ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > วันแม่ของแผ่นดิน+วันแม่ของโลก

วันแม่ของแผ่นดิน+วันแม่ของโลก


 
วันแม่ 12 ชาติ กับ 12 ราชินี

วันแม่ 12 ชาติ กับ 12 ราชินี

 


วันแม่แห่งชาติ ตรงกับวันที่ 12 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยริเริ่มเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2519 โดยคณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จนถึงปัจจุบัน

สัญลักษณ์ที่ใช้ในวันแม่คือ ดอกมะลิ ซึ่งมีสีขาวบริสุทธิ์ ส่งกลิ่นหอมไปไกลและหอมได้นาน อีกทั้งยังออกดอกได้ตลอดทั้งปี เปรียบได้กับความรักอันบริสุทธิ์ของแม่ที่มีต่อลูกไม่มีวันเสื่อมคลาย

ความเป็นมาของวันแม่แห่งชาติในประเทศไทย

งานวันแม่จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2486 ณ.สวนอัมพร โดยกระทรวงสาธารณสุข แต่ช่วงนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 งานวันแม่ในปีต่อมาจึงต้องงดไป เมื่อวิกฤติสงครามสงบลง หลายหน่วยงานได้พยายามให้มีวันแม่ขึ้นมาอีก แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร และมีการเปลี่ยนกำหนดวันแม่ไปหลายครั้ง ต่อมาวันแม่ที่รัฐบาลรับรอง คือวันที่ 15 เมษายน โดยเริ่มจัดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 แต่ก็ต้องหยุดลงอีกในหลายปีต่อมา เนื่องจากกระทรวงวัฒนธรรมถูกยุบไป ส่งผลให้สภาวัฒนธรรมแห่งชาติซึ่งรับหน้าที่จัดงานวันแม่ขาดผู้สนับสนุน

ต่อมาสมาคมครูคาทอลิกแห่งประเทศไทย ได้จัดงานวันแม่ขึ้นอีกครั้ง ในวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2515 แต่จัดได้เพียงปีเดียวเท่านั้น จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2519 คณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงได้กำหนดวันแม่ขึ้นใหม่ให้เป็นวันที่แน่นอน โดยถือเอาวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคมเป็นวันแม่แห่งชาติ และกำหนดให้ดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่ คือ ดอกมะลิ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระราชสมภพ เมื่อวันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พุทธศักราช 2475 เป็นพระธิดาองค์ใหญ่ของพลเอกพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ (หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร) กับหม่อมหลวงบัว กิติยากร พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาพระราชทานนามว่า “สิริกิต์” ซึ่งมีความหมายว่า “ผู้เป็นศรีแห่ง กิติยากร”

ทรงเป็นพระมารดาของพระราชโอรสและพระราชธิดา4 พระองค์ คือ

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

วันแม่ของประเทศญี่ปุ่นตรงกับวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคม ในวันนี้ ลูก ๆ จะมอบดอกคาร์เนชั่นสีแดงหรือของขวัญให้กับคุณแม่ เพื่อแสดงความระลึกถึงบุญคุญของท่าน

สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ ( Kougou Michiko) (20 ตุลาคม 2477  ) เป็นสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น เคียงคู่สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ

สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ ทั้ง 2 พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ปรากฏองค์ให้ประชาชนชาวญี่ปุ่น ชื่นชมพระบารมีบ่อยครั้งที่สุดและทรงท่องเที่ยว เสด็จเยือนที่ต่างๆ ในโลกมากที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

พระราชประวัติ

สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ พระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2477 (ค.ศ. 1934) ที่กรุงโตเกียว มีพระนามเดิมว่า มิชิโกะ โชดะ (Shoda Michiko)

เมื่อวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2502 (ค.ศ. 1959) ทรงเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ ซึ่งในขณะนั้นทรงเป็นมกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น ทำให้พระองค์ทรงดำรงพระยศเป็น มกุฎราชกุมารีแห่งญี่ปุ่น พระองค์ทรงเป็นสตรีสามัญชนคนแรกในประวัติศาสตร์ที่อภิเษกกับราชวงศ์ญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990) สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ เข้าพระราชพิธีอภิเษกเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ ทำให้มกุฏราชกุมารีมิชิโกะ ทรงขึ้นเป็น สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ แห่งญี่ปุ่น

สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะทรงเป็นพระมารดาของพระราชโอรสและพระราชธิดา4 พระองค์ คือ

เจ้าชายนะรุฮิโตะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น
เจ้าชายอะกิชิโนะ (ฟุมิฮิโตะ)                                                                                                       เจ้าหญิงโนะริ หรือ เจ้าหญิงซะยะโกะ

วันอาทิตย์ที่สองของเดือนพฤษภาคม คือวันแม่ของประเทศ เดนมาร์ก

ปัจจุบันเดนมาร์กเป็นราชอาณาจักรโดยมีพระมหากษัตริย์ภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญเป็นประมุข คือ สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์ก ซึ่งเสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2515(ค.ศ.1972) และทรงเป็นพระประมุขแห่งเดนมาร์กลำดับที่ 52

ทรงเป็นพระมารดาของพระราชโอรส 2 พระองค์ คือ เจ้าชายเฟรเดอริก (HRH Crown Prince Frederik)  และเจ้าชายโจคิม (HRH Prince Joachim)

วันอาทิตย์ที่สองของเดือนพฤษภาคม คือ วันแม่ของประเทศ เนเธอร์แลนด์

สมเด็จพระราชินีบีทริกซ์ แห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ (Beatrix of the Netherlands) ประสูติเมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ.2481 โดยทรงขึ้นครองราชย์ ต่อจากสมเด็จพระราชินีจูเลียนา ซึ่งทรงลงจากราชบัลลังก์ ด้วยการสละราชสมบัติ โดยตลอดระยะเวลา ที่พระองค์ทรงอยู่บนราชบัลลังก์ พระองค์ทรงได้ชื่อว่าเป็นราชินีดัชต์ ที่ทรงเคร่งครัดต่อหลักธรรมเนียมปฏิบัติ ซึ่งสาธารณชนเอง ต่างชื่นชมในความเป็นมืออาชีพของพระองค์ และหลายๆ คนยกย่องว่า "พระองค์ทรงเป็นราชินีดัชต์ที่ชาญฉลาดที่สุด"

พระองค์ทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านกฎหมายในปี พ.ศ.2504 จากมหาวิทยาลัยไลเดน (Leiden University) ซึ่งถือเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ และมีชื่อเสียงที่สุดของเนเธอร์แลนด์ นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงเป็นสมาชิกของกลุ่มเคลื่อนไหว สมาคมนักศึกษาสตรีของมหาวิทยาลัยไลเดนด้วย

ด้านครอบครัว ควีนบีทริกซ์ทรงพบรักกับนักการทูตหนุ่มชาวเยอรมันนามว่า "เคลาส์ โวน อัมส์แบร์ก" (Claus von Amsberg) หรือ "เจ้าชายเคลาส์" (Prince Claus) โดยทรงอภิเษกสมรสกันเมื่อวัน 10 มีนาคม พ.ศ.2509 ท่ามกลางกระแสคัดค้าน ของชาวดัชต์จำนวนไม่น้อย อันเนื่องจากในสมัยนั้นเป็นช่วงเวลาที่ยุโรปเพิ่งจะผ่านพ้นความเลวร้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเยอรมนีเป็นผู้ก่อ โดยพวกที่ออกมาคัดค้านการอภิเษกสมรสนั้น เป็นเพราะไม่พอใจที่เจ้าชายเคลาส์ ทรงเป็นชาวเยอรมัน และยังเคยรับใช้กองทัพนาซีของฮิตเลอร์อีกด้วย

แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป เจ้าชายเคลาส์ได้พิสูจน์ให้ชาวดัชต์เห็น และยอมรับในตัวพระองค์ จนกลายเป็นหนึ่งในสมาชิกของราชวงศ์เนเธอร์แลนด์ ที่ได้รับความนิยมจากสาธารณชนมากที่สุดเลยทีเดียว ทว่าในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2545 เจ้าชายเคลาส์ได้จากชาวดัชต์ไปอย่างไม่มีวันกลับ พระองค์ทรงเลี้ยงดูพระราชโอรส ให้เป็นคนเรียบง่ายติดดิน ตามแนวทางของพระราชมารดาจูเลียนา อันเป็นที่มาของฉายา "ราชวงศ์จักรยาน" (Bicycling Monarchy) เพราะทำตัวเฉกเช่นสามัญชน ชาวดัตช์ที่นิยมการปั่นจักรยานไปไหนมาไหนจนถึงทุกวันนี้

ควีนบีทริกซ์ ทรงเป็นพระมารดาของพระราชโอรส 3 พระองค์ ได้แก่ "เจ้าชายวิลเลียม-อเล็กซานเดอร์" (Prince Willem-Alexander) "เจ้าชายโจฮัน-ฟริโซ" (Prince Johan-Friso) และ "เจ้าชายคอนสแตนติจ์น" (Prince Constantjin)

ทรงเน้นย้ำให้พระราชโอรสทุกพระองค์ ได้รับการเลี้ยงดู และการศึกษาเฉกเช่นสามัญชน ถึงขั้นมีพระราชบัญชา ให้ข้าราชบริพารในวังเรียกชื่อพระโอรสด้วยชื่อแรก

ที่เมืองแอนท์เวิร์ป ในเบลเยียม วันที่ 15 สิงหาคม เป็นวันครองราชสมบัติและเป็นวันแม่ของประเทศ

ชีวิตของ พระราชินีเปาลา ราวกับเทพนิยาย หลายคนกล่าวว่าเธอคือ ซินเดอเรลล่าในชีวิตจริง เพราะเธอเป็นอีกสตรีสามัญชนที่ได้มีโอกาสอภิเษกสมรสกับเจ้านายในราชวงศ์

สมเด็จพระราชาธิบดีอัลเบิร์ตที่2 ทรงอภิเษกสมรสกับ ดอนนา เปาลา มาร์เกริตา มาเรีย-อันโตเนีย คอนซิลยา รัฟโฟ ดี กาลาเบรียเมื่อในวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2502 ณ กรุงบรัสเซลส์

สมเด็จพระราชินีเปาลาทรงเป็นพระมารดาของพระโอรสพระธิดา3พระองค์ คือ เจ้าชายฟิลิป เจ้าฟ้าหญิงแอสตริดแห่งเบลเยียม  เจ้าชายโลรองต์

 


 

อาทิตย์ที่สี่ในฤดูถือบวชเล็นท์ (มาเทอริง ซันเดย์) คือ วันแม่ ของ สหราชอาณาจักร 

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร (Elizabeth II of the United Kingdom เอลิซาเบธ อเล็กซานดรา แมรี 21 เมษายน พ.ศ. 2469) ทรงเป็นสมเด็จพระราชินีนาถแห่งรัฐที่ปกครองตนเองโดยอิสระสิบหกรัฐ โดยทรงมีราชบัลลังก์และพระอิสริยยศในแต่ละแห่งอย่างเท่าเทียมกัน พระองค์ทรงประทับร่วมกับพระราชวงศ์อังกฤษในสหราชอาณาจักร ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์มีลักษณะดั้งเดิมทางประวัติศาสตร์

นอกเหนือจากสหราชอาณาจักรแล้ว พระองค์ยังทรงเป็นสมเด็จพระราชินีนาถแห่งแคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จาเมกา บาร์เบโดส หมู่เกาะบาฮามาส เกรนาดา ปาปัวนิวกินี หมู่เกาะโซโลมอน ตูวาลู เซนต์ลูเซีย เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ แอนติกาและบาร์บูดา เบลิซ และเซนต์คิตส์และเนวิส ซึ่งมีข้าหลวงใหญ่ทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในแต่ละแห่ง ในสิบหกประเทศซึ่งพระองค์ทรงเป็นสมเด็จพระราชินีนาถ เป็นที่รู้จักว่า เครือจักรภพอังกฤษและมีประชากรวมกันทั้งหมดจำนวน 128 ล้านคน

ในปัจจุบัน พระองค์ทรงเป็นพระประมุของค์เดียวในโลกที่ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐของชาติเอกราชมากกว่าหนึ่งชาติพร้อมกัน ในทฤษฏีทางกฎหมาย พระองค์ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐที่ทรงอำนาจมากที่สุดในโลก แม้ว่าในทางปฏิบัติพระองค์จะทรงใช้อำนาจบริหารทางการเมืองส่วนพระองค์เพียงเล็กน้อย

พระองค์ทรงอภิเษกสมรสกับร้อยเอกฟิลิป เมาท์แบตเตน เจ้าชายแห่งกรีซและเดนมาร์ก แห่งราชนาวีอังกฤษ ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาจากพระเจ้าจอร์จที่ 6 เป็นเจ้าฟ้าชายฟิลิป ดยุคแห่งเอดินเบอระในปี พ.ศ. 2490

ทรงเป็นพระมารดาของพระราชโอรสและธิดา 4 พระองค์ ได้แก่

เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์
เจ้าฟ้าหญิงแอนน์ พระวรราชกุมารี
เจ้าฟ้าชายแอนดรูว์ ดยุคแห่งยอร์ค
เจ้าฟ้าชายเอ็ดเวิร์ด เอิร์ลแห่งเว็สเซ็กส์

วันแม่ของประเทศสเปน คือ วันอาทิตย์แรกของเดือนพฤษภาคม

สมเด็จพระราชินีโซเฟีย สมเด็จพระราชินีโซเฟียทรงเป็นพระราชธิดาในสมเด็จพระราชาธิบดีพอลที่ 1 กับสมเด็จพระราชินีเฟรดเดอริกา แห่งสาธารณรัฐเฮลเลนิก (กรีซ) เสด็จพระราชสมภพเมื่อปี 2481
 

ทรงสำเร็จการศึกษาด้านกุมารเวชศาสตร์ ขณะเดียวกันก็ทรงพระปรีชาสามารถด้านภาษาต่าง ๆ รับสั่งได้ทั้งภาษากรีก อังกฤษ เยอรมัน และฝรั่งเศส ทรงสนพระทัยโบราณคดี ศิลปะ และดนตรี เป็นอย่างมาก
 

ดังจะเห็นได้จากทรงเป็นประธานสถาบันดนตรีหลายแห่ง นอกจากนี้ยังโปรดกีฬาเรือใบ โดยทรงเป็นสมาชิกทีมชาติกรีซในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนปี 2503 ณ กรุงโรม แต่ไม่โปรดการทอดพระเนตรกีฬาสู้วัวกระทิงซึ่งเป็นกีฬาประจำชาติของสเปน เสวยเฉพาะอาหารทะเลและอาหารมังสวิรัติ และโปรดข้าวสวย

ทรงเป็นพระมารดาของพระโอรสและพระธิดา 3 พระองค์คือ เจ้าชายเฟลิเป เจ้าหญิงเอเลน่า เจ้าหญิงคริสติน่า



 

วันอาทิตย์ที่สองของเดือนกุมภาพันธ์ เป็นวันแม่ของนอร์เวย์

สมเด็จพระราชินีซอนยาแห่งนอร์เวย์(Sonja av Norge พระนามเดิม: Sonja Haraldsen ซอนยา เฮรัลด์เซ็น ประสูติเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2480 ณ กรุงออสโล) ทรงเป็นสมเด็จพระราชินีแห่งนอร์เวย์ เป็นพระมเหสีในสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์

พระองค์ทรงเป็นสามัญชน ทรงเป็นบุตรีของนายคาร์ล ออกัส เฮรันด์เซ็น กับ นางเดกนี อูริชเซ็น พระองค์ได้หมั้นหมายกับมกุฏราชกุมารฮารันด์ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2511

หลังจากการสวรรคตของพระเจ้าโอลาฟที่5ในวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2534 ซอนยาได้กลายเป็นสมเด็จพระราชินี

พระนางทรงเป็นพระมารดาของพระธดาและพระโอรส2พระองค์ คือ เจ้าหญิงมาร์ธา หลุยส์และมกุฏราชกุมารฮากอน แม็กนัส

อาทิตย์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม  เป็นวันแม่ของประเทศ สวีเดน

พระราชินีซิลเวียเสด็จพระราชสมภพเป็นสามัญชน มีพระนามาภิไธยเดิมว่า ซิลเวีย เรนาเท่ ซอมเมอร์ลาท ทรงเป็นลูกคนเดียวของนายวาลเท่อร์ ซอมเมอร์ลาทและนาง อลิซ โซอาร์ส์ เดอร์ โทเลโด

สมเด็จพระราชินีซิลเวียทรงเป็นธิดาของนักธุรกิจชาวเยอรมัน เสด็จพระราชสมภพเมื่อปี 2486 ทรงเป็นอีกหนึ่งสตรีที่สร้างตำนานระหว่างสามัญชนกับราชวงศ์

ทรงเป็นประธานมูลนิธิและกองทุนต่าง ๆ ซึ่งดำเนินกิจกรรมช่วยเหลือเด็ก เด็กพิการ ผู้ป่วยทางจิต และการต่อต้านยาเสพติด รับสั่งได้ 6 ภาษา คือ เยอรมัน สวีเดน อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน และโปรตุเกส และยังทรงศึกษาภาษามือเพื่อทรงสื่อสารกับผู้พิการทางหู โปรดอาหารไทยเป็นพิเศษ เช่น หมี่กรอบ ผัดไทย ต้มข่าไก่ โดยสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงสตอกโฮล์ม มีโอกาสปรุงอาหารไทยถวายในโอกาสต่าง ๆ หลายครั้ง

สมเด็จพระราชินีแห่งสวีเดนทรงเป็นพระมารดาของพระราชโอรสและพระราชธิดา 3 พระองค์ดังนี้

เจ้าฟ้าหญิงวิกตอเรีย มกุฎราชกุมารี
เจ้าฟ้าชายคาร์ล ฟิลิป
เจ้าฟ้าหญิงเมดเดลีน

วันที่ 10 พฤษภาคม วันแม่ของประเทศ กาตาร์

พระราชินีเชคเคาะเมาซา บินด์ เนเซอร์ อัสมิสนัด เชคเคาะห์เมาซา เป็นพระชายาพระองค์ที่ 2 ในเชคฮามัด บินคอลิฟะห์ อัลซานี เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์

พระองค์ทรงได้ชื่อว่าเป็นราชินีที่ทรงศิริโฉมงดงามที่สุดพระองค์หนึ่งในโลก

ทรงสำเร็จการศึกษาด้านสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐกาตาร์ ทรงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสิทธิสตรีในกาตาร์ รวมทั้งการถวายคำแนะนำแด่เจ้าผู้ครองรัฐในการพัฒนาประเทศ

ทรงเป็นพระมารดาของ พระโอรส 4 พระองค์ และพระธิดา 3 พระองค์

วันที่ 10 พฤษภาคม วันแม่ของประเทศมาเลเซีย

สมเด็จพระราชินีตวนกู เฟาซิอะห์ บินตี อัลมาร์ฮูม เติงกู อับดุล รอชีด รายาประไหมสุหรี อากง สมเด็จพระราชินีทรงเป็นพระธิดาของเชื้อพระวงศ์สายสุลต่านรัฐกลันตันและตรังกานู ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์องค์กรเพื่อการกุศลหลายองค์กร รวมทั้งองค์กรสตรีมุสลิมแห่งรัฐปะลิส


พระองค์ทรงเป็นพระมารดาของของพระราชโอรส 1 พระองค์และพระราชธิดา 1 พระองค์

วันที่ 21 มีนาคม (วันแรกของฤดูใบไม้ผลิ) เป็นวันแม่ของจอร์แดน

สมเด็จพระราชินีราเนีย อัลอับดุลเลาะห์ พระมเหสี หรือในอดีต นางสาวราเนีย อัล ยาซิน เป็นอีกหนึ่งสตรีสามัญชนที่ได้มีโอกาสอภิเษกสมรสกับเจ้านายในราชวงศ์

ทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านบริหารธุรกิจจาก อเมริกัน ยูนิเวอซิตี้ กรุงไคโร สาธารณรัฐอียิปต์ ทรงมีบทบาทสำคัญในการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของสตรีให้มีความเม่าเทียมกับบุรุษ จนได้รับการขนานพระนามจากสื่อมวลชนว่าเป็น “a mover and shaker” ที่มีบทบาทสำคัญในการเรียกร้องสิทธิสตรีในโลกอาหรับ

ทรงเป็นพระมารดาของพระราชโอรส 2 พระองค์ และพระราชธิดา 2 พระองค์



ผู้ตั้งกระทู้ Admin กระทู้ตั้งโดยเว็บมาสเตอร์ :: วันที่ลงประกาศ 2008-08-06 21:21:50


1

ความเห็นที่ 24 (2975197)


ราชินีพระราชทานคำขวัญวันแม่

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานคำขวัญวันแม่แห่งชาติ ปี 2556 เพื่ออัญเชิญลงหนังสือวันแม่แห่งชาติ ปี 2556 ของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ว่า คำโบราณว่าดูนางดูอย่างแม่ คือคำแปลว่าแม่ดีมีลูกเด่น จะชายหญิงรู้ชั่วดีมีกฎเกณฑ์ เพราะจัดเจนแบบอย่างในทางดีŽ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-07-30 07:17:24


ความเห็นที่ 23 (2959440)


พระราชธิดา


ไหลตามโลก


คือเจ้าหญิงน้อยๆ คือพระราชธิดาสามใบเถา

พระราชธิดากษัตริย์

กษัตริย์พระองค์ใหม่แห่งเนเธอร์แลนด์

พระราชาธิบดีวิลเลม อเล็กซานเดอร์ พระราชโอรส และมกุฎราชกุมาร

ทรงรับราชสมบัติจากพระราชมารดา สมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์ ที่ทรงสละบัลลังก์ในพระชนม์ 75 พรรษา ครองราชย์มานาน 33 ปี

กษัตริย์พระองค์ใหม่สร้างประวัติศาสตร์ทรงเป็นกษัตริย์พระองค์แรกในรอบ 123 ปี

สมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์ทรงเป็นที่ชื่นชมรักใคร่ของประชาชน

ทรงได้รับสมญา "สมเด็จย่าของ แผ่นดิน"

สำคัญ ทรงเป็น "สมเด็จย่า" ของพระนัดดา 3 พระ องค์ ในกษัตริย์พระองค์ใหม่ กับพระราชินีแมกซิมา

และสำคัญ พระราชธิดาพระองค์โต เจ้าหญิงแคธารินา-อมาเลีย จะทรงสืบฐานะมกุฎราชกุมารี

ทรงมีพระขนิษฐา 2 พระองค์ เจ้าหญิงอเลกเซีย และเจ้าหญิงอาเรน

รวมเป็นความชื่นชมโสมนัสในหัวจิตหัวใจดัตช์

ในวันอันเป็นมงคลแผ่นดิน

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-05-07 07:51:19


ความเห็นที่ 22 (2955153)

"ควีนเนเธอร์แลนด์"มีพระราชดำรัสอำลาประชาชน ก่อนสละบัลลังก์วันนี้

วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2556 เวลา 09:45:39 น.

