ReadyPlanet.com
dot
dot
dot
ยังไม่มีสมาชิกที่ล็อกอินในขณะนี้
bulletบุคคลทั่วไป 21 คน
dot
สมาชิกใหม่ขณะนี้ คน
dot

dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot




โปรแกรมท่องเที่ยว เชียงตุง - เมืองลา ( พม่า )

 

โปรแกรมท่องเที่ยว  เชียงตุง เมืองลา  พม่า

เมืองแห่งสามจอม เจ็ดเชียง เก้าหนอง สิบสองประตู
 เมืองเชียงตุงและอดีตลาสเวกัสจีนตอนใต้ เมืองลา
แม่สาย-ท่าขี้เหล็ก-เชียงตุง-เมืองลา 2 คืน 3 วัน

 

ไปรถกลับรถ โดยรถตู้หรือบัสปรับอากาศ VIP
          
              
 
เมืองเชียงตุง เมืองลา ประเทศพม่า  เป็นประเทศที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ไทย
มาช้านาน ทั้งวัฒนธรรม-เชื้อชาติ-ศาสนา  ที่ใกล้เคียงกันแทบจะแยกออกจากกันไม่ได้ เป็นเมืองของรัฐฉานและว้า หากท่านเป็นผู้หนึ่งที่ต้องการย้อนอดีตวิถีชีวิตไปอีก 30-40 ปี สภาพความเป็นอยู่แบบที่เรียบง่ายของท้องถิ่น ทั้งชื่นชมกับธรรมชาติที่สวยงาม
วัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมของพี่น้องชาวไทยใหญ่ ไทยลื้อ ไทยเขินและชาวพม่า
และสัมผัสอดีต เมืองคาสิโน.(เมืองลา) หรือที่เรียกว่า small lasve gas of south east asia เมืองที่ไม่ยอมหลับนอน
ซึ่งปัจจุบันนี้ได้ปิดบ่อนลงไปแล้ว เหลือแต่ตึกและอาคารไว้เป็นอนุสรณ์  
เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่จะนำท่านไปสัมผัสกับสิ่งเหล่านี้ 

                            

กำหนดการเดินทาง     สามารถเดินทางได้ทุกวัน

 

 

 

 
วันที่ หนึ่ง       ท่าขี้เหล็ก เชียงตุง เมืองลา
 
07.00 น                          พบกันที่จุดนัดพบ ที่ด่านพรมแดนแม่สาย   ทำเอกสารหลักฐานต่างๆเรียบร้อยแล้ว  ออกเดินทางข้ามสะพานมิตรภาพไทย-พม่า สู่ท่าขี้เหล็ก      มุ่งหน้าสู่เชียงตุง ระยะทางโดยประมาณ 170 กม.โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 3.5 ชั่วโมง   ระหว่างทางท่านจะได้สัมผัสกับวิวทิวทัศน์บริเวณสองข้างทาง  ซึ่งยังคงความเป็นธรรมชาติอยู่มาก ถนนที่วิ่งเรียบไปกับแม่น้ำ ท่าเล่หรือแม่น้ำเลน ที่ไหลเชี่ยวน้ำใส ซึ่งจะมองเห็นโขดหินที่โผล่ตัวจากน้ำอย่างสวยงาม และยิ่งเข้าใกล้เชียงตุงมากเท่าใด  ก็จะมองเห็นชาวบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นชาวไทยใหญ่และไทยเขิน
กลางวัน                          รับประทานอาหารกลางวัน  ที่ร้านอาหารในเมืองเชียงตุง
บ่าย                หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ   นำท่านไปชมและนมัสการพระยืนที่ใหญ่ที่สุดของเมืองเชียงตุง และชมต้นยางใหญ่  ขนาด10คนโอบ อายุประมาณ 250กว่าปี  ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเชียงตุง  หรือที่ชาวเมืองเรียกกันว่า ต้นหมายเมือง   คือไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนถ้ากลับเมืองไม่ถูกให้จำต้นยางนี้ไว้   เพราะสูงโดดเด่นเห็นได้ง่าย 
ที่วัดจอมคำ
                   พอได้เวลาอันสมควร  ก็ออกเดินทางต่อไปยังเมืองลา  ระยะทางประมาณ 90กม. (ใช้เวลาเดินทาง 2.5 ชั่วโมง)
เมืองลาเป็นเมืองปกครองตนเอง  หรือเขตปกครองเขตพิเศษที่ 4 ปกครองโดยชาวไทยใหญ่ ซึ่งส่วนมากเป็นคนจีนเข้ามาลงทุนค้าขาย และการขนส่งสินค้าจากจีน  เข้ามาทางนี้ไปยังเมืองเชียงตุงและเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ่อนคาสิโน ระหว่างทางท่านจะมองเห็นชาวเขาเผ่าต่างๆโดยเฉพาะชาวไทลื้อหรือไทยเขินที่จะมีอยู่มาก จะสังเกตได้จากการแต่งตัวและการปลูกบ้านที่ดูแปลกตา
โดยเสาบ้านจะไม่ฝังลงดิน  จะวางกับก้อนหินหรือซีเมนต์ กับวิถีการดำรงชีวิตที่เรียบง่าย  ดูไม่วุ่นวาย
พอถึงเมืองลา   จะต้องแวะนมัสการรพระนอนที่ใหญ่ที่สุด  และเข้าโรงแรมปาไหล่หรือเทียบเท่า
ค่ำ                  นำท่านไปทานอาหารค่ำและท่องเมืองยามราตรี  ซึ่งเมื่อก่อนเราสามารถที่จะลองเสี่ยงโชค  ที่คาสิโนใกล้ๆโรงแรมที่พักมีมากถึง 20 แห่ง แต่ในขณะนี้ได้เปิดบ่อนแห่งใหม่ห่างจากเมืองประมาณ 10 ก.ม. แต่ก็พอเสี่ยงโชคได้บ้าง ที่บ่อนลูกเต๋าหล่นหรือบ่อนตามบ้านที่อยู่สองข้างทาง 
ได้เวลาพอสมควรกลับโรงแรมที่พักและพักผ่อนอิสระตามอัธยาศัย (ใครที่เมื่อยเรามีบริการหมอนวดถึงห้องพัก)
     
