรงครึ่งองค์ ระบุสมณศักดิ์ จังหวัด และปี พ.ศ. ด้านหลังเป็นยันต์

เหรียญ รุ่น 2 ปี 2484 เป็นเหรียญกลม ด้านหน้ารูปเหมือนหน้าตรงครึ่งองค์ ด้านบนเป็นอักขระ ด้านล่างระบุสมณศักดิ์ มีเนื้อเงิน และทองแดง

เหรียญ รุ่น 3 ปี 2489 เป็นเหรียญเสมา รูปเหมือนหน้าตรงครึ่งองค์ ด้านบนระบุสมณศักดิ์ ด้านล่าง ชื่อจังหวัด และพ.ศ.ด้านหลังอักขระ มีทั้งเนื้อเงิน และทองแดง

เหรียญรุ่น 4 ปี 2490 เป็นเหรียญรุ่นสุดท้ายที่ ทันท่าน เป็นเหรียญทรงพุ่มข้าวบิณฑ์

หลวง พ่อเปี่ยม มรณภาพเมื่อปีพ.ศ.2492 สิริรวมอายุได้ 66 ปี ด้วยโรคลำไส้พิการ หลังจากนั้นได้จัดงานพระราชทานเพลิงศพ ณ วัดเกาะหลัก เมื่อปี พ.ศ.2506 โดยทุกๆ ปี ในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 4 จะมีงานปิดทองรูปหล่อของท่านและ อดีต เจ้าอาวาสทุกองค์ของวัด

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-04-26 07:30:56


ความเห็นที่ 30 (1421211)

บุญใหญ่'จังหวัดเลย104ปี' เสก'เหรียญ5เกจิรุ่นรักเลย'


จังหวัด เลยเป็นอีกจังหวัดที่มีความงดงามทางธรรมชาติ ภูเขา แม่น้ำ สายน้ำ ลำธาร ต้นไม้เขียวขจี มีความรื่นรมย์เป็นอย่างยิ่ง นอกจากจะมีธรรมชาติที่งดงาม

เมืองเลย ยังได้ชื่อว่า"เมืองแห่งทะเลภูเขา สุดหนาวในสยาม"

มี หลักฐานเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาว่า ก่อตั้งโดยชนเผ่าไทยที่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษ ที่ก่อตั้งอาณาจักรโยนก โดยพ่อขุนบางกลางหาวและพ่อขุนผาเมือง ได้มีผู้คนอพยพจากอาณาจักรโยนกที่ล่มสลายแล้ว ผ่านดินแดนลานช้างข้ามลำน้ำเหืองขึ้นไปทางฝั่งขวาของลำน้ำหมัน ถึงบริเวณที่ราบพ่อขุนผาเมืองได้ตั้งบ้านด่านขวา ส่วนพ่อขุนบางกลางหาวได้แบ่งไพร่พลข้ามลำน้ำหมันไปทางฝั่งซ้ายสร้างบ้านด่าน ซ้าย


ต่อมาจึงได้อพยพเลื่อนขึ้นไปตามลำน้ำ ไปสร้างบ้านหนองคู และได้นำนามหมู่บ้านด่านซ้าย มาขนานนามหมู่บ้านหนองคูใหม่เป็น "เมืองด่านซ้าย" อพยพไปอยู่ที่เมืองบางยาง ในที่สุดโดยมีพ่อขุนผาเมือง อพยพผู้คนติดตามไปตั้งเมืองราด และตั้งเมืองด่านซ้ายเป็นเมืองหน้าด่านทางตะวันออกของเมืองบางยาง

นอก จากนี้แล้ว ยังมีชาวโยนกอีกกลุ่มหนึ่งได้อพยพมาตั้งบ้านเรือน ระหว่างชายแดนตอนใต้ของอาณาเขตลานนาไทย ต่อแดนลานช้างอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งก่อนที่จะอพยพหนีภัยสงคราม ข้ามลำน้ำเหืองมาตั้งเมือง เซไลขึ้น จากหลักฐานในสมุดข่อยที่มีการค้นพบเมืองเซไล อยู่ด้วยความสงบร่มเย็นมา จนกระทั่งถึงสมัยเจ้าเมืองคนที่ 5 เกิดทุพภิกขภัย ข้าวยากหมากแพง ฝนฟ้าไม่ตก จึงได้พาผู้คนอพยพ ไปตามลำแม่น้ำเซไล ถึงบริเวณที่ราบระหว่างปากลำห้วยไหลตกแม่เซไล จึงได้ตั้งบ้านเรือนขึ้นขนานนามว่า บ้านแห่ (บ้านแฮ่) ส่วนลำห้วยให้ชื่อว่า "ห้วยหมาน"

ปีพ.ศ. 2396 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพิจารณาเห็นว่าหมู่บ้านแฮ่ ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งห้วยน้ำหมาน และอยู่ใกล้กับแม่น้ำเลย มีผู้คนเพิ่มมากขึ้น สมควรจะได้ตั้งเป็นเมือง เพื่อประโยชน์ในการปกครองอย่างใกล้ชิด จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งเป็นเมืองเรียกชื่อตามนามของแม่น้ำเลยว่า "เมืองเลย"

"นาย พรศักดิ์ เจียรณัย" ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เปิดเผยว่า ด้วยจังหวัดเลยจะจัดงานพิธีทำบุญจังหวัดเลย เพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่บรรพบุรุษผู้สร้างเมืองเลย อดีตเจ้าเมือง หรือผู้ว่าราชการจังหวัด ตลอดจนข้าราชการ ประชาชนทุกคนในจังหวัดเลยที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นสิริมงคลและเสริมสร้างความสามัคคีปรองดองให้เกิดขึ้น แก่ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนทุกคนในจังหวัดเลย ตามอัตลักษณ์และวิถีเลย ที่เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ยึดมั่นในศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณี มีภาษาพูดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ผู้คนมีอัธยาศัยดี มีความเอื้ออาทร รักสงบ ประนีประนอม มีเหตุผลอยู่อย่างสงบสุขได้

ในการนี้ เพื่อให้ยิ่งเพิ่มความเป็นสิริมงคลมากยิ่งขึ้น จึงได้จัดพิธีพุทธาภิเษก "เหรียญรูปเหมือน 5 เกจิ รุ่นรักเลย" ประกอบด้วย หลวงปู่แหวน สุจิณโณ, หลวงปู่หลุย จันทสาโร, หลวงปู่ชอบ ฐานสโม, หลวงปู่คำดี ปภาโส และหลวงปู่ศรีจันทร์ วัณณาโภ โดยจัดสร้าง 5 ชนิด คือ เหรียญเนื้อทองคำ ชุดกรรมการ ค่าบูชาชุดละ 39,999 บาท ตามยอดสั่งจอง เหรียญเนื้อเงิน 1,999 เหรียญ ค่าบูชาเหรียญละ 1,999 บาท เหรียญเนื้อนวโลหะ 2,999 เหรียญ ค่าบูชาเหรียญละ 699 บาท เหรียญเนื้ออัลปาก้า 2,999 เหรียญ ค่าบูชาเหรียญละ 499 บาท เหรียญเนื้อทองแดง จำนวน 39,999 เหรียญ ค่าบูชาเหรียญละ 69 บาท เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา สร้างบารมีมหามงคลของคนเลยทุกคน และให้เก็บไว้เป็นสมบัติของลูกหลานคนเลยสืบไป

งานพิธีได้กำหนดจัด ขึ้นในวันศุกร์ที่ 29 เมษายน 2554 ณ บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดเลย เวลา 06.30 น. พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 999 รูป เวลา 16.30 น. ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ผู้บริหารท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ถึงบริเวณพิธี เวลา 17.19 น. พิธีบวงสรวง เวลา 17.49 น. พิธีสวดพระพุทธมนต์ (ทักษิณานุประทาน) พระสงฆ์ จำนวน 108 รูป เวลา 17.59 น. พิธีเจริญพระพุทธมนต์และชัยมงคลคาถา จำนวน 109 รูป พิธีพุทธาภิเษก พระพิธีธรรม 4 รูป พระนั่งปรก 4 รูป และพระร่วมพิธีพุทธาภิเษก 109 รูป โดยโยงสายสิญจน์จากทุกบ้านในเขตเทศบาลเมืองเลย มายังบริเวณพิธี และมีพุทธศาสนิกชนร่วมปฏิบัติธรรมเจริญจิตตภาวนา จำนวน 2,000 คน พร้อมจุดประทีปโคมบูชา จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวเลย ร่วมพิธีตามวันเวลาสถานที่ดังกล่าว และปฏิบัติธรรมเจริญจิตตภาวนา โดยพร้อมเพรียงกัน

สั่งจองเหรียญได้ที่สำนักงานจังหวัดเลย ศาลากลางจังหวัดเลย โทร. 0-4281-1746 ที่ว่าการอำเภอ, ที่ทำการเทศบาล, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพชุมชนประจำตำบลทุกแห่งตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-04-25 08:09:35


ความเห็นที่ 29 (1413491)

เหรียญหลวงปู่ปัญญา

เปิดตลับพระใหม่


หลวงปู่ปัญญา ปัญญธโร เจ้าอาวาสวัดหนองผักหนามราษฎร์บำรุง ต.หนองใหญ่ อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี พระเกจิชื่อดังอายุกว่า 106 ปี สืบสายธรรมจาก ญาครูขี้หอม และ สำเร็จลุน นครจำปาสัก สหธรรมิกหลวงปู่พรหมมา เขมจาโร วัดสวนหินผานางคอย พระเกจิชื่อดังอุบลราชธานี

หลวงปู่ปัญญา เกิดในสกุล พลราษฎร์ เมื่อวันเสาร์ที่ 13 พฤษภาคม 2448 ตรงกับวันขึ้น 10 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเส็ง ร.ศ.124 ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ ต.ตะบ่าย อ.ศรีเมืองใหม่ จ.อุบลราชธานี

หลวงปู่ปัญญา ได้เข้าพิธีอุปสมบท 2 ครั้ง ในครั้งแรก อายุ 20 ปี ณ วัดตะบ่าย ต.ตะบ่าย อ.ศรีเมืองใหม่ จ.อุบลราชธานี เป็นเวลา 3 ปีแล้วลาสิกขา

ในครั้งที่ สอง เมื่ออายุครบ 40 ปี เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2518 ณ วัดบึงบวรสถิตย์ โดยมี พระครูประภัศร์พุทธิคุณ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระใบฎีกาฮง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระมหาสุรินทร์ พระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า ปัญญธโร

ด้วยความที่หลวงปู่ปัญญา เป็นผู้ที่ชาวบ้านให้ความเลื่อมใสศรัทธาเป็นจำนวนมาก ท่านจึงได้สร้างวัตถุมงคลเอาไว้หลายรุ่น โดยเฉพาะเหรียญต่อเส้นวาสนารุ่นแรก ที่ออกเมื่อปลายปี 2552 ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทำให้เหรียญรุ่นแรกหมดไปจากวัดอย่างรวดเร็ว

ดังนั้น วัดหนองผักหนามราษฎร์บำรุง ได้จัดสร้างเหรียญต่อเส้นวาสนารุ่น 2 เพื่อนำปัจจัยจากการเช่าบูชาไปก่อสร้างหอฉันและกำแพงแก้วรอบอุโบสถ

ลักษณะเป็นเหรียญกลมรูปไข่ มีหูห่วง ขนาดยาวรวมหูห่วง 3.2 เซนติเมตร กว้าง 2.2 เซนติเมตร

จำนวนเหรียญที่จัดสร้าง ประกอบด้วย เนื้อทองคำ 109 เนื้อเงิน 999 เนื้อ นวโลหะ 2,999 เนื้อทองแดง 11,999 เหรียญ ทองคำ เงิน ตอกโค้ด (ป) ตอกเลขที่หน้าเหรียญ นวะตอกโค้ด (ป) ตอกเบอร์ ๙ ทองแดงตอกโค้ด (ป)

ด้าน หน้าเหรียญ เป็นรูปเหมือนหลวงปู่ปัญญานั่งขัดสมาธิเต็มองค์หันหน้าตรง ห่มจีวรเฉียงบ่า พาดสังฆาฏิ ตรงบริเวณสังฆาฏิ เขียนตัวเลข "๑๐๖ ปี" ขอบเหรียญด้านบน เขียนคำว่า "หลวงปู่ปัญญา ปญฺญธโร" ใต้รูปเหมือน เขียนคำว่า "๒๕๕๓" ขอบเหรียญด้านล่าง เขียนคำว่า "วัดหนองผักหนาม จ.ชลบุรี"

ด้านหลังเหรียญ เป็นรูปลายมือ เรียกว่า ลายมือพระโพธิสัตว์ มีเส้นลายมือ ประกอบด้วย เส้นชีวิตยาวสุขภาพดี เส้นสมองยาว เส้นหัวใจยาวสวย เส้นวาสนาสูง เส้นอาทิตย์ เส้นพุธ เส้นคู่ครองเป็นคู่สวย เส้นพฤหัสฯ เป็นต้น

ภาย หลังการจัดสร้างเหรียญรุ่นดังกล่าวแล้วเสร็จ ทำให้คณะศิษย์และผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาต่างเสาะแสวงหาวัตถุมงคลของท่านมาเก็บ ไว้ในครอบครองเป็นที่ระลึกกันอย่างมาก

จนกลายเป็นเหรียญยอดนิยมในพื้นที่อีกเหรียญหนึ่งของเมืองชลบุรี

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-04-21 07:04:40


ความเห็นที่ 28 (1413336)

เจาะประวัติ"หลวงปู่คำ"(2) "พระอาจารย์"มิตร ชัยบัญชา

คอลัมน์ มุมพระเก่า
อภิญญา



"พระครูสุวรรณวรคุณ" หรือ "หลวงปู่คำ จันทโชโต" วัดหน่อพุทธางกูร ต.พิหารแดง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ท่านได้ตั้งหน้าตั้งตาศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยและมูลกัจจายน์ กับหนังสือใหญ่ (หนังสือขอม) ด้วยความขยันขันแข็ง แต่ดวงของท่านต้องกลับมาอยู่บ้านเกิด เพราะเกิดเหน็บชาไม่สามารถที่จะอยู่วัดภาวนาภิตารามได้ เมื่อกลับมาอยู่วัดหน่อพุทธางกูร ไม่นานก็หายเป็นเหน็บชา เพราะได้ฉันข้าวซ้อมมือซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยวิตามินบี

เมื่ออายุ 21 ปีเต็ม ท่านได้กลับไปอุปสมบทที่วัดนะนาว เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2451 โดยมีพระครูวินยานุโยค วัดอู่ทอง เป็นอุปัชฌาย์ พระปลัดบุญมี เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระช้าง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายาว่า "จันทโชโต"

จากนั้นได้จำพรรษาอยู่ที่วัดมะนาวเรื่อยมา

ต่อมาพระอาจารย์บุญมา ได้กลับมาจำพรรษาและดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดหน่อพุทธางกูร ในราวปีพ.ศ 2452 ได้ชักชวนให้ท่าน มาอยู่ที่วัดหน่อพุทธางกูร (วัดมะขามหน่อในขณะนั้น) เพื่อช่วยพัฒนาวัด เมื่อมาจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้ ท่านได้ตั้งใจศึกษาพระธรรมวินัยจนมีความรู้แตกฉานยิ่งขึ้นทั้งพระธรรมวินัย และอักขระขอมไทย-ลาว ตลอดจนขนบธรรมเนียมและแบบแผนอันดีงามสืบต่อติดมาจนเป็นนิสัย จนชาวบ้านแถวนั้นต่างกล่าวขวัญว่า เป็นพระที่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยดีมาก

"พระอธิการบุญมา" กับ "หลวงพ่อคำ" ได้พยายามพัฒนาวัดหน่อพุทธางกูรเรื่อยมาจนวัดเจริญขึ้นตามลำดับ ภายหลังจากที่พระอธิการบุญมาถึงแก่มรณภาพในราวพ.ศ. 2458 คณะสงฆ์จึงแต่งตั้งให้หลวงปู่คำ รักษาการแทน เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2458 ขณะมีอายุได้ 28 ปี พรรษาที่ 8

ก่อนที่จะเป็นเจ้าอาวาสอย่างสมบูรณ์แบบเมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2471 อายุได้ 41 ปี พรรษาที่ 21 ผ่านไปอีก 10 ปี ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการศึกษาเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2481 ต่อมาวันที่ 5 ธ.ค. 2498 ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตรที่ "พระครูสุวรรณวรคุณ" ขณะอายุได้ 78 ปี พรรษาที่ 48

อุปนิสัยใจคอของหลวงปู่คำนั้นเยือกเย็น ถ้าใครได้ไปพบเห็นจะมีความรู้สึกเคารพนับถือขึ้นมาทันที เพราะใบหน้าท่านยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลา พูดค่อยและช้า แต่วาจาศักดิ์สิทธิ์มาก ภายในกุฏิของท่าน ของมีค่าหาได้น้อย มีหัวกะโหลกมนุษย์ตั้งอยู่ นอกนั้นเป็นสิ่งหาค่าไม่ได้วางอยู่อย่างไม่เป็นระเบียบ ท่านมีความมักน้อยในจิตใจ แต่มักใหญ่ในการก่อสร้างเสนาสนะ เช่น การสร้างพระอุโบสถ ศาลาการเปรียญคอนกรีต และโรงเรียนประชาบาลจนกระทั่งมรณภาพ

ในด้านการปกครอง ท่านมีปฏิปทาในหลักธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ได้แนะนำสั่งสอนพระภิกษุสามเณร ให้ประพฤติอยู่ในระเบียบวินัยสงฆ์ โดยเฉพาะพระภิกษุสามเณรที่จำพรรษาอยู่ในวัดหน่อพุทธางกูร ไม่ว่าจะบวชนาน หรือบวช 3 เดือน จะต้องศึกษาพระธรรมวินัยและต้องสอบธรรมสนามหลวง

ใครก็ตามที่มาบวชต้องได้รับการอบรมแบบตัวต่อตัวจากท่านทุกรูป เริ่มต้นด้วยการสอนอนุศาสน์ 8 นิสสัย 4 ส่วนมากที่เฝ้าสั่งสอนด้วยใจเป็นห่วงคือ ปาราชิก 4 สอนด้วย การยกอุปมาอุปไมย นอกจากนั้น สอนสังฆาทิเสส นิสสัคคียปาจิตตีย์ ในข้อนี้ชาวพุทธทราบดีว่าหลวงปู่คำไม่ยอมหยิบเงินทองที่เขาถวาย เมื่อท่านไปไหนๆ มีเด็กลูกศิษย์ติดตามท่านไปด้วยหนึ่งคนเสมอ

เจาะประวัติ'หลวงปู่คำ'(จบ) 'พระอาจารย์'มิตร ชัยบัญชา

มุมพระเก่า
อภิญญา


เมื่อมีงานวัดหน่อพุทธางกูร ต.พิหารแดง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี "หลวงปู่คำ จันทโชโต" จะ ห้ามเด็ดขาดมิให้ภิกษุสามเณรไปเที่ยวจุ้นจ้านกับฆราวาส อ้างว่าไม่ใช่กิจของสงฆ์ ถึงแม้วัดอื่นมีงาน ท่านก็ไม่อนุญาตให้ไปเที่ยว โดยได้พิมพ์กฎข้อบังคับของวัดใส่กรอบไว้ที่หอสวดมนต์

ในส่วนของวิชาอาคม เชื่อกันว่าท่านได้ไปเรียนเวทมนตร์คาถาและวิปัสสนากรรมฐานจาก หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จ.พระนครศรีอยุธยา พร้อมกับ หลวงพ่อโบ้ย วัดมะนาว พระเกจิอาจารย์ดังของเมืองสุพรรณอีกองค์หนึ่ง และมีความเชี่ยวชาญถึงขั้นเล่นแร่แปรธาตุได้

นอกจากนี้ ยังมีความรู้ในทางแพทย์โบราณ รักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยสมุนไพร และเวทมนตร์คาถา รวมทั้งมีความเชี่ยวชาญในการดูฤกษ์ยามต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานมงคลสมรส อุปสมบท ปลูกบ้าน ขึ้นบ้านใหม่ โกนจุก จนกระทั่งปลูกยุ้งข้าว

กิจพิเศษที่พิเศษยิ่งของท่านคือ การรักษาคนที่ถูกสุนัขบ้ากัดอย่างที่เรียกกันว่า "โรคกลัวน้ำ" ความศักดิ์สิทธิ์ในตัวยาของท่านทำให้ชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว โดยในช่วงชีวิตของหลวงปู่คำได้ช่วยชีวิตคนที่ถูกสุนัขบ้ากัดเอาไว้หลายหมื่น คนทีเดียว

"หลวงปู่คำ" สร้างมงคลวัตถุขึ้นหลายอย่าง อาทิ รูปหล่อรุ่นแรก เนื้อทองเหลืองรมดำ ปี 2498 รุ่น 2 เนื้อทองเหลือง ปี 2504, รุ่น 3 เนื้อทองเหลืองรมดำ ปี 2511 เป็นพิมพ์เดียวกับรุ่นแรก แต่ฐานสูงกว่า และตรงฐานมีชื่อท่านอยู่ด้วย, เหรียญรุ่นแรก รูปอาร์ม เนื้อทองแดงรมดำ ปี 2498, รุ่น 2 รูปไข่ ด้านหลังพระประจำวันพุธ (วันเกิดของท่าน) เนื้อทองแดงกะไหล่ทอง และเนื้อฝาบาตรรมดำ ปี 2504, รุ่น 3 รูปไข่ เนื้อทองแดงกะไหล่ทอง และเนื้อฝาบาตรรมดำ ปี 2509 ด้านหลังพระประจำวัน 7 วัน, รุ่น 4 ปี 2511, รุ่น 5 ปี 2513

นอกจากนี้ ยังมีพระเครื่องเนื้อดิน เนื้อว่าน เนื้อผง และผงใบลานเผา อีกหลายพิมพ์ เช่น พระ พิมพ์นาคปรกเศียรแหลม ปี 2498, พระพิมพ์ท้าวชมพูบดี ปี 2498, พระผงสุพรรณหลังยันต์ ปี 2504, พระชินราชใหญ่-เล็ก ปี 2498, พระพิมพ์ซุ้มกอ, พิมพ์ยันต์อุ, พิมพ์นางกวัก เป็นต้น

พระเครื่อง ของท่านทุกรุ่นมีประสบการณ์ดังในด้านแคล้วคลาด ปลอดภัย ยิงไม่ออก ฟันแทงไม่เข้า ทำให้บางรุ่นหายากมาก โดยเฉพาะรูปหล่อรุ่นแรก ตอนนี้เช่าหาอยู่ที่ราคาหลักหมื่น ไม่มีคนอยากปล่อย เพราะถือว่า "มีพระหลวงพ่อคำแล้วไม่ตายโหง"

ลูกศิษย์ที่เป็นฆราวาสของท่านมีอยู่หลายคน ที่มีชื่อเสียงคือ พระเอกยอดนิยม "มิตร ชัยบัญชา" ซึ่งให้ความเคารพนับถือท่านมากครับ เมื่อครั้งที่ มิตร ชัยบัญชา เสียชีวิต ท่านได้เล่าให้ศิษย์ฟังว่า วันที่มิตรเสีย ไม่ได้ห้อยพระของท่าน ไม่งั้นคงไม่ตาย นอกจากนี้ ยังมี "สุรพล สมบัติเจริญ" ราชาเพลงลูกทุ่งไทย คนบ้านวัดไชนาวาสที่ให้ความนับถือท่าน และฝากตัวเป็นลูกศิษย์ตั้งแต่สมัยที่หลวงปู่คำยังไม่โด่งดังเลย

วาระสุดท้าย หลวงปู่คำมรณภาพเมื่อวันพุธที่ 26 กุมภาพันธ์ 2513 เวลา 17.43 น. ตรงกับแรม 5 ค่ำ เดือน 3 ปีระกา สิริอายุ 83 ปี โดยจัดงานพระราชทานเพลิงศพท่านเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2514 ในงานมีพระเกจิอาจารย์มากันมากมายหลายองค์ รวมทั้งลูกศิษย์ลูกหาประชาชนที่เลื่อมใสศรัทธา ก็มากันล้นหลามชนิดที่ว่าแน่นศาลาวัดจนต้องลงมาอยู่ข้างล่างกันเลย

แสดงให้เห็นถึงบารมีอันสูงส่งของหลวงปู่คำ


 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-04-20 12:20:42


ความเห็นที่ 27 (1413225)


เหรียญอริยสัจหลวงปู่ใจ


พันธุ์แท้พระเครื่อง
ราม วัชรประดิษฐ์

ถัด ออกไปอีกหน่อย ที่ จ.สมุทรสง คราม สำหรับผู้ที่อยู่ในแวดวงนักนิยมสะสมเหรียญคณาจารย์ น่าจะต้องคุ้นหูกันกับ "วัดท่าเสด็จ" และ "เหรียญอริยสัจ หรือเหรียญงบน้ำอ้อย" เพราะนับเป็นเหรียญที่โด่งดังและเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง แถมต้องพิจารณากันอย่างถี่ถ้วน เพราะจำนวนการจัดสร้างน้อย จึงมีการนำเหรียญรุ่นสองมาทำเทียมอีกด้วย ซึ่งสนนราคาจะแตกต่างกันครับผม

หลวง ปู่ใจ อินทสุวัณโณ เดิมชื่อ ใจ ขำสนชัย ถือกำเนิดที่บ้าน ต.บางกุ้ง อ. บางคนที จ.สมุทรสงคราม เมื่อปี พ.ศ. 2405 ต่อมาย้ายมาอยู่ที่ ต.เหมืองใหม่ อ. อัมพวา ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของบิดา พออายุ 21 ปีบริบูรณ์ ได้อุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดบางเกาะเทพศักดิ์ ได้รับฉายา "อินท สุวัณโณ" ท่านตั้งใจเล่าเรียนพระปริยัติธรรมทั้งอักษรไทยและขอมจนแตกฉาน ท่านมีความสนใจในด้านวิทยาอาคมต่างๆ ได้ศึกษากับพระอาจารย์หลายรูป จากนั้นท่านก็เริ่มธุดงควัตรไปตามป่าเขาลำเนาไพรเพื่อฝึกวิปัสสนากรรมฐาน และได้มีโอกาสศึกษาวิชาทางสมาธิจากหลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว พระเกจิอาจารย์ชื่อดังของ จ.กาญจนบุรี


ต่อ มามีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคที่ดินเพื่อสร้างวัด พระอุปัชฌาย์จุ้ย เจ้าอาวาสวัดบางเกาะเทพศักดิ์ ได้ดำเนินการสร้างในเดือนมิถุนายน ปี พ.ศ.2434 และแต่งตั้งหลวงปู่ใจซึ่งขณะนั้นอุปสมบทได้ 8 พรรษา เป็นผู้ปกครอง จนถึงเดือนกรกฎาคมในปีเดียวกัน พระครูวิมลเกียรติ เจ้าคณะแขวงเมืองราชบุรี จึงได้แต่งตั้งหลวงปู่ใจเป็นเจ้าอาวาส และตั้งชื่อวัดว่า "วัดใหม่ยายอิ่ม" ตามชื่อของผู้ถวายที่ดิน