 

 

 
 

 




 

 

สมเด็จพระราชินีบีทริกซ์ แห่งเนเธอร์แลนด์ มีพระราชดำรัสอำลาประชาชนเมื่อวานนี้ (29 เม.ย.) ก่อนที่จะทรงสละราชสมบัติในวันนี้ และให้เจ้าชายวิลเลม-อเล็กซานเดอร์ พระโอรส ขึ้นครองราชย์แทน

 

 

pRINCESS MAXIMA

 


สมเด็จพระราชินีบีทริกซ์มีพระราชดำรัสขอบใจประชาชนชาวดัตช์ ต่อความจงรักภักดีที่มีให้และทรงตรัสอุทิศให้แก่เจ้าชายเคลาส์ พระสวามี พระองค์ยังทรงเสด็จร่วมงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำที่พิพิธภัณฑ์ริกส์ ที่นครอัมสเตอร์ดัม ที่มีเหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ และแขกผู้มีเกียรติจำนวนมากเข้าร่วม ที่รวมถึงเจ้าฟ้าชายชาร์ลสและดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์ พระชายา. เจ้าชายฟิลิปและเจ้าหญิงเลติเซียแห่งสเปน และมกุฏราชกุมารเฟเดอริกแห่งเดนมาร์ก และพระชายา รวมทั้งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รวมถึงมกุฎราชกุมารนารูฮิโตะ แห่งญี่ปุ่น


ในการกล่าวพระราชดำรัสทางโทรทัศน์ พระองค์ตรัสว่า ความศรัทธาที่ประชาชนมีให้ ทำให้พระองค์ทรงมีพระกำลังในการปฏิบัติภารกิจนานถึง 33 ปี พร้อมทรงตรัสอุทิศให้แก่เจ้าชายเคลาส์ พระสวามี ซึ่งสิ้นพระชนม์ไปเมื่อเมื่อปี 2002 ว่าทรงช่วยทำให้ราชวงศ์เนเธอร์แลนด์มีความก้าวหน้าและทันสมัย


พระองค์ยังทรงทรงวิงวอนให้ประชาชนจงรักภักดีต่อมกุฎราชกุมารวิลเลม-อเล็กซานเดอร์ เหมือนเช่นที่จงรักภักดีต่อพระองค์ และทรงมั่นพระทัยว่า เจ้าชายวิลเลม อเล็กซานเดอร์จะทรงปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกษัตริย์ที่ดีอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง พร้อมกันนั้นก็ทรงชื่นชมเจ้าหญิงแม็กซิมา พระชายาของเจ้าชายวิลเลม อเล็กซานเดอร์ ว่าจะทรงเป็นพระราชินีที่ทรงคุณค่า โดยเฉพาะในด้านมนุษยสัมพันธ์ ที่เป็นจุดเด่นของพระองค์อยู่แล้ว


มกุฎราชกุมารวิลเลม-อเล็กซานเดอร์จะขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์แรกในรอบ 120 ปี ของเนเธอร์แลนด์ นับตั้งแต่กษัตริย์วิลเลมที่ 3 ซึ่งสิ้นพระชนม์เมื่อปี 1890


ทั้งนี้ ผลการสำรวจความคิดเห็นของชาวดัตช์พบว่า ความนิยมต่อเจ้าชายวิลเลม อเล็กซานเดอร์ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นับแต่ที่ได้พระราชทานสัมภาษณ์เมื่อต้นเดือนนี้ว่า กษัตริย์ต้องเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน เพื่อความเป็นปึกแผ่นของชาติ หลังจากนั้นสมเด็จพระราชินีบีทริกซ์ได้ทรงจัดงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำแก่แขกซึ่งเป็นพระราชวงศ์จากทั่วโลก

 

ขณะที่ประชาชนได้เริ่มแต่งกายด้วยชุดสีส้ม อันเป็นสีของราชวงศ์กันแล้ว เพื่อร่วมฉลองในงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเนเธอร์แลนด์ครั้งหนึ่ง ซึ่งคาดว่าจะมีผู้มาร่วมในงานถึงกว่า 1 ล้านคน และมีการวางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบรักษาความปลอดภัยในกรุงอัมสเตอร์ดัมราว  10,000 คน นอกเครื่องแบบอีกราว 3,000 คน

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-04-30 10:08:23


ความเห็นที่ 21 (2937261)

ชีวิตดั่งเทพนิยาย ′เลขาสาว′ กลายเป็น ′กษัตริย์′ เพียงชั่วข้ามคืน

วันที่ 03 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 เวลา 12:15:02 น.

 

 












 

เมื่อปี 2551 ‘เพ็กกิลีนน์ บาร์เทลส์’ วัย 55 เลขานุการฝ่ายบริหารในสถานทูตกานา ซึ่งอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมขนาด 1 ห้องนอน นอกกรุงวอชิงตัน ดีซี ได้เข้านอนในค่ำคืนหนึ่งของฤดูร้อน  ต้องสะดุ้งตื่นเพราะมีคนโทรศัพท์เข้ามาตอนตี 4 เพื่อแจ้งว่าลุงของเธอเสียชีวิตแล้วและเธอถูกเลือกให้เป็นกษัตริย์ของ ‘โอทวม’ คนต่อไป

 

แผนที่ ′โอทวม′ หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ชายฝั่ง ′ประเทศกานา′


ผู้ที่โทรมาไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นลูกพี่ลูกน้องของเธอจาก ‘โอทวม’ หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ที่ชายฝั่งของประเทศกานา ในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก โดยเขาได้แสดงความยินดี ต่อเธอด้วยความนอบน้อมกับตำแหน่งกษัตริย์คนใหม่ ในขณะที่ ‘เพ็กกี้’ กลับคิดว่าเขาโทรมาเล่นตลกตอนตี 4 และรับรู้ในเวลาต่อมาว่านี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เพราะปลายสายยืนยันว่ากษัตริย์องค์ก่อนของโอทวมซึ่งเป็นลุงของเพ็กกี้เพิ่ง เสียชีวิตลง บรรดาผู้สูงอายุของหมู่บ้านต่างก็จำเพ็กกี้ได้จากการไปเยี่ยมลุงที่โอทวม หลายครั้ง และพวกเขาตัดสินใจมอบตำแหน่งกษัตริย์องค์ใหม่ให้กับเธอ

 

หลังจากหายตกใจ เพ็กกี้ตัดสินใจเข้ารับตำแหน่งกษัตริย์ที่เป็นผู้หญิงองค์แรกของโอทวมซึ่งมี ประชาชนภายใต้การปกครองกว่า 7,000 คน โดยเธอกล่าวว่าการได้ช่วยเหลือประชาชนก็เป็นการช่วยให้เธอได้รู้ในสิ่งที่ พวกเขาต้องการจริงๆ และเธอจะเสียใจมากหากไม่ยอมรับตำแหน่ง

 

 

กษัตริย์เพ็กกี้ในพิธีราชาภิเษก

 

หลังจากขึ้นครองราชย์ ‘กษัตริย์เพ็กกี้’ หรือ ‘คิงเพ็กกี้’ หรือที่ประชาชนของพระองค์เรียกว่า ‘นานา’ ยังคงทำงานในตำแหน่งเดิมที่สถานทูตกานาและใช้ชีวิตตามปกติที่สหรัฐฯ โดยทำงานบ้านทุกอย่างเอง และใช้วันลาพักร้อนประจำปีประมาณ 1 เดือนเพื่อกลับไปทำหน้าที่กษัตริย์ที่โอทวม ซึ่งที่นี่ประชาชนของพระองค์ต่างก็โค้งคำนับทุกครั้งที่พระองค์เสด็จผ่าน รวมถึงมีผู้ดูแลฉลองพระองค์ พระกระยาหาร และทำทุกอย่างให้ด้วยความจงรักภักดี

 

 

′คิงเพ็กกี้′ หลังขึ้นเป็นกษัตริย์ของ ′โอทวม′


มีคนจำนวนมากสงสัยทำไมจึงไม่เรียกพระองค์ว่า ‘ราชินีเพ็กกี้’ หรือ ‘ควีนเพ็กกี้’ แทน ‘คิงเพ็กกี้’ ซึ่งพระองค์ทรงตอบว่าหลังจากที่ลุงของพระองค์สวรรคตตำแหน่งกษัตริย์ก็ว่างลง และมีการเปลี่ยนแปลงโดยให้ผู้หญิงเป็นกษัตริย์แต่ยังคงเรียกตำแหน่งเดิมโดย ไม่เรียกว่า ‘ควีน’ หรือราชินี


ซึ่งเรื่องนี้พระองค์ตรัสว่าชอบเป็นกษัตริย์มากกว่าราชินี เพราะตามปกติแล้วกษัตริย์จะมีอำนาจในการปกครอง ขณะที่ราชินีจะดูแลในเรื่องเด็กและเยาวชนแล้วรายงานให้กษัตริย์ทราบอีกที ดังนั้นพระองค์จึงชอบที่ถูกเรียกว่า ′คิงเพ็กกี้′

 

′คิงเพ็กกี้′ (ขวา) ทำงานที่สถานทูตกานาในสหรัฐฯ กว่า30ปี

 ก่อนขึ้นเป็นกษัตริย์ของ ′โอทวม′


คิงเพ็กกี้ ประสูติในเมือง ‘ทาโคราดิ’ ทางตอนใต้ของกานาในปี 2496  จากนั้นเสด็จไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษก่อนจะเสด็จไปอยู่ที่สหรัฐฯ และได้เป็นพลเมืองอเมริกันเมื่อปี 2540

 

 

แปลและเรียบเรียงจาก

The American secretary who became king: A woman′s journey to royalty
By Isha Sesay and Teo Kermeliotis, CNN
February 1, 2013 -- Updated 0959 GMT (1759 HKT)

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-02-03 15:31:37


ความเห็นที่ 20 (2936372)

 

สมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์ทรงประกาศสละราชสมบัติ

วันอังคารที่ 29 มกราคม 2556 เวลา 01:56 น.

วันนี้ (29 ม.ค.)สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ว่า สมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์ แห่งเนเธอร์แลนด์ ซึ่งจะมีพระชนมายุครบรอบ 75 พรรษา ในวันพฤหัสบดีที่ 31 ม.ค.นี้ ได้มีพระราชดำรัสเผยแพร่ทางโทรทัศน์ทั่วประเทศว่า จะทรงสละราชสมบัติในฐานะสมเด็จพระราชินีนาถ องค์ประมุขแห่งเนเธอร์แลนด์ ในวันที่ 30 เมษายนที่จะถึงนี้ โดยจะทรงมอบราชบัลลังก์ให้พระราชโอรสองค์โต เจ้าฟ้าชายวิลเล็ม อเล็กซานเดอร์ องค์มกุฎราชกุมาร พระชนมายุ 45 พรรษา ได้เสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติ เป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์แรกของเนเธอร์แลนด์ในรอบกว่า 100 ปีที่ผ่านมา

พระราชวงศ์แห่งเนเธอร์แลนด์ ถือว่าเป็นหนึ่งในพระราชวงศ์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในทวีปยุโรป และมีการคาดหมายมาช้านานแล้วว่า สมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์อาจจะทรงสละราชสมบัติ แม้การปฏิบัติพระราชกรณียกิจของพระองค์ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นแค่ในพระราชพิธี เท่านั้น แต่พระองค์ก็ทรงเป็นที่รักของผสกนิกรชาวดัทช์

สมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์ เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2523  เมื่อสมเด็จพระราชินีนาถยูเลียนาแห่งเนเธอร์แลนด์ พระมารดาทรงสละราชสมบัติ ขณะเดียวกัน เจ้าฟ้าชายวิลเล็ม อเล็กซานเดอร์ องค์มกุฎราชกุมาร จะได้เสด็จขึ้นครองราชย์ เป็นกษัตริย์องค์แรกของเนเธอร์แลนด์ นับตั้งแต่ปี 2433 เป็นต้นมา เมื่อสมเด็จพระราชาธิบดีวิลเล็มที่ 3 เสด็จสวรรคตในปี 2433

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2013-01-29 07:35:42


ความเห็นที่ 19 (1519574)

สมเด็จพระราชินี องค์ต้นแบบแฟชั่นไทย



นิตยสาร HELLO ฉบับวันที่ 9 เดือนสิงหาคม พ.ศ.2555 นำเสนอบทความเรื่อง 'สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นต้นแบบและผู้นำแฟชั่นของประเทศไทยอย่างแท้จริง ผ่านฉลองพระองค์ที่งดงาม และรสนิยมที่เป็นเลิศ' โดยเรียบเรียงจากข้อมูลในหนังสือ ราชศิลป์พัสตราภรณ์ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ความว่า


แม้ จะประทับอยู่ในต่างประเทศเป็นเวลาหลายปีก่อนพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส แต่เมื่อเสด็จฯ กลับมาประเทศไทย ในโอกาสที่เสด็จออกงานพระราชพิธีสำคัญหรืองานทางศาสนาก็ฉลองพระองค์แบบไทย ทรงพระภูษาไหมยาวจรดข้อพระบาท ส่วนฉลองพระองค์นั้นมีหลายแบบ ทรงปรับปรุงและผสมผสานแบบตะวันตกให้เข้ากับแบบไทย


ใน การโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับ 14 ประเทศในอเมริกาและยุโรป เป็นระยะเวลา 6 เดือน ในช่วงปี 1960 (2503) ในขณะนั้นประเทศไทยยังไม่มีชุดแต่งกายประจำชาติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเชิญผู้มีความรู้หลายท่านมาถวายคำแนะนำ และทรงศึกษาจากภาพถ่ายและภาพวาดของพระบรมวงศานุวงศ์หญิงในราชสำนัก และพบว่ารูปแบบชุดนั้นยังไม่มีการกำหนดไว้แน่ชัด

ต่อมาจึงมี พระราชเสาวนีย์ให้หม่อมหลวงมณีรัตน์ บุนนาค พระญาติสนิทและนางสนองพระโอษฐ์ ไปพบผู้ที่มีความรู้ทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และประเพณีไทย คือศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธน และอาจารย์สมศรี สุกุมลนันทน์ บุตรสาว ซึ่งในเวลานั้นเป็นอาจารย์หัว หน้าแผนกผ้าและการแต่งกายอยู่ที่วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพฯ ให้มาช่วยค้นคว้าเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการออกแบบเพื่อใช้ในการโดยเสด็จครั้ง นี้

และสุดท้าย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็ตัดสินพระราชหฤทัยด้วยพระองค์เอง และมีพระราชดำริว่า มีความจำเป็นต้องมีฉลองพระองค์เองที่แสดงถึงเอกลักษณ์ไทยอย่างแท้จริง และจะต้องเป็นเครื่องแต่งกายประจำชาติที่สวยงามดึงดูดใจและสวมใส่ได้จริง

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตัดเย็บเป็นฉลองพระองค์ต้นแบบไว้ มีนางสาวไพเราะ พงษ์เจริญ เป็นผู้รับสนองพระเดชพระคุณตัดเย็บในระยะแรก หลังจากนั้นมาก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นางอุไร ลืออำรุง เจ้าของห้องเสื้อกรแก้ว รับสนองพระเดชพระคุณในเวลาต่อมา




และ ยังพระราชทานพระราชานุญาตให้สตรีไทยนำแบบฉลองพระองค์ชุดไทยไปตัดเย็บสวมใส่ ได้ เรียกกันว่า 'ชุดไทยพระราชนิยม' ซึ่งมีทั้งหมด 8 แบบ

ชุด ที่ลำลองที่สุดคือ ชุดไทยเรือนต้น ตั้งชื่อตามพระตำหนักเรือนต้นในพระราชวังดุสิต ใช้ในโอกาสไม่เป็นทางการ เป็นผ้านุ่งป้ายยาวจรดข้อเท้า เสื้อเป็นคอกลมตื้น แขนสามส่วน ผ้าอกกระดุม 5 เม็ด ใช้เครื่องประดับน้อยชิ้น


ชุดไทยจิตรลดา ตั้งชื่อตามพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ใช้ในพิธีกลางวัน มีสไตล์คล้ายคลึงกับชุดไทยเรือนต้น แต่คอเสื้อมีขอบตั้งและแขนยาวจรดข้อมือ ผ้านุ่งป้ายเป็นผ้าไทยยกดอกมีเชิงหรือยกดอกทั้งตัว ใช้เครื่องประดับตามสมควร

ชุดไทยอมรินทร์ ใช้ในงานพระราชพิธีและงานพิธีกลางคืน มีลักษณะเหมือนชุดไทยจิตรลดา แต่ตัดเย็บด้วยผ้ายกไหมที่มีทองแกมหรือยกทองทั้งตัว

ชุด ไทยบรมพิมาน ใช้ในงานพระราชพิธีและงานพิธีกลางคืน เสื้อแขนยาวคอกลมมีขอบตั้ง ตัวเสื้อและซิ่นติดกันเป็นชุดเดียว ตัดเย็บด้วยผ้าไหมที่มีทองแกมหรือยกทองทั้งตัวก็ได้ นุ่งจีบแล้วใช้เข็มขัดไทยคาด

ชุดไทยอีกรูปแบบที่เหมาะสม สำหรับงานพิธีกลางคืนและดูสง่างามคือ ชุดไทยจักรี ผ้าซิ่นไหมทองเงินหรือทองมีลักษณะเช่นเดียวกับชุดไทยบรมพิมาน ด้านหน้าจับจีบคาดเข็มขัดที่ช่วงเอว ท่อนบนเปิดไหล่หนึ่งด้านและมีชายสไบยาวเกือบถึงพื้น ตัดเย็บติดกับท่อนล่างซึ่งเป็นผ้านุ่งจีบ ใช้ผ้าไหมยกทองทั้งตัว หรือยกทองเฉพาะเชิงก็ได้

ชุดไทยดุสิต ใช้ในงานพิธีเต็มยศกลางคืน ตัดเย็บด้วยผ้ายกไหมหรือยอทอง ผ้านุ่งจีบ เสื้อคอกว้าง ไม่มีแขน ปักด้วยดิ้นเงิน ดิ้นทอง หรือลูกปัด

ชุดไทยศิวาลัย ใช้ในงานพระราชพิธีทั้งเวลากลางวันและกลางคืน เป็นชุดแบบเดียวกับชุดไทยบรมพิมาน แต่ผ้าห่มสะพักทับเสื้ออีกชั้นหนึ่ง

ชุดไทยจักรพรรดิ ใช้ในงานพิธีเต็มยศกลางคืน ท่อนบนห่มผ้าสองชั้น ชั้นในมักเป็นสไบจีบ และห่มสะพักทับ ผ้านุ่งยกทองจีบแบบเดียวกับชุดไทยจักรี คาดเข็มขัดและใส่เครื่องประดับเข้าชุดกัน




การ สร้างสรรค์และกำหนดรูปแบบชุดไทยโดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในครั้งนั้นสร้างแรงบันดาลใจสำคัญในการใช้ผ้าไหม การสวมเครื่องประดับแบบไทย และเครื่องประดับอันเป็นเอกลักษณ์สำหรับสุภาพสตรีไทยยุคใหม่ เฉกเช่นเดียวกับสุภาพสตรีที่ใส่ใจแฟชั่นทั่วโลก

และเนื่อง จากมีพระราชประสงค์ที่จะทรงฉลองพระองค์แบบสากลตามความเหมาะสมแก่โอกาส จึงมีพระราชดำริให้นักออกแบบต่างชาติมาแนะนำและดูแลฉลองพระองค์ ทรงไว้วางพระราชหฤทัยและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายปิแอร์ บัลแมง ซึ่งพักอยู่ที่กรุงเทพฯ ช่วงเวลานั้นพอดี เป็นช่างออกแบบเสื้อตัดเย็บฉลองพระองค์ในการโดยเสด็จต่างประเทศ และเป็นผู้ดูแลฉลองพระองค์ทั้งแบบไทยและแบบสากลในเวลาต่อมา มีนายอีริก มอร์เทนเซน นักออก แบบคนสำคัญของห้องเสื้อบัลแมงในขณะนั้นมาช่วย งานด้วย