 

                                  

 

 

 

 
วันที่ สอง       เมืองลา-เชียงตุง
 
เช้า                นำท่านไปชมตลาดเช้าเมืองลา   ซึ่งที่นี่มีสินค้าให้เลือกซื้อมากมายในบรรยากาศแบบ  ไทยใหญ่และจีนสิบสองปันนา ที่น่าสนใจไม่น้อยเห็นจะเป็นสินค้าที่ได้จากป่า ในบริเวณตลาดนี้ยังรวมไปถึง   ที่ขายของโต้รุ่ง,บ่อนลูกเต๋าหล่น ,ที่ขายผลไม้ต่างๆ 
พอได้เวลาสมควร  พาท่านมารับประทานอาหารเช้าแบบบุ๊ปเฟ่ เป็นอาหารจีน
เสร็จแล้วพาท่านไปถ่ายรูปบริเวณหลัก กม.1 ชายแดนจีน-พม่า
(ติดกับสิบสองปันนาของจีน)   แวะนมัสการพระเจดีย์ภูเขาทองหรือที่เรียกกันว่า  วัดจินตะ เจดีย์มิตรภาพ จีน-พม่า ที่สวยงามมากที่ข้างในจะมีการจำลองสถานที่ท่องเที่ยวของแต่ละมนฑล  แต่ละรัฐของพม่ามาแสดงไว้  เสมือนว่าเราได้ไปเที่ยวทั่วประเทศพม่า,  พิพิธภัณฑ์ต่อต้านยาเสพติด,   ชมโรงงานหยกที่มีการผลิตและจำหน่ายมากที่สุด  ถ่ายรูปกับจระเข้ใหญ่  ไปดูฟาร์มหมีและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากดีหมีที่เขาเลี้ยงไว้  เพื่อเอาดีจำหน่ายสำหรับผู้สนใจ
กลางวัน        ทานอาหารกลางวัน และเดินทางกลับมาที่เชียงตุง
บ่ายๆมาถึงเชียงตุง  ชมรอบๆบริเวณหนองตุง ซึ่งเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่อยู่ใจกลางเมืองเชียงตุง และที่นี่จะมีร้านน้ำชาเกิดขึ้นมากมายหลายร้านเป็นที่พบปะสังสรรค์ของคนทั่วไป  โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว เพราะได้บรรยากาศที่เงียบสงบ, ไหว้พระวัดมหาเมี๊ยะมณี ซึ่งเป็นวัดเจ้าหลวงคู่เมืองเชียงตุง
เข้าที่พักโรงแรม นิวเชียงตุงหรือเทียบเท่า
 ค่ำ                 หลังอาหารค่ำกลับเข้าที่พักและอิสระตามอัธยาศัย
 
