ReadyPlanet.com
dot
dot
dot
ยังไม่มีสมาชิกที่ล็อกอินในขณะนี้
bulletบุคคลทั่วไป 6 คน
dot
สมาชิกใหม่ขณะนี้ คน
dot

dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot




วงเวียนชีวิต ตอนที่ 5-8

 

ตอนที่ ๕

วงเวียนชีวิต

              ผมขออ้อนวอนผู้อ่านอีกสักครั้ง สมเด็จพระเทพฯ จะเสด็จแม่สอด ผมมีเวลาแต่หาเวลาว่างยากจริงๆ แต่ทุกคนก็อยู่ในหัวใจผม ฉบับนี้ก็ขอเอาเรื่องเล่าไถ่โทษอีกสักครั้งนะครับ เล่าเรื่องปุถุชนระลึกชาติ หลายท่านอาจจะแคลงใจ เลยขอเล่าเรื่องของพระอริยะสงฆ์

              ท่านแรกหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต แม่ทัพธรรมสายธรรมยุติ ปัจจุบันมีพิพิธภัณฑ์ของท่านอยู่ที่วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร มีอัฐบริขารของท่านแสดงให้เห็นถึงความสมถะและสันโดษของท่าน แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านทิ้งไว้เป็นปริศนาธรรมให้พุทธศาสนานิกชนได้เห็นคือ ความเป็นผู้ละกิเลส ในสถานที่แห่งนี้จะมีอัฐิธาตุ (กระดูก) ของท่านบรรจุในตู้กระจกให้ผู้คนได้เห็น กระดูกส่วนใหญ่จะมีสีขาวบริสุทธิ์ แต่จะมีชิ้นหนึ่งความยาวประมาณ ๑ นิ้ว กระดูกชิ้นนี้ครึ่งหนึ่งมีสีขาวอีกครึ่งใสเหมือนแก้วติดกันเป็นชิ้นเดียว ที่ผมบอกว่าเป็นปริศนาธรรมเพราะกระดูกปุถุชนคนธรรมดา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จะไม่ขาวบริสุทธิ์เนื่องจากธาตุขันธ์ของบุคคลทั่วไปถูกซึมซับด้วยกิเลสตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน ไม่เหมือนธาตุขันธ์ของพระอริยะสงฆ์ ซึ่งถูกฟอกด้วยการกำหนดภาวนาตลอดเวลาจนเป็นธาตุขันธ์บริสุทธิ์ เมื่อจิตวิญญาณของท่านละจากร่างไปแล้วจึงมีสิ่งอัศจรรย์เกิดขึ้นคือ ส่วนที่คงทนที่สุดของมนุษย์คือกระดูกจะมีสีและรูปพรรณบริสุทธิ์ต่างๆกันไป บางองค์เล็กจนแทบมองไม่เห็นบางองค์ใสบริสุทธิ์ดุจเพชร บางองค์มีสีอำพัน บางองค์ใครได้ไปบูชาก็จะเพิ่มจำนวนอย่างอัศจรรย์ เรื่องเหล่านี้ต้องรู้ต้องสัมผัสด้วยตนเอง บางคนเกศา (ผม) ของท่านเมื่อตอนเก็บไว้บูชาก็เป็นเส้นผมธรรมดาเหมือนคนทั่วไปกระจัดกระจาย แต่นานวันเข้าเส้นผมเหล่านั้นกลับถักทอรวมกันเป็นก้อนและกลายเป็นพระธาตุในท้ายที่สุด เมืองไทยมีปรากฏเช่นนี้อยู่มาก ที่บ้านผมก็มีหลายองค์ จึงนำมาเล่าให้ท่านฟังได้

              หลวงปู่มั่นท่านระลึกชาติได้หลายร้อยชาติ จากภูมิธรรมของท่านส่วนใหญ่ท่านบอกลูกศิษย์ใกล้ชิดว่าท่านเกิดเป็นสุนัขหลายชาติ แล้วเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายในวัฎฎสงสาร จึงตั้งมั่นบำเพ็ญเพียรเพื่อมุ่งสู่เส้นทางพระนิพพาน

              อีกท่านหนึ่งคือ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าโคกสมมน จังหวัดเลย ท่านสามารถระลึกชาติได้หลายชาติ ส่วนใหญ่ท่านเล่าว่าท่านเกิดในภพภูมิของสัตว์เดรัจฉาน

              - ท่านเคยเกิดเป็นผีเสื้อ ถูกค้างคาวจิกกิน

              - เกิดเป็นหมีไปขโมยแตงล้านในไร่เขากิน ถูกเจ้าของเอามีดฟันได้รับบาดเจ็บ

              - เกิดเป็นเก้ง ถูกนายพรานไล่ยิงจนตายที่บริเวณป่าโคกสมมน จังหวัดเลย ซึ่งเป็นสถานที่ที่ท่านผูกพันในชาติปัจจุบัน ธุดงค์ไปที่ยั่นหลายครั้ง และสร้างวัดป่าโคกสมมนขึ้นบริเวณที่ท่านเคยถูกนายพรานฆ่าตาย

              - เคยเป็นปลาในบ้านนายทหารอากาศ ยศพันอากาศเอก ที่กรุงเทพฯ ท่านเล่าว่าชีวิตเดรัจฉานทรมานมาก หน้าหนาวก็หนาวเข้ากระดูก หน้าร้อนก็ร้อนจนทุรนทุราย เวลาหิวก็หิวจนแสบท้องต้องเสาะหาอาหารใส่ท้อง บางครั้งต้องเอาชีวิตเข้าแลก ภพภูมิของเดรัจฉานเป็นชาติภพที่แสนจะทรมาน