เมื่อนายบัลแมงถึงแก่กรรมในปี 2525 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายมอร์เทนเซนรับสนองพระเดชพระคุณดูแลเรื่องฉลองพระองค์ต่อมา

หลัง จากนั้นยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นักออกแบบต่างชาติจากห้องเสื้อที่มีชื่อเสียงระดับโลกอีกหลายแห่ง เช่น คริสเตียน ดิออร์ วาเลนติโน และจิวองชี รับสนองพระเดชพระคุณด้วยการตัดเย็บฉลองพระองค์จากผ้าไหมไทยด้วย ทำให้เกิดความนิยมสวมใส่เครื่องแต่งกายที่ตัดเย็บด้วยผ้าไทยอย่างกว้างขวาง ทั้งในและต่างประเทศมาจนทุกวันนี้

ทรงเป็นผู้นำในการแต่ง กายแบบไทยอย่างแท้จริง ทรงเผยแพร่ความงดงามของผ้าไทยให้โลกประจักษ์ด้วยพระองค์เอง ด้วยทรงพระสิริโฉม และทรงฉลองพระองค์ชุดไทยได้งดงามยิ่ง เป็นที่ประทับใจแก่ผู้ที่พบเห็นทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ผู้เชี่ยวชาญการออกแบบเครื่องแต่งกายสตรีของโลกจำนวนสองพันคน ต่างเฉลิมพระเกียรติให้ทรงเป็น 1 ใน 10 ของสุภาพสตรีที่แต่งกายงดงามที่สุดในโลกในปีพ.ศ.2503 และ 2504 และทรงเป็นสุภาพสตรีผู้แต่งกายดีที่สุดในโลกในพ.ศ.2506 และ 2507

ต่อมาในพ.ศ.2508 มีการจารึกพระนามาภิไธยในหอแห่งเกียรติคุณ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในฐานะที่ทรงเป็น 1 ใน 12 สุภาพสตรีที่แต่งกายงามที่สุดในโลก

ด้วย มีพระราชประสงค์ส่งเสริมให้นักออกแบบไทยได้มีโอกาสแสดงผลงานให้เป็นที่ ประจักษ์ในระดับนานาชาติผ่านฉลองพระองค์ จึงโปรดให้นักออกแบบไทยหลายคนรับผิดชอบในการออกแบบและตัดเย็บฉลองพระองค์ต่อมา

ฉลองพระองค์ชุดไทยที่ทรงในระหว่างเสด็จฯ เยือนต่างประเทศในช่วงแรกๆ มีอาจารย์สมศรี สุกุมลนันทน์ นางสาวไพเราะ พงษ์เจริญ นางอุไร ลืออำรุง เป็นผู้ออกแบบตัดเย็บทั้งหมด

จากนั้นจนถึงปัจจุบัน มีนักออกแบบไทยหลายคนที่ไว้วางพระราชหฤทัยให้ตัดเย็บฉลองพระองค์ในโอกาส ต่างๆ ได้แก่ นายน้อย คุณหญิงอังศุภา ปัณยาชีวะ นายธีรพันธ์ วรรณรัตน์ นายสมชาย แก้วทอง นาง พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ นายนคร สัมพันธารักษ์ นายสมภพ หลุยลาภประเสริฐ และนายยุทธพงษ์ มีพรหม เป็นต้น

ธีรพันธ์ วรรณรัตน์ เล่าว่า 'ภูมิใจที่ใครๆ ทั่วโลกต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า พระองค์เป็นพระราชินีที่ทรงพระสิริโฉมที่สุดในโลก ตอนนั้นนิตยสารโว้คที่ปารีสก็ลงพระฉายาลักษณ์พระองค์ท่านในหน้าแฟชั่นในเล่ม 7-8 หน้า ตอนที่พระองค์ท่านเสด็จฯและประทับอยู่ท่ามกลางดาราฮอลลีวู้ด แม้กระทั่งท่ามกลางดาราฮอลลีวู้ดอย่างนั้น แต่พระองค์ก็ทรงมีรัศมีเปล่งประกาย ทรงพระสิริโฉมเสียยิ่งกว่าดาราคนไหนๆ ตรงนั้นเสียอีก พระองค์คือผู้ริเริ่มผู้พัฒนา ผู้สืบสานงานผ้าไทยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศเรา'

ที่สำคัญ ยิ่งคือ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพยายามสนับสนุนให้สตรีไทยแต่งกายด้วยผ้าไทย ผ้าไหม ผ้าพื้นเมือง ทรงเป็นผู้นำในการใช้ผ้าไทยด้วยพระองค์เองเพื่อเป็นต้นแบบแก่สตรีไทย

ผืนผ้าภูมิปัญญาชาวบ้านที่กลายเป็นฉลองพระองค์อันวิจิตรงดงาม เป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยเกิดความภาคภูมิใจในคุณค่าของผ้าไทยและศิลปวัฒนธรรม ไทยมาจนทุกวันนี้

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-08-20 05:33:19


ความเห็นที่ 18 (1509483)

 

ครม.อนุมัติงบประมาณ 112 ล้านบาท จัดงานวันแม่

วันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 เวลา 13:40:27 น.

 

วันที่ 17 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) น.ส.ศันสนีย์ นาคพงศ์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้อนุมัติงบประมาณ 112 ล้านบาท ตามที่นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เสนอให้จัดงานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในวันที่ 12 ส.ค. นี้

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-07-17 14:31:18


ความเห็นที่ 17 (1493565)

60ปีควีนครองราชย์ 'ของที่ระลึก'ละลานตา

สกู๊ปพิเศษ


บรรยากาศ การเฉลิมฉลองวโรกาสที่ สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 ประมุขแห่งสหราชอาณาจักรทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี อบอวลไปทั่วเกาะอังกฤษ รวมไปถึงดินแดนต่างๆ ในเครือจักรภพ

พระ พักตร์ของควีนปรากฏไปทั่วทุกหนแห่ง ไม่เพียงมีหุ่นขี้ผึ้ง เหรียญ หรือแสตมป์ ยังมีบนหิ้งขายของที่ระลึกประเภทต่างๆ ที่มีออกมาจำหน่ายล้นตลาดไม่ว่าจะเป็นกาน้ำชา บิสกิตไปจนถึงจี-สตริง เรียกได้ว่า พ่อค้าแม่ค้าต่างเกาะกระแสสำคัญนี้แบบไม่มีใครยอมตกขบวน

ควีน อังกฤษทรงขึ้นครองราชย์เมื่อปีพ.ศ.2495 ทรงเป็นประมุขแห่งเครือจักรภพที่มีสมาชิก 54 ประเทศ ในจำนวนนี้เป็นรัฐที่มีเอกราชและรัฐธรรมนูญ 16 ประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย แคนาดา และนิวซีแลนด์

อังกฤษจะจัดงานฉลอง 4 วัน ระหว่างวันที่ 2-5 มิ.ย. มีการล่องเรือ 1,000 ลำไปตามแม่น้ำเทมส์ มีการแสดงคอนเสิร์ตและขบวนพาเหรดยิ่งใหญ่

ใน การนี้ ธุรกิจมากมายร่วมเกาะกระแสสำคัญ เช่น เบนทลีย์ ผลิตรถยนต์รุ่นพิเศษจำนวนจำกัด 60 คัน ขณะที่เว็บไซต์ช็อปปิ้งต่างๆ โหมโฆษณาขายของที่ระลึกแปลกๆ อาทิ จี-สตริง เสื้อผ้าสุนัข กระทั่งที่เขี่ยบุหรี่รูปควีน

หนึ่งปีให้หลังพิธีอภิเษก สมรสของ เจ้าชาย วิลเลียมและเคต มิดเดิลตัน กล่าวได้ว่ากระแสนิยมราชวงศ์หวนกลับมาอีกเพราะงานนี้ สินค้าที่ระลึกอย่างเป็นทางการจริงๆ แล้ว ได้แก่ ผ้าเช็ดมือ 30,000 ผืน เหยือกน้ำ 15,000 ใบและกล่องใส่ยา 14,000 ใบ

นางนูอาลา แม็กเกอร์ตี ผู้บริหารสินค้าที่ระลึกราชวงศ์เผยกับเอเอฟพีว่า พิธีเสกสมรสได้รับความสนใจมากแล้ว แต่เหตุการณ์นี้กระแสดีกว่า เราขายสินค้าออนไลน์ให้กับลูกค้าในอเมริกาเหนือและประเทศในเครือจักรภพได้ เยอะมาก ประชาชนอยากเป็นเจ้าของสินค้าที่ระลึกเพื่อเอาไว้เป็นมรดกให้ลูกหลาน ทำให้สินค้ามีคุณค่าสูงขึ้น




อย่างไรก็ตาม สินค้าที่ระลึกเหล่านี้อาจไม่ใช่จุดสนใจของนักสะสมเก็งกำไรอีกต่อไป

นาย เจมส์ กรินเตอร์ จากรีแมน แดนซี บริษัทประมูลสินค้าของสะสม กล่าวว่า การซื้อของที่ระลึกเพื่อลงทุนไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นแล้วเพราะของเหล่านี้ ผลิตจำนวนมาก ควีนทรงครองราชย์มายาวนาน สินค้าที่ระลึกมีเยอะและมูลค่าตกลงเรื่อยๆ ไม่เหมือนของที่ระลึกเกี่ยวกับเจ้าหญิงไดอาน่าซึ่งมีคนนิยมสะสมมากกว่า

ด้าน ศูนย์วิจัยตลาดค้าปลีกประเมินว่าผู้บริโภคจะใช้จ่ายเงิน 307 ล้านปอนด์ หรือราว 15,000 ล้านบาทเพื่อซื้อสินค้าที่ระลึกช่วงหน้าร้อนนี้ที่มีงานช้างชนกัน 2 งาน คือ ควีนครองราชย์ 60 ปี กับมหกรรมกีฬาโอลิมปิก

อีกทั้งใช่ว่า เป็นสินค้าที่ระลึกเกี่ยวกับการฉลอง 60 ปีควีนแล้วจะขายได้เสมอไปเพราะสินค้าในย่านช็อปปิ้งบนถนนออกซ์ฟอร์ดในกรุง ลอนดอนซึ่งเป็นสินค้าเถื่อน ผลิตจากที่อื่น แม้จะราคาถูก แต่ขายไม่ออก

กลับ กันสินค้าคุณภาพดีแต่ราคาสูงกลับขายดิบขายดี ตัวอย่างเช่น เอมมา บริดจ์วอเตอร์ บริษัทผู้ผลิตเครื่องกระเบื้องราคาแพงคาดว่าจะทำรายได้ถึง 1.5 ล้านปอนด์ หรือราว 75 ล้านบาท โดยชี้ว่าความต้องการซื้อหาแซงหน้าของที่ระลึกงานอภิเษกสมรสวิลเลียม-เคต เสียอีก

ด้านห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่อย่างมาร์กส์แอนด์สเปน เซอร์ก็ออกไลน์สินค้าสุภาพสตรีประเภทกางเกงชั้นใน พนักงานในห้างกล่าวว่า ขายได้ช้าแต่ขายได้ชัวร์

'บรรยากาศเหมือนก่อนหน้าพิธีเสก สมรส ไม่กี่สัปดาห์ก่อนถึงวันงานยังไม่มีใครสนใจซื้ออะไร แต่พอหนึ่งวันก่อนถึงงานแล้วทุกคนต่างกว้านซื้อของกันเป็นบ้าเป็นหลังที เดียว' พนักงานห้างกล่าว

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-06-02 10:39:29


ความเห็นที่ 16 (1462800)

รักหวานสองฝั่งโลก ราชพิธีสมรสแห่งปี 54



ราชพิธีหวานชื่นปรากฏพร้อมกันในปี 2554 ทั้งฝั่งโลกตะวันตกและตะวันออก

เมื่อเจ้าชายวิลเลียม รัชทายาทลำดับที่ 2 แห่งราชวงศ์วินด์เซอร์ เสกสมรสกับเคต มิดเดิลตัน พระสหายที่ผันมาเป็นคนรัก

ทำให้คำว่า Royal Wedding ขึ้นแท่นอันดับ 1 คำค้นหาในกูเกิ้ลของอังกฤษประจำปี 2554

ส่วนองค์จิกมี กษัตริย์หนุ่มแห่งภูฏาน อภิเษกสมรสกับเจตซุน เพมา หญิงในรักแรกพบของพระองค์ ด้วยถ้อยคำรักโรแมนติก "จะมีราชินีเพียงหนึ่งเดียว"

ทำให้ตำนานรักโลกบุรพาทิศหวานไม่แพ้กัน

สิ่งที่เหมือนกันของเจ้าสาวทั้งสองก็คือต่างเป็นสามัญชนที่ก้าวสู่ "เจ้าหญิง" ดุจเทพนิยาย "ซินเดอเรลล่า"

ทั้งยังเป็นซินเดอเรลล่ายุคใหม่ ซึ่งจะเป็นที่จับตาของโลกจากนี้ไป

วิล & เคต

มหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูว์ ในแคว้นสกอตแลนด์ ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังเท่ากับออกซ์ ฟอร์ด หรือเคมบริดจ์ สถาบันการศึกษาชั้นนำของโลกในอังกฤษ

แต่เจ้าชายวิลเลียม ทรงเลือกสถาบันแห่งนี้ศึกษาต่อในวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ

และที่นี่เจ้าชายหนุ่มทรงพบรักกับหญิงสาวที่กลายมาเป็นคู่ชีวิตในตอนนี้

เคต มิดเดิลตัน ผู้มีนามสกุลซึ่งบังเอิญตอกย้ำเป็นนัยๆ ว่า ′ชนชั้นกลาง′ เป็นลูกสาวคนโตของสาม พี่น้องในครอบครัว

พ่อเคยเป็นกัปตันสายการบินในช่วงที่แม่เป็นแอร์โฮส เตส ต่อมาทั้งสองทำธุรกิจสินค้างานปาร์ตี้จากเมืองชนบทในเขตบาร์กเชียร์ ทางตอนใต้ของอังกฤษ

แม้จะมีฐานะร่ำรวยเข้าขั้นเศรษฐี เคตไม่มีเชื้อสายสืบทอดจากตระกูลสูงศักดิ์

แต่ด้วยความประพฤติที่เรียบร้อย สง่างาม ไม่เคยมีข่าวเสียๆ หายๆ ให้ขายหน้า ราชวงศ์วินด์เซอร์ค่อยๆ เปิดรับ ′สาวผู้กุมหัวใจวิลเลียม′ ในที่สุด



เจ้าชายวิลเลียมทรงสวมแหวนหมั้นไพลินล้อมเพชรน้ำงาม ของเจ้าหญิงไดอาน่า พระมารดา เป็นการตีตราจองเคตเมื่อปีก่อน

กระทั่งมาถึงวันที่ราชรถลิมูซีนสีขาวครีม ได้ฤกษ์เทียบท่าหน้าวิหารเวสต์มินสเตอร์ เมื่อ 29 เม.ย.2554

ผู้คนทั่วโลกจดจ้องต่อการปรากฏตัวของ ′ซินเดอเรลล่า 2011′ แบบนาทีต่อนาที

เมื่อรองเท้าส้นสูงสีขาวก้าวลงจากรถ เผยให้เห็นชุดราตรีผ้าซาตินสีงาช้างประดับลูกไม้ ซึ่งกลายเป็นปรากฏการณ์ "ก๊อบ***" ลอกเลียนแบบไปทั่วโลก

ขณะที่ ′พิปปา′ฟิลิปปา มิดเดิลตัน น้องสาวคนสวยของเคต เจ้าของฉายา ′เฮอร์ รอยัล ฮอตเนส′ กลายเป็นขวัญใจสื่อมวลชนอังกฤษนับตั้งแต่วันนั้น ถึงขั้นมีกระแสจับคู่กับ ′เจ้าชายแฮร์รี่′ ขวัญใจสาวๆ ทั่วโลก

ไฮไลต์แห่งวันวิวาห์ที่ช่างภาพรัวชัตเตอร์ไม่ยั้ง เป็นนาทีจุมพิตของคู่บ่าวสาววัย 29 "วิล & เคต" บนหน้ามุขพระราชวังบักกิ้งแฮม

สื่อมวลชนต่างเปรียบเทียบกับช็อตจุมพิตประวัติ ศาสตร์ของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และเจ้าหญิงไดอาน่า ในมุมบวกว่า คู่หนุ่มสาวจะไม่ซ้ำรอยรุ่นพ่อแม่ เพราะมีพื้นฐานความรักที่ผ่านการทดสอบมานานกว่า 8 ปี

สำหรับสาวเคตโดนเปรียบเทียบกับเจ้าหญิงไดอาน่ามาตลอด โดยเฉพาะบทบาทผู้นำ ′แฟชั่น′ โดยเคตเน้นสไตล์เสื้อผ้าแบรนด์ธรรมดา ราคาไม่แพง แต่ ′มิกซ์ แอนด์ แมตช์′ จนดูดีมีสง่าสมศักดิ์ศรีดัชเชสได้อย่างน่าอัศจรรย์

ในปีนี้คู่รักสุดฮอตแห่งราชวงศ์เริ่มเสด็จเยือนต่างประเทศแล้วที่แคนาดาและสหรัฐอเมริกา

ส่วนปีหน้า ดยุกและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์จะเสด็จเยือนมาเลเซีย สิงคโปร์ และหมู่เกาะโซโลมอน เพื่อฉลองวโรกาสที่ควีนทรงครองราชย์ครบ 60 ปี

ในฐานะผู้แทนพระองค์ที่ผู้คนตั้งตารอ

องค์จิกมี & เจตซุน

ข้ามทวีปมายังคู่สวีตสุดโรแมนติกที่ทำให้คนทั่วทั้งโลกต้องตาร้อนผ่าว กับรักหวานๆ กระชุ่มกระชวยหัวใจส่งท้ายปี

สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก และสาวเจตซุน เพมา

ต้นตำรับรักแรกพบของ ′ว่าที่กษัตริย์จิกมี′ กับ ′ด.ญ.เจตซุน เพมา′ ที่วิ่งเล่นอยู่ในอาณาเขตวังตั้งแต่ยังเด็ก ด้วยหน้าตาจิ้มลิ้ม

คำพูดไร้เดียงสาของเด็กหญิงวัย 7 ขวบว่า "หม่อมฉันจะตามพระองค์ไปทุกแห่งหน" ทำให้หัวใจเจ้าชายในวัย 17 ปีเอ่ยคำมั่นสัญญาว่า "โตขึ้นเราแต่งงานกันนะ"

แม้จะเป็นรักต่างชนชั้นของมกุฎราชกุมาร ผู้สืบทอดบัลลังก์ต่อจาก สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก พระราชบิดากับลูกสาวเจ้าเมืองธรรมดาสามัญชน

แต่กษัตริย์จิกมีกลับ ประกาศว่า เจตซุนคือหญิงสาวที่จะขอครองคู่ด้วยเท่านั้น

พระองค์ทรงมองข้ามประเพณีนิยมที่เจ้าอาณา จักรภูฏานมีชายาได้ถึง 4 พระองค์ และยังยืนยันหนักแน่นว่า "มีเจตซุนเพียงคนเดียวก็เกินพอ เพราะเธอเป็นได้ทั้งที่ปรึกษาปัญหาราชการ และเรื่องหัวใจ"

พระราชพิธีอภิเษกสมรสซึ่งสืบทอดมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ถือฤกษ์ดีในวันที่ 13 ตุลาคม ณ วิหารศักดิ์สิทธิ์

กษัตริย์จิกมีในฉลองพระองค์สีชมพูอ่อนปักลายดอกไม้ กับผ้าคลุมพระวรกายสีเหลืองสดใส ประทับบนบัลลังก์ทองเบื้องหน้า เจ้าสาวเจตซุน ที่สวมชุดกระโปรงผ้าไหมหลากสี เสื้อคลุมสีทองอ่อนประดับแถบสีแดงที่ปลายแขนเสื้อ รับกับผมยาวสลวยสีดำขลับ ตัดกับใบหน้าสวยสง่าราวภาพเขียน

โดยเฉพาะเมื่อได้รับการสถาปนาเป็นราชินี ด้วยมงกุฎเนื้อไหมปักลายที่ทรงออกแบบให้เองเป็นการพิเศษ เพื่อให้เหมาะเจาะเคียงคู่กับมงกุฎกษัตริย์สีแดงเข้มของพระองค์

แม้งานพิธีการจะยิ่งใหญ่ และเปี่ยมด้วยมนต์ขลังทางอารยธรรม แต่ไฮไลต์ที่ใครๆ จำติดตาตรึงใจมิรู้ลืม กลับเป็นภาพจุมพิตในวันเฉลิมฉลองพระราชพิธีอภิเษกสมรส

ราชาราชินีแห่งภูฏานพระราชทานรับสั่งต่อหน้าพสกนิกรเป็นครั้งแรก กษัตริย์จิกมีทรงจับมือราชินีเจตซุนเป็นระยะๆ เพื่อให้กำลังใจแก่พระชายาที่รู้สึกประหม่า

ทั้งรอยยิ้ม สีพระพักตร์ และสายพระเนตรที่จ้องมองกัน ล้วนแสดงออกถึงความรักเต็มพระราชหฤทัยของทั้งคู่ได้เกินคำบรรยายใดๆ

ยิ่งองค์จิกมีตรัสว่า "โอกาสเช่นนี้เราอยากจุมพิตพระราชินี" ก่อนโน้มพระวรกายลงเพื่อประทับรอยจูบเบาๆ บนแก้มของคนรักถึง 2 ครั้ง ทั้งยังจุมพิตที่พระโอษฐ์ขององค์ราชินีเป็นโบนัสชุดใหญ่แถมท้ายให้แก่ราษฎร ที่ร่วมแซ่ซ้องด้วยความปีติ