 
วันที่สาม     เชียงตุง-ท่าขี้เหล็ก-แม่สาย
 
เช้า                 นำท่านไปทานอาหารเช้าและไปชมตลาดเช้าเมืองเชียงตุง  มีของกินและของใช้มากมาย  และชนเผ่าที่มาจ่ายตลาดหลายเผ่า จากนั้นชมอาคารกงศุลไทยสมัย จอมพลผิน ชุณหะวัณ ชมประตูเมืองเก่าที่ยังคงเหลืออยู่ ชมที่บรรจุอัฐิของเจ้าผู้ครองนคร
กลางวัน         รับประทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคารในเมืองเชียงตุง
                        หรือเมืองท่าเดื่อ
บ่าย                ออกเดินทางกลับท่าขี้เหล็ก
เย็น                 ถึงท่าขี้เหล็ก แวะชมพระธาตุชเวดากององค์จำลอง ,
และเดินช็อปปิ้งบริเวณตลาดท่าขี้เหล็กเป็นของฝากกลับบ้าน
ส่วนใหญ่สินค้ามาจากประเทศจีน ได้เวลาพอสมควร
เดินทางกลับสู่แม่สายประเทศไทย  โดยสวัสดีภาพ
 
 
 
 

อัตราค่าบริการ           
                                    ท่านละ 5,900  บาท  พักเดี่ยวเพิ่ม 1,500 บาท

 

 

ราคานี้รวม

 

                       1.         ค่าโรงแรม  2คืน  พักห้องละ   2 ท่าน
2.         อาหาร 7มื้อตามโปรแกรม
3.         ไกด์นำเที่ยว
4.         ค่าเอกสารผ่านแดนไทย-พม่า
5.         ค่าเช่ารถตู้/บัสนำเที่ยว
6.         ประกันอุบัติเหตุ
 

เอกสารที่ต้องเตรียม

 

            1.         รูปถ่าย 1-2 นิ้ว จำนวน 3 ใบ
2.         สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน  3ฉบับ และวันเดินทางต้องนำบัตรฯตัวจริงไปด้วย
หมายเหตุ.            เอกสารต้องส่งถึงล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน
สิ่งที่ควรเตรียมไป           สัมภาระส่วนตัว  เช่น เสื้อกันหนาว,รองเท้าผ้าใบ,หมวก,
ยารักษาโรค, อื่นๆ
 
 

ตามหัวใจไปเชียงตุง

แค่เพียงได้เห็น ท้องฟ้ากว้างๆ ต้นไม้ริมทางเขียวสดใส ความสุขเป็นของเราทันทีที่
พ้นเขตเมืองฟ้าอมร 
หนีกรุงคราวนี้เรามีจุดหมายอยู่ไกลถึง เชียงตุง
เมืองพี่เมืองน้องของเชียงใหม่ในอดีต ปัจจุบันเป็นเมืองหลักของรัฐฉานฝั่งตะวันออก
เมืองที่มีอาณาเขตกว้างขวางที่สุดของสหภาพเมียนมาร์

ตั้งอยู่ที่ละติจูดที่ 21 องศา 17 ลิปดา 48 พิลิปดาเหนือ ลองจิจูดที่ 99 องศา 40 ลิปดาตะวันออก
สูงจากระดับน้ำทะเล 2,700 ฟุต ห่างจากกรุงย่างกุ้งไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ

735 กิโลเมตร ห่างจากชายแดนไทยที่อำเภอแม่สาย 102 กิโลเมตรเท่านั้น แต่ใช้เวลาเดินทาง
โดยทางรถยนต์นานถึง 4 ชั่วโมงเต็ม

เพียงแค่ผ่านด่านอำเภอแม่สาย   เข้าไปสู่อำเภอท่าขี้เหล็กของเมียนมาร์ ก็ให้ความรู้สึกราวเดินทางย้อนเวลากลับไปในอดีตเมื่อหลายสิบปี    ถนนหนทางไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง แคบ เล็ก เต็มไปด้วยหลุมบ่อ หากภาพชีวิตเรียบง่ายและธรรมชาติที่เต็มไปด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อน ทุ่งนาสีเขียวสด    เสาไฟฟ้าที่ถ้าไม่มีใครบอกก็คงไม่รู้ว่าเจ้าลำไม้ไผ่ผ่าเป็นร่องบนยอดที่ ร้อยโยงเชือกเส้นเล็กๆ         ของสองข้างทางนั้น คือ เสาไฟฟ้าแฮนด์เมด เหล่านี้กลับกลายเป็นเสน่ห์ของการเดินทาง                   ที่เพื่อนร่วมทางเหน็บว่า ท่าทางเราคงจะโหยหาชีวิตชนบทสุดชีวิต

คนเดินทางไกลบ้านบ่อยๆ   รู้ดีว่าการหลบลี้หนีหายไปจากสภาวะปัจจุบัน   ชั่วครู่ชั่วยามนั้นช่างเป็นช่วง เวลาแห่งความสุขที่ยิ่งใหญ่   แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่พบเห็นในต่างบ้านต่างเมืองนั้น ชวนให้คิดถึงบ้านและขอบคุณโชคชะตาที่อำนวยให้เราเกิดมาเป็นคนไทย อยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