              กระดาษหมดอีกแล้ว เวลาไม่มี ขณะนี้ ๔ ทุ่ม ผมเขียนอยู่ในงานกิ่งกาชาด อำเภอแม่สอด โฆษกประกาศเชิญผมเตรียมไปมอบรางวัลร้องเพลงลูกทุ่งแล้ว ต้องไปแล้วครับ กี๊ดเติงหากู้ๆคนแต้ๆหนา (คิดถึงท่านผู้อ่านทุกคนจริงๆครับ)

              พูดถึงเรื่องโชควาสนาแล้ว เพื่อให้ทุกคนเห็นว่าทุกสิ่งในความเป็นสัตว์โลกทุกตัวตนไม่ว่าเทวดา มนุษย์ เดรัจฉาน ฯลฯ ล้วนมีสมบัติ (ที่แท้จริง) ที่เราสั่งสมข้ามภพข้ามชาติได้ การใดที่ดีสมบูรณ์เป็นคุณเราเรียกว่าเป็นสมบัติของเรา การใดที่ไม่ดีไม่สมบูรณ์เราเรียกว่าวิบัติ สองประการนี้มีอยู่ ๒ สถานะ (๘ คู่) ซึ่งจะแยกอธิบายให้เห็นภายในใต้เนื้อที่จำกัด ดังนี้

              สถานะที่ ๑ คือ คติ หมายถึง ภพภูมิที่เป็นไปได้ของสัตว์โลก ซึ่งมีทั้งหมด ๓๑ ภพภูมิ (ท่านคงจำได้) สัตว์โลกทั้งหมดมีการเวียนเกิดเวียนตายไม่รู้จบมิรู้สิ้น ตราบใดไม่เข้าถึงกระแสพระนิพพาน เกิดมาเพราะกรรมเก่าผลักดัน เกิดมาแล้วก็มาสร้างกรรมใหม่ ชดใช้กรรม เศษกรรมเก่าที่ยังใช้ไม่หมดบวกกับกรรมใหม่ที่ทำขึ้นในภพภูมิปัจจุบัน ถ้าเป็นกุศลก็จะเป็นปัจจัยให้สัตว์โลกได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดี ซึ่งเรียกว่า สุคติภูมิ ซึ่งประกอบด้วยมนุษย์ เทวดา พรหม และอรูปพรหม โดยทางธรรมเราเรียกว่า ได้คติวิบัติ ทำนองเดียวกัน ถ้าเศษกรรมเก่าที่ยังใช้ไม่หมดบวกกับกรรมใหม่ที่เป็นอกุศล (บาป) ก็จะเป็นปัจจัยให้สัตว์โลกต้องไปเกิดในอบายภูมิ หรือ ทุคติภูมิ คือ ภพภูมิที่มีแต่ความทุกข์ยากลำบาก ซึ่งประกอบด้วย เดรัจฉาน เปรต อสูรกาย สัตว์นรกในทางธรรม เราเรียกเป็นคติสมบัติ

              ชาตินี้เราเกิดมาเป็นคน พอถือได้ว่า เราได้คติสมบัติที่ดี กล่าวคือ อย่างน้อยเราต้องมีศีล ๕ ที่ค่อนข้างบริสุทธิ์ ทำบุญทำทานกันมาพอสมควรจึงได้มาเป็นมนุษย์ แต่อย่าพึ่งดีใจมั่วแต่หลงรูป คือ หลงความเป็นมนุษย์ไม่รักษานาม คือจิตให้สะอาดบริสุทธิ์ สะสมแต่กิเลส บาป อกุศลอยู่เนืองๆ คติวิบัติ ก็เป็นอันหวังได้เช่นเดียวกัน ดูกันอย่างง่ายๆ คนที่มักชอบพูดโอ้อวดว่าทำบุญ ๙ วัดในวันเดียวได้กุศลแรงได้บุญมาก แต่ในทางธรรมมีไม่น้อยพวกที่เร่งทำบุญอย่างที่ว่า แต่ไม่ควบคุมจิตใจปล่อยให้ความหลงเข้าคลอบงำ (โมหะ) เช่นไปทอดกฐินก็ดวดเหล้าตลอดวัน เข้าวัดทอดกฐินก็เมาแอ๋ ตกกลางคืนนอนค้างที่วัดก็ตั้งวงจั่วไพ่กันในวัด คนเหล่านี้มีสิทธิ์เกิดเป็นเดรัจฉานค่อนข้างสูง เพราะเดรัจฉานเป็นภพภูมิของสัตว์โลกที่ไม่มีปัญญา ปล่อยให้คนหลงมัวเมามาปิดกั้นทางพระนิพพาน หรือปิดกั้นทางกุศลเป็นภพภูมิของสัตว์โลกที่ใช้แต่สัญชาติญาณ ความเคยชินระวังนะครับ ! เข้าวัดให้ถูก ทำบุญให้เป็น

              สรุป สถานะที่ ๑ ของสัตว์โลกคือ คติสมบัติ หรือ ภพภูมิที่เป็นคุณ ภพภูมิที่มีโอกาสพัฒนาจิตให้สูงขึ้นๆ ละบาปอกุศลไปเรื่อยๆ จนไปสู่การหลุดพ้นโดยเริ่มตั้งแต่โลกมนุษย์ เทวดาไปสู่พรหมโลก นอกเหนือจากนี้เป็นคติวิบัติ ภพภูมิที่ไม่เป็นบุญมีแต่ทุกข์ตั้งแต่มากไปหาน้อย แม้แต่เดรัจฉาน ซึ่งเป็นทุคติภูมิชั้นสู.สุดก็ยังหาความสุขได้ยาก หาอาหารกินเองได้ ดีกว่าเปรตสัตว์นรก แต่ก็ใช่ว่าจะถูกปากใช่ว่าจะอิ่มท้อง สามารถพักผ่อนนอนหลับได้ ต่างจากสัตว์นรกที่ถูกลงโทษตลอดเวลา ก็ใช่ว่าจะหลับสบายเหมือนมนุษย์ ไม่เช่นนั้นคงไม่มีคำว่า หมาข้างถนนให้เราได้ยิน ทราบอย่างนี้แล้วเราจะไปทางไหนเราจะสะสมอะไรกันดีครับ