เมื่อได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตเป็น วิสุงคามสีมาแล้ว จึงให้ชื่อใหม่ว่า "วัดใหม่ใต้ปากคลองดอน" จนปี พ.ศ.2458 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เสด็จตรวจคณะสงฆ์ ได้ทรงตั้งนามวัดใหม่ว่า "วัดเสด็จ" พร้อมทั้งมอบ "เหรียญจตุราริยสัจ" ที่ระลึกในโอกาสที่ทรงได้รับการเลื่อนอิสริยยศจากกรมหมื่นเป็นกรมหลวงให้ เป็นที่ระลึก และเหรียญนี้เองที่หลวงปู่ใจได้นำมาเป็นต้นแบบในการสร้างเหรียญรุ่นแรกของ ท่านในราวปี พ.ศ.2489-2490 เพื่อแจกจ่ายแก่ผู้ร่วมทำบุญในวันฝังลูกนิมิตพระอุโบสถหลังใหม่

ให้ชื่อว่า "เหรียญอริยสัจหรือเหรียญงบน้ำอ้อย" โดยสร้างเป็น เนื้อเงิน 80 เหรียญ เนื้อทองแดงรมดำ 300 เหรียญ เท่านั้น

เหรียญอริยสัจหรือเหรียญงบน้ำอ้อย ลักษณะเป็นเหรียญกลม หูเชื่อม ด้านหน้า เป็นรูปกลีบบัวบาน มีอักขระขอมกำกับแต่ละกลีบ ตรงกลางเป็นหัวใจอริยสัจว่า "ทุ สะ นิ มะ" ด้านหลัง เป็นรูปธรรมจักร ตรงกลางมี "ยันต์เฑาะว์" ถัดมาเป็น "พระปิดตา" วงนอกสุดเป็นอักขระขอมโดยรอบ

เหรียญอริยสัจหรือ เหรียญงบน้ำอ้อย นับเป็นเหรียญที่มีความแตกต่างไปจากเหรียญพระคณาจารย์อื่นๆ ซึ่งจะระบุชื่อพระเกจิ วัด และปี พ.ศ.ที่สร้าง ดังนั้น ผู้ที่ไม่อยู่ในวงการหรือศึกษาจริงๆ จะไม่ทราบว่าเหรียญอริยสัจ สร้างโดย หลวงปู่ใจ พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งสมุทรสงคราม แต่ถึงกระนั้น ความนิยมก็มีมากมายจนมีการทำเทียมเลียนแบบ หรือนำเอา "เหรียญรุ่นสอง" ซึ่งสร้างในปี พ.ศ.2500 จำนวน 4,000 เหรียญ ซึ่งสร้างเป็นพิมพ์เดียวกันแต่ใหญ่กว่า และเป็น "หูเจาะในตัว" มาตกแต่งใหม่ จึงต้องพิจารณาจุดตำหนิต่างๆ ให้ดี เพราะสนนราคาต่างกันครับผม

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-04-19 12:56:07


ความเห็นที่ 26 (1413004)

เหรียญหลวงพ่อวัดไร่ขิง

พันธุ์แท้พระเครื่อง
ราม วัชรประดิษฐ์

สวัสดี ปีใหม่ไทยครับท่านผู้อ่านทุกท่าน จากปีเสือเข้าสู่ปีกระต่าย หวังว่า "ปีกระต่าย" ปีนี้ จะเป็นกระต่ายที่น่ารัก ซุกซน ปราดเปรียว ทำการสิ่งใดจะได้มีแต่ความแคล่วคล่องว่องไว ..... กลับจากเล่นสงกรานต์กันแล้ว ก็พากันไปไหว้พระไหว้เจ้าเอาฤกษ์เอาชัยกันซะหน่อย แถวๆ จ.นครปฐม ก็มีวัดวาอารามโด่งดังมากมาย ฉบับนี้ไปเที่ยว "วัดไร่ขิง" ที่มีความเป็นมาเกี่ยวเนื่องกับวันสงกรานต์พอดีครับผม

วัดไร่ขิง เดิมเป็นวัดเล็กๆ ต่อมาเมื่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) เจ้าอาวาสวัดศาลาปูน จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นชาวนครชัยศรี จ.นครปฐม แวะเยี่ยมเยียนวัดในเขตนครปฐม และชักชวนชาวบ้านในตำบลไร่ขิงร่วมกันบูรณะและจัดสร้างถาวรวัตถุจนเป็นวัดที่ สมบูรณ์ และตั้งชื่อว่า "วัดไร่ขิง" ตามชื่อตำบล

วันหนึ่งท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้เข้าไปกราบพระประธานในพระอุโบสถ และกล่าวกับเจ้าอาวาสวัดไร่ขิงว่า "สร้างโบสถ์เสียใหญ่โต แต่พระประธานเล็กไปหน่อย" แล้วให้ไปอัญเชิญพระพุทธรูปที่วัดศาลาปูนมาเป็นพระพุทธรูปเนื้อทองสัมฤทธิ์ ประทับนั่งแสดงปางมารวิชัยแบบประยุกต์ เจ้าอาวาสวัดไร่ขิงและคณะกรรมการวัดได้อัญเชิญมายังวัดไร่ขิงในวันพระและ เป็นวันสงกรานต์พอดี ปรากฏเหตุอัศจรรย์ขณะที่เคลื่อนพระพุทธรูปเข้าสู่ปะรำพิธี จากท้องฟ้าที่สว่างจ้าพลันบังเกิดเมฆฝน สายฝนพรั่งพรูลงมา ยังความปีติแก่สาธุชนที่ร่วมชุมนุม ด้วยเป็นนิมิตหมายอันดีว่าหลวงพ่อจะนำมาซึ่งความร่มเย็นเป็นสุข จากนั้นจึงอัญเชิญเข้าไปประดิษฐานเหนือฐานชุกชีเป็นพระประธานในพระอุโบสถ เรียกนามว่า "หลวงพ่อวัดไร่ขิง"


ต่อ มาในปี พ.ศ.2456 สมเด็จพระสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส วัดบวรนิเวศวิหาร เสด็จตรวจเยี่ยมวัดในเขตอำเภอสามพราน และเสด็จไปยังวัดไร่ขิง ประทานนามวัดใหม่ว่า "วัดมงคลจินดา (ไร่ขิง)" แต่ชื่อ "วัดไร่ขิง" ก็ยังติดปากมาจนถึงปัจจุบัน และหลวงพ่อวัดไร่ขิง ก็นับเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่สำคัญ ที่เป็นที่กราบไหว้เคารพสักการะของชาวตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม รวมทั้งพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ ที่มักแวะเวียนเข้าไปกราบสักการะและขอพรอยู่เป็นประจำ

ในปี พ.ศ.2467 ในสมัย หลวงพ่อใช้ ปติฏโฐ เป็นเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง ท่านได้จัดสร้าง "เหรียญปั๊มรูปจำลองหลวงพ่อวัดไร่ขิง" ขึ้นเป็นครั้งแรก

ลักษณะเป็นเหรียญปั๊มทรงเสมา หูในตัว พิมพ์ด้านหน้า ตรงกลางเป็นรูปจำลองหลวงพ่อวัดไร่ขิง ประทับนั่ง แสดงปางมารวิชัย เหนืออาสนะฐานแบบผ้าทิพย์ ขอบเหรียญแกะลวดลายกระหนก อย่างสวยงาม เหนือพระเศียรเป็นเส้นรัศมีเปล่งออกมาจากขอบเหรียญ ด้านข้างตรงพระชานุทั้ง 2 ข้าง มีอักษรไทยว่า "ทืร" และ "ฤก" อันหมายถึงที่รฤก ใต้อาสนะจารึกอักษรไทยว่า "หลวงพ่อวัดไร่ขิง" ส่วนพิมพ์ด้านหลัง เป็นยันต์อักขระขอม 25 ช่อง

ภายในบรรจุอักขระขอม อ่านว่า "พุท ธัง สะ ระ นัง คัจ ฉา มิ ธัม มัง สะ ระ นัง คัจ ฉา มิ สัง ฆัง สะ ระ นัง คัจ ฉา มิ" ช่องกลางของตารางเป็น "ตัวอะ" ซึ่งเป็นคำย่อของ "อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ" ด้านนอกยันต์ด้านล่าง มีอักขระขอมอีก 4 ตัว อ่านว่า "พุท ธะ สัง มิ" อันย่อมาจาก "พุท ธัง สะ ระ นัง คัจ ฉา มิ" ซึ่งถือเป็นยอดศีล คือ เป็นหัวใจของยันต์ใหญ่ 25 ช่อง ด้านล่างสุดระบุปีที่สร้าง "พ.ศ.๒๔๖๗"

เหรียญปั๊มหลวงพ่อวัดไร่ขิง ปี 2467 นับเป็นเหรียญที่ได้รับความนิยมสะสมและเป็นที่แสวงหาอย่างสูง ซึ่งหาดูหาเช่าได้ยากมากในปัจจุบันครับผม

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-04-18 07:12:18


ความเห็นที่ 25 (1412780)


เปิด ประวัติ"หลวงพ่อก๋ง"(1) จิตแก่กล้า-เสกเหรียญเต้นได้


คอลัมน์ มุมพระเก่า
อภิญญา


ตํานาน ของเมืองละโว้กล่าวถึง ความเป็นมาของ "เขาสมอคอน" คร่าวๆ ไว้ว่า เมื่อครั้งที่พระลักษมณ์ถูกหอกโมกขศักดิ์ของกุมภกรรณ พระรามจึงใช้ให้หนุมานไปเอาต้นยาที่เขาสรรพยา เมืองชัยนาทในปัจจุบัน และให้กลับมาก่อนอรุณรุ่ง หนุมานไปหายาไม่พบเพราะเป็นเวลามืด เกรงว่าจะรุ่งสางเสียก่อนจึงได้ยกเอาภูเขามาทั้งลูก และเหาะผ่านมาทางเมืองลพบุรี ซึ่งไฟกำลังลุกไหม้ แสงสว่างของไฟทำให้หนุมานมองเห็นต้นยาที่ต้องการ จึงทิ้งภูเขาที่ยกมาลงกลางทะเลเพลิง

ภูเขาลูกนั้นจึงถูกไฟเผาหินขาว ทั้งลูก จึงมีชื่อเรียกกันว่า "เขาสมอคอน" มาตราบเท่าทุกวันนี้ และเป็นภูเขาลูกเดียวกลางทุ่งนาอันกว้างใหญ่ในเขตท้องที่อ.ท่าวุ้ง ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศเหนือประมาณ 10 กิโลเมตร

บนเขาลูกนี้มีวัด เขาสมอคอน ซึ่งนับว่าเป็นแดนธรรมแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของจ.ลพบุรี ในอดีตมีพระเกจิอาจารย์ดังที่ชาวละโว้ให้ความเคารพนับถือมากที่สุดคือ "พระอุปัชฌาย์ก๋ง" หรือ "หลวงปู่ก๋ง" พระมหาเถระที่มีอายุยืนยาวถึง 125 ปี โดยศิษย์เอกที่ท่านถ่ายทอดพุทธาคมไว้ให้หมดไส้หมดพุงก็คือ หลวงพ่อบุญมี อิสสโร อดีตเจ้าอาวาสที่มีวิชาอาคมแก่กล้าไม่แพ้ท่าน และมีบุญบารมีสูงส่ง กายสังขารไม่เน่าเปื่อย

กล่าวสำหรับ เหรียญหลวงพ่อก๋ง วัดเขาสมอคอน รุ่นแรก เป็นเหรียญเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีของชาวเมือง ลพบุรีและจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งบรรดานักนิยมสะสมพระเครื่องและเหรียญคณาจารย์ เรียกได้ว่าเป็นที่นิยมสะสมและแสวงหามาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาในตัวท่านและพุทธคุณปรากฏเป็นที่ประจักษ์ของผู้บูชา และที่สำคัญ.. เป็นเหรียญที่สร้างเพียงรุ่นเดียวเท่านั้น

ท่านเกิด วันจันทร์ เดือนอ้าย ปีระกา ในสมัยรัชกาลที่ 3 ที่บ้าน ต.เขาสมอคอน อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี สมัยเป็นฆราวาสได้ศึกษาหนังสือไทยและขอมที่วัดเขาสมอคอน จนแตกฉานทุกแขนง เมื่ออายุครบ 21 ปี ได้เข้าอุปสมบทที่วัดเขาสมอคอน เจ้าอธิการจีน เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการทับ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการชื่น เป็นพระอนุสาวนาจารย์ และได้อยู่จำพรรษาที่วัดเขาสมอคอน 1 พรรษา ก่อนย้ายไปอยู่วัดมุจรินทร์ อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี 2 พรรษา แล้วไปอยู่วัดบ้านไร่ และวัดบางลี่อีก 4 พรรษา

หลังจากนั้นได้เข้า กรุงเทพฯ ไปอยู่วัดน้อย บางยี่ขัน 3 พรรษา ก่อนจะกลับมารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบางลี่ ท่านได้ปกครองวัดบางลี่อยู่ 5 พรรษา จึงย้ายมาจำพรรษาอยู่วัดเขาสมอคอนจนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส ปกครองดูแลวัดแห่งนี้มาจนสิ้นอายุขัย โดยมรณภาพเมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2469 รวมอายุยืนยาวถึง 125 ปี

หลวงปู่บุญมี อดีตเจ้าอาวาสวัดเขาสมอคอน ศิษย์เอกของท่าน เล่าไว้ว่า เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ รัชกาลที่ 5 เคยเสด็จฯ มาหาหลวงปู่ก๋งที่วัดหนึ่งครั้ง โดยเสด็จฯ ขึ้นไปถึงยอดเขาสมอคอนกับท่านตามลำพังเป็นเวลานานจึงเสด็จฯ กลับลงมา

ต่อ มาได้แต่งตั้งให้ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-04-15 08:56:24


ความเห็นที่ 24 (1412755)

วัตถุมงคลเสาร์5-มหามงคล หลวงปู่วาส วัดสะพานสูง




คําขวัญใหม่ประจำจังหวัดนนทบุรีมีว่า "ทุเรียนเหนือชั้น เครื่องปั้นดินเผา เมืองเก่าวัดงาม ตลาดน้ำน่าชม รื่นรมย์สวนสมเด็จ เกาะเกร็ดงามตา พฤกษานานาพันธุ์ บ้านจัดสรรเป็นเลิศ" ถือเป็นจังหวัดที่ใกล้กรุงเทพฯ แค่เอื้อม

วัดวาอารามยังคงเอกลักษณ์วัดเก่าสมัยอยุธยาตอนปลายถึงยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นได้อย่างสมบูรณ์

"วัดสะพานสูง" เป็นวัดหนึ่งที่มีทั้งพุทธศิลป์ทั้งโบราณสถานและโบราณวัตถุที่ครบถ้วน เดิมชื่อ "วัดสว่างอารมณ์" สาเหตุที่เปลี่ยนชื่อจากวัดสว่างอารมณ์มาเป็นชื่อ "วัดสะพานสูง" นั้น คนเก่าแก่เล่าสืบทอดกันมาว่า ในสมัยนั้นสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 10 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ วัดบวรนิเวศวิหาร ท่านได้เสด็จออกตรวจการคณะสงฆ์และได้เสด็จขึ้นที่วัดสว่าง อารมณ์นี้ ได้ทอดพระเนตรเห็นสะพานสูงข้ามคลองหน้าวัด (คลองพระอุดมปัจจุบันนี้) ซึ่งชาวบ้านมักจะเรียกวัดสว่างอารมณ์นี้ว่า วัดสะพานสูง จึงทำให้วัดนี้มีชื่อเรียกกัน 2 ชื่อ

ฉะนั้น สมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเห็นว่า สะพานสูงนี้ก็เป็นนิมิตดีประจำวัดประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งชาวบ้านก็นิยมเรียกกันติดปากว่า วัดสะพานสูง จึงได้ประทานเปลี่ยนชื่อวัดสว่างอารมณ์ มาเป็นวัดสะพานสูง จนตราบเท่าทุกวันนี้

นอกจากนั้น วัดสะพานสูง ยังเป็นวัดที่สร้างชื่อเสียงให้เมืองนนทบุรี ในนาม "พระปิดตาจุ่มรัก สูตรวัดสะพานสูง" สร้างโดย "หลวงปู่เอี่ยม ปฐมนาม" บรรดาเซียนพระบรรจุให้เป็นหนึ่ง ในพระชุดเบญจภาคีพระปิดตา ประกอบด้วย 1.พระปิดตา หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ จ.ชลบุรี 2.พระปิดตาหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง จ.นนท บุรี 3.พระปิดตาหลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน (วัดบพิตร พิมุข) กรุงเทพฯ 4.พระปิดตาหลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว จ.กาญจนบุรี 5.พระปิดตาหลวงปู่จีน วัดท่าลาด จ.ฉะเชิงเทรา

 


ฤกษ์ดีเสาร์ 5 ปีนี้มีเพียงวันเดียว ซึ่งตรง กับวันที่ 23 เมษายน 2554 นักษัตรที่ 20 มหัทธโนฤกษ์ วันมฤคโชค ราชาโชค กระทิงวัน สายเลือดหลวงปู่เอี่ยมองค์หนึ่งในยุคปัจุบันคือ "หลวงปู่วาส" วัดสะพานสูง ปัจจุบันสิริอายุ 96 ปี ท่านมีเชื้อสายเป็นหลานหลวงปู่เอี่ยม เพราะท่าน เป็นหลานทวดอิ่ม ที่เป็นน้องสาวของหลวงปู่เอี่ยม หลวงปู่วาสสืบวิชาสายหลวงปู่เอี่ยมอย่างครบถ้วน

"หลวงปู่วาส" ได้ดำริและมอบหมายให้ "พระครูกิตติวิริยาภรณ์" เจ้าคณะอำเภอบางใหญ่ จ.นนทบุรี สร้างวัตถุมงคลและประกอบพิธีมหาพุทธา ภิเษกในวันเสาร์ 5 ในรูปลักษณ์ "พระปิดตาเสาร์ 5 สะพานสูง" ด้วยการนำผงเก่าเชื้อสายหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง ชั้นหัวกะทิมีพุทธคุณสูงสุดครอบจักรวาล สร้างพระปิดตาตำรับวัดสะพานสูงขนานแท้ดั้งเดิม ฝังพระปรกใบมะขามองค์จ้อย เพื่อให้มีพุทธคุณครบถ้วนทุกด้าน ทั้งมหานิยมมหาเสน่ห์เมตตา แคล้วคลาดปลอดภัย รวมเรียกว่าครอบจักรวาล นำมาจุ่มรักน้ำเกลี้ยง ตามตำรับหลวงปู่เอี่ยม ปฐมนามองค์บูรพาจารย์ และองค์หลวงทวดของหลวงปู่วาส นอกจากนั้น ยังจัดสร้าง "เบี้ยแก้เสาร์ 5 รุ่นแรก" หลวงปู่วาสท่านทำเบี้ยแก้เป็นยอดวิชา ที่ท่านเรียนมาจากท่านอาจารย์แปลก ร้อยบาง ลูกศิษย์หลวงปู่เอี่ยม ลูกศิษย์ลูกหารอคอยกันมานาน เพราะเมื่อ 20 ปีก่อน หลวงปู่วาสได้หุงปรอทด้วยการสูญไฟเครื่องเป่าลมแบบโบราณ โดยว่าคาถาปลุกกำกับให้ปรอทเป็น ท่านหุงและกำกับพระคาถาทับถมที่ปรอทถึง 84 ครั้งเท่าจำนวนพระธรรมขันธ์

ครั้งสุดท้าย หลวงปู่วาสหุงและว่าคาถาปลุกจนปรอทนั้นระเบิด เป็นลูกไฟอย่างน่าอัศจรรย์ ปรอททั้ง หมดท่านได้กรอกใส่ขวดและปลุกเสกมานานถึงปัจจุบัน นำแม่ปรอทที่ศักดิ์สิทธิ์ทำเบี้ยแก้เสาร์ 5

วัตถุมงคลอีกอย่างที่จัดสร้าง "เหรียญ นั่งพาน" เป็นเหรียญสวยเหรียญหลักของหลวงปู่วาส เหรียญนั่งพานนี้มีพุทธคุณทางด้าน ยกดวงชะตา เสริมดวง เสริมโชควาสนาให้สูงขึ้นอยู่แล้ว ที่ด้านหลังลงยันต์มงกุฎพระเจ้า ที่มีอานุภาพครอบจักรวาล เป็นมงคลหรือป้องกันสรรพภัยได้ร้อยแปด ศัตรูจะพินาศเองเมื่อคิดประทุษร้าย จะเกิดผลในด้านมงคลทุกประการ

เปิดให้สั่งจองตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึงวันที่ 24 เมษายน 2554 รับพระวันที่ 7 พฤษภาคม 2554 สั่งจองที่กุฏิหลวงปู่วาส วัดสะพานสูง (เฉพาะวันเสาร์ และอาทิตย์เท่านั้น) และวัดราษฎร์ประคองธรรม บางใหญ่ จ.นนทบุรี สอบถามได้ที่โทร.0-2595-1456

รายได้จากการนี้ หลวงปู่วาส มอบให้บริจาคการองค์กรกุศลต่างๆ ตามที่ท่านเห็นสมควร อาทิ เมื่อปี 2552 หลวงปู่วาสได้บริจาคปัจจัยที่คณะศิษย์ได้ร่วมทำบุญ จัดตั้งเป็นกองทุนเผยแผ่พระพุทธศาสนาวัน อาทิตย์วัดสะพานสูง เป็นจำนวนเงิน 450,000 บาท นำไปเป็นทุนการศึกษาส่วนที่ต้องจ่ายเพิ่มให้บุตรหลานชาวบ้านข้างวัดที่มีฐานะยากจน มีนายวิเชียร พุทธิวิญญู ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เป็นประธานร่วมแจกทุนดังกล่าวด้วย รวมทั้งทุนเรียนดีสำหรับนักเรียนที่สามารถสอบผ่านธรรมศึกษาชั้นตรี-โท และเอก รวมทั้งปรับแนวการเรียนการสอนธรรมศึกษาไม่ให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่ายด้วยการจัดสอนดนตรีไทยประเภทอังกะลุง และประเภทเครื่องสาย

ท่านได้สนับสนุนปัจจัยส่วนหนึ่งในการจัดหาเครื่องดนตรี รวมทั้งจัดให้มีการประกวดการแข่งขันขึ้นเป็นครั้งแรกที่วัดสะพานสูงในงานทำบุญปิดทองหลวงปู่เอี่ยม หลวงปู่กลิ่น หลวงพ่อทองสุข ประจำปี 2553 มีนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ ในอำเภอปากเกร็ดและอำเภอใกล้เคียงร่วมส่งเข้าประกวดชิงถ้วยรางวัล

สำหรับการมอบทุนการศึกษาประจำปี 2553 หลวงปู่วาสยังได้มอบทุนการศึกษาให้เด็กนักเรียนยากจน ร่วมทั้งเด็กกำพร้า ตั้งแต่ระดับอนุบาล จนถึงระดับปริญญาโท ทุกสาขาวิชา ตั้งแต่ 500-15,000 บาท ในปี 2554

ท่านจะจัดให้มีการมอบทุนการศึกษาในเร็วๆ นี้

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-04-14 20:29:09


ความเห็นที่ 23 (1412548)

เปิดประวัติ'หลวงปู่ลำภู' (1) วัตถุมงคลดัง-บางขุนพรหม

คอลัมน์ มุมพระเก่า
อภิญญา



เมื่อกล่าวถึง "พระสมเด็จบางขุนพรหม" ที่นักเล่นพระทั้งหลายนิยมสะสมกัน ไม่ว่าจะเป็น พระสมเด็จบางขุนพรหม ปี 2509, ปี 2517, ปี 2531 และอีกหลายๆ รุ่น ก็ทำให้อดนึกถึงพระสมเด็จบางขุนพรหมของ "พระครูอมรคุณาจาร" หรือ "หลวงปู่ลำภู คังคปัญโญ" อดีตรองเจ้าอาวาสวัดใหม่อมตรส บางขุนพรหม กรุงเทพมหานคร ไม่ได้ เพราะว่ากันตามจริงแล้วพระกรุบางขุนพรหมเปิดกรุเมื่อปีพ.ศ.2500 เมื่อคัดพระที่สมบูรณ์ออกจำหน่ายแล้ว หลวงปู่ลำภูได้นำพระหักมาเก็บรักษาไว้ในกุฏิ ซึ่งหลวงปู่ลำภูท่านเป็นหนึ่งในกรรมการในการเปิดกรุพระบางขุนพรหมด้วย

ต่อมาบรรดาผู้คนที่ รู้ข่าวก็มักจะมาขอพระหลวง ปู่ลำภูอยู่เป็นประจำจนท่านได้ตัดสินใจนำ "พระกรุบางขุนพรหม" ที่หักมาบดเป็นผงจนละเอียด แล้วนำผงมาผสมมวลสารและกดพิมพ์พระสมเด็จบางขุนพรหมปี พ.ศ.2502 ซึ่งมีทั้งเนื้อผงและเนื้อผงใบลาน มีทั้งหมด 11 พิมพ์ คือ 1.พิมพ์ใหญ่ 2.พิมพ์ใหญ่เกศทะลุซุ้ม 3.พิมพ์ใหญ่ต้อ 4.พิมพ์อกครุฑ 5.พิมพ์เส้นด้าย 6.พิมพ์ฐานคู่ 7.พิมพ์ฐานแซม 8.พิมพ์ปรกโพธิ์ 9.พิมพ์คะแนน 10.พิมพ์จันลอย

ส่วน 11.พิมพ์ไสยาสน์นั้น หลวงปู่ลำภูได้สร้างน้อยมาก เพื่อแจกให้กับลูกศิษย์และผู้ศรัทธาที่มาหา และมากราบไหว้ เก็บส่วนหนึ่งนำลงฝังกรุและนำออกมาเปิดบูชาอีกทีเมื่อปีพ.ศ.2519 และในครั้งนั้นก็มีผู้ศรัทธาเลื่อมใสมาอาบน้ำมนต์รักษาโรคกับหลวงปู่ลำภูเป็นจำนวนมาก

 


จะว่าไปแล้วพระเครื่องที่หลวงปู่ลำภูสร้างไว้มีอีกมาก ทั้งพระสมเด็จปี 2514 หลังยันต์ และเหรียญรูปไข่ เหรียญเม็ดแตงรุ่นแรกปี 2514 พระสมเด็จปี 2516, ปี 2517 ออกที่วัดไก่จ้น แล้วยังมีพระสมเด็จปี 2519 ที่เปิดกรุออกมา

สำหรับประวัติของ "หลวงปู่ลำภู" นั้น ท่านนามเดิมว่า "ลำภู เรืองนักเรียน" เกิดเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2444 ตรงกับวันพุธ แรม 2 ค่ำ เดือน 12 ปีฉลู ณ บ้านไก่จ้น ต.ท่าหลวง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นบุตรของนายคง นางผิว เรืองนักเรียน มีพี่น้องรวม 10 คน

อุปสมบทเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2465 ณ วัดไก่จ้น หลังจากบวชแล้วท่านได้ศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรมจนสามารถอ่านออกเขียนได้ ทั้งภาษาไทยและภาษาขอม ต่อมาปี 2469 ท่านย้ายจากวัดไก่จ้นไปอยู่วัดช่างทอง จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่ออยู่ศึกษาและปฏิบัติกัมมัฏฐานเป็นเวลา 7 ปี สอบนักธรรมชั้นตรี ได้เมื่อปี 2473 ที่วัดหนองเขื่อนช้าง จ.สระบุรี

 


จากนั้นปี 2477 ก็ย้ายจากวัดช่างทอง ไปอยู่วัดบางขุนพรหม (วัดใหม่อมตรส) กรุงเทพฯ เพื่อศึกษาต่อ ได้รับตำแหน่งรองเจ้าอาวาส เมื่อปี 2502 ทั้งที่ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส แต่หลวงปู่ลำภูบอกว่า "ผมแก่แล้วไม่สามารถทำหน้าที่เจ้าอาวาสได้ ขอให้พิจารณาพระที่มีอายุพรรษาสมควรแก่หน้าที่ต่อไป" การสละสิทธิ์ที่จะพึงได้ของหลวงปู่ลำภูได้ประกาศในที่ประชุมคัดเลือกเจ้าอาวาสในครั้งนั้นเป็นการเสียสละอันยิ่งใหญ่ ปี 2510 ท่านได้เป็นพระครูสังฆรักษ์ ตำแหน่งฐานานุกรม

ต่อมาได้รับตำแหน่งรักษาการแทน เจ้าอาวาสเมื่อปี 2512 หลวงปู่ลำภูมรณภาพด้วยโรคชราที่กุฏิของท่านในวัดใหม่อมตรส เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2533 เวลา 20.15 น. สิริอายุ 88 ปี 9 เดือน 4 วัน

คำระลึกอนุสรณ์กถาถึงหลวงพ่อลำภู (พระครูอมรคุณาจาร) ของพระครูพิพัฒนานุกูล เจ้าอาวาสวัดใหม่อมตรส บางขุนพรหม ความว่า "หลวงพ่อเป็นพระมหาเถระสำคัญรูปหนึ่งของวัดใหม่อมตรส ท่านเป็นพระเถระผู้รัตตัญญู ผู้มีคุณูปการสำคัญต่อวัดเป็นเวลายาวนาน คณะสงฆ์วัดใหม่ฯ ให้ความเคารพบูชาอย่างสูงยิ่งมาโดยตลอด พระสงฆ์-สามเณรได้รับการอุปถัมภ์บำรุงอย่างทั่วถึง โดยทุกท่านผู้อยู่ทันสมัยหลวงพ่อมีชีวิตอยู่จะได้พึ่งบารมีของหลวงพ่อทั้งวัด ตอนหลวงพ่อลำภูเป็นรองเจ้าอาวาสและเป็นพระอาจารย์พระครูบริหารคุณวัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาส เมื่อเจ้าอาวาสวัดใหม่ฯ ว่างลงท่านไม่รับตำแหน่งเจ้าอาวาส ยกให้พระครูบริหารเป็น เพราะเห็นว่ายังหนุ่มกว่า ด้วยความที่ท่านมีอัธยาศัยไมตรีจิตที่ดีต่อทุกคน เมื่อได้พบท่านกราบท่านแล้วดูจะเอิบอิ่มใจ เพราะหลวงพ่อมีดีกับตัวที่หายาก และท่านก็ศักดิ์สิทธิ์มีมนต์ขลังจริง มีผู้ศรัทธาเลื่อมใสมาอาบน้ำมนต์รักษาโรคจำนวนมาก พระสงฆ์สามเณรอบอุ่นมาก คราวที่หลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ยิ่งกว่าร่มโพธิ์ร่มไทร

ถึงปัจจุบันนี้ก็ยังมีหลายท่านรำลึกเสมอในบุญหลวงพ่อพระครูอมรคุณาจาร (ลำภู คังคปัญโญ) หลวงพ่อท่านสร้างความดีไว้มากเพื่อต้องการให้อยู่เลยตาย ตามคำนิยมที่รู้กันว่า อยู่แค่ตายอยู่ได้ทุกคน อยู่เพื่อปวงชนอยู่ได้เลยตาย หรืออยู่เพื่อตัวอยู่ได้แค่สิ้นลม อยู่เพื่อสังคมอยู่คู่ฟ้าดิน"

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-04-12 03:49:41


ความเห็นที่ 22 (1412322)

หลวงปู่เขียน ปุญญกาโม วัดดอนส้มป่อย จ.อุบลฯ

คอลัมน์ อริยะโลกที่6



พระครูสถิตปุญญานุวัฒน์ หรือ "หลวงปู่เขียน ปุญญกาโม" ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งวัดดอนส้มป่อย ต.นาเลิง อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี ปัจจุบันสิริอายุ 83 ปี

ท่านจำพรรษาในกลดที่ป่าช้าหนองขี้นก อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี

ก่อนบวชท่านเป็นวัยรุ่นคะนอง เดินข้ามความตายมานักต่อนัก ตอนเป็นนักเลงบางขุนพรหม ในขณะนั้นได้ครูดีที่เป็นฆราวาสจอมขมังเวท 2 ท่าน สายพราหมณ์เก่าสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นอาจารย์ของ ท่านจอมพล ป.พิบูลสงคราม สอนวิชาอาคมต่างๆ และสักยันต์ให้คือ "ครูทองลือ" และ "ครูปลั่ง" ทำให้ท่านเก่งและกล้า เป็นนักเลงไม่กลัวใคร มีเรื่องกับขาใหญ่จนตำรวจขอร้อง

ต่อมาเริ่มเบื่อในชีวิตฆราวาสยังมาสนใจทางธรรม เข้าบวช มี พระครูสุจิตตานุวัตร วัดผักแว่น เป็นพระอุปัชฌาย์ ซึ่งสืบวิชาชั้นสูงจาก พระอุปัชฌาย์วันดี วัดผักแว่น ศิษย์ในสาย ญาครูขี้หอม และ สมเด็จลุน นครจำปาสัก พระมหาดำรงค์ วัดใต้ยางขี้นก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูประทีปธรรมโสภณ วัดเหนือยางขี้นก เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา "ปุญญกาโม"

หลังจากบวชแล้ว ท่านก็สนใจศึกษาเล่าเรียนทางธรรม ครั้งหนึ่งได้เข้าไปกราบเรียนวิชากับ ท่านเจ้าคุณนรรัตราชมานิจ ซึ่งท่านเจ้าคุณนรฯ ได้สอนเน้นกรรมฐานเพื่อเป็นพื้นฐานยกจิตให้สูง ให้พ้นโลกเหนือโลก จากนั้นได้กลับไปจำพรรษาที่บ้านเกิดจังหวัดอุบลราชธานี แล้วไปเรียนวิชากับหมอธรรม ซึ่งท่านเป็นรูปเดียวที่สืบทอดวิชาสาย สมเด็จลุน นครจำปาสัก และ ญาท่านกรรมฐานพระครูธรรมบาล (เผย) มุ่งปฏิบัติธรรมอย่างอุกฤตมานานและออกบำเพ็ญเพียรในป่าเข้าไปในประเทศลาว เขมร พม่า จนได้สมณศักดิ์ "พระครูสถิตปุญญานุวัฒน์"

จากนั้นท่านทิ้งสมณศักดิ์ตำแหน่งต่างๆ แล้วลาออกมาเป็นหลวงตาธรรมดา ปลูกเพิงพักในป่าช้า ตอนที่หลวงปู่เขียนเดินธุดงค์ มีคนเห็นเป็นร้อยว่า ญาท่านเดินข้ามแม่น้ำโขงไปฝั่งลาว ด้วยเท้าเปล่าได้ เมื่อถามหลวงปู่ท่านตอบว่า "พระน้าบ่ใช่เป็ดบ่ใช้ห่านจะได้ลอยน้ำ" ชาวบ้านให้สมญาท่านว่า "ญาท่านเขียน เหยียบลำน้ำโขง"

หลวงปู่เขียน เป็นที่พึ่งของชาวบ้าน โดยส่วนใหญ่มีความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณอย่างมาก จุดไหนที่เป็นที่ดินผี ที่ป่าโปร่ง ที่นาอาถรรพ์ ต้องมากราบอาราธนานิมนต์ให้ท่านไปเหยียบนาฝังลอยเท้าท่านไว้ ว่ากันว่าผีอาถรรพ์วิญญาณร้ายหายสิ้น ข้าวกล้าเติบโตงอกงามผลผลิตมากกว่าเขา ขนาดโดนพายุฝนถล่มนาอื่นเสียหายพังหมด ผืนนาที่ท่านเหยียบรอดปลอดภัยได้ผลแปลงเดียวในตำบล

หลวงปู่เขียนท่านเป็นพระที่สมถะเรียบง่าย ชอบแสวงหาความสงบวิเวก มีเจตนาแน่วแน่ แรงกล้า ตลอดเวลาท่านตั้งใจจักสร้างศาลาไว้ให้ญาติโยมปฏิบัติธรรม ด้วยการบอกบุญเชิญชวนลูกศิษย์ลูกหาและท่านผู้มีบุญมาร่วมสร้างบารมี การสร้างวิหารทาน เป็นทานวิเศษ

ปัจจุบันศาลาปฏิบัติธรรมของญาท่านเขียน มีเหรียญ 9 ยอด ตะกรุดสายรกพระเจ้า และลูกแก้วเนื้อเมฆพัด สมนาคุณให้บูชาติดตัว

ปัจจุบันหลวงปู่เขียนจำพรรษาอยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมตำบลยางขี้นก (ป่าช้ายางขี้นก) ต.ยางขี้นก อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-04-10 08:59:49


ความเห็นที่ 21 (1411427)

'หลวงพ่อเงิน-หลวงพ่อพูล'(14) กับสุดยอดวัตถุมงคลแห่งยุค

คอลัมน์ มุมพระเก่า
อภิญญา



พระพิมพ์ขุนแผน เป็นพระอีกพิมพ์หนึ่%A
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-04-01 09:20:38


ความเห็นที่ 20 (1410989)

วัตถุมงคล'วัดพระศรีฯ' 'หลวงปู่ท่อน'อธิษฐาน




วัดพระศรีมหาธาตุ ถือเป็นต้นตำรับแห่งตำนาน "พระกริ่งแสงจันทร์" หรือ "พระกริ่งทุ่งบางเขน" อันเลื่องชื่อ ซึ่งถือว่าเป็นสุดยอดมงคลล้ำค่า เพราะตามตำนานแห่งการจัดสร้างเมื่อปี 2512 พระสงฆ์ที่มาร่วมแผ่เมตตาอธิษฐานจิต ล้วนเป็นครูบาอาจารย์สายกัมมัฏฐานองค์สำคัญทั้งสิ้น อาทิ หลวงปู่ขาว อนาลโย, หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี, หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ, พระอาจารย์ตื้อ อาจารธัมโม, พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ, หลวงปู่สิม พุทธจาโร, หลวงปู่ศรี มหาวีโร, หลวงปู่ฝั้น อาจาโร, หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน และ หลวงปู่ท่อน ญาณธโร เป็นต้น

เหตุการณ์ในครั้งนั้น ขณะที่หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่สิม พุทธจาโร หลวงปู่พระครูปัญญาวรากร และหลวงปู่ท่อน ญาณธโร ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ที่ได้รับนิมนต์มานั่งปรกในชุดเดียวกัน กำลังแผ่เมตตาอธิษฐานจิต ได้เกิดเหตุอัศจรรย์ปรากฏแสงจันทร์เป็นลำแสงสีทองส่องลงมาปกคลุมทั่วมณฑลพิธี จนหลวงปู่ฝั้น ท่านออกจากสมาธิ แล้วบอกให้ผู้ร่วมพิธีได้ดู และสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า เป็นที่น่าทึ่งน่าอัศจรรย์จนบรรดาผู้มีบุญที่ได้มีโอกาสร่วมพิธีในครั้งนั้นต่างพากันเลื่องลือถึงความศักดิ์สิทธิ์จนโด่งดังไปทั่ว เป็นเหตุให้วัตถุมงคลรุ่นนี้ที่แต่เดิมตั้งชื่อว่า "พระกริ่งทุ่งบางเขน" หรือ "สมเด็จทุ่งบางเขน" ได้รับการขนานนามอีกอย่างหนึ่งว่า "พระกริ่งแสงจันทร์ หรือ พระกริ่งนวลจันทร์"

ปัจจุบัน "พระกริ่งแสงจันทร์" และ "พระชัยวัฒน์แสงจันทร์" ถือได้ว่าเป็นสิ่งมงคล สักการะที่เปี่ยมด้วยพุทธคุณ และอำนาจบารมีแห่งพระจันทร์มีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก

เมื่อเร็วๆ นี้ วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน กรุงเทพฯ ได้จัดสร้างพระพุทธรูปบูชา พระแสงจันทร์ทันใจ และพระแสงอาทิตย์ทันจิต เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้กราบไหว้สักการบูชา โดยเฉพาะผู้ที่มีความเชื่อด้านโหราศาสตร์ มักเชื่อกันว่าหากจะกราบไหว้บูชาพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องการขอบารมีจากพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ พร้อมทั้งขออำนาจบารมีจากพระจันทร์และพระอาทิตย์

สำหรับในปี 2554 ซึ่งเป็นปีเถาะหรือปีกระต่าย ไม่ว่าจะเป็นโหราศาสตร์ไทยหรือจีน ตำราโหราศาสตร์ 12 นักษัตร ท่านว่ากระต่ายนั้นสถิตอยู่บนดวงจันทร์ บางตำราว่า กระต่ายชมจันทร์ เมื่อปีกระต่ายเวียนรอบมาถึง สิ่งที่จะควบคุมพลังอำนาจ วาสนา บารมี เสริมโชค เสริมลาภ เสริมสิริมงคล เสริมชะตาราศีได้ดีที่สุดก็คือ "พระจันทร์" ปีกระต่ายจึงคู่มิตรกับพระจันทร์ โดยมีพระอาทิตย์เป็นผู้หนุนนักษัตรให้เวียนรอบไปได้อย่างสมดุล มีความบริบูรณ์ สมบูรณ์พูนสุข

ปี 2554 ช่วงตรุษสงกรานต์ เทศกาลสำคัญหรือวันที่สะดวก จะต้องหาโอกาสไปกราบไหว้พระสักการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะพระ พุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับพระจันทร์ เช่น พระแสงจันทร์ทันใจ พระแสงอาทิตย์ทันจิต และไหว้พระพุทธมหาเศรษฐีนวโกฏิ ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ ศาลาสมเด็จ วัดพระศรีมหาธาตุ เขตบาง เขน กรุงเทพฯ ซึ่งบรรดาชาวบ้านทั่วไปต่างถวายนามเรียกขานพระพุทธรูปสำคัญทั้งสามองค์นี้ว่า "หลวงพ่อเศรษฐีก้าวหน้าทันจิตทันใจ" และหากมีพระกริ่งหรือพระชัยวัฒน์ "พระแสงจันทร์ทันใจ-พระแสงอาทิตย์ทันจิต" ติดตัวไว้สักการบูชาจะช่วยเสริมชะตาให้กับผู้ที่เกิดในทุกนักษัตรราศีตลอดปี 2554

ถือได้ว่า "พระแสงจันทร์ทันใจ-พระแสงอาทิตย์ทันจิต" เป็นพระศักดิ์สิทธิ์คู่มิตรแห่งปี 2554 ที่จะอำนวยโชคลาภ ความสุขสวัสดี ให้ทุกท่านมีโชคมีชัยตลอดปีกระต่าย

ที่สำคัญเมื่อเร็วๆ นี้ มีฤกษ์มหามงคล "พระราชญาณวิสุทธิโสภณ" หรือ "หลวงปู่ท่อน ญาณธโร" แห่งวัดศรีอภัยวัน จ.เลย หนึ่งในสี่พระวิปัสสนาจารย์ที่อธิษฐานจิตพระกริ่งแสงจันทร์หรือพระกริ่งทุ่งบาง เขนรุ่นแรกร่วมกับหลวงปู่ฝั้น เมื่อปี 2512 ซึ่งถือได้ว่าครูบาอาจารย์สายกัมมัฏฐานอันดับต้นๆ แห่งยุคปัจจุบัน และเป็นหนึ่งเดียวในสี่รูปที่ยังดำรงขันธ์อยู่ ได้ประกอบพิธีแผ่เมตตาอธิษฐานจิตพุทธาภิเษกสมโภช พระแสงจันทร์ทันใจ พระแสงอาทิตย์ทันจิต และ พญาเต่าเรือน อายุวัฒนะมหาเศรษฐี รวยเงินรวยทอง

ที่สำคัญวัตถุมงคลรุ่นนี้ได้ผ่านพิธีอาบน้ำเพ็ญ พิธีสวดมนต์ข้ามปี พิธีรับเทพเจ้าแห่งโชคลาภ พิธีขอพรจากพระจันทร์ และประกอบพิธีในวันพระจันทร์เพ็ญมาฆฤกษ์

หลวงปู่ท่อนท่านได้เมตตาจารแผ่นทองมวลสารรุ่นนี้ด้วยตัวเอง นอกจากนี้ ยังมีมวลสาระสำคัญคือ พระกริ่งแสงจันทร์รุ่นแรก ที่ผ่านการอธิษฐานจิตจากสุดยอดครูอาจารย์สายกัมมัฏฐานทั้งสิ้น

สนใจร่วมบุญบูชาวัตถุมงคลสร้างกุศลถวายเป็นธรรมบูชา ไหว้พระสักการะมงคลศักดิ์สิทธิ์คู่มิตรแห่งปี ได้ที่ศาลาสมเด็จวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน กรุงเทพฯ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-03-29 11:09:25


ความเห็นที่ 19 (1410810)

พระกรุบ้านตาก จ.ตาก

คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง
โดย ราม วัชรประดิษฐ์



จังหวัดตาก จังหวัดเก่าแก่จังหวัดหนึ่งของไทย ที่มีชื่อระบุในประวัติศาสตร์ชาติไทยมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย โดยเฉพาะที่อำเภอบ้านตาก ซึ่งเดิมเป็นที่ตั้งของเมืองตากในสมัยโบราณ

บางตอนของประวัติศาสตร์ชาติไทยในหลายยุคสมัย ที่เกี่ยวข้องกับเมืองตาก อาทิ...

...ในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ปี พ.ศ.1805 รัชสมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ราชโอรส ยกทัพไปกระทำยุทธหัตถีกับพ่อขุนสามชน เจ้าเมืองฉอด พ่อขุนรามคำแหงมหา ราชทรงมีชัยในการกระทำยุทธหัตถี จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง "เจดีย์ยุทธหัตถี" บนดอยสูง ข้างวัดพระบรมธาตุ (เมืองตากเก่า ปัจจุบันคือ อำเภอบ้านตาก) เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ...

...ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี รัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อครั้งประกาศอิสรภาพไม่ขึ้นต่อพม่า ณ เมืองแครง แล้วทรงยกทัพเสด็จกลับทางด่านแม่ละเมา ซึ่งเป็นด่านสำคัญในดินแดนเมืองตาก (ปัจจุบันคือ อำเภอแม่สอด) จากนั้นทรงย้ายเมืองตากจากที่ตั้งเดิมลงมาทางใต้ตามลำน้ำปิงประมาณ 25 กิโลเมตร มาตั้งอยู่ในบริเวณอำเภอเมืองตากในปัจจุบัน ส่วนเมืองตากเก่ายังคงมีซากเมือง วัดเก่า และพระเจดีย์ยุทธหัตถี ปรากฏเป็นร่องรอยความทรงจำแห่งประวัติศาสตร์อยู่จนถึงปัจจุบัน...

...ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงโปรดฯ ให้ยกทัพไปชุมนุมไพร่พลที่เมืองตาก เพื่อเข้าตีหัวเมืองฝ่ายเหนือที่แข็งเมือง ยังคงปรากฏหลักฐานให้เห็น ณ ปัจจุบัน คือ วัดพระนารายณ์ เชิงสะพานกิตติขจร...

...ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ (สมเด็จพระนั่งสุริยาศน์อมรินทร์) ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ "สิน" (สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) มหาดเล็กในกรมมหาดไทยสมัยนั้น เป็นข้าหลวงเชิญท้องตราราชสีห์ขึ้นไปชำระความทางหัวเมืองฝ่ายเหนือ กลับมามีความดีความชอบ จึงพระราชทานตำแหน่ง "หลวงยกกระบัตร" ขึ้นไปรับราชการที่เมืองตาก และเมื่อพระยาตากถึงแก่อนิจกรรม พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ เลื่อนหลวงยกกระบัตร (สิน) เป็นพระยาตากปกครองเมืองตากสืบต่อ และต่อมาเมื่อพระยาวชิรปราการ ผู้สำเร็จราชการเมืองกำแพงเพชรถึงแก่อนิจกรรม ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระยาตาก (สิน) ขึ้นเป็นพระยาวชิรปราการ ปกครองเมืองกำแพงเพชร จนถึงปี พ.ศ.2310 เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียกรุงแก่พม่า พระยาวชิรปราการได้รวบรวมไพร่พล กอบกู้เอกราช และปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ทรงพระนามว่า "สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช" และตั้งราชธานีใหม่ที่กรุงธนบุรี...

จากเรื่องราวจากประวัติศาสตร์ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า "เมืองตาก" นั้น มีความสำคัญและเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ต่างๆ ในอดีตมาตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ดังนั้น นอกจากเหนือจากซากปรักหักพังของโบราณสถานและโบราณวัตถุที่ยังคงอยู่ให้เห็นเป็นอนุสรณ์แล้ว เป็นที่แน่แท้ว่าจะต้องมี "พระเครื่อง" ที่มีการสร้างกันมาตั้งแต่อดีตอย่างแน่นอน

โดยเฉพาะที่อำเภอบ้านตาก ซึ่งเป็นเมืองตากดั้งเดิม มีการแตกกรุออกมามากมายหลายพิมพ์ทรง ส่วนใหญ่เป็นพระที่สร้างในสมัยอยุธยา มีทั้งเนื้อชินเงิน และเนื้อตะกั่วสนิมแดง ซึ่งขนานนามตามชื่ออำเภอกันว่า "พระกรุบ้านตาก" อันนับพระกรุเก่าที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และทรงพุทธคุณเป็นเลิศเน้นไปทางด้านคงกระพันชาตรีและแคล้วคลาด มีอาทิ พระร่วงนั่ง เนื้อชินเงิน, พระซุ้มยอ เนื้อชินเงิน, พระซุ้มยอ เนื้อตะกั่วสนิมแดง, พระพิจิตร เนื้อชินเงิน, พระพิจิตร เนื้อตะกั่วสนิมแดง และพระงบน้ำอ้อย ฯลฯ

ปัจจุบันก็ยังคงมีชื่อเสียง เป็นที่นิยมและแสวงหากันอย่างกว้างขวางในแวดวงนักนิยมสะสมพระเครื่อง แต่จะหาดูหาเช่ายากมาก สนนราคาค่อนข้างสูง
 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-03-28 10:45:06


ความเห็นที่ 18 (1410281)

"หลวงพ่อเงิน-หลวงพ่อพูล"(7) กับสุดยอดวัตถุมงคลแห่งยุค

คอลัมน์ มุมพระเก่า
อภิญญา



เมื่อวันศุกร์ที่ 21 มกราคม 2554 ฤกษ์มงคล ย้ายสังขารหลวงพ่อพูล-เปลี่ยนผ้าครอง-ลงกระหม่อม นำขึ้นประดิษฐานชั่วคราวบนศาลาการเปรียญ เตรียมสร้างวิหารหลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม ต.พระปฐมเจดีย์ อ.เมือง จ.นครปฐม

ณ กุฏิที่ประดิษฐานสังขารของท่าน ที่สร้างมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2509 ปัจจุบันชำรุดทรุดโทรม มีประชาชนจำนวนมากเดินทางมากราบสังขารหลวงพ่อพูล ทำให้สถานที่คับแคบโดยปริยาย คณะศิษยานุศิษย์จึงได้ปรารภจัดสร้างวิหารหลวงพ่อพูล แทนหลังเดิม

วิหารหลวงพ่อพูลออกแบบโดยนายณัฐพงศ์ ปิยมาภรณ์ นักวิชาการช่างศิลป์ระดับชำนาญการ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร

ลักษณะแบบวิหารเป็นสถาปัตยกรรมไทย ยอดทรงมณฑป หลังคาจัตุรมุขซ้อน 2 ชั้น มี คอสอง แกะสลักลวดลายลงรักปิดทอง หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบ ตรงเชิงชายของหลังคาและชายคาปีกนกทุกด้านประดับด้วยกระจังลงรักปิดทอง

หน้าบันทั้ง 4 ด้าน แกะสลักไม้ มีตราสัญลักษณ์ เฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 รอบตราสัญลักษณ์มีลวดลายไทยประกอบ ส่วนผนังของวิหาร ก่ออิฐถือปูนกรอบเช็ดหน้าของหน้าต่างและประตูลงรักปิดทอง ตัวบานของหน้าต่างและประตูติดตั้งกระจกใสมีลวดลายประดับ รอบตัวอาคารวิหารมีกำแพงแก้วล้อมรอบ และเสาหัวเม็ดทรงมัณฑ์

ด้านหน้าของวิหารมีมุขโถงยื่นไปด้านหน้า มีบันไดขึ้น 3 ทาง ส่วนพื้นปูด้วยหินแกรนิต ส่วนฐานเป็นฐานเรียง ยกสูงจากระดับดิน 1.00 เมตร ภายในวิหารจัดทำเป็นซุ้มวิมาน แกะสลักลวด ลายไทยลงรักปิดทอง ประดับกระจกสี สำหรับประดิษฐานสังขารหลวงพ่อพูล เพดานของวิหาร ฉลุลวดลายไทย ปิดทอง และมีดาวเพดาน แกะสลักไม้ ลงรักปิดทอง ด้านนอกรอบตัววิหาร จัดเป็นสวนหย่อม เพื่อให้เกิดความสง่างาม และความสวยงาม และเป็นที่พักผ่อนของพุทธศาส นิกชนที่มาสร้างบุญบารมีในภพชาตินี้

พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือ หลวงพี่น้ำฝน ประธานมูลนิธิหลวงพ่อพูล เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม ได้น้อมสักการะหลวงพ่อด้วยการจัดให้มีพิธีย้ายสังขารหลวงพ่อพูล นำขึ้นประดิษฐาน ณ ศาลาการเปรียญวัดไผ่ล้อม อ.เมือง จ.นครปฐม เป็นการชั่วคราว เมื่อวันศุกร์ที่ 21 มกราคม 2554 ได้ทำพิธีถวายเครื่องสักการะสังเวยเทพยดาผู้คุ้มครองสรีระหลวงพ่อพูล

ระหว่างนี้เปิดให้ญาติโยมพุทธศาสนิกชน เข้ากราบสักการะสังขารหลวงพ่ออย่างใกล้ชิด ด้วยการก้มกราบน้อมศีรษะจรดแตะไปที่ปลายเท้าหลวงพ่อ เพื่อความเป็นสิริมงคลกับครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้สัมผัสพระอริยสงฆ์ เฉกเช่นหลวงพ่อพูล ถวายมหาสังฆทาน อุทิศถวายเทวดาทั้งแปดทิศ