คนไทยนี่ช่างโชคดีเหลือหลาย แต่เสียดายที่บางคนกลับไม่สำนึกในคุณค่าของสิ่งที่ดีงามของชีวิต

หลังจากนั่งรถยนต์จนก้นระบม เราก็มาถึงเชียงตุงในที่สุด ด้วยความที่คนเชียงตุง   ส่วนใหญ่มีเชื้อชาติไทยใหญ่ ไทยเขิน มาเมืองนี้จึงไม่ต้องพูดภาษาต่างชาติ พูดไทยกันได้สนุก ใช้เงินไทยซื้อของกินของใช้ ทำให้รู้สึกอบอุ่นใจเหมือนเป็นเพื่อนพ้องน้องพี่กันเลยทีเดียว

ทีแรกเพื่อนร่วมทางตั้งข้อสังเกตว่าคนเมืองนี้ใจดีนะ ช่างยิ้มแย้ม มีน้ำใจต้อนรับนักท่องเที่ยว         หากผู้นำทางชาวพม่ากลับเฉลยให้ฟังว่า นั่นเป็นเพราะว่าคุณเป็น คนไท หรือ คนไต                  เหมือนกันต่างหาก

จะว่ากันที่จริงแล้วก็ใช่ คนเชียงตุงกับคนเชียงราย เชียงใหม่ ล้วนติดต่อค้าขายกันมาแต่โบราณ   แถมในรัฐฉานก็มีชาวไทยใหญ่อาศัยอยู่มาก เช่นเดียวกับในเชียงราย เชียงใหม่ก็มีคนไทยใหญ่     อยู่มากเช่นกัน ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็เป็นญาติมิตรเดินทางไปหาสู่กันอยู่เสมอกระทั่งปัจจุบัน

บรรยากาศในเมืองเชียงตุงดำเนินไปอย่างเรียบง่าย รถยนต์ไม่มาก มอเตอร์ไซค์น่าจะเป็นที่นิยมมากกว่า ถึงขนาดที่มีร้านค้าตัดเย็บเสื้อสำหรับสวมไว้ข้างในเวลาขับขี่ ที่แรกคิดว่าเป็นเสื้อเกราะ      แต่ทำไมมาขายกันริมถนน สอบถามได้ความว่าเป็นเสื้อสวมไว้ข้างในเวลาขี่รถมอเตอร์ไซค์                จะได้ไม่หนาว ถ้าหากรถล้มก็ยังกันกระแทกได้อีกต่างหาก  ประโยชน์ทูอินวันเลยทีเดียว

จุดท่องเที่ยวที่เรียกว่าไม่ไปไม่ได้สำหรับการทำความรู้จักเชียงตุง ก็อยู่ที่บริเวณหนองตุง                วัดพระธาตุจอมคำ วัดพระธาตุจอมมน วัดหัวข่วง วัดมหาเมียะมุนี เป็นอาทิ และ จุดที่มี                      พระพุทธรูปยืนที่ชี้นิ้วไปข้างหน้า และแล้วประวัติเมืองเชียงตุงก็จะเริ่มเล่ากัน ณ ตอนนี้

ตามตำนานกล่าวว่า เมืองเชียงตุงนี้ได้ชื่อมาจาก ฤๅษีตุงครสี  โบราณนานกาลเมืองนี้เดิมมีชื่อว่า 'จัณฑคาม' มีเจ้าเมืองปกครองสืบต่อกันมาหลายสมัย จนเรื่องมาเกิดครั้งหนึ่งเจ้าเมืองเสียชีวิต        ยังตัดสินไม่ได้ว่าจะให้ผู้ใด ขึ้นครองเมือง

หัวหน้าฝูงกาได้ยินข่าว จึงนำไปบอกกับคนเลี้ยงวัวในเมืองพาราณสี    ที่เคยให้ข้าวให้น้ำฝูงกามาเป็นการแทนคุณ   หัวหน้ากาถามว่าอยากเป็นเจ้าเมืองมั้ย คนเลี้ยงวัวสนใจ   กาเลยตกลงจะช่วยโดยมีข้อแม้ว่า    เมื่อได้เป็นแล้วจะต้องให้อาหารฝูงกาเป็นควาย ปีละตัว

คนเลี้ยงวัวรับปากบอกว่าจะเอาสิบตัวก็ยังได้ ว่าแล้วก็ไปทำกรงไม้ไผ่แล้วเอาตัวเข้าไปนั่งอยู่ในนั้นตามคำบอกเล่าของกา จากนั้นฝูงกาห้าร้อยตัวก็ช่วยกันคาบกรงไปไว้ในปราสาทกลางเมืองจัณฑคาม ชาวเมืองเห็นเป็นอภินิหารจึงยกให้เป็นเจ้าเมือง