ทั้งกษัตริย์จิกมี และราชินีเจตซุน จึงกลายเป็นคู่บารมีที่อยู่ในความสนใจอย่างต่อเนื่อง เมื่อ เสด็จฯ อินเดียเป็นประเทศแรก ต่อด้วยประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทรงเข้าเฝ้าฯ สมาชิกราชวงศ์ดอกเบญจมาศ

จากนั้นเสด็จฯ มาประเทศไทย เพื่อให้กำลังใจผู้ประสบอุทกภัย และทรงอวยพรให้เหตุการณ์ผ่านพ้นไปโดยเร็ว รวมทั้งขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มครองคนไทย

และเสด็จฯ ต่อไปยังสหราชอาณาจักร โดยมี เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ และดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์ทรงต้อนรับ

องค์จิกมี และราชินีเจตซุน ทรงเข้าร่วมงานงานกุศลของมูลนิธิในราชูปถัมภ์เพื่อสิ่งปลูกสร้าง เป็นอันปิดท้ายโปรแกรมเวิลด์ทัวร์ของคู่รักผู้นำแห่งภูฏาน
 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-12-29 13:09:57


ความเห็นที่ 15 (1453024)

กฎรัชทายาทอังกฤษ เข้าสู่ยุคเท่าเทียมทางเพศ

สกู๊ปพิเศษ



1.ภาพประวัติศาสตร์

2.พระเจ้าจอร์จที่ 6 ไม่มีพระราชโอรส

3.เคต กับเจ้าชายวิลเลียม

หลังจากราชวงศ์ยุโรปอื่นๆ ปรับเปลี่ยนกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชบัลลังก์ไปนานแล้ว ในที่สุดเครือจักรภพอังกฤษก็ไม่ปฏิเสธความเปลี่ยนแปลงนี้

เป็นการเปลี่ยนแปลงด้าน "ความเท่าเทียมทางเพศ"

ในการประชุมสุดยอดผู้นำเครือจักรภพอังกฤษ 16 ประเทศ ที่เมืองเพิร์ธ ประเทศ ออสเตรเลีย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประชุมเห็นชอบร่วมกันโดยไร้ข้อโต้แย้ง ให้ราชวงศ์วินด์เซอร์ของอังกฤษเปลี่ยนกฎการสืบราชสันตติวงศ์ที่ใช้มานานกว่า 300 ปีได้

โดยให้สิทธิ์รัชทายาททั้งชายและหญิงขึ้นครองราชย์ได้เท่าเทียมกัน

นายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ อธิบายถึงผลการเปลี่ยนกฎนี้ด้วยการยกตัวอย่างว่า เมื่อเจ้าชายวิลเลียมและเคต พระชายา มีรัชทายาทพระองค์แรก ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย รัชทายาทองค์นั้นจะเป็นผู้สืบราชสันตติวงศ์ต่อไป

จากเดิมที่ราชวงศ์วินด์เซอร์กำหนดให้สิทธิ์ ผู้สืบราชสมบัติแก่พระโอรสก่อน

เช่น ในสมัยพระนางเจ้าวิกตอเรีย รัชทายาทองค์แรกของพระองค์เป็นสตรี พระนามเดียว กันว่า วิกตอเรีย

แต่ผู้สืบราชบัลลังก์กลับเป็นรัชทายาทองค์ ที่ 2 ซึ่งเป็นพระราชโอรส ทรงขึ้นเป็นกษัตริย์ เอ็ดเวิร์ดที่ 7 ในเวลาต่อมา

กฎมณเฑียรบาลของอังกฤษอายุ 300 ปีนี้เพียงเปิดช่องไว้ว่า หากกษัตริย์หรือราชินีผู้เป็นประมุขไม่มีพระราชโอรสเลย จึงจะให้สิทธิ์แก่พระราชธิดาองค์โต

กรณีนี้ใช้มาแล้วในสมัยของพระเจ้าจอร์จที่ 6 ที่ทรงไม่มีพระราชโอรส ราชบัลลังก์จึงตกเป็นของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 ประมุขแห่งสหราชอาณาจักรองค์ปัจจุบัน

"การให้พระโอรสที่อ่อนชันษากว่าเป็นผู้สืบราชบัลลังก์แทนที่จะเป็นพระธิดาที่มีชันษามากกว่า เพียงเพราะความเป็นผู้ชายนั้น ไม่เป็นที่ยอมรับอีกแล้ว" นายคาเมรอนกล่าว

ด้าน นางจูเลีย กิลลาร์ด นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของออสเตรเลียในฐานะประธานในที่ประชุม กล่าวยินดีกับการตัดสินใจนี้เช่นกัน

"ความเปลี่ยนแปลงนี้ดูตรงไปตรงมาทีเดียว แต่ความตรงไปตรงมาที่ตรงกับความคิดของคนรุ่นใหม่นี้ ก็ไม่ได้หมายความว่า เราประเมินค่าของกฎในอดีตต่ำกว่าแต่อย่างใด" นายกรัฐมนตรีหญิงกล่าว

ในรายงานของสื่อมวลชนอังกฤษ รัฐบาลอังกฤษเริ่มกระบวนการทบทวนกฎสืบราชสันตติวงศ์นี้มาพักใหญ่แล้ว ก่อนที่เจ้าชายวิลเลียม ผู้ดำรงตำแหน่งรัชทายาทลำดับที่ 2 ต่อจากเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เสกสมรสกับน.ส.เคต มิดเดิลตัน ในเดือนเมษายนปีนี้

มีคำถามว่า หากรัชทายาทของเจ้าชายวิลเลียมเป็นสตรีจะทำอย่างไร ยิ่งหากมีพระโอรสเป็นองค์ต่อมาจะจัดลำดับอย่างไร ในช่วงที่สังคมเข้าสู่ยุคของความเท่าเทียมทางเพศ

หลังจากสมัยของเจ้าหญิงแอนน์ พระธิดาของควีน อลิซาเบธที่ 2 ซึ่งทรงสถานะเป็น "น้อง" ของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ แต่เป็น "พี่" ของเจ้าชาย แอนดรูว์และเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด กลับถูกจัดให้ไปอยู่ในสายสืบราชบัลลังก์ที่อยู่ท้ายสุด ต่อจากพระอนุชาทั้งสอง

นอกจากนี้ ยังมีกฎมณเฑียรบาลข้ออื่นที่จะปรับเปลี่ยนแก้ไขด้วย ได้แก่ ข้อห้ามว่า มกุฎราชกุมาร หรือมกุฎราชกุมารีเสกสมรสกับผู้นับถือศาสนาอื่นใดก็ได้ ยกเว้นโรมันคาทอลิก ซึ่งเป็นกฎดั้งเดิมในอดีตช่วงที่อังกฤษเกิดศึกพิพาททางศาสนาและการเมืองในยุโรป

กรณีนี้ รัฐบาลอังกฤษเริ่มหารือถึงการแก้ไขตั้งแต่ปี 2542 สมัยที่กอร์ดอน บราวน์ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่รัฐบาลตอนนั้นไม่มีเวลาที่จะจัดการเรื่องให้จบ

ขณะที่สำนักพระราชวังบักกิงแฮมจะไม่แสดงความเห็นใดๆ ในประเด็นการเมืองเช่นนี้ และปล่อยให้เป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะจัดการเอง

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-11-01 09:12:55


ความเห็นที่ 14 (1425733)

“เจ็ตซุน พีมา” สาวสามัญชนผู้กุมหัวใจ “ราชาจิกมี”
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 28 พฤษภาคม 2554 01:17 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น



ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ทำเอาสาวน้อยสาวใหญ่ในเมืองไทยปลาบปลื้มระคนใจหายกันไปหลายวัน เมื่อสำนักพระราชวังภูฏานประกาศว่า สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เกเซอร์ นัมเกล วังชุก หรือ “เจ้าชายจิกมี” ที่คนไทยรู้จักกันดี ได้ทรงประกาศหมั้นหมายกับหญิงสาวสามัญชน และจะเข้าพิธีราชาภิเษกสมรสในเดือนตุลาคมนี้
       
       กษัตริย์หนุ่มจากแดนไกลผู้นี้ทรงเป็นที่คลั่งไคล้และชื่นชมในหมู่ชาวไทยมานาน ตั้งแต่เมื่อครั้งที่เสด็จมาร่วมพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อปีเดือนมิถุนายน ปี 2549 ด้วยพระสิริโฉมที่หล่อเหลาอินเทรนด์ ประกอบกับพระจริยวัตรอันงดงาม อ่อนน้อม และเป็นกันเองอย่างยิ่ง จึงทำให้เกิดกระแส “จิกมี ฟีเวอร์” อยู่พักใหญ่ และทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยอยากจะรู้จัก และไปเยือน “ภูฏาน” ให้ได้สักครั้งในชีวิต
       
       วันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศทั่วโลกรายงานว่า สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เกเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งภูฏาน ทรงประกาศต่อที่ประชุมรัฐสภาเรื่องที่ทรงหมั้นหมายกับหญิงสาววัย 21 ปีนาม “เจ็ตซุน พีมา” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะมีพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสภายในเดือนตุลาคมนี้
       
       พระราชดำรัสที่สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เกเซอร์ นัมเกล วังชุก พระราชทานต่อพระบรมวงศานุวงศ์และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในพิธีเปิดการประชุมรัฐสภาครั้งที่ 7 ณ กรุงทิมพู มีใจความส่วนหนึ่ง ดังนี้
       
       “ในฐานะพระมหากษัตริย์ ถึงเวลาแล้วที่ข้าพเจ้าจะต้องอภิเษกสมรส และหลังจากที่คิดใคร่ครวญอย่างรอบคอบแล้ว ข้าพเจ้าเห็นว่า พิธีดังกล่าวควรจัดขึ้นในปีนี้
       
       “หลายท่านคงมีความคิดเห็นในใจแล้วว่า พระราชินีควรจะมีบุคลิกอย่างไรบ้าง เธอต้องเป็นสตรีที่สะสวย ฉลาดหลักแหลม และสง่างามอีกด้วย ทว่าข้าพเจ้าเชื่อว่า ด้วยเวลาและประสบการณ์ คนเราย่อมสามารถเติบโตขึ้นเป็นผู้ที่มีพลัง ไม่ว่าจะมาจากชนชั้นใดก็ตาม ขอเพียงมีความเพียรพยายามอย่างเหมาะควรเท่านั้น สำหรับพระราชินีแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดในฐานะปัจเจกบุคคลก็คือ ต้องเป็นคนดี และในฐานะพระราชินี ก็ต้องมีความมุ่งมั่นไม่ท้อถอย ที่จะรับใช้ประเทศชาติและประชาชน
       
       “สำหรับผู้ที่จะมาเป็นราชินีนั้น ข้าพเจ้าได้พบสตรีที่มีคุณสมบัติดังกล่าวแล้ว เธอชื่อ เจ็ตซุน พีมา แม้ว่าเธอจะอายุยังน้อย แต่มีบุคลิกที่อบอุ่น จิตใจดีงาม ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ เมื่อผนวกกับความรู้ความสามารถที่เธอจะได้รับต่อไปในภายภาคหน้า เมื่อมีอายุและประสบการณ์มากขึ้น ย่อมจะทำให้เธอเป็นข้ารับใช้ที่ดีของประเทศชาติได้
       
       "เจ็ตซุน เป็นคนจิตใจดี คอยสนับสนุนข้าพเจ้าตลอดเวลา และเป็นผู้ที่ข้าพเจ้าไว้วางใจที่สุด ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าประชาชนจะรู้สึกอย่างไรกับเธอบ้าง แต่เธอคือคนที่ใช่สำหรับข้าพเจ้า
       
       “การแต่งงานครั้งนี้มิได้หมายความว่า ข้าพเจ้าจะสร้างครอบครัวเป็นของตนเอง เพราะตั้งแต่วันแรกที่ข้าพเจ้าขึ้นครองราชย์ ชาวภูฏานทั้ง 20 ชนเผ่าก็เป็นเสมือนครอบครัวของข้าพเจ้า และสิ่งนี่ถือเป็นหน้าที่และเอกสิทธิ์ของพระราชาธิบดีแห่งภูฏานทุกพระองค์ การอภิเษกสมรสในครั้งนี้จะทำให้ข้าพเจ้ามีพระราชินี ซึ่งจะคอยสนับสนุน ตลอดจนทำงานรับใช้ประเทศชาติและประชาชนร่วมกับข้าพเจ้า
       
       “พิธีราชาภิเษกสมรสจะจัดตามราชประเพณีโบราณของภูฏาน เพื่อให้ทวยเทพยดาทั้งปวงร่วมอำนวยพรแก่เรา แต่ข้าพเจ้าขอให้รัฐบาลอย่าจัดพิธีให้ใหญ่โตนัก เพราะความสุขของพระราชบิดาที่ข้าพเจ้ารัก และคำอวยพรจากพสกนิกรชาวภูฏาน ก็ทำให้ข้าพเจ้ามีความสุขอย่างที่สุดแล้ว”
       
       เจ็ตซุน พีมา ว่าที่ “ราชินีสามัญชน”
       
       แม้สำนักพระราชวังภูฏานจะยังไม่เผยแพร่ประวัติโดยละเอียดของพระคู่หมั้นในสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ทว่าสื่อต่างประเทศได้รายงานว่า หญิงสาวผู้โชคดีรายนี้มีนามว่า เจ็ตซุน พีมา (Jetsun Pema) เกิดเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ปี 1990 ที่เมืองทิมพู เป็นธิดาคนที่ 2 ของนาย โทนทัป กยัลเชน (Dhondup Gyaltshen) ผู้เป็นหลานชายของ ทราชิกัง ซองปอน โดโปลา (Trashigang Dzongpon Dopola) กับนาง โซนัม ชูกี (Sonam Chuki) ชาวเมืองบุมทังพังตี มีพี่น้องรวมทั้งหมด 5 คน
       
       เจ็ตซุน รับการศึกษาชั้นต้นจากโรงเรียนชางกังคาและโรงเรียนลังเทนแซมปาในกรุงทิมพู จากนั้นจึงเดินทางไปศึกษาต่อที่โรงเรียนคอนแวนต์เซนต์โจเซฟ เมืองคาลิมปง รัฐเบงกอลตะวันตกของอินเดีย ก่อนจะย้ายไปเข้าเรียนชั้นเกรด 11-12 ที่โรงเรียนมัธยมลอว์เรนซ์ เมืองซานาวาร์ รัฐหิมาจัลประเทศ ซึ่งเป็นสถานศึกษาเก่าแก่ที่ก่อตั้งมานานกว่า 160 ปี
       
       ปัจจุบัน เจ็ตซุน วัย 21 ปี เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัย รีเจนต์ส คอลเลจ ในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร
       
       ดอร์จี วังชุก เจ้าหน้าที่ฝ่ายสารสนเทศของสำนักพระราชวังภูฏาน เปิดเผยว่า สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ทรงรู้จักกับนักศึกษาชาวทิมพูผู้นี้ “มาได้ระยะหนึ่งแล้ว” และเธอก็มีโอกาสตามเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมเยียนประชาชนในสถานที่ต่างๆทั่วประเทศ
       
       เชอริง ทอบเกย์ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านภูฏาน กล่าวถึงว่าที่พระราชินีว่า เป็นคนไม่ถือตัว อัธยาศัยดี และมีรูปโฉมงดงาม ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมีกับสาวน้อยผู้นี้ แม้ไม่ได้ประกาศต่อสาธารณชนอย่างเต็มที่ ทว่าก็ไม่ได้ปิดบังแต่อย่างใด
       
       ทันทีที่ข่าวการหมั้นหมายถูกเผยแพร่ออกไป สื่อแดนภารตะหลายสำนักก็ประโคมข่าวว่า พระคู่หมั้นของกษัตริย์ภูฏานมีสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับอินเดีย โดยตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ครูหลายคนจากโรงเรียนมัธยมลอว์เรนซ์ ซึ่ง เจ็ตซุน เคยศึกษาอยู่ระหว่างปี 2006-2008
       
       ดีปัก บาฮูกูนา ครูโรงเรียนมัธยมลอว์เรนซ์ซึ่งเคยสอน เจ็ตซุน ให้สัมภาษณ์กับสื่ออินเดียว่า ว่าที่พระราชินีแห่งภูฏานเป็นคนเรียบง่าย และไม่เคยโอ้อวดว่ามีความใกล้ชิดกับพระราชวงศ์ภูฏานเลยแม้แต่น้อย
       
       "เธอปฏิบัติตัวเหมือนนักเรียนทั่วๆไป และไม่เคยโอ้อวดว่ามีสายสัมพันธ์กับพระราชวงศ์ เรารู้แต่เพียงว่าเธอมาจากภูฏานเท่านั้น"
       
       "เราไม่คิดมาก่อนเลยว่า เด็กสาวรูปร่างสูงที่ดูไม่ต่างจากนักเรียนทั่วๆไป จะเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับกษัตริย์แห่งภูฏาน แน่นอนว่าทางโรงเรียนรู้สึกภาคภูมิใจมาก"
       
       ครูสอนภาษาองกฤษคนนี้เล่าด้วยว่า เจ็ตซุน เป็นเด็กเรียนดี ร่าเริงแจ่มใส และเชื่อฟังครูบาอาจารย์ เธอสื่อสารได้ดีทั้งภาษาฮินดีและภาษาอังกฤษ และสามารถเล่นกีฬาได้หลากหลายประเภท
       
       “เธอชอบเล่นบาสเก็ตบอล และยังได้เปรียบผู้แข่งขันคนอื่นๆ เพราะสูงถึง 5 ฟุต 10 นิ้ว เวลาเรียนเธอก็มีความตั้งใจดี เข้าใจอะไรได้ง่าย และให้ความร่วมมือกับทุกคนดีมาก... เธอเป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ ทำให้ทุกคนชื่นชอบเธอ”
       
       ไม่เพียงแต่สอนภาษาอังกฤษให้ เจ็ตซุน เท่านั้น บากูฮูนา ยังเป็นครูของ เซอร์เชน โดมา น้องสาวของ เจ็ตซุน ซึ่งกำลังเรียนอยู่ที่โรงเรียนมัธยมลอว์เรนซ์ด้วย
       
       “เป็นความบังเอิญที่ฉันได้สอนทั้ง เจ็ตซุน และ เซอร์เชน ตอนนี้เธออยู่ชั้น 12 และเคยเล่าให้ฉันฟังว่า พี่สาวจะแต่งงานกับกษัตริย์ภูฏานในเดือนตุลาคมนี้”
       
       อาร์เอส โชฮาน เจ้าหน้าที่โรงเรียนอีกคนหนึ่งซึ่งจำ เจ็ตซุน ได้ดี บอกว่า เธอชอบเข้าร่วมกิจกรรมนอกห้องเรียนเสมอ ทั้งยังเป็นสมาชิกวงดนตรีของโรงเรียน และเคยร่วมการแข่งขันเต้นรำแบบตะวันตกด้วย
       
       แม้ เจ็ตซุน จะไม่ได้ติดต่อกับทางโรงเรียนอีกเลยหลังจบการศึกษา ทว่า บากูฮูนา ก็อยู่หวังลึกๆว่าจะได้รับบัตรเชิญให้ไปร่วมพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ระหว่างสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมีกับศิษย์เก่าของเธอด้วย
       
       เว็บไซต์ ไทม์ส ออฟ อินเดีย ก็ได้รายงานบทสัมภาษณ์ของ นีลัม ทาห์ลัน ครูโรงเรียนลอว์เรนซ์อีกคนหนึ่งซึ่งเผยด้วยความปลื้มปีติว่า ตอนนี้ทั้งโรงเรียนกำลังตื่นเต้นกับข่าวการหมั้นของ เจ็ตซุน กับ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏาน เนื่องจากหญิงสาวผู้นี้เคยเข้าเรียนเกรด 11 ที่โรงเรียน เมื่อวันที่ 13 เมษายน ปี 2006 และจบเกรด 12 เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2008 โดยระหว่างที่ศึกษาอยู่ เจ็ตซุน ลงเรียนหลายสาขาวิชา ทั้งภาษาอังกฤษ, ประวัติศาสตร์, ภูมิศาสตร์, เศรษฐศาสตร์ และการวาดภาพ
       
       ในวันจบการศึกษา เจ็ตซุน กล่าวสุนทรพจน์ถึงทุกคนที่โรงเรียนลอว์เรนซ์ว่า “ฉันกำลังเฝ้ามองอนาคตของตัวเอง แต่ตอนนี้สายตาฉันไม่ค่อยดี และลูกแก้วของฉันก็มืดมัวไปหมด เว้นแต่เมื่อมองย้อนไปในอดีตเท่านั้น ขอบคุณเมืองซานาวาร์ที่มอบความทรงจำดีๆแก่ฉัน”
       
       เชื่อเหลือเกินว่า หาก เจ็ตซุน พีมา มองดูลูกแก้วของเธออีกครั้งในวันนี้ คงจะเห็นภาพของสมเด็จพระราชินีโฉมงาม ผู้เป็นคู่บุญบารมีของกษัตริย์จิกมีแห่งภูฏานเป็นแน่แท้
       