              สถานะที่ ๒ คือ อุปธิ สิ่งรุมเร้าและทำให้เกิดขึ้น เข้าใจง่ายๆก็คือ รูปร่างทรวดทรง หน้าตาผิวพรรณ หน้าตาดี ก็ถือว่ามีอุปธิสมบัติคือ เป็นอุปธิที่ดีที่เกิดจากผลบุญ จากกุศลที่สั่งสมไว้ ถ้าเกิดมามีความพิการ ขาด้วน ปากแหว่ง จมูกโหว่ ก็ให้เข้าใจเถิดว่า เป็นอุปธิวิบัติที่เกิดจากผลบาป หรืออกุศลเบียดเบียนสัตว์มากๆ บ่อยๆ ก็อาจมีอุปธิวิบัติเกิดขึ้น เช่น ผู้หญิงคนหนึ่งตั้งท้องแก่เลี้ยงไก่ไว้กินไข่ ธรรมชาติของไก่มันก็ถ่ายมูลเรี่ยราดไม่เป็นที่ ไก่บางตัวมีนิสัยชอบถ่ายบนเรือน บนบ้าน เดิมที่ผู้หญิงคนนี้ก็ไม่ได้โกรธอะไร เพราะอารมณ์ยังไม่เสีย บังเอิญวันหนึ่งอารมณ์เสีย (อ่านต่อฉบับหน้า)

 

ตอนที่ ๖

วงเวียนชีวิต

              ขอเดินเรื่องต่อจากคราวที่แล้ว ที่ทิ้งไว้ห้วนๆ ผู้หญิงเจ้าของบ้านอารมณ์เสีย (เพราะไม่รู้ และไม่สามารถควบคุมกิเลสตัว “โทสะ” ได้) และปล่อยให้โทสะ โตขึ้นโตขึ้น จนตัวเองตกเป็นทาสของมัน อารมณ์ที่มีโทสะในระดับนี้ พระอินทร์ พระพรหมเอาไม่อยู่ มีแต่พระธรรมเท่านั้นที่จะรั้งเอาไว้ได้ แต่เมื่อใจขาดธรรมะเสียแล้วอกุศลก็เกิด และพัฒนาไปสู่การสร้างบาปและการจองเวร ผู้หญิงคนนี้จึงเห็นไก่เป็นศัตรูเป็นคู่อาฆาต ที่ทำให้ตัวเองเกิดทุกข์ ทั้งๆที่ถ้าเข้าใจ กำหนดรู้เท่าทันทุกข์ตัวนี้ก็จะไม่เกิด เพราะความขาดปัญญา จึงคิดว่าการทำร้ายไก่ จะหยุดปัญหาได้และทำให้ตัวเองสะใจ จึงจับไก่ตัวที่ถ่ายมูลบนบ้าน แล้วคว้ามีดโต้ในบ้านฟันขาไก่ขาดกระเด็นทั้ง ๒ ข้าง ไก่ก็ร้องกระต๊ากๆ ด้วยความตกใจกลัวและเจ็บปวด เท่านั้นยังไม่สะใจพอ ฟันขาไก่เสร็จก็โยนขาไก่ทั้ง ๒ ข้างทิ้งและโยนไก่ที่ขาด้วนลงมาพื้นดินปล่อยให้ไก่ต้องใช้ปีกขยับตัวหนีไปซุกอยู่ใต้ถุนบ้าน และทรมานด้วยความเจ็บปวด จนท้ายที่สุดก็ตายไปด้วยความทรมาน

              ถึงเวลาที่กรรม หรือเจ้ากรรมนายเวรเขาจะตามทวงหนี้ ผู้หญิงคนนี้คลอดลูกออกมาเป็นชายแต่ อนิจจา เด็กอ้วนจ้ำม้ำ ผิวขาวสวย ขากลับด้วนทั้ง ๒ ข้าง (อุปธิวิบัติ) ไม่ต่างจากไก่ที่ถูกแม่ตัวเองฟันขา หลายคนอาจจะถามว่า ทำไม ทำไม ถึงเป็นเหตุให้