พอได้ดีแล้วลืมสัญญาที่ให้ไว้แก่เพื่อน    ฝูงกาจึงมาเอาคืนด้วยการถามว่าอยากกินเมืองที่ใหญ่กว่านี้อีกหรือไม่ ความโลภทำให้อดีตคนเลี้ยงวัวตกลงอย่างไม่รีรอ  รีบสร้างกรงไม้รอให้ฝูงกาคาบไปดังเคย ปรากฏว่าฝูงกาพากันคาบกรงนั้นไปวางไว้บนเกาะกลางมหาสมุทร พร้อมสาปแช่งว่า ใครที่มาเป็นเจ้าปกครองเมืองแล้วลืมเพื่อนฝูงที่เคยค้ำชู  ไม่รักษาสัจจะวาจา ขอให้เมืองนี้ไม่เจริญรุ่งเรือง

จากนั้นบังเกิดฝนตกเจ็ดวันเจ็ดคืน เมืองจัณฑคามกลายเป็นหนองน้ำใหญ่ คนเลี้ยงวัวที่ถูกปล่อยเกาะตายแล้วเกิดมาเป็นปูยักษ์เฝ้าหนองน้ำ

ต่อมาพระพุทธเจ้าพร้อมพระสาวก  ได้เสด็จมาที่หนองน้ำแห่งนี้ แล้วทรงพยากรณ์ไว้ว่า ภายภาคหน้าจะมีราชบุตรของเจ้าฟ้าเมืองว้องมาระบายน้ำออกจากหนองแล้วกลับกลาย เป็นเมืองดังเดิม ซึ่งต่อมามีตุงคฤๅษีใช้ไม้เท้าระบายน้ำออกจากเมือง จึงตั้งชื่อเมืองนี้ว่า 'เชียงตุง' ตามนามของพระฤๅษี

ด้วยเหตุนี้   เราจึงได้เห็นพระพุทธรูปที่ชี้นิ้วไปข้างหน้าตามตำนาน  แต่มีบางคนบอกว่าพม่าสร้างขึ้นโดยมีนัยให้ชาวเชียงตุงอยู่ที่ตรงนี้... ก็ว่ากันไป

ไหว้พระแล้วเราก็ไปเที่ยววังของ เจ้าฟ้ารัตนะก้อนแก้วอินแถลง เจ้าฟ้าองค์สุดท้ายของเชียงตุง         วังนี้เป็นอาคารชั้นเดียวสไตล์ยุโรปสร้างด้วยอิฐแดง   มีปล่องไฟ   เอาไว้สำหรับจุดเตาผิงในฤดูหนาว เป็นที่รู้กันว่าผู้ปกครองในปัจจุบัน   ไม่ต้องการให้ภาพอดีตวันวานอยู่    วังเจ้าฟ้าในวันนี้จึงดูสกปรก รกรุงรัง ผู้มาอาศัยก็อาศัยจริงๆ ไม่มีการดูแล เป็นที่น่าเสียดายยิ่ง

กลุ่มอาคารทั้งหมดสามหลัง     มีเพียงหลังเดียวที่พอหลงเหลือสภาพความงามให้เห็นบ้าง   แต่น้อยมาก คือ บ้านของอดีตแม่นมที่อาศัยอยู่ในวันนี้

ส่วนพระราชวังเดิม   หลังโอ่อ่าก็ถูกทุบทิ้งและสร้างใหม่เป็น   โรงแรมนิวเชียงตุง สำหรับต้อนรับ      นักท่องเที่ยว ไม่เหลือเค้าเดิมให้เห็นกันเลยมีเพียงภาพถ่ายเท่านั้น

วันนี้ชมบรรยากาศเมืองกันไปก่อน   ฉบับหน้าจะพาเดินป่าขึ้นเขาหกไมล์ไปพบสถาปัตยกรรมระดับนางงามประจำจังหวัด   ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพร  บนเส้นทางค้าขายโบราณที่รถยนต์เคยเข้าถึงได้

แต่วันที่เราไปรถหมดแรง ต้องเดินด้วยสองเท้าสถานเดียว!!!


