ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > ข่าวสารการเมืองท้องถิ่น

ข่าวสารการเมืองท้องถิ่น




ผู้ตั้งกระทู้ Admin กระทู้ตั้งโดยเว็บมาสเตอร์ :: วันที่ลงประกาศ 2008-02-26 06:58:54


1

ความเห็นที่ 52 (3002597)

บุศริณธญ์ วรพัฒนานันน์ เข้าป้ายนายกอบจ.เชียงราย

ผลเลือกตั้ง นายก อบจ.เชียงราย สนามใหญ่ของ 2 ตระกูลดัง "ติยะไพรัช และจงสุทธามณี"  บุศริณธญ์ วร พัฒนานันน์ พี่สาว ยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานรัฐสภา คว้าแชมป์ โค่น รัตนา จงสุทธนามณี อดีตนายก อบจ.ขาดลอยกว่า 1 แสนคะแนน  ได้ 289,159 ต่อ 175,766 คะแนน

ลั่นจะเดินหน้าพัฒนาและแก้ปัญหาประชาชน สานต่องานของอดีตนายก อบจ. นางสลักจฤษฎดิ์ ติยะไพรัช น้องสะใภ้   รอกกต.ประกาศรับรองผลภายใน 30 วัน

บุตรของ นายแต้ซ้ง และนางจม แซ่เตีย พี่สาวแท้ๆ ของ ยงยุทธ และ ละออง ติยะไพรัช  สมรสกับ พล.ต.ต.จรัณฐค์ วรพัฒนานันน์ ผบก.ภ.ลำพูน

ดีกรีนิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง และปริญญาโท รัฐศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อดีต ส.ว.เชียงราย ปี 2543 และเคยดำรงตำแหน่งนายก อบจ.เชียงราย

ลงเลือกตั้งส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เมื่อ 3 ก.ค. 2554 แต่ไม่ได้รับเลือก

ต่อมาได้เลื่อนลำดับขึ้นเป็นส.ส. แทน สันติ พร้อมพัฒน์ ในเดือนต.ค. 2554

ลงสมัครนายก อบจ. ในนามพรรคเพื่อไทย ได้แรงหนุนจากกลุ่ม นปช.ช่วยหาเสียง กวาดคะแนนถล่มทลายทิ้งห่างคู่แข่ง

เข้าวินเก้าอี้ นายก อบจ.เชียงรายได้สำเร็จ

 

 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-05-15 20:14:27


ความเห็นที่ 51 (3001692)

คู่ชิงนายก อบจ.เชียงราย ประชันวิชัน “บุศริณธญ์” ชูเป็นพวก พท.

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 พฤษภาคม 2557 09:00 น.
 
 
 
 
 
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
คู่ชิงนายก อบจ.เชียงราย ประชันวิชัน “บุศริณธญ์” ชูเป็นพวก พท.

คู่ชิงนายก อบจ.เชียงราย ประชันวิชัน “บุศริณธญ์” ชูเป็นพวก พท.

คู่ชิงนายก อบจ.เชียงราย ประชันวิชัน “บุศริณธญ์” ชูเป็นพวก พท.

เชียงราย - คู่ชิงนายก อบจ.ขึ้นเวทีประชันวิสัยทัศน์ “บุศริณธญ์ (ติยะไพรัช)” ประกาศสวมเสื้อ “เพื่อไทย” ลง อดีต ส.ส.หนุน บอก “ไก่ไม่มีขน คนไม่มีพวก” ทำงานใหญ่ไม่ได้ ด้าน “รัตนา” ชูผลงานในอดีต ย้ำงาน อบจ.ต้องตัดสินใจที่ท้องถิ่น
       
       คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้จัดให้มีเวที “แสดงวิสัยทัศน์ผู้สมัครนายก อบจ.เชียงราย” ขึ้นที่อาคารคชสาร ศูนย์การบริหารการเรียนรู้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย วานนี้(3 พ.ค.) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สมัครทั้ง 4 คน แสดงวิสัยทัศน์ ก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 11 พ.ค.นี้ แต่ปรากฏว่า มีเพียงนางบุษริณธญ์ วรพัฒนานันท์ และนางรัตนา จงสุทธานามณี เท่านั้นที่เดินทางมาร่วมเวที ส่วน น.ส.ยุรพันธ์ เจนพิทักษ์พงศ์ และนายชนาธิป เจริญศัสตรารักษ์ ไม่เข้าร่วมแสดงวิสัยทัฒน์
       
       นางบุศริณธญ์ กล่าวว่า ตนลงสมัครเป็นนายก อบจ.เชียงราย ในนามพรรคเพื่อไทย หากได้รับเลือกตั้งก็พร้อมจะสานงานต่อจากนางสลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช อดีตนายก อบจ.เชียงราย คนก่อน เพราะเป็นประโยชน์มาก รวมทั้งจะมีการต่อยอดให้เชียงรายเป็นศูนย์การค้า การลงทุน ศูนย์กลางเศรษฐกิจ และการศึกษาในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
       
       นางบุศริณธญ์ กล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญคือ ตนยังสามารถประสานงานตามนโยบายของรัฐบาลได้ดี และได้รับการการสนับสนุนจากอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในพื้นที่ จึงจะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ และเห็นว่าการพัฒนานั้นหากเป็นไก่ไม่มีขน คนไม่มีพวก ย่อมไม่สามารถทำงานใหญ่ได้
       
       ด้านนางรัตนา กล่าวว่า ตนเป็นผู้สมัครอิสระไม่สังกัดพรรคใด สมัยเป็นนายก อบจ.เชียงราย ก็ได้ทำผลงานเป็นที่ประจักษ์ต่อประชาชนมาแล้ว ทั้งด้านการส่งเสริมเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ และการศึกษาในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง การศึกษาเพื่อรองรับประชาคมอาเซียน การส่งเสริมอาชีพ ร้านค้า อบจ.เชียงราย การกระจายงบประมาณไปสู่ท้องถิ่นต่างๆ การจัดงานเชียงรายดอกไม้งามจนมีชื่อเสียง และสร้างรายได้ให้จังหวัดอย่างมหาศาล หากได้รับเลือกตั้งอีกครั้งก็มีแผนงานรองรับอยู่แล้ว
       
       นางรัตนา กล่าวอีกว่า แม้ว่าตนจะไม่สังกัดพรรคการเมือง แต่ตำแหน่งนี้ถือเป็นคนของท้องถิ่นจำเป็นต้องได้คนท้องถิ่นที่มีความรู้ ความสามารถ และตัดสินใจที่ท้องถิ่นได้ หากมัวแต่ถามพรรคพวกก็จะทำให้งานไม่เดินหน้า หรือไม่เป็นตัวของตัวเอง
       
       ทั้งนี้ ช่วงก่อนการเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงราย ครั้งนี้ บรรยากาศการแข่งขันเป็นไปอย่างเข้มข้นโดยก่อนหน้านี้ มีการทำลายป้ายหาเสียงกันหลายครั้ง กระทั่งมีการจับกุมบุคคลพร้อมของกลางที่สงสัยว่าจะใช้เพื่อการซื้อเสียงใน บางพื้นที่ ทั้งยังเกิดการข่มขู่กันไม่เว้น แม้แต่ระดับผู้นำท้องถิ่น ทำให้คาดกันว่าก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 11 พ.ค.นี้สถานการณ์อาจจะเข้มข้นมากกว่านี้
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-05-04 13:53:53


ความเห็นที่ 50 (2999033)

เคาะแล้ว! น้องเมีย “ยุทธ ตู้เย็น” คุมเองเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงราย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 เมษายน 2557 09:55 น.
 
 
 
 
 
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
เคาะแล้ว! น้องเมีย “ยุทธ ตู้เย็น” คุมเองเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงราย
นาง บุศริณธญ์ (ติยะไพรัช) วรพัฒนานันท์ อดีตนายก อบจ.เชียงราย เมื่อหลายสมัยก่อน และเป็นพี่สาวของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน

เคาะแล้ว! น้องเมีย “ยุทธ ตู้เย็น” คุมเองเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงราย
นางรัตนา จงสุทธนามณี อดีตนายก อบจ.

เชียงราย - กกต.อบจ.เชียงราย ออกประกาศกำหนดวันเลือกตั้งนายก อบจ.แล้ว เผยน้องเมีย “ยงยุทธ ติยะไพรัช” เป็น ผอ.กกต.อบจ.เซ็นเอง ดีเดย์ให้สมัครก่อนสงกรานต์ เข้าคูหา 11 พ.ค.57
       
       คณะกรรมการการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (กกต.อบจ.) เชียงราย ได้ออกประกาศ ว่า เนื่องจากจะต้องมีการจัดการเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงราย เพราะเหตุอื่นนอกจากครบวาระการดำรงตำแหน่งภายใน 60 วัน ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 (ฉบับที่ 3)
        
       ดังนั้น จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 แห่งกฎหมายตามข้อดังกล่าว และข้อ 7 ของระเบียบ กกต.ว่า ด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น โดยความเห็นชอบของ กกต.เชียงราย จัดให้มีการเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงราย ในวันที่ 11 พ.ค.นี้
       
       โดยจะเปิดรับสมัครผู้ที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายก อบจ.เชียงราย ในวันที่ 8-12 เม.ย.หรือช่วงก่อนเทศบาลสงกรานต์ ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น.ณ สำนักงาน อบจ.เชียงราย ถนนศูนย์ราชการฝั่งหมิ่น ต.ริมกก อ.เมือง จ.เชียงราย
       
       ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าหนังสือประกาศดังกล่าวลงชื่อโดยนางนุชนารถ วดีศิริศักดิ์ ผู้อำนวยการ กกต.อบจ.เชียงราย ซึ่งเป็นน้องสาวของ นางสลักจฤฏดิ์ ติยะไพรัช อดีตนายก อบจ.เชียงราย ที่พึ่งพ้นจากตำแหน่งไป เนื่องจากถูกศาลฎีกาพิพากษาตัดสิทธิทางการเมือง เป็นระยะเวลาถึง 10 ปี ในคดีกระทำผิดกฎหมายการเลือกตั้งในการเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงราย ตั้งแต่ปี 2547
       
       โดยนางนุชนารถ มีตำแหน่งเป็นรองปลัด อบจ.เชียงราย เนื่องจากผู้ที่มีตำแหน่งปลัด และรองปลัดคนเก่าถูกคณะกรรมการจังหวัด และ อบจ.เชียงราย มีมติให้ออกจากราชการไปหมดแล้ว
       
       สำหรับการการแข่งขันชิงเก้าอี้นายก อบจ.เชียงราย ครั้งนี้ คาดว่า คู่แข่งขันสำคัญก็คือ นางรัตนา จงสุทธนามณี อดีตนายก อบจ. ที่เป็นโจทย์ยื่นฟ้องนางสลักจฤฏดิ์ จนต้องพ้นจากตำแหน่งนายก อบจ. กับนางบุศริณธญ์ (ติยะไพรัช) วรพัฒนานันท์ อดีตนายก อบจ.เชียงราย เมื่อหลายสมัยก่อน และเป็นพี่สาวของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-04-05 16:46:51


ความเห็นที่ 49 (2996624)
ภูมิภาค-ชุมชนเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 18 มีนาคม 2557

 

2ตระกูล'ติยะไพรัช-จงสุทธนามณี'

2ตระกูล'ติยะไพรัช-จงสุทธนามณี'...จ้องเปิดศึกชิงนายกอบจ.เชียงราย : โดย...ณัฐวัตร ลาพิงค์

 
                     ถือเป็นใบแดงที่ 2 ของคนในตระกูล "ติยะไพรัช" หลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2557 ให้จำคุก นางสลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช นายก อบจ.เชียงราย เป็นเวลา 2 ปี 6 เดือน ปรับ 50,000 บาท และเพิกถอนสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ก่อนเป็นเวลา 2 ปี ในคดีแจ้งความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานตามมาตรา 137 ประมวลกฎหมายอาญาและกระทำการอันเป็นเท็จตาม พ.ร.บ.เลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือบริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 114 ซึ่งนางรัตนา จงสุทธนามณี อดีตนายก อบจ.เชียงราย เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง
 
                     คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2547 ในการเลือกตั้ง อบจ.เชียงราย ซึ่งมีนางรัตนา และนางสลักจฤฎดิ์ เป็นคู่ชิงชัย ผลปรากฏว่า นางรัตนา ได้รับการเลือกตั้ง แต่นางสลักจฤฎดิ์ได้ยื่นฟ้องร้องและแจ้งความกล่าวหาว่านางรัตนา พร้อมด้วยสามีคือ นายวันชัย จงสุทธนามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย แจกชิงช้าและกระดานเลื่อนให้ประชาชนที่ชุมชนประตูเชียงใหม่สามัคคี เทศบาลนครเชียงราย เพื่อหวังผลการเลือกตั้ง แต่ศาลสั่งยกฟ้อง ซึ่งนางรัตนาได้ยื่นฟ้องกลับนางสลักจฤฎดิ์ โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อปี 2549 ให้จำคุกนางสลักจฤฎดิ์ป็นเวลา 3 ปี 9 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ปรับเงินจำนวน 75,000 บาท และตัดสิทธิ์ทางการเมือง 10 ปี ขณะที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง และล่าสุดศาลฎีกามีคำตัดสินให้คดีถึงที่สิ้นสุดดังกล่าว
 
                     ส่วนใบแดงแรกเป็นของ "ยุทธ ตู้เย็น" นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ส.ส.แบบสัดส่วนและประธานสภาผู้แทนราษฎร สามีของนางสลักจฤฎดิ์ หลังถูกศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี โดยถูกกล่าวหาว่าแจกเงินให้หัวคะแนนกลุ่มกำนัน อ.แม่จัน จ.เชียงราย ไปซื้อเสียงจากประชาชนจนกระทั่งมีการยุบพรรคพลังประชาชนเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551 ขณะที่น้องสาว น.ส.ละออง ติยะไพรัช อดีตส.ส.เชียงราย 3 สมัย ก็เคยได้รับใบเหลือง เมื่อปี 2551 
 
                     ส่วนเงื่อนเวลาการเลือกตั้งนั้น นายเอกชัย เรือนคำ ผอ.กต.เชียงราย ระบุว่า ขณะนี้ต้องรอให้ อบจ.เชียงราย ดำเนินการด้านธุรการและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีความ ซึ่งทางอบจ.จะได้แจ้งมาทาง กกต.เชียงรายอีกครั้งจึงจะดำเนินการให้มีการเลือกตั้งภายใน 60 วัน จะนับตั้งแต่วันที่อบจ.เชียงรายแจ้งความจำนงมา ทำให้อุณหภูมิการเมืองท้องถิ่นร้อนระอุขึ้นมาทันที และถือว่าเป็นศึกสองตระกูลใหญ่ "ติยะไพรัช-จงสุทธนามณี" ที่จะกลับมาฟาดฟันกันอีกครา
 
                     ฟากตระกูล "ติยะไพรัช" ที่มีหัวเรือใหญ่อย่าง "ยุทธ ตู้เย็น" กุมบังเหียน หลายฝ่ายเชื่อว่า การจัดวางตัวผู้เล่นยังไม่นิ่ง อันเป็นผลมาจากคำพิพากษาและกะทันหัน แต่ ณ เวลานี้หากเอกซเรย์ดู ตัวเลือกอันดับ 1 ในกรณีที่ "ยงยุทธ" เลือกที่จะโลดโผนในสนามการเมืองระดับชาติ มากกว่าสนามท้องถิ่น คือ นางบุศริณธญ์ ติยะไพรัช วรพัฒนานันน์ พี่สาวแท้ๆ ดีกรีอดีต ส.ว.เชียงราย ปี 2543 และอดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่ได้เลื่อนตำแหน่งแทนนายสันติ พร้อมพัฒน์ ในเดือนตุลาคม 2544 สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และปริญญาโท รัฐศาสตรมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
 
                     ขณะที่ตัวเลือกอันดับ 2 และ 3 ดูจะติดล็อกการเมืองเป็นผู้รับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.พรรคเพื่อไทย คือ น.ส.ละออง ติยะไพรัช ผู้สมัคร ส.ส.เชียงราย เขต 7 พรรคเพื่อไทย วัย 52 ปี ผู้ซึ่งลิ้มลองกับใบเหลือง เป็นอดีตส.ส.เชียงราย 3 สมัย และนายมิติ ติยะไพรัช หรือฮั่น อายุ 28 ปี ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ผู้ก่อตั้งสโมสรเชียงรายยูไนเต็ด และอดีตผู้จัดการฟุตบอลเยาวชนไทย รุ่นอายุ 16 ปี ก็มีรายชื่อเป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ลำดับที่ 63
 
                     เว้นเสียว่าศาลรัฐธรรมนูญชี้การขาดว่า การเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นโมฆะ จะทำให้มีตัวเลือกมากขึ้น แต่ยี่ห้อ "ติยะไพรัช" ที่มากด้วยอำนาจ บารมี และกระสุนดินดำ รวมถึงฐานเสียงของส.ส.ทั้ง 7 เขต มวลชนคนกลุ่มเสื้อแดง และคนรัก "ทักษิณ" ก็มากพอที่จะหนุนเนื่องให้คนในระบอบสู่ฝั่งฝันได้ไม่ยากเย็น
 
                     ขณะที่ตระกูล "จงสุทธนามณี" เชื่อว่าคงจะส่ง นางรัตนา จงสุทธานามณี ลงล้างตาอีกครั้ง เป็นอดีตนายก อบจ.เชียงราย 2 สมัย คือ ปี 2547 และ 2551 โดยชนะนางสลักจฤฎดิ์ (ชื่อเดิม สลักจิต) ติยะไพรัช ก่อนจะมาปราชัยให้คู่แข่งคนเดิม ในปี 2555 โดยได้ 175,455 คะแนน ขณะที่คู่แข่งได้ 341,523 คะแนน ทิ้งห่างกันถึง 166,068 คะแนน ว่ากันว่า "รัตนา" ช่วงที่ไม่มีตำแหน่งทางการเมือง ทางสามี คือ นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ได้ดึงมาเป็นที่ปรึกษาในการบริหารเทศบาลนครเชียงรายและเป็นที่ปรึกษาในการ จัดงานกิจกรรมด้านต่างๆ ของเทศบาลนครเชียงรายเพื่อเรียกคะแนนนิยมในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ซึ่งฐานเสียงของนางรัตนานั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ในเขต อ.เมือง และพื้นที่ใกล้เคียง อันเป็นฐานเสียงอันเหนียวแน่นของสามี บวกกับฐานเสียงเดิม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายก อบจ.เชียงราย มา 2 สมัย
 
                     ด้วยกระแสธารของการเมืองที่ไหลเชี่ยวและหลากแรง แม้เกจิการเมืองยังให้ฟากตระกูล "ติยะไพรัช" เป็นต่อหลายช่วงตัว เนื่องจากมีสรรพกำลังและมวลชนในมือค่อนข้างเหนียวแน่น แต่ทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ตระกูล "จงสุทธนามณี" อาจจะมีไม้เด็ด พลิกโฉมหน้าการเมืองเชียงราย ก็เป็นได้
 
                     กระนั้นอาจจะมีเซอร์ไพรส์ หาก "ยุทธ ตู้เย็น" มองเห็นการเมืองระดับชาติวุ่นวาย ไร้อนาคตที่จะกลับมาครองอำนาจอีกครั้ง ถึงเวลานั้นอาจจะเปลี่ยนใจให้กระโจนลงมาเป็นผู้เล่นเสียเอง หากเป็นจริง "เผ็ดร้อน" แน่นอน
 
 
...........................
 
 
นางรัตนา จงสุทธานามณี 
 
                     เป็นภรรยานายวันชัย จงสุทธนามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลของนายชวน หลีกภัย อดีต ส.ส.เชียงราย ปี 2538 พรรคชาติพัฒนา สมัยแรก และได้รับเลือกตั้งต่อมาอีกหลายสมัย จากนั้นหันไปทำงานการเมืองท้องถิ่นในนามอิสระ โดยได้รับเลือกตั้งเป็นนายก อบจ.เชียงราย ในปี 2547 และ 2551 ชนะนางสลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาเลขานุการ จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และปริญญาโท สาขารัฐศาสตร์ (การเมืองการปกครอง) จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปี 2538 
 
 
 
นางสลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช 
 
                     ภรรยานายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานรัฐสภา สำเร็จการศึกษาปริญญาโท การจัดการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เคยดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีภาคเหนือ ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัดเชียงราย ประธานชมรมลูกเสือชาวบ้านจังหวัดเชียงราย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีแห่งชาติ และอดีตนายก อบจ.เชียงราย ปี 2555 
 
 
 
..............................
 
(2ตระกูล'ติยะไพรัช-จงสุทธนามณี'...จ้องเปิดศึกชิงนายกอบจ.เชียงราย : โดย...ณัฐวัตร ลาพิงค์)
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-03-19 21:56:21


ความเห็นที่ 48 (2996107)

คุก 2 ปี 6 เดือน-ถอนสิทธิ 10 ปี “นายก อบจ.เชียงราย-เมียยุทธ ตู้เย็น”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 มีนาคม 2557 12:39 น.
 
 
 
 
 
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
คุก 2 ปี 6 เดือน-ถอนสิทธิ 10 ปี “นายก อบจ.เชียงราย-เมียยุทธ ตู้เย็น”

คุก 2 ปี 6 เดือน-ถอนสิทธิ 10 ปี “นายก อบจ.เชียงราย-เมียยุทธ ตู้เย็น”
(ซ้าย)นางรัตนา จงสุทธนามณี อดีตนายก อบจ.เชียงราย (ขวา)นางสลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช นายก อบจ.เชียงราย คนปัจจุบัน

คุก 2 ปี 6 เดือน-ถอนสิทธิ 10 ปี “นายก อบจ.เชียงราย-เมียยุทธ ตู้เย็น”

เชียงราย - ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 2 ปี 6 เดือน ปรับ 5 หมื่น พร้อมถอนสิทธิทางการเมือง 10 ปี “สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช นายก อบจ.เชียงราย-เมียยงยุทธ” โทษจำคุกให้รอลงอาญา หลังถูกฟ้องแจ้งความเท็จ
       
       วันนี้ (12 มี.ค.) ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีดำเลขที่ 2318/2547 และแดงเลขที่ 1131/2549 ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 14 ศาล จ.เชียงราย กรณีนางรัตนา จงสุทธนามณี อดีตนายก อบจ.เชียงราย เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางสลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช นายก อบจ.เชียงราย คนปัจจุบัน ตามมาตรา 137 ประมวลกฎหมายอาญา และกระทำการอันเป็นเท็จตาม พ.ร.บ.เลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือบริหารท้องถิ่นปี 2545 มาตรา 114
       
       ครั้งนี้ศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้อ่านคำพิพากษาโดยทันที หลังจากจำเลยเคยยื่นคำร้องขอเลื่อนมาแล้ว 3 ครั้ง จนครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 ก.พ. 57 ที่ผ่านมาจำเลยไม่ได้เดินทางไปรับฟัง ทำให้ศาลต้องออกหมายจับให้มาฟังคำพิพากษาในวันนี้
       
       อย่างไรก็ตาม ในครั้งนี้นางสลักจฤฎดิ์ก็ไม่ได้เข้ารับฟังคำพิพากษาอีกเช่นเคย แต่มีสมาชิก อบจ.เชียงรายเดินทางไปรับฟังหลายคน
       
       เมื่อถึงเวลาอ่านคำพิพากษา ศาลได้อ่านคำสั่งของศาลฎีกาก่อน กรณีนางสลักจฤฎดิ์ได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนการอ่านคำพิพากษาที่ผ่านมา เรื่อง การให้ตีความอำนาจในการอ่านคำพิพากษา ซึ่งศาลฎีกาแจ้งว่ามีอำนาจในการสั่งให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษา รวมทั้งคำร้องไม่มีผลทำให้มีการเปลี่ยนคำพิพากษา จึงให้ยกคำร้อง และไม่มีเหตุให้ต้องเลื่อนอีก
       
       จากนั้นศาลได้เปิดซองคำพิพากษาต่อหน้าทนายความทั้งสองฝ่าย และอ่านคำพิพากษามีเนื้อหาว่า ในการเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงราย เมื่อ 14 มี.ค. 2547 โจทก์ได้รับหมายเลข 1 และจำเลยได้หมายเลข 2 ผลการเลือกตั้งพบว่าโจทก์ได้คะแนนมาเป็นอันดับ 1 แต่ยังไม่มีการรับรองผลการเลือกตั้ง
       
       เพราะจำเลยได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า เมื่อวันที่ 4-6 มี.ค. 2547 โจทก์ได้แจกชิงช้า และกระดานเลื่อน ให้แก่ประชาชนที่ชุมชนประตูเชียงใหม่สามัคคี เทศบาลนครเชียงราย ทำให้ กกต.ต้องตรวจสอบ และทำให้การประกาศรับรองต้องเลื่อนออกไป
       
       โจทก์แจ้งอีกว่า การแจกสิ่งของดังกล่าว ทางเทศบาลนครเชียงรายเป็นผู้แจกตั้งแต่ปี 2546 ทำให้ต่อมา กกต.ได้ตรวจสอบและยกคำร้อง และประกาศรับรองโจทก์ให้เป็นนายก อบจ.เชียงรายในที่สุด จึงถือเป็นการกลั่นแกล้งและกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งดังกล่าว
       
       ขณะที่ฝ่ายจำเลยแจ้งว่า ได้รับแจ้งจากประชาชนว่ามีการมอบสิ่งของดังกล่าว จึงได้แจ้งทาง กกต.ให้ไปตรวจสอบ ส่วนกรณีที่ทางเทศบาลฯ เป็นผู้แจกนั้นพบว่าช่วงดังกล่าวมีนายวันชัย จงสุทธนามณี เป็นนายกเทศมนตรี ทำการแจก และนายวันชัยเป็นสามีของนางรัตนา จึงถือว่าเป็นบุคคลเดียวกัน
       
       ประเด็นที่ศาลฎีกาได้พิจารณาคือ กรณีโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอสละสิทธิในคดีนั้น ศาลพิเคราะห์แล้วว่าคดีดังกล่าวเป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีผลตั้งแต่ต้น ดังนั้นแม้จะมีการยื่นขอสละสิทธิ แต่โจทก์ก็ยังคงมีสิทธิในคดีอยู่
       
       ส่วนกรณีว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่นั้น พิเคราะห์ได้ว่า เมื่อวันที่ 23 ต.ค. 2546 นายวันชัย จงสุทธนามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ได้เป็นผู้มอบสิ่งของแก่ประชาชนในชุมชนประตูเชียงใหม่สามัคคี ตามโครงการชุมชนห่างไกลยาเสพติด ต่อมาในวันที่ 14 มี.ค. 2547 จึงมีการเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงราย แต่จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อประธาน กกต.เชียงรายว่าได้รับแจ้งจากประชาชนในชุมชนดังกล่าวว่า ผู้สมัครหมายเลข 1 เป็นคนนำไปมอบแก่ประชาชน และบอกให้เลือกผู้สมัครเบอร์ 1 โดยมีการแนบรายชื่อพยานประกอบคำร้องอีกหลายคน แต่มีอยู่ 2 คนที่ให้การว่าไม่รู้เห็นกับคำร้องดังกล่าว โดยระบุว่าตนเองถูกนำชื่อไปแอบอ้าง
       
       ศาลพิเคราะห์ในช่วงท้ายโดยมีเนื้อหาว่า การกระทำดังกล่าวถือว่าไม่ใส่ใจต่อการแจ้งต่อเจ้าพนักงาน และไม่มีการตรวจสอบก่อน ทั้งที่สามารถทำได้โดยง่าย ทั้งยังมีการแอบอ้างรายชื่อคนเป็นไปพยาน รวมทั้งยังอ้างว่ามีการมอบสิ่งของเพื่อให้เลือกผู้สมัครหมายเลข 1 การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการกระทำอันเป็นเท็จ และทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด ตาม พ.ร.บ.เลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือบริหารท้องถิ่นปี 2545 มาตรา 114
       
       หลังมีการยื่นบรรเทาโทษว่าเป็นผู้มีการกระทำคุณงามความดีหลายอย่าง ศาลจึงมีคำพิพากษาให้จำคุกเป็นเวลา 5 ปี ปรับเป็นเงิน 100,000 บาท และให้เพิกถอนสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี แต่ด้วยคุณงามความดีดังกล่าว จึงได้ลดโทษเหลือจำคุกลงเหลือ 2 ปี 6 เดือน ปรับเป็นเงิน 50,000 บาท แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญาเป็นเวลา 2 ปี โดยโทษเพิกถอนสิทธิทางการเมืองยังคงเหมือนเดิม
       
       รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า ภายหลังคำพิพากษาได้มีกลุ่มพัฒนาสตรี จ.เชียงราย ซึ่งสนับสนุนนางสลักจฤฎดิ์ ได้นำดอกไม้ไปให้กำลังใจสมาชิก อบจ.เชียงรายบริเวณหน้าศาล และยังมอบผ่านสมาชิกบางคน เพื่อขอให้นำไปมอบต่อให้นายยงยุทธ ติยะไพรัช สามีนางสลักจฤฎดิ์ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ
       
       ขณะที่การบริหารงานของ อบจ.เชียงราย ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง โดยตามกฎหมายทาง กกต.จะจัดให้มีการเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงรายคนใหม่ภายใน 60 วัน ซึ่งก่อนหน้านี้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบวินัยร้ายแรงต่อปลัด และรองปลัด อบจ.เชียงราย ทำให้ตำแหน่งผู้อำนวยการ กกต.อบจ.เชียงราย ในการเลือกตั้งครั้งใหม่จะต้องเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-03-13 06:55:39


ความเห็นที่ 47 (2996011)

จับตาชะตากรรมเมีย “ยุทธ ตู้เย็น” หลังเจอหมายจับ-ศาลฎีกานัดพิพากษาพรุ่งนี้

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 11 มีนาคม 2557 14:18 น.
 