       ชาวภูฏานปลื้มปีติทั้งแผ่นดิน
       
       ข่าวอันเป็นมหามงคลนี้ได้สร้างความปลื้มปีติแก่ชาวภูฏานทั่วทั้งประเทศ และจะเป็นอีกหนึ่งพิธีอภิเษกสมรสของราชวงศ์ที่ถูกจัดขึ้นในปีนี้ หลังจากพระราชพิธีเสกสมรสระหว่างเจ้าชายวิลเลียมแห่งอังกฤษ กับ น.ส. แคทเธอรีน มิดเดิลตัน ที่เป็นข่าวดังไปทั่วโลก เมื่อวันที่ 29 เมษายน ที่ผ่านมา ส่วนเจ้าชายอัลเบิร์ตที่ 2 แห่งโมนาโก ก็ทรงมีกำหนดการเสกสมรสกับ น.ส.ชาร์ลีน วิตต์สต็อก อดีตแชมป์ว่ายน้ำชาวแอฟริกาใต้ ในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้
       
       อย่างไรก็ตาม แม้พระราชพิธีอภิเษกสมรสในเดือนตุลาคม อาจไม่มีสื่อมวลชนทั่วโลกเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด ทว่าจะเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับชาวภูฏาน ซึ่งให้ความเคารพรักต่อสถาบันกษัตริย์ของตนอย่างสูงสุด
       
       จิกมี วาย ทินลีย์ นายกรัฐมนตรีแห่งภูฏาน กล่าวแสดงความปลื้มปีติต่อข่าวมหามงคลนี้ โดยระบุว่า สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมีทรงเติมเต็มความปรารถนาของพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ซึ่งรอจะได้เห็นงานอภิเษกสมรสของพระองค์ เพื่อรับรองการสืบสายสันตติวงศ์แห่งราชวงศ์วังชุก ขณะที่ ซังเกย์ ดูบา เจ้าหน้าที่ระดับสูงของภูฏาน ก็ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศว่า ข่าวการหมั้นหมายของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมีกลายเป็น "ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์" ที่ทำให้ชาวภูฏานทุกคนรู้สึกยินดีอย่างยิ่ง เนื่องจากสถาบันกษัตริย์ภูฏานมีการสืบสันตติวงศ์ตามสายพระโลหิต และการอภิเษกสมรสคราวนี้จะช่วยให้ประชาชนมั่นใจว่า ราชวงศ์วังชุกจะมีพระมหากษัตริย์สืบทอดในรุ่นต่อไป
       
       เชอริง ทอบเกย์ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านของภูฏาน ให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพีว่า ทันทีที่สมเด็จพระราชาธิบดีทรงมีพระราชดำรัสเรื่องการหมั้นหมาย ทุกคนในรัฐสภาต้องข่มใจอย่างยิ่งที่จะไม่โห่ร้องแสดงความยินดีออกมาอย่างพร้อมเพรียง และแม้ทุกคนจะปลาบปลื้มกับข่าวพระราชพิธีอภิเษกสมรสมากเพียงใด ทว่าการร้องรำทำเพลงอย่างเอิกเกริกบนท้องถนนก็ไม่ใช่ธรรมเนียมของชาวภูฏาน
       
       ด้าน ดอร์จี วังชุก เจ้าหน้าที่ฝ่ายสารสนเทศของสำนักพระราชวังภูฏานให้สัมภาษณ์ว่า แม้สมเด็จพระราชาธิบดีจะไม่ทรงมีพระประสงค์ให้จัดงานใหญ่โต เนื่องจากประเทศภูฏานมีทรัพยากรไม่มากนัก และทรงพอพระทัยพิธีการที่เป็นส่วนพระองค์มากกว่า ทว่าชาวภูฏานก็จะร่วมเฉลิมฉลองวโรกาสมหามงคลนี้อย่างแน่นอน
       
       ภูฏาน เป็นราชอาณาจักรเล็กๆบนแนวเทือกเขาหิมาลัย ตั้งอยู่ระหว่างจีนและอินเดีย มีประชากรราว 700,000 คน และเป็นดินแดนที่สันโดษมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ความเจริญในยุคโลกาภิวัฒน์คืบคลานเข้าสู่ดินแดนแห่งอย่างช้าๆ โดยเพิ่งมีการตัดถนนหนทางและใช้สกุลเงินตรา “งุลตรัม” (Ngultrum) อย่างเป็นทางการในทศวรรษที่ 1960 และอนุญาตให้สื่อต่างประเทศเข้าไปทำข่าวได้เป็นครั้งแรกเมื่อปี 1974 แม้แต่อินเทอร์เน็ตและสื่อโทรทัศน์ก็เข้าถึงดินแดนแห่งนี้ได้เมื่อปี 1999 ที่ผ่านมานี้เอง
       
       นอกจากความสงบและสันโดษแล้ว ภูฏานยังขึ้นชื่อในเรื่องการจัดทำดัชนีความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness) เพื่อใช้เป็นมาตรวัดความก้าวหน้าและความกินดีอยู่ดีของประชาชน แทนการวัดความร่ำรวยด้วยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product) ดังที่ประเทศอื่นๆนิยมทำกัน นอกจากนี้ รัฐบาลภูฏานยังไม่สนับสนุนให้เปิดรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ทว่าจะอนุญาตเฉพาะนักท่องเที่ยวที่มีฐานะดีและเดินทางมาเป็นกลุ่มย่อยๆ เพื่อรักษาบรรยากาศที่เงียบสงบและเป็นธรรมชาติของภูฏานไว้ตลอดไป
       
       ************************************
        
       เจ้าชายในฝันจาก “แดนมังกรสายฟ้า”
        
       

       
       สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เกเซอร์ นัมเกล วังชุก เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ปี 1980 ณ พระราชวังเดเชนโชลิง กรุงทิมพู ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ในสมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี ซิงเย วังชุก และพระราชินี เชอริง ยังดอน มีพระกนิษฐาและพระอนุชาร่วมพระมารดาเดียวกัน 2 พระองค์ ได้แก่ เจ้าหญิงเดเชน ยังซอม และเจ้าชาย จิกมี ดอร์จี วังชุก
       
       หลังจากที่สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี ซิงเย วังชุก ทรงสละราชสมบัติพระราชทานแก่พระราชโอรสเมื่อปี 2006 มกุฎราชกุมาร จิกมี เกเซอร์ นัมเกล วังชุก จึงได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นกษัตริย์พระองค์ที่ 5 แห่งราชอาณาจักรภูฏาน เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ในปีเดียวกัน และมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ปี 2008 ขณะที่ทรงมีพระชนมายุเพียง 28 พรรษา นับเป็นพระมหากษัตริย์ที่พระชนมายุน้อยที่สุดในโลก
       
       สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เกเซอร์ นัมเกล วังชุก ทรงเป็นกษัตริย์หนุ่มที่เปี่ยมด้วยความรู้และพระปรีชาสามารถหลายด้าน ทรงศึกษาระดับมัธยมจนถึงปริญญาตรีที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อนจะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทสาขาการทูตและการเมือง จากวิทยาลัยแม็กดาเลน มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ในสหราชอาณาจักร เมื่อเสด็จนิวัติภูฏานแล้ว พระองค์ก็ได้ทรงงานต่างพระเนตรพระกรรณพระราชบิดา โดยเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปยังที่ต่างๆ และทรงเรียนรู้วัฒนธรรม การศึกษา ตลอดจนกิจกรรมขององค์กรเศรษฐกิจหลายแห่ง
       
       ด้วยพระอัจฉริยภาพอันเป็นเลิศ สภามหาวิทยาลัยรังสิตของไทยจึงได้ทูลเกล้าฯถวายปริญญาศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ แด่สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ปี 2549 ซึ่งขณะนั้นยังดำรงพระอิสริยยศเป็นมกุฎราชกุมารแห่งภูฏาน ส่วนมหาวิทยาลัยขอนแก่นก็ได้ทูลเกล้าฯถวายปริญญาวิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาส่งเสริมการเกษตร แด่พระองค์ด้วยเช่นกัน
       
       แม้จะทรงขึ้นทรงราชสมบัติได้ไม่นาน ทว่าสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมีก็ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของพสกนิกรทุกชนชั้น ด้วยพระอุปนิสัยอ่อนโยน ไม่ถือพระองค์ และการที่ทรงทุ่มเททั้งกำลังพระวรกายและพระสติปัญญา เพื่อสร้างประโยชน์สุขให้แก่ประชาชนชาวภูฏานโดยแท้จริง นอกจากนี้ยังทรงยึดมั่นในหลักประชาธิปไตยซึ่งพระราชบิดาทรงวางรากฐานไว้ และตัดสินพระทัยเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ในรัชสมัยของพระองค์เอง
       
       ในกระแสพระราชดำรัสครั้งแรกที่พระราชทานแก่ประชาชนหลังจากที่ทรงขึ้นครองราชย์ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมีทรงเผยพระปณิธานว่า จะปกป้องภูฏานจากอิทธิพลอันเลวร้ายของกระแสโลกาภิวัฒน์
       
       “สิ่งที่ข้าพเจ้าเป็นห่วงมากที่สุดก็คือ เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไป เราอาจสูญเสียค่านิยมดั้งเดิม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของประเทศและประชาชนชาวภูฏาน”
       
       สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมีทรงมีพระราชดำริว่า การสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยคือหน้าที่อันสำคัญยิ่งของชาวภูฏานในยุคนี้ และได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังสถานที่ต่างๆทั่วประเทศ เพื่อแนะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมเชิงประชาธิปไตย โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว โดยทรงเน้นย้ำว่า การเป็นพลเมืองประเทศเล็กๆยิ่งต้องมีความพากเพียร และทุกคนต้องมีส่วนช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวภูฏาน ทั้งในด้านการศึกษา ธุรกิจ และกิจการพลเรือน
       
       เมื่อครั้งเสด็จเยือนประเทศไทยเพื่อร่วมพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มกุฎราชกุมารจิกมีจิกมีทรงให้สัมภาษณ์ว่า รู้สึกปลาบปลื้มพระทัยในความจงรักภักดีของประชาชนชาวไทยที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และทรงยินดีอย่างยิ่งที่ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทย และได้รับทราบแนวทางพระราชดำริในการทำนุบำรุงและพัฒนาประเทศของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์เองจะทรงยึดเป็นแบบอย่างในการพัฒนาราชอาณาจักรภูฏานต่อไป
       
       **********************************
       
       “ทราชิ โช ซอง” ที่ทำงานกษัตริย์จิกมี
       
       

       
       ทราชิ โช ซอง (Trashi Chhoe Dzong) เป็นป้อมปราการสีขาวขนาดใหญ่ ที่ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำวังชู และเป็นหนึ่งในไฮไลต์ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาเยือนกรุงทิมพูไม่ควรพลาด เพราะที่นี่คือสถานที่ทำงานของสมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เกเซอร์ นัมเกล วังชุก และเป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการหลายแห่ง เช่น รัฐสภา, สำนักราชเลขาธิการ, กระทรวงมหาดไทยและวัฒนธรรม, กระทรวงการคลัง, สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, คณะกรรมาธิการความสุขมวลรวมประชาชาติ (จีเอ็นเอช) ตลอดจนองค์กรพุทธศาสนากลางแห่งภูฏาน
       
       คำว่า Dzong หมายถึง ป้อมปราการ นาม “Trashi Chhoe Dzong” จึงมีความหมายว่า “ป้อมปราการแห่งศาสนาอันรุ่งโรจน์”
 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-05-28 11:52:59


ความเห็นที่ 13 (1423925)

วันแม่โลก

คอลัมน์ รุ้งตัดแวง
สปาย-กลาส

วันอาทิตย์ที่สองของเดือนพฤษภาคมทุกปี หลายประเทศ เช่น สหรัฐ อังกฤษ จีน ฟิลิปปินส์ หรือพม่า กำหนดให้เป็นวันแม่ ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 8 พ.ค.

แม่ เป็นบุคคลสำคัญ แต่ทั่วโลกยังปล่อยให้แม่ตกระกำลำบากอย่างไม่น่าเชื่อ องค์กรเซฟ เดอะ ชิลเดร้น สำรวจคุณภาพชีวิตของแม่ทั่วโลกค้นหาประเทศที่ดีที่สุดและแย่ที่สุดมาตีแผ่ โดยแบ่งเป็นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว กำลังพัฒนา และด้อยพัฒนา

นอร์เวย์ ในกลุ่มพัฒนาแล้ว ครองแชมป์สวรรค์ของคนเป็นแม่ ที่นี่ผู้หญิงมีอายุขัยเฉลี่ย 83 ปี และได้รับการศึกษาภาคบังคับ 18 ปี แม่เกือบทุกคนมีทักษะ การเลี้ยงลูก มีเด็กเสียชีวิตก่อนวัย 5 ขวบน้อยมาก แค่ทุก 3 ใน 1,000 คน

รองลงมาคือออสเตรเลียและไอซ์แลนด์

ขณะ ที่ประเทศที่แย่ที่สุดคืออัฟกานิ สถาน ซึ่งเต็มไปด้วยสงครามกลางเมือง ผู้หญิงมีอายุขัยไม่ถึง 45 ปี โดยทุก 1 ใน 11 คนจะเสียชีวิตเพราะการตั้งครรภ์ และมีไม่ถึงครึ่งที่มีทักษะการเลี้ยงลูก เนื่องจากผู้หญิงได้รับการศึกษาน้อยกว่า 5 ปี

เด็กอัฟกันทุก 1 ใน 5 คนตายก่อนอายุ 5 ขวบ ส่วนเด็กที่รอด 1 ใน 3 เป็นโรคขาดสารอาหาร

คุณภาพ ชีวิตของแม่ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วย่อมดีกว่าประเทศด้อยพัฒนา แต่น่าสนใจว่า ในกลุ่มพัฒนาแล้ว 43 ประ เทศ สหรัฐอยู่อันดับที่ 31 ตกลงจากปีก่อน 3 อันดับ เพราะอัตราการตายของเด็กวัยต่ำกว่า 5 ขวบเพิ่มมากขึ้น อยู่ในระดับ 8 ใน 1,000 คน

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา อัตราการเสียชีวิตของเด็กทั่วโลกลดลงจาก 12 ล้านรายเหลือ 8 ล้านราย ซึ่งเซฟ เดอะ ชิลเดร้น ยกความดีให้พี่ใหญ่สหรัฐที่ให้ทุนสนับสนุนทำโครงการให้ความช่วยเหลือแม่และ เด็กในประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย

โดยเฉพาะการใช้โทรศัพท์มือถือเข้ามา เป็นเครื่องมือ ส่งผ่านข้อมูลความรู้ให้กับคุณแม่มือใหม่ เน้นในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เช่น อินเดีย บังกลาเทศ และแอฟริกาใต้

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2011-05-11 15:18:53


ความเห็นที่ 12 (1398538)

เจ้าชายวิลเลียม-เคต รักลงตัว-อภิเษกปีหน้า

สมเด็จ พระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 และดยุกแห่งเอดินเบอระ พระสวามี ทรงปลาบปลื้มยินดียิ่งที่ เจ้าชายวิลเลียม พระราชนัดดาองค์โต ทรงหมั้นกับ เคต มิดเดิลตัน แฟนสาวที่คบหากันมานาน 8 ปี ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย

ทั้งสองยังมีกำหนดเข้าพิธีอภิเษกสมรสในช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูร้อนปีหน้า

เจ้า ฟ้าชายชาร์ลส์ ในฐานะพระราชบิดาของเจ้าชายวิลเลียม ตรัสเช่นเดียวกันว่า ทรงตื่นเต้นยินดีอย่างยิ่ง หลังจากทรงเห็นว่า ทั้งสองคบหาดูใจกันมานาน

ด้านสื่อมวลชนอังกฤษต่างรายงานว่า ในที่สุดทั้งสองก็ลงเอยกันจนได้ หลังพสกนิกรชาวเมืองผู้ดีลุ้นกันมานาน มีข่าวกระพือหลายระลอก แม้แต่บริษัทผู้ผลิตของที่ระลึกถึงกับเคยทำสินค้าเป็นจานและถ้วยที่มีภาพคู่ ของทั้งสองออกมาแล้ว


นอก เหนือจากการตีพิมพ์พระฉายาลักษณ์เจ้าหญิงไดอาน่า สมัยเป็น "เลดี้ไดอาน่า" ในวันหมั้นและอภิเษกกับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เพื่อเปรียบเทียบถึงบรรยากาศแห่งความร่าเริงยินดีแล้ว ยังมีการย้อนตำนานรักของทั้งคู่ คร่าวๆ ดังนี้

ก.ย. 2544 เจ้าชายวิลเลียมพบกับเคต มิดเดิลตัน สาวจากครอบครัวชนชั้นกลาง ที่มหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูว์

มี.ค. 2545 เจ้าชายควักกระเป๋าเกือบหมื่นบาทจ่ายค่าตั๋วเข้าชมแฟชั่นโชว์ที่เคตเดินแบบในชุดกระโปรงลูกไม้สีดำ

ช่วงคริสต์มาส 2546 ข่าวลือสะพัดว่าทั้งคู่กำลังจีบกัน

มี.ค. 2547 ความรักเปิดเผยหลังจากมีรูปคู่ไปเล่นสกีด้วยกันที่กลอสเตอร์


ก.ค. 2548 ทั้งสองไปสวีตหวานวันพักผ่อนที่เคนยา

ม.ค. 2549 มีภาพของเจ้าชายจุมพิตเคต ระหว่างไปเล่นสกีที่เคนยาหลุดออกมาเป็นครั้งแรก

ธ.ค. 2549 เคตเปิดตัวครั้งสำคัญด้วยการไปร่วมเป็นสักขีพยานกับเจ้าชายในวันเรียนจบจากโรงเรียนนายร้อยแซนด์เฮิร์สต์

เม.ย. 2550 ทั้งคู่เผยว่าเลิกคบหากันแล้ว แต่ก็กลับมาคบหากันอย่างเงียบๆ ในไม่กี่สัปดาห์ต่อมา

ต.ค. 2550 มีภาพการกลับมาคบหากัน ปรากฏเป็นครั้งแรก

เม.ย. 2551 เคตไปร่วมพิธีฉลองจบการศึกษาของเจ้าชายวิลเลียมที่กองทัพอากาศ เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่เหนียวแน่นมั่นคงและ ได้รับความเห็นชอบจากผู้ใหญ่แล้ว

ม.ค. 2553 เคตไปร่วมฉลองวันเรียนจบเป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์ ขั้นสูงของเจ้าชายวิลเลียม ซึ่งทรงรับการประดับปีกจากเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์

ก.พ. 2553 เจ้าชายวิลเลียมตรัสว่า ขอให้คุณรออีกสักหน่อย เมื่อมีการทูลถามเกี่ยวกับพิธีอภิเษกสมรส

ต.ค. 2553 มีภาพถ่ายทั้งคู่ไปงานแต่งงานของพระสหายด้วยกัน ช่วยย้ำว่างานหมั้นของเจ้าชายคงจะเกิดขึ้นในเร็ววัน

16 พ.ย. ทั้งสองเปิดให้สื่อมวลชนถ่ายภาพที่พระราชวังเซนต์ เจมส์ โดยเจ้าชายวิลเลียมเผยว่า แหวนหมั้นไพลินวงนี้เป็นของ เจ้าหญิงไดอาน่า พระมารดาผู้ล่วงลับที่ทรงได้รับหมั้นเมื่อปี 2525

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-11-19 13:35:49


ความเห็นที่ 11 (1397510)

ครม.ถวายพระราชสมัญญา"ราชินี"พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ

วันที่ 09 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 เวลา 20:15:24 น.