              ๑. กรรมถึงส่งผลเร็วขนาดนี้

              ๒. กรรมทำไมไปลงที่ลูก ไม่ลงที่ตัวแม่เพราะแม่เป็นคนทำ

              ผมก็จะตอบเท่าที่มีภูมิ คือ

              ๑. กรรมในทางพุทธศาสนา มี ๑๒ อย่าง วันหลังคงได้พูดให้ฟัง วันนี้เอาเพียงว่า กรรมสามารถให้ผลในชาตินี้ ชาติหน้า ชาติต่อๆไป ถ้าไม่สามารถให้ผลได้ก็จะกลายเป็นอโหสิกรรมไป เขาบอกว่า กรรมของสัตว์โลกมีมากมายมหาศาล เปรียบเหมือนเม็ดทรายในมหาสมุทร และพื้นปฐพีรวมกัน กรรมที่เราทำไว้ทั้งดีและชั่ว มันจะเรียงตัวกันคอยส่งผลเป็นวิบาก (ผลของกรรมที่ต้องรับ) กรรมใดที่มีน้ำหนักหรือสุกงอมก็จะให้ผลก่อน กรรมใดที่ยังไม่สุกงอมก็จะคอยให้ผลต่อไป เหมือนหมาล่าเนื้อ เราเผลอ (คือหยุดทำความดี) เมื่อไร มันก็จะงับเราเมื่อนั้น กรรมบางอย่างเราเคยทำมาต่อเนื่องในอดีตชาติ จนมีแรงกรรมหรือน้ำหนักมากใกล้สุกงอม เมื่อมาทำเพิ่มอีกในชาตินี้ จึงสุกงอมเต็มที่และส่งผลในชาตินี้ทันที ดังเช่น บางคนไปโกงเขาก็ถูกโกงจนหมดตัว เคยมีพ่อเล้าบังคับผู้หญิงไปขายตัวที่อเมริกาจนรวย คนๆนี้ชอบซ้อมผู้หญิง วันหนึ่งแม่ป่วยต้องนั่งเครื่องบินกลับมาเยี่ยมแม่ มาถึงดอนเมือง เดินไม่ได้เสียเฉยๆ ทางการแพทย์เขาบอกเป็นโรคที่เกิดจากการนั่งในที่คับแคบนานๆ มีชื่อเรียกเป็นภาษาฝรั่ง ผมลืมไปแล้ว แต่ในทางกรรมเขาเรียกว่า ถึงเวลาที่กรรมส่งผล ผมมีลูกน้องเจ้าชู้อยู่คนหนึ่ง (นานแล้ว) ไม่ใช่ลูกน้องที่หนองบุญมาก หรือที่แม่สอดนะครับ ประเดี๋ยวจะเดือดร้อนกัน เจ้าลูกน้องคนนี้มั่วเขาไปหมด ลูกเขาเมียใคร มีเมียหลายคนมีลูกสาว พอลูกสาวโตขึ้น ความที่ตัวเจ้าชู้ก็หวงลูกสาว ตามราวีหนุ่มที่มาจีบทุกคน จนลูกสาวมีความทุกข์ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่พ้นกฎแห่งกรรม กรรมส่งผลเอาชาตินี้ ลูกสาวตกเป็นเหยื่อของชายหนุ่ม กว่าพ่อจะรู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว

              ๒. กรรมไปลงที่ตัวลูก ไม่ลงที่ตัวแม่ มันมีเหตุปัจจัยที่ต้องพิจารณา ในเรื่องนี้หลายประการคือ

                 - แม่และลูกเคยทำกรรมร่วมกันมา (กรรมของลูกสุกงอมก่อน)

                 - แม่และลูกเคยทำกรรมประเภทเดียวกันมา

                 - แม่และลูกเป็นเจ้ากรรมนายเวรกันมา จึงต้องมาทวงหนี้และชดใช้หนี้กรรมด้วยกันในชาตินี้ (แม่ต้องเลี้ยงลูกพิการ)

              เมื่อวานผมพาภรรยาและลูก ไปนั่งกินส้มตำ ในร้านจะมีกระจกที่ทำเป็นน้ำตกและที่พื้นเขาจะเอากระจกกั้น เป็นตู้ปลาแคบๆเพื่อขังน้ำไว้ทำน้ำตก ขณะเดียวกันก็เลี้ยงปลาคราฟ และกุ้งก้ามกาม ตัวโตๆไว้ ตอนแรกก็ไม่ได้สังเกต สักพักลูกสาวก็ชี้ให้ดูปลาคราฟ ซึ่งมันไปรวมกันอยู่มุมตู้ หันหน้ามาทางกุ้ง ซึ่งอ้าก้ามรอหนีบปลาอยู่ตลอดเวลา

              ผมดูก็รู้ว่าปลามันเครียด แทนที่มันจะว่ายน้ำด้วยความสบายใจ มันกลับต้องคอยห่วงคอยระวังกุ้ง ถ้าดูแบบทางโลกก็คิดสงสารปลา พอออกจากร้านก็จบไม่คิดถึงปลาแล้ว แต่ถ้าดูในทางธรรมจะได้แง่คิดหลายอย่าง

              ๑. ปลาในร้านนั้นทุกตัวมีวิบาก ๒ ชั้น คือ หนึ่ง เกิดมามีคติวิบัติ คือ ต้องเกิดเป็นเดรัจฉาน สอง ชีวิตถูกเบียดเบียนให้เป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลา ต้องคอยหนีภัยจากกุ้งแทบตลอด ๒๔ ชั่วโมง เพราะตู้มันแคบมาก ในขณะที่ปลาตัวอื่นอยู่ในแม่น้ำอยู่ในสระ ทำไมพวกนี้ต้องมาอยู่ในตู้ ชาติที่แล้วทำอะไรมา ท่านลองคิดดู ท่านที่ชอบเลี้ยงกักขังสัตว์ ระวังนะครับ

              ๒. ปลาพวกนั้นต้องทำกรรมชนิดเดียวกันมา หรือเคยทำกรรมชั่วด้วยกันมา โดยการเบียดเบียนคนอื่นเขามา เลยต้องรับวิบากร่วมกันในลักษณะที่ตนเคยทำ (พวกตีไก่ ชนวัว กัดปลา ระวัง)

              ๓. กุ้งเป็นเจ้ากรรมนายเวรของปลา มาทวงหนี้คืนจากปลา ปลาเผลอเป็นโดนงับ เกล็ดหลุดหนังขาด เจ็บปวดทรมาน เครียดจนกว่าจะหมดเวรหมดกรรมต่อกัน โดยสิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปนี้คือ

                  - ปลาตายไปเกิดใหม่ (ถ้ากรรมเก่าหมดก็ไปเกิดดี)