หลังจากนั้นได้มีการย้ายสังขารหลวงพ่อพูล ขึ้นสู่ศาลาการเปรียญ (ศาลาปุริมานุสรณ์) เป็นการประดิษฐานชั่วคราว เพื่อเตรียมสร้างวิหารถวายหลวงพ่อพูล ท่านได้มานิมิตบอกหลวงพี่น้ำฝนว่า "ที่บริเวณใต้แท่นฐานพระประธานในกุฏิเก่าของท่านนั้น ท่านได้บรรจุพระไว้" ซึ่งมีนัยยะแฝงไว้ในปริศนาธรรมดังกล่าวนี้ หลวงพี่น้ำฝนมิอาจล่วงรู้ได้ว่า ที่ใต้แท่นฐานพระประธานดังกล่าว จะมีพระบรรจุไว้ตามนิมิตนั้นหรือไม่

เมื่อพระเดชพระคุณหลวงพี่น้ำฝน ได้ให้ช่างรื้อกุฏิหลังเก่า ดั้งเดิมของหลวงพ่อพูล ที่สร้างไว้ตั้งแต่เมื่อปีพ.ศ. 2509 พร้อมทั้งทุบปูนบางส่วนภายในบริเวณกุฏิ โดยเฉพาะที่ใต้แท่นฐานพระประธานก็พบพระเก่าสมัยหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม และหลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อมจำนวนมาก

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-03-23 10:59:09


ความเห็นที่ 17 (1410155)

วัตถุมงคลรุ่นมหามงคลยิ่ง 'หลวงปู่บุญมี'ปลุกเสกเดี่ยว




"หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต" เป็นพระสงฆ์สายธรรมยุตชื่อดังในประวัติศาสตร์พระกรรมฐานไทย ที่ปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัด วางแนวทางในการปฏิบัติสมถะและวิปัสสนา ทำให้ท่านมีพระสงฆ์และฆราวาสที่เป็นลูกศิษย์จำนวนมาก แนวคำสอนของท่านเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นคำสอนพระวัดป่า (สายพระอาจารย์มั่น)

หลังจากท่านมรณภาพเมื่อปี 2492 ยังคงมีพระสงฆ์ที่เป็นลูกศิษย์สืบต่อแนวปฏิบัติของท่านสืบมา โดยเรียกขานว่า "พระกรรมฐานสายวัดป่า" หรือ "พระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น" และท่านก็ได้รับยกย่องให้เป็น "พระอาจารย์ใหญ่สายวัดป่า" สืบมาจนปัจจุบัน

หนึ่งในจังหวัดที่มีพระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่นดำรงขันธ์อยู่มากมายหลายรูปในยุคปัจจุบันก็คือ "สกล นคร" แต่ละรูปนั้นล้วนวางใจได้ในวัตรปฏิบัติอันงดงาม มีทั้งผลงานการพัฒนาวัด และพัฒนาจิตใจคน นับเป็นกลุ่มพระกรรมฐานสายวัดป่าที่มีอาวุโสและสนิทชิดเชื้อกันแทบทิ้งสิ้น

 


"พระราชญาณมุนี" หรือ "หลวงปู่บุญมี ฐิตปัญโญ" เจ้าอาวาสวัดประชานิยม อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร เป็นพระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่นอีกรูป ซึ่งได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้มาจากหลวงปู่พร สุมโน อดีตเจ้าอาวาสวัดประชานิยม และพระอาจารย์วัน อุตตโม วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม ปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดสกลนคร สิริอายุ 82 ปี

ปี 2508-2517 เป็นเจ้าคณะตำบลสว่างแดนดิน (ธ) ปีพ.ศ.2517-2542 เป็นเจ้าคณะอำเภอสว่างแดนดิน (ธ) ปี 2517 เป็นพระอุปัชฌาย์ ปี 2542 เป็นรองเจ้าคณะจังหวัดสกลนคร (ธ) ปี 2546 เป็นเจ้าคณะจังหวัดสกลนคร (ธ) ปี 2522 เป็นพระครูสัญญาบัตรในราชทินนาม "พระครูบุญสาสน์โกศล" ปี 2549 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ในราชทินนามที่ "พระราชญาณมุนี"

หลวงปู่บุญมีเป็นพระมหาเถระที่เปี่ยมด้วยความเมตตาปรานี ทุกครั้งที่สายพระป่ามีงานบุญต่างๆ จะต้องปรากฏชื่อของท่านไปร่วมด้วยเสมอ แม้กระทั่งงานบุญของญาติโยมก็จะรับกิจนิมนต์อย่างทั่วถึง ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ในด้านวัตถุมงคลนั้น ท่านไม่ค่อยได้จัดสร้างสักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะเป็นการขออนุญาตจากลูกศิษย์ และท่านเมตตาอธิษฐานจิตให้

ล่าสุด ท่านดำริสร้างรูปเหมือนหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ขนาดหน้าตักกว้าง 9 เมตร เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีในฐานะองค์บูรพาจารย์ของพระกรรมฐานสายวัดป่า รวมทั้งเพื่อประดิษฐานไว้เป็นที่สักการบูชาของพุทธศาสนิกชน ณ วัดประชานิยม จึงอนุญาตให้จัดสร้าง "วัตถุมงคล รุ่นมหามงคลยิ่ง" เพื่อนำทุนทรัพย์ไปเป็นทุนดำเนินการ

รูปแบบที่สร้างคือ พระผงรูปเหมือน หลังโต๊ะหมู่บูชารุ่นแรก ซึ่งพระพิมพ์นี้มีความสวยงาม โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และหากพระคณา จารย์รูปใดจัดสร้างก็มักจะได้รับความนิยม และส่วนใหญ่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต โดยพระผงรูปเหมือนหลังโต๊ะหมู่ ที่ถือว่าเป็นต้นแบบให้พระคณา จารย์สายกรรมฐานจัดสร้างกันในเวลาต่อมา คงต้องยกให้พระผงรูปเหมือนหลังโต๊ะหมู่ของ "พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร"

เหรียญครึ่งองค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลังหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล (เหรียญบูรพาจารย์) ซึ่งมีรูปลักษณ์คล้ายเหรียญดอกจิกหลวงปู่มั่น-หลวงปู่เสาร์ รุ่นเก่าที่นิยมเล่นหากันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน, เหรียญรูปไข่ หันข้างครึ่งองค์ เป็นเหรียญหันข้างรุ่นแรกของท่านที่ออกแบบได้สวยงาม แกะบล็อกได้คมชัด ให้ความรู้สึกเสมือนตัวจริง นอกจากนี้ยังมีพระปรกใบมะขาม, ล็อกเกตนั่งเต็มองค์หลวง ปู่มั่น

วัตถุมงคลรุ่นนี้หลวงปู่บุญมีกำหนดอธิษฐานจิตปลุกเสกในวันที่ 10 เม.ย.2554

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-03-22 09:00:33


ความเห็นที่ 16 (1410040)

'หลวงพ่อเงิน-หลวงพ่อพูล'(5) กับสุดยอดวัตถุมงคลแห่งยุค

มุมพระเก่า



หลังปลดประจำการแล้ว "นายพูล ปิ่นทอง" ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ.2480 ณ พัทธสีมาวัดพระงาม อ.เมือง จ.นครปฐม โดยมีพระครูอุตรการบดี (หลวงปู่สุข ปทุมสุวณฺโณ) เจ้าคณะอำเภอเมืองนครปฐม เจ้าอาวาสวัดห้วยจระเข้ อ.เมือง จ.นครปฐม เป็นพระอุปัชฌาย์, พระปลัดมณี เจ้าอาวาสวัดพระงาม อ.เมือง จ.นครปฐม เป็นพระกรรม วาจาจารย์ และพระสมุห์ปุ่น เจ้าอาวาสวัดลาดปลาเค้า อ.เมือง จ.นครปฐม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา "อัตตรักโข"

จากนั้นบวชแล้วได้พำนักอยู่ที่วัดพระงาม ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยด้วยความพากเพียร จนสอบไล่ได้นักธรรมตรี เมื่อปีพ.ศ.2482 โดยมีโอกาสฝากตัวเป็นศิษย์พระเถระชื่อดังหลายรูปด้วยกัน อาทิ หลวงพ่อพร้อม, หลวงปู่สุข วัดห้วยจระเข้, หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม เป็นต้น

ในระหว่างนี้ท่านได้ให้ความสนใจการศึกษาด้านการเจริญสมาธิจิต ฝึกฝนวิปัสสนากรรมฐาน ควบคู่กับการศึกษาวิชาจากคัมภีร์ต่างๆ อย่างคร่ำเคร่ง โดยฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงพ่อพร้อม พระเถระชื่อดังแห่งวัดพระงาม พระเกจิอาจารย์ยุคสงครามอินโดจีน ผู้ทรงคุณในด้านการสร้างพระปิดตาเนื้อทอง ด้วยพื้นฐานวิชาคาถาอาคม ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจากปู่แย้ม ตั้งแต่สมัยเยาว์วัย จึงทำให้ท่านสามารถเจริญพุทธาคมได้รุดหน้าอย่างรวดเร็ว

 


ในปี พ.ศ.2486 วัดไผ่ล้อมขาดผู้ปกครองวัด เนื่องจากเจ้าอาวาสแต่ละรูปไม่อยู่ในศีลในธรรมแห่งเพศบรรพชิต อยู่ปกครองวัดได้ไม่นานก็ต้องลาสิกขาไป สร้างความเอือมระอาจนชาวบ้านหมดศรัทธาไม่ใส่บาตรทำบุญ ทำให้กลายสภาพเป็นวัดร้าง สมัยนั้นวัดไผ่ล้อมมีสภาพเป็นเพียงวัดเก่ารกร้าง เดิมทีเป็นป่าไผ่ ซึ่งชาวมอญ ที่รัชกาลที่ 4 เกณฑ์เป็นแรงงานบูรณะองค์พระปฐมเจดีย์ ใช้เป็นที่พัก บรรยา กาศของวัดร่มรื่นเหมาะแก่สมณะปฏิบัติธรรม ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งจึงพากันไปนมัสการหลวงพ่อพูล ให้ย้ายมาประจำพรรษาอยู่ที่วัดไผ่ล้อม เพื่อกอบกู้วัดพลิกฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง โดยเข้ารับตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาส จนกระทั่งได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2492

สมัยท่านรักษาการเจ้าอาวาส ได้ปรึกษากับพระเถระผู้ใหญ่และญาติโยมผู้มีจิตศรัทธา ดำเนินการสร้างอุโบสถ โดยได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ.2490 กระทั่งเสร็จสมบูรณ์เป็นอุโบสถหลังแรก ในปี พ.ศ.2492 หลังจากนั้นท่านก็พัฒนาวัดต่อไป บุกเบิกถางป่าไผ่ จนได้สร้างศาลาการเปรียญในปี พ.ศ.2535 จากนั้นวัดไผ่ล้อมมีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าตามลำดับ มีโบสถ์มีศาลาการเปรียญ ตามมาด้วยโรงเรียนพระปริยัติธรรม ญาติโยมหลั่งไหลเข้ามาทำบุญ บำเพ็ญศีลสมาธิ และศึกษาปฏิบัติธรรม จำนวนพระภิกษุสามเณรเข้ามาจำพรรษาก็มากขึ้น

ต้นปี พ.ศ.2539 อุโบสถหลังเก่าเริ่มทรุดโทรมมาก ประกอบกับน้ำก็ท่วมบ่อยๆ จึงได้สร้างอุโบสถเฉลิมพระเกียรติหลังใหม่ ปลายปีก็สร้างศาลากลางน้ำ ศาลากลางน้ำเป็นบ่อน้ำ ญาติโยมใช้กันมาตั้งแต่โบราณ ท่านเลยปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น ต่อมาดำเนินการสร้างฌาปน สถานไร้มลพิษ พร้อมศาลาอเนกประสงค์ไว้ใช้ในพิธีต่างๆ ในวัด ซึ่งดำเนินการรุดหน้าไปมาก นอกจากนี้ ท่านยังเป็นผู้อุปถัมภ์สร้างโรงเรียนวัดไผ่ล้อม (พูลประชาอุปถัมภ์) เพื่อเป็นสถานศึกษาสำหรับเยาวชนด้วย

วัตรปฏิบัติอย่างหนึ่งที่ศิษยานุศิษย์ได้สัมผัส "หลวงพ่อพูล" วัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม มากว่าครึ่งศตวรรษ คือท่านเป็นพระสงฆ์ที่ไม่สะสมกิเลส ไม่สนใจชื่อเสียงเงินทอง และลาภยศสรรเสริญ จตุปัจจัยไทยทานที่สาธุชนบริจาคมา ท่านไม่เคยสะสม มีเท่าไหร่ก็นำไปบริจาคสร้างวัตถุสร้างความเจริญไว้แก่วัด จนเกิดความเจริญรุ่งเรือง แลดูสวยงามสบายตา เหมาะสมที่จะเป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา นอกจากนี้ยังขจรขจายไปถึงชุมชนรอบๆ วัด ทั้งสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล สถานที่ราชการ เรียกว่าใครที่มาขอให้ท่านช่วย หลวงพ่อไม่เคยขัด รวมทั้งกิจนิมนต์ต่างๆ ไม่ว่าใกล้-ไกลท่านก็เมตตาไปให้ แม้สุขภาพร่างกายจะไม่ค่อยเอื้ออำนวยนักก็ตาม

ด้วยคุณงามความดีที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระ ชนมพรรษาครบ 6 รอบ 72 พรรษา ในวันที่ 12 ส.ค. พ.ศ.2547 หลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ "พระมงคลสิทธิการ" ในฐานะพระสงฆ์ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระศาสนาและประเทศชาติเป็นกรณีพิเศษ
 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-03-21 09:52:11


ความเห็นที่ 15 (1409711)

"หลวงพ่อเงิน-หลวงพ่อพูล"(4) กับสุดยอดวัตถุมงคลแห่งยุค

คอลัมน์ มุมพระเก่า
อภิญญา



วัตถุมงคลพระเครื่องเครื่องรางของขลังต่างๆ โบราณท่านว่าไว้ "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่" เพราะบางสิ่งบางอย่างมันยากต่อการพิสูจน์ นอกจากจะได้สัมผัสด้วยตัวเองเท่านั้น หรือนิยมเรียกว่า "ประสบการณ์ตรง" หลายคนคงเคยได้ยินมาบ้างแล้ว ประ เภท ยิงไม่ออก ฟันไม่เข้า แคล้วคลาด ปลอด ภัย มีโชคมีลาภถูกหวยรวยเบอร์ เมตตามหานิยม ค้าขายร่ำรวย เป็นต้น

ปัจจุบันถึงจะเป็นยุคโลกาภิวัตน์ โลกไร้พรมแดน แต่ผู้คนจำนวนไม่น้อยก็ยังหาที่พึ่งทางด้านจิตใจที่นิยมเรียกว่า "วัตถุมงคล" มาพกพาบูชาติดตัว

นอกจากพระเครื่องแล้ว ประเภทเครื่องรางของขลังก็ไม่ธรรมดา "ไม้แหย่แย้" ยังสร้างความฮือฮาในระดับนักการเมืองได้เลย คนเป็นถึงระดับนายกรัฐมนตรีก็เคยครอบครองมาแล้ว

หลายคนกลัวเรื่อง "ปีชง" และปัญหาด้านเศรษฐกิจ วัตถุมงคลประเภทเครื่องรางของขลังเลยได้รับความนิยม ของเก่าที่กำลังมาแรงและหาได้ยากมากเวลานี้ "กริ่งหนุมานรุ่นแรก" หลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม ลูกศิษย์สายตรงสู้ราคากันแบบยิบตา เพียงแค่อยากได้มาไว้ในครอบครอง

หลายคนเคยบุกถึงที่วัดไผ่ล้อม แต่ก็ต้องเสียใจ เพราะคำตอบที่ได้คือ "ไม่มี" และเพื่อไม่ให้กลับบ้านมือเปล่า จึงบูชาวัตถุมงคลรุ่นใหม่กลับไปแทน และยังถือโอกาสสักการะสังขารไม่เน่าไม่เปื่อยของหลวงพ่อพูลที่เก็บบรรจุไว้ในโลงแก้วด้วย

ลูกศิษย์ต่างรู้กันดี "หลวงพ่อพูล" เป็นพระสงฆ์ที่เคร่งครัดพระธรรมวินัย ด้วยความสมถะ ท่านจะนิ่ง พูดน้อย จนได้รับสมญา "พระจริงต้องนิ่งใบ้" เป็นสัญลักษณ์แห่งเมตตามหานิยม ที่ชาวนครปฐมและจังหวัดใกล้เคียงนับถือเลื่อมใส เป็นหนึ่งในพระครู 4 ทิศผู้พิทักษ์องค์พระปฐมเจดีย์ ในสมณศักดิ์ "พระครูปุริมานุรักษ์" (ประจำทิศตะวันออก) ร่วมกับ พระครูทักษิณานุกิจ (ประจำทิศใต้) คือ หลวงพ่อเสงี่ยม วัดห้วยจระเข้, พระครูปัจฉิมทิศบริหาร (ประจำทิศตะวันตก) คือ หลวงพ่อชิด วัดม่วงตารส และพระครูอุตรการบดี (ประจำทิศเหนือ) คือ หลวงพ่อศรีสุข วัดปฐมเจดีย์ฯ

ท่านมีนามเดิมว่า พูล ปิ่นทอง เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2455 ตรงกับปีชวด ร.ศ.131 เป็นปีที่ 3 ในแผ่นดินรัชกาลที่ 6 ณ บ้านเลขที่ 75 หมู่ 3 ต.ดอนยายหอม อ.เมือง จ.นครปฐม เป็นบุตรคนที่ 6 ในจำนวนพี่น้อง 10 คน บิดาชื่อ นายจู มารดาชื่อ นางสำเนียง วัยเด็กเป็นผู้มีจิตใจเมตตาโอบอ้อมอารี จริงใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ต่อทั้งเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์ ชอบช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่ต้องรอให้ร้องขอ และอุปนิสัยที่เด่นชัดที่สุดคือ เป็นคนเงียบๆ พูดน้อย โดยเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนวัดห้วยจระเข้ อ.เมือง จ.นครปฐม ด้วยความอุตสาหะขยันหมั่นเพียร จึงสามารถอ่านออกเขียนได้แตกฉานกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน

เมื่อเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในปีพ.ศ. 2471 ก็ไม่ได้ศึกษาต่อเพราะต้องออกมาช่วยงานทางบ้าน แต่เพราะเป็นคนสนใจใฝ่รู้ จึงได้ฝึกการอ่านและเขียนอักขระขอม และวิชาแพทย์แผนโบราณจนมีความเชี่ยวชาญ จาก ปู่แย้ม ปิ่นทอง (ผู้เป็นปู่แท้ๆ) ฆราวาสผู้มีภูมิรู้ในเรื่องไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ และการแพทย์แผนโบราณ กระทั่งเติบใหญ่วัยหนุ่มฉกรรจ์ ได้ฝึกฝนและศึกษาศิลปะแม่ไม้มวยไทย จนมีความชำนาญและเป็นนักมวยฝีมือดีคนหนึ่ง เมื่อว่างจากซ้อมเชิงมวย และว่างจากทำไร่ไถนา ก็จะไปหัดเล่นลิเกกับครูจันทร์ คณะแสงทอง แต่ใจไม่รักลิเก ฝึกได้ระยะหนึ่งก็เบื่อ

กระทั่งอายุครบเกณฑ์ได้เข้ารับราชการเป็นทหาร สังกัดทหารม้ารักษาพระองค์ เมื่อปีพ.ศ. 2477 (กองบัญชาการเดิมอยู่ที่สะพานมัฆวาน กรุงเทพฯ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7) หลังครบกำหนด 1 ปี 6 เดือนจึงปลดประจำการ โดยได้รับยศเป็นนายสิบตรี มีเงินเดือนขณะนั้นเดือนละ 2 บาท สร้างความภูมิใจให้ท่านเป็นอย่างมาก
 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-03-17 09:31:02


ความเห็นที่ 14 (1408972)

เหรียญปั๊มรูปเหมือน หลวงพ่ออุตตมะปี 2511

พันธุ์แท้พระเครื่อง
ราม วัชรประดิษฐ์

หลวงพ่ออุตตมะ เป็นพระภิกษุชาวมอญ ที่มาจำพรรษาในประ เทศไทย เป็นพระที่มีความสมถะ มักน้อย รักสันโดษ เคร่งครัดในพระธรรมวินัย มีเมตตาธรรมและกรุณาธรรมสูงส่ง เป็นที่เคารพเลื่อมใสของพุทธศาสนิกชนทุกเชื้อชาติทั้ง ไทย จีน มอญ พม่า ชาวเขา ฯลฯ ท่านเป็นผู้สร้าง วัดวังก์วิเวการาม จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของชาวพุทธทั้งหลาย

พระอุดมสังวรเถระ หรือ หลวงพ่ออุตตมะ เป็นชาวมอญ เกิดเมื่อปี พ.ศ.2454 ที่หมู่บ้านโมกกะเนียง อำเภอเย จังหวัดมะละแหม่ง (ปัจจุบันเป็นประเทศพม่า) เดิมชื่อ "เอหม่อง" ในวัยเยาว์เล่าเรียนอักขระรามัญและพม่ากับพระสงฆ์ที่วัดโมกกะเนียง อายุได้ 19 ปี บวชเป็นสามเณร ณ วัดโมกกะเนียง โดยมีพระเกตุมาลา เป็นพระอุปัชฌาย์ ศึกษาพระปริยัติธรรมและภาษาบาลี จนสอบได้นักธรรมตรีและโท ในปี พ.ศ.2474 อายุครบบรรพชาจึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดเกลาสะ โดยมีพระเกตุมาลา เป็นพระอุปัชฌาย์ พระนันทสาโร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระวิสารท เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาตามภาษามคธว่า "อุตตโม" จากนั้นศึกษาเล่าเรียนจนสอบได้เปรียญ 8 ประโยค


ใน ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านเริ่มออกธุดงควัตร ศึกษาและฝึกฝนวิปัสสนากรรมฐานไปตามสถานที่ต่างๆ แสวงหาวิเวกและยึดธรรมะเป็นสรณะสูงสุดอันเป็นหนทางแห่งการหลุดพ้น ท่านเดินทางข้ามแม่น้ำสาละวินเข้าสู่ประเทศไทยทางจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในปี พ.ศ.2486 ได้พบหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ที่อำเภอแม่สะเรียง ปี พ.ศ.2490 จำพรรษาอยู่ที่วัดปรังกาสี อำเภอทองผาภูมิ อยู่ 1 พรรษา จากนั้นเดินทางต่อมายังจังหวัดราชบุรีเพื่อเยี่ยมชาวมอญในถิ่นนั้น และจำพรรษาที่วัดเกาะ อำเภอโพธาราม เริ่มฝึกพูด อ่าน เขียนภาษาไทย และรักษาโรคภัยไข้เจ็บแก่ชาวบ้าน เมื่อออกพรรษาท่านจึงออกธุดงค์ไปยังทองผาภูมิและสังขละบุรี จนปี พ.ศ.2500 ท่านได้มาปักกลด ณ วัดเก่าแก่รกร้างแห่งหนึ่งชื่อ "วัดวังกะ" และเริ่มบูรณปฏิสังขรณ์โดยได้รับการร่วมแรงร่วมใจจากชาวไทย ชาวมอญ และบรรดาลูกศิษย์ลูกหาที่ทราบข่าวจนสำเร็จลุล่วงเป็น "วัดวังก์วิเวการาม"

จาก นั้นกิตติศัพท์และชื่อเสียงของหลวงพ่ออุตตมะก็เป็นที่เลื่องลือขจรไกล ได้รับการถวายสัญชาติไทยและได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นตรีที่ พระครูอุดมสิทธาจารย์ ปี พ.ศ.2512 ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระครูชั้นโทฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน และแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดวังก์วิเวการาม และได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์เรื่อยมา ท่านมรณภาพในปี พ.ศ.2550 สิริอายุ 96 ปี 76 พรรษา

วัตถุมงคลของท่านล้วนโด่งดังเป็นที่แสวงหา มีทั้ง ลูกประคำ พระ ผง ฯลฯ โดยเฉพาะ เหรียญปั๊มรูปเหมือนรุ่นแรก ปี 2511 ซึ่งทางวัดเป็นผู้จัดสร้างนั้น เป็นที่นิยมอย่างสูง หาดูหาเช่ายากมาก ลักษณะเป็นเหรียญกลม หูเชื่อม ยกขอบหน้า-หลัง เนื้อทอง แดง ด้านหน้า เป็นรูปเหมือนหลวงพ่ออุตตมะครึ่งองค์ จารึกอักษรไทย "หลวงพ่ออุตตมะ" ส่วนด้านหลัง เป็นรูปพระเจดีย์ 3 องค์ ด้านบนเป็นอักขระขอม ด้านล่างมีอักษรไทยว่า "กาญจนบุรี" และระบุปีที่สร้างคือ "๒๕๑๑" ครับผม

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-03-07 18:56:16


ความเห็นที่ 13 (1408668)

เปิดประวัติ'หลวงพ่อโม' (1) แก่กล้าอาคม-เหรียญยอดนิยม

คอลัมน์ มุมพระเก่า
อภิญญา

ย่านสัมพันธวงศ์ หรือเยาวราช ในอดีตเป็นแหล่งรวมของบรรดานักเลงหลายก๊กหลายเหล่าทั้งไทยและจีน โดยเฉพาะนักเลงสายเลือดมังกรนั้นขึ้นชื่อลือชามากในเรื่องความโหดร้าย***ม อำมหิต ชนิดที่ว่านักเลงยุคนี้ต้องชิดซ้ายเทียบไม่ได้แม้ปลายเล็บ

แม้ ว่าจะซ่าขนาดไหนแต่นักเลงทุกรายต้องยอมศิโรราบให้ปรมาจารย์ท่านหนึ่ง ซึ่งมีวิชาอาคมแก่กล้า เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้าน และเป็นที่เกรงกลัวของอันธพาลอย่างมาก นั่นก็คือ "หลวงพ่อโม วัดสามจีน" โดยเฉพาะนักเลงก๊กลักกั๊ก ซึ่งเป็นก๊กใหญ่ในฐานะ "เจ้าพ่อเยาวราช" ยุคนั้นต่างนับถือท่านกันทุกคน รายไหนรายนั้นแหวกอกเสื้อดูได้ ต้องห้อย "เหรียญรุ่นแรก ปี 2460" และ "พระพุทธชินราช" ของท่านกันทั้งนั้น

ชื่อ "วัดสามจีน" อาจไม่คุ้นหูคนยุคใหม่ เพราะชื่อเป็นทางการคือ "วัดไตรมิตรวิทยาราม" ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับชีวิตของหลวงพ่อโมมาตั้งแต่ท่านยังเป็นฆราวาส และปัจจุบันวัดนี้เป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วโลก ชาวต่างชาติต่างติดอกติดใจในความงามของ "หลวงพ่อทองคำ" ซึ่งถูกบันทึกไว้ใน "กินเนสส์บุ๊ก" ว่าเป็นพระพุทธรูปทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีประวัติความเป็นมาน่าสนใจมาก