 
 
 
 
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
จับตาชะตากรรมเมีย “ยุทธ ตู้เย็น” หลังเจอหมายจับ-ศาลฎีกานัดพิพากษาพรุ่งนี้
(ภา่พจากแฟ้ม)นางอัมพวัน ศรีวรรณยศ ปลัด อบจ.เชียงราย

จับตาชะตากรรมเมีย “ยุทธ ตู้เย็น” หลังเจอหมายจับ-ศาลฎีกานัดพิพากษาพรุ่งนี้

จับตาชะตากรรมเมีย “ยุทธ ตู้เย็น” หลังเจอหมายจับ-ศาลฎีกานัดพิพากษาพรุ่งนี้

เชียงราย - วิจารณ์แซดผู้ว่าฯ นำทีมเปิดโต๊ะประชุมลับ เขย่าเก้าอี้ “ปลัด-รองปลัด อบจ.” พันเก้าอี้ ผอ.กกต.อบจ.เชียงราย ก่อนถึงวันศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา “นายก อบจ.-เมียยุทธ ตู้เย็น” ถูกฟ้องแจ้งเท็จ-เจอหมายจับซ้ำ จนหายหน้าไปจากแวดวงสังคมมานานกว่า 1 เดือน
       
       วันนี้ (11 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้คนเชียงราย ทั้งที่อยู่ในแวดวงการเมือง และชาวบ้านทั่วไปกำลังเฝ้าจับตา และวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการตัดสินคดีที่นางสลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช นายก อบจ.เชียงราย ภรรยานายยงยุทธ ติยะไพรัช นักการเมืองใหญ่ ที่ศาลได้นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในวันพรุ่งนี้ (12 มี.ค.)
       
       นางสลักจฤฎดิ์ ถูกนางรัตนา จงสุทธนามณี อดีตนายก อบจ.เชียงราย ฟ้องในข้อหาแจ้งความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานตามมาตรา 137 ประมวลกฎหมายอาญา และกระทำการอันเป็นเท็จตาม พ.ร.บ.เลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือบริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545 มาตรา 114 หลังเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงราย ปี 2547 และเกิดการร้องเรียนกันว่าอีกฝ่ายกระทำผิดกฎหมายการเลือกตั้ง
       
       คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำคุกนางสลักจฤฎดิ์เป็นเวลา 3 ปี 9 เดือน โดยไม่รอลงอาญา โทษปรับจำนวน 75,000 บาท รวมทั้งให้เว้นวรรคทางการเมือง 10 ปี แต่ศาลอุทธรณ์ได้ยกฟ้อง และมีการยื่นต้อศาลฎีกาต่อ ซึ่งศาลฎีกาได้นัดฟังคำพิพากษา 2 ส.ค. 56 โดยให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษา แต่นางสลักจฤฎดิ์ขอเลื่อน โดยระบุว่า ป่วย-ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ศาลจึงเลื่อนไปเป็นวันที่ 13 ก.ย. 56 แต่นางสลักจฤฎดิ์ก็ยื่นคำร้องขอให้ตีความอำนาจในการอ่านคำพิพากษา พร้อมระบุว่ามีหลักฐานใหม่จะชี้แจง ทำให้ศาลนัดฟังคำสั่งในวันที่ 5 ก.พ. 57
       
       แต่ปรากฏว่า เมื่อถึงวันนัด (5 ก.พ.) นางสลักจฤฎดิ์ไม่ได้เดินทางไปฟังคำสั่ง โดยระบุว่าป่วย ท้ายที่สุดศาลได้นัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 12 มี.ค.นี้ และสั่งออกหมายจับนางสลักจฤฎดิ์ให้ไปฟังคำพิพากษาด้วย
       
       อย่างไรก็ตาม หลังศาลมีคำสั่งให้ออกหมายจับเป็นต้นมา จนถึงขณะนี้ปรากฏว่านางสลักจฤฎดิ์ได้หายหน้าหายตาไปจากสังคมอย่างสิ้นเชิง โดยมีนายวิสิษฐ์ เตชะธีราวัฒน์ รองนายก อบจ.เชียงราย ได้เข้ามารักษาราชการในตำแหน่งนายก อบจ.เชียงราย แทนจนถึงวันนี้
       
       รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ผลคำพิพากษาศาลฎีกาครั้งนี้ นอกจากจะมีผลต่อตำแหน่งนายก อบจ.เชียงรายของนางสลักจฤฎดิ์แล้ว ดูเหมือนจะเกี่ยวพันไปถึงเก้าอี้นางอัมพวัน ศรีวรรณยศ ปลัด อบจ.เชียงราย และนายสุภัทร อักษรแก้ว รองปลัด อบจ.เชียงราย ด้วย เพราะหากมีการเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงรายใหม่ ปลัด อบจ.เชียงรายก็จะเป็นผู้อำนวยการ กกต.อบจ.เชียงราย โดยตำแหน่ง และมีผลต่อการตรวจสอบการเลือกตั้งด้วย และเป็นที่น่าสังเกตว่า ขณะนี้กำลังมีความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลที่นั่งอยู่ในเก้าอี้ ปลัด-รองปลัด อบจ.เชียงราย ให้เห็นอย่างชัดเจน
       
       ล่าสุดวานนี้ (10 มี.ค.) นายพงษ์ศักดิ์ วังเสมอ ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย ในฐานะคณะกรรมการข้าราชการ อบจ.เชียงราย (ก.จ.จ.เชียงราย) ได้เปิดประชุมพิจารณากรณีมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรงต่อนาง อัมพวัน ศรีวรรณยศ ปลัด อบจ.เชียงราย และนายสุภัทร อักษรแก้ว รองปลัด อบจ.เชียงราย เรื่องการจัดซื้อเครื่องกันหนาวซึ่งทางสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้เคยชี้มูลเอาไว้เมื่อปี 2554 และเสนอให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเท่านั้น
       
       การประชุมในครั้งนี้จัดให้เป็นการประชุมลับ ไม่เปิดให้สื่อมวลชน หรือบุคคลภายนอกเข้ารับฟัง รวมทั้งมีการขอกำลังสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจไปประจำการโดยรอบ อ้างว่ากำลังปฏิบัติการสีดำ ขอไม่ให้บุคคลที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเดินไปมา เพราะอาจจะถ่ายติดภาพของเจ้าหน้าที่ได้
       
       อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าในที่ประชุมได้นำเสนอผลการสอบสวนทางวินัยร้ายแรงดังกล่าว ซึ่งมีกรรมการบางคนเห็นพ้องด้วยกับรายงาน ทำให้อาจถึงขั้นไล่นางอัมพวันออกจากราชการ และปลดนายสุภัทรออกจากราชการด้วย
       
       นางอัมพวันกล่าวว่า ตนถูกอำนาจทางการเมืองกลั่นแกล้ง โดยที่ไม่มีการเปิดโอกาสให้โต้แย้ง หรือแสดงพยานหลักฐาน ทั้งๆ ที่ในขั้นต้น สตง.เสนอให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ไม่ได้ถึงขั้นตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรงเลย
       
       ดังนั้น หากมีมติในขั้นสุดท้ายว่าตน และนายสุภัทร มีความผิดก็จะยื่นอุทธรณ์ทันทีและไปร้องทุกข์ต่อศาลปกครอง-ศาลอาญาด้วย หรือแม้จะพิจารณาว่าตนไม่มีความผิด ตนก็จะฟ้องกลับผู้ที่เกี่ยวข้องในฐานะเป็นผู้นำที่ไม่มีความเป็นธรรม และทำให้ตนเสื่อมเสียชื่อเสียง เพื่อป้องกันเกียรติยศความเป็นข้าราชการของตนเอาไว้
       
       อนึ่ง ก่อนหน้านี้นางอัมพวัน และนายสุภัทร ถูกย้ายให้ไปทำหน้าที่ประจำ อบจ.เชียงราย จากนั้นได้มีการสอบสวนข้อกล่าวหา ต่อมานางอัมพวันได้มีคำร้องทักท้วง และขอให้ทาง ก.จ.จ.ได้พิจารณาใหม่ เพราะมีการพิจารณาจะโอนบุคคลที่เป็นญาติของนางสลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช นายก อบจ.เชียงราย ที่ทำงานเป็นเลขานุการ คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ให้ไปดำรงตำแหน่งรองปลัด อบจ.เชียงราย
       
       นางอัมพวันให้เหตุผลว่า ตำแหน่งเดิมไม่เทียบเท่ากับระดับรองปลัด อบจ. รวมทั้งไม่ได้มาตรฐานของนักบริหารงาน อบจ.ที่ไม่เคยเป็นหัวหน้าสำนักงานปลัดระดับ 8 หรือผู้อำนวยการกองระดับ 8 มาก่อนอย่างน้อย 2 ปี และมาตรฐานยังกำหนดให้ต้องปฏิบัติราชการเกี่ยวกับการบริหารท้องถิ่นมาก่อน ด้วย
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-03-11 18:29:16


ความเห็นที่ 46 (2993724)

ศาลออกหมายจับ “สลักจฤฎดิ์” เมีย “ยงยุทธ ติยะไพรัช”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 กุมภาพันธ์ 2557 12:53 น.
 
 
 
 
 

ศาลออกหมายจับ “สลักจฤฎดิ์” เมีย “ยงยุทธ ติยะไพรัช”
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ศาลออกหมายจับ “สลักจฤฎดิ์” เมีย “ยงยุทธ ติยะไพรัช”

ศาลออกหมายจับ “สลักจฤฎดิ์” เมีย “ยงยุทธ ติยะไพรัช”

ศาลออกหมายจับ “สลักจฤฎดิ์” เมีย “ยงยุทธ ติยะไพรัช”

เชียงราย - ศาลออกหมายจับ “สลักจฤฎดิ์” นายก อบจ.เชียงราย เมีย “ยงยุทธ ติยะไพรัช” ฐานไม่เข้าฟังคำสั่งศาลฎีกาคดีแจ้งความเท็จ หลังเลื่อนมาแล้ว 2 รอบ สั่งให้นำตัวเข้าฟังคำสั่งศาล 12 มี.ค.นี้
       
       วันนี้ (5 ก.พ.) ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 14 ศาลจังหวัดเชียงราย นายมหันศ์โชค แฉล้มเขตต์ ผู้พิพากษาศาลจังหวัดเชียงราย ได้ขึ้นบัลลังก์เพื่อพิจารณาตามคำสั่งศาลฎีกาต่อกรณีคดีหมายเลขดำที่ 2318/2547 คดีหมายเลขแดงที่ 1131/2549 ในชั้นศาลฎีกาคดีแจ้งความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 137 ประมวลกฎหมายอาญา และกระทำการอันเป็นเท็จตาม พ.ร.บ.เลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือบริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545 มาตรา 114
       
       โดยโจทก์ คือ นางรัตนา จงสุทธนามณี อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีนครเชียงราย และจำเลย คือ นางสลักจฤฏดิ์ ติยะไพรัช นายก อบจ.เชียงราย ภรรยานายยงยุทธ ติยะไพรัช นักการเมืองใหญ่ของเชียงราย อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี
       
       ก่อนถึงเวลานัดฟังคำพิพากษา ทนายฝ่ายจำเลยได้ยื่นต่อศาลชั้นต้น เพื่อให้ยื่นต่อศาลฎีกาขอสืบพยานเพิ่มเติมในคดีดังกล่าว โดยให้นำไปสืบในชั้นศาลชั้นต้น ทำให้ทางศาลจังหวัดเชียงรายได้ยื่นเรื่องไปยังองค์คณะของศาลฎีกา ส่งผลทำให้การพิจารณาช้ากว่าเวลานัดหมายช่วงประมาณ 10.00น.ไปประมาณ 1 ชั่วโมง ท่ามกลางการลุ้นระทึกของผู้สนับสนุน โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มการเมืองท้องถิ่นในขั้วของนางสลักจฤฎดิ์ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดย พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รอง ผบช.น. ก็เดินทางมาฟังคำพิพากษาเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา
       
       จากนั้นศาลได้สอบถามหาตัวโจทก์และจำเลย ปรากฏว่าทนายฝ่ายโจทก์แจ้งว่า โจทก์ให้ทนายความมารับฟังแทน และเมื่อสอบถามถึงฝ่ายจำเลย ปรากฏว่านางสลักจฤฏดิ์ไม่ได้เดินทางมารับฟังคำสั่งศาลฎีกาแต่อย่างใด ศาลจึงให้ทนายความโทรศัพท์ไปแจ้งให้มารับคำสั่งตามคำร้องดังกล่าว ปรากฏว่าทนายแจ้งว่าไม่สามารถติดต่อได้ ทำให้ศาลจังหวัดเชียงรายอ่านคำสั่งกรณีคำร้องของจำเลย
       
       โดยมีเนื้อหาว่าศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาต่อคดีดังกล่าวแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องส่งคำร้องสนับสนุนคดีดังกล่าวอีก และไม่จำเป็นต้องส่งคดีให้ศาลชั้นต้น ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่าไม่มีเหตุอันควรที่จะส่งคำร้องในชั้นศาลฎีกา และไม่อนุญาตให้มีการเลื่อนการอ่านคำพิพากษาในคดี จึงยกคำร้องของฝ่ายจำเลยดังกล่าว
       
       ส่วนกรณีที่จำเลยไม่เดินทางมาฟังคำสั่งศาลนั้น เห็นว่าจำเลยได้รับทราบการนัดหมายจากศาลอยู่แล้ว ดังนั้นจึงให้มีการออกหมายจับจำเลย เพื่อนำตัวไปรับฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาวันที่ 12 มีนาคม เวลา 09.00 น.
       
       หลังจากศาลอ่านคำสั่งดังกล่าวแล้ว ฝ่ายทนายนางสลักจฤฎดิ์ได้พยายามเข้าไปชี้แจงต่อศาลนานหลายนาที ซึ่งศาลได้พยายามอธิบายว่า ศาลได้มีการพิจารณาจากคำร้องต่างๆ ไปหมดแล้ว และกรณีทนายแสดงความเห็นเป็นการแสดงความเห็นส่วนตัว แต่หากอยากชี้แจงใดๆ ก็ให้ยื่นคำร้องใหม่เข้าไปยังศาลได้ต่อไป
       
       สำหรับคดีดังกล่าวเกิดขึ้นช่วงการเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงราย ตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งเป็นช่วงที่พรรคไทยรักไทยยังเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มีการประกาศตัวนางสลักจฤฎดิ์เป็นผู้สมัคร ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนั้นคู่แข่งสำคัญคือ นางรัตนา และนางสลักจฤฎดิ์ ซึ่งเป็นภรรยาของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ขณะยังเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีอยู่ด้วย
       
       แต่ผลการเลือกตั้งปรากฏว่านางรัตนาชนะการเลือกตั้ง แต่ก็มีการร้องเรียนและฟ้องร้องกันหลายคดี กระทั่งในการเลือกตั้งใหม่ปี 2551 นางรัตนาก็ชนะการเลือกตั้งอีก ต่อมาในการเลือกตั้งปี 2555 นางสลักจฤฎดิ์ชนะการเลือกตั้ง แต่คดีเดิมที่เกิดจากการร้องเรียนกันเรื่องการแจกสิ่งของเพื่อหวังผลการ เลือกตั้งในช่วงการเลือกตั้งนายก อบจ.ปี 2547 มีการพิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เรื่อยมา กระทั่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อปี 2549 ให้จำคุกนางสลักจฤฎดิ์เป็นเวลา 3 ปี 9 เดือนโดยไม่รอลงอาญา โทษปรับ 75,000 บาท รวมทั้งให้เว้นวรรคทางการเมือง 10 ปี แต่มีการยื่นประกันตัวออกมาสู้คดีกระทั่งศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง และกระบวนการมาถึงการอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา
       
       แต่ที่ผ่านมาจำเลย (นางสลักจฤฎดิ์) ได้ขอเลื่อนการอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาแล้ว 2 ครั้ง คือเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2556 โดยระบุว่าปวดศีรษะ และวันที่ 2 สิงหาคม 256 ได้ยื่นให้ตีความอำนาจการอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา จนกระทั่งศาลฎีกามีคำสั่งในวันนี้
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2014-02-06 07:32:06


ความเห็นที่ 45 (2984580)

ร้อง นอภ.-ผู้ว่าฯ ลำปางสอบว่าที่นายก อบต. ชี้เคยต้องคดีรุกป่ามาแล้ว

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 ตุลาคม 2556 13:58 น.
 
 
 
 
 
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

ลำปาง - ผู้สมัครนายก อบต.สบป้าดร้อง นอภ.แม่เมาะ-ผู้ว่าฯ สอบคุณสมบัติว่าที่นายก อบต. ชี้มีประวัติต้องคดีรุกป่า แถมมีคำพิพากษาจากศาลถึงที่สุดถูกปลดพ้นตำแหน่ง ผญบ.-กำนันมาแล้ว
       
       วันนี้ (22 ต.ค.) นายกริช ฟูชุม ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) สบป้าด อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง หมายเลข 4 เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายอำเภอแม่เมาะ โดยมีนายสมจิตร จุนเจริญ ปลัดฝ่ายความมั่นคง รับเรื่องแทน เพื่อร้องขอความเป็นธรรมภายใต้กรอบกติกาของกฎหมาย และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
       
       โดยนายกริชกล่าวหานายสุขเกษม สุริยา นายก อบต.สบป้าด ขาดคุณสมบัติการสมัครรับเลือกตั้งตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น มาตรา 45 บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือก ตั้ง (7) เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริต และประพฤติมิชอบในวงราชการ และ พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 (แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2546) มาตรา 58/1(3) ไม่เป็นผู้มีพฤติกรรมในทางทุจริต
       
       พร้อมระบุว่า นายสุขเกษมซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นกำนันตำบลสบป้าด ถูกชาวบ้านร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดว่าร่ำรวยผิดปกติ ใช้อำนาจรัฐบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และมีการใช้อิทธิพลข่มขู่ชาวบ้านในพื้นที่ ต่อมาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดจากศาลจังหวัดลำปาง คดีหมายเลขดำที่ 769/2553 คดีหมายเลขแดงที่ 1380/2554 ว่า นายสุขเกษม สุริยา ได้กระทำความผิดฐานบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ และคดีถึงที่สุดแล้ว จนเป็นผลให้มีคำสั่งให้นายสุขเกษมพ้นจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ต.สบป้าด และต้องพ้นจากตำแหน่งกำนันตำบลสบป้าดด้วย
       
       ดังนั้นจึงเห็นว่านายสุขเกษม ซึ่งขณะกระทำความผิด พ.ร.บ.ป่าไม้ ได้ดำรงตำแหน่งกำนันตำบลสบป้าด เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และถือว่าเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ เป็นผู้มีพฤติกรรมทุจริตต่อหน้าที่ ประพฤติมิชอบในวงราชการ ทำให้ขาดคุณสมบัติสมัครรับเลือกตั้งนายก อบต.
       
       จึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอแม่เมาะ ตรวจสอบคุณสมบัติของนายสุขเกษมว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนดไว้ หรือไม่ เพื่อมิให้เกิดความเสียหายต่อการบริหารงานดังเช่นกรณีที่ผ่านมา
       
       จากนั้นนายกริชได้เดินทางต่อไปยังศาลากลางจังหวัดเพื่อยื่นหนังสือ ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง แต่เนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางไม่อยู่ จึงได้มอบหนังสือร้องเรียนผ่านนิติกรประจำจังหวัดแทน
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-10-22 17:03:45


ความเห็นที่ 44 (2984299)

บุกยิงนายก อบต.โคกสำโรง หลานสะใภ้"อำนวย คลังผา" อาการสาหัส

วันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 10:31:23 น.

 

 

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 19 ตุลาคม  ร.ต.ท.ณัฐพล พงษานุวัฒน์ ร้อยเวร สภ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี รับแจ้งเกิดเหตุยิงถล่มกันด้วยอาวุธปืน ภายในวัดสิงห์คูยาง ในเขตเทศบาลตำบลโคกสำโรง อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี หลังรับแจ้งจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น จากนั้นรับรุดไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.มนตรี ยิ้มแย้ม รรท.ผบก.ภ.จว.ลพบุรี พ.ต.อ.ศุภโยชก์ ธารีไทย รอง ผบก.ภ.จว.ลพบุรี พ.ต.อ.พรชัย ไข่สนอง ผกก.สส.ภ.จว.ลพบุรี พ.ต.อ.กฤตธัช ชนะสิทธิ์ ผกก.สภ.โคกสำโรง พ.ต.ท.ธนภัทร หนูแก้ว รอง ผกก.สส.สภ.โคกสำโรง พร้อมกำลังอีกจำนวนหนึ่งและอาสาสมัครกู้ภัยโคกสำโรงสงเคราะห์ทันที


ที่เกิดเหตุบริเวณโกศเก็บกระดูก ใกล้กับเมรุเผาศพ พบกลุ่มไทยมุงยืนดูเหตุการณ์จำนวนมาก จึงกันคนไม่เกี่ยวข้องออกไป พบร่างคนถูกยิงเป็นผู้หญิงคนหายใจรวยรินจมกองเลือดอยู่ทราบชื่อต่อมาว่า นางกิตติพร แตงชุ่ม หรือนายกต๋อย อายุ 57 ปี อยู่บ้านเลขที่ 112/2 ม.5  ต.โคกสำโรง อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี มีตำแหน่งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลโคกสำโรง อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี และมีศักดิ์เป็นหลานสะใภ้นายอำนวย คลังผา ประธานวิปฝ่ายรัฐบาล และเป็นแม่ของนางกาญจนา สุขกำเนิด สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) ลพบุรี เขตอำเภอโตกสำโรง มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด .38 ชนิดลูกโม่ เข้าที่กลางหลังและลำตัวจำนวน 3 นัด ในที่เกิดเหตุพบหัวกระสุนปืนขนาด .38 ตกอยู่ 1 หัวแต่ไม่พบปลอกกระสุนปืนคาดว่าปืนที่ใช้ก่อเหตุเป็นปืนลูกโม่ จึงเก็บเอาไว้เป็นหลักฐานประกอบคดี จากนั้นนำร่างนางกิตติพรหรือนายกต๋อย ส่งโรงพยาบาลโคกสำโรงให้แพทย์ช่วยชีวิต หลังแพทย์ทำการรักษาเบื้องต้น ได้ส่งตัวต่อมาที่ โรงพยาบาลอานันทมหิดล โรงพยาบาลทหารซึ่งมีเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยกว่า เนื่องจากมีอาการสาหัส


จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ก่อนถูกยิงนางกิตติพรหรือนายกต๋อยขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีขาว หมายเลขทะเบียน กฉ 2323 ลพบุรี เข้ามาในวัดเพียงคนเดียวโดยไม่มีคนติดตาม เพื่อมาไหว้กระดูกพ่อแม่และกระดูกของนายทองใส แตงชุ่ม อดีตสามี ซึ่งถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตเมื่อประมาณ 5 ปีที่ผ่าน และขณะที่นางกิตติพรหรือนายกต๋อยกำลังไหว้กระดูกพ่อแม่และสามีอยู่นั้น ได้มีคนร้ายเป็นผู้ชายขับรถยนต์เก๋งยี่ห้อนิสสัน สีบรอนด์เงิน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน มาจอดข้างรถฟอร์จูนเนอร์ของนางกิตติพร จากนั้นเปิดประตูรถเดินไปหานางกิตติพรที่กำลังไหว้กระดูกอยู่ และชักอาวุธปืนยิงใส่จำนวน 3 นัด นางกิตติพรฟุบลงไปนอนจมกองเลือดอยู่กับพื้น จากนั้นคนร้ายเดินไปขึ้นรถยนต์เก๋งขับหลบหนีออกจากวัดไปกับคนร้ายอีก 1 คน


ตำรวจสันนิษฐานว่า ก่อนเกิดเหตุคนร้ายน่าจะมาดักรอนางกิตติพรอยู่ภายในวัด เมื่อเห็นนางกิตติพรขับรถมาจอดและมาคนเดียวโดยไม่มีคนติดตาม จึงโทรศัพท์แจ้งมือปืนที่รออยู่ในรถและน่าจะจอดอยู่นอกวัดให้ทราบ มือปืนจึงขับรถมาจอดและลงมาใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงนางกิตติพรได้รับบาดเจ็บ สาหัส ก่อนที่จะขึ้นรถขับหลบหนีไป


ผู้สื่อข่าวรายงานข่าวว่า สำหรับนางกิตติพร หรือนายกต๋อย แตงชุ่ม เป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลโคกสำโรง มาแล้ว 3 สมัย โดยสมัยที่ 3 เพิ่งเลือกตั้งไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา และนางกิตติพรลงสมัครโดยไม่มีคู่แข่ง ซึ่งการลงเล่นการเมืองครั้งแรก นางกิตติพรได้รับการสนับสนุนจากนายทองใส แตงชุ่ม สามี ซึ่งเป็นอดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดลพบุรี เขตอำเภอโคกสำโรง และถูกคนร้ายบุกเข้าไปยิงในปั๊มน้ำมัน พีที ตั้งอยู่ริมถนนสุระนารายณ์ เขตหมู่ 1 ต.เพนียด อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี เสียชีวิตคาที่เมื่อประมาณ 4 ปีที่ผ่านมา จากนั้นคนขับขี่รถ จยย.หลบหนี และลูกชายของนางกิตติพร ได้ขับรถยนต์กระบะไล่ติดตาม และชนรถคนร้ายตกถนน เป็นเหตุให้คนร้ายเสียชีวิต 1 คน ได้รับบาดเจ็บและถูกจับ 1 คน


สำหรับสาเหตุที่นางกิตติพรหรือนายกต๋อยถูกคนร้ายบูกยิงถึงในวัดครั้ง นี้ เบื้องต้นตั้งประเด็นเอาไว้คือ เรื่องการเมืองท้องถิ่นและเรื่องส่วนตัว ซึ่งตำรวจจะได้สืบสวนติดตามจับกุมตัวคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-10-19 12:34:03


ความเห็นที่ 43 (2980804)
ร้องผู้ว่าฯ ขอนแก่นสั่งสอบถอดถอนนายกเล็กเมืองพล หลังพบมูลชัดใช้อำนาจหาประโยชน์
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 กันยายน 2556 15:19 น.
 