                 - กุ้งตายก่อนปลาก็สบาย เพราะไม่มีศัตรูอีกต่อไป (กรรมที่ปลามีอยู่เดิมลดลง คือยังเป็นเดรัจฉานอยู่ แต่ไม่เครียดเพราะกุ้งอีกต่อไป)

                 - เจ้าของร้านเห็นแล้วสงสาร จับปลาหรือกุ้งแยกออกจากกัน (ความเป็นเจ้ากรรมนายเวรสิ้นสุดลง แต่กรรมในเรื่องคติวิบัติยังมีอยู่ต่อไปจนกว่าจะตายแล้วไปเกิดใหม่ (ถ้าเกิดดี) ไม่อยากมีเจ้ากรรมนายเวรก็อย่าสร้างเหตุนะครับ)

              เห็นไหมครับ กินส้มตำก็ได้ธรรมะถ้าเรารู้จักพิจารณาในทางธรรมในทุกๆเรื่องที่เราเห็น เราได้ยิน เราได้สัมผัส เราได้กลิ่น เราได้รส หรือเมื่อเกิดทุกข์เกิดสุขขึ้นในใจ เราก็ได้ชื่อว่ามีปัญญาแล้ว ปัญญาตัวนี้จบปริญญาเอกก็ไม่เกิดขึ้นได้ แต่ขณะเดียวกันคุณยายที่อ่านหนังสือไม่ออกบางคน ปัญญาสว่างจ้าจนพวกเราอายเลยครับ พอแค่นี้ก่อนผมจะขึ้นดอยเดินทาง ๔ ชั่วโมง ผมจะไปเยี่ยมพี่น้องชาวดอยสามหมื่นทุ่ง ที่ถือเป็นคนที่มีกรรมมากกว่าพวกเรา แล้วจะเอาข้อคิดในเชิงธรรมะมาฝากครับ จะวางปากกาแล้วนึกได้อีกเรื่องหนึ่ง นางแบบชื่อดังของโลกอดีตรองนางงามบราซิล ๒ สมัย คิดว่าสวยขนาดไหน เวลาอุปธิวิบัติมันจะเกิดก็ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือดต้องตัดแขนทั้ง ๒ ข้างทิ้ง เห็นไหมครับกรรมแต่ละตัวเวลามันจะมาอะไรก็หยุดมันไม่อยู่ สู้ไม่ไหวเลยครับ

 

ตอนที่ ๗

วงเวียนชีวิต

              ท่านผู้อ่านอิจฉาผมไหมครับ ผมกำลังนั่งเขียนต้นฉบับนี้ท่ามกลางชนเผ่าลีซอ หลังจากร่วมเต้น “จะคึ” กับชาวดอย ดูเหมือนเต้นง่ายๆ แต่ผมทำเอาสาวๆลีซอ ฮาตึง เลยต้องเลิก

              เสาร์ที่ผ่านมา ผมวิ่งรอกไปงานในพื้นที่ เช้า-ค่ำ ๖ งาน งานกลางคืนเป็นงาน “ฉลองพัดยศ” ผมขึ้นเวทีเลยถือโอกาสให้ปรัชญาชาวบ้าน เลยขอสรุปมาฝากก่อนจะเข้าเรื่อง คำว่า ฉลอง เป็นภาษาเขมร แปลว่า ข้าม ฉลองบุญ ต้องแปลว่า การข้ามจากฝั่งนี้ไปฝั่งโน้น คือข้ามจากฝั่งวัฎฎสงสารไปสู่ฝั่งพระนิพพาน การฉลองพัดยศ โดยการประโคมดนตรี มีมหรสพ การละเล่น ไม่ใช่เป็นการฉลอง เพราะสิ่งต่างๆเหล่านั้นเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งจิตวิญญาณเติมกำลังให้กิเลส การฉลองพัดยศที่ถูก คือ การให้ปัญญาชาวบ้าน เพื่อให้ใจของเขาเป็นอิสระไม่มีเครื่องเกาะเหนี่ยว และขยับเข้าไปใกล้เส้นทางพระนิพพาน จึงจะถูกต้อง และเหมาะสมกับพัดยศที่ได้รับ และเป็นการฉลองที่เป็นบุญอย่างแท้จริงครับ พระคุณท่านครับ

              ผมพูดถึงกรรมที่เป็นปัจจัยเสริมต่อจากกรรมที่ให้ผลตามหน้าที่ไปแล้ว ๒ สถานะ วันนี้มาฟังสถานะที่ ๓ คือ กาลสมบัติ หรือ กาลวิบัติ ซึ่งเข้ากับเหตุการณ์ที่ผมไปเยี่ยมชาวเขาพอดีเลย ในเรื่องกาลเป็นเรื่องเกี่ยวกับสถานที่ เวลา หรือเหตุการณ์ ที่เป็นคุณหรือเป็นโทษกับสัตว์โลก ท่านลองพิจารณาตามผมจะเข้าใจได้ดีขึ้น

              ๑. ทำไมบางคนต้องไปเกิดในป่าในเขา แต่บางคนเกิดในเมืองในประเทศที่เจริญ

              ๒. ทำไมคนต่างอาชีพ ต่างฐานะ ต้องนั่งเครื่องบินลำเดียวกันและเครื่องบินตกตายพร้อมกัน

              ๓. ทำไมคนหลายชาติหลายภาษา ต้องอยากมาเที่ยวที่ภูเก็ตแล้วตายเพราะสึนามิพร้อมกัน

              ๔. ทำไมบางคนได้เกิดตรงสมัยพุทธกาลได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า

              ๕. ทำไมบางคนได้เกิดในอารยประเทศ แต่บางคนต้องเกิดในประเทศที่มีแต่สงคราม หรือภัยพิบัติ