หลวง พ่อโม หรือนามสมณศักดิ์ว่า "พระครูวิริยกิจการี" เป็นลูกชาวจีนแท้ๆ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 5 ปีพ.ศ.2406 โยมบิดาชื่อ ลิ้ม โยมมารดาชื่อ กิมเฮียง แซ่ฉั่ว เดิมมีอาชีพค้าขายเป็นหลักอยู่ในย่านตลาดน้อย พอเข้าวัยการศึกษาบิดามารดาได้ส่งให้มาเล่าเรียนที่สำนักวัดสามจีน จนสามารถอ่านออกเขียนได้คล่องแคล่ว

พออายุครบ 20 ปีได้เข้าบรรพชาอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดสามจีน ในระหว่างปี พ.ศ.2426 โดยมี พระปรากรมมุนี (เปลี่ยน) เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์สิงห์ วัดหัวลำโพง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระอาจารย์แย้ม วัดสามจีน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "ธัมมสาโร"


เมื่อ บวชแล้วได้อยู่จำพรรษาที่วัดสามจีน ศึกษาพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ด้วยความที่ท่านมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ไม่ว่าจะศึกษาวิชาการใดๆ ก็จดจำได้อย่างแม่นยำ จนเป็นที่รักใคร่ของครูบาอาจารย์

ในด้านวิปัสสนากรรมฐาน ท่านมีความสนใจเป็นอย่างยิ่ง กล่าวกันว่าแทบทุกวันท่านจะเดินไปที่วัดปทุมคงคาเป็นประจำ เพื่อถ่ายทอดวิชาอาคม และวิปัสสนากับพระปรากรมมุนี (เปลี่ยน) พระอุปัชฌาย์ ซึ่งสมัยนั้นได้รับการกล่าวขวัญว่ามีวิชาอาคมเข้มขลังยิ่งนัก ลูกศิษย์ลูกหามากมายให้ความเคารพนับถือ

กล่าวกันว่า แต่ละวันจะมีประชาชนจากหลายสถานที่มาให้ท่านลงกระหม่อมด้วย "ขมิ้นชัน" ใครก็ตามหากท่านลงอักขระยันต์ที่กระหม่อม เมื่อเสียชีวิตที่กะโหลกศีรษะจะปรากฏอักขระยันต์ติดอยู่ เผาอย่างไรก็ไม่ไหม้

ต้องนิมนต์ท่านมาถอนให้จึงจะเผาไหม้

ต่อ มาทางคณะสงฆ์ได้แต่งตั้งให้ "พระปรากรมมุนี" ไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ หรือวัดใหญ่ จ.พิษณุโลก "หลวงพ่อโม" จึงได้ติดตามไปอยู่ด้วยเป็นเวลาหลายปี และหลังจากพระปรากรมมุนีได้บูรณปฏิสังขรณ์วัดใหญ่จนเป็นระเบียบเรียบร้อย ทางคณะสงฆ์จึงได้แต่งตั้งให้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส (วัดรั้วเหล็ก) ฝั่งธนบุรี ส่วนหลวงพ่อโมได้กลับมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสามจีน ซึ่งเป็นถิ่นฐานเดิมของท่านสืบต่อมาจนถึงบั้นปลายชีวิต

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-03-04 06:13:49


ความเห็นที่ 12 (1408426)


เปิดประวัติ"หลวงพ่อมุม"(1) เกจิขลัง-เหรียญดังยิงไม่ออก


คอลัมน์ มุมพระเก่า
อภิญญา

ศรีสะเกษ เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคอีสานตอนล่างที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน เคยเป็นชุมชนที่มีอารยธรรมรุ่งเรืองมานับพันปี นับตั้งแต่สมัยขอมเรืองอำนาจ และมีชนเผ่าต่างๆ อพยพมาตั้งรกรากในบริเวณนี้ ได้แก่ พวกส่วย ลาว เขมร และเยอ

ศรีสะเกษเดิมเรียกกันว่า "เมืองขุขันธ์" เมืองเก่าตั้งอยู่ที่บริเวณบ้านปราสาทสี่เหลี่ยมดงลำดวน ตำบลดวนใหญ่ อำเภอวังหิน ในปัจจุบันได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นเมืองเมื่อปีพ.ศ.2302 สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยมีหลวงแก้วสุวรรณซึ่งได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยาไกรภักดีเป็นเจ้าเมืองคน แรก ถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านเมืองเก่า ต.เมืองเหนือ อ.เมืองศรีสะเกษ ในปัจจุบัน แต่ยังคงใช้ชื่อว่าเมืองขุขันธ์จนถึงปีพ.ศ.2481 จึงเปลี่ยนเป็น "จังหวัดศรีสะเกษ"

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของ จังหวัดนี้ นอกจากวัดวาเก่าแก่แล้ว ยังเต็มไปด้วยปราสาทที่สวยงามหลายแห่ง เช่น ปราสาทพระวิหาร ที่กลายเป็นข่าวเด่นประเด็นร้อน


ส่วน พระสงฆ์ที่ได้ชื่อว่าเป็นเกจิอาจารย์ดังของศรีสะเกษในอดีตนั้น มีอยู่หลายท่านด้วยกัน อันดับหนึ่งคือหลวงพ่อฉิม ธัมมรัตโน วัดทุ่งไชย เจ้าของเหรียญเก่าราคาแพง ปี 2482 รองลงมาคือ หลวงพ่อศรี ฐิตธัมโม วัดหลวงสุมังคลาราม มีเหรียญดังสร้างปี 2484 ทรงหยดน้ำหรือทรงพัดยศ ชาวบ้านเรียกว่า "หลวงพ่อศรีผีย่าน"

ไล่เรียงลงมาอีกยุคหนึ่งก็มี หลวงพ่อมุม อินทปัญโญ อดีตเจ้าอาวาสวัดปราสาทเยอเหนือ พระเกจิอาคมขลังที่มีเหรียญและพระเครื่องศักดิ์สิทธิ์มาก มีอภินิหารในด้านต่างๆ เป็นที่นับถือยกย่องของชาวบ้านมาช้านาน และเป็นหนึ่งในจำนวนพระเกจิอาจารย์นับพันที่ร่วมปลุกเสกและจารแผ่นโลหะในการ สร้างพระเครื่องของวัดกัลยาณ์ เมื่อปีพ.ศ.2497

"วัดปราสาทเยอ" ตั้งอยู่ในกิ่งอ.ไพรบึง มีด้วยกัน 2 วัดคือ วัดเหนือและวัดใต้ อายุประมาณ 200 กว่าปี สร้างขึ้นโดยชาวบ้านที่นับถือศาสนาพุทธซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเยอที่ได้รับ อารยธรรมทางขอมมา ดังนั้น สิ่งก่อสร้างในวัดจึงคล้ายคลึงศิลปะแบบขอมโบราณผสมสมัยใหม่ วัดมีความเจริญมากในสมัยที่หลวงพ่อมุมปกครองดูแล เพราะศรัทธาในวัตรปฏิบัติที่เรียบง่าย มักน้อย สันโดษ พูดน้อย แต่มีเมตตาสูงมาก

แม้ว่าการเดินทางไปวัดปราสาทเยอเหนือจะยากลำบากเพียงใด แต่ผู้คนต่างไม่หวั่นไหวหวาดกลัว เพราะรู้ว่าท่านสามารถช่วยปัดเป่าทุกข์โศกโรคภัยได้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ ในสมัยที่สหรัฐมาตั้งฐานทัพแถบอีสานใต้ กิตติศัพท์ของท่านร่ำลือไปถึงหมู่ทหารจีไอ จนต้องเดินทางมาฝากตัวเป็นศิษย์และรับวัตถุมงคลจากท่านไปคุ้มครองป้องกันภัย โดยต่างเรียกท่านว่า "Dad" และในคอส่วนใหญ่ห้อยเหรียญของท่าน

ท่าน เกิดในตระกูล "บุญโญ" ตรงกับวันพฤหัสบดีขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ปีพ.ศ.2429 บิดามารดาเป็นชาวนาชาวไร่ ชีวิตวัยเด็กคลุกคลีอยู่ที่วัดเป็นส่วนใหญ่ โดยได้เรียนหนังสือไทย ขอมไทย ขอมลาว และเขมรกับพระอาจารย์พิมพ์ จนอายุ 12 ขวบ จึงบรรพชาเป็นสามเณร ได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนหนังสือ สวดมนต์จนคล่อง ทั้งเช้าและเย็นต้องทำวัตรไม่ขาด เป็นสามเณรที่ขยันมาก ไม่เคยถูกดุด่าว่ากล่าวแม้แต่ครั้งเดียว

พออายุครบ 20 ปี ได้บวชเป็นพระที่วัดปราสาทเยอเหนือ ได้ฉายาว่า "อินทปัญโญ" โดยมีหลวงพ่อปริม เป็นพระอุปัชฌาย์ ซึ่งท่านมีความรอบรู้เชี่ยวชาญในพระคัมภีร์ทั้งทางด้านกรรมฐานภาวนาและคาถา อาคมขลังทางลงเลขยันต์ ลงนะต่างๆ โดยวิชาเหล่านี้ท่านได้รับการถ่ายทอดไว้จนหมดสิ้น จากนั้นได้ออกธุดงค์ไปปฏิบัติธรรมภาวนาตามสถานที่ต่างๆ เริ่มจากเมืองขุขันธ์เรื่อยไปจนถึง จ.ปราจีนบุรี เข้าฝากตัวกับพระอุปัชฌาย์โท วัดโคกมอญ และอยู่ช่วยก่อ สร้างศาลาการเปรียญจนสำเร็จใช้เวลาที่อยู่วัดนี้ 3 ปี
แล้วเดินทางกลับวัดปราสาทเยอ

เปิดประวัติ'หลวงพ่อมุม'(จบ) เกจิขลัง-เหรียญดังยิงไม่ออก

คอลัมน์ มุมพระเก่า
อภิญญา

2ปีต่อมา "หลวงพ่อมุม อินทปัญโญ" อดีตเจ้าอาวาสวัดปราสาทเยอเหนือ จ.ศรีสะเกษ จึงออกธุดงค์ไปทางเมืองลังเก จ.พระตะบอง ฝากตัวเป็นศิษย์เรียนวิชากับพระมหาบัวทอง พระสงฆ์ชาวเขมร และติดตามเข้าไปจนถึงเมืองพนมเปญ ก่อนจะผ่านมาทางกบินทร์บุรีข้ามภูเขาสองพี่น้องอันเป็นทิวเขาดงพญาไฟ (ปัจจุบันคือดงพญาเย็น) จนกระทั่งมาถึงบ้านหวาย อยู่ศึกษาวิชาอาคมกับ "หลวงพ่อโฮม" ซึ่งเก่งทางว่านยาสมุนไพร แก้อาถรรพณ์ แก้คุณไสยต่างๆ

ต่อ จากนั้น จึงเดินทางไปยังจ.สระบุรีเพื่อกราบสักการะรอยพระพุทธบาท พระพุทธฉาย แล้วล่องมาจนถึงจ.พระนครศรีอยุธยา เข้าจำพรรษาอยู่หลายวัด แล้วต่อไปยังจ.สุพรรณบุรี เข้าสู่อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี ผ่านไปทาง จ.เพชร บูรณ์ เข้าจ.เลย เมืองลานช้าง เวียงจันทน์ ท่าแขก สุวรรณเขต และนครจำปาศักดิ์ เพื่อไปหา "สมเด็จลุน"

แต่ต้องผิดหวัง เพราะสมเด็จลุนเดินทางไป จ.อุบลราชธานี แต่ท่านก็ได้ตามไปจนพบและฝากตัวเป็นศิษย์ติดตามเข้าไปถึงนครจำปาศักดิ์ ได้ศึกษาหาความรู้ทางอาคมขลัง เลขยันต์ต่างๆ ก่อนจะกลับเข้ามาหาพระอาจารย์ดีๆ ในตัวเมืองอุบลระยะหนึ่ง แล้วเดินทางไปยังเมืองขุขันธ์กลับไปวัดปราสาทเยอ


ขณะ ที่ท่านอยู่วัดนั้นสิ่งที่ปฏิบัติเป็นนิจคือการเดินจงกรม ปฏิบัติกรรมฐานภาวนาและทบทวนวิชาต่างๆ ในยามว่างจากผู้คน พระยาขุขันธ์ได้นำเอาคัมภีร์สมุดข่อยไปถวาย ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่บรรจุวิชาอาคมไสยศาสตร์, โหราศาสตร์ และตำราต่างๆ ไว้อย่างครบถ้วน โดยพระยาขุขันธ์ได้มาจากใต้ฐานพระพุทธรูปในเมืองพิษณุโลก คาดว่าเป็นของสมเด็จเจ้าพระฝาง

ปีพ.ศ.2464 หม่อมหลวงช่วง ทำงานอยู่กระทรวงธรรมการไปตรวจราชการที่เมืองขุขันธ์ เห็นว่าการศึกษาที่นั่นยังด้อยอยู่มาก ประชาชนส่วนมากยังขาดการศึกษา จึงเดินทางไปนิมนต์ให้ท่านช่วยสอนหนังสือพระ โดยท่านได้สอนอยู่นานถึง 15 ปี เมื่อหลวงพ่อปริม มรณภาพท่านจึงได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสสืบแทนตั้งแต่ปีพ.ศ.2492 ทำให้ต้องหยุดสอนหนังสือเพราะมีภาระธุระทางงานพระศาสนามากขึ้น และเป็นช่วงที่มีพระสงฆ์ที่มีความรู้หลายองค์สามารถเป็นครูสอนแทนได้ ปีพ.ศ.2494 เป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ.2499 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูที่ "พระครูประสาธน์ขันธคุณ" ก่อนจะเลื่อนเป็นชั้นตรี, ชั้นโท และชั้นเอกในราชทินนามเดิมตามลำดับ

ท่านเป็นพระที่มีวิสัยทัศน์ กว้างไกล ได้ให้การสนับสนุนด้านการบริหารและการเงินแก่โรงเรียนต่างๆ ตลอดมา ด้วยคุณงามความดีในปี พ.ศ. 2515 จึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ มาถวายพระกฐินต้นที่วัด และทรงสร้างศาลา ภปร.ถวายแก่หลวงพ่อมุมด้วย ซึ่งนับว่าเป็นวัดแรกของภาคอีสาน

"หลวงพ่อมุม" มรณภาพเมื่อปี พ.ศ.2522 สิริอายุได้ 93 ปี พรรษา 73 พระเครื่องที่ท่านสร้างและปลุกเสกไว้จะทำตามพิธีกรรมแบบเขมรโบราณ ประเภทเหรียญจะมีมากที่สุด รุ่นแรกสร้างปีพ.ศ.2507 มี 2 บล็อกคือพิมพ์ส.หางยาว (นิยม) และ ส.หางสั้น ท่านจะลงเหล็กจารด้วยลายมือทั้งหมด, รุ่น 2 ปี 2508, เหรียญรูปไข่ ปี 2509, เหรียญเม็ดแตง-เหรียญเสมา ปี 2509, เหรียญรูปอาร์ม ปี 2515, เหรียญนักกล้าม ปี 2517, เหรียญพิมพ์เตารีด, เหรียญปาป้ามุม สร้างปี 2516 โดยหน่วยทหารนาวิกโยธินสหรัฐ รุ่นนี้ดังมากพอปลุกเสกเสร็จก็ทดลองยิงกันเลย ปรากฏว่ายิงไม่ออก, เหรียญทรงตาลปัตร ปี 2514 ส่วนพระผงมีหลายพิมพ์ ที่นิยมมี 3 พิมพ์คือ สมเด็จลายเสือ, สมเด็จสามชั้น และสมเด็จหลังรูปเหมือน ปี 2516 พระปิดตามีรุ่นเดียวสร้างปี 2517 นอกจากนี้ ยังมีรูปหล่อปั๊มคอตึง, แหวนรูปเหมือน 4 รุ่น, เครื่องรางของขลังเช่น ตะกรุดโทน ตะกรุดเมตตา ผ้ายันต์ สีผึ้ง ลูกอม ฯลฯ

พระเครื่องของ ท่านแม้ว่าจะมีราคาไม่สูง แต่ด้านอิทธิคุณแล้ว ลูกศิษย์ลูกหาบอกว่าดีทั้งทางเมตตามหานิยม และแคล้วคลาดคง กระพัน โดยเฉพาะคนศรีสะเกษต่างเชื่อมั่น กันมากเนื่องจากได้รับประสบการณ์กันนับไม่ถ้วน

ทั้งนี้ พระเครื่องของท่านมีข้อห้ามเฉพาะคือ 1.ห้ามลอดไม้ค้ำต้นกล้วย 2.ห้ามใช้มือทั้งสองกอบน้ำในบึง หนอง คลอง ที่ตนลงเล่นมาดื่มกิน

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-03-02 06:36:31


ความเห็นที่ 11 (1408325)

พระพุทธรูปเก่า-ใหม่

พันธุ์แท้พระเครื่อง

ราม วัชรประดิษฐ์

ปัจจุบัน วงการนักนิยมสะสมพระบูชาพระเครื่องขยายวงกว้างยิ่งขึ้น มีผู้ให้ความสนใจศึกษาและมุ่งหวังที่จะเข้าสู่วงการเพิ่มมากขึ้นด้วย แต่ถามว่าบุคคลเหล่านั้นจะเข้าใจในสิ่งที่ได้ศึกษามาอย่างถ่องแท้หรือไม่ สามารถมาขับเคี่ยวกับเสือ สิงห์ นักเล่นมืออาชีพในวงการได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความบากบั่นและมุ่งมั่นของแต่ละบุคคล "การพิจารณาพระพุทธรูป" ก็เป็นหนึ่งในหลักวิชาการที่ต้องเรียนรู้และฝึกฝน จึงขอนำหลักการเบื้องต้นในการศึกษา "พระพุทธรูปเนื้อสัมฤทธิ์" ว่าความเก่า-ใหม่นั้นดูอย่างไร

มาทำความเข้าใจคำว่า "เนื้อสัมฤทธิ์" กันก่อน คำว่า "สัมฤทธิ์" คือการนำโลหะต่างๆ มาผสมกัน อาทิ ทองคำ เงิน นาก ทองเหลือง ทองแดง ดีบุก ตะกั่ว ฯลฯ สำหรับพระพุทธรูปเนื้อสัมฤทธิ์มักนิยมใช้ส่วนผสมของโลหะ ดังนี้

- ผสมโลหะ 5 ชนิด คือ ดีบุก 1 บาท ปรอท 2 บาท ทองแดง 3 บาท เงิน 4 บาท และทองคำ 5 บาท เรียก "ปัญจโลหะ"


- ผสมโลหะ 7 ชนิด คือ ดีบุก 1 สังกะสี 2 เหล็กละลายตัว 3 ปรอท 4 ทองแดง 5 เงิน 6 และทองคำ 7 เรียก "สัตตโลหะ"

- ผสมโลหะ 9 ชนิด คือ ชิน 1 เจ้าน้ำเงิน 2 เหล็กละลายตัว 3 บริสุทธิ์ 4 ปรอท 5 สังกะสี 6 ทองแดง 7 เงิน 8 และทองคำ 9 เรียก "นวโลหะ"

ศึกษา เกี่ยวกับโลหะต่างๆ ที่นำมาผสมรวมกัน ซึ่งจะมีคุณสมบัติเฉพาะในแต่ละตัว เช่น ทองคำ เมื่อนำมาผสมกับโลหธาตุอื่นก็จะเกิดความมันใสขึ้น เจ้าน้ำเงิน จะทำให้ผิวกลับดำ มองเห็นความเก่าชัดเจน เป็นต้น หรือบางครั้งเมื่อผสมกันแล้วโลหธาตุจะเปลี่ยนไป เช่น เมื่อนำทองแดงมาผสมกับสังกะสีก็จะกลายเป็นทองเหลือง ทั้งนี้ทั้งนั้น การนำเอาโลหะต่างๆ ที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัวมาผสมรวมกันก็จะปรากฏเอกลักษณ์เฉพาะขึ้นมาสำหรับ เนื้อสัมฤทธิ์นั้นๆ

พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ที่พบเห็นกันโดยส่วนใหญ่ มีอาทิ

- เนื้อสัมฤทธิ์ดำ เป็นส่วนผสมที่มีโลหะเงินมาก

- เนื้อสัมฤทธิ์เขียว มีส่วนผสมของทองเหลืองมาก

- เนื้อสัมฤทธิ์แดงน้ำตาลไหม้ มีส่วนผสมของทองแดงมาก

และทั้งหมดนี้ถ้าได้ผสมโลหะทองคำเข้าไปด้วย ก็จะทำให้เนื้อสัมฤทธิ์ดังกล่าวมันวาวและสวยงามยิ่งขึ้น

เมื่อ ทราบถึงลักษณะการผสมและคุณ สมบัติเฉพาะที่จะมีส่วนปรากฏบนพื้นผิวองค์พระแล้ว ก็มาเข้าสู่หลักการพิจารณาความเก่า - ใหม่เบื้องต้น ดังนี้

1. สังเกตพุทธศิลปะตามที่ได้ศึกษามาว่าอยู่ในสมัยใดเป็นอันดับแรก ทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี เชียงแสน สุโขทัย หรืออยุธยา จากนั้นดูความประณีตงดงามว่าเป็นฝีมือช่างหลวงหรือช่างราษฎร์

2. พระเก่าหรือโลหะเก่าแท้ จะต้องมีคราบ มีสนิม ความสึกกร่อน รอยชำรุด รูสนิมขุม ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติ สนิมจะเกิดจากด้านในออกมาด้านนอก ปากสนิมจะเล็ก การกัดกินจะไม่สม่ำเสมอ แต่ถ้าพระใหม่จะใช้น้ำกรดสาด ลักษณะสนิมปากนอกจะกว้าง และความขรุขระสม่ำเสมอ

3. พระเก่าเมื่อสัมผัสจะไม่มีขอบคม ไม่เหมือนพระใหม่

4. พระเก่าผิวเนื้อจะเข้ม มันใส และแห้งเนียน ในภาษาวงการพระเรียก "มีความซึ้งตาซึ้งใจ" ไม่กระด้างเหมือนพระใหม่

5. พระเก่าที่มีอายุยาวนาน เมื่อเคาะที่ฐานจะมีเสียงแปะๆ ส่วนพระใหม่เสียงจะกังวาน

6. ดินหุ่นด้านในใต้ฐานองค์พระของพระเก่าจะค่อนข้างหนาและแข็ง เอามือสัมผัสแทบไม่หลุดติดมือมาเลย

7. เม็ดพระศกของพระเก่าจะเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง เบี้ยวบ้าง แตกต่างกันเล็กน้อย แต่พระใหม่จะเป็นระเบียบ

8. พระปางลีลาเก่ามักมีปัญหาการซ่อมตรงข้อเท้าแต่ก็แสดงว่าเก่า

แต่ อย่างไรก็ตาม ถ้าต้องการเข้าสู่วงการนักสะสมจริงๆ ท่านต้องหมั่นค้นคว้าศึกษา ได้เห็นของแท้บ่อยๆ ให้เกิดความชินตา หาผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญที่ไว้วางใจได้สักคนที่จะให้คำแนะนำที่ถูกต้อง และที่สำคัญต้องกล้าเสี่ยงที่จะลองผิดลองถูกครับผม

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-03-01 06:13:41


ความเห็นที่ 10 (1408191)

หลวงปู่บัวพา ปัญญาภาโส สืบสายธรรม"หลวงปู่เสาร์"

คอลัมน์ อริยะโลกที่6

พระ สายปฏิบัติ หรือสายพระป่าส่วนใหญ่เป็นศิษย์ "หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล" และ "หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต" แทบทั้งสิ้น ล่าสุดศิษย์ของท่านก็ละสังขารไปอีกรูป นั่นก็คือ "พระธรรมวิสุทธิมงคล" หรือ "หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน" วัดป่าบ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี

หากย้อนหลังกลับไปเมื่อ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2536 ครั้งนั้นก็ถือเป็นวาระแห่งความสูญเสียของชาวพุทธศาสนิกหนองคายและชาวไทย ทั่วประเทศ "พระ ครูปัญญาวิสุทธิ์" หรือ "หลวงปู่บัวพา ปัญญาภาโส" วัดป่าพระสถิตย์ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย พระเถระที่เป็นเสมือนหลักชัยแห่งศรัทธาของชาวหนอง คาย ได้ละสังขารด้วยอาการสงบ สิริอายุ 81 พรรษา 61 ยังความอาลัยให้กับบรรดาลูกศิษย์ลูกหาเป็นอย่างยิ่ง

อัตโนประวัติ มีนามเดิมว่า บัวพา แสงศรี เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม 2454 ณ ที่บ้านบึงแก อ.มหาชนะชัย จ.อุบลราชธานี (ปัจจุบันเป็นจังหวัดยโสธร) โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายหยาด และนางทองสา แสงศรี ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา

ในเวลาต่อมา โยมบิดามารดาของท่านได้อพยพไปตั้งหลักแหล่งใหม่ที่บ้านกุดกุง ต.สงเปลือย อ.คำเขื่อน แก้ว จ.ยโสธร

อุปนิสัย ของ ด.ช.บัวพา เป็นคนพูดน้อย มีความเคารพนอบน้อมเชื่อฟังผู้ใหญ่ เป็นคนว่าง่ายสอนง่าย ไม่ชอบทำบาป มีจิตใจใฝ่บุญกุศลตั้งแต่เป็นเด็กตลอดมา

ครั้น พออายุครบบวช บิดามารดามีความปรารถนาอยากจะให้ท่านบวชก่อนจะมีครอบครัว บังเอิญในปีนั้นนายเทพ ลูกชายของน้องสาวโยมพ่อ (โยมแตงอ่อน) ได้ถึงแก่กรรม ลุงได้ขอร้องให้ท่านช่วยบวชอุทิศส่วนกุศลให้แก่นายเทพ ซึ่งเป็นลูกชายของโยมแตงอ่อน

พ่อคำมี แสงศรี จึงเป็นเจ้าภาพจัดกองบวชให้ และท่านได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อปี พ.ศ.2475 ณ สีมาน้ำวัดบ้านกุดกุง อ.คำเขื่อนแก้ว จ.อุบลราชธานี โดยมีพระอาจารย์มอน เป็นพระอุปัชฌาย์ บวชฝ่ายมหานิกาย

ในพรรษาแรก อยู่จำพรรษาที่วัดบ้านกุดกุง วัดบ้านกุดกุงนั้นเป็นวัดอยู่นอกบ้าน ห่างบ้านพอประมาณ ท่านฉันมื้อเดียว และฝึกหัดภาวนาอยู่ตามลำพังแต่องค์เดียวมิได้ขาดเพราะเป็นวัดบ้าน การทำสมาธิภาวนาไม่ค่อยมีใครเขาทำกัน ท่านก็คิดทำของท่านเอง

มีอยู่ วันหนึ่ง ท่านระลึกถึงเมื่อสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้อยู่ที่ใต้ต้นศรีมหา โพธิ พอดีภายในวัดบ้านกุดกุง มีต้นโพธิ์อยู่ต้นหนึ่ง ท่านจึงไปนั่งสมาธิที่โคนต้นพระศรีมหาโพธิ

ในคืนวันนั้น ท่านรอให้เสียงผู้คนเงียบสงัดเสียก่อน จึงค่อยไปนั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นโพธิ์โดยไม่มีใครรู้ พอไปถึงท่านกราบลง 3 ครั้ง แล้วนั่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก บริกรรม "พุทโธ" อยู่องค์เดียว ใช้เวลาภาวนาอยู่ไม่นานนัก จิตก็รวมสงบลงอย่างแน่วแน่ ท่านได้พบความสุขอยู่อย่างสุดซึ้งที่ใต้ต้นโพธิ์นั้นเอง นั่งสมาธิอยู่เกือบสว่าง พอได้ยินเสียงผู้คนออกไปตักน้ำที่กุดกุงตอนใกล้รุ่ง ท่านจึงเข้ามาทำข้อวัตรต่อที่กุฏิของท่าน

ครั้งหนึ่ง ท่านไปเมืองสกลนคร ได้เข้ากราบนมัส การองค์หลวงปู่เสาร์ ที่วัดป่าสุทธาวาส มอบกายถวายชีวิตต่อองค์หลวงปู่เสาร์ ฝากตัวเป็นลูกศิษย์ขององค์ท่าน องค์ท่านก็เมตตารับไว้

แต่ตอนนั้นองค์หลวงปู่บัวพา ยังเป็นพระมหานิกายอยู่ จึงไปญัตติใหม่ เป็นพระสายธรรมยุต เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2478 ณ พัทธสีมาวัดศรีเทพประดิษฐาราม อ.เมือง จ.นครพนม โดยมีพระครูสารภาณมุนี (หลวงปู่จันทร์ เขมิโย) เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระมหาพรมมา โชติโก เป็นพระกรรมวาจาจารย์

หลังจากได้ญัตติกรรม เป็นพระธรรมยุตแล้ว ได้เดินทางกลับมาวัดป่าสุทธาวาส อยู่กับหลวงปู่เสาร์ ได้รับใช้ครูบาอาจารย์ และได้ช่วยหมู่คณะอย่างเต็มที่

หลวงปู่บัวพา เป็นพระเถรผู้มีอุปนิสัยพูดน้อย มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ได้บำเพ็ญสมณธรรม ปฏิบัติศาสนกิจ อบรมสั่งสอนสานุศิษย์ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ให้ยึดมั่นในพระรัตนตรัย และสำเหนียกในไตรสิกขา อันเป็นแนวทางแห่งอริยมรรค

"คนเราควรใช้สติ ปัญญา ใช้ปัญญาเป็นกล้องส่องใจ จะได้รู้ว่าสภาพที่แท้จริงของจิตเป็นอย่างไร" คำกล่าวบรรยายธรรมของ "หลวงปู่บัวพา" พระวิปัสสนาจารย์สายอีสาน

ประสบการณ์ทางธรรมที่หลวง ปู่สั่งสมมา ล้วน ถูกถ่ายทอดสู่บรรดาศิษย์ให้ประพฤติปฏิบัติตาม เพื่อหนทางแห่งมรรคผลนิพพาน ด้วยความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-02-27 21:46:44


ความเห็นที่ 9 (1407069)

สนามพระ 13/02/54

Pic_148485

พระสมเด็จบางขุนพรหม พิมพ์ใหญ่ สองคลอง ของ พล.ต.ต.จิตติ รอดบางยาง.