 
 
 
 

       ศูนย์ข่าวขอนแก่น - ร้องซ้ำผู้ว่าฯ ขอนแก่นเร่งตรวจสอบถอดถอนนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองเมืองพล และสั่งยุบสภาเลือกตั้งใหม่ พร้อมทั้งเอาผิดทั้งอาญา-วินัย หลังพบมูลส่อทุจริตประพฤติมิชอบใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวก พ้องกรณีสร้างอาคารพาณิชย์ในพื้นที่โรงเรียนเทศบาลพลประชานุกุลเมื่อปี 50
       
       เมื่อเวลาประมาณ 13.00 น. วันนี้ (16 ก.ย.) ที่ศาลากลางจังหวัดขอนแก่น นายวัชระ เกียรติชัยพัฒน์ อดีตผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองพล พร้อมชาวบ้านในเขตเทศบาลเมืองพล อ.พล จ.ขอนแก่น จำนวนหนึ่งได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กรณีนายสุวัฒน์ อังสนันท์ นายกเทศมนตรีเมืองเมืองพลทุจริตประพฤติมิชอบต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ โดยขอให้ดำเนินการถอดถอนนายสุวัฒน์ออกจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองพล และดำเนินการเอาผิดทางวินัยพนักงานเทศบาลที่มีหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
       
       ต่อมานายกำธร วิเชฏฐพงศ์ ป้องกันจังหวัดขอนแก่น ได้ออกมารับหนังสือร้องเรียนแทน เนื่องจากนายสมศักดิ์ติดประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ หลังรับหนังสือนายกำธรรับปากจะมอบหนังสือให้ทางผู้ว่าฯ ไปดำเนินการตามขั้นตอนราชการ คาดว่าน่าจะใช้เวลาราว 1 เดือนจะทราบผลการพิจารณาข้อร้องเรียนดังกล่าว
       
       ในหนังสือร้องเรียน นายวัชระระบุว่า นายสุวัฒน์และพวกพ้อง ทั้งที่เป็นคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล พนักงานเทศบาล รวมถึงบุคคลบางกลุ่มมีพฤติการณ์ร่วมกันทุจริตประพฤติมิชอบ โดยการฉ้อฉลอาศัยตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบด้วย กฎหมายให้แก่ตนเองและพวกพ้องในการดำเนินการก่อสร้างอาคารพาณิชย์จำนวน 45 คูหาในพื้นที่โรงเรียนเทศบาลพลประชานุกุลเมื่อปี 2550 ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะที่สงวนไว้ใช้เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น ต้องห้ามใช้เพื่อประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ตามผังเมืองรวมเมืองพล
       
       แต่กลุ่มของนายสุวัฒน์ ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในเรื่องผังเมืองรู้ช่องว่างของกฎหมายผัง เมืองในเรื่องของกำหนดเวลาสิ้นสภาพบังคับของกฎหมาย ฉบับที่ 395 (พ.ศ. 2541) ผังเมืองรวมเมืองพล สิ้นผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 48 เป็นช่วงเวลาที่ยังไม่ได้จัดทำผังเมืองรวมฉบับใหม่ให้บังคับใช้ต่อเนื่องกัน
       
       โดยนายสุวัฒน์ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้ล่วงละเมิดบทบัญญัติของ กฎหมาย ด้วยการเร่งรัดอนุญาตให้บุคคลภายนอกที่พวกตนจัดตั้ง อำพรางขึ้นภายใต้ชื่อ หจก.จี.เอ็ม.วิศวกรรม ที่มีนายกิตติโชติ เตรียมเวชวุฒิไกร รองนายกเทศมนตรีเมืองพลเป็นนายทุนและผู้ดำเนินงานก่อสร้างอาคารดังกล่าว แต่แอบอ้างชื่อนายสงวน ลีลาลาวัณย์ และนางสาวยุพิน พวงนิล ซึ่งเป็นเพื่อนของนายกิตติโชติเป็นหุ้นส่วน ลงหุ้นด้วยเงินเพียง 3 แสนบาทด้วยการจดทะเบียน หจก.ในวันที่ 1 มิ.ย. 50 ก่อนหน้าที่จะทำสัญญาเพียง 2 เดือนเศษ
       
       หลังจากนั้นสภาเทศบาลเมืองเมืองพลได้มีมติว่าจ้าง หจก.จี.เอ็ม.วิศวกรรม เป็นผู้ก่อสร้างโดยไม่มีการเปิดประมูลตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย
       
       อย่างไรก็ตาม ต่อมาได้มีชาวบ้านในเขตเทศบาลเมืองเมืองพลได้ฟ้องเป็นคดีปกครองให้เพิกถอน การอนุญาตก่อสร้างอาคารพาณิชย์ในพื้นที่โรงเรียน ศาลปกครองได้มีคำสั่งทุเลาการบังคับและให้ระงับการก่อสร้างไว้ชั่วคราว ศาลปกครองขอนแก่นและศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาระบุว่า การที่นายสุวัฒน์อนุญาตให้ หจก.จี.เอ็ม.วิศวกรรมก่อสร้างอาคารพาณิชย์ดังกล่าวเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิ ชอบ คำสั่งของนายสุวัฒน์ตามใบอนุญาตนั้นเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
       
       จึงสั่งให้เทศบาลฯ รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดและจัดทำรั้วโรงเรียนให้มีสภาพเดิมตามคำพิพากษา ศาลปกครองขอนแก่นและศาลปกครองสูงสุด
       
       นายวัชระระบุอีกว่า จังหวัดขอนแก่นในฐานะผู้ควบคุมกำกับดูแลการบริหารราชการของเทศบาลเมืองเมือง พลตาม พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ. 2596 ได้รับรายงานข้อพิพาทในเรื่องนี้และดำเนินการหาผู้รับผิดทางละเมิดในความ เสียหายดังกล่าวที่เกิดขึ้น และได้มีคำสั่งทางปกครองให้นายสุวัฒน์รับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในอัตรา ร้อยละ 60 ของความเสียหาย 717,000 บาท คิดเป็นเงิน 430,200 บาท และนายอัศนีย์ ประทุมวงศ์ ปลัดเทศบาล (ขณะนั้น) รับผิดชอบค่าสินไหมทดแทนในอัตราร้อยละ 10 ของความเสียหาย คิดเป็นเงิน 71,700 บาท
       
       นั่นย่อมเล็งให้เห็นว่า ควรที่จะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ให้แน่ชัด และหากมีมูลควรเอาผิดทั้งทางอาญาและทางวินัยต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ เรื่องนี้ต่อไป
       
       นายวัชระเปิดเผยต่อว่า ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น ตนได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อหน่วยงานต่างๆ ทั้ง สภ.พล, ป.ป.ช., ผู้ตรวจการแผ่นดินไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ร้องเรียนต่อจังหวัดขอนแก่นเมื่อวันที่ 4 ต.ค. 55 และปลัดกระทรวงมหาดไทยผ่านศูนย์ดำรงธรรม เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และทำการถอดถอนนายสุวัฒน์กับพวกออกจากตำแหน่งทางการเมืองในเทศบาลเมืองเมือง พล และเอาผิดทางวินัยต่อข้าราชการประจำที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
       
       แต่ปรากฏว่าจังหวัดขอนแก่นแจ้งกลับว่าประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นเป็น เรื่องที่ได้มีการฟ้องร้องคดีต่อศาลปกครอง ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาคดีแล้ว และเทศบาลเมืองเมืองพลได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยครบถ้วน ถือว่าเป็นการใช้ดุลพินิจพิจารณาโดยมิชอบ ไม่มีการรับฟังพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ไม่ครอบคลุมทุกประเด็นตามที่ร้องเรียน ไม่แสวงหาข้อเท็จจริงตรวจสอบตามประเด็นที่กล่าวหาอย่างละเอียดใดๆ
       
       นายวัชระกล่าวว่า ในฐานะเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชนชาวเมืองพล ขอเรียกร้องให้ความเป็นธรรมต่อชาวเมืองพล โดยจังหวัดขอนแก่นและศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทยต้องเร่งรัดดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามประเด็นข้อร้อง เรียนต่างๆอย่างละเอียด หากพบการกระทำความผิดตามระเบียบกฎหมายต้องทำการถอดถอนนายสุวัฒน์ออกจาก ตำแหน่งนายกเทศมนตรีและยุบสภาเทศบาลเมืองเมืองพล รวมถึงเอาผิดทางวินัยพนักงานเทศบาลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
       
        “หลังจากยื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นในวันนี้แล้ว ผมจะเข้าไปร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย ร้องทุกข์ต่อ ป.ป.ช. และสำนักผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้สืบสวนสอบสวนหาผู้กระทำผิดมาลงโทษทั้งทางอาญาและวินัยให้ได้ ไม่เช่นนั้นตัวนายสุวัฒน์ และพรรคพวกก็จะลุแก่อำนาจเช่นนี้ต่อไปไม่สิ้นสุด” นายวัชระกล่าว
       
       สำหรับนายสุวัฒน์ อังสนันท์ นายกเทศมนตรีเมืองพลที่ถูกร้องเรียนครั้งนี้ เป็นนายกเทศมนตรีเมืองพลติดต่อกันมาแล้ว 5 สมัย ระหว่างที่บริหารงานเทศบาลฯ มักได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านในเขตเทศบาลฯในประเด็นปัญหาต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการบริหารงานที่ส่อไปในทางไม่โปร่งใส

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-09-17 07:36:51


ความเห็นที่ 42 (2980798)

นรินทร์ เหล่าอารยะ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน 'ส่งเสริมศักยภาพแก่ผู้พิการ'

ท้องถิ่นพูด
ระรินธร เพ็ชรเจริญ


นาย นรินทร์ เหล่าอารยะ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน เผยว่าส่งเสริมศักยภาพแก่คนพิการในจังหวัดน่าน โดยการจัดโครงการส่งเสริมอาชีพแก่กลุ่มคนพิการจังหวัดน่าน และโครง การส่งเสริมความเข้มแข็งขององค์กรคนพิการจังหวัดน่าน ซึ่งทั้ง 2 โครงการนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ อบจ.น่าน ได้จัดประชุมเครือข่ายองค์กรคนพิการเพื่อนำเสนอโครงการขอรับงบประมาณจาก สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตแห่งชาติ เพื่อดำเนินการในปีงบประมาณ 2556 โดยมีเครือข่ายองค์กรคนพิการนำเสนอโครงการ 12 ชมรม 14 โครงการ


อบจ.น่าน รวบรวมสรุปโครงการที่จะดำเนินการในปี 2556 จำนวน 2 โครงการ โดย อบจ.น่าน เป็นผู้แทนขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคน พิการ ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ประจำจังหวัดน่าน ซึ่งสรุปโครงการทั้งหมดมีดังนี้ คือกิจกรรมฝึกอาชีพการทำไม้กวาดดอกหญ้า, สานตะกร้าจากทางมะพร้าว, ทำพรมเช็ดเท้าจากเศษผ้า, เลี้ยงหมู, เลี้ยงกบในบ่อหรือท่อซีเมนต์, ฝึกอบรมสัมมนาให้ความรู้ ผู้นำชุมชนและเครือข่ายองค์กรคนพิการอำเภอสองแคว, อบรมให้ความรู้เรื่องสิทธิประโยชน์ของคนพิการและผู้ดูแล อำเภอภูเพียง

โดย มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้พิการมีอาชีพ มีรายได้ สามารถช่วยเหลือตนเองได้ไม่เป็นภาระของครอบครัว สังคม เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้พิการในการดำรงชีวิตอยู่ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมที่เข้มแข็ง

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-09-17 07:11:55


ความเห็นที่ 41 (2980589)

ชาวแม่สายขึ้นโรงพัก แจ้งจับผู้บริหารเทศบาลฯ งุบงิบประชาพิจารณ์

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 14 กันยายน 2556 09:19 น.
 
 
 
 
 
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น



เชียงราย - ชาวชุมชนชายแดนแม่สาย ยกคณะขึ้นโรงพัก แจ้งความดำเนินคดีผู้บริหารเทศบาลฯ ยกชุด หางุบงิบทำประชาพิจารณ์โครงการบ่อบำบัดน้ำเสีย มูลค่า 260 ล้าน
       
       นายปรีชา ศรีเพชร อดีตปลัด อ.แม่สาย จ.เชียงราย แกนนำชาวบ้านต่อต้านการทำประชาพิจารณ์เพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างบ่อบำบัด น้ำเสียในเขตเทศบาล ต.แม่สาย ด้วยงบประมาณผูกพันปี 2556-2558 จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มูลค่าประมาณ 260 ล้านบาท ได้นำมวลชนจำนวนหนึ่งเดินทางไปยัง สภ.แม่สาย วานนี้ (13 ก.ย.) พร้อมสำเนาชายชื่อชาวบ้านที่ถูกอ้างว่าเห็นด้วยกับโครงการ 43 ราย เพื่อแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินผู้บริหาร และข้าราชการในเทศบาล ต.แม่สาย ตั้งแต่นายกเทศมนตรี รองนายกเทศมนตรี ปลัดเทศบาล รองปลัดเทศบาล นิติกร ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และข้อหาปลอมแปลงเอกสารในการทำประชาพิจารณ์โครงการ
       
       นายปรีชา กล่าวว่า ตนและชาวบ้านไม่ได้คัดค้าน หรือไม่เห็นด้วยกับโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียของเทศบาล ต.แม่สาย เพราะเป็นเรื่องที่ดีสำหรับชุมชนที่หนาแน่น และมีปัญหาเรื่องนี้ แต่ที่เรียกร้องก็คือ ให้ทำประชาพิจารณ์ตามขั้นตอนให้ถูกต้อง เพราะที่ผ่านมา พวกเราเห็นว่าเคยมีการประชุมเพื่อชี้แจงข้อมูลโครงการให้แก่ชาวบ้านจริง แต่ไม่ได้มีการขอความเห็นเพื่อให้เห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ
       
       แต่ต่อมากลับพบว่า มีการนำรายชื่อผู้เข้าร่วมประมาณ 160 คน ไปประกอบการดำเนินโครงการ ทั้งๆ ที่ประชากรที่เกี่ยวข้องมีหลายหมื่นคน ขณะเดียวกัน ผู้ที่อยู่ในรายชื่อซึ่งนำมาร่วมแจ้งความด้วยก็แจ้งว่า พวกเขาไม่ได้เห็นชอบในการประชาพิจารณ์ดังกล่าวด้วย
       
       “เราจึงพากันมาแจ้งความดำเนินคดีต่อผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพราะเกรงว่าเมื่อขั้นตอนไม่ถูกต้องแล้วโครงการก็อาจจะส่งผลเสียต่อชุมชน ซึ่งตามข่าวจะมีการก่อสร้างถึง 5 จุด ในพื้นที่หลายชุมชนใน ต.แม่สาย และขั้นตอนได้มีการนำเอกสารต่างๆ รวมไปถึงการทำประชาพิจารณ์ไปประกอบการเบิกจ่ายงบประมาณด้วย”
       
       สำหรับโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียดังกล่าว เป็นโครงการที่ตั้งอยู่ใกล้กับชุมชนหนาแน่นหน้าพรมแดนไทย-พม่า ด้าน อ.แม่สาย ซึ่งที่ผ่านมา เกิดกรณีปัญหาขึ้นหลายครั้งเพราะมีกลุ่มชาวบ้านออกมาชุมนุมคัดค้านวิธีการ ดำเนินการ และมีทั้งผู้ออกมาชุมนุมสนับสนุนฝ่ายเทศบาล ต.แม่สาย ด้วย จึงทำให้เกิดการแจ้งความดำเนินคดีกันไปมาหลายครั้งจนถึงขั้นแจ้งความให้ ดำเนินคดีระดับนายอำเภอ หลังจากนายปรีชา และชาวบ้านเคยไปชุมนุม และยื่นเรื่องให้อำเภอทำการตรวจสอบ รวมถึงมีการร้องไปยังศาลปกครอง และองค์กรอื่นๆ อีกหลายหน่วยงานด้วย
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-09-14 16:37:33


ความเห็นที่ 40 (2980529)

เมีย “ยุทธ ตู้เย็น” ยิ้มศาลงดอ่านคำตัดสินคดีแจ้งเท็จ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 กันยายน 2556 12:36 น.
 
 
 
 
 

เชียงราย - ศาลงดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดี “สลักจฤฏดิ์-เมียยงยุทธ ติยะไพรัช” ถูกฟ้องแจ้งความเท็จตาม พ.ร.บ.เลือกตั้ง
       
       วันนี้ (13 ก.ย.) นายมหันศ์โชค เฉลิมเขตต์ ผู้พิพากษาศาลจังหวัดเชียงราย ออกนั่งบังลังก์ 14 เพื่ออ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำที่ 2318/2547 คดีหมายเลขแดงที่ 1131/2549 ในชั้นศาลฏีกา คดีนางรัตนา จงสุทธนามณี อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นางสลักจฤฏดิ์ ติยะไพรัช นายก อบจ.คนปัจจุบัน ข้อหาแจ้งความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานตามมาตรา 137 ประมวลกฎหมายอาญา และกระทำการอันเป็นเท็จตาม พ.ร.บ.เลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือบริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 114 ภายหลังจากศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาไปแล้ว
       
       ซึ่งนางสลักจฤฏดิ์ เคยขอเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกามาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยแจ้งว่าป่วยด้วยอาการปวดศีรษะ แต่ครั้งนี้ นางสลักจฤฏดิ์ เดินทางไปรับฟังด้วยตัวเอง โดยมีทีมทนายให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ส่วนนางรัตนา ให้ทีมทนายเดินทางไปรังฟังแทน
       
       ก่อนถึงกำหนดนัดอ่านคำพิพากษาในเวลา 09.30 น. บรรดาข้าราชการระดับสูง นักการเมืองท้องถิ่น โดยเฉพาะสมาชิก อบจ.เชียงราย นักธุรกิจที่อยู่ในเครือข่ายกลุ่มการเมืองที่สนับสนุนนางสลักจฤฏดิ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง และประชาชนทั่วไป เดินทางมารอให้กำลังใจกันอย่างคึกคัก รวมทั้งมีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่มาดูแลทางเข้าออก และภายในศาลจำนวนมาก
       
       ซึ่งศาลได้จัดให้มีการถ่ายทอดผ่านโทรทัศน์วงจรปิดภายในศาล เพื่อให้ประชาชนแต่ละกลุ่มได้ไปดู แทนการเข้าไปนั่งฟังในห้องพิจารณาคดีซึ่งมีที่นั่งจำกัด
       
       อย่างไรก็ตาม ก่อนการอ่านคำพิพากษา ทีมทนายของนางสลักจฤฏดิ์ ได้ยื่นคำร้องขอให้งดการอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา โดยมีหลักฐานใหม่ในการยื่นให้ศาลพิจารณา ทำให้ทีมทนายฝ่ายโจทก์ได้ยื่นคัดค้านคำร้อง โดยให้เหตุผลว่า กรณีนี้เป็นเรื่องที่ศาลฎีกาจะพิจารณาได้เอง และการพิจารณาคดีก็ได้ผ่านขั้นตอนของศาลฎีกามาแล้ว จึงส่งให้ศาลจังหวัดเชียงรายได้อ่านคำพิพากษา จึงเห็นว่าคำค้านไม่ชอบด้วยกฎหมาย
       
       ที่สุดศาลจังหวัดเชียงรายได้วิเคราะห์ และอ่านคำสั่งศาลว่า กรณีเป็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอำนาจเฉพาะฝ่าย โดยจำเลยขอให้งดการอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา ส่วนโจทก์คัดค้านว่าคดีนี้ศาลฎีกาได้พิจารณาคดีแล้วเสร็จแล้ว จึงได้ส่งให้ศาลจังหวัดเชียงราย อ่านคำตัดสินแทนจึงถือว่าคดีอยู่ในชั้นศาลฎีกา ดังนั้น เมื่อมีการยื่นให้งดการอ่าน ศาลจังหวัดเชียงราย จึงไม่มีอำนาจในการวินิจฉัย และการแจ้งต่อศาลฎีกาก็ไม่สามารถทำได้อย่างเร่งด่วน และยังไม่แน่ชัดว่าศาลฎีกาจะพิจารณาได้เมื่อไหร่ จึงเห็นควรให้งดการอ่าน
       
       จากนั้นกลุ่มผู้สนับสนุนต่างพากันเข้ามอบดอกไม้ให้กำลังใจ นางสลักจฤฏดิ์ ที่หน้าศาล ก่อนที่ส่วนใหญ่จะพากันเดินทางไปยังท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เนื่องจากมีกระแสว่านายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน สามีของนางสลักจฤฏดิ์ กำลังเดินทางกลับมาวันเดียวกันนี้

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-09-13 17:33:07


ความเห็นที่ 39 (2976661)

กำนันเดือด!! ยิงอดีตนายกอบต.-น้องสาวแท้ๆ ต่อหน้าแม่

 เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 12 ส.ค. ร.ต.ท.องอาจ  ทุมสุด พนักงานสอบสวน สภ. หนองหมากฝ้าย อ. วัฒนานคร จ.สระแก้ว ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า ที่บ้าน 270 ม. 5 ต.หนองหมากฝ้าย อ.วัฒนานคร ว่าเกิดเหตุทะเลาะกันและมีการใช้ปืนยิงใส่กัน แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบแล้วรุดไปที่เกิดเหตุ เป็นบ้านปูนชั้นเดียวล้อมรั้วมิดชิดพบนางลำใย สวาคมปันตี อายุ 48 ปี เจ้าของบ้าน และเป็นอดีตนายก อบต.หนองหมากฝ้าย นางลำไย ให้การกับเจ้าหน้าที่ว่า วันนี้เป็นวันแม่ พี่ๆ น้องๆ จึงเดินทางมากราบอวยพรให้แม่ คือ นางทองพูล ถาวรยิ่ง อายุ 80 ปี ซึ่งคุณแม่มีลูกทั้งหมด 8 คน หลังลูกคนอื่นต่างทยอยมาที่บ้านของตนเองครบทุกคน เหลือแต่นายประหยัด ถาวรยิ่ง อายุ 54 ปี ซึ่งเป็นกำนันตำบลหนองหมากฝ้าย

 ประมาณ 12.00 น. กำนันประหยัดก็ได้เข้ามากราบอวยพรแม่เนื่องในวันแม่ ทันที่ได้พบกำนัน นางสาวธันยวรรณ ถาวรยิ่ง น้องสาวตนเองและก็เป็นน้องสาวของกำนันด้วย ได้ต่อว่า กำนันประหยัด ว่าเป็นคนผิดคำพูด เพราะได้รับปากไว้กับพี่น้องแล้วว่า จะไม่ส่งลูกสาวของกำนัน ลงสมัครแข่งขันนายกฯ แต่จู่ๆ กำนันก็ส่งลูกสาวลงสมัคร นายก อบต. แข่งกับน้องสาวของตนเอง จึงเกิดการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง กำนันประหยัดฯ เถียงสู้ไม่ได้จึงชักปืนยิงใส่น้องสาว แต่โชคดีที่ไม่ถูกใคร จากนั้นนางลำใย นายกฯอบต. จึงได้เข้าแจ้งความที่สภ.หนองหมากฝ้าย นางลำใย ซึ่งถูกพี่ชายไล่ยิงยังอยู่ในอาการโกรธจัด ยังบอกอีกว่า พี่ชายเป็นพี่แท้ๆ แต่มาทำอย่างนี้ไม่ถูกและไล่ยิงตนเองต่อหน้าแม่อีกต่างหาก ทั้งๆ ที่วันนี้เป็นวันแม่แท้ๆ แล้วคนอย่างนี้จะเอามาเป็นผู้นำท้องถิ่นได้อย่างไร

 ด้านนายวิรัตน์ ถาวรยิ่ง อายุ 59 ปี ซึ่งเป็นพี่ชายของทั้งกำนันและนายก อบต. บอกว่า สาเหตุที่เกิดเรื่องทะเลาะกัน มาจากการเมืองแท้ๆ ชิงตำแหน่ง นายก อบต.กัน แต่ในฐานะที่เป็นพี่ใหญ่ นายประหยัดทำไม่ถูกจะทะเลาะเบาะแว้งกัน ก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่มาใช้ปืนผาหน้าไม้ยิงกันมันใช้ไม่ได้

 ด้านนางทองพูน ถาวรยิ่ง อายุ 80 ปี ผู้เป็นแม่ของทั้งหมด ทั้งนายกฯลำไยและกำนันประหยัด บอกว่า เลี้ยงลูกมาก็ไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งกันเลย ที่มาไล่ยิงกันต่อหน้าแม่ก็เพราะเรื่องการเมืองแท้ๆ

 อย่างไรก็ตาม หลังนางลำใย ได้เข้าแจ้งความ แต่ทางตำรวจไม่ยอมรับแจ้งความ เนื่องจากเห็นว่าเป็นพี่น้องกัน ตำรวจจึงได้พยายามไกล่เกลี่ยให้ดีกัน แต่นางลำใยไม่ยอม ยืนยันเอาเรื่องพี่ชาย กำนันให้ถึงที่สุด ตำรวจจึงเข้าตรวจค้นรถกระบะโตโยต้า วีโก 4 ประตู สีบรอนซ์เทา ทะเบียน กง -7576 ปราจีนบุรี ของกำนัน พบอาวุธปืนในรถอีก 3 กระบอก ตำรวจจึงทำการยึดไว้ตรวจสอบและได้ปล่อยตัวกำนันไปชั่วคราวก่อน

 สำหรับบรรยากาศภายในต.หนองหมากฝ้ายนั้น ได้มีป้ายหาเสียงติดไว้จำนวนมากและติดไว้คู่กันตลอด โดยนางลำใย มีศักดิ์เป็นอา ได้เบอร์ 2 ส่วนนางสาวนิภาพร ถาวรยิ่ง อดีด สจ.วัฒนานคร เขต 4 ลูกสาวของกำนันประหยัด ได้เบอร์ 1 ซึ่งชาวบ้านในตำบลต่างวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนัก เรื่องที่กำนันประหยัดส่งลูกสาวตนเองลงแข่งขันนายก อบต.ในครั้งนี้ ซึ่งจะมีการเลือกตั้งกันในวันที่ 18 ส.ค. นี้           

 

 
 
 
 
 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-08-12 21:56:22


ความเห็นที่ 38 (2976642)

ฆ่าโหดอดีตอบต. เผยมือปืนยิงทรมานเหยื่อทั่วตัว ก่อนปลิดชีพ

วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2556 เวลา 23:02:05 น.

 

 



 

 

วันที่ 11 ส.ค. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานว่า ร.ต.ท.บุญช่วย กันธะวงค์ ร้อยเวร สภ.เชียงแสน จ.เชียงราย ได้รับแจงมีเหตุคนถูกฆ่าเสียชีวิตที่หมู่บ้านป่าถ่อน ม.9 ต.ศรีดอนมูล อ.เชียงแสน จึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.มานพ เสนากุล ผกก.สภ.เชียงแสน นำกำลังไปตรวจสอบที่เกิดเหตุซึ่งเป็นทุ่งข้าวห่างไกลชุมชน โดยพบศพผู้เสียชีวิต 1 คนทราบชื่อว่านายสุเนตร เมืองก้อนกาศ อายุ 41 ปี บ้านเลขที่ 52 ม.12 ต.ศรีดอนมูล สภาพสวมเสื้อยืดสีน้ำเงินทับด้วยเสื้อแขนยาวลายพรางและกางเกงยีนส์ นอนหงายอยู่กลางต้นข้าวที่สูงระดับขาส่วนศพจมน้ำครึ่งตัว โดยยังสะพายกระเป๋าเป้ที่บรรจุแบตเตอร์รี่รถยนต์ ข้องใส่ปลาอยู่กับตัว ใกล้กันพบอุปกรณ์หาปลาเป็นปืนฉมวกทำจากไม้ไว้ใช้ยิงปลาพร้อมลูกดอกตกอยู่ ห่างจากศพไปประมาณ 30 เมตรเป็นห้างนาซึ่งผู้ตายจอดรถจักรยานยนต์เป็นยี่ห้อฮอนด้า สีดำแดง ทะเบียน ขมท 941 เชียงราย จอดทิ้งไว้

จากการตรวจสอบศพถูกยิงด้วยกระสุนปืน ไม่ทราบขนาด กระสุนยิงเข้าที่ท้ายทอยทะลุขมับซ้าย 1 นัด และยังถูกยิงที่ขาขวา 1 นัด หลังมือซ้าย 1 นัด หลังมือขวา  1 นัด ใบหู 1 นัด และคาง กระสุนฝังในศีรษะอีก 1 นัด รวมจำนวนทั้งหมด 6 นัด โดยมีรอยคราบเลือดกระจายไปทั่วบริเวณ แต่จากสภาพศพคาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า  8 ชั่วโมง โดยมีสภาพเหมือนถูกยิงให้ทรมานจนดิ้นทุรนทุรายก่อนจะยิงเข้าที่ขมับเพื่อฆ่า ให้เสียชีวิต ที่เกิดเหตุไม่พบหลักฐานของคนร้าย

จากการสอบสวนทราบว่า คนตายได้อนำอุปกรณ์หาปลาดังกล่าวออกจากบ้านตั้งแต่ช่วงหัวค่ำของคืนก่อน เพื่อออกหาปลาและกบเขียดในท้องทุ่งช่วงกลางคืนกับเพื่อนอีกหลายคน เมื่อถึงกลางทุ่งได้แยกย้ายกันออกหาปลาไปคนละทิศละทาง ปรากฎว่าคนอื่นๆ กลับถึงบ้านหมดกระทั่งช่วงสายของอีกวันนายสุเนตรกลับไม่กลับบ้านเหมือนคน อื่น ทำให้ญาติเป็นห่วงและออกตามหากระทั่งพบรถจักรยานยนต์จอดอยู่ที่ห้างนา ส่วนนายสุเนตรกลับนอนเสียชีวิตอยู่กลางทุ่งนาแล้วดังกล่าว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่าผู้ตายเคยเป็นอดีตสมาชิกสภาองค์การบริหาร ส่วนตำบล (อบต.) ศรีดอนมูล แต่ต่อมาได้ออกจากตำแหน่งในช่วงที่ฝ่ายปกครองให้มีการตรวจปัสสาวะและพบว่ามี ปัสสาวะเป็นสีม่วงไปเมื่อเร็วๆ นี้

พ.ต.อ.มานพ กล่าวว่าเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มุ่งเป้าปมสังหารไปที่ 2 เรื่องคือความขัดแย้งธุรกิจนอกระบบและเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวกับบุคคล อื่น ทำให้คนร้ายมีความโกรธแค้นจึงร่วมกันลงมือไม่ต่ำกว่า 3 คน คอยติดตามพฤติกรรมของผู้ตายเมื่อพบว่าออกไปหาปลาช่วงกลางคืนในพื้นที่ที่ ห่างไกลชุมชนและมืดมิดจึงเข้าไปประชิดตัว ก่อนมีการพูดคุยเจรจากันแต่ตกลงกันไม่ได้จึงได้รุมจับผู้ตายไม่ให้ขัดขืน ก่อนทำการทรมานด้วยการยิงอาวุธปืนเข้าที่ขา ฝ่ามือ ใบหูทีละนัดก่อนจะยิงศีรษะจนเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งถือว่าเป็นคดีอุกฉกรรจ์เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงกำลังเร่งสืบสวนสอบวสนเพื่อ หาปมสังหารที่แท้จริงและสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องเพื่อตามจับกุมคนร้ายมาดำเนิน คดีตามกฎหมายต่อไป

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-08-12 15:09:17


ความเห็นที่ 37 (2976408)

ยิงดับผญบ.สระบุรีปมการเมืองท้องถิ่น

  • 09 สิงหาคม 2556 เวลา 21:19 น.

คนร้ายยิงผู้ใหญ่บ้านสระบุรีคาดปมสังหารการเมืองท้องถิ่นและชู้สาว

พ.ต.ท.แฉล้ม ประเสริฐ สวส. สภ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี ได้รับแจ้งเกิดเหตุยิงกันเสียชีวิตหตุถนนเข้าหมู่บ้าน – วัดเพรียวขวา หมู่ 1 ต.ผึ่งรวง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี  จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จากนั้นจึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน แพทย์เวรโรงพยาบาลสระบุรี และมูลนิธิกู้ภัยสว่าง ที่เกิดเหตุพบศพนายเทิดไทย สุ่มชัน  ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 1 ต.ผึ่งรวง สภาพศพถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด 9 มม.เข้าที่ขมับขวา 1 นัด หน้าอก 1 นัด ในที่เกิดเหตุพบหัวกระสุนอาวุธปืนขนาด 9 มม.ตกอยู่ใกล้ๆศพ 2 หัว ตำรวจเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน ห่างศพเล็กน้อยพบนางมานิด สุ่มชัน ทำงานเป็นเจ้าพนักงานธุรการอยู่ที่ อบจ.สระบุรี ภรรยาผู้เสียชีวิตนั่งร่ำไห้ พร้อมกล่าวสั้นๆว่าสาเหตุการตายนั้นต้นไม่ทราบเพราะสามีเปิดอู่ซ่อมรถ จักรยานยนต์เลี้ยงครอบครัว

ตำรวจสอบปากคำผู้เห็นเหตุการณ์ทราบว่า มีรถเก๋งมาจอดหน้าบ้านคนขับลงมาถามหาล้อที่ฝากซ่อมไว้ ผู้ตายนำล้อออกมาให้คนร้ายแล้วคนร้ายก็นำล้อรถจักรยานยนต์โยนใส่ท้ายรถเก๋ง ยี่ห้อโตโยต้าสีบรอนซ์ ทะเบียน  187 สระบุรี แล้วคนร้ายเดินกลับมาหาผู้ตายอย่างใจเย็น ขณะที่ลูกค้าอีกคนที่นำรถมาซ่อมเดินไปเข้าห้องน้ำ คนร้ายได้จังหวะชักอาวุธปืนยิงใส่นายเทิดไทย 2 นัดซ้อนแล้วเดินไปขึ้นรถเก๋งที่จอดอยู่ขับออกไปอย่างรวดเร็ว ตำรวจวิทยุสกัดแต่ไม่พบ

ทั้งนี้สาเหตุที่คนร้ายมาบุกยิงผู้ใหญ่บ้านถึงหน้าบ้านในครั้งนี้ ตำรวจตั้งไว้ 3 ประเด็น 1. อาจเป็นเรื่องชู้สาว 2. ธุรกิจส่วนตัว และ 3. คาดว่าอาจเป็นเรื่องการเมืองท้องถิ่น ซึ่งผู้ใหญ่อยู่ในกลุ่มที่จะขยับขึ้นเป็นกำนัน ต.ผึ่งรวง ซึ่งกำนันคนเดิมอีกประมาณ 1 ปีจะครบวาระลง ในส่วนนี้ตำรวจจะได้เชิญภรรยาผู้เสียชีวิตมาสอบสวนอีกครั้ง

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-08-09 21:51:59


ความเห็นที่ 36 (2975847)

‘นิพนธ์’ คะแนนนำลิ่วนั่งนายก อบจ.สงขลา คว้าชัยให้ปชป.