 

 

ครม.เห็นชอบถวายพระราช สมัญญา"ราชินี"พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ เผยทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจนเป็นที่ประจักษ์ ทส.เตรียมประสานงานหน่วยงานต่างๆ ร่วมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติช่วงเดือนตุลาคม 2553-สิงหาคม 2554 

 นพ.มารุต มัสยวณิช รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ว่า ครม.เห็นชอบการถวายพระราชสมัญญา "พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ" แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในปีสากล แห่งความหลากหลายทางชีวภาพ ค.ศ.2010 ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ

 นพ.มารุตกล่าวว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมการอนุรักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนเป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนทั้งในและต่างประเทศ โดยมีผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมจากการดำเนินงานของหน่วยงานที่รับสนองพระราช ดำริ อาทิ การอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล และการสร้างปะการังเทียมเพื่อเป็นแหล่งอาศัยและเพิ่มประชากรสัตว์น้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเล รวมทั้งการฟื้นคืนความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ของประเทศ

ให้กลับมีความอุดมสมบูรณ์เป็นฐานทรัพยากรให้แก่ประชาชนได้ใช้ในการดำรง ชีวิต จึงสมควรได้รับการเฉลิมพระเกียรติและยกย่องในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงคุ้ม ครองความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ โดย ทส.จะประสานงานหน่วยงานต่างๆ ร่วมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติในประเทศ ระหว่างเดือนตุลาคม 2553 ถึงเดือนสิงหาคม 2554

 "การถวายพระราชสมัญญา พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นการแสดงกตเวทิคุณของรัฐบาลและปวงชนชาวไทยในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อ การคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ และเป็นการแสดงจุดยืนในอันที่จะเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้มีความมั่นคง ในการเป็นศูนย์รวมจิตใจและความรักความสามัคคีของคนในชาติ โดยการเสริมสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนมีความจงรักภักดีและปกป้องสถาบันพระมหา กษัตริย์สืบไป" นพ.มารุตกล่าว

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-11-09 21:01:01


ความเห็นที่ 10 (1396572)

เทิด'ราชินี' องค์อุปถัมภ์ไหมไทย

สมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานเปิดงาน ราตรีเฉลิมพระเกียรติ Glory of Silk-Flower of Love ที่หอประชุมกองทัพเรือ จัดโดย มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจการพาณิชย์ และกระทรวงพาณิชย์ เป็นกิจกรรมไฮไลต์ของโครง การไทยแลนด์ แฟชั่น เอ็กซ์โป 2010 มี ศาสตราภิธาน ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานมูลนิธิสถาบัน วิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจ การพาณิชย์ ในฐานะประธานกรรม การจัดงานราตรีเฉลิมพระเกียรติฯ และนางพรทิวา นาคาศัย รมว. พาณิชย์ เฝ้าฯรับเสด็จ

ภายในงาน กระ ทรวงพาณิชย์นำ "ไนปั่นไหมทองคำ" ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์และริเริ่มให้อนุรักษ์ศิลปะบนผืนผ้าและวัฒนธรรมไทย ที่เกี่ยวกับการทอผ้าเป็นรายได้เสริมช่วยความเป็นอยู่ชาวไร่ชาวนา รวมทั้งเป็นการพัฒนา ฝีมือขึ้นตามลำดับ จึงทำ ให้ประเทศไทยสามารถ ประกาศเป็นศูนย์กลางการค้าและการผลิตผ้าไหมทอมือแห่งเอเชีย


ไฮไลต์ ในงานเป็นการแสดงแฟชั่นโชว์ชุดพิเศษของแบรนด์ชั้นนำระดับโลก วิเวียน เวสต์ วูด (Vivienne Westwood) คอลเล็กชั่น ปรินซ์ ชาร์มมิ่ง และ เรด คาร์เปต รวม 64 ชุด และ ฟินาเล่โชว์ 3 ชุด ภายใต้แนวคิด London-Bangkok ที่ตัดเย็บจากผ้าไหมยกดอกทอมือและผ้าไหมมัดหมี่ทอมือของมูลนิธิส่งเสริมศิล ปาชีพ แสดงแบบโดยนางแบบกิตติมศักดิ์ ม.ร.ว.ศรีคำรุ้ง ยุคล สนองนุช ชาญวีรกูล และจิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี และการแสดงออร์เคสตร้าควบคุมโดย บัณฑิต อึ้งรังษี วาทยกรชาวไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก ก่อนการแสดงแฟชั่นโชว์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราช ทานเงินจากการทูลเกล้าฯ ถวายในงานราตรีเฉลิมพระเกียรติฯ จำนวน 5 ล้านบาท แก่สภา กาชาดไทย เพื่อนำไปช่วยบรรเทาทุกข์ราษฎร ผู้ประสบอุทกภัยอีกด้วย


ดร.สุ รเกียรติ์ กล่าวว่า งานราตรีเฉลิมพระเกียรติฯ จัดขึ้นเพื่อแสดงกตัญญุตาธรรมที่ทรงมีต่อพสกนิกรไทยอย่างต่อเนื่องและยาวนาน เป็นงานที่แสดงให้เห็นถึงความรักของแม่แผ่นดินที่มีต่อแผ่นดินไทยของเรา โดยเฉพาะลูกหลานชาวไร่ชาวนาที่ยากจน ที่ทรงก่อตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ฝึกสอนงานศิลป์ให้เป็นอาชีพเสริมของชาวบ้าน สร้างฐานะจนพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน ฟื้นฟูงานศิลป์ให้เป็นสมบัติคู่แผ่นดิน จนงานศิลป์ของไทยเป็นที่รู้จักทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก วันนี้ทุกคนประจักษ์ถึงความสำเร็จของผ้าไหมทอมือของไทยที่โกอินเตอร์ โดยมีดีไซเนอร์ชั้นนำ วิเวียน เวสต์วูด มาออกแบบชุดจากผ้าไหมทอมือไทย และท้ายสุดการจัดงานนี้เพื่อถวายน้ำใจจากประชาชนว่าสิ่งที่พระองค์ทรงพระ กรุณาทุ่มเทพระราชหฤทัย เราทุกคนเห็นและพร้อมสนับสนุนต่อเพื่อความก้าวไกลของผ้าไหมไทย


หน้า 25

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-11-01 05:21:14


ความเห็นที่ 9 (1386000)

“ขาดทุนของฉัน คือกำไรของแผ่นดิน” พระราชกระแสรับสั่ง “แม่ของแผ่นดิน”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 10 สิงหาคม 2553 11:46 น.
       “ถ้าในหลวงเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ...พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า”
       
       พระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ ทรงตรัสด้วยความเป็นห่วงเป็นใยในทรัพยากรป่าไม้ของไทยที่นับวันจะถูกทำลายไป ทุกที พระองค์จึงทรงมีพระราชดำริที่จะทรงอนุรักษ์ผืนป่าของไทยไว้ทุกวิถีทาง เพราะป่าไม้คือต้นกำเนิดของชีวิตชาวไทยทุกคน
       
       ตลอดระยะเวลา 60 ปีแห่งการครองราชย์ของพระบาทมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นพระคู่ขวัญ และทรงเป็น “แม่ของแผ่นดิน” พระองค์ทรงแบ่งเบาพระราชภารกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อยู่ตลอดเวลา ด้วยพระราชปณิธานอันแน่วแน่ที่มีพระราชประสงค์อยากจะเห็นพสกนิกรของพระองค์ ทุกคนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดังจะเห็นได้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริหลายโครงการที่ถือกำเนิน ขึ้นในผืนแผ่นดินไทย แม้ในถิ่นทุรกันดารไกลปืนเที่ยง ที่ครั้งหนึ่งแม้จะเคยเป็นพื้นที่เสี่ยงอันตรายก็ตาม
       
       เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 78 พรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ 12 สิงหาคม 2553 สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร) จึงจัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจรในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ภายใต้โครงการ “สื่อศิลปิน รวมใจ ถวายในหลวง” ครั้งที่ 2 เพื่อตามรอยเส้นทางโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
       โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ที่เกี่ยวกับป่าไม้ที่เห็นผลชัดเจนที่สุดคือ “โครงการฟาร์มตัวอย่างบ้านแม่ตุงติง” ต.แม่ สาย อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ เป็นโครงการที่ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2541 เมื่อครั้งที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ เสด็จฯไปทรงเยี่ยมราษฎร ณ บ้านแม่ตุงติง ที่สำคัญฟาร์มแห่งนี้เป็น 1 ใน 3 ฟาร์มแห่งแรกที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงมีพระราชดำริให้ก่อตั้งขึ้นเพื่อให้ศูนย์ฝึกอาชีพและสร้างรายได้ให้กับ ชาวบ้านในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง
       
       จรูญ อิ่มเอิบสิน ตัว แทนจากสำนักพระราชวัง เล่าให้ฟังว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะตอบแทนความดีของชาวบ้านแม่ตุงติงที่ร่วมกันรักษาผืน ป่าอย่างดีงามจนได้รับพระราชทาน “ธงพิทักษ์ผืนป่า” ซึ่งพระองค์ทรงเล็งเห็นว่าการมอบธงเพียงอย่างเดียวนั้นคงไม่เพียงพอสำหรับ ประชาชนที่ร่วมใจกันรักษาทรัพยากรอันทรงคุณค่าของแผ่นดินไว้ จึงทรงมีพระราชดำริให้ตั้ง “ฟาร์มตัวอย่างบ้านแม่ตุงติง”
       
       “ตลอดระยะเวลาที่ ผ่ามาสมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงให้ความสนพระทัยเรื่องป่าไม้เป็นอย่างมากเพราะป่าไม่เพียงแต่จะช่วยคุ้ม กันร่มเงาให้กับคนในพื้นที่เท่านั้น แต่ป่ายังช่วยคนปลายน้ำได้อีกด้วย เพราะถ้าป่าไม้สมบูรณ์ทุกคนก็จะอยู่ในประเทศได้อย่างมีความาสุขไม่ต้องกลัว น้ำท่วม แต่ถ้าป่าไม้ถูกทำลายเมื่อไรน้ำก็จะท่วมและมีผลกระทบมาถึงที่กรุงเทพฯ ได้”
       
       
       ในช่วงแรกที่มีการตั้งฟาร์ม ขึ้นมา มีการจัดตั้งศิลปาชีพให้ชาวบ้านได้เรียนรู้การทอผ้า รวมไปถึงการแกะสลักลายไม้ต่างๆให้ประชานชนได้เรียนรู้ ก่อนโดยผลิตภัณฑ์ที่ได้จะส่งให้แก่กองศิลปาชีพ จากนั้นจึงมีนักการเกษตรส่วนพระองค์และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาสอนวิธี การแพร่พันธ์และเลี้ยงสัตว์ รวมไปถึงการส่งเสริมให้ราษฎรนำพันธุ์ไม้ชนิดต่างๆไปปลูกเพื่อเป็นการขยาย พื้นที่ป่าไม้ และส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพรเพื่อให้ราษฎรในพื้นที่สามารถนำไปปลูกได้เอง ที่บ้าน
       
       ตามปกติแล้วการเข้าไปเรียน หนังสือหรือเข้าคอรส์ฝึกอบรมใดๆผู้เรียนจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง หากแต่สำหรับฟาร์มตัวอย่างตามแนวพระราชดำริฯ นั้น ไม่เพียงแต่ประชาชนจะไม่ต้องเสียเงินเสียทอง แต่พวกเขากลับได้รับเงินและความรู้กลับบ้านไปด้วย
       
       “ที่นี้เราจ่ายเงินให้กับผู้เป็นสมาชิกของโครงการตามอัตราค่าจ้างที่คนแถวนี้เขาจ่ายกันเท่านั้น โดยไม่ได้อิงค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ”
       
       จรูญบอกว่าครั้งแรกที่สร้าง ฟาร์มแห่งนี้ก่อนที่จะมีการขยายพื้นที่ออกเป็น 170 กว่าไร่นั้น มีพื้นที่เพียงแค่น้อยนิดเท่านั้นแต่มีสมาชิกมากถึง 200-300 คน แต่ด้วยน้ำพระราชหฤทัยอันงดงามแห่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระองค์จึงทรงมีรับสั่งให้เจ้าหน้าที่ทุกคนรับคนงานให้หมด และให้หางานให้เขาทำถึงแม้ว่าจะเป็นงานเล็กๆน้อยๆก็ตาม แต่ก็ขอให้ชาวบ้านมีโอกาสได้ลงมือทำด้วยตัวเอง
       
       ครั้งหนึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ เคยรับสั่งถึงเรื่องการว่าจ้างแรงงานกับผู้ถวายงานทุกคนว่า
       
       “อย่ามาพูดเรื่อง กำไรขาดทุนกับฉันนะ ฉันต้องการให้คนจนมีงานทำมากๆ ขาดทุนของฉันคือกำไรของแผ่นดิน เพราะการที่ทำให้คนยากจนในชุมชนนั้นๆ มีงานทำ พวกเขามีรายได้ มีเงินเลี้ยงครอบครัว ไม่ต้องไปเป็นโจร ไม่ต้องไปเป็นขโมย ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ไม่ตัดไม้ทำลายป่า ไม่ไปเผาป่า ตำบลนั้น อำเภอนั้น จังหวัดนั้น สิ่งนั้นก็คือกำไรของแผ่นดิน”
       
       จรูญ บอกว่าพระราชดำรัสสั่งสอนของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ยังคงติดตรึงและซาบซึ้งอยู่ในความทรงจำของผู้ถวายงานทุกคน เพราะพระองค์ท่านทรงมีสายพระเนตรอันยาวไกล และรักพสกนิกรทุกคนของพระองค์อย่างเท่าเทียมกัน
       
       ถึงแม้ว่าวันนี้สมเด็จพระ นางเจ้าฯ จะไม่ได้เสด็จฯไปทรงเยี่ยมพสกนิกรในพื้นที่ต่างๆแล้วก็ตาม แต่พระองค์ยังทรงห่วงใยสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนตลอดเวลา ที่สำคัญพระองค์ท่านยังทรงงานหนักเพื่อพสกนิกรชาวไทยอย่างต่อเนื่องถึงแม้ ว่าจะมีพระชนมายุที่เพิ่มขึ้นแล้วก็ตาม
       
       “ทุกวันนี้พระองค์ ท่านยังทรงติดตามการทำงานของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ทุกโครงการโดยเฉพาะโครงการฟาร์มตัวอย่างฯ และมูลนิธิศิลปาชีพ ซึ่งพระองค์ท่านจะมีรับสั่งโปรดเกล้าฯ ให้ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ เข้าเฝ้าฯวันเว้นวันเพื่อนำผลงานของโครงการทุกโครงการให้ท่านทอดพระเนตรความ คืบหน้าทุกครั้ง”
       
       จรูญ บอกว่าที่ผ่านมาสมเด็จพระนางเจ้าฯ เสด็จมาเยี่ยมราษฎรที่บ้านแม่ตุงติงครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2549 ซึ่งขณะนั้นพระองค์ทรงมีพระชนมายุถึง 74 พรรษาแล้วก็ตาม แต่พระองค์ก็มิได้ทรงย่อท้อแต่อย่างใด ตรงกันข้ามพระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณซักถามสารทุกข์สุขดิบของชาวบ้านด้วย พระองค์เอง
       “ภาพที่ผมและคณะผู้ ติดตามเห็นจนชินตาคือพระองค์จะประทับราบบนพื้นเป็นเวลา 3-4 ชั่วโมงโดยไม่ทรงลุกไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจส่วนพระองค์ทีไหนเลย ที่สำคัญพระองค์จะซักถามปัญหาและรายละเอียดจากชาวบ้านทีละคนซึ่งท่านใช้เวลา ในการซักถามคนหนึ่งนานมาก จนในระยะหลังเพื่อให้ได้ข้อมูลของชาวบ้านครบถ้วนท่านจึงโปรดฯ ให้นางสนองพระโอษฐ์ที่ตามเสด็จฯ ช่วยซักถามและจดข้อมูลด้วยอีกทางหนึ่ง”
       
       จากวันแรกที่ก่อตั้งฟาร์ม ตัวอย่างแม่ตุงติงจนถึงวันนี้บนพื้นที่แห่งน้ำพระราชหฤทัยอันกว้างใหญ่ไพศาล ต่างก็เขียวขจีไปด้วยพืชผลทางการเกษตร ไม่ว่าจะนาข้าว แปลงปลูกผักปลอดสารพิษ ฟาร์มปศุสัตว์ แปลงปลูกหม่อนเลี้ยงไหม แปลงเลี้ยงสัตว์น้ำ โรงทอผ้า โรงเซรามิก ฯลฯ รวมไปถึง พันธุ์ไม้ป่าที่หายากในประเทศไทยที่แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงากับผู้ที่ผ่านมาพบ เห็นอย่างละลานตา
       
       แม่บัวแก้ว โนนไทย วัย 63 ปีประธานกลุ่มศูนย์ศิลปาชีพบ้านแม่ตุงติง กล่าวด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า
       
       “แม่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระนางเจ้าฯ เมื่อปี 49 ที่พระองค์ท่านเสด็จฯ มาทรงเยี่ยมชาวบ้าน ซึ่งท่านมีรับสั่งกับแม่ว่า “อย่าทิ้งศิลปาชีพ เราต้องช่วยกันสานต่อไว้ให้ลูกหลาน” พระราชกระแสรับสั่งประโยคนั้นยังทำให้แม่จดจำถึงทุกวันนี้”
       
       แม่บัวแก้ว บอกว่าด้วยพระมหากรุณธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าที่ทรงก่อกำเนิดฟาร์มตัวอย่าง จึงทำให้ทุกวันนี้คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนบ้านแม่ตุงติงดีขึ้นกว่า เมื่อก่อนมาก จากอดีตที่ต้องไปรับจ้างทำนาซึ่ง ในหนึ่งปีก็ได้ทำเพียงแค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น บางเดือนฟ้าฝนไม่เต็มใจก็ไม่มีนาให้ทำ แต่ตอนนี้ชาวบ้านทุกคนมีความสุขกับการทักทอผืนผ้าอันเป็นภูมิปัญญาของท้อง ถิ่นด้วย รวมไปถึงการปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ชนิดอื่นแทนการรอโชคจากฟ้าฝน
       
       “ตอนนี้ผู้หญิงที่ อยู่ในหมู่บ้านในช่วงที่ไม่มีฤดูการเก็บเกี่ยวข้าวเราก็มาทอผ้าเพื่อส่งศิล ปาชีพ ส่วนผู้ชายก็มารับจ้างเลี้ยงสัตว ทำการเกษตรที่นี้ ทำให้ครอบครัวเราไม่ต้องห่างเหินพลัดแยกจากกันไปทำงานต่างถิ่นอีกต่อไป ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นความสุขที่สุดในชีวิตคือครอบครัวได้อยู่กันพร้อมหน้า”แม่บัวแก้วกล่าวด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ
       
       ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งแห่งน้ำพระราชหฤทัยจากแม่ของแผ่นดิน ที่ส่งผลให้หลายชีวิตบนผืนแผ่นดินไทยค้นพบกับความสุขอันยั่งยืน
       
        
       >> อัพเดตข่าวในแวดวงสังคม ก็อซซิป แฟชั่น ความงาม และเที่ยว กิน ดื่ม เพิ่มเติมได้ที่  http://www.celeb-online.net
       
ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-08-11 21:02:16


ความเห็นที่ 8 (1385371)

ย้อนอดีตหาบุคคลจาก12 ภาพ 'กราบพระบาทแม่ของแผ่นดิน'

Pic_101729

 

 

 

 



งานใหญ่ในวันแม่ 12 ส.ค 2553 นี้ กระทรวงการคลังได้จัดกิจกรรมพิเศษเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 78 พรรษา ด้วยการให้ประชาชนร่วมตามหาบุคคลในภาพ กราบพระบาทแม่ของแผ่นดิน และโหวตภาพประทับใจ " 12 ภาพแห่งความทรงจำ" ขณะที่พระองค์ทรงงานเยี่ยมเยียนราษฎรทั่วประเทศ

 

 

 



นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย ซึ่งมีทั้งหมด 12  กิจกรรมตั้งแต่วันที่ 12-15 ค. นี้บริเวณสวนอัมพร และลานพระราชวังดุสิต ซึ่งจะมีการแสดงอย่างยิ่งใหญ่ อีกทั้งกิจกรรมนิทรรศการหลักอาทิ กิจกรรม "พลังรัก...คู่พระบารมี" ซึ่งจัดเป็นนิทรรศการมัลติมีเดีย พร้อมจุดเทียน ลงนามถวายพระพร, กิจกรรม "พลังแห่งรัก...พระเมตตา" นิทรรศการที่ถ่ายทอดเรื่องราวของความยิ่งใหญ่ในความรักของแม่ที่มีแต่ลูก, ฯลฯ

 

 

 

 

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจอยากร่วมตามหาบุคคลในภาพ สามารถแจ้งกลับมายังหน่วยประสานงานของแต่ละจังหวัด หรือกับกิจจกรรมโหวตภาพประทับใจ "บุคคลในภาพกราบพระบาทแม่ของแผ่นดิน" นั้นสามารถเข้าไปได้ที่ www.facebook/ilovemomnews ตั้งแต่วันที่ 5- 15 ส.ค 53 นี้ และจะประกาศผลโหวตที่บูธกิจกรรม Social Media ภายในงาน "พลังแห่งรัก แม่ของแผ่นดิน" เวลา 22.00น. พร้อมมอบรางวัลเป็นเหรียญที่ระลึกให้กับผู้ร่วมโหวต

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-08-07 08:26:07


ความเห็นที่ 7 (1373956)

30 ปีครองราชย์ ราชินีนาถดัตช์

พระราช พิธีเฉลิมฉลองการครองราชย์ครบ 30 ปี ของสมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์แห่งเนเธอร์แลนด์ในวันที่ 30 เม.ย.ปีนี้ ไม่ได้จัดอย่างอลังการ หลังจากปีก่อน หนุ่มนิรนามวัย 38 ปี บึ่งรถยนต์ซูซูกิสวิฟต์ สีดำ พุ่งฝ่าฝูงชนที่เฝ้าชื่นชมพระบารมีของควีนเบียทริกซ์ ที่เมืองอาเปลดูร์น ภาคกลางของเนเธอร์แลนด์ ในวัน "ควีนส�ดย์" ปีก่อน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย และบาดเจ็บ 13 คน เป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งใหญ่ของชาวกังหันสีส้ม

ใน ปีนี้ ควีนเบียทริกซ์ พร้อมด้วยมกุฎราช กุมารวิลเลม-อเล็กซานเดอร์ พระโอรสและเจ้าหญิงแม็กซิมา เสด็จเปิดอนุสรณ์รำลึกเหยื่อผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ด้วยในวันที่ 29 เม.ย. ส่วนในวันฉลองวโรกาสพิเศษ วันที่ 30 เม.ย. ทั้งสามพระองค์เสด็จงานเทศกาลควีนส์เดย์ในเมืองเวเมลดิงเก มีประชาชนรอรับเสด็จท่ามกลางสายฝนโปรยปราย

ควีนเบียทริกซ์ ประสูติเมื่อวันที่ 31 มกราคม ปี 2481 (ค.ศ.1938) เป็นพระธิดาองค์โตจากพระธิดา 3 พระองค์ของสมเด็จพระราชินีนาถ จูเลียนาแห่งเนเธอร์แลนด์ และเจ้าชายเบอร์นาร์ด