เพราะ เราได้เจอกันอาทิตย์ละวันเดียว (ก็พอแร้ว) ทีม สนามพระวิภาวดี ไทยรัฐ จึงขอเวลคัม วันมาฆบูชา 18 ก.พ. ตั้งแต่วันนี้ โดยนิมนต์ พระเครื่อง อันมีรูป องค์พระปฏิมา    ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สากลหมายถึง องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ.....

พระคุณอัน ประเสริฐ นั้นก็คือ สัจธรรม ที่ ตรัสรู้ เมื่อ 3 พันปีก่อน ว่า ทุกชีวิตในโลก ต้องมี เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีใครหลีกพ้น.....

เพราะ จากความจริงข้อนี้ ได้ทำให้ มนุษย์ ประเภทบัวพ้นน้ำ จำนวนมหาศาล ได้คิด มีสติ ว่า ในเมื่อไม่สามารถอยู่ค้ำฟ้ายามที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ควรจะประกอบกรรมดี ละเว้นความชั่ว--ซึ่งทำให้โลกนี้มีแต่ความสงบสุข.....

ชาว พุทธ จึงนิยมจัดสร้าง พระเครื่อง ไว้เป็นสิ่งบูชา จนต่อมา ทำให้เกิดการสะสมเสาะหา พระเครื่อง กัน  จน สนามพระวิภาวดี ต้องมาเปิดเวที รายงานความเคลื่อนไหววงการพระกันอยู่เนี่ย.....

เริ่มด้วย องค์ใหม่สุด ที่ค้นพบโดย พล.ต.ต.จิตติ รอดบางยาง.....

พระ พบใหม่ ยังไม่เด็ดเท่า สวยระดับ ท็อปเท็น และเป็น พระสองคลอง โดย พิมพ์ทรงและเนื้อพระ เป็น วัดระฆังฯ ชัดเจน แต่ที่ต้องโอนเป็น พระสองคลอง เพราะมี คราบกรุ เต็มตาทั้งหน้าหลัง.....

ดีที่คนพบ รู้คุณค่าพระสมเด็จฯ เห็นความสำคัญของสภาพพระแบบเดิมๆ จึงไม่ยอม ลอกคราบกรุ ขายเป็น วัดระฆังฯ อย่างที่ชอบทํากัน.....

ทำ ให้ วันนี้ หมู่เราชาวพระเครื่อง ได้ชม พระสมเด็จบางขุนพรหม พิมพ์ใหญ่ สวยแซ่บ จึงไม่แปลกใจที่ได้ฟังว่าตั้งราคาไว้ที่ 12 ล้าน.....

พระผงสุพรรณ กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณฯ พิมพ์ หน้าแก่ ของเด่น อยุธยา.

พระผงสุพรรณ กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณฯ พิมพ์ หน้าแก่ ของเด่น อยุธยา.


อันดับสอง คือ พระผงสุพรรณ กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี ที่มีดีทั้งพุทธศิลปะอู่ทองและพุทธคุณรอบด้าน.....

เพราะ เป็นพระพิมพ์เนื้อดินผสมว่าน ที่สร้างไว้โดย พระมหา เถระปิยะทัสสีสารีบุตร พระฤาษีหมายเลข 1 ในยุคนั้น ผู้มีตบะเดชะ วิชาอาคมเข้มขลัง ตามที่มีจารึกบอกไว้ รวมถึงวิธีอาราธนาใช้ ที่ ให้นําองค์พระไป เข้าเครื่องหอม เสกเป่าด้วยพระคาถา "พาหุง"  แล้วนําเครื่องหอมนั้นมาจุนเจิมร่างกาย เพื่อให้มีอานุภาพคุ้มครองป้องกันภัยต่างๆและมีเมตตามหานิยม.....

พระ พิมพ์ตระกูลนี้ พบในสมัย ร.6 เมื่อปี พ.ศ.2456 ขึ้นจากกรุพร้อมเครื่องทองของมีค่าอื่นๆ ส่วน พระพิมพ์ มีรูปแบบแตกต่างกันหลายสิบแบบ เนื้อพระมีทั้งที่เป็น ดินเผา และ เนื้อชินตะกั่ว ในส่วน  พระพิมพ์ผงสุพรรณ ส่วนใหญ่เป็น เนื้อดินเผา ส่วน  เนื้อชิน พบอยู่ในโถที่บรรจุไว้ตรงส่วนยอดของพระเจดีย์ไม่มาก คือ พระสุพรรณยอดโถ .....

องค์ในภาพนี้ของ เสี่ยเด่น อยุธยา เป็น พระพิมพ์หน้าแก่ ที่มีค่านิยมสูงสุด ความสมบูรณ์งดงามขององค์พระจัดเข้าทำเนียบ แชมป์ จุดเด่นอยู่ที่ฟอร์มทรง ซึ่งตัดขอบได้สัดส่วนกับ ความหนา ขององค์พระ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการ กำหนดราคา เพราะ พระหนา ย่อมแข็งแรง กว่าพระองค์บางๆ ที่แตกหักง่าย จึงมีข้อเตือนใจ เวลาซื้อ พระเนื้อดินเนื้อผง ว่า ถ้าเลือกได้ต้อง อย่างหนา ตราช้าง.....

พระปิดตามหายันต์ พิมพ์เศียรบาตร เนื้อสัมฤทธิ์เงิน หลวงพ่อทับ วัดทอง ของพจน์ จินตนาเลิศ.

พระปิดตามหายันต์ พิมพ์เศียรบาตร เนื้อสัมฤทธิ์เงิน หลวงพ่อทับ วัดทอง ของพจน์ จินตนาเลิศ.


ต่อไป เป็น พระปิดตามหายันต์ พิมพ์เศียรบาตร เนื้อสัมฤทธิ์เงิน หลวงพ่อทับ วัดสุวรรณาราม ที่คนรุ่นเก่าขานชื่อติดปากว่า หลวงพ่อทับ วัดทอง ปากคลองบางกอกน้อยธนบุรี ซึ่งเป็น เจ้าตํารับ การสร้าง พระปิดตามหายันต์ เนื้อโลหะผสม ยันต์ยุ่ง.....

ปัจจุบันองค์สวยเด้งพิมพ์หายากๆ ราคา ทะลุหลักล้านไปแบบเนียนๆ และทำให้เซียนสลบ เพราะพอของแท้แพงส์ พระเก๊ ที่สร้างไว้แต่เก่าก่อน  ถูก "มือผี"นําออกมาหลอกตาอีก เซียนขี้ลืมจึงโดนซะ.....

จึงอย่าเชื่อแต่ ความเก่า แล้วเช่าเลย ที่ควร พิด-จะ-ระ-นา คือ พิมพ์ทรง เส้น สายเนื้อโลหะคราบขี้เบ้า อายุความเก่า ต้อง สอดคล้องกัน ตามตําราทุกจุด อย่างองค์ นี้ของ เสี่ยพจน์ จินตนาเลิศ .....

เหรียญหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติฯ รุ่นแรก (ขอเบ็ด) 2469 เนื้อทองแดง ของบอย ท่าพระจันทร์.

เหรียญหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติฯ รุ่นแรก (ขอเบ็ด) 2469 เนื้อทองแดง ของบอย ท่าพระจันทร์.


ต่อไป ขอภูมิใจนำเสนอ เหรียญพระเกจิอาจารย์อันดับ 1 คือ เหรียญหลวงพ่อกลั่น วัด พระญาติการาม อยุธยา รุ่นแรก (ขอเบ็ด) พ.ศ.2469 สร้างออกเป็น เหรียญที่ระลึกให้ผู้บริจาคทรัพย์ปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ เนื้อเหรียญมีทั้ง เนื้อเงินหน้าทองคํา เนื้อเงิน เนื้อทองแดง เนื้อทองแดงกะไหล่ทอง.....

ที่แพร่หลายสุดเป็น เนื้อทองแดง แบบมีกะไหล่ ราคาแพงกว่าไม่มีกะไหล่ แต่ต้องสวยเท่ากัน อย่างเหรียญนี้ของ เสี่ยบอย ท่าพระจันทร์ เป็น เนื้อทองแดง no กะไหล่ แชมป์ตลอดกาล--จนคาดกันว่าจะทะลุ หลักสิบล้าน เป็นเหรียญแรก จ๊าก.....

ตามด้วย เหรียญ พระพุทธ 25 พุทธ-ศตวรรษ เนื้อทองคํา จาก เสี่ยซุป เตาปูน .....

พระ รุ่นนี้ เป็น  พระดีศรีประเทศ ที่ข้าพเจ้าเชียร์ฟรีมาตลอด ให้หาใช้กันมาตั้งแต่ราคาอยู่ แค่ หลักหมื่นปลายๆ เพราะเป็นพระดีพิธีใหญ่ ที่มีอานุภาพ จน พล.ต.อ. เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ยังเคยกว้าน เนื้อชิน เนื้อดิน นับร้อยองค์ ไปแจกลูกน้องชายแดนภาคใต้ ส่วน เนื้อทองคำ สวยกริ๊บ แบบองค์นี้ ปัจจุบันราคา เป็นล้าน จึงโดนพวกเจ้าสัวเก็บเรียบ.....

พระปรกใบมะขาม (ทองคํา) 2517 หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ระยอง จากพีท มรดกไทย.

พระปรกใบมะขาม (ทองคํา) 2517 หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ระยอง จากพีท มรดกไทย.


อีกเหรียญคือ ปรกใบมะขาม (ทองคํา) รุ่นปี 2517 หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ระยอง ที่สร้างพระเครื่องของขลังไว้ให้นักนิยมพระได้เล่นหากันอย่าง ร้อนแรง.....

ทุกรุ่น ที่สร้างทันชีวิตท่าน ล้วนเป็นที่ต้องการของตลาดในราคา หลักพันจนถึงหลักล้าน ยิ่งเป็นชนิด เนื้อทองคํา สร้างพิเศษแบบเหรียญนี้ของ เสี่ยพีท มรดกไทย เขาว่า เรียกราคาได้ตามความพอใจ.....

ไปดูพระพิธี ดีๆ ใน สนามพระใหม่ ซึ่งตอนนี้เป็น ตลาดใหญ่ มาก เพราะ พระเก่า มีแต่ เศรษฐีเท่านั้นที่เล่นกันได้ ทั้ง รวยมาก -รวยหน่อย-รวยน้อย เช่าพระ หลักหมื่นถึงหลักหลายล้าน ได้ คาดว่ามีแค่ หลักหมื่นคน แต่ คนเล่นพระใหม่ ซื้อพระ หลักร้อยหลักพัน มีเป็นล้าน ไม่เชื่อไปดูได้ใน งานประกวดพระ มี คนเล่นพระใหม่วันนี้ (หวัง) แพงวันหน้า ซะมากกว่า.....

วันนี้ มีมาหลากหลายสำนัก รับ วันมาฆบูชา รายการแรก คือ พระสมเด็จพิมพ์ใหญ่เฉลิมพระเกียรติ ภปร. โดยพระบรมราชานุญาต พระจัดสร้างรูปแบบเดียว แต่มี 3 เนื้อผงพุทธคุณ คือ เนื้อผงผสมไพลิน เนื้อผงผสมทับทิม และ เนื้อผงผสมบุษราคัม อย่างองค์นี้.....

เชื่อ ว่า บุษราคัม เกิดจากเนื้อของท้าวมหาพลาสูร ซึ่งเทพเทวดานำไปประดิษฐานที่เมืองลังกา เป็นอัญมณีที่มีสีสันเหมือนน้ำขมิ้นและสีดอกตะแบกซึ่งมีมหานิยม.....

ในสมัยโบราณ ฮ่องเต้ถือว่า สีเหลืองเป็นสีมงคล จึงใช้เป็นสีฉลองพระองค์และใช้ บุษราคัม เป็นอัญมณีประจำพระองค์.....

ใน จดหมายเหตุ ร.๕ เสด็จฯประพาสหัวเมืองจันทบุรี 2419 บันทึกว่ามีราษฎรนำพลอยมาถวาย สีต่างๆเนื้อสนิทดีมาก คาดเดาได้ว่าเป็นพลอยบางกะจะ และต้องเป็น พลอยบุษราคัม ตอนเสด็จเข้าตัวเมือง ได้บันทึกไว้ชัดเจนว่าคุณยายญวนแก่คนหนึ่งนำพลอยบุษย์สีดอกยี่โถใส่พานทูล เกล้าฯถวาย คนไทยเรียกกันสั้นๆว่า พลอยบุษย์.....

บุษรา-คัม จึงเป็นพลอยมงคลด้านความจงรักภักดี อัน เป็นอมตะ คนไทยจึงนิยมให้พลอยเผาแก่กันในวันแต่งงาน แสดงถึงความรักที่มั่นคง เหมือนพลอยที่ถูกเผาแทนที่จะเป็นการทำลาย กลับยิ่งสวย .....

นอกจาก เนื้อพระ พระสมเด็จพิมพ์ใหญ่ เฉลิมพระเกียรติ จะผสม ผงบุษราคัม ยังได้รับพระราชทาน ตราสัญลักษณ์ทรงครองราชย์ 60 ปี อีกด้วย จึงเป็นพระที่มีการจัดสร้างดีงามยิ่งใหญ่ ในโอกาสสำคัญของ ในหลวง ที่นักสะสมไม่ควรมองข้าม--บูชาได้ที่ 0-2954-2563, 08-1566-8889 และ 08-6300-2549.....

เหรียญพระพุทธ 25 พุทธศตวรรษ เนื้อทองคํา ของซุป เตาปูน.

เหรียญพระพุทธ 25 พุทธศตวรรษ เนื้อทองคํา ของซุป เตาปูน.

เหรียญพระพุทธนวราชบพิตร  ภปร. วัด ตรีทศเทพฯ เนื้อทองแดง นอก.

เหรียญพระพุทธนวราชบพิตร ภปร. วัด ตรีทศเทพฯ เนื้อทองแดง นอก.


พระใหม่รายการที่ 2 ก็ ไม่ควรมองผ่าน เพราะเป็นการจัดสร้าง โดย พระบรมราชานุญาต เช่นกัน คือ เหรียญพระพุทธนวราชบพิตร ภปร. ของวัดตรีทศเทพฯ ซึ่ง 15 ก.พ.นี้จะมี พิธีพุทธาภิเษก โดยได้รับพระราชทานไฟพระฤกษ์ในการจุดเทียนชัย.....

ตอนนี้ เนื้อทองคำ หมดเกลี้ยง ตามด้วย เนื้อนวโลหะ เพิ่งหมดไป คนที่ไปเข้าคิวจองเลยได้กำไรคุ้มที่ยืนขาแข็งไม่แพ้เข้าคิวซื้อคริส***ครีม ไปขายต่อ--ถ้าไม่รีบไปจอง เนื้อทองแดง นอก ก็อาจจะไม่เหลือ เพราะตอนทำพิธีหลอมทองแดง ปรากฏว่ามวลสารชนวนพระกริ่งวัดตรีฯปี 30 ไม่ละลาย ต้องอัญเชิญพระยันต์ของพระเกจิใส่ลงไป ถึงหลอมได้--สอบถามได้ที่  0-2281-3003  และ 08-9872-2701.....

พระพรหมอุบลบันดาลประทานพร พิธีศาลพระพรหมเอราวัณ.

พระพรหมอุบลบันดาลประทานพร พิธีศาลพระพรหมเอราวัณ.


อีกรุ่นเป็น เทพผู้ยิ่งใหญ่ พระพรหมอุบลบันดาลประทานพร รุ่นดังในรอบ 50 ปี เพราะจะจัดพิธี เทวาภิเษก ที่ ศาลพระพรหมเอราวัณ ในวันที่ 19 ก.พ.นี้.....

การจัดสร้าง พระพรหม เทพแห่งความเมตตา เทพผู้ให้ รุ่นนี้ ยิ่งใหญ่มาก เริ่มด้วยพิธีบูชากาลัดบายศรี โดยพราหมณ์อินเดีย และอัญเชิญพระพิรุณ พระแม่อุมา พระนพเคราะห์ พระลักษมี จากนั้นเจ้าพิธี ราชครูวามเทพมุนี จะทำพิธีเทวาภิเษก บูชาพระพรหม บูชาไฟ 16 ขั้นตอน เพื่ออัญเชิญญาณทิพย์องค์พรหมเทพมารับรู้ ส่วนพิธีเจริญพระพุทธมนต์โดยพระราชาคณะชั้นเทพ.....

สมเด็จพระมหา รัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ จุดเทียนชัย ส่วน พระพิธีธรรม เริ่มด้วยการสวด พระคาถามหาราช หรือ ภาณยักษ์ เพื่อปัดเป่าพื้นที่ให้บริสุทธิ์--พิธีเริ่มตั้งแต่บ่ายโมงจนถึงเที่ยงคืน โดย ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี จะเสด็จเวลา 23.00 น. .....

ผู้ไปร่วมงานและอยู่จนจบพิธีเกือบ   ตีหนึ่ง  จะได้รับแจก พระพรหมอุบลบันดาลประทานพร รุ่นพิเศษ แบบ เนื้อผงว่าน 108 และ เหรียญพระพรหม--สอบถามได้ที่ 0-5559-3236, 08-6111-1172.....

เหรียญหลวงพ่อทวด ประจำตระกูล พิธีใหญ่ วัดห้วยมงคลหัวหิน.

เหรียญหลวงพ่อทวด ประจำตระกูล พิธีใหญ่ วัดห้วยมงคลหัวหิน.


สุดท้ายคือ พระหลวงพ่อทวด ที่มีตำนานสืบทอดกันมานานถึง 400 ปี แล้ว แสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์ที่เป็น อมตะ.....

ข้าพเจ้า ได้ยินมาตลอดว่า พระหลวงพ่อทวด นั้น ไม่ว่าจะ สร้างเก่า สร้างใหม่ ล้วนมี พุทธคุณทาง นิรันตราย เท่ากัน ซึ่ง ต้องเชื่อ เพราะไม่ว่าจะมีการจัดสร้าง พระหลวงพ่อทวด กี่รุ่น ก็ได้รับความเชื่อถือศรัทธาอย่างมากเสมอ รวมทั้งของ วัดห้วยมงคล หัวหิน ซึ่งรูปแบบสวยงามพิธีกรรมยิ่งใหญ่....

จึงทำให้ พระหลวงพ่อทวด วัดห้วยมงคล มีชื่อเสียงรวดเร็ว (มาก) อย่างรุ่น ปาฏิหาริย์ 2549 ที่แย่งกันเช่า หายากแพงไปแล้ว ดูได้จากมี พระเก๊ ออกมาเสริม.....

ล่า สุด พระอาจารย์ไพโรจน์ เจ้าอาวาส ได้จัดสร้าง เหรียญหลวงพ่อทวดพระประจำตระกูล ขึ้น โดยให้ผู้บูชา จารึกชื่อสกุลลงบนแผ่นทองเพื่อบรรจุไว้ใต้ฐานหลวงพ่อทวดองค์ใหญ่ และทำพิธี สวดสะเดาะเคราะห์ ต่อชะตา เสริมบารมี ทุก 27 สิงหาคม ของทุกปี ซึ่งจะทำให้ ดวงชะตา ใต้ฐานพระ มีความร่มเย็นเป็นสุข.....

เหรียญจัดสร้างเป็น เนื้อเงิน ชุบทอง ลงยาพื้นสีแดง โค้ด ร. (ร่ำรวย) และ เนื้อเงินแท้ โค้ด ม. (มงคล) โดยได้แผ่นทองจารอักขระเลขยันต์ จากเจ้าคณะจังหวัดทั่วประเทศ แล้วนำเข้าพิธีปลุกเสกชนวนมวลสาร นำไปจัดสร้าง เหรียญหลวงพ่อทวดประจำตระกูล--บูชาได้ที่วัดห้วยมงคล ศูนย์พระและไปรษณีย์ 0-3257-6187-8 และ 08-7829-2837 รายได้เพื่อสร้างฐานพระพุทธโสธร หน้าตัก 14 เมตร.....

วัตถุมงคลรุ่นไหว้ครู 2554 ครูบากฤษณะ สำนัก สงฆ์เวฬุวัน วังน้ำเขียว.

วัตถุมงคลรุ่นไหว้ครู 2554 ครูบากฤษณะ สำนัก สงฆ์เวฬุวัน วังน้ำเขียว.


อีกรุ่นเป็นแนวพระเกจิ จัดสร้างในพิธีไหว้ครู ประจำปี 2554 ของ ครูบากฤษณะ อินทวัณ 20-21 ก.พ.นี้ โดยมี ท่านมุณีพราหมณ์ (สุพจน์ ฤทธิ์ทา) ร่วมกด องค์นำฤกษ์.....

วัตถุมงคลที่จัดสร้างครั้งนี้เป็น   บล็อกใหม่   "มหาเทพประภัสสรพรหมจำแลงภมร   รุ่งฟ้าดิน" มีเนื้อผงดำ ผงขาว เนื้อน้ำตาล ทั้งแบบฝังพลอย โรยอัญมณี ฝังเหรียญทองเหลือง-เหรียญเงิน พลังจักรวาลกฤษณะ--เปิดบูชาที่สำนักสงฆ์ เวฬุวัน วังน้ำเขียว โคราช ในวันที่ 20-21 ก.พ. หรือสอบถามที่ 08-1976-4454.....

เพื่อย้ำว่า พระหลวงพ่อทวด เป็น นิรันตราย จึงลากันด้วยเรื่อง พระหลวงพ่อทวด จาก เสี่ยภิญโญ ทองเจือ อดีตหนุ่มนักเที่ยวชื่อดัง มาตอนนี้ทิ้งลายกลายเป็นคุณปู่คุณตาของหลานๆไปแล้ว แต่ที่ไม่เปลี่ยนคือ ชอบพระ เสี่ยอ็อด-ภิญโญ จึงมีพระดีๆหลายองค์ ในบรรดานั้นเชื่อถือ พระหลวงพ่อทวด มากเพราะเห็นความศักดิ์สิทธิ์มาแล้ว.....

เพราะพี่สาว พุ่มทอง เทวกุล เผอเรอ กินน้ำก่อนนอน โดยลืมว่าในแก้วใส่เข็มหมุดไว้ 3 เล่ม เข็มก็เลยหลุดเข้าท้องไป.....

พอเข็มครูดปรู๊ดเข้าคอไป คุณพุ่มทอง ก็ตกใจ รีบไปเอกซเรย์ พบว่าเข็มลงไปอยู่ในกระเพาะแล้ว หมอจึงให้ แอดมิดหาวิธีเอาเข็มออก.....

พอ ท่านทวีป ทวีพาณิชย์ อดีตผู้ว่าชื่อดังไปเยี่ยม คุณพุ่มทอง ซึ่งเป็นพี่เมีย กำลังกลัวจะถูกผ่าพุง จึงขอให้ช่วย ผู้ว่าทวีป ไม่รู้จะช่วยยังไง นึกได้ว่ามี พระหลวงพ่อทวด ติดมา จึงอาราธนาทำน้ำมนต์ให้พี่เมียดื่ม เพื่อสร้างความสบายใจ .....

สัก พัก   หมอก็ให้ พยาบาลมาพาไปตรวจว่ามีเลือดออกจากลำไส้ใหญ่หรือเปล่า ปรากฏว่าตอนถ่ายท้อง เข็มก็ติดออกมาด้วยเลยรอดตัวไปไม่ต้องเจ็บตัว.....


ผู้ ว่าทวีป จึงขอเข็ม และเอาไปให้ อาจารย์นอง วัดทรายขาว ปัตตานีเสก และใช้ติดตัวคู่กับ พระหลวงพ่อทวด มาตลอด ซึ่งทำให้อาการเจ็บไข้ได้ป่วยดีขึ้นจริงๆ.....

เสี่ยอ็อด จึงทำตัวเป็นน้องเมียที่ดี กะว่าถ้าไม่ได้เข็ม ซักเล่ม จะเป็น หลวงพ่อทวด ก็ไม่เกี่ยง เจ้าค่ะ อามิตตพุทธ.