 วันที่ 4 ส.ค. รายงานข่าวจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ท้องถิ่น อบจ.สงขลา ถึงผลการเลือกตั้งนายก อบจ.อย่างไม่เป็นทางการ ว่า นายนิพนธ์ บุญญามณี จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ 347,589 คะแนน  นายอุทิศ ชูช่วย ทีมสงขลาพัฒนา ได้ 243,639 คะแนน ครบทุกหน่วยเลือกตั้ง

 โดยที่สำนักงานสาขาพรรคประชา ธิปัตย์ จ.สงขลา ต.เขารูปช้าง อ.เมือง จ.สงขลา นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค ปชป. แถลงข่าวว่าพรรคภาคภูมิใจที่พรรคได้ส่งนายนิพนธ์รองเลขาธิการพรรคลงสมัคร นายก อบจ.สงขลา และได้รับความไว้วางใจด้วยคะแนนอย่างท่วมท้นจากประชาชน จ.สงขลา ประชาชน จ.สงขลายังให้ความรักและความวางไว้วางพรรคเหมือนเดิม นับเป็นตัวแทนพรรคในระดับท้องถิ่น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นเข้าไปดูแลประชาชนดูแลท้องถิ่นและพรรคจะดูแลประเทศชาติ

 นาย นิพนธ์กล่าวว่า ขอขอบพระคุณประชาชน จ.สงขลา ที่ออกมาใช้สิทธิร้อยละ 65 ทุกคะแนนเสียงที่ลงคะแนนให้ตนและพรรค ปชป. ตนจะทำงานตอบแทนทุกๆคะแนนเสียง ด้วยการทำงานซื่อสัตย์สุจริต ตามที่ประกาศจะทำให้เป็น อบจ.สีขาวและ ให้เต็มความรู้ความสามารถ เพื่อนำ 35 นโยบายที่ประกาศไว้ ต่อสาธารณชน เพื่อนำพาสงขลาไปสู่ความเจริญก้าวหน้า เป็นศูนย์กลางของภาคใต้ และประตูอาเซียน  

 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-08-04 22:24:33


ความเห็นที่ 35 (2975714)

ดีเอสไอรวบแก๊งฮั้วประมูลขุดคลองสระบุรี แฉกีดกันยื่นซอง-ยัดเงินให้ยกเลิก

วันที่ 03 สิงหาคม พ.ศ. 2556 เวลา 12:30:33 น.

 

 



 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 3 สิงหาคม ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน รองอธิบดีดีเอสไอ ร.ต.อ.เขตรัฐ ชาญศิลป์ ผอ.ศูนย์ป้องกันและปราบปรามผู้มีอิทธิพล (ศปอ.) นายวสวัต ชวลิตธำรง ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษภาค 1 (ศปพ.ภ.1) ร่วมแถลงจับกุมผู้ต้องหาคดีฮั้วประมูลขุดลอกคลองสาธารณประโยชน์รายสำคัญ ในพื้นที่จังหวัดสระบุรี ประกอบด้วยนายกฤศ สุทัศน์ อายุ 34 ปี นายทยากร หนูเย็น อายุ 32 ปี นายภูวนัยน์ มาลัยนาค อายุ 30 ปี นายรณภพ เกียไธสง อายุ 23 ปี และนายบรรเจิด จำนงศิลป์ อายุ 43 ปี พร้อมของกลางอาวุธปืน 2 กระบอก และเงินสด 177,000 บาท โดยจับกุมได้ที่ปั๊มน้ำมัน ปตท. ริมถนนสายเลี่ยงเมือง หมู่ที่ 1 ต.นาโฉง อ.เมืองสระบุรี จ.สระบุรี


พ.ต.อ.ญาณพลกล่าวว่า สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สืบทราบว่า จะมีกลุ่มบุคคลร่วมกันฮั้วประมูลในโครงการขุดลอกคลองสาธารณประโยชน์ใน พื้นที่ จ.สระบุรี ของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จังหวัดสระบุรี งบประมาณ 1,959,300 บาท กำหนดยื่นซองประกวดราคา วันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา เวลา 11.00 น. เจ้าหน้าที่จึงได้แฝงตัวเป็นผู้รับเหมาเข้าไปร่วมยื่นซองประมูลด้วย ปรากฏว่าพบกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 10  คน จับกลุ่มยืนอยู่ภายในศาลากลางจังหวัดสระบุรี บริเวณสำนัก ปภ. สระบุรี โดยมีพฤติการณ์กีดกันขัดขวางมิให้บุคคลอื่นเข้าไปขอรับแบบเสนอราคา หากผู้รับจ้างรายใดสามารถเข้าไปรับแบบเสนอราคาได้ ก็จะมีนายหน้ามาขอทราบรายละเอียดชื่อบริษัทและหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ เพื่อเจรจาให้ผลประโยชน์แลกเปลี่ยนกับการไม่ยื่นซองสอบราคา หรือหากยื่นซองสอบราคาแล้ว ก็จะต้องไปถอนซองสอบราคา โดยเสนอเงินให้เป็นค่าตอบแทน


พ.ต.อ.ญาณพลกล่าวอีกว่า เมื่อครบกำหนดเวลายื่นซองสอบราคาแล้ว ผู้จัดมีการฮั้วประมูลได้นัดหมายให้ผู้ร่วมยื่นซองทุกรายไปรับเงินที่บริเวณ ปั๊มน้ำมัน ปตท.ดังกล่าว เจ้าหน้าที่พบกลุ่มผู้ต้องหาทั้ง 5 รายกำลังจ่ายเงินค่าตอบแทนจำนวนประมาณ 3,000-5,000 บาท ให้กับผู้ที่ไม่ได้ยื่นซองสอบราคา เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวและเข้าจับกุมพร้อมของกลางดังกล่าว ทั้งนี้ จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ส่วนอาวุธปืนนั้น ตรวจยึดได้ภายในรถยนต์ของผู้ต้องหา ซึ่งเป็นปืนที่มีทะเบียนถูกต้อง แต่ผู้ต้องหาให้การว่า ไม่ใช่ของตนเอง อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ไม่ได้นำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าวด้วย เนื่องจากเมื่อคืนที่ผ่านมา ทนายความของผู้ต้องหาได้ประสานติดต่อไม่ให้นำตัวผู้ต้องหามาร่วมการแถลงข่าว เพราะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ จากการสืบสวนขยายผลทราบว่า ยังมีผู้ร่วมขบวนการอีกหลายราย ซึ่งเกี่ยวพันกับกลุ่มผู้ต้องหา ทำตัวเป็นผู้จัดการฮั้วประมูลในพื้นที่ภาคกลางหลายร้อยโครงการ รวมมูลค่าทั้งสิ้นไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท โดยในวันที่ 5 สิงหาคมนี้ ดีเอสไอจะทำหนังสือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี เพื่อขอให้ยกเลิกเสนอการประกวดราคาในโครงการนี้ และจะสืบสวนขยายผลตรวจสอบโครงการประมูลอื่นๆ ต่อไป


"แม้ว่าโครงการนี้ จะมีงบประมาณไม่มากเพียง 1.9 ล้านบาท แต่ก็มีการยื่นประมูลกันเกือบทุกวันในพื้นที่ภาคกลางหลายจังหวัด และไม่ต้องผ่านการตรวจสอบ เพราะว่างบประมาณน้อย จึงเป็นช่องทางได้ง่าย ส่วนกลุ่มผู้ต้องหาก็ทำหน้าที่จัดการฮั้วประมูลกีดกัดไม่ให้ผู้รับเหมาราย อื่นยื่นเสนอราคาได้ จึงถือว่าเป็นการเผางบประมาณของประเทศชาติ" รองอธิบดีดีเอสไอกล่าว


เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอได้แจ้งข้อหา ร่วมกันให้เงินแก่ผู้อื่นเพื่อจูงใจให้ผู้นั้นไม่เข้าร่วมในการเสนอราคาหรือ ถอนการเสนอราคา ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-08-03 14:49:18


ความเห็นที่ 34 (2959160)

รัวดับ"ปลัดอบจ."ขอนแก่น คนสนิท"รมต."-"บิ๊กอู๋"สั่งล่า

วันที่ 04 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 เวลา 09:55:52 น.

 
 

 




 



ดับปลัด อบจ. - นายสุชาติ โคตรทุม ปลัด อบจ.ขอนแก่น คนสนิทนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการ ถูก 2 คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงเสียชีวิตหน้าบ้านพัก ขณะออกไปทำงานตอนเช้า โดย ผบ.ตร.มอบหมายให้ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน ที่ปรึกษา (สบ 10) มาเร่งรัดคดีด้วยตัวเอง เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม

บุกยิงปลัด อบจ.ขอนแก่น คนสนิท"เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช" 2 คนร้ายใส่แจ๊กเก็ตดำทำทีเข้ามาคุยด้วย พอได้จังหวะควัก 9 มม.กระหน่ำใส่ 5 นัด ดับอนาถคารั้วบ้านระหว่างจะออกไปทำงานตอนเช้า "บิ๊กอู๋"จี้เร่งรัดคดี ตร.ตั้งปมสังหารขัดแย้งธุรกิจ-ปัญหาส่วนตัว

เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 3 พฤษภาคม ร.ต.ท.ขจิตพงศ์ ดิษฐเจริญ ร้อยเวร สภ.เมืองขอนแก่น รับแจ้งเหตุมีคนถูกยิงเสียชีวิต เหตุเกิดที่คุ้มจอมพล ถนนกสิกรทุ่งสร้าง เขตเทศบาลนครขอนแก่น ห่างจากบ้านพักนายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผวจ.ขอนแก่น ประมาณ 500 เมตร จึงเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พล.ต.ต.

สุรพล พินิจชอบ รอง ผบช.ภ.4 พล.ต.ต.ศักดา เตชะเกรียงไกร รอง ผบช.ภ.4 พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ ภราดรศักดิ์ ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น พ.ต.อ.พงศ์ฤทธิ์ คงสิริสมบัติ ผกก.สส.ภ.จว.ขอนแก่น นอกจากนี้ ยังมีนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมาราชการที่ จ.ขอนแก่น ร่วมตรวจสอบดูที่เกิดเหตุด้วย

ที่เกิดเหตุหน้าประตูรั้วบ้านพักเลขที่ 198/45 ถนนกสิกรทุ่งสร้าง เป็นบ้านพักของนายสุชาติ โคตรทุม อายุ 53 ปี ปลัด อบจ.ขอนแก่น หน้าประตูรั้วพบรถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีขาว ทะเบียน กพ 9219 ขอนแก่น ข้างประตูรถด้านหน้าติดเครื่องหมายของ อบจ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นรถประจำตำแหน่งนายสุชาติ จอดติดเครื่องยนต์อยู่ บนพื้นถนนประตูด้านข้างคนขับพบร่างนาย

สุชาตินอนเสียชีวิต สวมใส่เสื้อโปโลสีขาว กางเกงขายาวสีดำ ถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด 9 มม. ออโตเมติก เข้าที่แก้มขวาทะลุแก้มซ้าย ใต้คาง หน้าอก และแขนทั้ง 2 ข้าง รวมหลายนัด ใกล้กันพบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. ตกอยู่ 5 ปลอก แหวนทองฝังเพชรถูกยิงจนหล่นอยู่บนพื้นถนน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเก็บปลอกกระสุนไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบสวนเบื้องต้น พยานที่เห็นเหตุการณ์และคนในครอบครัวระบุว่า ขณะเกิดเหตุผู้ตายได้ขับรถออกจากบ้านพักเพื่อจะไปทำงานที่ อบจ.ตามปกติ ส่วนภรรยาและทุกคนยังอยู่ภายในบ้าน ขณะที่นายสุชาติขับรถผ่านประตูบ้านและจอดอยู่ด้านประตูรั้วหน้าบ้าน มีรถกระบะไม่ทราบรุ่นและยี่ห้อ สีดำ มีผู้นั่งอยู่ 3 คน ขับมาจอดอยู่ห่างจากบ้านผู้ตายไม่ไกลนัก จากนั้น 2 ใน 3 คนร้าย ซึ่งสวมใส่เสื้อแจ๊กเก็ตสีดำ อายุประมาณ 35-40 ปี สูงประมาณ 165-170 ซม. รูปร่างท้วมทั้งคู่ เดินลงจากรถมาพูดคุยกับนายสุชาติ ขณะที่นายสุชาติยังคงนั่งอยู่ที่เบาะคนขับในรถ สักครู่หนึ่งนายสุชาติจึงลงจากรถมาพูดคุย ท่ามกลางความสงสัยของคนในครอบครัว แต่คิดว่าเป็นคนรู้จักพูดคุยกันตามปกติ ต่อมาได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด จากนั้นคนร้ายได้วิ่งกลับขึ้นรถขับหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว ผู้ที่อยู่ในบ้านเมื่อได้ยินเสียงปืนจึงวิ่งออกมาดู พบว่านายสุชาติถูกยิงเสียชีวิตอยู่ข้างรถยนต์ของตัวเอง

จากการสอบสวนพยานที่เห็นเหตุการณ์ โดยเฉพาะชาวบ้านที่อยู่ในละแวกใกล้เคียง ทำให้มีความชัดเจนในเรื่องของคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุในครั้งนี้ โดยเฉพาะในช่วงขับหลบหนีหลังเกิดเหตุ เนื่องจากมีทางเข้าออกไม่กี่ทาง อีกทั้งในช่วงเกิดเหตุคนร้ายได้ลงมาพูดคุยกับผู้ตายนานหลายนาที และระหว่างจะลงมือยิง ผู้ตายคงจะมีการยื้อแย่งต่อสู้ เนื่องจากแหวนล้อมเพชรของผู้ตายถูกยิงจนกระเด็นหลุดจากนิ้วตกลงที่พื้นถนน

พล.ต.ต.สุรพลกล่าวว่า คดีนี้ถือว่าเป็นเรื่องรุนแรงมาก สะเทือนความรู้สึกประชาชนชาวขอนแก่น คนร้ายมากัน 3 คน ใช้รถปิกอัพดักซุ่มอยู่ก่อนเป็นเวลานาน โดยมี 2 คนร้ายลงมายิงนายสุชาติอย่างโหด***ม อย่างไรก็ตาม ไม่ทราบสาเหตุชัดเจนว่าคนร้ายมุ่งเอาชีวิตนายสุชาติจากสาเหตุอะไร เพราะทรัพย์สินในตัวผู้ตายมีจำนวนมาก แต่คนร้ายไม่แตะต้อง หรือเอาทรัพย์สินใดไปด้วยเลย ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจภาค 4 ได้ตั้งชุดเฉพาะกิจออกสืบสวนสอบสวนคดีนี้แล้ว พร้อมเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่มีอยู่ในหมู่บ้านจัดสรร จำนวน 8 ตัว และในบ้าน 1 ตัว ซึ่งตรวจสอบกล้องภายในบ้านพบเพียงคนร้าย 2 คน เดินลงมาจากรถปิกอัพที่จอดซุ่มอยู่ และเดินมาที่รถของผู้ตาย ส่วนตอนที่คนร้ายชักอาวุธปืนยิงกล้องวงจรปิดไปไม่ถึง และยังถูกรถปิกอัพของผู้ตายบังด้วย จึงไม่เห็นว่าคนร้ายก่อคดียิงในรูปแบบไหน มีแต่พยานบุคคลและสถานที่เกิดเหตุ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจมั่นใจว่าคดีนี้มีหลักฐานจากกล้องวงจรปิดบางส่วน การติดตามตัวคนร้ายคงไม่ยาก

พล.ต.ต.สุรพลกล่าวต่อว่า ได้ตั้งประเด็นแนวทางการสอบสวนถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น ซึ่งมีทั้งเรื่องธุรกิจและเรื่องส่วนตัว เนื่องจากผู้ตายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักของบุคคลโดยทั่วไป ทำให้แนวทางการสืบสวนและสอบสวนจะต้องรัดกุมและครบถ้วน

ด้านนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า เดินทางมาเป็นประธานมอบนโยบายและตรวจติดตามการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา 20 จังหวัดภาคอีสาน ทราบข่าวนายสุชาติถูกยิงเสียชีวิตจึงเดินทางมาตรวจสอบเพราะว่าเคยเป็นคนสนิท เป็นอดีตลูกน้องเก่า เมื่อตอนขึ้นบ้านใหม่ก็ได้มาเป็นประธานในพิธีด้วย ส่วนสาเหตุสังหารยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามาจากประเด็นใด แต่เป็นไปได้อาจมาจากเรื่องผู้หญิง เพราะนายสุชาติเป็นคนที่คุยสนุก ร่าเริง ภรรยาของนายสุชาติเคยมาฟ้องในเรื่องนี้เหมือนกัน ซึ่งแนะนำว่าให้ใจเย็นไว้ก่อน ค่อยพูดค่อยจากัน อย่างไรก็ตาม ต้องให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนสอบสวนติดตามหาตัวคนร้ายโดยเร็วที่สุด

เมื่อเวลา 14.30 น. พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน ที่ปรึกษา (สบ10) พร้อมด้วย พล.ต.ท.สันติ เพ็ญสูตร ผช.ผบ.ตร. และ พล.ต.ต.ศักดา เตชะเกรียงไกร รอง ผบช.ภ.4 ลงพื้นที่ตรวจสอบ บริเวณหน้าบ้านพักของนายสุชาติ เพื่อตรวจสอบพยานหลักฐานรวมไปถึงการพูดคุยกับครอบครัวผู้เสียชีวิต เนื่องจากเป็นคดีที่ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ให้ความสำคัญในการเร่งสืบสวนสอบสวนจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดี โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที ก่อนจะเรียกประชุมด่วนชุดสืบสวนสอบสวนและพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติกล่าวว่า ชุดสืบสวนสอบสวนได้ลงพื้นที่สืบสวนหาข่าวและสอบปากคำพยานที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ซึ่งขณะนี้ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งในส่วนของท้องที่ คือ สภ.เมืองขอนแก่น สนธิกำลังร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น ตำรวจสืบสวนสอบสวนภาค 4 และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 เร่งหาข่าวเชิงลึก เพื่อจับกุมคนร้ายให้ได้ จากการตรวจสอบและย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแน่ชัดว่า ขณะที่นายสุชาติถอยรถออกจากบ้านคนร้ายได้ใช้รถกระบะโตโยต้า วีโก้ สีดำ ยกสูง จอดอยู่ในซอยด้านข้างของตัวบ้าน โดยรอจังหวะให้รถของนายสุชาติจอดเป็นปกติเพื่อขับออกไปทำงาน จึงขับรถเข้ามาสอบถามและพูดคุยกัน จากนั้นการเจรจาไม่เป็นผล 1 ใน 2 คนร้ายได้ใช้อาวุธปืนขนาด 9 มม. ยิงเข้าใส่นายสุชาติ 5 นัด จนนายสุชาติเสียชีวิต

"หลังก่อเหตุคนร้ายได้วิ่งขึ้นรถและถอยรถหลบหนีกลับออกไปถนนกสิกรทุ่งสร้าง ตรงข้ามกับบ้านพักตำรวจ และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ก่อนที่จะเลี้ยวขวามุ่งหน้าไปทาง มทบ.23 ค่ายศรีพัชรินทร ได้มีการตรวจสอบกล้องวงจรปิดทุกจุดโดยเฉพาะบริเวณหน้าบ้านของผู้ตายที่ติดตั้ง 2 จุด สามารถบันทึกภาพได้ทั้งหมด รวมไปถึงกล้องวงจรปิดในเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายจะหลบหนี จึงสามารถเห็นภาพของรถที่ใช้ก่อเหตุชัดเจน" พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติกล่าว

พล.ต.ท.สันติกล่าวว่า ได้เรียกตรวจสอบแฟ้มประวัติอาชญากรรมของมือปืนในพื้นที่ภาคอีสานทั้งหมด ว่ามีกลุ่มใดบ้างที่ใช้อาวุธปืนขนาด 9 มม. ในการก่อเหตุ โดยตั้งประเด็นไว้ที่เรื่องส่วนตัวและงานประจำที่ทำ โดยได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบโต๊ะทำงานทั้งหมดภายใน อบจ.ขอนแก่น เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานให้มากที่สุด และให้มีการสรุปผลการสอบสวนเป็นประจำทุกวัน ซึ่งคนร้ายมีความชำนาญในการใช้อาวุธปืนอย่างมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับศพของนาย สุชาติ ญาติได้นำไปสวดพระอภิธรรมที่ศาลา 1 วัดศรีจันทร์ พระอารามหลวง อ.เมือง จ.ขอนแก่น โดยมีนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีรดน้ำศพ ท่ามกลางความอาลัยของเพื่อนร่วมวงการข้าราชการการเมืองท้องถิ่น ที่ทราบข่าวต่างพากันมาร่วมพิธีอย่างเนืองแน่น

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-05-04 13:16:55


ความเห็นที่ 33 (2950859)

คนร้ายอุกอาจประกบยิงอดีตนายก อบต.นาเหนือ และอดีตกำนัน เสียชีวิตคารถทั้งคู่

 เมื่อ 23 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ต.ท.สุวิทย์ แก้วปรีชา ร้อยเวรสอบสวน สภ.อ่าวลึก จ.กระบี่ รับแจ้งเกิดเหตุไล่ยิงกันบนถนนบริเวณหลักกิโลเมตรที่16 –17ถนนสายมะรุ่ย-ควนขนมจีน ม.1 บ้านปากลาว ต.นาเหนือ  อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ พร้อมรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.อ.สมเด็จ สุขการ ผกก.สภ.อ่าวลึก จ.กระบี่ พ.ต.ท.บรรจบ ช่วยแก้ว สวป.เจ้าหน้าที่วิทยาการจังหวัดกระบี่ แพทย์เวรโรงพยาบาลอ่าวลึก และเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยนาเหนือ 
 
 ที่เกิดเหตุพบรถกระบะฟอร์ด ตอนครึ่ง สีขาว หมายเลขทะเบียน บท 168 ภูเก็ต ซึ่งจอดเสียหลักอยู่ในสวนปาล์ม  ริมถนน สภาพกระจกขวามีรอยกระสุนนับ10นัด และกระจกหน้าอีก 2 รู ภายในรถพบศพนายสุเทศ(หรือกำนันเขียด) ธัญรส อายุ 49 ปี อดีตกำนันตำบลมะลุ่ย อ.ทับปุด จ.พังงา และนายสาคร หรือ(นายกตุง) ผลทวี อายุ49ปี อดีตนายกอบต.นาเหนือ อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ นอนจมกองเลือด ในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่  พบปลอกกระสุนเอ็ม 16 จำนวน 5 ปลอก และปลอกกระสุนลูกซอง 1 ปลอก ตกอยู่บนถนนห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 50 เมตร เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน
 
 สอบสวนทราบว่าก่อนเกิดนายสุเทศ (หรือกำนันเขียด) ได้ขับรถคันดังกล่าว ไปหานายสาครที่ อ.อ่าวลึก  จ.กระบี่  จากนั้นทั้งสองก็ออกไปทำธุระด้วยกัน ด้วยรถคันดังกล่าวมุ่งหน้าไปที่จังหวัดพังงา  โดยมีนายสุเทศเป็นคนขับ แต่เมื่อมาถึงบริเวณสี่ แยกปากลาว ที่เกิดเหตุ ได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนขับรถโตโยต้าวีโก้ สีดำไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ตามประกบ ก่อนใช้อาวุธปืนเอ็ม16 ยิงใส่ไม่ยั้ง จากนั้นรถผู้ตายเสียหลักพุ่งลงคู และวิ่งเข้าไปจอดแน่นิ่งในสวนปาล์ม  ห่างจากถนนประมาณ 80 เมตร คนร้ายจึงตามไปยิงซ้ำจนแน่ใจว่าเสียชีวิต ก่อนหลบหนี   
 
 เบื้องต้น เจ้าหน้าที่พุ่งประเด็นเรื่องขัดแย้งการเมืองท้องถิ่น และการฆ่าล้างแค้น โดยเฉพาะนายทวี ซึ่งเป็นอดีตนายกอบต.นาเหนือ มีประวัติ โชกโชนพัวพันคดีที่เกิดขึ้นในพื้นที่หลายคดี เคยถูกลอบยิงหลายครั้ง แต่รอดมาได้ นอกจากนี้มีส่วนพัวพันคดีฆ่านายยงยุทธ์ เกลื่อนสินธุ์ อดีตนายกอบต.นาเหนือ เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน และเจ้าหน้าที่เคยตรวจค้นบ้านหลายรอบ และคดียิงอดีตกำนันตำบลนาเหนือเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังทราบว่านายสาคร ยังเตรียมตัวลงสมัครนายก อบต.นาเหนือ ซึ่งกำลังจะหมดวาระอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่จะได้สืบสวนติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป  สำหรับอดีตนายก อบต.นาเหนือ และอดีต กำนัน ต.มะรุ่ย ทั้งคู่เป็นเพื่อนสนิทกัน มักออกไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด จนกระทั้งมาถูกยิงตายทั้งคู่
 

 
 
 
 
 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-04-24 13:11:41


ความเห็นที่ 32 (2950239)

คนร้ายขวางถนน ถล่มอาก้า "นายก อบต.โคกโพธิ์"ปัตตานี ดับคารถฟอร์จูนเนอร์ ตร.มุ่งปมส่วนตัว

วันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2556 เวลา 19:42:35 น.