T1   วงเวียนเล็กๆ และป้ายโฆษณาแฟชั่นของคุณสุภาพบุรุษ
T2   พระธาตุจอมคำ
T3  
T4   ภายในวังเจ้าฟ้ากลายเป็นที่พักของชาวบ้าน เตาผิงไฟกลายเป็นอดีต
T5   ภายนอกของอดีตวังเจ้าฟ้า
T6   พระพุทธรูปยืนกลางเมือง
เชียงตุง
T7   ศาลเจ้า จะเห็นว่าถ้าพ่อเป็นจีนแม่เป็นสาว
เชียงตุงลูกออกมาก็ยังคงเป็นลูก จีน
T8   หนองตุง
T9   แม่ค้ากำลังชั่งชาขาย
T10 น้ำพุทรงเหมือนขนมเค้กในโรงแรมนิว
เชียงตุง
T26 โรงแรมนิว

เชียงตุง
T 23 แสงสวยและภาพความงามในโบสถ์วัดหัวข่วง
T14 วงเวียนเล็กกลางเมือง
T22 พระพุทธรูปพระพักตร์เหมือนคนจริงภายในวัดหัวข่วง

 

 

เดินป่าหา 'ดาว' ณ เชียงตุง

วิหารวัดบ้านแยก เล็กๆแต่ก็อร่ามตา

หมูดำกับไก่อยู่ใต้ทุนบ้านไตหลอย

อลังการงานประดับตกแต่งด้านหน้า วิหารวัดบ้านแสน

ด้านบนเก็บเกี้ยวและตู้พระธรรม

ธรรมาสน์ และ ตาลปัตร ลวดลายวิจิตร

ดาวประดับเพดานหลากหลายลวดลาย

  •  


ดาว ไม่ว่าอยู่ที่ไหนย่อมส่องแสงประกายเจิดจ้าแม้อยู่บนยอดเขากลางป่าอันห่างไกล

ด้วยแรงดึงดูดของดาวเด่น   แห่งสถาปัตยกรรมที่กล่าวขานกันว่างามระดับนางงามเลยทีเดียว         ทำให้เรามุ่งหน้าไปที่วัดบ้านแสน   บนเส้นทางระหว่าง  เมืองเชียงตุงไปเมืองลา อาณาเขตของรัฐฉาน เมียนมาร์

เดิมทีเคยสงสัยว่าทำไมคนขับรถจะต้องแวะซื้อ  เจ้าท่อนไม้ทรงสามเหลี่ยมมีมือจับ  ระหว่างทางทางด้วยนะจะว่าเป็นเขียงก็ไม่ใช่ มาได้คำตอบเอาตอนที่ต้องเปลี่ยนพาหนะจากรถตู้มาเป็นรถกระบะเพื่อขึ้นดอยไป ชุมชนบ้านแสน เดินทางไปตามเส้นทางการค้าโบราณที่ตัดผ่านป่าเขาสูงชันไปเชื่อมกับเมืองยาง

" สบายครับ รถไปถึงแน่นอน"   อาจารย์พลวัฒ ประพัฒน์ทอง   สำนักวิชาศิลปศาสตร์   มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง บอกกับเราว่ามาคราวก่อนรถยนต์สามารถขับไปถึง วัดบ้านแสน ได้ เลย หากมาคราวนี้ถนนดินแดงแคบๆ(ไม่มีทางสำหรับรถสวน)ที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อขนาด วัว ควาย ลงไปนอนกลิ้งเกลือกได้สบาย ไม่เอื้ออำนวยความสะดวกเช่นเคย แม้จะนำเอาเจ้าท่อนไม้สามเหลี่ยมมาหนุนล้อช่วยไม่ให้รถลื่นไหล พยายามเท่าไหร่ก็ไม่ได้ผล พลขับขอยอมแพ้ไปก่อน

แต่พวกเราหายอมไม่ มาแล้วยังไงก็ต้องไปให้ถึง เดินเป็นเดิน สู้สู้!!

นั่งรถตู้จากเชียงตุง 36 ไมล์ ใช้เวลาชั่วโมงครึ่ง (ผิวถนนสะเทือนเลือนลั่นไม่ยิ่งหย่อนกว่าตรงหน้า) ร่างกายต้องการเอ็กเซอร์ไซส์พอดี คุณหลุยส์ผู้นำทางชาวเมียนมาร์ บอกว่าจากจุดเปลี่ยนรถนั่งรถกระบะไป  3  กม.ถึงหมู่บ้านแยกก่อนจากนั้นต่อไปอีก 3 กม. ก็ถึงบ้านแสน 6 กม. แค่นี้เดินเท้าสบายมาก แต่เดินเท่าไหร่ก็ไม่ยักกะถึงสักที จนขากลับคุณหลุยส์ถึงๆได้เฉลยว่า "ขอโทษครับความจริงระยะทางนับเป็นไมล์ต่างหาก"