 

 

สีกาอ่าง

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-02-15 05:28:58


ความเห็นที่ 8 (1406921)

 
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล วัดบูรพาราม สุรินทร์

คอลัมน์ อริยะโลกที่ 6

พระ สายปฏิบัติ หรือสายพระป่าส่วนใหญ่เป็นศิษย์ "หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต" แทบทั้งสิ้น ล่าสุดศิษย์ของท่านก็ละสังขารไปอีกรูป นั่นก็คือ "พระธรรมวิสุทธิมงคล" หรือ "หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน" วัดป่าบ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี

หากย้อนหลังกลับไป เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2526 ครั้งนั้นก็ถือเป็นวาระแห่งความสูญเสียของชาวพุทธศาสนิกเมืองสุรินทร์และชาว ไทยทั่วประเทศ

เนื่องจาก "พระราชวุฒาจารย์" หรือ "หลวงปู่ดูลย์ อตุโล" วัดบูรพาราม อ.เมือง จ.สุรินทร์ พระวิปัสสนาจารย์สายอีสาน ที่ได้รับความเลื่อมใสศรัทธา จากสาธุชนเป็นอย่างมาก ได้ละสังขารด้วยอาการสงบ สิริอายุ 96 พรรษา 64  ยังความอาลัยให้กับบรรดาลูกศิษย์ลูกหาเป็นอย่างยิ่ง

อัตโนประวัติ หลวงปู่ดูลย์ มีนามเดิมว่า ดุลย์ ดีมาก เกิดเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2430 ตรงกับวันแรม 2 ค่ำ เดือน 11 ที่บ้านปราสาท อ.เมือง จ.สุรินทร์ โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายแดงและนางเงิน ดีมาก มีพี่น้องรวม 5 คน ท่านเป็นคนที่ 2

ในวัยเด็ก การศึกษาเล่าเรียนของท่านอาศัยวัดเป็นสถานศึกษา มีพระในวัดเป็นผู้อบรมสั่งสอน ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับการศึกษาในสมัยนั้น

วิชาที่เล่าเรียนประกอบไปด้วยการเรียนการสอนทาง โลกที่พอให้อ่านออกเขียนได้และศีลธรรมจรรยามารยาทอันควรประพฤติปฏิบัติ

ครั้นเมื่ออายุ 22 ปี จึงได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดจุมพลสุทธาวาส ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ มี พระครูวิมลสีลพรต (ทอง) เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูบึก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูฤทธิ์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์  ได้รับฉายาว่า "อตุโล" อันหมายถึง ผู้ไม่มีใครเทียบได้

พ.ศ.2461 พระอาจารย์ดูลย์ มีอายุ 30 ปี ได้ญัตติมาอุปสมบทเป็นพระภิกษุในคณะธรรมยุต ณ พัทธสีมา วัด สุทัศนาราม จ.อุบลราชธานี มีพระมหารัฐ เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระศาสนดิลก (เสน ชิตเสโน) เจ้าคณะมณฑลอุดร เป็นพระกรรมวาจาจารย์

เมื่อ แรกบวช ได้ปฏิบัติกัมมัฏฐานกับหลวงปู่แอก วัดคอโค ซึ่งอยู่ชานเมืองสุรินทร์ ท่านก็พากเพียรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด จนครบไตรมาสโดยไม่ลดละ แต่ก็ไม่ปรากฏเห็นผลอันใดแม้เล็กน้อย นอกจากนี้ ยังใช้เวลาที่เหลือท่องบ่นเจ็ดตำนานบ้าง สิบสองตำนานบ้าง แต่ไม่ได้ศึกษาพระวินัยแต่อย่างใด

ท่านไปจังหวัดอุบลฯ พยายามมุมานะศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมอย่างเต็มสติกำลัง จนกระทั่งประสบผลสำเร็จ คือ สามารถสอบไล่ได้ประกาศ นียบัตรนักธรรมชั้นตรี นวกภูมิ เป็นรุ่นแรกของจังหวัดอุบลราชธานี และยังได้เรียนบาลีไวยากรณ์ (มูลกัจจายน์) จนสามารถแปลพระธรรมบทได้

เมื่อครั้งที่หลวงปู่มั่น ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดบูรพา จ.อุบลราชธานี ท่านกับพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม พากันไปฟังธรรมเทศนาของพระอาจารย์มั่นกันเป็นประจำ ทำให้เกิดความซาบซึ้งถึงใจคำพูดแต่ละคำมีวินัยแปลกดี ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน จึงเพิ่มความสนใจใคร่ประพฤติปฏิบัติทางธุดงค์กัมมัฏฐานมากยิ่งขึ้นทุกที ครั้นออกพรรษาแล้ว พระอาจารย์มั่นได้ออกธุดงค์จึงตัดสินใจออกธุดงค์ติดตามพระอาจารย์มั่นไป

ท่านปฏิบัติตามปรารภความเพียรอย่างอุกฤษฎ์แรงกล้า ปฏิบัติตามคำอบรมสั่งสอนของท่านปรมาจารย์อย่างสุดขีด จนแสงแห่งพระธรรมก็บังเกิดขึ้น ปรากฏแก่จิตของท่านรู้ชัดว่าอะไรคือจิต อะไรคือกิเลส จิตปรุงกิเลสหรือกิเลสปรุงจิต และเข้าใจสภาพเดิมของจิตที่แท้จริงได้ จนรู้กิเลสส่วนไหนละได้ แล้วส่วนไหนยังละไม่ได้

ดังนี้ ท่านเป็นผู้มีอุปนิสัยเยือกเย็น พูดน้อย สงบ อยู่เป็นนิตย์ มีวรรณะผ่องใส ท่านรักความสงบจิตใจใฝ่ในความวิเวกมาก ท่านประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีงามของชาวพุทธตลอดเวลา เป็นเนื้อนาบุญของโลกอย่างแท้จริงได้บำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่นอย่างสมบูรณ์ บริบูรณ์

ธรรมโอวาทของหลวงปู่ดูลย์ "...หลักธรรมที่แท้จริงก็คือ จิต นั่นเอง ซึ่งถ้านอกไปจากนั้นแล้วก็ไม่มีหลักธรรมใดๆ จิตนั่นแหละคือหลักธรรม ซึ่งถ้านอกไปจากนั้นแล้วมันก็ไม่ใช่จิต จิตนั้น โดยตัวมันเองก็ไม่ใช่จิต แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังไม่ใช่ มิใช่จิต การที่จะกล่าวว่าจิตนั้นมิใช่จิต ดังนี้นั่นแหละ ย่อมหมายถึง สิ่งบางสิ่งซึ่งมีอยู่จริง สิ่งนี้มันอยู่เหนือคำพูด ขอจงเลิกละการคิดและการอธิบายเสียให้หมดสิ้น เมื่อนั้น เราอาจกล่าวได้ว่า คลองแห่งคำพูดก็ได้ถูกตัดขาดไปแล้ว และพฤติกรรมของจิต ก็ถูกเพิกถอนขึ้นสิ้นเชิงแล้ว"

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-02-13 08:06:35


ความเห็นที่ 7 (1406309)

หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล

คอลัมน์ อริยะโลกที่ 6

พระสายปฏิบัติ หรือสายพระป่าส่วนใหญ่เป็นศิษย์ "หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต" แทบทั้งสิ้น

"หลวง ปู่ขาว อนาลโย" พระอาจารย์ขาว วัดถ้ำกลองเพล อ.เมือง จ.หนองบัว ลำภู พระอาจารย์สายพระป่ากัมมัฏฐานชื่อดัง ท่านก็เป็นศิษย์หลวงปู่มั่นเช่นกัน

อัต โนประวัติ มีนามเดิมว่า ขาว โคระถา เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม 2431 ที่บ้านชะเนง ต.หนองแก้ว อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายพั่วและนางรอด โคระถา ครอบครัวทำนาและค้าขาย

เมื่ออายุได้ 20 ปี บิดามารดาได้จัดให้แต่งงานมีครอบครัว ภรรยาของท่านชื่อ นางมี และมีบุตรด้วยกัน 3 คน ต่อมาได้แยกทางกัน ท่านเป็นผู้มีนิสัยเด็ดเดี่ยวเอาจริงเอาจังมาก ประกอบกับความมีศรัทธาต่อ หลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา พ.ศ. 2462 เมื่อท่านอายุได้ 31 ปี ได้เข้าพิธีอุป สมบทที่วัดโพธิ์ศรี บ้านบ่อชะเนง ต.หนอง แก้ว อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ มีพระครูพุฒิศักดิ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระอาจารย์บุญจันทร์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์

อุปสมบทแล้ว ท่านได้จำพรรษาที่วัดโพธิ์ศรี เป็นเวลา 6 พรรษา เนื่องจากบังเกิดศรัทธาในปฏิปทาของพระอาจารย์มั่น จึงเข้าญัตติเป็นพระธรรมยุต เมื่อปี พ.ศ.2468 อายุได้ 37 ปี ณ พัทธสีมาวัดโพธิสมภรณ์ จ.อุดรธานี โดยมีพระธรรมเจดีย์ (จูม พันธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์

ก่อนได้จำพรรษาอยู่ที่จังหวัดอุดรธานี เป็นเวลา 8 ปี จากนั้นได้เดินธุดงค์ตาม พระอาจารย์หลวงปู่มั่น ไปปฏิบัติธรรมในสถานที่ต่างๆ ท่านออกธุดงค์ไปแทบทุกภาคของประเทศ นอกจากนี้ ท่านยังได้เคยออกธุดงค์ร่วมกับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร, หลวงปู่แหวน สุจิณโณ, หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม, หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เป็นเวลารวมกันหลายปีอีกด้วย

หลวง ปู่ขาวได้สร้างบารมีอยู่ในป่าเขา เป็น เวลายาวนาน มีประสบการณ์มากมายเกี่ยวกับสัตว์ป่าทั้งหลาย เช่น ลิง ค่าง ช้าง เสือ เวลาท่านนึกถึงอะไร สิ่งนั้นมักจะมา ตาม ความรำพึงนึกคิดเสมอ เช่น นึกถึงช้าง ว่าหายหน้าไปไหนนานไม่ผ่านมาทางนี้เลย พอตกกลางคืนดึกๆ ช้างก็จะมาหาจริงๆ และเดินตรงมายังกุฏิที่ท่านพักอยู่ พอให้ ท่านทราบว่าเขามาหาแล้ว ช้างก็จะกลับเข้าป่าไป เวลาที่ท่านนึกถึงเสือ ก็เช่นกัน นึกถึงตอนกลางวัน ตกกลางคืนเสือก็มาเพ่นพ่าน ภายในบริเวณวัดที่ท่านอยู่

หลวงปู่ขาว มีความเด็ดเดี่ยวในข้อวัตรปฏิบัติมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเดินจงกรม หลวงปู่ขาวได้เน้นเป็นพิเศษ กล่าวคือ เมื่อฉันเสร็จ เริ่มเดินจงกรมเป็นพุทธบูชา พอถึงบ่ายสองโมงเริ่มเดินจงกรมถวายเป็นธรรมบูชา จนถึงบ่าย 4 โมง และเมื่อทำข้อวัตรเสร็จสิ้นแล้วก็จะเริ่มเดินจงกรมถวายเป็นสังฆบูชา จนถึงประมาณ 4-5 ทุ่ม จึงเข้าที่พักเพื่อบำเพ็ญภาวนาต่อไป

หลวงปู่ ขาวได้บำเพ็ญเพียรออกธุดงค์ เพื่อเผยแผ่พระธรรม คำสอนตามสถานที่ต่างๆ หลายแห่ง จนอายุ 70 ปี จึงจำพรรษาเป็นการถาวรที่วัดป่าถ้ำกลองเพล หลวงปู่ขาวเป็นภิกษุที่ปฏิ บัติดี ปฏิบัติชอบ มีข้อวัตรปฏิบัติงดงาม สมควรจดจำเป็นแบบอย่าง ในช่วงบั้นปลายชีวิต หลวงปู่ขาวมีอาการอาพาธอยู่ถึง 9 ปี แต่สุขภาพจิตยังดี มีนิสัยรื่นเริง ติดตลก ในระยะ 3 ปีสุดท้าย นัยน์ตาของท่านมืดสนิท เพราะต้อแก้วตาหรือต้อกระจก หูก็ตึงมาก เพราะหินปูนจับกระดูก แต่ท่านมิได้เดือดร้อนใจ และสามารถบอกกำหนดอายุขัยของตนเองได้

ท่านมีคำสอนที่ว่า "ปล่อยจิตว่าง แล้วจิตสบาย เพราะจิตเป็นหนึ่งไม่ขุ่นมัว ไม่มีอารมณ์มาฉาบทาดวงจิตแล้ว ดวงจิตใส ดวงจิตขาว จิตเย็นมีแต่ความสบาย รู้เท่าสังขาร รู้เท่าความเป็นจริง จิตเราไม่หวั่นไหวต่อสิ่งทั้งปวง ถึงมรณะจะมาถึงก็ตาม ทุกขเวทนา เจ็บปวด มาถึงก็ตาม ไม่มีความหวั่นไหวต่อสิ่งเหล่านั้น"

วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ.2526 หลวงปู่ขาวได้มรณภาพอย่างสงบ สิริอายุ 95 ปี 64 พรรษา

ใน วันพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ขาว เมื่อวันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2527 พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯมาพระราชทานเพลิงพร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช กุมารี

ในวันดังกล่าววัดถ้ำกลองเพล ซึ่งมีอาณาบริเวณหลายพันไร่ กลับคับแคบไปถนัดตา เนื่องจากประชาชนจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลมาร่วมพิธีมากเป็นประวัติการณ์

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-02-06 08:34:11


ความเห็นที่ 6 (1405974)

เหรียญปราบฮ่อ-เสด็จกลับ(จบ) สุดยอดนิยม-นักสะสมชื่นชอบ

คอลัมน์ มุมพระเก่า
อภิญญา

เนื่อง ด้วยวันที่ 23 ตุลาคม นับเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของไทย ในวโรกาสวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอเนกประการ ทรงพัฒนาสยามประเทศให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศ และด้วยพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ทวยราษฎร์จึงน้อมใจถวายพระนามว่า "พระปิยมหาราช"

กำหนดให้วันที่ 23 ตุลาคมของทุกปี เป็น "วันปิยมหาราช" ซึ่งทางสำนักพระราชวังจะจัดตกแต่งพระบรมราชานุสาวรีย์ ตั้งราชวัติฉัตร 5 ชั้น ประดับโคมไฟ ทอดเครื่องราชสักการะที่หน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ รวมทั้งเหล่าพสกนิกรชาวไทยต่างไปถวายสักการะกันอย่างเนืองแน่นทุกปี เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ


พระ บาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 หรือสมเด็จพระปิยมหาราช วัตถุมงคลในพระองค์ได้รับความนิยมจากนักสะสมอย่างมาก โดยเฉพาะ "เหรียญเสด็จกลับจากยุโรป" สร้างเมื่อปีพ.ศ. 2440

พระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงเยือนประเทศต่างๆ ในยุโรป โดยเสด็จพระราชดำเนินออกจากประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน ถึงวันที่ 16 ธันวาคม รวมเป็นเวลาที่เสด็จพระราชดำเนินทรงเยือนนานาประเทศ นานมากถึง 8 เดือน และอีก 9 วัน

จากการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ หัว เสด็จประพาสยุโรปครั้งนั้น พระองค์ทรงได้ประสบการณ์มากมายและได้พบเห็นได้เรียนรู้ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของประชาชนจากอารยประเทศที่เจริญรุ่งเรือง และกำลังพัฒนาไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

พระองค์ท่านทรงนำมาวิเคราะห์ พัฒนา สร้างสรรค์ให้ประเทศไทยมีความเจริญทัดเทียมประเทศต่างๆ ในโลก สร้างคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติอเนกนานัปการ

เนื่องด้วยพระมหา กรุณาธิคุณของพระองค์ที่มีต่อข้าราชการและพสกนิกรชาวไทย ในการเสด็จประพาสยุโรปครั้งนั้น พระองค์ได้ดำริสร้างเหรียญที่ระลึกจากโรงกษาปณ์กรุงปารีส โดยนายออกกัสตุสปาเต้เป็นนายช่างผู้ที่มีความชำนาญ เป็นที่ยกย่องแก่นานาประเทศ แกะแบบพระบรมสาทิสลักษณ์ และควบคุมการจัดสร้างเหรียญ ซึ่งมีความงดงามและมีค่าต่อปวงชนชาวไทย และเป็นเหรียญประวัติศาสตร์ของโลกเหรียญหนึ่ง พระองค์ทรงได้พระราชทานกับพสกนิกรและบุคคลต่างๆ

วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ ได้จัดงานมหาสมโภชพระพุทธชินสีห์เป็นการพิเศษ เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เสด็จกลับจากยุโรป และในสมัยที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงปกครองวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2440

"เหรียญ เสด็จกลับ" พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) มีเนื้อทองคำ เนื้อเงิน เนื้ออัลปาก้า เหรียญเล็ก เหรียญใหญ่ ปัจจุบันมีราคาแพงมาก และหายาก เพราะมีบุคคลไม่ว่าจะมียศถาบรรดาศักดิ์จะร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี นำไปพกพาอาราธนาติดตัว ก็เกิดปาฏิหาริย์ เกิดปรากฏการณ์มากมาย พุทธคุณครอบจักรวาล ขอขอบคุณ นายชยาเทพ จันทร์มรกต เจ้าของร้านช้าง เซรามิค กำแพงเพชร เอื้อเฟื้อภาพ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-02-02 07:29:04


ความเห็นที่ 5 (1405738)

เหรียญปราบฮ่อ-เสด็จกลับ(1) สุดยอดนิยม-นักสะสมชื่นชอบ

คอลัมน์ มุมพระเก่า
อภิญญา

นักสะสมวัตถุมงคลประเภทเหรียญกำลังหากันมาก แต่ของเก๊ระบาดหนัก "เหรียญปราบฮ่อ" ในรัชกาลสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือสมเด็จพระปิยมหาราช พระราชสมัญญานามนี้ ปวงชนชาวไทยพร้อมใจกันร่วมถวายให้ เมื่อครั้งพระองค์ยังทรงพระ ชนมชีพอยู่ โดยปรากฏอักษรสำคัญจารึกอยู่ที่ฐานพระบรมรูปทรงม้า ที่ประชาชาวไทยพร้อมใจกันสละทรัพย์ เพื่อสร้างเป็นพระบรมราชานุสรณ์ ก่อนพระองค์จะเสด็จสวรรคต เพื่อปรากฏประกาศความจงรักภักดี เทิดทูลในเบื้องพระยุคลบาท และเป็นที่มาของ "เหรียญที่ระลึกปราบฮ่อ"

ย้อน หลังไปเมื่อปีพ.ศ.2408 ได้เกิดสงครามพวกฮ่อขึ้นทางตอนเหนือของสยามประเทศ (ราชวงศ์เซ็ง) ต่อมาเรียกว่า "กบฏไต้เผง" พวกกบฏแม้รวมพวกได้มากแต่ก็สู้ความพร้อมของกองทัพทหารแมนจูไม่ได้ ที่สุดก็พ่ายแพ้ต่อทหารรัฐบาล ต่างคนต่างก็หนี เอาตัวรอด ศึกเหนือพอแพ้ก็ลงใต้ หลบซ่อนตัวตามป่าเขาในเขตมณฑลฮกเกี๋ยน, กวางตุ้ง, กวางไส และเสฉวน ในปีเดียวกัน กบฏฮ่อพวกแรกนำโดยง่ออาจง ตั้งตัวเป็นหัวหน้า รวบรวมพลพรรคได้ประมาณ 4,000 คน ยกพลเข้ามาทางอ่าวตังเกี๋ย เขตดินแดนของพวกญวน สร้างความเดือดร้อนไปทั่ว ญวนต้องไปขอกำลังจากเมืองจีน จีนส่งกำลังทัพถึง 10,000 นาย เข้าตีฮ่อไม่นานพวกฮ่อก็แตกพ่าย ง่ออาจงสู้ตายในสนามรบ เมื่อตัวหัวหน้าตาย พรรคพวกที่เหลือต่างพากันหลบหนี ตามประวัติศาสตร์เมืองซันเทียน ชายแดนจีนติดญวนคือสถานที่พักและหลบซ่อนตัวของกบฏฮ่อ


ความ กำเริบเสิบสานของฮ่อยังไม่หมด ปวงนันซี น้องชายของง่ออาจง รวบรวมพวกได้ 10,000 นาย ปีพ.ศ.2409 ลงไว้ว่า บุกตีเมืองเลารายของญวน และสามารถตีได้เมื่อปีพ.ศ.2410 กาลต่อมาเกิดการแย่งชิงความเป็นใหญ่ ปวงนันซีกับจอมทัพของตัวเอง ชื่อลิ่วตายัน เข้าสู้รบกันเองว่ากัน ว่าปวงนันซีนั้นพ่ายแพ้แก่ลิ่วตายัน จึงยกพวกหลบมาตั้งมั่นที่เมืองฮานยาง ในสิบสองจุไทยเป็นที่มาของกองโจรฮ่อ "ธงเหลือง" (ฮ่อธงดำเป็นพวกลิ่วตายัน ภายหลังรวมพวกเป็นญวน)

ปีพ.ศ.2417 ฮ่อธงเหลืองยกทัพเข้าตีเมืองเชียงขวาง ขณะนั้นท้าวขันติ เจ้าเมืองขอกำลังญวนมาช่วย แต่ก็แพ้ ฮ่อธงเหลืองเดินทัพมาตั้งมั่นที่ทุ่งเชียงคำ พ.ศ.2418 ไทยขณะนั้น พระยามหาอำมาตย์ (ชื่น กัลยาณมิตร) ข้าหลวงออกทำการสักเล (เกณฑ์ทหาร) ตามหัวเมืองต่างๆ ทราบข่าวก็แจ้งกลับมายังกรุงเทพฯ ส่วนตัวได้เกณฑ์ชาวบ้านไปป้องกันไว้ก่อน


พระ บาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาภูธราภัย ยกทัพไปเมืองหลวงพระบาง และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ ดำรงเป็นแม่ทัพยกทัพไปเมืองหนองคาย

ทัพ ของพระยามหาอำมาตย์ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้าน ปรากฏว่ารบชนะฮ่อ บุกตะลุยตีฮ่อแตกที่ทุ่งเชียงคำ ประกอบกับทัพหลวงที่ยกมาทันเวลาทำให้พวกฮ่อพ่าย แตกกระจัดกระจาย เหตุการณ์ทางหลวงพระบางเวลาเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาพิไชย(ดิส) เกณฑ์กำลังจากพิษณุโลกแล้วให้ล่วงหน้าไปแต่กำลังพลไม่พอที่จะตีพวกฮ่อได้ ทำได้เพียงป้องกันและตั้งทัพรอทัพหลวง เมื่อเจ้าพระยาภูธราภัยทราบเรื่อง จึงให้พระยาสุริยภักดี (เอก บุณยรัตพันธุ์) รีบยกทัพไปช่วย รวมทัพของพระยาพิไชยด้วยแล้ว ทัพฮ่อก็แตก ฮ่อสงบได้เพียง 9 ปี พ.ศ.2426 พวกฮ่อธงเหลืองก็กำเริบขึ้นอีก

คราวนี้กรรมสนองไม่พลาด ปวงนันซีตายขณะพาพวกปล้นเมือง กบฏฮ่อขาดผู้นำก็แตกกระจายเป็นหลายพวก แต่กลับมีฮ่อธงสีต่างๆ เกิดขึ้น กระทั่งอาจึง กับ ไกวซึ่ง ตัวหัวหน้าฮ่อธงเหลือง รวมพวกได้ใหม่ตั้งค่ายใหญ่ที่ทุ่งเชียงคำ แขวงเมืองพวน ญวนเรียกเมืองนี้ว่า "ตันหมิน" 7 ปี ต่อมาเกิดความกำเริบยกทัพตีเมืองหัวพันทั้งห้าทั้งหก

พระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาพิชัย (มิ่ง) พระยาสุโขทัย (ครุฑ) รีบยกทัพสกัด และแต่งตั้งเจ้าพระยาศรีธรรมธิราชเป็นแม่ทัพใหญ่ รีบยกทัพตามขึ้นไปปราบฮ่อ เมื่อถึงเมืองหลวงพระบาง ฮ่อก็หนีไปตั้งค่ายที่ทุ่งเชียงคำ ต่อสู้กันหลายครั้งก็ไม่สามารถตีฮ่อแตกได้ และในคราวนี้พระยาราชวรานุกูล ถูกกระสุนปืนพวกฮ่อที่ขา แต่ก็ยังต่อสู้นานถึง 2 เดือน กองทัพไทยเริ่มอิดโรย ประกอบกับเสบียงอาหารเริ่มขาด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เรียกทัพกลับ


เหรียญปราบฮ่อ-เสด็จกลับ(2) สุดยอดนิยม-นักสะสมชื่นชอบ


คอลัมน์ มุมพระเก่า
อภิญญา

ตอน นั้นเวลาสงบลงได้ 2 ปี พ.ศ. 2428 กบฏฮ่อได้กำเริบอีกครั้ง พระบาทสม เด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพันเอกพระเจ้าน้อยยาเธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม เป็นแม่ทัพไปปราบฮ่อเมืองพวน

อีกทัพหนึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ จมื่นไวยวรนารถ (เจิม แสงชูโต) หัวหมื่นมหาดเล็กเวรขวา ผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็กคนแรก ปี พ.ศ.2413 ผู้ริเริ่มนำไฟฟ้ามาใช้ในประเทศ ต่อมาเป็นจอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ก่อนการรบ จมื่นไวยวรนารถถูกส่งตัวไปเรียนการทหารที่อังกฤษ เป็นผู้นำทัพ ในการรบครั้งนี้ได้นำการทหารที่ทันสมัยแบบยุโรปเข้าตีทำลายกบฏฮ่อ ทำให้กบฏพ่ายแพ้อย่างยับเยิน พากันสวามิภักดิ์พันเอกจมื่นไวยวรนารถ ได้รวมพวกฮ่อทำสัตย์ปฏิญาณ ยอมรับสวามิภักดิ์เสร็จเรียบร้อยจึงนำทัพกลับ

ปี พ.ศ.2430 เมืองหลวงพระบางแจ้งข่าวมาว่า พวกฮ่อกำเริบหนัก ครั้งนั้นยกทัพมาปล้นเมืองหลวงพระบางและวังหลวง ราษฎรเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เจ้าอุปราช สุวรรณ พรหมา สิ้นพระชนม์ในที่รบ

พระเจ้ามหินทรเทพนิถา ธร เจ้านครหลวงพระบาง และพระมเหสี พร้อมด้วยหมู่พระประยุรญาติ จำนวนประมาณ 50 พระองค์ เสด็จหนีทางชลมารค แล้วเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้จอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีรับรองอย่าง สมพระเกียรติ ในครั้งนั้น พระเจ้ามหินทรเทพนิถาธร พระมเหสี และพระประยุรญาติ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้าเฝ้าฯ ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ มงกุฎสยาม มหาสุราภรณ์ ชั้นที่ 1 พร้อมกับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี นำเสด็จกลับเมืองของพระเจ้ามหินทร เทพฯ


การ ยกไปปราบฮ่อครั้งนี้ พวกกบฏฮ่อถูกปราบลงอย่างราบคาบ มีการจัดระเบียบการปกครองเสียใหม่ ฮ่อจึงไม่สามารถหวนกลับมากำเริบเสิบสานได้อีก แต่ทางไทยกลับต้องเผชิญปัญหาที่หนักกว่าปราบฮ่อมากมายหลายเท่า ซึ่งก็คือกรณีพิพาทและเสียดินแดน ร.ศ.112

เกี่ยวกับการจัดสร้าง เหรียญที่ระลึกพระราชทานปราบฮ่อ บางตำรารวบรวมข้อมูลว่า จัดสร้างเมื่อปีวอก จุลศักราช 1246 (พ.ศ.2427) หากพลิกดูด้านหลังเหรียญจะระบุ จ.ศ. แต่ละครั้งว่า 1239, 1247, 1249 ปีที่ระบุนั้นเกิดปีจัดสร้างถึง 2 ครั้ง


ลักษณะ ของ "เหรียญปราบฮ่อ" เป็นรูปกลมขนาดใหญ่ เชื่อมหูติดแพรแถบ ด้านหน้ามีพระบรมรูปของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครึ่งพระองค์ ผินพระพักตร์เบื้องขวา ต่ำจากเส้นกั้นขอบเหรียญ จารึกตัวอักษรไทยว่าจุฬาลงกรณ์บรมราชาธิราช ต่ำลงมาใต้พระบรมรูป จะปรากฏลายช่อชัยพฤกษ์ ตรงกลางผูกโบรายละเอียดคมชัด ด้านหลัง เป็นรูปพระสยามเทวาธิราช ทรงพระแสงของ้าว ทรงคชาธารยืนอยู่บนศาสตราวุธ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์พวกฮ่อ รอบตัวเหรียญมีอักษรไทยว่า ปราบฮ่อ 1239, 1247, 1249 ผู้ออกแบบเหรียญ สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ แพรแถบสีดำ ริมขอบสีเหลือง กว้าง 2.5 ซ.ม.