 

 


ภาพ:ข่าวสด

 

 

เมื่อเวลา 16.30 น.วันที่ 19 เมษายน เกิดเหตุยิงกันที่บริเวณหน้า อบต.โคกโพธิ์  ริมถนนสายลำไพร-โคกโพธิ์ ม.2 ต.โคกโพธิ์ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี พล.ต.ต.เอกภพ ประสิทธิ์วัฒนชัย ผบก.ภ.จ.ปัตตานี พร้อมชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด และตำรวจพิสูจน์ รุดไปตรวจสอบพบรถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีขาว ทะเบียน  ขก.7390 สงขลา ถูกอาวุธสงครามยิงถล่มพรุนเกือบทั้งคันและกระสุนถูกนายชาย ขาวทอง อายุ 44 ปี นายก อบต.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี  เสียชีวิตหลังนำส่งโรงพยาบาล ส่วนที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืนอาก้าจำนวน กว่า 20 ปลอกจึงเก็บเป็นหลักบาน 

สอบสวนทราบว่าผู้ตายเป็นสมาชิกสภาจังหวัดปัตตานีหลายสมัย  จากนั้นลงสมัครเป้นนายก อบต.โคกโพธิ์  จากนั้นยังได้รับเลือกให้เป็นประธานนายก อบต.จังหวัดปัตตานี เป็นคนกว้างขวาง ส่วนพี่น้องส่วนใหญ่เป็นนักการเมือง รวมทั้งภรรยาเป็นสมาชิกสภาจังหวัดปัตตานี เช่นกัน   และผู้ตายมีอาชีพเป็นผู้รับเหมา  ชอบช่วยเหลือชาวบ้านจึงเป้นที่รักใคร่  ก่อนเกิดเหตุ เมื่อหลายวันที่ผ่าน ตำรวจภาค 9 พร้อมด้วย ตำรวจจังหวัดปัตตานี ได้ทำการปิดล้อมตรวจค้นที่บ้านพักผู้ตาย เนื่องจากตกเป็นผู้ต้องสงสัยคดียิงนายก อบต.ลำไพร  จ สงขลา   แต่ไม่พบหลักฐาน 

ก่อนเกิดเหตุหลังเลิกงาน ผู้ตายได้ขับรถยนต์คันดังกล่าว ออกจาก อบต.โคกโพธิ์เพื่อจะกลับบ้าน แต่ออกมาได้ประมาณ 5 เมตร มีคนร้ายไม่ต่ำกว่า 4 คน ขับรถยนต์อีซูซุ ฟาสเตอร์เซส สีน้ำตาล  4 ประตู ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน โดยมีคนร้ายถืออาวุธปืนนั่งกระบะหลัง ได้จอดขวางบนถนน และคนร้ายที่ท้ายกระบะได้ยืนและใช้อาวุธปืนอาก้ากราดยิงก่อนเร่งเครื่องหลบ หนีไป 

จากนั้นประมาณครึ่งชั่วโมง พล.ต.ต.เอกภพ ได้รับรายงานว่า ได้มีรถยนต์ของคนร้ายที่ก่อเหตุ ได้นำมาจอดไว้ที่บริเวณใกล้คอกไก่ร้าง ม.7 บ้านกงกัง ต.ท่าม่วง อ.เทพา จ.สงขลา จากนั้นคนร้ายได้จุดไฟเผาทำลายรถดังกล่าวจนไหม้หมดทั้งคัน  ขณะนี้กำลังเข้าไปประสานเพื่อตรวจสอบ เชื่อว่าเป้นรถที่ขโมยมาและคาดว่าน่าจะเป็นเรื่องขัดแย้งส่วนตัว ส่วนประเด็นเรื่องสร้างสถานการณ์ก็ยังไม่ตัดทิ้ง

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-04-20 09:55:12


ความเห็นที่ 31 (2949576)

จ่อยิงโหด นายกอบต.ชะอวด

สยองคาเวทีรำวง ล่า"ไอ้เจต"มือปืน ตร.มุ่งปมขัดแย้ง การเมืองท้องถิ่น



ยิงโหด - สภาพศพนายอั้น รักษาชล นายกอบต.บ้านตูล จ.นครศรีธรรมราช ถูกมือปืนบุกยิงตายคางานวันเกิด บริเวณหน้าอบต.บ้านตูล ตร.ออกหมายจับนายอุรชาติ สาระวัตรัตน์ มือปืน มุ่งปมการเมืองท้องถิ่น

ตร.เมือง คอนล่า "ไอ้เจต" มือปืนบุกเดี่ยวจ่อยิง"กำนันอั้น" นายกอบต.บ้านตูล อ.ชะอวด จ.นคร ศรีธรรมราชสิ้นใจตายกลางงานวันเกิดครบรอบ 72 ปี และงานสงกรานต์ ต่อหน้าแขกเหรื่อนับร้อยที่มาร่วมงาน เผยมือปืนเคยก่อคดีฆ่าคนตายมาแล้วเมื่อช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา อยู่ระหว่างประกันตัว กระทั่งมาก่อเหตุซ้ำจนได้ ตร.มุ่งปมการเมืองท้องถิ่น-แค้นส่วนตัว ตามล่ามือปืนมาดำเนินคดี

เมื่อ วันที่ 11 เม.ย. พ.ต.อ.ประสิทธิ์ เผ่าชู ผกก.สภ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีคนร้ายใช้อาวุธปืนจ่อยิงนายอั้น รักษาชล หรือ ?กำนันอั้น? นายกอบต.บ้านตูล อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ถึงแก่ความตายกลางฝูงชนในงานจัดเลี้ยงวันเกิดครบรอบ 72 ปี เหตุเกิดบริเวณหน้าอบต.บ้านตูล อ.ชะอวด เมื่อกลางดึกวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา ว่าหลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนเร่งสอบปากคำพยานและรวบรวมหลักฐานเพื่อขอ อนุมัติออกหมายจับคนร้ายรายนี้แล้ว ทราบชื่อคนร้ายคือ นายอุรชาติ สาระวัตรัตน์ หรือ "ไอ้เจต? เป็นคนในพื้นที่ และยังคงหลบหนีอยู่ โดยนายอุรชาติเพิ่งได้ประกันตัวคดีฆ่าคนตายเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ก่อนจะออกมาก่อเหตุยิงนายอั้นอย่างอุกอาจต่อหน้าฝูงชน ส่วนสาเหตุเจ้าหน้าที่ตั้งประเด็นแค้นส่วนตัว แต่ก็ยังไม่ตัดประเด็นการเมืองท้องถิ่นทิ้ง ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ขอเวลาตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง

ด้านพล.ต.ต. รณพงษ์ ทรายแก้ว ผบก.ภ. นครศรีธรรมราชกล่าวว่า จากการตรวจประวัตินายอุรชาติ มือปืนรายนี้พบว่าเคยก่อเหตุฆ่าคนตายเมื่อช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ล่าสุดอยู่ระหว่างประกันตัวในชั้นศาล ซึ่งคนที่นายอุรชาติฆ่าตายนั้นก็เป็นพรรคพวกของนายอั้นนั่นเอง ที่ผ่านมานายอุรชาติพยายามขอเคลียร์ปัญหากับญาติคนตายหลายครั้งแต่นายอั้น ไม่ยอมให้เคลียร์ จึงอาจเป็นสาเหตุทำให้นาย อุรชาติโกรธแค้นตามมาสังหารก็เป็นได้

พล.ต.ต.รณพงษ์กล่าว อีกว่า อย่างไรก็ตาม เรายังไม่ตัดประเด็นการเมืองท้องถิ่นทิ้ง เพราะเรื่องนี้ก็มีความขัดแย้งกันอย่างหนักเช่นกัน โดยการเลือกตั้งนายกอบต.บ้านตูล เมื่อเดือนตุลาคม 2555 ที่ผ่านมา ผลการเลือกตั้งปรากฏว่านายอั้น นายก 3 สมัย ชนะคู่แข่งเพียงแค่ 10 คะแนนเท่านั้น จึงถูกฝ่ายตรงข้ามร้องเรียนไปยังกกต. ซึ่งเรื่องอยู่ระหว่างดำเนินการ กระทั่งนายอั้นมาถูกยิงเสียชีวิตในภายหลัง ซึ่งบางทีเหตุการณ์ครั้งนี้อาจเชื่อมโยงกัน? พล.ต.ต.รณพงษ์กล่าว

สำหรับ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดเวลา 23.45 น. วันที่ 10 เม.ย. ร.ต.ท.ศรศักดิ์ ใบมิเด็น พนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครศรีธรรมราช รับแจ้งเหตุยิงกันตายบริเวณหน้าอบต.บ้านตูล อ.ชะอวด จึงประสานเจ้าหน้าที่มูลนิธิใต้เต็กตึ๊งรุดไปตรวจสอบ

พบที่ เกิดเหตุมีงานจัดเลี้ยงฉลองวันเกิดครบ 72 ปีของนายอั้น และจัดงานฉลองสงกรานต์ไปพร้อมกัน ในงานมีเก้าอี้ล้มระเนระนาด มีกองเลือดกองใหญ่ของนายอั้นกองอยู่ที่พื้น โดยเหยื่อกระสุนถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาดเข้ากกหูซ้าย 1 นัด กระสุนตุงหน้าผาก

สอบสวนนางอวยพร เพชรฤทธิ์ อายุ 42 ปี ลูกสาวนายอั้นให้การว่า ก่อนเกิดเหตุมีงานเลี้ยงวันเกิดพ่อและงานสงกรานต์ มีแขก เหรื่อมาร่วมงานจำนวนมาก มีการจัดเวทีรำวงกันอย่างสนุกสนาน กระทั่งตอน 4 ทุ่มพ่อได้ขึ้นกล่าวบนเวที จากนั้นก็ลงมารำวง ซึ่งขณะนั้นก็เห็นนายอุรชาติร่วมรำวงด้วย ก่อนที่จะเข้าประชิดตัวด้านหลังแล้วชักอาวุธปืนยิงใส่กกหูพ่อตนเอง 1 นัดจนล้มฟุบลง ท่ามกลางสายตาคนที่มาร่วมงาน

"เหตุการณ์เกิด ขึ้นเร็วมาก ทุกคนตกใจจนทำอะไรไม่ถูก เมื่อตั้งสติได้จึงรีบพาพ่อส่งร.พ.ชะอวด แล้วส่งต่อรักษาตัวที่ร.พ.มหาราชนครศรีธรรมราช กระทั่งสิ้นใจตายในภายหลัง ส่วนสาเหตุดิฉันมั่นใจว่ามาจากเรื่องการเมืองท้องถิ่น เพราะพ่อนั้นเป็นนายกอบต.บ้านตูลมาแล้ว 3 สมัย มีความขัดแย้งกับฝ่ายตรงข้ามอย่างรุนแรง หากจับมือปืนได้ก็จะสามารถสาวถึงคนบงการได้อย่างแน่นอน? นางอวยพรกล่าว

(กรอบบ่าย)

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-04-12 21:44:42


ความเห็นที่ 30 (2948453)

ขว้างระเบิดถล่มสำนักงานเทศบาลเขาพระงาม ไร้ผู้บาดเจ็บ !!

วันที่ 06 เมษายน พ.ศ. 2556 เวลา 13:41:55 น.

 

 



 


พล.ต.ต.วัฒนา เขตต์สมุทร ผบก.ภ.จว.ลพบุรี รุดตรวจสอบที่เกิดเหตุคนร้ายใช้ลูกระเบิดสังหาร เอ็ม 26 ขว้างถล่มสำนักงานเทศบาลตำบลเขาพระงามกลางดึก โชคดีไม่มีคนเจ็บหรือเสียชีวิต แต่ทรัพย์สินของทางราชการเสียหายยับ เบื้องต้นสันนิษฐานเป็นเรื่องส่วนตัวและเหตุต่อเนื่องจากเหตุยิงถล่มรถยนต์ เก๋งของนางเยาวลักษณ์ พรประเสริฐ อายุ 51 ปี ผู้อำนวยการกองการศึกษา เทศบาลตำบลเขาพระงาม ในเวลากลางวัน 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-04-06 15:40:23


ความเห็นที่ 29 (2947482)

มือปืนบุกยิงนายกอบต.คลองตำหรุ ดับคาวัด-น้องตายด้วย

วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2556 เวลา 07:27:29 น.

 

 

 



ข่าว สดออนไลน์รายงานว่า ที่จ.ชลบุรี เมื่อเวลา 00.10 น. วันที่ 31 มี.ค. พ.ต.ท.พิชัย ธนศิลป์ สารวัตรเวรฯ สภ.เมืองชลบุรี ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่ามีคนร้ายยังไม่ทราบจำนวน บุกเข้าไปใช้อาวุธปืนยิง มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ที่บริเวณวัดบุญญราศี หมู่ที่ 12 ตำบลคลองตำหรุ อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ

ต่อ มา พ.ต.อ. สุรพงษ์ ไทยประเสริฐ ผกก.สภ.เมืองชลบุรี พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ รุดไปที่เกิดเหตุซึ่งในช่วงนั้นกำลังมีงานประจำปีของทางวัด พบประชาชนเป็นที่ไปเที่ยวงานวัดนับร้อยคนกำลังยืนมุงดูเหตุการณ์เป็นจำนวน มาก จึงพยายามกันออกไปจากที่เกิดเหตุเกรงว่าจะทำลายหลักฐานของคนร้าย

จุด เกิดเหตุข้างโบสถ์เก่าของวัด ใกล้การละเล่นปิงโกของทางวัดพบผู้เสียชีวิต ทราบชื่อคือนายนภดล บุญช่วย อายุ 42 ปี หรือ นายกโหน่ง เป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองตำหรุ ถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด 11 มม. เข้าที่ศีรษะ 2 นัด หน้าอกซ้าย 1 นัด กระสุนตัดขั้วหัวใจ

และมีคน ถูกยิงได้รับบาดเจ็บอีก 1 นาย ทราบชื่อคือนายทวีศักดิ์ บุญช่วย อายุ 36 ปี น้องชายของนายก อบต.คลองตำหรุ ถูกยิงด้วยอาวุธขนาดเดียวกันที่บริเวณ คอ 2 นัด ศรีษะ 1 นัด กลางหลังอีก 1 นัด เสียชีวิตในระหว่างนำส่งโรงพยาบาลชลบุรี

เมื่อ ตรวจสอบในที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนขนาด 11 มม. จำนวน 5 ปลอก ปลอกกระสุนขนาด 9 มม. จำนวน 5 ปลอก และขนาด .32 อีก 1 ปลอก และพบกองเลือด พร้อมกับพบอาวุธปืนขนาด 11 มม. ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ คาดว่าน่าจะเป็นของคนร้าย

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ทางนายกโหน่ง กับนายทวีศักดิ์ หรือเล็ก น้องชาย ไปดูแลความเรียบร้อยภายในงานวัดบุญญราศี พองานเสร็จ นายกโหน่ง กับนายเล็ก ไปนั่งพักที่ใกล้โบสถ์ โดยนายกโหน่งนั่งหันหลังเข้าหาโบสถ์ ส่วนนายเล็ก นั่งห่างประมาณ 10 เมตร

ต่อมามีคนเห็นคนร้าย ซึ่งสวมหมวกกันน็อคครึ่งใบ สีขาว สวมเสื้อยีนส์สีฟ้า เปิดอก เสื้อกล้ามสีขาว สวมกางเกงยินส์ เดินเข้ามาทางข้างโบสถ์ เข้าไปทางด้านหลังของนายกโหน่ง ชักอาวุธปืนขนาด 11 มม. ออกมาจากเอว จ่อยิงด้านหลัง กระสุนเจาะเข้าที่ศรีษะของนายกโหน่ง ล้มลง และเหนี่ยวกระสุนยิงซ้ำเข้าที่หน้าอกด้านซ้าย เจาะขั้วหัวใจ ทางนายเล็ก น้องชายเห็นเหตุการณ์คนร้ายยิงพี่ชายต่อหน้า จึงชักปืนขนาด 9 มม.ออกมายิงคนร้าย ไป 2 นัด แต่คนร้ายไม่มีอาการตกใจ ยิงเข้าใส่นายยเล็ก เสียงปืนดังสนั่น

ในระหว่างที่ยิงกัน อาวุธปืนขนาด 11 มม. ขัดลำกล้อง จึงทิ้ง และชักปืนขนาด 9 มม. สำรองเอาไว้ ยิงต่อสู้กับนายกเล็ก จนนายเล็กล้มลงไป จนร้ายคาดว่าถูกยิงเข้าบริเวณไหล่ วิ่งหลบหนีออกไปทางข้างโบสถ์ หลบหนีไปในความมืด และคาดว่าจะมีคนมารับไปอย่างรวดเร็ว

เบื้องต้นตำรวจคาดว่า พฤติการณ์และลักษณะการก่อเหตุของคนร้ายน่าจะเป็นมือปืนอาชีพอย่างแน่นอน ซึ่งพบหลักฐานว่า คนร้ายได้เข้ามาดูสถานการณ์ก่อนหน้านี้ เตรียมตัวมาเป็นอย่างดี คาดว่า คนร้ายน่าจะมาไม่ต่ำกว่า 2 คน มีการชี้เป้า มีคนคอยรับส่ง และมีคนคุ้มกันเป็นอย่างดี

ส่วนสาเหตุในเบื้องต้นทาง เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ได้มุ่งไปในประเด็นใด อาจจะเป็นเรื่องการเมืองท้องถิ่น หรือเรื่องธุรกิจส่วนตัว ซึ่งจะสวนหาสาเหตุต่อไป

สำหรับนายนภดล หรือ นายกโหน่ง สมัครเป็นนายกอบต.คลองตำหรุเป็นสมัยแรก ดำรงตำแหน่งมา 2 ปี ยังเหลืออีก 2 ปี ในช่วงการทำงานก็สร้างผลงานเป็นอย่างดี มีประชาชนรัก ส่วนนายทวีศักดิ์ หรือเล็ก น้องชาย มีกิจการรถรับส่งคนงานภายในอมตะนครกว่า 20 คัน

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-03-31 11:45:41


ความเห็นที่ 28 (2946380)

การเมืองท้องถิ่นปราจีนฯเดือด ผบญ. ยิงนายก อบต.กรอกสมบูรณ์ดับ คนติดตามสาหัส

วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2556 เวลา 18:30:12 น.

 

 



 

 

เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 24 มี.ค.56  ร.ต.ต.ภัทระ  กาวใจเด็ด ร้อยเวรฯ สภ.ระเบาะไผ่ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี  ได้รับแจ้งเหตุจากมูลนิธิร่วมกตัญญูมีเหตุยิงต่อสู้กันมีผู้ได้รับบาดสาหัส รวม 2 คน ที่เกิดเหตุในโรงเรียนกรอกสมบูรณ์วิทยาคาร หมู่ 1 ต.กรอกสมบูรณ์ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี  จึงรีบรายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นและพร้อมด้วย ชุดสืบสวนสอบสวน ,พ.ต.อ.ณัฐสิทธิ์  บุญน่วม ผกก.สภ.ระเบาะไผ่ ,พล.ต.ต.อัครชัย  พงษ์ศิริ ผบก.ภ.จว.ปราจีนบุรีรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ

 

แยกจากถนนสายตัดใหม่ 309 (เขาหินซ้อน –สระแก้ว) เข้ามาเกือบ 1 กม.เศษ กำลังมีงานทอดผ้าป่าการกุศลหารายได้สมทบทุนการศึกษา คนร่วมงานมากว่า 300 คนอยู่ใต้อาคารราชพฤกษ์พบมีกองเลือด 2 กองใหญ่ส่วนคนโดนยิงได้รับบาดเจ็บ 2 คนได้แก่ นายนฤชิต  สัมฤทธิ์ หรือ “สงค์” นายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) กรอกสมบรณ์  อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรีถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด.38 กระสุนเข้าใต้ราวนมซ้าย 1 นัด และชายโครงซ้าย 1 นัด   และนายประคอง  ใหม่คานิ หรือ “ ไก่”  อายุ 28 ปี เลขที่ 14 หมุ่ 6 ต.วังดาล อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ถูกยิง ที่นิ้วซ้าย 1 นัด,ก้นกบ 1 นัด แขนซ้าย 1 นัด หน่วยกู้ภัยได้รีบนำส่ง รพ.ศรีมหาโพธิ แล้ว   

 

ส่วนมือปืนที่ยิงมี 2 คน ทราบชื่อเบื้องต้นคือนายจำรัส  หอมชิต  หรือ โจ้  และนายกู้เกียรติ  แสงจันทร์ หรือ  “ผู้ใหญ่แอ๊ด”   ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 ต.กรอกสมบูรณ์ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี  หลังก่อเหตุได้ขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้ารุ่นฟอร์จูนเนอร์สีขาวหลบหนีไปตามถนน สาย 309  ทั้งนี้นายโจ้ได้ถูกนายไก่ ยิงตอบโต้สวน  กระสุนถูกเข้าที่ขา 1 นัดด้วย จึงวิทยุสกัดเส้นทางหลบหนีและประสาน รพ.ต่าง ๆ ที่คาดว่าคนร้ายไปรักษาตัว

 

ร.ต.ต.ภัทระ  กล่าวว่า สอบสวนในเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ  นายฤชิต หรือนายกฯสงค์  พร้อมด้วยผู้ติดตามคือ นายประคอง หรือ ไก่ ได้ไปเป็นประธานพิธีทอดผ้าป่าการกุศลที่โรงเรียนกรอกสมบูรณ์วิทยาคาร ส่วนผู้ก่อเหตุคือนายกู้เกียรติ ผู้ใหญ่แอ๊ด   กับ นายจำรัส หรือ โจ้ ได้ไปร่วมงานเช่นกัน  ขณะงานใกล้เลิกได้มีการให้ผู้ร่วมงานถ่ายภาพเป็นที่ระลึกใต้อาคารราชพฤกษ์  ทั้งฝ่ายนายกฯสงค์และฝ่ายผู้ใหญ่แอ๊ดเกิดมีปากเสียงกันเรื่องการมาหาเสียง เพื่อเตรียมเลือกตั้งนายกอบต.กรอกสมบูรณ์ที่ใกล้หมดวาระ     นายโจ้ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดผู้ใหญ่แอ๊ด เป็นคนผลักอกนายกฯสงค์จากนั้นได้ชักอาวุธปืน.38 ยิงใส่นายกฯสงค์ 2 นัดซ้อนจนล้มลง  นายไก่ผู้ติดตามได้โดดเข้าแย่งปืนนายโจ้และยิงถูกขานายโจ้ 1 นัด  ผู้ใหญ่แอ๊ดเห็นดังนั้นจึงใช้ปืนยิงใส่นายไก่ได้รับบาดเจ็บสาหัส   ก่อนพากันขับรถยนต์หลบหนีไป  และต่อมาได้รับรายงานว่านายฤชิตเสียชีวิตแล้วที่ รพ.ศรีมหาโพธิ 

 

หลังเกิดเหตุ พล.ต.ต.อัครชัย พงษ์ศิริ ผบก.ภ.จว.ปราจีนบุรี ได้เดินทางต่อไปที่ รพ.ศรีมหาโพธิ จากนั้นได้มีนายสุนทร  วิลาวัลย์ อดีต สส.ปราจีนบุรี 8 สมัยซ้อนและอดีต รมช.สาธารณสุขเดินทางมาเยี่ยมอาการนายฤชิต และนายไก่อย่างใกล้ชิด

 

นายสุนทรกล่าวว่า  ก่อนหน้านี้ทั้ง 2 ฝ่ายได้เข้ามาหาและให้เคลียร์เรื่องการเตรียมลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกอบ ต.กรอกสมบูรณ์ ที่จะหมดวาระในเดือนก.ย.นี้ รวมถึง 2 ครั้งได้เคลียร์เรื่องจบไปแล้วแต่ยังเกิดเหตุยิงกันตาย-เจ็บสาหัสดังกล่าว

 

ด้าน พล.ต.ต.อัครชัย  กล่าวว่า  สาเหตุการสอบสวนเบื้องต้นมาจากการเมืองท้องถิ่น  ที่ผู้ตายคือนายฤชิต  และผู้ก่อเหตุฝ่ายของผู้ใหญ่แอ๊ด ต่างเตรียมลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายก อบต.กรอกสมบูรณ์และออกหาเสียงแข่งขันกัน    แต่ประเด็นอื่นจะได้ติดตามและเร่งสืบสวนและจับกุมคนร้ายต่อไป

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-03-24 20:49:37


ความเห็นที่ 27 (2945355)

ผลเลือกตั้งนายกฯ"เชิงดอย"!! เด็ก"เจ้าหนุ่ย"คว้าเก้าอี้สมัยแรก เฉือนกำนัน"วิรัช" ชนะแค่60คะแนน

วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2556 เวลา 21:30:27 น.

 

 

 

 

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม  ผู้สื่อข่าวรายงานผลเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลเชิงดอย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ อย่างไม่เป็นทางการ  ปรากฏว่า นายเฉลิม  สารแปง  อดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงใหม่ หัวหน้ากลุ่มฮักบ้านเกิด ชนะเลือกตั้ง  ได้รับคะแนนสูงสุด 1,453 คะแนน  นายวิรัช  บัวชุม  อดีตกำนันตำบลเชิงดอย  หัวหน้ากลุ่มเชิงดอยคุณธรรม ได้ 1,393 คะแนน นายมงคล ชัยวุฒิ  อดีตนายกเทศมนตรี 2 สมัย หัวหน้ากลุ่มพัฒนาเชิงดอย ได้ 1,332 คะแนน  มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 4,347 คน คิดเป็น 77.72 % ของผู้มีสิทธิ 5,593 คน ไม่ประสงค์ลงคะแนน 108 ราย คิดเป็น 2.48 % บัตรเสีย 61 ใบ คิดเป็น1.40 %

 

สำหรับ นายเฉลิม เคยเป็นรองนายก อบจ. สมัยนายธวัชวงศ์  ณ เชียงใหม่ หรือเจ้าหนุ่ย  เป็นนายก อบจ.เชียงใหม่และเคยเป็นที่ปรึกษานายมงคล  อดีตนายกเทศมนตรีตำบลเชิงดอย ก่อนลงสมัครนายกเทศมนตรีครั้งแรก และชนะเลือกตั้งเป็นสมัยแรก โดยชนะนายวิรัช ผู้ได้คะแนนอันดับ 2 เพียง 60 คะแนนเท่านั้น

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-03-18 07:15:44


ความเห็นที่ 26 (2943347)

มือปืน***มซุ่มยิง อบต.3 สมัย ก่อนไปสิ้นใจตายที่โรงพยาบาลฉวาง

เมื่อเวลา 23.30 น.วันที่ 9 มี.ค. ร.ต.ท.ยงยุทธ วัฒนปรีชาพงศ์ พนักงานสอนสวนเวร สภ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช ได้รับแจ้งจาก รพ.สมเด็จพระยุพราชฉวาง ว่า มีคนถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัสมารักษาตัวที่ รพ.และได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา ให้มาทำการชันสูตรศพด้วย รับแจ้งแล้วจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น จากนั้นจึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.อนันต์ หริกจันทร์ ผกก.สภ.ฉวาง นำตำรวจชุดสอบสวน และเจ้าหน้าที่มูลนิธิสยามรวมใจอู่อินทร์รุดไปทำการพิมพ์ลายนิ้วมือและชันสูตรศพผู้เสียชีวิตร่วมกับแพทย์ที่ รพ.ดังกล่าว
 
เมื่อไปถึง รพ.ดังกล่าวพบญาติของผู้เสียชีวิตจำนวนมากมาดูสถานการณ์ ต่างร่ำให้ด้วยความเสียใจ จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงเข้าทำการตรวจสอบที่ตึกอุบัติเหตุของ รพ.พบศพผู้ตายทราบชื่อนายสมพร ลิ้มรส อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 29 ม.2 ต.ห้วยปริก อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช เป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ของเขต ม.2 ต.ห้วยปริก อ.ฉวาง อยู่ในชุดนุ่งกางเกงกีฬาขาสั้นสีดำ เสื้อแขนสั้นสีขาวเปื้อนไปด้วยเลือด สภาพศพมีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนลูกซองเข้ากลางหลัง 1 นัด 9 รู ทะลุหน้าอก 3 รู
 
จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่า ก่อนเกิดเหตุขณะที่นายสมพรฯ ผู้ตาย กำลังนั่งดื่มเหล้ากับเพื่อนบ้าน 4-5 คนที่หน้าบ้านของแม่ที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านของผู้ตายมากนัก ได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนมาซุ่มอยู่ในมุมมืด ใช้อาวุธปืนยิงใส่กลางหลังนายสมพรฯ จำนวน 1 นัด ท่ามกลางเพื่อนในวงเหล้าที่แตกฮือหลบวิถีกระสุนไปคนละทิศละทาง สิ้นเสียงปืนนายสมพรฯ ล้มฟุบจมกองเลือด หลังเพื่อนในวงเหล้าตั้งสติได้ก็รีบนำร่างนายสมพรฯ ส่ง รพ.สมเด็จพระยุพราชฉวาง แต่มนพิษบาดแผลไม่ไหวได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา
 
พ.ต.อ.อนันต์ หริกจันทร์ ผกก.สภ.ฉวาง กล่าวว่า หลังทำการสอบปากคำพยานซึ่งเป็นญาติของนายสมพรฯ ผู้ตายพบว่าสาเหตุน่าจะมาจากเรื่องการเมืองท้องถิ่น ซึ่งผู้ตายนั้นครองใจชาวบ้านจนได้รับเลือกตั้งเป็น อบต.มาถึง 3 สมัยซ้อน อาจจะทำให้คู่แข่งไม่พอใจและได้มาซุ่มยิง เชื่อว่าคนร้ายเป็นคนในพื้นที่และตำรวจพอจะทราบแล้วว่าเป็นใคร แต่ต้องรวบรวมพยานหลักฐานในการติดตามจับกุมตัวมือปืนรายนี้ แต่ก็ยังไม่ทิ้งประเด็นโกรธแค้นส่วนตัว ซึ่งจะเร่งสืบสวนสอบสวนรวบรวมหลักฐานเร่งคลี่คลายคดีต่อไป.

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-03-09 15:21:24


ความเห็นที่ 25 (2939431)

ราชบุรีล่ามือยิง ผญบ. เจ็บสาหัส

วันที่ 16 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.นิพนธ์ ภู่พันธ์ศรี ผบก.ราชบุรี พ.ต.อ.ปรัชญ์ชัย ใจชาญสุขกิจ รอง ผบก. พ.ต.อ.อนินท์ ศรีสรรพางค์ ผกก.สภ.เมืองราชบุรี และร.ต.อ.ไพโรจน์ บุญยินดี ร้อยเวร รุดตรวจสอบเหตุคนร้ายยิงผู้ใหญ่บ้านได้รับบาดเจ็บสาหัสคาบ้านพัก ญาตินําตัวส่งโรงพยาบาลราชบุรีไปก่อนหน้านี้ ทราบชื่อนายสมศักดิ์ อารมณ์ดี ผู้ใหญ่บ้าน อายุ  52 ปี ที่อยู่ตามบัตรประชาชน เลขที่ 15/1 หมู่ 6 ต.หินกอง อ.เมือง จ.ราชบุรี 
 
ที่เกิดเหตุบริเวณ หน้าบ้าน พบกองเลือดและปลอกกระสุนปืนขนาด 9 ม.ม. ตกอยู่ 4 ปลอก ด้านนางนิธิดา อุปเทวะ อายุ 22 ปี ลูกสะใภ้นายสมศักดิ์ผู้บาดเจ็บ ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุทํากับข้าวอยู่ในครัว ส่วนนายสมศักดิ์กลับจากนอนเฝ้าวัวที่เลี้ยงไว้อีกที่หนึ่งช่วงเช้ามืด แล้วมารดนํ้าเห็ดฟางในโรงเห็ดข้างบ้าน จากนั้นจู่ๆ มีคนร้ายขับรถเก๋งยี่ห้อโตโยต้ารุ่นเก่า สีแดง ทะเบียน 1771 ไม่ทราบหมวดจังหวัดขับมาจอดหน้าบ้าน คนที่นั่งมาในรถมี 3 คน เป็นชาย 2 คน หญิง 1 คน   
 
นางนิธิดาให้การต่อไปว่า นางน้อย อารมณ์ดี อายุ 55 ปี ภรรยาของนายสมศักดิ์ที่นั่งอยู่ใต้ถุนบ้านเดินไปถามคนขับรถเก๋งคันดังกล่าว ว่า �มาหาใคร� คนขับรถผมสีขาวอายุประมาณ 55 ปี ตอบว่ามาหาผู้ใหญ่เพื่อจะจ้างไปรับเหมาก่ออิฐ สำเนียงการพูดของคนขับออกเหน่อคล้ายคนเพชรบุรี ด้านนางน้อยบอกให้รอเดี๋ยว และเดินไปตามนายสมศักดิ์ในโรงเห็ด ส่วนผู้หญิงที่นั่งมาตอนหลังรถเก๋งลงจากรถเพื่อเดินไปดูต้นทางลักษณะเป็นคน ผอมสูง ผิวขาว ตัดผมสั้น อายุประมาณ 40-45 ปี แต่ถูกสุนัขเห่าจึงให้ตนออกมาช่วยไล่สุนัข จากนั้นหญิงคนดังกล่าวก็กลับมานั่งรอในรถเหมือนเดิม  
 
จาก การสอบสวนพบด้วยว่า ช่วงจังหวะที่นายสมศักดิ์เดินมาหาที่รถเก๋งดังกล่าว ผู้ชายที่นั่งเบาะหน้าด้านซ้าย สวมกางเกงขายาว ใส่เสื้อลายทหาร สวมหมวกแก๊ป เปิดประตูรถเดินก้มหน้าลงมาแล้วชักอาวุธปืนยิงนายสมศักดิ์รวม 4 นัด กระสุนเข้าท้ายทอยและแผ่นหลังทะลุด้านหน้า  3 นัด จนนายสมศักดิ์ล้มฟุบลง ก่อนคนร้ายวิ่งขึ้นรถขับหลบหนีไปทางถนนห้วยไผ่   
 
ด้าน นายคมสัน อารมณ์ดี อายุ 25 ปี ลูกชายนายสมศักดิ์ ให้การว่า ตนเห็นเหตุการณ์และขับรถไล่ตามจนสามารถจํายี่ห้อ สี และทะเบียนรถคนร้ายได้ ทั้งนี้พ่อเคยบอกตนไว้ว่า หากพ่อตาย เพราะมีคนจ้างมือปืนมายิงก็มีสาเหตุมาจากเรื่องเดียวคือกรณีขัดแย้งเลือก ตั้งผู้ใหญ่บ้านเมื่อ 2 ปีก่อน 
 
ตำรวจสอบเบื้อง ต้น เปิดเผยว่า นายสมศักด์เป็นอดีตสมาชิกอบต.ตําบลหินกองเมื่อปีพ.ศ. 2553 หลังจากนั้นลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 โดยมีคู่แข่งในพื้นที่เดียวกัน ต่างฝ่ายต่างแข่งขันกันรุนแรง คนในหมู่บ้านทราบดีว่าถึงขั้นข่มขู่เอาชีวิต ในที่สุดนายสมศักดิ์ได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้าน ทำงานมาร่วมสองปี และระวังตัวอยู่ตลอด เพราะเชื่อว่าจะมีคนจ้างมือปืนมาคอยตามยิง จึงบอกลูกๆ ว่า หากถูกยิงตายก็มาจากเรื่องการเมืองท้องถิ่น คือเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน อย่างไรก็ตาม ตำรวจจะต้องสืบสวนในประเด็นอื่นๆ ด้วยว่ามีเรื่องขัดแย้งอะไรกับใครอีกหรือไม่ พร้อมติดตามจับกุมมือปืนมาดําเนินคดีต่อไป ส่วนอาการนายสมศักดิ์ล่าสุดนั้น แพทย์ผ่าตัดช่วยเหลือชีวิตไว้ได้แล้ว

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-02-17 09:29:29


ความเห็นที่ 24 (2938814)

ครม.อนุมัติหลักการเพิ่มเงินเดือนผู้ว่าฯกทม.