              ท่านต้องถามว่าทำไม ทำไม ไปอีกมาก ถ้าไม่เข้าใจหลักธรรม เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะกรรมเกื้อหนุน เอาให้เข้าใจมากขึ้น ในสมัยพุทธกาล กองทัพอินเดียยกไปรบพุ่งกับข้าศึก ยกทัพไปขึ้นบกที่ชายหาดแห่งหนึ่ง บังเอิญบริเวณพื้นที่ชายหาดแห่งนั้นเล็ก ทหารที่ไปมีจำนวนมาก จะตั้งค่ายพักแรมบริเวณชายป่าเหนือหาดไม่พอเลยต้องแย่งกันตั้งค่ายพัก ทหารส่วนหนึ่งรีบขึ้นไปแย่งที่นอนในป่าด้านบน ที่เหลือเลยต้องอาศัยนอนริมหาด ตกดึกด้วยเหตุใดไม่ทราบทหารที่นอนริมหาดทนนอนต่อไปไม่ไหว ต่างพากันขึ้นไปแย่งชิงที่นอนของทหารที่นอนอยู่ในป่า ทหารในป่ารู้สึกแออัดยัดเยียดทนไม่ไหวเลยต้องถอยหนีลงมานอนริมหาด ถึงคราวกาลวิบัติจะส่งผล งีบหลับไปพักใหญ่ เกิดคลื่นใหญ่ (น่าจะเป็นสึนามิ) โถมเข้ามาซัดทหารที่นอนอยู่ริมหาดลงไปในทะเลเรียบ นี่แหละครับเขาถึงบอกว่าถ้าไม่ถึงคราวก็ไม่ต้องรับกรรม หรือกาลวิบัตินั่นเอง

              ตัวเราทั้งหลายก็ไม่แน่นะครับ วันนี้อยู่ในคฤหาสน์ใหญ่โตมีคนรับใช้เป็นสิบคน แถมอยู่ในย่านที่เจริญอย่างฝรั่งอยู่แถวบีเวอร์ลี่ฮิล ย่านเศรษฐี เกิดแรงกรรมดีอ่อนแรง และเจ้าตัวก็ไม่เคยทำบุญทำกุศลมาเลย กรรมตัวอื่นอาจจะมาเบียดมาแทรก เช่น เกิดอยากกินหูฉลามน้ำแดงเลยให้คนขับรถที่มีกรรมเหมือนกัน (แถมลูกเมียด้วยเอ้า) นั่งรถคันละ ๑๐ ล้าน ผ่านไปบนถนนเพชรบุรีตัดใหม่จะไปโรงแรมหรู ดันไปเจอรถแก๊สระเบิดลุกท่วมถนนคนตาย บาดเจ็บเป็นร้อยอย่างนี้แหละเค้าเรียกกาลวิบัติ เข้าใจหรือยังครับ อยากทำบุญหรือทำบาปละครับ

              สถานะที่ ๔ คือ ปโยคะ ความตั้งใจ ความพากเพียรความมุมานะ รับผิดชอบ ปโยคะตัวนี้ถ้าเป็นบุญก็จะมาหนุนเสริมให้เราพ้นจากกรรมอกุศล เช่น ลูกชาวเขาชาวดอยที่ผมไปเยี่ยมส่วนใหญ่พ่อแม่ยากจนและยังไม่มีบัตร (เมื่อวานก็มีเด็กชาวกระเหรี่ยงเขียนจดหมายมาหาขอให้ช่วยได้บัตรประชาชนจะไปเรียนต่อ) แต่หลายคนเรียนเก่ง ถ้าเด็กคนนั้นมีปโยคะสมบัติ เด็กคนนี้ต้องได้ดีคือ

              ๑. กระเสือกกระสนด้วยตนเองจนสอบชิงทุนได้ เรียนจนจบปริญญาเอก ในขณะที่เพื่อนจบแค่ ม.๖ หรือ

              ๒. บังเอิญมีพระธุดงค์ผ่านมาเอาไปเลี้ยงส่งเสียจนได้ดีหรือ

              ๓. บังเอิญอีกครั้ง พอดีมีเศรษฐีพาคณะมาทำบุญ รถตกหล่มเด็กคนนี้เข้าไปช่วย เศรษฐีถูกใจสงสาร ส่งเสียให้เรียนจนได้ดี

              ๔. เด็กมีความทะเยอทะยานไปเป็นเด็กวัด เรียนจบได้เป็นใหญ่เป็นโต

              สิ่งต่างๆเหล่านี้ เป็นผลจากในอดีตชาติ คนพวกนี้ ทำหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ ตั้งใจ ไม่อู้ ไม่เกี่ยง ไม่หนีงาน กรรมอกุศลจากการไม่เคยทำทาน กรรมอกุศลจากการอิจฉาริษยาคนอื่น ส่งผลให้มาเกิดในที่ไม่ดี แต่ถ้าเขามีกรรมดีในเรื่อง ปโยคะ เด็กคนนี้เจริญรุ่งเรือแน่ๆ มีตัวอย่างให้เห็นเยอะไป ท่านที่เป็นข้าราชการ ท่านผู้บริหารท้องที่ท้องถิ่น ครูอาจารย์ ฯลฯ ทั้งหลาย วันนี้ท่านทำบุญทำจิตให้เป็นกุศลหรือยัง ทำแล้วก็ขออนุโมทนา และขอให้ท่านทำหน้าที่ของแต่ละคนให้ดีที่สุด รับรองดีแน่ๆ แต่ถ้าท่านทั้งบุญกุศลก็ไม่มี แล้วยังเช้าชามเย็นชามหนังชีวิตของท่านต้องเป็นภาพยนตร์ที่ต้องเช็ดน้ำตา และไม่มีถ้วยรางวัลครับ