ขณะยังทรงพระเยาว์ พระองค์และพระราชวงศ์ต้องเสด็จไปประเทศอังกฤษในปี 2483 เพื่อหนีการรุกรานจากเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จากนั้นเสด็จไปกรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา ซึ่งเป็นสถานที่ที่เจ้าหญิงเบียทริกซ์ในขณะนั้นทรงศึกษาในชั้นอนุบาลและ ประถมศึกษา


ใน ปี 2488 เสด็จกลับเนเธอร์แลนด์ เพื่อทรงศึกษาในระดับสูงขึ้นที่โรงเรียนในเมืองบิลโธเฟน และทรงศึกษาระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยเลเดน พระองค์สนพระทัยศึกษาหลากหลายสาขา เช่น สังคมศาสตร์ กฎหมาย เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกฎหมายยุโรป

วัน ที่ 10 มี.ค.2509 สมเด็จพระราชินีนาถเบียร์ทริกซ์ อภิเษกสมรสกับนายคลอส ฟาน อัมสเบิร์ก นักการทูตชาวเยอรมัน แม้มีกระแสต่อต้านเพราะชาวดัตช์ยังมีความทรงจำที่เจ็บปวดกับเยอรมนีในสมัย สงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงกับมีการประท้วงเกิดขึ้น

แต่สุดท้ายแล้ว เจ้าชายคลอส วอน อัมสเบิร์ก ทรงเป็นที่รักยิ่งของพสกนิกรชาวเนเธอร์แลนด์จวบจนพระองค์เสด็จสวรรคตในวัน ที่ 6 ธ.ค.2545

ทั้งสองพระองค์มีพระโอรส 3 พระองค์ ได้แก่ เจ้าชายวิลเลม-อเล็กซานเดอร์ ประสูติในปี 2510 เจ้าชายฟริสโก ประสูติปี 2511 และเจ้าชายคอนสแตนติน ประสูติในปี 2512


ปัจจุบัน แม้พระองค์มีพระชนมายุ 72 พรรษาแล้วก็ตาม แต่พสกนิกรยังเทิดทูนสมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์อย่างเต็มเปี่ยมและอยาก ให้พระองค์ครองราชบัลลังก์ต่อไป

ผลการสำรวจความนิยมของชาวดัตช์ โดยสำนักทีเอ็นเอส นิโป พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่อยากให้พระองค์ทรงครองราชย์ต่อไปในฐานะสมเด็จพระราชินีนาถ ผู้ตอบแบบสอบถามครึ่งหนึ่งเห็นว่าปี 2556 ซึ่งพระองค์จะทรงมีพระชนมายุ 75 พรรษานั้นเป็นปีที่ดีสำหรับการเฉลิมฉลองความสำเร็จ

สมเด็จพระ ราชินีนาถเบียทริกซ์ทรงเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคน ทั้งประเทศ และทรงเป็นที่รักยิ่งของพสกนิกร พระองค์ทรงมีบทบาทในเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองซึ่งเป็นประเพณีสืบทอดกันมาของ พระราชวงศ์ออเรนจ์ คือ สมเด็จพระราชินีนาถทรงเป็นผู้แต่งตั้งผู้สรรหานายกรัฐมนตรี ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป อีกทั้งพระองค์ทรงเป็นผู้แถลงนโยบายของรัฐบาลในพิธีเปิดสมัยการประชุมรัฐสภา ประจำปี

นอกจากนี้ พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงพระราชวังแห่งหนึ่งในเมืองเฮกให้เป็นสถานที่ทรงงาน และทรงร่วมประชุมกับนายกรัฐมนตรีเพื่อหารือข้อราชการเป็นประจำทุกสัปดาห์

นาย ฮาน ฟาน เดิน โฮร์สต์ นักประวัติศาสตร์ชาวดัตช์วิเคราะห์ว่า หากเนเธอร์แลนด์มีการเลือกตั้งประธานาธิบดี สมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์จะทรงได้รับชัยชนะอย่างง่ายดาย เนื่องจากพระองค์ทรงงานหนักมาตั้งแต่วันแรกที่ทรงเสวยราชสมบัติสืบต่อเป็น สมเด็จพระราชินีนาถแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ในวันที่ 30 เม.ย.2523

ใน ปี 2551 นิตยสารฟอร์บส์ของสหรัฐประเมินว่า ทรงมีทรัพย์สิน 300 ล้านดอลลาร์ หรือราว 9,600 ล้านบาท

ตลอด 3 ทศวรรษที่พระองค์ทรงครองราชย์ พสกนิกรชื่นชมพระองค์ทั้งเรื่องพระราชกรณียกิจ และเรื่องส่วนพระองค์ที่ทรงฉลองพระองค์ที่แตกต่างจากสมเด็จพระบรมราชชนนี อย่างสิ้นเชิง สมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์ทรงฉลองพระองค์ด้วยชุดสบายๆ และสูท รวมทั้งไม่ทรงโปรดไปเป็นองค์ประธานในงานตัดริบบิ้นต่างๆ

สมเด็จ พระราชินีนาถเบียทริกซ์ ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจมากกว่าพระมหากษัตริย์อื่นๆ ในประเทศแถบยุโรป เพราะทรงพระราชดำรัสแนะนำแนวทางเกี่ยวกับการเมืองเสมอ ไม่เพียงเท่านั้น พระองค์ยังทรงเป็นสัญลักษณ์แห่งประเทศอีกด้วย

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-05-03 06:24:23


ความเห็นที่ 6 (1372537)


ราชินี เดนมาร์ก ทรงฉลอง70พรรษา


ระหว่าง ที่ท้องฟ้าทั่วยุโรปปั่นป่วนจากเถ้าถ่านภูเขาไฟในไอซ์แลนด์ที่พ่นกระจายขยาย วงกว้างไปเรื่อยๆ งานใหญ่ที่ได้รับผลกระทบไปด้วยงานหนึ่งคืองานฉลองครบ 70 พรรษา สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งราชวงศ์เดนมาร์ก เมื่อ 16 เมษายนที่ผ่านมา

บรรดาอาคันตุกะเดินทางมาร่วมงานด้วยไม่ได้ จึงมีเพียงพระราชวงศ์ของชาติยุโรปที่อยู่ใกล้เคียง

ได้แก่ กษัตริย์คาร์ล กุสตาฟ และ ราชินี ซิลเวีย แห่งสวีเดน มกุฎราชกุมารวิลเลม-อเล็กซานเดอร์ แห่งเนเธอร์แลนด์ และ เจ้าหญิงแม็กซิมา พระชายา มกุฎราชกุมารฮากอน แห่งนอร์เวย์ และ เจ้าหญิงแม็ต-มาริต พระชายา มกุฎราชกุมารีแมรี แห่งสวีเดน และ นายดาเนียล เวสต์ลิง พระคู่หมั้น

ส่วน พระบรมวงศานุวงศ์ของเดนมาร์ก มีทั้ง มกุฎราชกุมารเฟรดริก และ เจ้าหญิงแมรี พระชายา เจ้าชายโยอาคิม และ เจ้าหญิงมารี พร้อมด้วยพระราชวงศ์องค์น้อยๆ หลายพระองค์

งานฉลองในวโรกาสสำคัญนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม และจะมีไปจนถึงเดือนพฤษภาคม ด้วยกิจกรรมงานต่างๆ ในเมืองใหญ่ๆ แสดงถึงพระราชประวัติและผลงานของสมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 ประมุข หญิงองค์ที่ 2 แห่งราชวงศ์เดนมาร์ก ผู้ทรงศึกษาและเชี่ยวชาญในด้านวรรณกรรมและศิลปะ และทรงเป็นที่รักของชาวเดนมาร์ก


นอก จากนี้ ยังมีกิจกรรมด้านบันเทิง เช่น คอนเสิร์ต งานเลี้ยง ขบวนพาเหรด และนิทรรศการ

งานใหญ่ที่สุดคือวันที่ 16 เมษายน ตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพ

ในช่วงเช้า สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 และ เจ้าชายเฮนริก พระสวามี พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จออกยังระเบียงพระราชวังอาเมเลียนบอร์ก เพื่อทรงโบกพระหัตถ์ให้ประชาชนที่เดินทางมาถวายพระพร

จากนั้นในช่วง บ่าย เสด็จประทับรถเทียมม้ามุ่งไปยังศาลาว่าการกรุงโคเปนเฮเกน เพื่อเสวยพระกระยาหารกลางวันที่รัฐบาลจัดถวาย ทรงต้อนรับพระราชอาคันตุกะ อาคันตุกะ


ใน ตอนค่ำ ทรงเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงพระราชอาคันตุกะที่พระราชวังพีซ พาเลซ เป็นการส่วนพระองค์ มีพระบรมวงศานุวงศ์จากยุโรป และผู้นำทางการเมืองเข้าร่วม

สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 ประสูติเมื่อ 16 เมษายน 2483 เป็นพระธิดาของมกุฎราชกุมารเฟรดริก และเจ้าหญิงอิงกริด

ทรงมีพระกนิษฐา 2 พระองค์ ได้แก่ เจ้าหญิงเบเนดิกเต ปัจจุบันประ ทับในเยอรมนี และ ราชินีแอน-มารี แห่งกรีซ ประทับอยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เก รเธอที่ 2 ทรงขึ้นเป็นประมุขหญิงองค์ที่ 2 หลังฝ่ายการเมืองเริ่มแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการในปี 2490 เมื่อเห็นว่า ราชินีอิงกริดทรงไม่มีทางมีพระโอรสแน่นอนแล้ว

แม้ว่าใน ช่วงเวลานั้น เจ้าชายคนุด พระเจ้าอาเป็นผู้มีสิทธิ์ขึ้นครองราชย์ได้ แต่ประชาชนรักและเคารพกษัตริย์เฟรเดอริก และพระราชธิดามากกว่า ประกอบกับช่วงเวลานั้น บทบาทสตรีเดนมาร์กก็ก้าวหน้ามาก

ชาวเดนมาร์ก ในตอนนั้นเห็นว่า ถึงเวลาที่สตรีเป็นประมุขของประเทศได้เท่าเทียมบุรุษแล้ว

สมเด็จ พระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 ในช่วงที่ทรงเป็นเจ้าหญิง ทรงโดดเด่นในประวัติการศึกษา

ทรงศึกษาด้านโบราณคดีที่วิทยาลัยเกอร์ ตันในเคมบริดจ์ จากนั้นศึกษาต่อด้านรัฐศาสตร์ที่ซอร์ บอร์น และด้านวิชาเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัย ลอนดอน สคูล ออฟ อีโคโนมิกส์

ทรง อภิเษกกับ เคาต์อองรี เดอ ลาบอร์เด เดอ มงเปซัต นักการทูตชาวฝรั่งเศส ในปี 2510 มีพระโอรส 2 พระองค์ คือ เจ้าชายเฟรดริก และ เจ้าชายโยอาคิม

เจ้า หญิงมาร์เกรเธอ ทรงขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 ในวันที่ 14 มกราคม 2515

ทรงมีคำขวัญอย่างเป็นทางการว่า "ความช่วยเหลือจากพระเจ้า ความรักจากประชาชนและความแข็งแกร่งของเดนมาร์ก"

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-04-22 06:33:17


ความเห็นที่ 5 (1372055)

70 พรรษา ราชินีเดนมาร์ก ทรงมุ่งมั่นปฏิบัติพระราชกิจตราบนานเท่านาน

Pic_77464

เดนมาร์กจัดงานฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 70 พรรษา ของสมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธ่ที่ 2 ซึ่งตรงกับวันศุกร์ที่ 16 เม.ย.ที่ผ่านมาอย่างยิ่งใหญ่ โดยก่อนหน้าสัปดาห์การเฉลิมฉลองได้มีการแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ, หนังสือพระราชประวัติ และสารคดีเฉลิมพระเกียรติทางสถานีโทรทัศน์มากมายเป็นการปูพรมก่อนถึงการ เฉลิมฉลอง ซึ่งเริ่มด้วยงานกาล่าคอนเสิร์ตที่จัดขึ้น ณ รอยัลเธียเตอร์ กลางกรุงโคเปนเฮเกน ในวันที่ 15 เม.ย. โดยสมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธ่ได้เสด็จฯพร้อมด้วยเจ้าชายเฮนริก  พระสวามี รวมทั้งสมาชิกในราชวงศ์เดนมาร์ก ทั้งเจ้าฟ้าชายเฟรเดอริก มกุฎราชกุมาร, เจ้าหญิงแมรี่ พระชายา, เจ้าชายโจคิม และเจ้าหญิงมารี พระชายา ได้เสด็จมาร่วมงานด้วย


ภายในงานมีแขกผู้มีเกียรติที่ได้รับการ์ดเชิญเป็นแขกส่วนพระองค์ เข้าร่วมงานถึง 1,200 คน รวมถึงสมาชิกราชวงศ์ยุโรป แต่ เหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิดที่ประเทศไอซ์แลนด์ ควันไฟอันหนาทึบส่งผลให้เส้นบินในยุโรปทุกสายถูกยกเลิกกะทันหัน เป็นเหตุให้ราช-วงศ์ยุโรปที่วางแผนจะเสด็จมาร่วมงานคอนเสิร์ตต้องหยุดชะงัก อย่างสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ และสมเด็จพระราชินีซอนยา ทรงมีพระประสงค์จะเสด็จมาร่วมงานนี้ด้วยต้องชะงักลง ส่วนเจ้าฟ้าชายโฮกุนมกุฎราชกุมารแห่งนอร์เวย์ ทรงติดภารกิจอยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เสด็จมาไม่ได้เช่นกัน โปรดให้เจ้าหญิงเมตเต-มาริต พระชายา เสด็จมาทางรถยนต์ล่วงหน้าเพื่อร่วมงานคอนเสิร์ตก่อนที่สมเด็จพระราชินีซอนยา และเจ้าฟ้าชายโฮกุนจะเสด็จตามมาในวันต่อมา


เช่นเดียวกับราชวงศ์สวีเดน ซึ่งสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล ที่ 16 กุสตาฟ แห่งสวีเดน และสมเด็จพระราชินีซิลเวีย ที่ทรงมีพระประสงค์จะเสด็จมาร่วมงานตั้งแต่วันแรกแต่เสด็จมาไม่ได้เช่นกัน คงมีแต่เจ้าฟ้าหญิงวิกตอเรีย มกุฎราชกุมารีแห่งสวีเดน ทรงควง เดเนียล เวสต์ลิง พระคู่หมั้น และเจ้าชายคาร์ล ฟิลิป พระอนุชา เสด็จล่วงหน้ามาก่อนที่ทั้งสองพระองค์จึงเสด็จตามมาร่วมงานฉลองในวันที่ 16 เม.ย.

ส่วนวันที่ 16 เม.ย. สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธ่ พร้อมสมาชิกในราชวงศ์ เดนมาร์กได้เสด็จออก ณ สีหบัญชรพระราชวัง Amalienborg ที่ประทับในกรุงโคเปนเฮเกน ให้ประชาชนเฝ้าถวายความจงรักภักดีและร้องเพลงถวายพระพร ในตอนค่ำได้มีงานพระราชทานเลี้ยงที่พระราชวัง Fredensborg ในกรุงโคเปนเฮเกน เช่นกัน


และในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษานี้ สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธ่ได้ พระราชทานสัมภาษณ์สื่อมวลชน ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับข่าวลือต่างๆ ที่ว่าพระองค์อาจจะสละราชสมบัติให้แก่เจ้าฟ้าชายเฟรเดอริก มกุฎราชกุมาร และพระองค์กับเจ้าชายเฮนริก พระสวามี จะเสด็จไปประทับที่ประเทศฝรั่งเศส ดินแดนประสูติของเจ้าชายเฮนริก และคำตอบที่สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธ่ทรงยืนยันก็คือ พระองค์จะทรงครองราชย์ ไปนานเท่านานเท่าที่จะทรงทำได้ และจะทรงงานทุกอย่างเต็มที่เท่าที่ต้องทำ ไม่มีการลดการทรงงานลง และนี่เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำให้สำเร็จ.

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-04-19 05:57:25


ความเห็นที่ 4 (1371939)

เดนมาร์ก ฉลอง70 พรรษาราชินีแม้ควันภูเขาไฟป่วน

สมเด็จ พระราชินีมาร์เกรเธอ แห่งเดนมาร์ก พร้อมพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงโบกพระหัตถ์ให้ประชาชน ในวโรกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพครบ 70 พรรษา งานฉลอง มีขึ้นแม้ว่าท้องฟ้าของเดนมาร์กและยุโรปปั่นป่วนจากควันขี้เถ้าภูเขาไฟ ตามข่าว เมื่อ 16 เม.ย.

เอเอฟพีรายงานเมื่อ 16 เม.ย. ว่า กลุ่มหมอกควันขี้เถ้าจากภูเขาไฟในไอซ์แลนด์ ยังคงปั่นป่วนนานาประเทศในยุโรปอย่างต่อเนื่อง และขยายวงกว้างไปเกินครึ่งของทวีปยุโรป ต้องปิดน่านฟ้าและระงับการเดินทางทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดนับจากสงครามโลก ครั้งที่ 2 รัฐบาลเตือนให้ประชาชนอยู่ในบ้าน เพราะสภาพอากาศที่ฟุ้งไปด้วยขี้เถ้าอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

กลุ่ม ประเทศในแถบสแกนดิเนเวียและอังกฤษ เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เที่ยวบินต่างๆ ยกเลิกจนเป็นสีแดงทั้งกระดาน รวมแล้ว กว่า 17,000 เที่ยวบิน สนามบินที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป 3 แห่ง คือ ฮีตโธรว์ในลอนดอน ชาร์ลส์เดอโกลในปารีส และสนามบินแฟรงก์เฟิร์ตของเยอรมนี ปิดทำการหมด ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ควันขี้เถ้าจากภูเขาไฟไอจาฟตัลลาโจกัล ฝั่งตะวันออกเฉียงใต้อาจพ่นควันออกมาได้อีกหลายวัน

จากสภาพการณ์ดัง กล่าว รัฐบาลโปแลนด์ต้องทบทวนกำหนดการจัดพิธีฝังศพนายเลช คักซินสกี ประธานาธิบดีโปแลนด์วัย 60 ปี พร้อมภริยา ซึ่งเสียชีวิตในเหตุเครื่องบินตกในวันอาทิตย์ที่ 18 เม.ย. เพราะเกรงว่า ผู้นำจากทั่วโลกจะเดินทางมาร่วมงานไม่ได้ แต่ญาติของนายคักซินสกีแจ้งว่า อยากให้จัดงานไปตามกำหนดเดิม

ด้านเดนมาร์กจัดงานเฉลิมฉลอง ในวโรกาสคล้ายวันพระราชสมภพครบ 70 พรรษาของสมเด็จพระราชินีมาร์เกรเธอ แห่งเดนมาร์ก ที่กรุงโคเปน เฮเกน ตามกำหนดแม้ว่าพระราชอาคันตุกะ รวมถึงกษัตริย์ ฆวน คาร์ ลอส และราชินีโซฟี แห่งสเปนเสด็จมาไม่ได้ เนื่องจากปัญหาควันภูเขาไฟ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-04-17 17:34:11


ความเห็นที่ 3 (1371490)

พระราชินี สวีเดน ทรงชื่นชมสปิริตคนไทย แม้บ้านเมืองวิกฤติยังมีนํ้าใจเอื้อเฟื้อ

Pic_76267

สมเด็จพระราชินีซิลเวียแห่งราชอาณาจักรสวีเดน ได้เสด็จฯเยือนประเทศไทยเป็นการส่วนพระองค์ ระหว่างวันที่ 8-10 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยรับสั่งกับผู้มาเฝ้ารับเสด็จฯในงาน "เพื่อพรุ่งนี้ที่ดีกว่า" ซึ่งนักธุรกิจชาวไทยและสวีเดนจัดขึ้น เพื่อหาทุนสนับสนุนการดำเนินงานของบ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ ว่า ทรงรู้สึกดีพระทัยที่ตัดสินใจเสด็จฯมาเมืองไทยครั้งนี้ ได้ทรงเห็นสปิริตของคนไทยแม้บ้านเมืองจะมีสถานการณ์ไม่ปกติก็ตาม


ใน การเสด็จฯเยือนประเทศไทยครั้งนี้ สมเด็จพระราชินีซิลเวียได้เสด็จฯเยี่ยมชมการดำเนินงานของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นองค์ ประธานศูนย์โรคมะเร็ง ที่ประเทศสวีเดน ในวันที่ 9 เม.ย. โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี องค์ประธาน รพ.จุฬาภรณ์ ทรงถวายการต้อนรับและทรงนำเสด็จฯทอด พระเนตรการดำเนินงานของ รพ.จุฬาภรณ์ ซึ่งตั้งอยู่บนถนนวิภาวดีฯ เขตหลักสี่ ด้วยพระองค์เอง


สมเด็จ พระราชินีซิลเวียทรงรับฟังการถวายรายงานถึงการดำเนินงานของ รพ.จุฬาภรณ์  ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางโรคมะเร็ง ที่มีความก้าวหน้าและทันสมัยแห่งหนึ่งในประเทศและภูมิภาคเอเชียด้วยความสน พระทัยเป็นเวลากว่าครึ่งชั่วโมง รพ.จุฬาภรณ์ให้การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งทั้งด้านร่างกายและจิตใจ สามารถรองรับผู้ป่วยได้ 100 เตียง ด้วยบริการในรูปแบบที่ครบวงจร ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยงโรคมะเร็งในบุคคลทั่วไป ตลอดจนการตรวจคัดกรอง และการตรวจวินิจฉัยโรคที่แน่นอน รวมทั้งการรักษาด้วยวิธีต่างๆ ตามระยะของโรค ตั้งแต่การผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด และการฉายรังสี