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 เวลา 18:10:40 น.

 

 

 

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทศพร เสรีรักษ์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเงินเดือน เงินเพิ่ม เงินค่าเบี้ยประชุม และเงินตอบแทนอื่นของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ข้าราชการการเมืองอื่นของกรุงเทพมหานคร และกรรมการที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแต่งตั้ง ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ

 โดยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จากเดิมได้รับ 110,120 บาท ให้ปรับเป็น 113,560 บาท รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จากเดิม 87,000 บาท ปรับเป็น 90,320 บาท

 เลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จากเดิม 42,210 บาท ปรับเป็น 44,110 บาท ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 50,210 บาท เป็น 52,290 เลขานุการประธานสภากรุงเทพมหานคร 42,210 บาท เป็น 44,110 บาท

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-02-12 22:17:06


ความเห็นที่ 23 (2934488)

ชิงสท.บ้านดู่ดุ3ขรก.สังเวยโค้งสุดท้าย

 

  ศึกชิง ส.ท.บ้านดู่เข้มข้น แข่งกันสารพัดรูปแบบ 3 ข้าราชการถูกเด้งสังเวยข้อหาไม่เป็นกลาง ขณะที่การซื้อเสียงสะพัดไปในหลายหมู่บ้านช่วงกลางคืนจนถึงรุ่งสาง
    ผู้สื่อข่าวรายงานโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล ต.บ้านดู่ อ.เมือง จ.เชียงราย ซึ่งจะมีการลงคะแนนในวันที่ 19 มกราคมนี้ว่า เข้มข้นร้อนแรงท่ามกลางกระแสทุ่มเงินแจกซื้อเสียงหัวละ 200 บาท กระจายไปไม่ต่ำกว่า 5 หมู่บ้าน โดยมีการนำเงินไปแจกจ่ายให้นอมินีกระจายซื้อเสียงกันเป็นทอดๆ ในช่วงกลางคืนจนถึงรุ่งสาง
    ในขณะที่ยังมีการจ้องจับผิดเรื่องซื้อเสียง ก็เกิดกระแสมวลชนขึ้นมาอีกครั้งเมื่อผู้มีอำนาจบางรายในสภาเทศบาลสั่งย้าย นางพิมพ์มาลา หนองหารพิทักษ์ ผอ.โรงเรียนเทศบาล 1 (เฉลิมพระเกียรติฯ บ้านป่าซาง) ไปช่วยราชการชั่วคราว หลังถูกผู้สมัครหมายเลข 1 กลุ่มพัฒนาบ้านดู่ ของนายพัฒนพงษ์ โพธิ์เกตุ นายกเทศมนตรีคนปัจจุบัน ร้องเรียนไปยังนายองอาจ ม่วงโกสัย ปลัดเทศบาล ต.บ้านดู่ ว่าวางตัวไม่เป็นกลางในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง
    การสั่งย้ายครั้งนี้ทำให้กลุ่มผู้ปกครองนักเรียนกว่า 200 คน รวมตัวเคลื่อนไหวเตรียมออกมาชุมนุมเพื่อกดดันให้นางพิมพ์มาลากลับมาปฏิบัติ หน้าที่ตามเดิม โดยระบุว่านางพิมพ์มาลาเป็นข้าราชการที่ให้ความใส่ใจในเรื่องการศึกษาของ เยาวชน หลังจากถูกย้ายทำให้ข้าราชการครูชั้นผู้น้อยหวาดผวา ว่าจะถูกอำนาจทางการเมืองเล่นงาน หรือถูกกลั่นแกล้งโยกย้ายไปด้วย
    แหล่งข่าวระดับสูงในเทศบาล ต.บ้านดู่ เปิดเผยว่า บรรยากาศในเทศบาลขณะนี้อึมครึมมาก ภายนอกผู้สมัครก็แข่งขันกันอย่างรุนแรง ขณะที่ในสภาก็มีความอึดอัด เพราะมีข้าราชการระดับผู้อำนวยการ 2 แผนก ถูกสั่งย้ายในช่วงที่มีการหาเสียง โดย ผอ.คนหนึ่งถึงกับถูกยิงข่มขู่และถูกหมายหัวเอาไว้ก่อนหน้านี้ ถูกย้ายสลับออกนอกพื้นที่ไป ส่วนอีกรายก็ถูกย้าย แต่หาที่ลงไม่ได้เนื่องจากตำแหน่งหน้าที่สูง จึงถูกลดชั้นลงมาเป็นหัวหน้าส่วนแทน ขณะที่ ผอ.อื่นๆ ก็หนาวๆ ร้อนๆ ทำหน้าที่เกี่ยวกับงบประมาณ แต่ถูกสั่งให้นำบัตรเลือกตั้ง ส.ท.มาเก็บไว้ในห้องทำงาน ทำให้หวั่นเกรงว่าบัตรอาจหาย ทำให้มีความผิดฐานบกพร่อง ต้องจัดระบบรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่.

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-01-16 13:04:13


ความเห็นที่ 22 (2934043)

สจ.สุโขทัยนอนเปลือยดับปริศนาคารถฟอร์จูนเนอร์

วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2556 เวลา 17:45:29 น.

 

 






 

 

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 13 มกราคม 56 พ.ต.ท.ศักดิ์สรณ์  แยงทิพย์ พนักงานสอบสวนเวร สภ.เมืองเก่า อ.เมือง จ.สุโขทัย ได้รับแจ้งเหตุว่ามีคนเสียชีวิตอยู่ในรถยนต์ที่จอดอยู่บริเวณปากทางเข้าวัด ศรีพิจิตรกิรติกัลยาราม หมู่ 8 ต.เมืองเก่า จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ จากนั้นรุดไปตรวจสอบพร้อมแพทย์เวรโรงพยาบาลสุโขทัย และหน่วยกู้ภัย 

ที่เกิดเหตุพบรถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีดำ ทะเบียน กค 9108 สุโขทัย จอดอยู่ใต้ต้นไม้ริมถนน โดยประตูรถปิดล็อคทุกด้านไม่สามารถเปิดได้ เจ้าหน้าที่จึงตรวจสอบโดยมองผ่านกระจกรถ พบว่าตรงเบาะนั่งคู่หน้าด้านซ้ายถูกปรับเอนนอน และมีศพผู้ชายทราบชื่อคือ นายเชยศักดิ์  ถาละถี สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) สุโขทัย เขต 2 อ.เมือง และเป็นอดีตนายกเทศมนตรีตำบลบ้านกล้วย อ.เมือง จ.สุโขทัย

 
สภาพศพนอนคว่ำหน้า ท่อนล่างเปลือยเปล่า สวมเสื้อกล้ามสีขาว และมีเสื้อเชิ้ตแขนยาวคลุมปิดแผ่นหลังกับท่องล่างไว้ ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ประสานให้ญาติผู้ตายนำกุญแจรถสำรองมาเปิดประตูรถ พร้อมแจ้งให้เจ้าหน้าที่กองวิทยาการตำรวจภูธรจังหวัดสุโขทัย มาร่วมตรวจพิสูจน์ ภายหลังเจ้าหน้าที่สามารถเปิดประตูได้ จึงตรวจสอบภายในรถ พบว่าตรงเบาะนั่งคนขับมีกางเกงยีนของผู้ตายวางกองอยู่ และมีกระเป๋าสตางค์กับเงินสดอีกกว่า 10,000 บาท และยังมีอาวุธปืนพกสั้นวางซุกอยู่ข้างเบรกมือรถด้วย


นายมงคลศักดิ์  บัวหลาย อายุ 34 ปี ลูกเขยนายเชยศักดิ์ ให้การว่า นายเชยศักดิ์ขับรถยนต์ออกจากบ้านมาตั้งแต่เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 12 ม.ค. ที่ผ่านมา กระทั่งมืดค่ำเห็นว่ายังไม่กลับเข้าบ้าน และโทรศัพท์ก็ติดต่อไม่ได้ ญาติจึงเป็นห่วงเพราะไม่เคยกลับบ้านผิดเวลา กระทั่งมาเช้าวันนี้จึงได้ออกตามหา และมาพบเป็นศพอยู่ในรถดังกล่าว จึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่มาตรวจพิสูจน์

 

เบื้องต้นจากการชันสูตรศพ ไม่พบว่ามีร่องรอยของการถูกทำร้ายร่างกาย เพียงแต่มีรอยฟกช้ำตรงใบหน้าและที่บริเวณหน้าอก ส่วนในรถก็ไม่พบร่องรอยการต่อสู้ และทรัพย์สินผู้ตายก็อยู่ครบ มีเพียงโทรศัพท์มือถือของผู้ตายเท่านั้นที่หายไป อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะได้ส่งศพผ่าพิสูจน์การตายอีกครั้ง และสืบสวนสาเหตุแท้จริงต่อไป 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-01-13 19:37:24


ความเห็นที่ 21 (2932599)

อุกอาจ! คนร้ายดักยิง "นายกเทศบาลตำบลหันคา" หน้าสำนักงาน-อาการสาหัส

เวลา 08.10 น. วันที่ 4 ม.ค. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานว่า ร.ต.ท.เนตร  เถื่อนผึ้ง ร้อยเวร สภ.หันคาได้รับแจ้ง มีผู้ถูกยิงได้รับบาดเจ็บที่หน้าเทศบาลตำบลหันคา จึงแจ้งมูลนิธิร่วมกตัญญู และกู้ชีพฉุกเฉิน  นำผู้ได้รับบาดเจ็บส่ง รพ.หันคา

จากการตรวจสอบทราบว่าผู้บาดเจ็บคือนายณรงค์เดช ตันอนุวงษ์สกุล นายกเทศบาลตำบลหันคา จ.ชัยนาท  หลังจากแพทย์ รพ.หันคา ตรวจแล้วได้รับบาดเจ็บสาหัส จึงนำตัวส่งโรงพยาบาลชัยนาทนเรนทรในเวลาต่อมา

จากการเปิดเผยของแพทย์ ผู้ตรวจรักษา ทราบว่า ผู้บาดเจ็บถูกยิงจากด้านหลังลูกกระสุนไม่ทราบชนิดและขนาด ทะลุด้านหน้าใต้ราวนมขวาประมาณ 3 นิ้ว  ขนาดแผลกว้าง 1.5 เซนติเมตร ขณะนี้อาการโคม่า รอเข้าห้องผ่าตัดรักษาอย่างเร่งด่วน

จากการเปิดเผยของนายธรรมนูญ สระทองล้อม  พนักงานขับรถ ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ขณะเกิดเหตุนายกฯกำลังขับรถจักรยานยนต์ ฮอนด้าเวฟ100 สีดำ จะเข้าสำนักงานเทศบาล ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเข้าแถวเคารพธงชาติ มีคนร้ายจอดรถกระบะวีโก้สีบรอนซ์เงิน จอดอยู่หน้าสำนักงาน มีคนร้ายรูปร่างสันทัด ใช้อาวุธปืนจ่อยิง นายกฯขับรถจะหนี แต่ขับรถตกลงไปในร่องน้ำหน้าสำนักงาน คนร้ายวิ่งขึ้นรถขับหลบหนีไปทางบ้านดอนกะพี้ ต.เด่นใหญ่  อ.หันคา  ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามจับตัวมาดำเนินคดีเร่งด่วน  คาดคนร้ายไม่ต่ำกว่า 2 คน   เจ้าหน้าที่ยังไม่ระบุประเด็นการถูกทำร้ายของนายกเทศมนตรีตำบลหันคาในขณะนี้

 

 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-01-04 20:26:37


ความเห็นที่ 20 (2932427)

พลิกแฟ้ม5แคนดิเดตชิงผู้ว่าฯกทม.

  • 03 มกราคม 2556 เวลา 11:59 น.

พลิกแฟ้ม5แคนดิเดตชิงผู้ว่าฯกทม.

โดย...ธนพล บางยี่ขัน

ปี่กลองเริ่ม “โหมโรง” เตรียมเข้าสู่โหมดเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) แทน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ที่กำลังจะครบวาระในวันที่ 10 ม.ค.นี้ โดยล่าสุดทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คาดการณ์ว่าประมาณเดือน มี.ค. คนเมืองหลวงน่าจะได้เห็นผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ แต่จะหน้าเก่าหรือหน้าใหม่ก็ต้องรอดูกันในวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง

ส่องดู “แคนดิเดต” เวลานี้ หลายรายเริ่มประจำที่ออกมาวอร์มรอข้างสนาม บางรายเริ่มลุยหาเสียงไปพลางๆ บางรายยังต้องรอการอนุมัติจากต้นสังกัด โดยที่เห็นแน่ๆ แล้วเวลานี้มีด้วยกัน 5 คน

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์

เริ่มตั้งแต่คนแรก “คุณชายหมู-ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร” ที่ต้นสังกัดอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ตัดสินใจโค้งสุดท้ายส่งลงมารักษาแชมป์อีกรอบ ภายใต้เหตุผลว่าให้เกิดการทำงานต่อเนื่อง พร้อมกับยกเครดิตให้กับผู้ว่าฯ กทม.คนปัจจุบันว่ามีความเหมาะสม เพราะมีประสบการณ์การทำงานเกี่ยวกับ กทม.อย่างยาวนาน แต่กว่าที่พรรคประชาธิปัตย์จะตัดใจส่งลงสมัครก็แทบเรียกได้ว่าหืดจับพอสมควร

เนื่องจากในรอบนี้พรรคประชาธิปัตย์ท่องคาถามาตั้งแต่เริ่มแล้วว่า “แพ้ไม่ได้” แต่เมื่อดูการทำงานของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ที่ผ่านมาก็พบว่ายังมีปัญหาจนกลายเป็นแผลอยู่พอสมควร เช่น การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม การก่อสร้างสนามฟุตซอล อารีนา หนองจอก ที่ไม่ทันกับการแข่งขันในช่วงปลายปี 2555 ไปจนถึงการชิงจังหวะต่อสัญญาบีทีเอสที่ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แจ้งข้อหา เป็นแผลให้ถูกรุมถล่มจนอาจกระทบต่อผลการเลือกตั้ง

จนกระทั่งคุณชายหมูต้องงัดเกมแรงออกมาบีบพรรค ด้วยการประกาศเสนอตัวเองลงสนามเลือกตั้งต่อสาธารณชน พร้อมประกาศชุดนโยบายสานงานต่อในสมัยหน้า โดยเฉพาะการลดราคาส่วนต่อขยายของบีทีเอสทันทีที่ได้กลับมาเป็นผู้ว่าฯ กทม. จาก 15 บาท เหลือ 10 บาท สุดท้ายพรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องยอมให้ลงรักษาเก้าอี้เพื่อป้องกันไม่ให้พรรค เกิดความแตกแยก แต่รอบนี้อาจจะต้องเหนื่อยกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

พล.ต.อ.พงศพัศ

ขณะที่ “พรรคเพื่อไทย” ถึงจะกุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ แต่ยังมีจุดอ่อนในพื้นที่ กทม. ทำให้ต้องใช้โอกาสนี้ช่วงชิงฐานเสียงเสริมความแข็งแกร่งให้รัฐบาล จึงหมายมั่นปั้นมือกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้เป็นพิเศษ ซึ่ง “พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ” รอง ผบ.ตร. และเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เจ้าของฉายา “จูดี้ อีเวนต์” ตอบโจทย์ของเพื่อไทยได้ดีที่สุด แม้จะยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ชื่อที่อยู่ในใจนายใหญ่เวลานี้มีเพียงบิ๊กตำรวจรายนี้เพียงคนเดียว

พล.ต.อ.พงศพัศ มีจุดแข็ง คือ เป็นที่รู้จักในวงกว้าง นับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติและผู้ช่วย ผบ.ตร. ก่อนจะมารับหน้าที่สำคัญในฐานะเลขาธิการ ป.ป.ส. ดูภารกิจสำคัญของรัฐบาลในการปราบยาเสพติด ส่งผลให้เป็นที่รู้จักของบุคคลพอสมควร ซึ่งพรรรคเพื่อไทยก็หวังจะใช้ความโดดเด่นส่วนตัวตรงนี้กรุยทางสู่ชัยชนะ

พลิกดีกรีของ พล.ต.อ.พงศพัศ ถือว่าไม่เบาเช่นกัน จบมัธยมจากโรงเรียนเบญจมราชูทิศ จ.จันทบุรี เตรียมทหารรุ่นที่ 15 (ตท.15) และโรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 31 โดยสอบได้ที่ 1 ทุกชั้นปี จากนั้นได้ทุนไปศึกษาต่อด้านอาชญาวิทยาจากมหาวิทยาลัยแซมฮิวสตันสเตต สหรัฐอเมริกา จนกระทั่งจบปริญญาเอก

เรียกได้ว่าพร้อมไปด้วยคุณวุฒิวัยวุฒิ แถมนายใหญ่ยังปลื้มอีก ทั้งหมดเหลือแค่รอพรรคเพื่อไทยมีมติออกมาอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้เท่านั้น

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์

นอกจากนี้ ยังมีผู้สมัครอิสระที่ประกาศตัวไปแล้ว ได้แก่ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส” ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2555 ภายใต้สโลแกน “เปลี่ยนกรุงเทพ เปลี่ยนผู้ว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส วีรบุรุษนาแก” การรีบเปิดตัวลงสมัครครั้งนี้พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ให้เหตุผลว่า เป็นเรื่องของความพร้อม ทั้งร่างกาย ความคิด สติปัญญา และจะสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงในเวลา 1 ปี และ 4 ปีจะเห็นความเรียบร้อย

จุดเด่นที่วีรบุรุษนาแกนำมาเสนออยู่ที่การออกตัวชัดเจนว่าไม่ขอยุ่งการ เมือง ขอทำแต่งาน โดยหวังว่าจะใช้จังหวะที่คนเมืองหลวงกำลังสะอิดสะเอียนกับเกมการเมือง ระหว่าง “ประชาธิปัตย์-เพื่อไทย” ที่ส่งผลเสียต่อ กทม.เมื่อครั้งเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 มาเป็นอัศวินขี้ม้ามืดมานั่งเก้าอี้พ่อเมือง กทม.แบบหักปากเซียน

โฆสิต

ถัดมาที่ “โฆสิต สุวินิจจิต” หนึ่งในเจ้าพ่อวงการสื่อสารมวลชน กระโดดลงมาอาสาขอบริหาร กทม.ในนามอิสระ ด้วยเหตุผลว่าการจะทำให้ กทม.เข้มแข็งนั้น ผู้ว่าฯ กทม.ต้องไม่สังกัดพรรคการเมือง หลังจากหลายปีที่ผ่านมาก็เห็นแล้วว่าผู้ว่าฯ กทม.ที่สังกัดพรรคการเมือง ไม่สามารถแก้ไขปัญหาของชาว กทม.ได้ แถมมีปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นมาอีก

พร้อมชูนโยบาย “กรุงเทพฯ 24 ชั่วโมง” คือ ต้องทำงาน 24 ชั่วโมง ตามสภาพสังคม รวมถึงการแต่งตั้งที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.ประจำทุกเขต และมีนโยบายที่ใช้แต่ละเขตจะแตกต่างกัน

ต้องยอมรับว่า “โฆสิต” เป็นบุคคลที่เปี่ยมไปด้วยคอนเนกชัน ในฐานะเคยเป็น|ที่ปรึกษารัฐมนตรีหลายคน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น สมศักดิ์ เทพสุทิน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.เกษตรและสหกรณ์ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ สมัยเป็น รมว.มหาดไทย หรือ ไตรรงค์ สุวรรณคีรี อดีตรองนายกรัฐมนตรี ขณะเดียวในฐานะนักธุรกิจ โฆสิตก็ยังผ่านการเป็นผู้บริหารองค์กรสื่อสารมวลชนหลายสำนัก เช่น มีเดีย ออฟ มีเดีย สถานีโทรทัศน์สปริงนิวส์ เป็นต้นด้วย

ดูอย่างนี้แล้วชื่อของ โฆสิต สุวินิจจิต จึงเป็นที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง แม้ไม่อาจจะชนะคู่แข่งจากพรรคการเมืองใหญ่ได้ก็ตาม

สุหฤท

ปิดท้ายกันที่ “สุหฤท สยามวาลา” ดีเจเพลงแนวอิเล็กทรอนิกส์ของไทย และผู้บริหารธุรกิจเครื่องเขียน ดีเอชเอ ที่ประกาศตัวลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ผ่านเฟซบุ๊กด้วยคุณสมบัติเอาใจเด็กแนวแบบไม่หวังชนะ อาทิ การประกาศว่าการแต่งตัวแปลกเป็นการส่วนตัวไม่เกี่ยวกับความสามารถทางมันสมอง หรือการบอกว่าไม่มีนโยบายหาเสียง มีแต่สิ่งที่อยากทำให้คน กทม. รวมไปถึงการออกตัวว่า “ผมมีอดีตที่ดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่ผมก็เป็นคนคนหนึ่งที่ไม่ได้ทำถูกตลอดเวลา ผมมีความตั้งใจจริง ถ้าทำไม่ได้ที่จะซื่อสัตย์สุจริตก็ไม่ทำ และยอมถอยแทนที่จะเปลี่ยนตัวเองตามน้ำ”

จากรายชื่อที่ออกมาดังกล่าวได้เป็นสัญญาณให้เห็นแล้วว่า ศึกชิงผู้ว่าฯ กทม. 2556 จะสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับการเมืองแน่นอน

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-01-04 08:28:14


ความเห็นที่ 19 (2931721)

'ปราจีนฯ โมเดล' ทลายกลุ่มประมูล จับส.จ.ดัง-คนมีสี

สดจากสนามข่าว
ธานี ทวีเกิด รายงาน



1.พล.ต.ท.ชนินทร์ ปรีชาหาญ ผู้ช่วยผบ.ตร. และพล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผบช.ภ.2 ร่วมกันแถลงผลจับกุม

2.นาทีบุกจับนายเต็มพงษ์ ฤทธิ์เดช หรือ ส.จ.โต้ง

3.ลุยค้น อบจ.ปราจีนบุรี

4.แสดงหมายศาลก่อนเข้าตรวจค้น























"นอก จากนี้ยังพบตำรวจบางนาย ที่น่าเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มอิทธิพล ทั้งระดับสัญญาบัตรและประทวนอีก 6 นาย ได้สั่งย้ายออกนอกพื้นที่ บางรายก็สั่งย้ายออกไปนอกกองบัญชาการไปเลย ผลการจับกุมครั้งนี้ทำให้ผบ.ตร.เห็นว่า เป็นแผนที่รัดกุมและสามารถขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องได้เกือบทั้งขบวนการ ทุกกองบัญชาการควรใช้ศึกษาเป็นตัวอย่าง หรือเรียกว่า 'ปราจีนฯ โมเดล' โดยให้นำไปปรับใช้กวาดล้างจับกุมกลุ่มอิทธิพลทั่วประเทศต่อไป"

คำประกาศก้องของพล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผบช.ภ.2 หลังจากนำกำลังเข้าทลายกลุ่มผู้กว้างขวางในจ.ปราจีนบุรี ซึ่งพัวพันกับบุคคลหลายฝ่าย

ตำรวจ ได้รับการร้องเรียนพฤติกรรมของขบวนการดังกล่าว โดยเฉพาะเรื่องผู้ยื่นซองประมูลงานในโครงการต่างๆ ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ปราจีนบุรี ถูกขัดขวาง

ทั้งยังถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องกับคดีอาชญา กรรมอีกหลายเหตุการณ์

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.ที่ได้รับการร้องเรียนและรายงาน จึงให้พล.ต.ท. วินัยจัดการในขั้นเด็ดขาด

พล.ต.ท. วินัยใช้วิธีส่งสายสืบเข้าไปแฝงตัวในพื้นที่เป็นเวลานาน จนพบว่ากลุ่มนี้มีนายเต็มพงษ์ ฤทธิ์เดช หรือ ส.จ.โต้ง อายุ 36 ปี คนดังเมืองปราจีนบุรีเกี่ยวพันด้วย

ส่วนเครือข่ายมีทั้งเครือญาติ ข้าราชการ นักการเมืองท้องถิ่น รวมถึงตำรวจบางคน

ขณะ ที่มีคดีความต่างๆ ในพื้นที่ซึ่งคลี่คลายไม่ได้อยู่ในข่ายต้องสะสาง อาทิ คดียิงนายมนตรี แก้วกล่ำ สมาชิก อบต.บางกระเบา เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.2550 เนื่องจากผู้ตายไปสนับสนุนการเลือกตั้งฝ่ายตรงข้าม

คดียิงนายขจร หงส์ทอง กำนัน ต.ประจันตคาม เมื่อวันที่ 2 ส.ค.2551 สาเหตุเพราะไม่สนับสนุน คนของผู้มีอิทธิพลที่ลงเลือกตั้งเป็นนายก อบต.ประจันตคาม

คดียิงนาย สุรชาติ นันมา เมื่อ 15 มิ.ย.2552 หลังไปเป็นพยานให้ กกต. กรณีการซื้อเสียง ผลถึงขั้นพรรคการเมืองพรรคหนึ่งถูกยุบ และส.ส.รายหนึ่งถูกแขวน 10 ปี

คดียิงนายพรศักดิ์ จันทร์สิวานนท์ นักธุรกิจ คาลานจอดรถยนต์ อบจ.ปราจีนบุรี หลังจากเข้าไปประมูลงานแข่งขันกับแก๊งนี้

คดี นายอะนนท์ เจริญสุข นายก อบต.ท่าตูม ถูกวางระเบิดรถยนต์จนขาขาดทั้งสองข้าง สาเหตุเพราะไปลงแข่งการเลือกตั้งกับคนของผู้มีอิทธิพลให้การสนับสนุน และคดียิงนายบัณฑิต ส่องแสง ที่ไปลงแข่งขันเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านกับคนของผู้มีอิทธิพล

คดียิงนายสมชาย สุจริต และคนงาน ขณะก่อสร้างบ้านของ ส.จ.โต้ง เพราะขัดใจว่าก่อสร้างบ้านล่าช้า

คดีร่วมกันทำร้ายร่างกายนายกฤษฎากรณ์ สุริยวงศ์ หรือ นายกหนุ่ม นายกอบต.กบินทร์

คดีพยายามฆ่ากำนันสมใจ พุทธิสังข์ และนายธวัชชัย แก้วแก่น เพื่อไม่ให้เข้าร่วมประมูลงานก่อสร้าง

ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 จึงให้สายลับปลอมตัวเป็นนักธุรกิจเข้าไปซื้อซองประมูลงานของอบจ.ปราจีนบุรี หลายโครงการ

ทุกครั้งหลังจากเข้าไปซื้อซองประมูลงาน มีบุคคลอ้างชื่อกลุ่มส.จ.คนดัง มาติดต่อสายลับให้เลิกเข้าร่วมประมูลงาน จากนั้นเสนอเงินเพื่อจูงใจ

พร้อมโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของเจ้าหน้าที่ทุกครั้งอีกด้วย

ทำให้ได้หลักฐานเป็นจำนวนมาก ตำรวจจึงเริ่มปฏิบัติการทันที

กระทั่ง วันที่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมา พล.ต.ท.วินัย พร้อมด้วยพ.ต.อ.อัครเดช พิมลศรี รองผบก.ป. นำทีมบุกเข้าจับกุมตัว 'ส.จ.โต้ง' และพรรคพวกประกอบด้วย นายอุทิศ ฤทธิ์เดช อายุ 52 ปี พี่ชายส.จ.โต้ง, จ.อ.ศตวรรษ อาจโยธา อายุ 33 ปี นาวิกโยธิน และด.ต.ถิรวัฒน์ ระวิชัย อายุ 45 ปี ผบ.หมู่ สภ.เกาะกูด จ.ตราด พร้อมของกลางอาวุธปืนพกสั้น 5 กระบอก ปืนลูกซอง 5 นัด อีก 1 กระบอก กระสุนปืนอีกจำนวนหนึ่ง

วันรุ่งขึ้นกำลังอีกเกือบ 500 นายบุกเข้าตรวจค้นเป้าหมาย หาหลักฐานเพิ่มเติมอีก 32 จุด พบหลักฐานชิ้นสำคัญหลายอย่าง บางรายการที่เห็นแล้วถึงตะลึง เช่น บัญชีจ่ายเงินโครงการประมูล แสดงให้เห็นรายรับรายจ่ายอย่างละเอียดยิบว่า การประมูลทุกครั้งต้องจ่ายให้ใครบ้าง

หลักฐานดังกล่าวพบอยู่ในฝ่ายจัดซื้อพัสดุ ห้องทำงานเลขานุการนายกอบจ. และห้องทำงานนายก อบจ. จำนวนมาก

แต่ เรื่องราวทั้งหมดยังไม่จบลงเพียงแค่นี้ เพราะพล.ต.ท.วินัยยังเดินหน้าอย่างต่อเนื่องด้วย พ.ร.บ.ฟอกเงิน พ.ศ.2542 เพื่อนำไปสู่การยึดทรัพย์ ส่วนหลักฐานอื่นๆ ที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จะรวบรวมหลักฐานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ

จนพล.ต.อ.อดุลย์ถึงกับประกาศให้ ใช้วิธีสืบสวนแบบ 'ปราจีนฯ โมเดล' ปราบปรามกลุ่มผู้กว้างขวางทั่วประเทศ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-12-29 05:41:29


ความเห็นที่ 18 (2930972)

"โกปุ๊"เฉือน"ป้าแต๋ว"ชนะเลือกตั้ง ยึดเก้าอี้"นายกฯเทศบาลนครเกาะสมุย"คนแรก!!

วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2555 เวลา 10:28:49 น.

 

 


รามเนตร ใจกว้าง(โกปุ๊)

 

 

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจาก อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ว่า ผลการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครเกาะสมุย และสมาชิกสภาเทศบาลนครเกาะสมุยครั้งแรก ภายหลังได้รับการยกฐานะจากเทศบาลเมืองเกาะสมุย ปรากฏว่า นายรามเนตร ใจกว้าง (โกปุ๊) หัวหน้าทีมสมุยก้าวหน้า และอดีตนายกเทศมนตรีเมืองเกาะสมุย ได้ 16,295 คะแนน ทิ้งห่างอันดับ 2 นางถนอมศรี รัตนรักษ์ (ป้าแต๋ว) หัวหน้าทีมพัฒนาสมุยและอดีตนายกกิ่งกาชาด อ.เกาะสมุย ที่ได้ 14,338 คะแนน ส่วนสมาชิกสภาเทศบาลนครเกาะสมุยใน 4 เขตเลือกตั้งทั้ง 2 ทีมได้รับการเลือกตั้งสมาชิกแบ่งกันทีมละ 12คนเท่ากัน โดยมีผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งร้อยละ 76 จากผู้มีสิทธิทั้งหมด 42,671 คน

 

นายรามเนตร กล่าวว่า จะเข้ามาสานงานต่อจากโครงการที่ดำเนินการอยู่ทั้งเรื่องระบบสาธารณูปโภค ถนนไฟฟ้า ประปา รวมทั้งการปรับปรุงภูมิทัศน์ของเกาะสมุย รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านสุขอนามัยและสังคม โดยจะเร่งประสานภาครัฐในการพัฒนาปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐานให้สมกับหน้า ตาที่เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่เติบโตอย่างรวดเร็ว


“  การที่ได้รับการเลือกตั้งครั้งนี้มาจากการลงพื้นที่พบปะชาวบ้านตลอด และได้เห็นผลงานอย่างต่อเนื่องมีการตรวจสอบจากประชาชน ” นายรามเนตร กล่าวว่า

 

ข่าวแจ้งว่า นายรามเนตร เป็นนักการเมืองที่คว่ำวอดในพื้นที่เกาะสมุย ได้รับการเลือกตั้งทุกครั้งและเคยดำรงตำแหน่งประธานสภาเทศบาล ต.เกาะสมุย , สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี เขต อ.เกาะสมุย ก่อนหน้านี้ชนะการเลือกตั้งนายวรากรณ์ รัตนรักษ์ หัวหน้าทีมพัฒนาสมุย ซึ่งเป็นสามีนางถนอมศรี จนได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกเทศบาลเมืองเกาะสมุยคนแรก ล่าสุดนายวรากรณ์ได้วางมือสนามเลือกตั้งและให้นางถนอมศรี ลงท้าชิงแทนเพื่อแก้มือแต่ไม่ประสบความสำเร็จ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-12-24 13:18:20


ความเห็นที่ 17 (2930405)


ติวเข้มหัวหน้าฝ่ายปกครอง 50 เขต "นินนาท"พร้อมจัดเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.17ก.พ.56




กทม. - นางนินนาท ชลิตานนท์ ปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กทม.มีความพร้อมเต็มที่ในการจัดการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่จะมีขึ้นในปีหน้า โดยได้ขอให้ฝ่ายปกครองของสำนักงานเขต ซึ่งเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้งโดยตรง ศึกษาข้อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การจัดการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย


สำหรับ การจัดการเลือกตั้งได้เตรียมไว้ 2 กรณี คือกรณีที่ผู้ว่าฯกทม.คนปัจจุบันอยู่ครบวาระในวันที่ 10 ม.ค.2556 จะจัดการเลือกตั้งภายใน 45 วัน โดยกำหนดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 17 ก.พ.2556 ส่วนวันรับสมัครเลือกตั้ง คาดว่าจะเป็นวันที่ 14-18 ม.ค. ซึ่งได้เลื่อนการรับสมัครจากกำหนดเดิมที่คาดไว้ที่ว่าจะเป็นวันที่ 21-25 ม.ค. เนื่องจากทางกกต.ได้ทักท้วงเรื่องระยะเวลาให้ร้องคัดค้านคุณสมบัติของผู้ สมัคร 20 วัน


ส่วนกรณีที่จะต้องจัดการเลือกตั้งภายใน 60 วัน จากเหตุที่ผู้ว่าฯกทม.ไม่อยู่ครบวาระนั้น ต้องขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ลาออก ซึ่งต้องมีการมาหารือกันอีกครั้ง โดยขณะนี้จะยึดแผนกรณีการเลือกตั้งภายใน 45 วันไว้ก่อน

ด้าน นายศุภพงษ์ กฤษณพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานปกครองและทะเบียน เปิดเผยว่า ทางสำนักได้จัดอบรมหัวหน้าฝ่ายปกครอง ทั้ง 50 สำนักงานเขต ระหว่างวันที่ 19-21 ธ.ค. ที่นานา รีสอร์ต จ.เพชรบุรี เพื่อเตรียมการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ที่จะมีการเลือกตั้งในเดือนก.พ.2556 โดยได้เชิญวิทยากรจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาให้ความรู้ ความเข้าใจด้านกฎหมาย ระเบียบ และคำสั่งต่างๆ เพื่อให้การจัดการเลือกตั้งมีประสิทธิภาพสูงสุด

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-12-20 18:26:40


ความเห็นที่ 16 (2929933)

เมียเพื่อนซี้ "เนวิน" ทิ้งนายกเล็กฯเมืองบุรีรัมย์ หลีกทางดัน "กมล" ลงชิงแทน

วันอังคาร ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2555, 09.10 น.

นายอภิรัตน์ จันทนฤกษ์ ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง(ผอ.กต.)ประจำจังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า เนื่องจาก นางปาลีรัตน์ สมานประธาน นายกเทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นนายก เทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์ ต่อนายอภินันท์ จันทรังษี ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2555 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์ ว่างลง คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดบุรีรัมย์ จึงจำเป็นต้องจัดให้มีการเลือกตั้งแทนที่ว่างภายใน 60 วัน ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545

ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดบุรีรัมย์ จะได้ประกาศให้มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์ แทนที่ว่าง โดยเบื้องตนจะได้หารือกำหนดวันเลือกตั้ง และวันรับสมัครต่อไป สำหรับการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์ มี 18 ชุมชน 30 หน่วยเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งกว่า 17,000 คน

นายอภิรัตน์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ทาง กกต.บุรีรัมย์ ได้กำชับ กกต.ท้องถิ่นประจำเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ เร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในเขตพื้นที่เลือกตั้งทั้ง 18 ชุมชน ทราบเกี่ยวกับการเลือกตั้งดังกล่าวต่อไป

“อย่างไรก็ดีได้ตั้งเป้าผู้มาใช้สิทธิ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 บัตรเสียไม่เกินร้อยละ 3 ทั้งนี้ มั่นใจว่า จะควบคุมดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส บริสุทธิ์ และยุติธรรมมากที่สุด พร้อมกำชับให้ข้าราชการวางตัวเป็นกลางในการเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งไปใช้สิทธิด้วยความอิสระปราศจากอิทธิพลใดๆ มาชักจูง และครอบงำ” นายอภิรัตน์ กล่าว และว่า

หากใครเอื้อประโยชน์ต่อการเลือกตั้งแก่บุคคลใด และการกระทำใดๆ อันเป็นการชี้ชัดว่าวางตัวไม่เป็นกลางในการเลือกตั้ง จะถูกดำเนินการทางวินัยอย่างเฉียบขาดในทันที” นายอภิรัตน์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับนางปาลีรัตน์ สมานประธาน ภรรยา ของ นายปริญญา สมานประธาน อดีตประธานสภา อบจ.บุรีรัมย์ เพื่อนสนิทของนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แกนนำพรรคภูมิใจไทย เริ่มชีวิตการเมือง ตั้งแต่ปี 2551 เป็นรองนายกเทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์ ต่อมาในปี 2552 ได้ลงสมัครนายกเทศมนตรีเมืองบุรี รัมย์ ในนาม “กลุ่มก้าวใหม่” ซึ่งก่อนมาเล่นการเมือง นางปาลีรัตน์ เป็นพยาบาลวิชาชีพ 7 กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมือง(ทม.)บุรีรัมย์ และเป็นอดีตรองนายกเทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์

โดยการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 24 ม.ค.2552 นางปาลีรัตน์ ชนะ นายนภดล อังคสุภณ ด้วยคะแนน 4,939 คะแนน กับ 4,059 คะแนน ห่างกันเพียง 880 คะแนน พร้อมสมาชิกสภาเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ ในนาม “กลุ่มก้าวใหม่” ทั้ง 18 คน และบริหารเทศบาลเมืองบุรีรัมย์มาระยะหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจลาออกจากนายกเทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.55 ที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลเพื่อต้องการไปประกอบอาชีพส่วนตัว แม้ว่าวาระการดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรี และสมาชิกสภาเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ จะหมดวาระลงพร้อมกัน ในวันที่ 23 ม.ค.2556 ก็ตาม

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ขณะนี้มีการเปิดตัวบรรดาว่าที่ผู้สมัครนายกเทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์แล้ว 1 คน คือนายกมล เรืองสุขศรีวงศ์ อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วน จังหวัด(ส.อบจ.)บุรีรัมย์ โดยนายเนวิน ชิดชอบ และนายปริญญา สมานประธาน ได้ร่วมกันเปิดตัวนายกมล เรืองสุขศรีวงศ์ เตรียมส่งลงสมัครนายกเทศมนตรีเมือง บุรีรัมย์ ครั้งนี้ ขณะที่นางปาลีรัตน์ สมานประธาน อดีตนายกเทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์ ไม่ลงสมัครในครั้งนี้ หลีกทางให้ ส่วนคู่แข่งคนสำคัญอื่นๆ ยังไม่มีการเปิดตัวลงสมัคร ทั้งจากพรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดงบุรีรัมย์

อย่างไรก็ดี คาดว่าการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์ จะมีการแข่งขันค่อนข้างรุนแรง เพราะมีการแบ่งขั้วการเมืองอย่างชัดเจน ของกลุ่มการเมืองในพื้นที่ระหว่างซีกภูมิใจไทย กับเพื่อไทย

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-12-18 18:17:40


ความเห็นที่ 15 (2929358)

"กกต."มีมติยกคำร้องใบแดง"นายก อบจ.นครพนม"

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2555 เวลา 17:09:22 น.

 

 

 


เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณี คณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดนครพนม ได้มีการประชุมพิจารณาสรุปลงความเห็นเสียงข้างมาก เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2555 ให้ใบแดง นายสมชอบ นิติพจน์ นายก อบจ.นครพนม ภายหลังการเลือกตั้งวันที่ 27 พฤษภาคม 2555  และมีการประกาศผลรับรองในวันที่ 21 มิถุนายน 2555   ซึ่งมีความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง ในเรื่องของผิดระเบียบประกาศของ กกต.นครพนม หลังจากมีการร้องเรียนเกี่ยวกับการนำป้ายภาพถ่ายของ อดีตนายกฯพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไปชู ขึ้นป้ายหาเสียง ถือว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง ในเรื่องของการหลอกลวงจูงใจ และนำเสนอต่อ กกต.กลาง พิจารณาตามกฎหมาย

 

ล่าสุด ในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง ครั้งที่ 135/2555  เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2555  ที่ประชุมได้มีมติให้ยกคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ของ นายสมชอบ  นิติพจน์ นายก อบจ.นครพนม  จากกรณีที่มีผู้สมัครร้องคัดค้านการเลือกตั้ง  ทั้งหมด 2 ข้อกล่าวหา คือ เรื่องที่ 1. หลอกลวงจูงใจให้เข้าใจผิดในเรื่องใดอันเกี่ยวกับผู้สมัครใด เพื่อจูงใจ ในการทำแผ่นพับป้ายโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งที่มีตราสัญลักษณ์ของพรรคเพื่อไทย และปรากฏรูปภาพหรือภาพถ่ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  โดยพรรคเพื่อไทยหรือบุคคลดังกล่าวไม่ยินยอมหรืออนุญาตให้ใช้ในการหาเสียง  เรื่องที่ 2 โฆษณาหาเสียงเลือกตั้งโดยวิธีการใดๆ อันเป็นคุณหรือโทษแก่ผู้สมัครนับตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันก่อนการเลือกตั้งหนึ่งวันจนสิ้นสุดวันเลือกตั้ง  โดยมีการโฆษณาหาเสียงผ่านทาง เฟซบุ๊ค  

 

ด้าน นายสมชอบ  นิติพจน์  นายก อบจ.นครพนม กล่าวว่า  สำหรับปัญหาข้อร้องเรียนดังกล่าวถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาทางการเมือง ที่ตนเจอมาก่อนแล้ว ในสมัยที่มีการเลือกตั้งเข้ามาในสมัยแรก เมื่อประมาณปี 2552   แต่ก็สามารถผ่านพ้นมาได้ เนื่องจากในการหาเสียงเลือกตั้ง สิ่งสำคัญคือ การนึกถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-12-15 18:20:01


ความเห็นที่ 14 (2929039)

ดีเอสไอสรุปสำนวนสั่งฟ้องคดีฮั้วประมูลจ้างเหมา

  • 14 ธันวาคม 2555 เวลา 13:56 น.

ดีเอสไอสรุปสำนวนสั่งฟ้องคดีฮั้วประมูลจ้างเหมา

ธาริต เผย ดีเอสไอสรุปสำนวนสั่งฟ้องคดีฮั้วประมูลจ้างเหมาวงเงิน 30 ล้าน ใน จ.อำนาจเจริญ

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาในคดีฮั้วประมูลของจังหวัดอำนาจเจริญ ว่า นายภาสกร เจนประวิทย์ ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้สอบสวนคดีฮั้วประมูลของจังหวัดอำนาจเจริญ โครงการจ้างเหมาขุดสระน้ำขนาดเล็กในไร่นา และจ้างเหมาขุดร่องน้ำรอบแปลงนา ตามโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ข้าวหอมมะลิคุณภาพดีเชิงการค้า จังหวัดอำนาจเจริญ  วงเงินราคากลางประมาณ 30 ล้านบาท ซึ่งจากการสืบสวนสอบสวนพบว่านายสิทธิ์ หรือฐิติวัจน์ ตั้งตระกูลวงศ์ กับพวก ร่วมกันทำการขัดขวาง และใช้กำลังประทุษร้าย หรือทำการขู่เข็ญไม่ให้เข้าไปทำการยื่นซองประกวดราคา จนทำให้ผู้ร้องกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกาย พร้อมกับมีการเจรจาของานและเสนอผลประโยชน์ทางโทรศัพท์ด้วย โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะให้ประโยชน์แก่ หจก. อำนาจเจริญกรุ๊ป เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ

นายธาริต กล่าวว่า ล่าสุด มีความเห็น ควรสั่งฟ้องนายฐิติวัจน์กับพวก และนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดย คดีนี้มีผู้ต้องหา  ทั้งหมด 7 คน เข้ามอบตัวแล้ว 4  คน ซึ่งจะได้นำตัวส่งพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ เพื่อพิจารณาส่งฟ้องศาลต่อไป  คดีนี้มีเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวนหนึ่ง มีส่วนรู้เห็นของขบวนการกระทำผิดดังกล่าวด้วย จึงได้แยกสำนวนส่งให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) ไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-12-14 15:27:30


ความเห็นที่ 13 (2927117)

คนร้ายยิงถล่มอาวุธสงครามใส่รถ"นายกฯอบต.บางปอ."เสียชีวิตที่นราธิวาส

วันที่ 02 ธันวาคม พ.ศ. 2555 เวลา 19:51:34 น.

 

 



 

 

 

เวลา 17.30 น. วันที่ 2 ธันวาคม นายอับดุลกอเดร์ มาหามะ อายุ 45 ปี นายก อบต.บางปอ อ.เมืองนราธิวาส ขับรถยนต์ยี่ห้อมิตซุบิชิ รุ่นปาเจโร่ สีเทา ทะเบียน ญน.6196 กทม. เดินทางจากสำนักงาน อบต.บางปอ มุ่งหน้ากลับบ้านพักเลขที่ 19 บ้านทำนบ หมู่ 9 ต.บางปอ เมื่อมาถึงย่านชุมชนบ้านกูเบ หมู่ 8 ต.บางปอ ถูกคนร้ายไม่ทราบจำนวน นั่งมาในรถยนต์กระบะ ไม่ทราบสี, ยี่ห้อ และป้ายทะเบียน ขับประกบแซงขึ้นหน้าแล้วกราดยิงด้วยอาวุธปืนสงคราม กระสุนถูกกระจกหน้าต่างรถด้านคนขับเป็นรูพรุน 11 รู เป็นเหตุให้นายอับดุลกอเดร์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ อ.เมืองนราธิวาส ในเวลาต่อมา 

หลังเกิดเหตุ พล.ต.ต.วิชัย เกษมวงศ์ ผบก.ภ.จ.นราธิวาส พร้อมด้วย พ.ต.ท.กระจ่าง รักษ์ณรงค์ หัวหน้าตำรวจชุดพิสูจน์หลักฐาน ตำรวจภูธร จ.นราธิวาส และผู้เกี่ยวข้อง ตรวจจุดเกิดเหตุ พบรถยนต์ยี่ห้อมิตชูบิชิ ถูกยิงที่กระจกหน้าต่างด้านคนขับเป็นรูพรุน 11 รู พบปลอกกระสุนปืนขนาด 5.56 มม. ตกกระจายอยู่บนถนนจำนวนหนึ่ง ซึ่ง พล.ต.ต.วิชัยกล่าวว่า ยังไม่ทราบว่าอาวุธปืนที่คนร้ายใช้ยิงนายอับดุลกอเดร์ เป็นอาวุธปืนสงครามชนิดใด เนื่องจากกระสุนปืนขนาด 5.56 มม. ใช้ยิงกับปืนได้ 2 ชนิด คือ ปืน เอ็ม 16 และปืน เอช.เค.

 

“สอบสวนเบื้องต้นทราบว่า วันนี้มีการเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภา อบต.บางปอ ที่บ้านตะโล๊ะเน็งอามาน หมู่ 9 ต.บางปอ แทนตำแหน่งที่ว่างลง 2 ตำแหน่ง จึงคาดว่า สาเหตุมาจากเรื่องขัดแย้งเรื่องการเมืองท้องถิ่น หรือเป็นการสร้างสถานการณ์ของคนร้ายกลุ่มก่อเหตุความไม่สงบ” พล.ต.ต.วิชัย

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-12-02 21:24:44


ความเห็นที่ 12 (2924594)

“จีรเดช” คว้าแชมป์นายก “เมืองดอกคำใต้” หอบลูกทีม 12 คน

วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เวลา 10:33:02 น.

 

 

 

 

วันที่ 19 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานผลการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น เทศบาลเมือง (ทม.) ดอกคำใต้ อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา  ว่า จากการเลือกตั้ง ทม.ดอกคำใต้ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2555 ที่ผ่านมา ผลการเลือกตั้งนายก ฯ คือ นายจีรเดช ศรีวิราช หมายเลข 2 ได้ 4,507 คะแนน จ.อ.อดุลย์ ไชยวุฒิ หมายเลข 1 ได้3,258 คะแนน ส.ท. จำนวน 18 คน แบ่งเป็นทีมของนายจีรเดช  ได้ 12 คน ทีมของ จ.อ.อดุลย์ ได้ 6 คน

 

นายถนอม เทพไหว หัวหน้างานจัดการเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ประจำจังหวัดพะเยา เปิดเผยว่า การเลือกตั้งของ ทม.ดอกคำใต้ ครั้งนี้ มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า ร้อยละ 75 บัตรเสีย ร้อยละ 3.53 และบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน ร้อยละ 1.08

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-11-19 12:32:12


ความเห็นที่ 11 (1540377)

กกต.เชือดว่าที่นายกฯเล็กคลองหลวง ใช้วุฒิการศึกษาปลอมสมัคร

วันพุธ ที่ 07 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555, 20.06 น.

 

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน นายภุชงค์  นุตราวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกต.มีมติ ไม่ประกาศผลการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองคลองหลวง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี กรณีนายประพัฒน์  น้อยรอด ผู้สมัครหมายเลข  1  ซึ่งได้คะแนนอยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับการประกาศผลการเลือกตั้ง แต่มีผู้ร้องคัดค้านว่า นายประพัฒน์นำวุฒิการศึกษาปลอมมาใช้สมัครรับเลือกตั้ง โดยผู้ถูกร้องคัดค้านได้นำวุฒิการศึกษา ปริญญาโท หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ และนำวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีคณะบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งมาสมัครรับเลือกตั้ง

                ทั้งนี้ จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงว่าวุฒิการศึกษาปริญญาโท หลักสูตรประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต เป็นวุฒิการศึกษาจริง แต่วุฒิการศึกษาปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ สาขาการตลาดเป็นเอกสารปลอม ทำให้ขาดคุณสมบัติการสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้บริหารท้องถิ่น  ที่ประชุม กกต. จึงได้มีมติให้เพิกถอนการสมัครและสั่งให้เลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมือง คลองหลวง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ใหม่ วันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายนนี้

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-11-08 09:51:45


ความเห็นที่ 10 (1538064)
สรุปผลการเลือกตั้ง 10 เทศบาล"จันทบุรี" อดีตนายกฯพ่ายอื้อ หน้าใหม่พาเหรด หน้าเก่าเลิกเล่น วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2555 เวลา 12:19:15 น. นายมนตรี พงษ์เจริญ หัวหน้าฝ่ายมีส่วนร่วม กกต.จังหวัดจันทบุรี เปิดเผยว่า ได้รับรายงานผลการเลือกตั้ง นายกเทศบาลตำบล และสมาชิกสภาเทศบาล จำนวน 10 แห่ง พบว่ามีอดีตนายกเทศบาลสอบไม่ผ่าน จำนวน 4 ราย นายกเก่าไม่สมัคร 3 ราย อดีตกำนันท้องที่ลงสมัครและประสบความสำเร็จ และสอบไม่ผ่าน ก็มี นายมนตรี กล่าวว่า ผลคะแนนการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี 10 แห่ง( อย่างไม่เป็นทางการ ) ที่เลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม 2555 มีดังนี้ - ทต.เกาะขวาง เบอร์ 1 นายประยุทธ วาสนาวิน 2,944 คะแนน เบอร์ 2 นายชัยณรงค์ อารีพล 2,844 คะแนน - ทต.หนองตาคง เบอร์ 1 นายณัฐพงษ์ ศิริสื่อสุวรรณ 2,518 คะแนน เบอร์ 2 นายวัชริศ จันทรส 1,728 คะแนน - ทต.คลองใหญ่ เบอร์ 1 นายวันชัย ชำเกิด 1,432 คะแนน เบอร์ 2 นายศิริโรจน์ กุลนะวะณิชย์ 1,121 คะแนน - ทต.มะขามเมืองใหม่ เบอร์ 1 นายดิลก บัวเกิด 2,043 คะแนน เบอร์ 2 ดต.อัมพร สิงห์คะบูลย์ 1,137 คะแนน - ทต.ตกพรม เบอร์ 1 นายสุนทร สันติมิตร 1,556 คะแนน เบอร์ 2 นายวิเชียร สีสด 716 คะแนน - ทต.เกวียนหัก เบอร์ 1 นายพินัย พะยม 1,831 คะแนน เบอร์ 2 นายเชาวฤทธิ์ ศิริวาลย์ 1,155 คะแนน - ทต.บ่อ เบอร์ 1 นายประชา ชัยยะ 1,872 คะแนน เบอร์ 2 นายสปัน ธนาพาณิชย์ 2,475 คะแนน - ทต.ตะเคียนทอง เบอร์ 1 นายบุญมี ธรรมวิริยะ 1,212 คะแนน เบอร์ 2 นายสมัย วุฒิชัย 750 คะแนน เบอร์ 3 นายประจิตต์ พงษ์สำราญ 561 คะแนน - ทต.ชากไทย เบอร์ 1 นายประวิทย์ หนูเชื้อเรียง 1,410 คะแนน เบอร์ 2 นายชยุตม์เทพ ป๊อกตัง 890 คะแนน - ทต.เขาบายศรี เบอร์ 1 นายสมบูรณ์ มณีกร 1,898 คะแนน เบอร์ 2 นายสุดใจ ฤทธิโยธี 1,599 คะแนน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายงานรายว่า มีอดีตนายกเทศมนตรี สามารถป้องกันตำแหน่งได้มี นายประยุทธ วาสนาวิน ทต.เกาะขวาง , นายดิลก บัวเกิด ทต.มะขามเมืองใหม่ , และ นายสมบูรณ์ มณีกร ทต.เขาบายศรี สำหรับอดีตนายก ที่พ่ายไป คือ นายประชา ชัยยะ อดีตนายก ทต.บ่อ อ.ขลุง นายสมัย วุฒิชัย อดีตนายก ทต.ตะเคียนทอง ,นายชยุตม์เทพ ป๊อกตัง อดีตนายก ทต.ชากไทย อ.เขาคิชฌกูฏ นายศิริโรจน์ กุลนะวะณิชย์ อดีตนายก ทต.คลองใหญ่ อ.โป่งน้ำร้อน ขณะที่อดีตนายก ทต.ไม่ลงสมัคร คือนายอัมฤต เปี่ยมคูหา อดีตนายกทต.ตกพรม , นายวิชัย สังวาลย์ อดีตนายกทต.เกวียนหัก อ.ขลุง และ นายวิจาร วนดี อดีตนายก ทต.หนองตาคง อ.โป่งน้ำร้อน
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-10-30 12:39:42


ความเห็นที่ 9 (1536029)

อดีตส.จ.ระนองโมโหแพ้เลือกตั้ง ยิงหัวคะแนนอบต.เข้าอกซ้ายทะลุหัวใจดับคาที่

 เมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 21 ต.ค. ผู้สื่อข่าว ข่าวสด รายงานว่า พ.ต.ท.นิรันดร์ กันจู หน.สถานีตำรวจภูธร บางแก้ว ได้รับรายงานเหตุใช้อาวุธปืนยิงคนเสียชีวิต ทราบชื่อต่อมาคือ นายสุชาติ บุญเมือง อายุ 43 ปี สมาชิก อบต.บางแก้ว ถูกยิงเสียชีวิต ที่หมู่บ้านทุ่งตาพล ม.3 ต.บางแก้ว อ.ละอุ่น จ.ระนอง รุดสอบที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นบริเวณบ้านของนายสมบัติ   หีดคีรี อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดระนอง และเป็นผู้ใช้อาวุธปืนพก จ่อยิงเข้าที่อกด้านซ้าย ทะลุหัวใจ 1 นัด ส่งผลให้นายสุชาติเสียชีวิตทันที

 

 นางวรรณดี บุญเมือง อายุ 41 ปี อยู่ ม.3 ต.บางแก้ว อ.ละอุ่น จ.ระนอง ภรรยาผู้เสียชีวิต ได้ติดตามมารับศพที่ ร.พ.ระนอง ในอาการโศกเศร้าเสียใจและตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นางวรรณดี กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ทราบเพียงว่าช่วงหัวค่ำ นายสมชายได้พาบุตรชายซ้อนรถจักรยานยนต์ช็อปเปอร์ไปดูการการแข่งขันชกมวยในตำบล และกลับเข้ามาส่งลูกกลับที่บ้าน ก่อนจะขับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวออกจากบ้าน จนเกือบสี่ทุ่มจึงทราบว่าสามีถูกยิงเสียชีวิต 