เดินขึ้น 6 เดินลงอีก 6 เท่ากับ 12 ไมล์ เดินมาแล้ว 19.2 กม. มิน่าเล่า เดินลับเหลี่ยมเขาจนเลิกนับ       ก็ยังไม่ถึงซะที ...แต่ในที่สุดภารกิจก็ลุล่วงโดยมีข้าพเจ้าเข้าเส้นชัยเป็นลำดับสุดท้าย ...ตามคาด

3  ไมล์พม่าแรก เราหยุดพักกันที่บ้านแยก...มีวัดเล็กๆทาสีทองอร่าม หลังคาซ้อนสองชั้นลาดต่ำ   คล้ายวิหารล้านนาที่ช่วยปิดกั้นอากาศหนาวได้เป็น อย่างดี ด้านเหนือประตูตกแต่งด้วยรูปทรงปราสาทจำลองฝีมือประณีต นี่เป็นเพียงนางงามประจำตำบลเท่านั้นนะ อาจารย์พลวัฒนส่งเสียงบอก ถ้านางงามประจำจังหวัดที่หมายของเราน่ะงามกว่านี้อีกหลายเท่า 

เดินต่อไปยังเส้นทางเล็กๆหลังวัดบ้านแยก จะพบกับบ้านยาว หรือ  Long House ของชาวไตหลอย หรือ ตำมิละ ในกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะ ลักษณะบ้านมีความคล้ายคลึงกับชนเผ่าในหลายประเทศ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย

บ้านยาว ก็คล้ายๆกลับทาวน์เฮ้าส์สมัยนี้ ในบ้านหนึ่งหลังจะอาศัยกันประมาณสิบครอบครัว โดยภายในมีการแบ่งเป็นห้องๆละ 1 ครอบครัว ภายในบ้านยาวจะมืดมาก แม้ว่าจะมีการติดไฟเอาไว้ตลอด    ทำให้มีควันไฟลอยขึ้นบนเพดานซึ่งเต็มไปด้วยพืชผลทางการเกษตร อาหารแห้ง ควันไฟจะช่วยรม    บ่มรักษาอาหารเอาไว้กินได้ยาวนาว

ด้านล่างเลี้ยงเป็ด ไก่ หมู ไกลออกไปเป็นพื้นที่เกษตรกรรมปลูกข้าว มองเห็นเมฆขาว ฟ้าสวย อากาศเย็นสบายจนต้องขอสูดลมหายใจนำอากาศบริสุทธิ์เข้าไปให้เต็มปอด แล้วค่อยเดินต่อกันอีก 3 ไมล์

กัดฟันเดินจนแทบยกขาไม่ไหว  ครั้นพอได้เห็นวิหารสีทองหลังใหญ่ปรากฏอยู่ที่ตรงหน้า แขนขาไร้เรี่ยวแรงกลับมีพลัง หยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมาเก็บภาพที่เห็นเป็นอัศจรรย์ สมคำร่ำลือจริงๆ

วิหารของวัดบ้านแสนประกอบด้วยอาคาร 3 หลังติดกัน โดยมีวิหารหลวงขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลาง ด้านซ้ายเป็นวิหารพระเจ้าตนหลวง (ตั้งชื่อตามพระประธานที่ประดิษฐานภายใน) และ วิหารพระเจ้า   ไม้จันทน์ด้านขวา ส่วนด้านหน้าของวิหารมีอาคารโถงหลังเล็กคล้ายศาลาจตุรมุข นั่นก็คือ โบสถ์ สถานที่สำหรับประกอบสังฆกรรมของพระสงฆ์

การให้ความสำคัญกับวิหาร สถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาร่วมกันระหว่างพระภิกษุกับฆราวาส มากกว่าโบสถ์นั้นเป็นแบบแผนที่นิยมกันในสมัยล้านนา สุโขทัย และอยุธยาตอนต้น ถ้าเราสังเกตจะพบว่าวัดในสมัยดังกล่าวมีวิหารที่ใหญ่โตมาก หากที่วัดบ้านแสนนี้ขนาดของโบสถ์เล็กแทบจะกลายเป็นศาลาไปเลย

คงามงดงามของรูปแบบสถาปัตยกรรมและการตกแต่งนั้น เชื่อกันว่ามีลักษณะร่วมทางศิลปะระหว่างล้านนากับศิลปะเชียงตุง โดยมีศิลปะจีนเข้ามาผสมผสานด้วย