การพระราชทานเหรียญปราบฮ่อมีประกาศในราชกิจจานุเบกษา เหรียญที่มีการพระราชทานให้จะมีตัวเลขกำกับไว้ในเหรียญด้านหน้า ผู้ใดได้ร่วมไปราชการปราบฮ่อในปีใด ก็จะพระราชทานเข็มสำหรับปีนั้นเข็มจะประดับบนแพรแถบ จะหาผู้ใดที่ได้ไปราชการปราบฮ่อทั้ง 3 ครั้งนั้นยากมาก จึงมักพบเข็มที่ประดับบนแพรแถบเพียงหนึ่งหรือสองเท่านั้น

เท่าที่พบ จากข้อมูลและตำราบางเล่มผู้ที่ได้รับพระราชทานเหรียญ ปราบฮ่อ 3 ครั้งมี 1.พระวิภาคภูวดล (เจมส์ แม็กคาร์ธีย์) 2.หลวงคำนวนคัดณานต์ (ตรี) 3.ขุนประมาณสถลมารค (ใจ) 4.นายสว่าง นายเวรกรมแผนที่

ผู้ที่ได้รับพระราชทานเหรียญปราบฮ่อ 2 ครั้ง 1.หลวงพลสินธวาณัตถ์ (ริ ชิ ลิว) 2.ขุนนภาภาคพัติการ (เอม)

เรื่อง สนนราคาเล่นหานั้นอยู่ที่ความพอใจระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย เพราะต้องดูที่สภาพ ความสวย ความคมชัด ดูง่าย เหรียญที่ระลึกปราบฮ่อนั้นเป็นที่ต้องการมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งอะไรก็ตามที่มีความต้องการมาก ก็ย่อมมีของปลอมของเลียนแบบของเก๊ตามมาอย่างแน่นอน ฉะนั้นทุกท่านที่อยากเก็บสะสม ควรหาผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญ ก่อนจะตัดสินใจบูชา แล้วท่านจะไม่ผิดหวัง

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-01-31 07:31:19


ความเห็นที่ 4 (1405657)

สิ้นพระป่าศิษย์หลวงปู่มั่น หลวงปู่ผ่าน ปัญญาปทีโป

คอลัมน์ มงคลข่าวสด

เมื่อวันที่ 24 ม.ค. วงการสงฆ์ได้สูญเสียพระป่าสายกัมมัฏฐานอีกรูป

เมื่อ หลวงปู่ผ่าน ปัญญาปทีโป มรณภาพอย่างสงบ ด้วยโรคชรา ที่วัดป่าประทีปปุญญาราม ต.โพนแพง อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร

"หลวงปู่ผ่าน" เป็น พระเถระนักปฏิบัติวิปัสสนาสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่มีวัตรปฏิบัติน่ายกย่อง เป็นพระสุปฏิปันโน ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เคร่งครัดในพระธรรมวินัยเป็นที่เลื่อมใสของชาวบ้าน อ.อากาศ อำนวย จ.สกลนคร

อัตโนประวัติ มีนามเดิมว่า ผ่าน หัตถสาร เกิดเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2465 ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 2 ปีจอ ณ บ้านเซือม ต.โพนแพง อ.อากาศอำนวย จ.สกล นคร

โยมบิดา-โยมมารดา ชื่อ นายด่าง และนางจันทร์เพ็ง หัตถสาร

มีเรื่องเล่ากันว่าตอนที่โยมมารดาได้ตั้งท้องหลวงปู่ผ่านนั้น ฝันว่าได้มีคนเอามีดด้ามงามมาให้ แล้วก็เอาไปซ่อนเพราะกลัวว่าจะมีคนมาเห็น

ครั้นเมื่อคลอดออกมาแล้วก็ปรากฏว่าท่านเป็นเด็กที่เลี้ยงยากมากและร้องไห้งอแง เป็นพิเศษ จึงได้พาบุตรชายไปให้พระผูกสายสิญจน์ที่ข้อมือให้ จึงได้เลี้ยงง่ายขึ้น

ด้วยความที่เป็นบุตรคนหัวปี ญาติพี่น้องเห็นก็พากันรักใคร่ ผลัดกันเอาไปเลี้ยง ผลัดกันเอาไปอุ้ม ท่านจึงมีแม่หลายคน เพราะมีคนเอาไปเลี้ยงหลายคน

ในช่วงวัยเยาว์ เมื่อท่านเติบใหญ่ได้ช่วยโยมบิดา-มารดาทำไร่ทำนาทำมาหากินตามปกติ

นิสัยเป็นคนเรียบเฉย ไม่มีนิสัยรักสนุก เป่าปี่สีซอ เป่าแคนอย่างคนหนุ่มอื่น ไม่เคยเต้นรำวง ไม่กินเหล้าเมาสุรา

ท่าน ได้เข้าโรงเรียนเมื่ออายุ 10 ขวบ แต่เรียนยังไม่ทันจบ โยมพ่อเฒ่าตาย ตามประเพณีทางอีสานลูกหลานนิยมบวชให้เพื่อจูงศพเข้าป่าช้า ท่านได้บวชเป็นสามเณรอยู่ประมาณ 1 เดือนจึงได้ลาสิกขา

เมื่อปี พ.ศ.2480 อายุ 15 ปี จึงบรรพชาอีกครั้งที่วัดทุ่ง ต.อากาศ อ.อากาศอำนวย จ.สกล นคร มีพระครูวิรุฬห์นวกิจ เป็นพระอุปัชฌาย์

จนกระทั่ง พ.ศ.2482 จึงได้ติดตามญาติพี่น้องไปอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย บ้านเชียงเครือ อ.เมือง จ.สกลนคร

ได้ เล่าเรียนศึกษาพระปริยัติธรรม มีพระภิกษุซึ่งเป็นญาติเป็นผู้สอน จากนั้นจึงได้ไปสอบที่วัดธาตุศาสดาราม (ปัจจุบันคือวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร) จนสำเร็จได้นักธรรมชั้นตรี ก่อนเดินทางกลับไปอยู่ที่วัดโพธิ์ชัยตามเดิม ต่อมาลาสิกขาไปช่วยครอบครัวเป็นเวลา 2 ปี

เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ได้เข้าพิธีอุป สมบท ณ พัทธสีมา วัดทุ่ง ต.อากาศ อ.อากาศ อำนวย จ.สกลนคร โดยมีพระครูวิรุฬห์นวกิจ เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระมาก เป็นพระกรรมวาจาจารย์

หลวงปู่ผ่านได้เข้าญัตติเป็นพระ ธรรมยุต เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2490 ณ พัทธสีมา วัดจอมศรี ต.พันดอน อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี มีพระครูพิทักษ์คณานุการ เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระสมุห์ภา เป็นพระกรรมวาจาจารย์

หลังจากนั้นได้ศึกษาพระ ธรรมวินัย รวมทั้งข้อวัตรปฏิบัติกับพระเถราจารย์กัมมัฏฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เช่น หลวงปู่ตื้อ อจลธัม โม วัดอรัญญวิเวก อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม, หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณา นิคม จ.สกลนคร, หลวงปู่อุ่น อุตตโม วัดอุดมรัตนาราม อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร เป็นต้น

เมื่อปี พ.ศ.2490 หลวงปู่ผ่านได้ไปจำพรรษากับหลวงปู่อุ่น อุตตโม ณ วัดอุดมรัตนาราม อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และหลวงปู่อุ่นได้พา หลวงปู่ผ่านไปกราบหลวงปู่มั่น ที่วัดป่าบ้านหนองผือ (วัดป่าภูริทัตตถิราวาส) ต.นาใน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร หลายครั้ง

ครั้นออก พรรษาแล้วได้กราบลาหลวงปู่อุ่น เพื่อไปอยู่ศึกษาธรรมกับหลวงปู่มั่นที่วัดป่าบ้านหนองผือ โดยเดินทางไปกับสามเณรน้อยรูปหนึ่ง พอไปถึงกราบหลวงปู่มั่นแล้ว ท่านพูดว่า "ท่านผ่านมากับเณรน้อยแท้ มันไข้ได้" (มีสามเณรอายุน้อยมาด้วย สามเณรจะเป็นไข้ป่าได้ง่าย)

หลวงปู่ผ่าน ตอบว่า "ครับผม ไม่มีคนมา กระผมจึงมากับเณรน้อย"

ใน ครั้งนั้นมีพระเณรพำนักจำพรรษากับหลวงปู่มั่น จำนวน 10-20 รูป อาทิ พระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน, พระอาจารย์อ่อนสา สุขกาโร, พระอาจารย์วัน อุตตโม, พระอาจารย์หลุย จันทสาโร, พระอาจารย์คำพอง ติสโส, พระอาจารย์หล้า เขมปัตโต, สาม เณรบุญเพ็ง (หลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต วัดถ้ำกลองเพล ต.โนนทัน อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู)

หลวงปู่ผ่านเป็นพระเถระพระป่า ศิษย์หลวงปู่มั่นอีกรูป เป็นพระสุปฏิปันโนเนื้อนาบุญของชาวโลก เป็นเสาหลักในร่มธรรมแห่งบวรพุทธศาสนา แม้สังขารจะล่วงเข้าวัยชรา แต่ด้วยสุขภาพที่แข็งแรง ท่านยังได้ออกมารับญาติ โยมที่เดินทางมาจากแดนใกล้ไกลไปคารวะนมัสการทุกวันไม่เว้นมิได้ขาดจำนวนมาก

ทุกครั้งที่ญาติโยมขอพรขอศีล ท่านจะบอกว่า มีหลักอยู่ 3 อย่าง คือ "ขออย่าได้เจ็บ อย่าได้ป่วยไข้ และสุดท้ายอย่าลืมหายใจ" เมื่อใครได้เข้ากราบไหว้ทำให้จิตใจสงบและร่ม เย็นเป็นสุข เมื่อได้สดับฟังหลักธรรมจากท่าน

หลวง ปู่ผ่าน ได้เทศนาบรรยายธรรม ว่า "จิตไม่ระเริงหลงในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ อันนั้นแหละเรียกว่า ผู้เห็นธรรม ธรรมะ คือ ธรรมดาสิ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เห็นเกิดเห็นดับอยู่ทุกขณะลมหายใจเข้าออก บุคคลนั้นจึงชื่อว่าเป็นผู้ไม่ประมาท"

ในบั้นปลายชีวิต หลวงปู่ผ่านได้พำนักจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าประทีปปุญญาราม ต่อมา หลวงปู่ผ่าน ได้อาพาธด้วยโรคต่อมลูกหมาก อาการทรงตัว และอาพาธอีก ครั้ง ญาติโยมจึงได้นำเข้ารักษาที่โรงพยาบาลสกลนคร ก่อนนำมาพักรักษาตัวที่วัด

แต่ด้วยความชราภาพและมีอาการแทรก ซ้อนไตวาย จึงได้ละสังขารอย่างสงบ สิริอายุ 89 พรรษา 69

ศพหลวงปู่ผ่าน ตั้งบำเพ็ญกุศลอยู่ ที่วัดป่าประทีปปุญญาราม เพื่อขอรับพระราชทานเพลิงศพต่อไป

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-01-30 07:15:29


ความเห็นที่ 3 (1405656)

พระธรรมวิสุทธิมงคล

พระธรรมวิสุทธิมงคล  เพศ ชาย  วันที่เกิด 12 สิงหาคม 2456  อายุ 98

พระธรรมวิสุทธิมงคล หรือหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เจ้าอาวาสวัดเกสรศีลคุณ หรือ "วัดป่าบ้านตาด" อ.เมือง จ.อุดรธานี ละสังขารแล้วเมื่อเวลา 03.53 น. ของวันอาทิตย์ที่ 30 ม.ค.54 หลังจากอาพาธมาได้ระยะหนึ่ง แม้ทีมแพทย์ต่างระดมช่วยชีวิตอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่ก็ไม่สามารถเยียวยาได้

ชื่อ : พระธรรมวิสุทธิมงคล
ชื่อเล่น : บัว
นามแฝง : หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
นามเดิม : บัว โลหิตดี

เกิด : วันที่ 12 ส.ค.2456
บ้านเกิด : ที่บ้านตาด ตำบลบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี

บิดามารดา : นายทองดี และนางแพง โลหิตดี
พี่น้อง ทั้งหมด 16 คน
อุปสมบท อายุได้ 21 ปี เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2477 ณ วัดโยธานิมิตร อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี
โดยมีท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พันธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์

ตำแหน่ง :
(2456 - ปัจจุบัน) เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด ตำบลบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี

เรื่องราวในชีวิต เมื่ออายุ ได้ 21 ปี บิดามารดาขอร้องให้ท่านบวชเรียน เพื่อเป็นการทดแทนบุญคุณตามประเพณี
ในที่สุดท่านก็ได้ตัดสินใจบวช ครั้นบวชแล้วท่านได้ศึกษาพระพุทธประวัติ และประวัติพระอรหันตสาวก จนเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ท่านตั้งใจศึกษาพระปริยัติธรรมเสียก่อน เพราะถ้าไม่ศึกษาจะไม่เข้าใจในการปฏิบัติ ท่านใช้เวลาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมเป็นเวลา 9 ปี ก็สำเร็จพระปริยัติธรรม 3 ประโยค พร้อมกับสอบไล่ได้นักธรรมชั้นเอก จากนั้นจิตใจของท่านก็มุ่งออกไปปฏิบัติด้านเดียวจึงเดินทางมุ่งหน้าไปหาพระ อาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร ซึ่งในขณะนั้นจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าโนนวิเวศ จังหวัดอุดรธานี แต่ไม่ได้พบกับพระอาจารย์มั่น ท่านจึงไปพำนักอยู่ที่ทุ่งสว่าง จังหวัดหนองคาย เป็นเวลา 3 เดือนกว่า พอถึงเดือนพ.ค.2485 ท่านก็ได้ออกเดินทางไปจังหวัดสกลนคร และได้พบกับพระอาจารย์มั่น ที่บ้านโคก ตำบลตองโขบ อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร ขณะกำลังเดินจงกลมเวลาใกล้ค่ำ ภายหลังจากได้ฟังธรรมจากพระอาจารย์มั่น ซึ่งท่านได้กล่าวยืนยันว่า มรรค ผล นิพพาน เป็นสิ่งที่เป็นไปได้เสมอ และให้ผลแก่ผู้ปฏิบัติได้จริง นับแต่นั้นมา ท่านก็ได้รับตัวเป็นศิษย์ และอยู่ฝึกกรรมฐานกับพระอาจารย์มั่น อย่างเด็ดเดี่ยว จิตมุ่งอยู่กับสมาธิภาวนาเท่านั้น รวมเวลาที่ท่านอยู่กับพระอาจารย์มั่นทั้งหมดเป็นเวลา 8 ปี จวบจนถึงพระอาจารย์มั่นมรณภาพ ในพี พ.ศ. 2592 ครั้นเสร็จงานพระราชทาน เพลิงศพพระอาจารย์มั่นแล้ว ท่านได้จำพรรษาอยู่ที่วัดป่าบ้านหนองผือ 1 พรรษา แล้วจำพรรษาอยู่วัดห้วยทราย อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร อีก 4 พรรษา แล้วจำพรรษาอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี 1 พรรษา ต่อมาในปี พ.ศ.2498 ท่านได้ทราบข่าวว่าโยมมารดาของท่านป่วย ท่านได้เดินทางกลับมาตุภูมิที่บ้านตาด เพื่อดูแลโยมมารดา ชาวบ้านนิมนต์ให้ท่านอยู่เป็นหลังอยู่ที่นั้น เพื่อจะได้เป็นที่พึ่งทางใจให้ชาวบ้าน โดยได้บริจาคที่ดินประมาณ 163 ไร่ เพื่อสร้างวัด ท่านได้พิจารณาเห็นว่า โยมมารดาของท่านแก่ชรามากแล้ว สมควรที่จะได้อยู่ดูแล เป็นการตอบแทนบุญคุณของมารดาด้วย ท่านจึงตกลงใจรับนิมนต์ และ เริ่มสร้างวัดนี้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2498 ตั้งชื่อว่า “วัดป่าบ้านตาด” จนถึงปัจจุบัน

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-01-30 07:03:08


ความเห็นที่ 2 (1404859)

เหรียญเจ้าสัวหลวงปู่มี

คอลัมน์ เปิดตลับพระใหม่

'หลวง ปู่มี กันตสีโล' วัดป่าสันติธรรม (ดงส้มป่อย) ต.แวงดง อ.ยางสีสุราช จ.มหาสารคาม พระป่าสายวิปัสสนากัมมัฏฐาน เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งเมืองมหาสารคาม มีเมตตาธรรมสูง มักน้อย ถือสันโดษ มีพลังจิตที่เข้มขลังอาคมที่แก่กล้า นามของท่านจึงขจรขจายไปทั่ว

ศึกษา วิทยาคมจากพระเกจิอาจารย์ชื่อดังหลายท่าน อาทิ พระ ครูจันทรสีตลคุณ (หลวงปู่จันดา) วัดทองนพคุณ อ.พยัคฆ ภูมิพิสัย จ.มหาสาร คาม, พระครูสีหราช วัดบ้านแก่นท้าว, หลวงปู่สาธุ์ วัดบ้านเหล่า เป็นต้น

หลวงปู่มี มรณภาพด้วยโรคชรา ในปี พ.ศ.2542 สิริอายุ 100 ปีเศษ ปัจจุบัน สังขารของท่านบรรจุอยู่ในโลงแก้ว ตั้งอยู่ภายในมณฑปวัดป่าสันติธรรม


ทุกปีเมื่อครบวันมรณภาพของท่าน คณะศิษยานุศิษย์จะร่วมประกอบพิธีสรงน้ำและเปลี่ยนผ้าสบงจีวรให้สังขารหลวงปู่

สำหรับวัตถุมงคลของหลวงปู่มีสร้างออกมาหลายรุ่น แต่ละรุ่นได้รับความนิยมจากนักสะสมวัตถุมงคลในพื้นที่และใกล้เคียงสูงมาก

ใน ปี พ.ศ.2539 ซึ่งเป็นปีกาญจนาภิเษกในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ถือเป็นพระมหากษัตริย์ในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ครองสิริราชสมบัติเป็นระยะ เวลาที่ยาวนานที่สุด

วัดป่าสันติธรรม และคณะศิษยานุ ศิษย์ จึงได้จัดสร้างเหรียญรูปเหมือนหลวงปู่มี เพื่อเฉลิมฉลองปีกาญจนา ภิเษก เป็นเหรียญนวโลหะ จำนวนการสร้าง 2,000 เหรียญ

ลักษณะเหรียญคล้ายเหรียญจอบ มีลายกนกรอบ ในวงการพระเครื่องเรียกว่าเหรียญเจ้าสัว

ด้านหน้าเหรียญ ตรงกลางเป็นรูปเหมือนหลวงปู่มี นั่งเต็มชันเข่าซ้าย มือขวาแตะศีรษะ ใต้ฐานมีตัวอักษรเขียนว่า "หลวงพ่อมี กนฺตสีโร" มีการตอกโค้ดใต้ศอกด้านขวารูปเหมือนหลวงปู่

ด้านหลัง บริเวณกลางเหรียญเป็นรูปตราสัญลักษณ์พระราชพิธี กาญจนาภิเษก พุทธศักราช 2539 ด้านล่างมีตัวอักษรสาม แถวเขียนว่า "วัดป่าสันติธรรม อ.ยางสีสุราช จ.มหาสารคาม"

เหรียญรุ่นนี้ หลวงปู่มี ประกอบพิธีปลุกเสกเดี่ยวนานหลายเดือนในกุฏิของท่าน

ด้วย ความที่หลวงปู่มีพลังจิตที่แก่กล้า เจตนาการจัดสร้างที่บริสุทธิ์ พุทธคุณจึงโดดเด่นรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นแคล้วคลาดปลอดภัย เมตตามหานิยม ค้าขายดี จัดเป็นเหรียญดังอีกเหรียญหนึ่งของเมืองมหาสารคาม ราคาเช่าหาในพื้นที่ เหรียญสวยคมอยู่ที่หลักร้อยปลาย สวยน้อยราคาก็ลดหลั่นลงมา  จึงเป็นอีกเหรียญหนึ่งที่ควรมีไว้ในครอบครอง

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-01-22 10:30:38


ความเห็นที่ 1 (1404857)

สุดยอดมหามงคลแห่งปี

คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง
โดย ราม วัชรประดิษฐ์

วัดตรีทศเทพวรวิหาร เป็นพระอารามหลวง ตีความตามนามหมายถึง เทพสามพระองค์ได้ร่วมกันสร้างจนวัดนี้สำเร็จขึ้นมาเป็นพระอาราม มีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นวิศณุนารถนิภาธร (พระองค์เจ้าสุประ ดิษฐ์ฯ) เป็นผู้เริ่ม ต่อมาพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมเหศวรวิลาศ ผู้เป็นพระเชษฐา ได้สานต่อ ทั้งสองพระองค์เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สร้างให้สมบูรณ์ในเวลาต่อมา และวัดตรีทศเทพนี้จะขึ้นชื่อในด้านการวางผัง เพื่อเป็นตัวอย่างแก่วัดในพระนครอื่นๆ และประการสำคัญคือ พระพุทธนวราชบพิตร พระประธานในพระอุโบสถ จำลองแบบ "พระพุทธนวราชบพิตร" และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานไปยังจังหวัดต่างๆ ในพระราชอาณาจักร และพระองค์เสด็จฯ เททองหล่อขึ้นเป็นพระปฏิมาด้วยพระองค์เองอีกด้วยครับผม

การจัดสร้างพระพุทธนวราชบพิตร พระ พุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดหน้าพระเพลา 61.9 นิ้ว สูง 89 นิ้ว พระรัศมี 14 นิ้ว ส่วนกว้าง 32 นิ้ว ซึ่งประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดตรีทศเทพนั้น สืบเนื่องจากอุโบสถหลังเก่าทรุดโทรม วัดตรีทศเทพวรวิหารได้สร้างพระอุโบสถหลังใหม่ โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกรมตำรวจ และการสร้างพระอุโบสถหลังใหม่นี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระกรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ รับเป็นองค์อุปถัมภ์ในการดำเนินการสร้าง หลังจากสร้างอุโบสถเสร็จสิ้นทางเจ้าอาวาสและกรรมการวัดจึงได้นำความขึ้นกราบ บังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อจำลอง "พระพุทธนวราชบพิตร" ซึ่งประดิษฐานพระพิมพ์จิตรลดาที่ฐาน พระราชทานแก่จังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ สำหรับหล่อเป็นพระประธานในพระอุโบสถ โดยนำมาขยายให้มีขนาดใหญ่ขึ้น


หลังจากมีพระบรมราชานุญาตให้ดำเนินการจัดสร้างได้ ทางกรรมการวัดจึงได้ดำเนินการออกแบบและปั้นองค์พระประธาน และได้จัดสร้าง "พระกริ่งและพระชัยวัฒน์พุทธนวราชบพิตร" ขึ้นด้วย แล้วนำความขึ้นกราบบังคมทูลเชิญเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเททองหล่อ "พระพุทธนวราชบพิตร" พระประธานในพระอุโบสถ พร้อมกับพระกริ่งและพระชัยวัฒน์พุทธนวราชบพิตร เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเททองฯ ในวันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2530 มีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี และพล.ต.อ. ณรงค์ มหานนท์ อธิบดีกรมตำรวจในสมัยนั้นเฝ้าฯ รับเสด็จ

ด้วยความงดงามแห่งองค์พระประธานตลอดจนความศักดิ์สิทธิ์ แห่งองค์พระประธาน ในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา 7 รอบ (84 พรรษา) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้วัดตรีทศเทพจัดสร้าง "พระพุทธนวราชบพิตร" ด้านหลัง ประดิษฐานอักษรพระปรมาภิไธย "ภ.ป.ร." ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ และพระราชทาน "ไฟพระฤกษ์" เพื่อเชิญไปจุดเทียนชัยมหามงคลในพิธีมหาพุทธาภิเษก ณ พระอุโบสถวัดตรีทศเทพ กรุงเทพฯ ในวันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา 06.54 น.

พระเครื่องและพระพิมพ์ที่มีพระบรมราชานุญาตให้จัดสร้างในครั้งนี้มีความ งด งามอย่างถึงที่สุด นับเป็นสุดยอดมหามงคลต้อนรับปีใหม่ ด้วยได้รับประทานมวลสารจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ และมวลสารศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ อาทิ ช่อชนวนพระกริ่งพุทธนวราชบพิตร วัดตรีทศเทพ ปี 2530 อันลือลั่น อีกทั้งทองคำเปลวที่ลอกจากองค์พระประธานพระพุทธนวราชบพิตร เป็นต้น

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-01-22 10:27:30



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2010 All Rights Reserved.
Wachon Nim

สร้างลิงค์ของโปรไฟล์ในแบบที่เป็นตัวคุณเอง