โอกาส นี้ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ทรงนำเสด็จฯสมเด็จพระราชินีซิลเวียทอดพระเนตรส่วนต่างๆ ของ รพ.จุฬาภรณ์ ซึ่งมีทั้งหน่วยรังสีวินิจฉัย หน่วยรังสีมะเร็งวิทยา คลินิกประเมินความเสี่ยง ตลอดจนทรงเยี่ยมและพระราชทานกำลังใจแก่ผู้ป่วยที่พักรักษาตัวอยู่ในโรง พยาบาล ซึ่งผู้ป่วยหลายรายถึงกับน้ำตาคลอเบ้า เมื่อเห็นเจ้านายสอง พระองค์เสด็จฯเยี่ยมพวกเขา ผู้ป่วยรายหนึ่งได้กราบทูลสมเด็จพระราชินีซิลเวีย ว่า เมื่อคืนได้เห็นภาพข่าวพระองค์ทางโทรทัศน์ ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าวันนี้ตนจะได้เฝ้าฯสมเด็จพระราชินีซิลเวีย จึงรู้สึกตื้นตันใจมาก ขณะที่ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ก็ได้ประทานกำลังใจแก่คนไข้ หลายรายที่กำลังรักษาตัวด้วยว่า "โรคนี้ถ้าใจสู้ช่วยได้ ต้องใจสู้นะ หมอที่นี่เก่ง จะได้หาย แต่คนไข้ก็ต้องเก่งด้วย" และก่อนจะเสด็จฯกลับ   สมเด็จพระราชินี ซิลเวียทรงมีพระราชกระแสรับสั่งเป็นกำลังใจแก่ ผู้ป่วยด้วยว่า "ทุกคนอยู่ในสถานที่ที่ดีสุดแล้ว"     นอก เหนือจากเสด็จฯทอดพระเนตรการดำเนินงานของ รพ.จุฬาภรณ์   เมื่อ  8 เม.ย.   สมเด็จพระราชินีซิลเวียยังได้เสด็จฯเปิดอาคารเรียนของโรงเรียนอาชีวะพระ มหาไถ่ พัทยา จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนอาชีพแก่คนตาบอด โดยอาคารหลังนี้เป็นการร่วมบริจาคของสมาชิกมูลนิธิลูกเสือโลก ซึ่งสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล ที่ 16 กุสตาฟ แห่งสวีเดน ทรงเป็นองค์ประธานกิตติมศักดิ์ และตอนค่ำได้เสด็จฯเป็นองค์ประธานงานกาล่าดินเนอร์ "For a Better Tomorrow : เพื่อพรุ่งนี้ที่ดีกว่า"   ที่   The   Royal   Gems   ต.ศาลายา จ.นครปฐม   ในฐานะที่ทรงเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นองค์ ประธานมูลนิธิเด็กโลก   World   Childhood Foundation แห่งประเทศสวีเดน ที่ให้การสนับสนุนดูแลเด็กที่ถูกกระทำรุนแรงในหลายประเทศ รวมทั้งช่วยเหลือบ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ มาเป็นเวลา 6 ปีแล้ว


สมเด็จ พระราชินีซิลเวียทรงมีรับสั่งว่า ทรงดีพระทัยที่ได้เสด็จฯมาเมืองไทย สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล ที่ 16 กุสตาฟ แห่งสวีเดน และพระองค์เสด็จฯมาเมืองไทยบ่อยมาก ทรงชื่นชอบอาหารไทยและที่ชอบมากกว่านั้นคือ คนไทยมีนิสัยโอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อย่างงานวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงสถานที่จัดงานกะทันหัน เนื่องจากมีความจำเป็น แต่ทุกคนยังมาร่วมงาน ทำให้พระองค์ ซาบซึ้งในน้ำใจของคนไทยที่จะให้การช่วยเหลือเด็กๆให้มีชีวิตใหม่

นอก จากนี้ ยังรับ สั่งเล่าด้วยว่า ก่อนเสด็จฯออกจากประเทศสวีเดน พระองค์ยังทรงลังเล เนื่อง จากสถานการณ์ในเมืองไทย พระองค์ได้ทรงโทร-ศัพท์ปรึกษาสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งสวีเดน ให้ ทรงช่วยตัดสินพระทัย ซึ่งสมเด็จพระราชาธิบดีรับ สั่งเพียงคำเดียวว่า "ไป" พระองค์จึงรับสั่งให้ปิดประตูเครื่องบินทันที ทรงรู้สึกดีพระทัยที่ได้ตัดสินใจเสด็จฯมาเมืองไทยครั้งนี้ ทรงได้เห็นสปิริตของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนโรงเรียนอาชีวะพระมหาไถ่  ที่ได้ เตรียมการแสดงต้อนรับได้น่าประทับใจ รวมทั้งผู้ที่มาร่วมงานดินเนอร์นี้ด้วย.

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-04-12 08:15:33


ความเห็นที่ 2 (1353988)

นิทรรศการเส้นทางแม่ฟ้าหลวง พาน้อมรำลึกถึง สมเด็จย่า

 
Pic_44038

 

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเปิดงาน "คิดถึง...สมเด็จย่า" เพื่อเทิดพระเกียรติเนื่องในโอกาสคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จย่า...



สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเปิดงาน "คิดถึง...สมเด็จย่า" เพื่อเทิดพระเกียรติเนื่องในโอกาสคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและน้ำพระราชหฤทัยอันประเสริฐที่มีต่อประเทศชาติ ซึ่งยังคง ตราตรึงอยู่ในความทรงจำของพสกนิกรชาวไทย ณ ฮอลล์ออฟมิเรอร์ ชั้นเอ็ม สยามพารากอน



คิดถึงสมเด็จย่า...นพ.เทอดชัย ชีวะเกตุ, มยุรี กฤดากรฯ, คุณหญิงพวงร้อย  ดิศกุลฯ, ชฎาทิพ จูตระกูล และดร.สุเมธ ตันติเวชกุล.



พาสินี  ลิ่มอติบูลย์, บุรณี บูรณศิริ, พัชรินทร์ เศวตสุทธิพันธ์, เกตุวลี นภาศัพท์ และเกล็ดดาว  พานิชสมัย ร่วมชื่นชมพระราชกรณียกิจสมเด็จย่า.

เมื่อก้าวเข้าสู่บริเวณนิทรรศการ สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ ทรงถวายเครื่องสักการะที่พระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และทอดพระเนตรนิทรรศการ "คิดถึง...สมเด็จย่า" ที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด "เส้นทางแม่ฟ้าหลวง" สื่อถึงพระราชปณิธานของสมเด็จย่าจากการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรทางภาคเหนือ  ทรงตระหนักถึงความทุกข์ร้อนและการดำเนินชีวิตอย่างด้อยคุณภาพของชนกลุ่มน้อยผู้ด้อยสิทธิ์ ซึ่งส่งผลร้ายต่อความมั่นคงของประเทศ และความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม จึงพระราชทานโอกาสในการสร้างชีวิตใหม่ แก่เยาวชนไทยภูเขา ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษา ฝึกฝนอาชีพ ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ โดยทรงใช้หลักในการอบรมเด็กให้เป็นคนดีของสังคม มีความรับผิดชอบ และทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติ เฉกเช่นที่ทรงถวายการอบรมอภิบาลพระราชโอรสธิดา



ท่านผู้หญิงวราพร  ปราโมชฯ และคุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี.

นอกจากนี้ ในงานยังได้จัดแสดงการจัดถวายเครื่องสักการะตามประเพณีล้านนา โดยการนำขันดอกหลวง (บายศรีขนาดใหญ่) ซึ่งประดิษฐ์อย่างวิจิตรงดงาม ประกอบด้วยพานไม้สลักเสลาขนาดใหญ่ ที่บรรจงตกแต่งประดับดอกไม้บูชาสักการะ แม่ฟ้าหลวงเป็นการพิเศษในอาณาบริเวณไร่แม่ฟ้าหลวง รวมถึงการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ หลากหลายประเภทจากฝีมืออันประณีตของชาวบ้านโครงการพัฒนาดอยตุงฯ อาทิ ผ้าทอมือ ผ้าพันคอและผ้าคลุมไหล่ ผลิตภัณฑ์เซรามิกและชุดจานเซรามิก กาแฟดอยตุง และคุกกี้ถั่วแมคคาเดเมีย รวมทั้งดอกไม้ และพันธุ์ไม้จากเมืองเหนือ งานนี้ เปิดให้ประชาชนเข้าชมถึงวันที่ 4 พ.ย.

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2009-11-03 06:51:18


ความเห็นที่ 1 (1342016)

พระมหากรุณาธิคุณมากล้นรำพัน ของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

 
Pic_25675

 

ที่ทรงมีต่อพสกนิกรไทย ซึง่พระองค์ทรงบำเพ็ญด้วยพระวิริยะอุตสาหะอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุขและสังคมสงเคราะห์...

จากพระราชกรณียกิจที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรม ราชินีนาถ ทรงบำเพ็ญด้วยพระวิริยะอุตสาหะอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุขและสังคมสงเคราะห์ ได้สะท้อนให้เห็นถึงน้ำพระราชหฤทัยอันเปี่ยมล้น ที่ทรงรักประชาชนและรักประเทศชาติมาตลอดเวลายาวนานจนถึงปัจจุบัน



สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจต่างๆตามรอยพระยุคลบาท พร้อมตามเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปทรงเยี่ยมราษฎรตามจังหวัดต่างๆทั่วประเทศอย่างสม่ำเสมอ เป็นเวลากว่า 50 ปี และแม้ทุกวันนี้ จะว่างเว้นจากการเสด็จเยี่ยมประชาชนตามถิ่นห่างไกลความเจริญ อันเนื่องด้วยพระชนมาชีพที่มากขึ้น ทว่าความทุกข์สุขของพสกนิกร ก็ยังอยู่ในพระเนตรพระกรรณเสมอมา

ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำริโครงการช่วยเหลือเกษตรกรเรื่องน้ำ ดิน พืชและสัตว์เลี้ยง สมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงแบ่งเบาพระราชภารกิจทรงดูแลผู้หญิงและเด็กเป็นหลัก โดยให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษา สุขภาพอนามัย รวมทั้งพระราชทานอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้แก่ชาวไร่ชาวนา และบุคคลยากไร้ ดังที่ทรงมีพระราชเสาวนีย์ว่า



"ข้าพเจ้าได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงนำของพระราชทานไปช่วยเหลือราษฎร มักจะเป็นเครื่องอุปโภคบริโภค แล้วก็รับสั่งกับข้าพเจ้าว่า การช่วยเหลือแบบนี้เป็นการช่วยเหลือเฉพาะ หน้า ซึ่งช่วยเขาไม่ได้จริงๆ ไม่ เพียงพอ ทรงคิดว่า ทำอย่างไรจึงจะช่วยเหลือชาวบ้านเป็นระยะยาว คือทำให้เขามีหวังที่จะอยู่ดีกินดี ขึ้น ข้าพเจ้าจึงเริ่มคิดหาอาชีพเสริมแก่ครอบครัวชาวนาชาวไร่ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงหาแหล่งน้ำให้การทำไร่ทำนาของเขาเป็นผลต่อประเทศชาติ ต่อบ้านเมือง ทรงพระราช-ดำเนินไปดูตามไร่ของเขา ทรงคิดว่านี่เป็นการให้กำลังใจ และที่ทรงให้ข้าพเจ้าดูแลครอบครัว ก็เลยเป็นที่เกิดมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ"



น้ำพระราชหฤทัยอันเหลือล้น ที่ทรงมีต่อประชาชนชาวไทย ได้รับการถ่ายทอดจากเหล่าข้าราชบริพาร ที่ถวายงานรับใช้อย่างใกล้ชิด ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา

รองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ "ท่านผู้หญิงสุภรเพ็ญ หลวงเทพ" ซึ่งถวายงานด้านโรงฝึกศิลปาชีพ นานถึง 36 ปี ถ่ายทอดความทรงจำ ที่มีต่อพระองค์ท่านว่า...



"น้ำพระทัยพระองค์ท่านมากเหลือเกิน มีมากเพื่อแผ่นดิน เพื่อประชาชน หลั่งไหลไม่เคยหยุด มักจะรับสั่งว่า วันนี้เราอ่านหนังสือพิมพ์เห็นคนนั้นคนนี้เดือดร้อน พอรุ่งขึ้นก็จะทรงรับเป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ทรงช่วยเหลือทุกคนช่วยไม่มีจำกัด เดือดร้อนอะไรมา พระองค์ท่านก็ช่วยหมด ช่วยเพื่อให้ราษฎรของพระองค์ทำมาหากินได้ ถ้าเจ็บป่วยไม่สามารถทำงานได้ ครอบครัวก็เดือดร้อน ฉะนั้นต้องช่วยรักษาให้หาย จะได้มีกำลังกายกำลังใจทำงานเลี้ยงครอบครัวต่อไปและเป็นกำลังของประเทศชาติ



...พระองค์ท่านยังทรงห่วงใยเด็กที่ไม่มีการศึกษา พ่อแม่ยากจน โดยรับสั่งว่า เด็กพวกนี้ถ้าปล่อยเอาไว้ไม่ได้รับการศึกษา ประเทศเราก็จะแย่ เหมือนเด็กในโรงฝึกศิลปาชีพ พ่อแม่ยากจน ไม่สามารถส่งเสียให้เรียนได้ พระองค์ท่านก็เอามาฝึกงานศิลปะ เพื่อให้มีวิชาช่างติด ตัวเลี้ยงชีพต่อไปได้ สำหรับพระองค์ท่านประชาชนทุกคนมีค่าอยู่ในน้ำพระทัยเสมอ สมควรได้รับความช่วยเหลือเท่ากันหมด ทรงห่วงที่สุดก็คือประเทศชาติ ห่วงว่าเมืองไทยจะต้องอยู่ได้เพื่อลูกหลานต่อไป และเมืองไทยจะต้องอยู่ได้ อย่างมีศักดิ์มีศรี สง่าผ่าเผย ไม่ให้ ใครมาดูถูกเราได้ เราต้องรักษาแผ่นดินนี้ไว้ ต้องรักสามัคคีและยืนได้ด้วยลำแข้งตัวเอง"

ตลอดเวลาที่ได้ถวายงาน สมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรม ราชินีนาถ "ท่านผู้หญิงสุภร-เพ็ญ" สรรเสริญพระองค์ท่านว่าเป็นแบบอย่างอันดีงามในทุกๆด้าน... "พระองค์ท่านทรงเป็นแบบอย่างในทุกๆ ด้าน ทรงเป็นแม่ของปวงชนชาวไทยทุกคน ทรงดูแลอบรม สั่งสอนด้วยความรักและเมตตา...ทรงเป็น ต้นแบบของกุลสตรีไทยที่งดงามเพียบพร้อม...ทรงอนุรักษ์ทุกอย่างที่เป็นสมบัติของชาติ ไม่ ว่าจะเป็นวรรณคดี อาหาร ขนบ– ธรรมเนียมประเพณี หรือแม้ แต่ผ้าไทยและงานฝีมือต่างๆ ก็ทรงริเริ่มอนุรักษ์ฟื้นฟู เมื่อ 34-35 ปีที่แล้ว สมัยก่อนผ้าไทยไม่เกิดเลย แต่พระองค์ ท่านก็ทรงผ้าไทยที่ราษฎรทอ เพราะอยากให้ชาวบ้านมีกำลังใจ และรับสั่งเสมอว่า อย่าไปสั่งจะเอาแบบโน้นแบบนี้ ให้ดึงออกมาจากหัวชาวบ้าน  คนไทยมีความสามารถมาก ถ้าใช้ในทางที่ถูกที่ควรพระองค์ท่านยังทรง มีความละเอียดอ่อนมาก ทรงสอนเสมอว่า เวลาเราจะดูคนว่ามีความทุกข์หรือไม่ ให้ดูจากตา อย่าไปดูจากเครื่องแต่งกาย แล้วค่อยเข้าไปพูดคุย หาทางช่วยเหลือพวกเขา"



ด้าน "คุณสหัส บุญญาวิวัฒน์" ที่ปรึกษาสำนักพระราชวัง ซึ่งถวายงานดูแลโครงการฟาร์มตัวอย่างในพระราชดำริมาต่อเนื่อง คืออีกหนึ่งข้าราชบริพาร ที่ได้สัมผัสถึงน้ำพระทัยที่โปรยปรายแก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากทั่วประเทศ... "โครงการฟาร์มตัวอย่างใน พระราชดำริฯ มีจุดเริ่มต้นจากที่สมเด็จพระนาง เจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ เมื่อปี 2540 แล้วชาวเขามารับเสด็จ แล้วของานพระองค์ท่านทำ เขาบอกว่าเขาเลิกยาเสพติดแล้ว แต่ไม่มีงานทำ พระองค์ ท่านจึงทรงให้จัดหาพื้นที่สร้างงานให้ชาวบ้าน เพื่อที่จะได้มี รายได้เลี้ยงครอบครัว โดยจ้างเขาเป็นแรงงาน อีกทั้งเป็นแหล่งผลิตอาหารที่ปลอดสารพิษและเป็นแหล่งเรียนรู้แบบวิธี  Learning by doing ที่ชาวบ้านมาทำงานแล้วสามารถนำความรู้ไปใช้ในพื้นที่ของตนเองได้ จากจุดนี้เอง เมื่อพระองค์ท่านเสด็จฯอีสานชาวบ้านของานพระองค์ท่านทำอีก เพราะทำนาไม่ได้ ต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ มาหางานทำตอนหมดหน้านา ความอบอุ่นในครอบครัวไม่มี พระองค์ท่านจึงทรงมีพระราชดำริให้จัดโครงการฟาร์มตัวอย่างที่ภาคอีสานด้วย

...จนปัจจุบันโครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริฯ มีจำนวน 54 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้ได้เน้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีกว่า 20 แห่ง นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ไม่สงบ ทรงเห็นว่าชาวบ้านไม่กล้าออกไปทำมาหากิน จนเดือดร้อนไม่มีรายได้ จึงรับสั่งให้นำโครงการนี้เข้าไปช่วยเหลือชาวบ้าน อย่างที่จังหวัดนราธิวาสมี 9 แห่ง จังหวัดปัตตานีมี 9 แห่ง และจังหวัดยะลา มี 3 แห่ง ในภาคกลางเมื่อครั้งที่จังหวัดอ่างทองเกิดน้ำท่วมใหญ่ในปี 2549 พระองค์ท่านก็รับสั่งให้นำโครงการไปช่วยเหลือประชาชน"

สำหรับ "ท่านผู้หญิงภรณี มหานนท์" รองราชเลขานุการในองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เล่าถึงน้ำพระราชหฤทัยในฐานะแม่แห่งแผ่นดิน ที่ทรงห่วงใยในปากท้องของประชาชนชาวไทย ซึ่งต้องเผชิญกับสภาพเศรษฐกิจตกต่ำในขณะนี้ว่า... "พระองค์ท่านทรงเห็นว่าสภาพเศรษฐกิจทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย มีภาวะตกต่ำน่าเป็นห่วง จึงทรงมีพระราชเสาวนีย์ ไม่อยากให้รัฐบาลจัดงานเฉลิมพระชนมพรรษาในปีนี้ อย่างฟุ่มเฟือยฟู่ฟ่า โดย ไม่จำเป็น แต่ถ้าจะทำขอให้ทำประโยชน์แก่ประชาชนน่าจะดีกว่า ทรงเป็นห่วงความเป็นอยู่ของประชาชน ทรงห่วงใยเรื่องคนตกงาน นับตั้งแต่เกิดวิกฤติในครั้งที่แล้ว ได้ทรงมีพระราชดำริให้สภาสังคมสงเคราะห์ แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดโครงการน้ำพระทัยพระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวันแก่คนที่ตกงานและผู้ทุกข์ยาก

...จากที่ได้ถวายงานมานาน ทำให้ได้รู้ซึ้งถึงน้ำพระราชหฤทัยอันกว้างขวาง ทรงห่วงใย ประชาชนตลอดเวลาและทรงงานทุกวันไม่ได้ หยุด แม้ไม่ได้เสด็จออกงาน ก็ทรงทราบว่าภาคไหนมีปัญหา ไม่ว่าจะภาคเหนือ หรือภาคใต้ จะทรงมีรับสั่งให้เจ้าหน้าที่ไปหาข้อมูลและนำโครงการต่างๆ อย่างเช่น โครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริฯ และหมู่บ้านพอเพียง เข้าไปช่วยเหลือชาวบ้าน ทรงทำงานอยู่ข้างหลัง ทรงหาข้อมูลและทรงตัดสินพระทัยเอง จะเห็นว่ามีโครงการในพระราชดำริฯ ขยายเพิ่มมากขึ้นอยู่ตลอดเวลา เพราะทรงมีประสบการณ์ มากมายสามารถทรงงานโดยไม่จำเป็นต้องเสด็จออกงานเอง"

ด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทยมากล้นรำพันในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม เวียนมาบรรจบ ข้าพระพุทธเจ้า ทีมข่าวหน้าสตรี หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพรชัยมงคล ขอทรงพระเจริญ มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน สถิตเป็นมิ่งขวัญแก่ปวงชนชาวไทยตราบนานเท่านาน ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2009-08-12 09:23:56



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2010 All Rights Reserved.
Wachon Nim

สร้างลิงค์ของโปรไฟล์ในแบบที่เป็นตัวคุณเอง