 ผู้สื่อข่าวข่าวสด รายงานเพิ่มเติมว่า ที่จังหวัดระนอง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 ต.ค. ได้มีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดระนอง ทั้ง 5 อำเภอ รวม 24 เขต แม้บรรยากาศในการลงคะแนนและนับคะแนน ช่วงกลางวันที่ผ่านมา จะเงียบเหงา แต่การแข่งขันของผู้สมัคร ส.จ.แต่ละเขต เป็นไปอย่างเข้มข้น มีการขับเคี่ยวกัน ระหว่างมีผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์และทีมระนองก้าวหน้า ซึ่งผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ พรรคประชาธิปัตย์ได้รับการเลือกตั้ง มาเพียง 7 ที่นั่ง และทีมทีมระนองก้าวหน้า ได้รับการเลือกตั้ง มา 16 ที่นั่ง และมีผู้สมัครอิสระแทรกมา 1 ที่นั่ง 

  แต่ที่อำเภอละอุ่น นายสมบัติ ผู้สมัครหมายเลข 1 จากทีมระนองก้าวหน้า อดีต ส.จ.ละอุ่น เจ้าของที่นั่งเดิม พ่ายแพ้การเลือกตั้ง โดยนายสมบัติ ได้คะแนน 1,311 คะแนน ในขณะที่นายณัฐพร คุ้มตะกั่ว คู่แข่งได้คะแนนทิ้งห่างถึง 2,061 คะแนน จึงทำให้นายสมบัติ เกิดอาการเครียด และโทรศัพท์เรียกนายสุชาติ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้ว มายังบ้านเพื่อพูดคุยถึงเรื่องผลการเลือกตั้งในวันที่ผ่านมา มีพยานที่เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า นายสมบัติ ได้มีการโต้เถียงและต่อว่านายสุชาติ อย่างรุนแรง และบันดาลโทสะจึงใช้อาวุธปืนพกส่วนตัวยิงนายสุชาติ เข้าที่บริเวณหน้าอกด้านซ้าย และเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ส่วนนายสมบัติหลังจากก่อเหตุได้ขับรถยนต์หลบหนีออกจากพื้นที่ ผู้อยู่ในเหตุการณ์จึงรีบนำร่างนายสมชายส่งโรงพยาบาลละอุ่นทันที
 
 พล.ต.ต.ทวีพร ชูรินทร์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดระนอง ได้สั่งการไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตามป้อมยามต่างๆทุกอำเภอ และทหาร ที่ตั้งจุดตรวจจุดสกัด ตามรอยต่อระหว่างจังหวัดระนอง กับจังหวัดชุมพรและพังงา ให้ร่วมตรวจสอบผู้ต้องสงสัยที่อาจหลบหนีผ่านด่านตรวจ เพื่อติดตามจับกุมตัวผู้ก่อเหตุ คือ นายสมบัติ มาดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนชนวนการสังหารที่แน่ชัดจะต้องรอการสืบสวนสอบสวนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกครั้ง

 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-10-23 10:07:09


ความเห็นที่ 8 (1533488)

นายกเทศมนตรีเมืองตาก ขอตร.คุ้มกันหลังบึ้ม

วันที่ 14 ต.ค. พ.ต.ท.มนู ธุวะคำ พงส.สบ 3 หัวหน้าพนักงานสอบสวน เผยถึงคดีคนร้ายลอบวางประทัดยักษ์ในห้องน้ำสำนักงานเทศบาลเมืองตากเมื่อวันที่ 12 ต.ค. ว่า ขณะนี้ได้สอบพยานใกล้ที่เกิดเหตุทั้ง 3 ชั้นไปแล้ว 6 ปาก ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีมาก ส่วนจะเชิญนายกเทศมนตรีเมืองตาก มาสอบปากคำด้วยหรือไม่อยู่ที่ดุลพินิจผู้บังคับบัญชา ส่วนคนร้ายจะเป็นคนในหรือภายนอกยังไม่สามารถเปิดเผยได้เกรงเสียรูปคดี  
 
ด้านนายอานนท์ ทวีเกื้อกูลกิจ นายกเทศมนตรีเมืองตาก กล่าวว่า ไม่รู้สึกตื่นตกใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากคนร้ายไม่ได้ประสงค์เอาชีวิต เป็นเพียงการข่มขู่ ส่วนปมขัดแย้งที่เป็นชนวนก่อเหตุอาจมาจากการทำงานเชิงรุกที่ไปสร้างความไม่พอใจให้กับคนในองค์กร และนอกองค์กร ซึ่งอาจทำให้กลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ไม่พอใจ 
 
นายอานนท์กล่าวต่อไปว่า คงต้องมีการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยให้พนักงาน ทั้งการจัดเวรยามที่เข้มงวดขึ้น ให้มีทางเข้าออกเพียงด้านเดียว ติดกล้องวงจรปิดในจุดล่อแหลมทุกจุด ส่วนตนเองจะระมัดระวังเพิ่มมากขึ้น และขอเจ้าหน้าที่ตำรวจคุ้มครองความปลอดภัย แต่เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานที่ต้องเดินหน้าต่อไป

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-10-15 07:32:55


ความเห็นที่ 7 (1533446)

เพื่อนสนิทนายกฯ "ปู" ล้มแชมป์เก่าเข้าวินนายกเล็กสันกำแพง แถมนำลูกทีมเข้าสภายกทีม

วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2555 เวลา 19:15:18 น.

 

 

 


ศุภนิมิต วรกิตติ

 

 


วันที่ 14 ตุลาคม 2555  ผู้สื่อข่าวรายงาน ผลเลือกตั้งนายกเทศมนตรี และสมาชิกสภาเทศบาล(ส.ท.) ต.สันกำแพง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ อย่างไม่เป็นทางการ ปรากฏว่า น.ส.ศุภนิมิต วรกิตติ  อดีตนายกเทศมนตรี หัวหน้ากลุ่มรักษ์ถิ่นสันกำแพง หมายเลข 5 ชนะเลือกตั้งได้รับสูงสุด 5,202 คะแนน ส่วนนายสุเทพ  ปัญญาแก้ว  อดีตนายกเทศมนตรีคนล่าสุด หัวหน้ากลุ่มเพื่อสันกำแพง หมายเลข 3 คู่ชิง ได้ 2,585 คะแนน และกลุ่มรักษ์ถิ่นสันกำแพง ชนะเลือกตั้ง ส.ท. 2 เขตเลือกตั้ง แบบยกทีม รวม 12 คน


ส่วนบรรยากาศบริเวณบ้านพัก น.ส.ศุภนิมิต  หน้าโรงเรียนบ้านสันกำแพง มีประชาชนและเสื้อแดงจำนวนมาก นำช่อดอกไม้และพวงมาลัย มาแสดงความยินดีกับ น.ส.ศุภนิมิต ที่ชนะเลือกตั้ง กลับมาเป็นนายกเทศมนตรีอีกครั้ง หลังแพ้นายสุเทพ ครั้งที่แล้ว ซึ่ง น.ส.ศุภนิมิต  ถือเป็นเพื่อนสนิทกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร  นายกรัฐมนตรี  และมีความผูกพันใกล้ชิดกับตระกูลชินวัตรตั้งแต่เด็ก


ด้าน น.ส.ศุภนิมิต  เผยว่า ขอบคุณชาวสันกำแพงที่ไว้วางใจให้กลับมาทำหน้าที่อีกครั้ง หาก กกต.รับรอง สิ่งแรกจะทำคือ ซ่อมแซมและเติมเต็มสิ่งที่ อ.สันกำแพง ขาดหายไป และพลิกฟื้นสันกำแพง กลับคืบเหมือนอดีต เป็นส่วนหนึ่งของเชียงใหม่ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิถีชีวิตชุมชน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเชียงใหม่ ควบคู่กับการพัฒนาสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างงานและรายได้สู่ชุมชน ก่อนที่ น.ส.ศุภนิมิต จะมีน้ำตาคลอเบ้า

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-10-14 21:59:34


ความเห็นที่ 6 (1520918)

"นิพนธ์ บุญญามณี"เตรียมทิ้งตำแหน่งส.ส. โดดสู้ศึกเลือกตั้งนายก อบจ. สงขลา

วันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2555 เวลา 18:39:07 น.



 

ที่โรงแรมบีพีสมิหลา อ.เมือง จ.สงขลา เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม   นายพีระ ตันติเศรณี นายก ทน.สงขลา   เปิดเผยว่า    นายนิพนธ์ บุญญามณี รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์  ได้ให้การสนับสนุนผู้สมัครสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) สงขลาทีมพลังสงขลา ที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 16 กันยายนนี้   และนายนิพนธ์ ก็กำลังขออนุญาตจากพรรคประชาธิปัตย์  ในการสละตำแหน่งส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ  เพื่อเตรียมตัวมาลงสมัครนายก อบจ.สงขลาในนามพรรค  ที่จะหมดวาระปลายปี 2556 ด้วย

 


ด้าน นายนิพนธ์เปิดเผยว่า   ตนไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว นอกจากจะสละตำแหน่ง ส.ส.มาลงสมัคร นายก อบจ.สงขลา  ในปลายปี 2556 แต่ในขณะนี้ ได้ให้การสนับสนุนผู้สมัคร ส.อบจ.ทีมพลังสงขลาทั้ง 17 คน และกำลังหาผู้สมัครอิสระที่มีอุดมการณ์เดียวกันมาร่วมทีม

 

ขณะที่ นายโชคชัย ผลวัฒนะ ผอ.กกต.จ.สงขลา เปิดเผยว่า  การเลือกตั้ง ส.อบจ.สงขลา จะรุนแรงขึ้นหลายเขตแน่นอนเมื่อมีผู้สมัครลงในสังกัดทีม 2 ทีม หน้าที่ของ กกต.ต้องรักษาเลือกตั้งบริสุทธิ์ จึงได้มีการตั้งชุดป้องปรามขึ้น 36 ชุดๆละ 8 คน เข้าไปคลุกในพื้นที่ทั้ง 36 เขต การทำงานจะประสานกับตำรวจและฝ่ายปกครองด้วยเพื่อป้องกันเหตุร้ายที่จะเกิด กับผู้สมัครและผู้ให้การสนับสนุน

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-08-25 20:58:50


ความเห็นที่ 5 (1512352)

 

“วิชัย บรรดาศักดิ์” ชนะกลุ่ม นปช.ขาดกระจุย นั่งนายกนครปากเกร็ดสมัยที่ 6

วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 เวลา 23:30:41 น.




 

 

 เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2555  มีการเลืองตั้งนายกเทศมนตรีนครปากเกร็ด จ.นนทบุรี ซึ่งมีผู้สมัคร 3 คน ผลการเลือกตั้ง หมายเลข 1 นายวิชัย บรรดาศักดิ์ อดีตนายกเทศมนตรีนครปากเกร็ด 5 สมัย กลุ่มนายวิชัย ได้ 41,123 คะแนน หมายเลข 2 นายอนุชา จันทร์เพ็ญ อิสระ ได้ 548 คะแนน และหมายเลข 3 นายสมบูรณ์ สนิท อดีตผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ กลุ่ม นปช.ได้ 8,470 คะแนน ส่งผลให้นายวิชัย เป็นนายกเทศมนตรีนครปากเกร็ดสมัยที่ 6  โดยมีผู้มาใช้สิทธิ 50,982 คน หรือคิดเป็น 39 เปอร์เซ็นต์จากผู้มีสิทธิทั้งหมด 130,524 คน
 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-07-30 09:19:08


ความเห็นที่ 4 (1510749)

 

ศึกชิงนายกอบต.แม่ปะ กำนันเติงท้าชนอดีตนายกฯ คาดแข่งดุเดือด-เงินสะพัด

วันจันทร์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

นายประสาน มั่นมาก ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้ง (ผอ.กต.) ท้องถิ่นประจำ อบต.แม่ปะ ได้มีการเปิดรับสมัคร นายก อบต.แม่ปะ เป็นวันสุดท้าย ปรากฏว่ามีผู้เดินทางมาสมัครเพิ่มอีก 1 ราย คือนายบุญเติง ธรรมใจ กำนันตำบลแม่ปะ ที่ได้ลาออกจากกำนันมาลงสมัคร นายก อบต. ได้หมายเลข 3 โดยก่อนหน้านี้ ได้มีผู้สมัครไปแล้ว 2 ราย คือนายมานพ ยะเขียว อดีตนายก อบต.ได้ หมายเลข 1 และนายมนตรี กาสมสัน อดีตรองนายก อบต.และเป็นปราชญ์ชาวบ้าน น้องชาย อดีต ส.ส.ตาก พรรคประชาธิปัตย์ ได้หมายเลข 2  โดย กกต.ตาก ได้กำหนดให้มีการลงคะแนนเลือกตั้งในวันที่ 25 สิงหาคม 2555

รายงานข่าวแจ้งว่า การเลือกตั้ง นายก อบต.แม่ปะ ครั้งนี้ นับว่ามีการแข่งขันและต่อสู้กันอย่างดุเดือด ภายหลัง นายบุญเติง ได้ตัดสินใจลาออกจากำนันมาลงสมัคร โดยมีนายมนตรา โตสกุล นายโชติ ชอบดู  2  อดีตรองนายก อบต. ที่แยกตัวจากนายมานพ ไปร่วมทีม และยังมีนายอำนวย นันทหาร นักธุรกิจใหญ่ในพื้นที่ มาสนับสนุนในทีมบริหาร  เพื่อแข่งกับนายมานพ อดีตนายก อบต. 3 สมัย ประกอบกับยังมีนางปาริฉัตร ธรรมลักษณ์ แกนนำกุล่มสตรีในพื้นที่ที่ได้รับการยอมรับอยู่ร่วมทีมบริหารทำให้ยังคงความแข็งแกร่งและคุมคะแนนเสียงในกลุ่มผู้หญิง ทั้งแม่บ้าน-อสม.และกลุ่มต่างๆ ได้ดี

นอกจากนี้ยังมีนายมนตรี ซึ่งเป็น อดีตรองนายกฯ ที่ได้แยกตัวออกไป ซึ่งเป็นปราชญ์ชาวบ้านในท้องถิ่นและเป็นน้องชายอดีต ส.ส.ตาก พรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้เสนอตัวลงสมัครเป็นทางเลือกใหม่ โดยนายมนตรี ได้เสนอตัวในการคงรูปแบบและมีอัตลักษณ์ของเศรษฐกิจพอเพียงแบบชาวบ้านๆ แต่มีการพัฒนาให้เท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นที่ยอมรับของชาวบ้านจำนวนมาก ทำให้กลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของนายมานพ และนายบุญเติง

การหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นที่สนใจและจับตาดูของประชาชนในพื้นที่และท้องถิ่นใกล้เคียง เพราะถือว่าเป็นการแข่งขันที่คู่คี่ทั้ง 3 คน ประกอบกับพื้นที่ ต.แม่ปะ เป็นพื้นที่ที่นักธุรกิจและภาคประชาชนสนใจที่จะเข้าไปลงทุน เนื่องจากเป็นพื้นที่สำคัญในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษอีกด้วย  ซึ่งคาดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีเงินสะพัดจากการหาเสียงหลายล้านบาท

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-07-23 09:12:53


ความเห็นที่ 3 (1510637)

 

เลือกตั้งนายก อบจ. และ ส.อบจ.หนองคาย คึกคัก "ประพันธ์ นัยโกวิท"ลงพื้นที่ตรวจสอบ

วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 เวลา 14:00:44 น.


ประพันธ์ นัยโกวิท


 

วันที่ 22 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการเลือกตั้ง นายก อบจ.หนองคาย และ ส.อบจ.หนองคาย เริ่มคึกคักตั้งแต่เช้า สภาพอากาศทั่วไปก็ปลอดโปร่ง หลังเปิดหีบเลือกตั้งมีประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทยอยออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งกันจำนวนมาก โดยเฉพาะที่โรงเรียนอนุบาลอรุณรังษี ต.โพธิ์ชัย ในเขตเทศบาลเมืองหนองคาย ที่มีหน่วยเลือกตั้ง ตั้งอยู่ภายในหอประชุมของโรงเรียนถึง 3 หน่วยเลือกตั้ง คือหน่วยเลือกตั้งที่ 3 – 5 ประกอบกับเป็นหน่วยที่ผู้บริหารระดับจังหวัดส่วนใหญ่ก็จะมาลงคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งแห่งนี้

 

ซึ่งภายหลังเปิดหีบเลือกตั้งไม่นาน นายวิเชียร ปิยะวรากร รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย กกต.จังหวัดหนองคาย ก็ได้เดินทางมาลงคะแนน พร้อมตรวจความเรียบร้อย ก่อนจะเดินทางไปตรวจหน่วยเลือกตั้งกับ นายประพันธ์  นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้งด้านบริหารงานเลือกตั้งที่ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความเรียบร้อยหน่วยเลือกตั้งที่ 15 บริเวณศาลาอเนกประสงค์วัดโพธิ์ชัย พระอารามหลวง อ.เมืองหนองคาย ก่อนจะเดินทางตรวจสอบหน่วยเลือกตั้งยังพื้นที่อำเภอโพนพิสัย อำเภอเฝ้าไร่ และอำเภอรัตนวาปี

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้คึกคักกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากมีผู้ลงชิงชัยนายก อบจ.หนองคาย ถึง 3 คน

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-07-22 16:18:14


ความเห็นที่ 2 (1509762)

 

ยิ่งกว่าซุปตาร์!! เปิดใจ ′ซ้อต่าย′ หญิงเซาะกราว แห่งเมืองบุรีรัมย์

วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 เวลา 11:09:40 น.


"ซ้อต่าย" กรุณา ชิดชอบ


 

 

เรื่อง พอลลีน ภาพ กฤตธี ผ่องเสรี สไตลิสท์ RHOY

 

ประโยคข้างต้นไม่ได้กล่าวเกินจริง เพราะทุกวันนี้ชื่อของ “กรุณา ชิดชอบ” ฮ็อตติดลมบน ทั้งรายการโทรทัศน์ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ ต่างรุมสัมภาษณ์เธอประหนึ่งซุป’ตาร์เมืองไทย

 

รักฟุตบอลจริงไรจริง ไม่อิงการเมือง

 

“ทีมฟุตบอลบุรีรัมย์เกิดจากความชอบฟุตบอลของดิฉันและคุณเนวินเป็นทุนเดิม เราตั้งใจว่าบั้นปลายชีวิตอยากมีทีมฟุตบอลเป็นของตัวเอง ที่บ้านดิฉันมีฐานะจากกิจการรับเหมาก่อสร้างอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ จึงนำเงินทุนส่วนตัวมาสร้างทีมฟุตบอล บวกกับมีสปอนเซอร์ช่วยสนับสนุน เมื่อเปรียบเทียบกับสโมสรอื่นเขาอาจทำทีมฟุตบอลเพื่อต้องการสร้างฐานเสียงทางการเมือง แต่บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไม่ใช่ รอบสนามไม่เคยมีข้อความสนับสนุนคุณเนวินหรือดิฉัน ถ้ามีแมทช์ฟุตบอลนัดสำคัญ รัฐมนตรีใหญ่ระดับไหนก็ไม่เชิญ ถ้าคุณจะมาดูก็ต้องซื้อบัตรเหมือนผู้ชมคนอื่น”

 

 

ห้าวตัวแม่

 

“แต่ไหนแต่ไรเราไม่เคยรู้สึกกลัวเวลาอยู่ต่อหน้าผู้ชาย อาจเพราะเป็นลูกสาวคนโต และทางบ้านทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง จึงต้องไปดูงานกับพ่อตลอด เมื่อมาอยู่กับคุณเนวิน ดิฉันลงสมัคร ส.ส. เวลาหาเสียงต้องลุยทุกที่ เปลี่ยนจากคุณนายสะอาดมาเป็นหญิงห้าว ห้องน้ำข้างทางต้องเข้าได้ จึงไม่ต้องแปลกใจที่ดิฉันไม่เคยกลัวเวลาอยู่ต่อหน้ากองเชียร์หรือนักฟุตบอลทั้งทีม ทั้งแคมป์ฟุตบอลมีผู้หญิงเพียง 2 คน คือดิฉันกับล่าม ซึ่งเธอนอนอยู่ในแคมป์ ส่วนดิฉันจะเดินเข้าออกเป็นประจำ ความที่อายุมากแล้ว เด็กในทีมจึงเรียกว่าแม่ รวมถึงความเป็นคนดุเด็กๆ จะเกรงใจ ใครทำอะไรผิดจะตักเตือนทันที”

 

ทำเอาฮา-ที่มาของคลิปเด็ดและประโยคแรง

 

“แม้นิสัยจะจริงจัง เจ้าระเบียบ แต่ก็มีมุมผ่อนคลายบ้าง ดิฉันชอบฟังเพลง จึงชอบทำคลิปวิดีโอต่างๆ อย่างเช่น คลิปตีก้นนักฟุตบอล พูดตรงๆ ว่า ทำขำๆ ไม่คิดว่าจะฮือฮาขนาดนี้

 

“พอดีตอนนั้นมีกระแสถกเถียงเรื่องที่ทีมไม่ยอมไปรับถ้วยรางวัล บอกว่าไม่ให้เกียรติ จึงทำคลิปขึ้นมาเพื่อคลายเครียด ไม่ได้คิดอะไรมากกว่านั้น สำหรับเรื่องตีก้น ดิฉันตีจริง บอกนักฟุตบอลไว้ก่อน ถ้าอยากหาอะไรรองก้นไว้ ก็เชิญ

 

“เช่นเดียวกับประโยคเด็ดที่สกรีนไว้ติดหลังเสื้อว่า “กูทำ (เซ็นเซอร์) อะไรก็ผิด” เป็นความคิดของดิฉันเช่นกัน เพราะปีแรกที่ก่อตั้งทีมฟุตบอลทำอะไรก็ผิดทุกอย่าง เช่น กองเชียร์ของทีมฟุตบอลอื่นสามารถยกนิ้วกลาง แต่พอกองเชียร์ของเรายก กลับโดนด่า แม้แต่ป้ายในสนามที่เขียนว่า “กู love บุรีรัมย์” ก็โดนว่าถึงความไม่เหมาะสมเรื่องการใช้ถ้อยคำ จึงคิดว่า น่าจะเขียนอะไรลงหลังเสื้อ เพื่อเป็นการระบายความในใจแต่พักหลังเพลาเรื่องถ้อยคำในสนามลง เพราะมีคนเขียนมาต่อว่าเยอะ โดยเฉพาะเมื่อมีเยาวชนเข้าไปดูในสนาม”

 

ยันกองเชียร์มาด้วยใจ ไม่ได้รับจ้าง

 

“กองเชียร์ของเราถูกตราหน้าว่า เป็นกองเชียร์รับจ้าง ซึ่งดิฉันไม่สนใจ เพราะไม่ใช่เรื่องจริง เวลาทีมของเราไปแข่งฟุตบอลที่กรุงเทพฯ มักจะมีแท็กซี่มาเชียร์อย่างน้อย 30 คัน เขาต้องเสียเวลาเกือบ 6 ชั่วโมงเพื่อมาเชียร์ เพราะฉะนั้นรายได้ของเขาต้องหายไปพอสมควร  นั่นหมายถึงเขามาด้วยใจ แม้แต่ผู้ที่จะมาเป็นผู้นำเชียร์หรือฮาร์ดคอร์ ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถเป็นได้ ต้องถูกคัดเลือกก่อน เช่น ต้องตบมือเป็น กระโดดเป็น และสุขภาพดี เพราะต้องยืนอย่างน้อยร่วมร้อยนาที อีกทั้งต้องสละเงินส่วนตัวไปซื้อเสื้อสโมสร ผ้าพันคอ และแตรด้วย ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ก็ไม่มีสิทธิ์ขึ้นอัฒจันทร์ เพราะฉะนั้นถ้าเขาไม่มีใจก็ไม่ต้องมา เหตุผลที่กองเชียร์เราสามารถเป็นหนึ่งเดียวกันได้ เพราะดิฉันบอกเขาเสมอว่า คุณยืนอยู่ข้างบน พี่ยืนอยู่ข้างล่าง เราสถานะเท่ากัน พี่ไม่ได้อะไรมากกว่าข้างบนข้างบนไม่มีอะไรมากกว่าพี่ เพราะฉะนั้นอย่ากินแรงกัน เราจึงเต็มที่ในทุกการแข่งขัน”

 

 

แฟนคลับเยอะกว่านักการเมือง

 

“ดิฉันเป็น ส.ส.มากว่า 10 ปี แต่ไม่มีคนรักเท่ากับตอนทำทีมฟุตบอลที่คนทั้งเมืองเรียกว่าป้าหรือไม่ก็แม่ มีคนบอกว่า ขอบคุณนะที่ทำให้คนบุรีรัมย์มีความสุข ขอบคุณนะที่ทำให้คนรู้ว่าจังหวัดบุรีรัมย์อยู่ตรงไหนของประเทศ วันเกิดก็มีคนปอกสับปะรดมาให้ รู้สึกดีมากที่ได้รับความรู้สึกแบบนี้ ผิดกับตอนเป็นนักการเมือง ตอนนี้มีคนรู้จักดิฉันมากขึ้น ไปที่ไหนก็มีแต่คนเข้ามาทัก ขอถ่ายรูปด้วย”

 

ซูเปอร์มัมของครอบครัว 

 

“สำหรับดิฉัน ครอบครัวมาเป็นอันดับหนึ่ง โดยเฉพาะลูกๆ ดิฉันรักและห่วงพวกเขามาก มีช่วงหนึ่งที่กระแสการเมืองแรง ก็ต้องพร่ำสอนเขาตลอดว่า ไม่รู้ว่าพ่อกับแม่จะตายวันไหน เพราะฉะนั้นลูกต้องอยู่ให้ได้ จึงส่งลูกทั้งสี่คนไปเรียนที่อังกฤษ ดิฉันเลี้ยงเขาแบบบุฟเฟ่ต์ หมายถึงให้อยู่กันได้โดยไม่มีพ่อแม่ ทุกวันนี้รู้สึกหายห่วงไปเปลาะหนึ่ง เพราะลูกๆ ทั้งสี่สามารถดูแลตัวเองได้

 

“ก่อนทำทีมฟุตบอล ดิฉันมีความเป็นแม่บ้านสูง ทำงานบ้านได้ทุกอย่าง ทั้งล้างจาน ถูพื้น ล้างห้องน้ำ จัดดอกไม้ ยกเว้นอย่างเดียวคือทำอาหารที่ไม่ถนัด ทุกอย่างในบ้านต้องเป็นระเบียบ แต่พอมาทำทีมฟุตบอล บ้านเริ่มรก(หัวเราะ) แม้เวลาไปช็อปปิ้งก็ยังไม่มี ทั้งที่เคยชอบมาก แต่ทุกวันนี้จะหาถุงใส่ของสักใบยังหาไม่เจอ ต้องเปลี่ยนมาเป็นหาซื้อของทางอินเทอร์เน็ตแทน

 

“ตอนนี้ขอไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพราะพอใจและมีความสุขกับชีวิตดีแล้ว อายุเราผ่านมาถึงครึ่งร้อย ลูกๆ โอเคแล้ว จากนี้ถ้าอยากทำอะไรก็จะทำ เพราะไม่รู้จะตายวันไหน

 

“จะใช้ชีวิตให้ถึงที่สุด” 
 
ที่มา : แพรว นิตยสารรายปักษ์ ปีที่ 33 ฉบับที่ 789_10 กรกฎาคม 2555
 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-07-18 15:46:23


ความเห็นที่ 1 (1509479)

 

"สมชอบ นิติพจน์ "ใบแดงแรกเลือกตั้งท้องถิ่น-โทษฐานขึ้นป้ายทักษิณ

วันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 เวลา 14:15:12 น.




 

สมชอบ นิติพจน์ ใบแดง-พิษรูปทักษิณ คอลัมน์ ข่าวทะลุคน ข่าวสด 17 ก.ค.2555


 


สมชอบ นิติพจน์

ประเดิมโดนใบแดงรายแรกในสนามเลือกตั้งท้องถิ่น

กกต.นครพนม ให้ใบแดง สมชอบ นิติพจน์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครพนม

ฐานขึ้นป้ายหาเสียงรูป พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ถือว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง ในเรื่องของการหลอกลวงจูงใจ

เตรียมนำเสนอกกต.กลางพิจารณาต่อไป

ปวส.(เกษตรกรรม) สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตกาฬสินธุ์

ปริญญาตรี เอกสังคมศึกษา วิทยาลัยครูสกลนคร ปริญญาโทเอกบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ปริญญาเอกด้านสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมคธ อินเดีย และปริญญาเอกสาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ขอนแก่น

เล่นการเมืองท้องถิ่นมาตั้งแต่ปี 2538 เป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม จนถึงปี 2547  รองนายกอบจ.นครพนม 3 สมัย (ปี 2543 - 2551)
ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการประถมศึกษาจังหวัดนครพนม (กปจ.นครพนม)
เลขานุการโครง การศูนย์กิจกรรมร่วมรัฐสภาประชาสังคม จ.นครพนม สถาบันพระปกเกล้า

ประธานคณะกรรมการโรงเรียนหลายแห่งในนครพนม

27 พ.ค.ที่ผ่านมา เพิ่งรักษาแชมป์เป็นหนที่ 2 ได้แรงหนุนจาก ไพจิต ศรีวรขาน และนายชูกัน กุลวงษา ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย  เอาชนะน.ส.ณัฏฐ์พัชร ยงใจยุทธ หรือน้ำผึ้ง หลานสาวพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งมีส.ส.เพื่อไทยให้การสนับสนุนเช่นกัน กว่า 3 พันคะแนน

ยังมั่นใจว่าไม่ผิด เพราะการเมืองทุกระดับก็นำรูปพ.ต.ท.ทักษิณ มาขึ้นทั้งนั้น  ถ้าตนผิด ทุกคนก็ผิด  ยืนยันจะเดินหน้าทำงานเพื่อบ้านเมืองต่อไป  จนกว่ากกต.กลางจะมีคำวินิจฉัย ออกมา

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-07-17 14:27:43



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2010 All Rights Reserved.
Wachon Nim

สร้างลิงค์ของโปรไฟล์ในแบบที่เป็นตัวคุณเอง