              ต่อไปเตรียมพบกับคำว่า “ตาย” กับ “เกิด” มีกระบวนการอย่างไร บังเอิญครับบังเอิญ ไปทำบุญแล้วได้ยินคนเขายกมืออธิฐาน สาธุ เกิดชาติหน้าฉันใด ขอให้ฉันได้เป็นเทพเป็นเทวดาด้วยเถิด เจ้าพระคู๊ณ เข้าใจว่าคนๆนี้ หรือชาวพุทธอีกมากมาย คงอยากเกิดเป็นเทวดา ด้วยหวังว่าเทวภูมิ เป็นภพภูมิที่มีความสุข ที่วิเศษกว่ามนุษย์ ผมเกรงว่า เรื่องนี้หากไม่ทำความเข้าใจให้ชัดเจน บรรดาญาติพี่น้องของผมอาจจะหลงทาง ด้วยผู้คนส่วนใหญ่พอพูดถึงเทวดา ก็มักจะมีความรู้สึกว่าเป็นเรื่องสูง เป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ที่ควรกราบไหว้บูชา โดยเข้าใจว่า เทวดา หรือเทพเป็นผู้มีอำนาจ บารมี เหนือมนุษย์ หากไปลบหลู่ท้าทาย ก็อาจเป็นโทษได้

              เรื่องนี้หากเป็นผู้รู้จริง จะมองอย่างเข้าใจต่างออกไป อย่างเช่น ท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก ท่านอธิบายไว้ดังนี้

              ๑. เทวดา หรือพรหม แม้เป็นภพภูมิสูงสุด ก็ยังล้วนเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เวียนเกิด เวียนตายในสงสารวัฎ เช่นเดียวกับพวกเราทั้งหลาย เทวดาส่วนใหญ่ก็ยังมีกิเลสไม่ต่างจากพวกเรา อาจมีเทวดาที่เป็นอริยะเทพบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเชื้อบุญที่สะสมมาตั้งแต่ครั้งเป็นมนุษย์ หรือในอดีตชาติที่ผ่านมา

              ๒. ความต่างกันเชิงบวก และเชิงลบ บางอย่างเทวดาดีกว่าคน บางอย่างคนดีกว่าเทวดา  เช่น

                  - เทพชั้นดาวดึงส์ จะเหนือกว่ามนุษย์อยู่ ๓ อย่าง คือ มีอายุทิพย์ ผิวพรรณทิพย์ และความสุขทิพย์ ซึ่งมนุษย์ไม่มี มนุษย์ต้องแสวงหา ต้องดิ้นรน ต้องไขว่คว้า

                  - มนุษย์จะเหนือกว่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ อยู่ ๓ อย่าง เช่นเดียวกันคือ มีความกล้าหาญมากกว่า มีสติมากกว่า และมีการประพฤติพรหมจรรย์ (การประพฤติพรหมจรรย์ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า ครองชีวิตที่ปราศจากเมถุน แต่หมายถึง การประพฤติคุณธรรมอันประเสริฐ เพื่อเข้าสู่มรรค ผล นิพพาน) การปฏิบัติธรรมที่ผมและภรรยาจัด ซึ่งเป็นธรรมะผู้ครองเรือน ผู้ปฏิบัติสามารถใช้ชีวิตปกติทุกอย่าง ก็เป็นการประพฤติพรหมจรรย์เช่นเดียวกัน

              ๓. ปกติมนุษย์มักถือว่า เทวดาสูงกว่าเพื่อนเรา และอยากเกิดในสวรรค์ แต่ในภพของเทวดา เทวดาทั้งหลายเขาถือว่า การเกิดเป็นมนุษย์เป็นสุคติคือ ภพภูมิที่มีความสุข ซึ่งเรียกว่า มัชฌิมภูมิ หรือ ภพภูมิที่อยู่ระหว่างกลาง เวลาเทวดาองค์ใดองค์หนึ่งจะจุติ (ตาย) ชาวสวรรค์จะพากันอวยพรว่า ขอให้ไปสู่สุคติเหมือนพวกมนุษย์ สุคติของเทวดาคือ ขอให้ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ในขณะที่มนุษย์อยากเกิดเป็นเทวดา

              ๔. การที่ภพภูมิเทวดา มีอายุยืนยาว พวกเรามองเป็นเรื่องดี แต่แท้ที่จริงแล้วกลับเป็นการเสียหรือพลาดโอกาสอย่างมาในการประพฤติพรหมจรรย์ (พูดง่ายๆ คือโชคไม่ดี) ชาวสวรรค์มีแต่ความสุขเป็นโลกทิพย์ กินอาหารครั้งเดียวอยู่ได้ ๗ วัน ผิวงาม เหาะเหินเดินอากาศได้ เป็นเหตุให้เทวดาประมาทมัวเมา สติไม่มั่นคง กิเลสชั่วครอบงำได้ง่าย บางครั้งเทวดาจึงลุแก่อำนาจฝ่ายต่ำได้ เช่น ริษยา โลภ โกรธ หลง

 

ตอนที่ ๘

วงเวียนชีวิต

              ผมเขียนมากี่หน้าบรรณาธิการก็ไม่ยอมตัดตอนลงให้หมด ฉบับนี้เลยขอดวลปากกา เพื่อท่านผู้อ่านที่เคารพ ผมได้ข้อมูลว่า ครู นักเรียน อ่าน นสพ.บ้านเองพัฒนากันมากเลย ขอสู้โว้ยอีกสักคนครับ ปิดท้ายด้วยปรัชญาธรรมของหลวงปู่ชา หลวงปู่ท่านบอกว่า พวกเราชาวพุทธเหมือนหมานอนบนกองข้าวเปลือกต่อให้ข้าวเปลือกกองเป็นร้อยๆตัน ก็เปล่าประโยชน์ ปรัชญาก็คือ