เกรียงไกร เกิดศิริ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เขียนไว้ใน "วัดและชุมชนบ้านแสน : ลมหายใจของบุพกาลกลางป่าเมืองเชียงตุง"  ในวารสารเมืองโบราณ ปี 2550 สันนิษฐานว่าวัดบ้านแสนคงสร้างเร็วที่สุดไม่เกินสมัยพญากือนา (ราวพุทธศตวรรษที่ 20) ช่วงเวลานั้นเชียงใหม่ขยายอำนาจอย่างกว้างขวางทั้งทางด้านการเมืองและศาสนา ด้วยการอุปถัมภ์ศาสนาและการบวชพระสงฆ์จากเมืองต่างๆ ตลอดจนส่งผ่านการใช้ตัวอักษรสุโขทัยไปยังเมืองเชียงตุงด้วย

ผนังด้านหน้าของวิหาร มีความงดงามตระการมาก ตั้งแต่พื้นไปจนจดหลังคาไม่มีพื้นที่ว่างเปล่าให้เห็นเลย ตรงประดูอลังการมากด้วยการออกแบบให้เป็นซุ้มประตูทรงปราสาทไม้แกะสลักปิดทอง ในบทความของ เกรียงไกร เกิดศิริ อธิบายไว้ว่าเป็นการแสดงสัญลักษณ์ของการผ่านพ้นไปยังมิติที่สูงขึ้นไปสู่ สวรรค์วิมานและพระนิพพาน หรือ แสดงถึงซุ้มสุวรณคูหาอันเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าหลังตรัสรู้ ซุ้มประตูนี้คล้ายกับรูปปราสาทพระอินทร์ในรอยพระพุทธบาทประดับมุกที่สร้างใน สมัยพญาติโลกราชมาก

ภายนอกวิจิตรโอฬารมากแล้ว ภายในก็อลังการไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นดาวเพดานที่มีลวดลายหลากหลายสีสันยังแจ่มชัด เช่นเดียวกับจิตรกรรมประดับฝาผนัง ด้านบนมีการเก็บเกี้ยว และตู้พระธรรมฝีมือประณีตมากมาย

ขอบคุณความห่างไกล และธรรมชาติที่กลายเป็นปราการสำคัญที่ป้องกันปกปักรักษาความงามของ สถาปัตยกรรมและศิลปวัตถุอันล้ำค่านี้ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ชมเป็นบุญตา

เราใช้เวลาอยู่ในวัดบ้านแสนด้วยความอิ่มเอมใจ จนกระทั่งเย็นย่ำต้องถึงเวลาลาจาก คุณหลุยส์เร่งให้เรารีบลงเขาเพื่อขึ้นรถตู้กับเมืองเชียงตุงให้ทันก่อนด่านปิดหกโมง เย็น

6 ไมล์ 9.6 กม. เท่านั้น !! เหลือบดูเข็มนาฬิกามีเวลาชั่วโมงเดียวจะทันหรือเปล่าหนอ เดินไปจนเกือบท้อ แต่ก็ได้ลูกฮึดจากกองเชียร์จนท้ายที่สุดก็ขึ้นไปนั่งอยู่บนรถตู้เดินทางถึง ด่านได้สำเร็จ ยกนาฬิกาข้อมือมาดูอ้าว...ลืมไปว่านี่เป็นเวลาเมืองไทย ที่เมียนมาร์ช้ากว่าเราอีก 1 ชม. ที่รีบมาตลอดนึกว่าจวนเจียนที่แท้ก็เหลือเฟือ

6 กม.กลายเป็น 6 ไมล์ แถมเวลายังช้ากว่าเมืองไทยอีก 1 ชม. เมียนมาร์งง มาถึงไทยงง ก็จบลงด้วยประการฉะนี้

 



ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์
อีเมล
หัวข้อ
รายละเอียด
รหัสป้องกันสแปม CAPTCHA Image



 *


ดอกไม้กับชีวิต

หลวงน้ำทา
วันวานที่*สิบสองปันนา*
โปรแกรมเที่ยวชายแดนลาว-จีน
ดูงานออสเตรเลีย
โปรแกรม สิบสองปันนา-ต้าลี่-หลีเจียง-คุนหมิง
เที่ยวยุโรป
โปรแกรม : เชียงราย - สิบสองปันนา
ปากเซ+จำปาสัก-4
BoomHohuse01
ปากเซ+จำปาสัก-3
ปากเซ+จำปาสัก-1
BoomHohuse02
ปากเซ+จำปาสัก-2



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
Wachon Nim

สร้างลิงค์ของโปรไฟล์ในแบบที่เป็นตัวคุณเอง

จัดทำและดูแลระบบ  โดย วะชล นิ่ม ภัทรศิริโชค อำภอเมือง จังหวัดเชียงราย
โทร08-9027-9699  08-9000-0000   โทรสาร
0-5300-0000
Email :
http://www.wachonnim@hotmail.com  และ
Email : http://www.wachon_nim@yahoo.com

wachon nim pudsirichoke Webpage : http://www.watwatwitwit.com