              ๑. หมา ในที่นี้ท่านตั้งใจเปรียบเสมือนปุถุชนชาวพุทธทั่วๆไป ที่มีแต่ศรัทธา แต่ไม่เข้าถึงปัญญา ศรัทธาในที่นี้ก็คือ ชอบทำบุญ ชอบฟังพระสวดมนต์ ชอบทอดกฐิน ทอดผ้าป่า สร้างพระประธาน สร้างโบสถ์ วิหาร ซึ่งเป็นบุญเหมือนกันแต่ไม่ใช่บุญที่เยี่ยม คือ เวลาเราโลภ โกรธ หลง ขึ้นมา สิ่งต่างๆเหล่านี้ไม่สามารถห้ามใจเราได้ ใจเราสงบก็เฉพาะตอนที่เราทำบุญ หรือตอนที่เรานึกถึงบุญที่เคยทำเท่านั้น เวลาโลภ โกรธ หลง จึงเป็นเรื่องของกูกับของมึง หรือของมึงกับของกูเท่านั้น โดยตัวบุญไม่รู้อยู่ไหน เท่านั้นเอง

              ๒. ข้าวเปลือกในที่นี้เปรียบเสมือนหลักธรรมทางพุทธศาสนาซึ่งมีมากมายมหาศาลเปรียบเสมือนใบไม้ในป่า เราหยิบมาได้เพียงแค่กรรมมือเดียว บางคนได้แค่ ๒-๓ ใบ หลักธรรมเหล่านี้เมื่อเข้าถึงเราจะเกิดปัญญาเป็นพุทธที่แท้จริง คือสามารถทำให้ใจเราสงบ ระงับ เป็นอิสระ โปร่ง โล่ง เบา เอาแค่ชาตินี้ก็คือ สบาย ไม่เครียด ไม่เบียดเบียนตนเอง และคนอื่น โดยไม่ต้องพึ่งยานอนหลับ ยาระงับประสาท ยากล่อมประสาท ยาบ้า ยาอี อย่างใดทั้งสิ้น ยังไม่ต้องมุ่งถึงชาติหน้า เพราะยังอีกไกลโข

              ๓. คำว่า หมาบนกองข้าวเปลือกก็คือ ข้าวเปลือกสำหรับคนซึ่งเป็นผู้ที่ฉลาดมีปัญญา เวลาหิวก็ต้องเอามาหุงมาบำรุงร่างกายให้แข็งแรง ให้หายหิวได้ แต่เพราะหมาไม่มีปัญญา คือ แม้มันจะหิวโซขนาดไหนก็ต้องอดตายบนกองข้าวเปลือก เปรียบเสมือนชาวพุทธ อยู่ใกล้ธรรมะของพระพุทธองค์ เวลามีทุกข์เกิดขึ้นทางกาย ทางใจ กลับไม่สามารถนำธรรมะมาระงับดับทุกข์ให้เบา คลาย หรือไม่ให้กำเริบขึ้นได้ จนนำไปสู่ความรุนแรง ลักษณะเช่นนี้เองที่ท่านเปรียบคนที่ไม่เข้าถึงธรรมะเหมือนหมาบนกองข้าวเปลือก

              พูดง่ายๆ คือ โกรธก็รู้ว่าโกรธ หลงก็รู้ว่าหลง รู้อย่างมีสติ คือรู้อย่างเท่าทัน การรู้เท่าทันจะทำให้ความโกรธ ความหลง ความโลภมันไม่พัฒนา มันจะหยุดทันทีที่เรารู้ทันมัน อาการที่ใจเราไม่ปล่อยให้ความโกรธ ความหลง ความโลภ เข้ามาอยู่ในใจ เป็นอาการของใจที่เป็นอิสระโปร่ง โล่ง เบา ตรงนี้แหละครับ ที่เขาเรียกว่าใจที่เป็นกุศลหรือใจบุญในทางโลก คือ ไม่เครียด ไม่กังวล ไม่ร้อนรุ่ม ไม่ต้องใช้ยาใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าเราพัฒนาการรู้เท่าทันไปเรื่อยๆ กิเลสจะยิ่งบางลง ไม่สามารถบุกเราได้ ความเป็นผู้เบิกบานจะปรากฏขึ้นเห็นได้ชัดในทางโลก คือ ใบหน้าอิ่มเอิบ มีเลือดฝาด ผิวพรรณเปล่งปลั่ง แก่ช้า เราจะเป็นสุข ครอบครัวจะเป็นสุข ธรรมะเหล่านี้ท่านไม่ต้องกังวลว่าจะทำให้ท่านหลุดพ้นหรือสำเร็จเป็นอริยะบุคคลในชาตินี้ เส้นทางเส้นนี้ยังอีกไกล เป็นแต่ธรรมะของผู้ครองเรือน ยังใช้ชีวิตได้ตามปกติ เพียงอย่าละเมิดศีล ๕ และมีสติสัมปชัญญะ รู้เท่าทันอาการของกายกับใจก็ประเสริฐแล้ว ต้องขออภัย หนักไปนิดแต่คิดว่ามีประโยชน์







Copyright © 2010 All Rights Reserved.
Wachon Nim

สร้างลิงค์ของโปรไฟล์ในแบบที่เป็นตัวคุณเอง

จัดทำและดูแลระบบ  โดย วะชล นิ่ม ภัทรศิริโชค อำภอเมือง จังหวัดเชียงราย
โทร08-9027-9699  08-9000-0000   โทรสาร
0-5300-0000
Email :
http://www.wachonnim@hotmail.com  และ
Email : http://www.wachon_nim@yahoo.com

wachon nim pudsirichoke Webpage : http://www.watwatwitwit.com